27 มิถุนายน 2562
10,213

เราเดินทางมายังเขตเมืองเก่าแถวนางเลิ้งเพื่อจะมายังวัดโสมนัสราชวรวิหาร

เปล่า เราไม่ได้จะมาทำบุญ แต่เรามาเพื่อตามหาสถานที่ลับๆ เล็กๆ แห่งหนึ่งที่ซ่อนตัวอยู่อย่างถ่อมตัวในบริเวณวัดแห่งนี้ หลังจากเดินทะลุผ่านกุฏิพระหลังเล็กหลังน้อยพร้อมกับเลี้ยวซ้ายและขวาอีกหลายที จนเหมือนกับว่าเรานั้นหลงทางอยู่ภายในวัดซะแล้วก็พลันเห็นประตูเหล็กสีแดงล้วนที่ตั้งอยู่ด้านหน้า บอกเราว่าเรามาถึงจุดหมายในวันนี้แล้ว

ภาพตรงหน้าเราคือ อาคารเหล็กสีแดงที่ตั้งอยู่บนพื้นที่ว่างระหว่างกุฏิพระ 2 หลัง พื้น ผนัง หลังคา ประตู วงกบ ชั้นวางของ ทุกสิ่งล้วนแล้วแต่เป็นสีแดงชาดไปซะทั้งหมด แหม ก็ใครมันจะไปรู้ว่าในตรอกเล็กๆ ระหว่างกุฏิพระสองหลังในวัดโสมนัสราชวรวิหารนั้นมันจะกลายมาเป็นพิพิธภัณฑ์กันได้

นี่คือพิพิธภัณฑ์สีแดงชาด เป็นที่เก็บวัตถุโบราณที่เจอในย่านสุวัณณภูมิ ลักษณะเป็นดินอัดแผ่นผสมยางกระบก มีลวดลายขีดเขียนอยู่ในพื้นผิว เรียกกันว่า กเบื้องจาน (เป็นคำที่ทางมูลนิธิบัญญัติขึ้นมาจากงานวิจัยที่ทำ ซึ่งคำนี้หมายถึง กระเบื้องจาน)

และเพราะคำว่า ‘สุวรรณภูมิ’ ที่เราคุ้นเคยกันนั้นเป็นคำที่สะกดกันตามแบบสันสกฤต แต่ในทางพุทธศาสนาล้วนใช้ภาษาบาลีบันทึกคัมภีร์และเอกสารต่างๆ ทางวัดจึงใช้คำว่า ‘สุวัณณภูมิ’

กลับมาที่ Tiny Museum ที่ถึงมีขนาดเล็ก แต่ภายในนั้นมีประวัติศาสตร์เก่าแก่บรรจุอยู่ เมื่อเราเดินเข้าไปด้านในตัวอาคารสีแดงไซส์ XS และเห็นพื้นที่และกเบื้องจานด้านในทั้งหมดแล้ว ก็เกิดเป็นคำถามไซส์ XL มากมายโผล่ขึ้นมาในหัวแทน

ทำไมถึงมีพิพิธภัณฑ์เล็กจิ๋วแบบนี้เกิดขึ้น? ทำไมพิพิธภัณฑ์ของโบราณนั้นกลับต้องมาอยู่ในวัด? กเบื้องจานนี่คืออะไร? ทำไมต้องตั้งอยู่อย่างลับๆ แบบนี้? แล้วทำไมถึงใช้พื้นที่ซอกแคบๆ ระหว่างกุฏิทำเป็นพิพิธภัณฑ์? และอีกมากมายหลายต่อหลายคำถาม

Tiny Museum

แน่นอนว่าหลายคำถามนั้นคิดเองก็คงไม่มีทางได้รับคำตอบ เราจึงนัดหมายกับผู้ดูแลและจัดทำพิพิธภัณฑ์ ‘Tiny Museum’ แห่งนี้ อันประกอบไปด้วย คุณวรรณฤทธ์ ปราโมช ณ อยุธยา ฐานข้อมูลกเบื้องจาน มูลนิธิพระราชกวี ผู้ริเริ่มผลักดันให้เกิดพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ขึ้น คุณวัชรพงษ์ธร ยังดำรง รองเลขธิการ มพอ. และยังเป็นบุตรชายคุณวรรณฤทธ์  และ คุณสุริยะ อัมพันศิริรัตน์ สถาปนิกรางวัลศิลปาธร สถาปนิกของโครงการ และที่ขาดไมไ่ด้เลยก็คือ พระสิริปัญญามุนี (เจ้าคุณเต็ม เจ้าคณะ ๑ วัดโสมนัสราชวรวิหาร) ผู้ที่สนับสนุนให้พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เกิดขึ้นมาได้

และนี่คือเรื่องราวของพิพิธภัณฑ์เล็กจิ๋วสีแดงชาดที่ซ่อนตัวอยู่ลับๆ ในวัดโสมนัสราชวรวิหาร

01

ไทยนี่

และก่อนจะพูดเรื่องอื่นใด เราควรต้องพูดถึงสิ่งของจัดแสดงในมิวเซียมนั้นกันก่อน เพราะหัวใจหลักของพิพิธภัณฑ์ใดๆ นั้นคือของที่จัดแสดง หาใช่ตึกภายนอก ซึ่งของที่บรรจุอยู่ด้านในมิวเซียมแห่งนี้นั้นก็คือกเบื้องจาน สำหรับบางคนที่ไม่รู้จักสิ่งนี้ก็โปรดอย่าได้แปลกใจเลย เพราะเราเองก็ไม่รู้จักเหมือนกัน (ฮา)

กเบื้องจานนั้นเป็นเหมือนกับหนังสือหรือจดหมายในสมัยโบราณที่ใช้บันทึกเรื่องราว ไปจนถึงส่งข้อความถึงกัน โดยใช้ดินอัดแผ่นผสมกับยางของต้นกระบกจนมีหน้าตาเหมือนแผ่นอิฐแผ่นปูน แล้วจึงขีดเขียนจดบันทึกลงไปบนพื้นผิวของแผ่นดินนั้น

หลายๆ แผ่นที่อยู่ในพิพิธภัณฑ์นี้เคยถูกส่งพิสูจน์ตรวจหาอายุโดยสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน และมหาวิทยาลัยปักกิ่ง ได้ผลลัพธ์ออกมาว่ามีอายุกว่า 2,000 ปีขึ้นไปทั้งนั้น นั่นแปลว่าตัวอักษรในกเบื้องจานเหล่านี้ก็อาจจะเป็นการสร้างตัวอักษรตัวแรกๆ เพื่อเอามาใช้สื่อสารกันระหว่างมนุษย์ในละแวกแถบดินแดนสุวัณณภูมิก็เป็นได้

ส่วนการที่กเบื้องจานเหล่านี้มาอยู่ที่วัดโสมนัสนี้ได้ ก็ต้องเล่าย้อนไปในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เรื่องของเรื่องมันเริ่มมาจากในช่วงยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่เชลยชาวตะวันตกจำนวนมากถูกกองทัพญี่ปุ่นจับตัวเพื่อมาเป็นแรงงานในการสร้างทางรถไฟข้ามไปพม่าหรือทางรถไฟสายมรณะที่กาญจนบุรี

นึ่งในนั้นมี ดร.เอช อาร์ แวน เฮเกอเร็น (H.R. Van Heekeren) ชาวเนเธอร์แลนด์ ที่ในระหว่างการก่อสร้างทางรถไฟได้พบเจอหลักฐานโบราณคดีจากยุคหินใหม่ หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง ดร.เอช อาร์ แวน เฮเกอเร็น ก็นำวัตถุโบราณที่เจอไปตรวจสอบ ซึ่งก็ได้รับการยืนยันว่าเป็นหลักฐานจากยุคหินใหม่จริงๆ

หลังจากนั้น ดร.เอช อาร์ แวน เฮเกอเร็น เลยทำเรื่องขอทุนจากสถาบันทางโบราณคดีและนำไปสู่การขุดสำรวจทางโบราณคดีของไทยเป็นครั้งแรกที่ตำบลบ้านเก่าใน พ.ศ. 2499  จึงเกิดการตื่นตัวด้านการขุดค้นทางโบราณคดีของไทยในอีกหลายจังหวัด ทั้งเพชรบุรี ลพบุรี ราชบุรี และจังหวัดอื่นๆ ในแถบนั้น โดยการตื่นตัวนี้ไม่ใช่เพียงแค่จากภาครัฐอย่างเดียว แต่ก็มีชาวบ้านธรรมดาขุดเจอด้วยเช่นกัน

Tiny Museum

และการที่กเบื้องจานเหล่านี้มาอยู่ที่วัดโสมนัสฯ ได้ก็เนื่องมาจาก เจ้าคุณอ่ำ (อ่ำ ธมฺมทตฺโต) หรือพระราชกวีแห่งวัดโสมนัสวรวิหาร ที่เป็นพระนักค้นคว้า นักการศึกษา นักโหราศาสตร์ และกวี ท่านเป็นคนราชบุรีและมีโอกาสเดินทางไปยังวัดแถวราชบุรี เพชรบุรีลพบุรี อยู่บ้าง ได้ไปเห็นกเบื้องจานที่ชาวบ้านขุดพบขึ้นมา จึงเกิดความสนใจ อยากค้นคว้า และซื้อจากชาวบ้านไว้

พอลูกศิษย์หลายคนเห็นว่าท่านชอบจึงหามาถวายให้เรื่อยๆ ไปจนถึงวัดอื่นๆ ในละแวกนั้น เมื่อมีการขุดพบเจอก็จะส่งมาให้ท่านเจ้าคุณอ่ำเช่นเดียวกัน โดยท่านเจ้าคุณอ่ำก็ใช้พื้นที่ในวัดโสมนัสฯ นี่แหละเป็นที่เก็บและค้นคว้าวิจัย จนทุกวันนี้มีกเบื้องจานอยู่ในครอบครองทั้งหมด 847 แผ่น

ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 มาจนถึง พ.ศ. 2510 ก็ยังมีนักวิชาการหลายฝ่ายที่ไม่ยอมรับในตัวกเบื้องจาน โดยถือกันว่าเป็นวัตถุโบราณปลอมและไม่นับว่าเป็นหลักฐานทางโบราณคดีของไทย ทำให้เราไม่คุ้นชื่อกเบื้องจานเหล่านี้เลยในปัจจุบัน

02

จากกเบื้องจานสู่พิพิธภัณฑ์

หลังจากเจ้าคุณอ่ำมรณภาพใน พ.ศ. 2535 บรรดากเบื้องจานทั้งหมด 847 แผ่น ก็ถูกย้ายมาอยู่ในความดูแลของ พระสิริปัญญามุนี (เจ้าคุณเต็ม) เจ้าคณะ ๑ วัดโสมนัส และให้ทางคุณวรรณฤทธ์ที่ช่วยงานเจ้าคุณอ่ำอยู่ก่อนหน้านี้ในเรื่องกเบื้องจานอยู่แล้วมาทำการวิจัยสานงานต่อ

และเพื่อให้สามารถดำเนินการด้านวิชาการต่อไปได้ คุณวรรณฤทธ์กับเจ้าคุณเต็มก็ช่วยกันผลักดันก่อตั้งให้เกิดเป็นมูลนิธิพระราชกวีใน พ.ศ. 2555 ซึ่งเป้าหมายถัดมาก็คือการดำเนินงานทางวิชาการ หรือก็คือการเปิดให้นักวิชาการและประชาชนทั่วไปสามารถเข้ามาศึกษาได้นั่นเอง

คุณวรรณฤทธ์เล่าว่า การจะให้คนเข้ามาดูแผ่นกเบื้องจานที่วางระเกะระกะอยู่กับพื้นก็คงไม่เหมาะสม ควรมีพื้นที่ที่สามารถให้คนมาศึกษาได้อย่างจริงจัง คุณวรรณฤทธ์จึงเป็นทั้งผู้ริเริ่ม ผลักดัน และดูแล ให้เกิดโครงการสร้างพิพิธภัณฑ์กเบื้องจานแห่งนี้ขึ้นมา

และคำถามที่สำคัญก็คือ ทั้งวัดไม่มีใครเคยทำพิพิธภัณฑ์มาก่อนเลย แล้วจะให้ใครมาช่วยออกแบบดี?

ก็บังเอิญว่าในช่วงเวลาที่คุณวรรณฤทธ์หาสถาปนิกนักออกแบบอยู่นั้น มีกำหนดการให้เหล่าศิลปินผู้ได้รับรางวัลศิลปาธรในปีนั้นมาเล่าให้คนทั่วไปฟังถึงกระบวนการทำงาน และคุณสุริยะ อัมพันศิริรัตน์ สถาปนิกที่ได้รางวัลปีนั้นก็มาพูดถึงเรื่องวิธีคิด ความเชื่อ และวิธีทำงานออกแบบ ที่หอศิลป์ร่วมสมัยราชดำเนินพอดี และก็บังเอิญอีกเช่นกันที่คุณวรรณฤทธ์เดินทางไปฟังในงานวันนั้น

“ผมบรรยายถึงเรื่องของวิธีคิด ความเป็นพุทธ และการอยู่ร่วมกับธรรมชาติผ่านงานออกแบบที่ผมทำ ซึ่งหลังจากที่พูดจบคุณวรรณฤทธ์ก็เดินมาหาและแนะนำตัวให้รู้จัก” สถาปนิกโครงการเล่าถึงความหลังตอนที่เจอกันครั้งแรก

“ผมไม่เคยรู้จักกเบื้องจานมาก่อนเลย แล้วผมก็นึกภาพว่าต้องเป็นจานกินข้าวอะไรแบบนั้น (หัวเราะ) ตอนจบงานที่ได้เจอกัน คุณวรรณฤทธ์ทิ้งชื่อและเบอร์โทรศัพท์ให้ผมไว้ แล้วบอกว่าว่างแล้วให้โทรมา หลังจากงานวันนั้นสักพักหนึ่งพอผมเริ่มมีเวลาว่างก็เลยได้โทรคุยกับทางคุณวรรณฤทธ์และนัดมาดูกเบื้องจานด้วยกันที่นี่ แล้วหลังจากนั้นก็เลยตกลงเริ่มทำงานโปรเจกต์นี้กัน”

ผมถามคุณสุริยะว่า อะไรทำให้ตัดสินใจรับทำงานนี้

“ต้องเล่าแบ็กกราวนด์นิดหนึ่ง พ่อผมเป็นคนก่อสร้างโรงเรียน และบั้นปลายชีวิตของท่านก็สร้างพิพิธภัณฑ์ขึ้นมาเช่นเดียวกัน เป็นพิพิธภัณฑ์พื้นถิ่นแห่งหนึ่งในพัทลุง การได้ทำพิพิธภัณฑ์น่าจะเป็นสิ่งที่อยู่ในหัวของเราอยู่แล้ว เหมือนเป็นจุดสูงสุดอันหนึ่งของวิชาชีพ ยิ่งด้วยอาชีพการเป็นสถาปนิกที่ไม่ได้มีโอกาสทำพิพิธภัณฑ์กันได้บ่อยๆ และยิ่งครั้งนี้ที่คุณวรรณฤทธ์ให้โอกาสให้ผมทำงานที่ถือว่ายิ่งใหญ่และสำคัญต่อชาติ ผมก็เลยสนใจอยากทำจริงๆ” สุริยะอธิบายถึงเหตุผลในการตกลงรับงานนี้

Tiny Museum

03

ไทนี่ มิวเซียม / มิวเซียมที่หาไม่เจอ

ของจัดแสดงก็มีแล้ว สถาปนิกคนออกแบบก็มีแล้ว คำถามถัดมาก็คือ สถานที่ก่อสร้างล่ะจะเป็นที่ไหนดี?

โดยส่วนมากเวลาที่มีการสร้างพิพิธภัณฑ์เราจะคิดถึงการสร้างพิพิธภัณฑ์ใหญ่โตอลังการ เพราะจะได้สร้างความโดดเด่นแก่ของที่จัดแสดงอย่างเต็มที่ แต่ท่านเจ้าคุณเต็มกลับเห็นต่างออกไป และเป็นคนเลือกสถานที่สร้างพิพิธภัณฑ์ให้ตั้งอยู่ในซอกระหว่างกุฏิ 2 หลังภายในวัดนั่นเอง

“หลังจากที่เราและท่านเจ้าคุณเต็มได้คุยปรึกษากับคุณสุริยะ ทุกคนเห็นพ้องต้องกันว่าพิพิธภัณฑ์ที่จะเกิดขึ้นมานั้นควรจะให้เป็นขนาดเล็กที่สุด ไม่ใช่แบบใหญ่โตที่สุดหรืออลังการที่สุด เพราะด้วยการมีอยู่ของกเบื้องจานที่ยังไม่มีการรองรับจากนักวิชาการในกระแสหลัก การไปสร้างมิวเซียมใหญ่ๆ มันอาจจะอธิบายต่อผู้มาเข้าชมยาก

“และซอกระหว่างกุฏิ 2 หลังของเจ้าคุณเต็มนั้นเดิมทีก็เป็นที่เก็บกเบื้องจานตั้งแต่สมัยเจ้าคุณอ่ำอยู่แล้ว เราเลยคิดว่ามันเหมาะที่จะใช้พื้นที่นี้ทำพิพิธภัณฑ์เล็กจิ๋วแห่งนี้ขึ้นมา ส่วนชื่อว่า ‘ไทยนี่’ หรือ ‘ไทยที่นี่’ และ ‘Tiny’ มันพ้องเสียงกัน คือทั้งเล็กแต่มีคุณค่ามหาศาล เพราะเป็นประวัติที่ถูกบันทึกไว้ด้วยตัวอักษรโบราณของแถบนี้ เลยใช้ชื่อนี้เป็นชื่อของพิพิธภัณฑ์” วรรณฤทธ์อธิบาย

“ภาพแรกสุดที่ผมคิดขึ้นมาเลยก็คือพิพิธภัณฑ์ตั้งอยู่ในซอกตรงนี้แหละ เพราะของที่ดีที่สุดต้องอยู่ในที่ๆ เล็กที่สุด” สถาปนิกโครงการเสริม “ความเล็กสำหรับผมจึงไม่ใช่ปัญหา แล้วในการก่อสร้างอาคารนั้นมันจะเกิดเสียงดังขึ้นตลอดเวลา ถ้าเป็นสถานที่อื่นที่ไม่ใช่กุฏิของเจ้าคุณเต็มที่รับช่วงต่อดูแลกเบื้องจานการก่อสร้างพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ก็อาจจะไม่สามารถทำให้สำเร็จลุล่วงไปได้”

และนั่นคือที่มาของการก่อสร้างพิพิธภัณฑ์ขนาดเล็กในซอกกุฏิที่ถ้าไม่มีคนพาเดินไปนั้น ผมมั่นใจว่าไม่มีทางหาเจอได้อย่างแน่นอน

04

Tiny Museum พิพิธภัณฑ์สีแดงชาด

หลังจากตัดสินใจเลือกพื้นที่ในการก่อสร้างพิพิธภัณฑ์ได้แล้ว ก็มาถึงปัญหาข้อต่อมา นั่นคือวัดโสมนัสฯ นั้นเป็นอาคารอนุรักษ์ที่ขึ้นทะเบียนของกรมศิลป์ ทำให้ไม่สามารถรื้อถอนหรือดัดแปลงอาคารได้เลย แล้วการก่อสร้างอาคาร 1 หลังให้อยู่ระหว่างกุฏิ 2 หลังที่เป็นอาคารอนุรักษ์นั้นจะใช้วิธีอะไรกัน

“มันเหมือนกับเราทำทุกอย่างมาในชีวิตเพื่อทำงานชิ้นนี้” สุริยะเล่าถึงวิธีการออกแบบอาคารที่มีข้อจำกัดเยอะมาก แต่ด้วยประสบการณ์การทำงานสถาปัตยกรรมในหลากหลายข้อจำกัดที่ผ่านมาในชีวิต ก็ทำให้สามารถหาทางออกให้กับเงื่อนไขแบบนี้ได้ โดยสุริยะเลือกหยิบเอาวัสดุอย่างเหล็กมาเป็นองค์ประกอบหลักในการก่อสร้างอาคารแห่งนี้

“คอนเซปต์ในการออกแบบของผมคือหีบสมบัติ เพราะสิ่งของข้างในมันเป็นของล้ำค่า เราเอาหีบสมบัติมาขยายให้ใหญ่เป็นอาคาร โดยใช้เหล็กมาเชื่อมต่อกันเป็นทั้งโครงสร้างและอาคาร ซึ่งการเป็นโครงสร้างเหล็กแบบนี้ก็ทำให้ไม่จำเป็นต้องขุดพื้นทำฐานราก และไม่จำเป็นต้องเอาโครงสร้างอาคารใหม่ไปฝากไว้กับอาคารกุฏิเดิมที่เป็นอาคารอนุรักษ์ แล้วหลักๆ ตัวอาคารจะช่วยดูแลในแง่ของความปลอดภัย ความยั่งยืน และการเผยแพร่ตัวกเบื้องจาน”

ผมมองตามที่สุริยะอธิบายเข้าไปในอาคารตรงหน้า ลานด้านหน้าของพิพิธภัณฑ์จะเป็นส่วนจัดแสดงเกี่ยวกับตัวท่านเจ้าคุณอ่ำผู้เป็นคนรวบรวมและค้นคว้ากเบื้องจาน และมีส่วนนิทรรศการกเบื้องจานแบบหมุนเวียนตามโอกาสต่างๆ ส่วนในอาคารสีแดงด้านในเป็นส่วนจัดเก็บ

เมื่อเดินผ่านลานจัดแสดงด้านหน้าเข้าไปยังตัวอาคารก็จะเห็นถึการใช้เหล็กรูปพรรณหลายๆ อย่างมาผสมกัน และหยิบเอาข้อได้เปรียบของเหล็กแต่ละประเภทมาใช้ นอกจากชั้นวางกเบื้องจานมากมายแล้ว ก็มีเพียงแค่เหล็กฉากเส้นบางๆ ที่ช่วยค้ำยันโครงหลังคาด้านบนอยู่ เราจึงยังคงสามารถเห็นถึงผนัง หน้าต่าง และคิ้วบัว ของอาคารเดิมทั้งหมดได้อย่างครบถ้วน

แม้จะใช้คอนเซปต์หีบสมบัติ แต่การออกแบบอาคารนี้ก็ไม่ได้เป็นแค่กล่องเหล็กธรรมดาแต่อย่างใด เพราะรายละเอียดๆ มากมายที่ซ่อนอยู่ภายในนั้นมันถูกคิดและออกแบบมาน่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นการยกพื้นของอาคารให้สูงขึ้นจากพื้นในระยะที่เหมาะสม เพื่อป้องกันความชื้นและช่วยระบายน้ำฝน แต่เป็นระยะที่หนูหรือสัตว์ต่างๆ ไม่สามารถเข้าไปอาศัยอยู่ข้างใต้

หรือแม้แต่การเลือกความหนาของเหล็กที่ถ้าต้องการให้อาคารแข็งแรง เราก็มักจะต้องใช้เหล็กแผ่นที่มีความหนามากกว่าซึ่งก็ทำให้มีน้ำหนักมากขึ้นเช่นกัน แต่สุริยะเลือกใช้เหล็กแผ่นที่บางลง ผสมกับเทคนิคการพับเหล็กเพื่อช่วยให้เกิดความแข็งแรงมากขึ้น และด้วยเทคนิคการพับทำให้ผนังของตัวพิพิธภัณฑ์เกิดเป็นคิ้วบัวลักษณะเหมือนกับอาคารหลังอื่นๆ ในวัดด้วย

นอกจากผนังแล้วสุริยะยังใช้เทคนิคการพับแบบเดียวกันนี้กับส่วนหลังคา ซึ่งทำให้หลังคาจากเหล็กแผ่นชิ้นเดียวนั้นทำหน้าที่เป็นทั้งหลังคา รางน้ำ และเป็นตัวรางน้ำนี่แหละที่เมื่ออยู่ด้านในก็จะกลายเป็นรางติดไฟภายในอาคาร ทั้งหมดนี้เกิดจากการพับหลังคาชิ้นเดียวกันนี่เอง

หรือแม้แต่ตัวองศาของมุมหลังคาก็ได้ไอเดียมาจากคุณวรรณฤทธ์ที่ค้นคว้าและเห็นว่าหลังคาของเรือนไทยและทุกอาคารในวัดโสมนัสฯ นั้นทำมุม 45 องศากันทั้งหมด จึงได้นำเอามุมหลังคามาใช้กับอาคารนี้ ซึ่งทำให้กลมกลืนกับอาคารทั้งหมดภายในวัด ส่วนสีแดงชาดก็เป็นสีที่ใช้กันในวัดอยู่แล้ว จึงนำมาใช้เป็นสีหลักของพิพิธภัณฑ์

05

อุปสรรคนี่

สำหรับผมเป็นเรื่องที่ท้าทายและน่าทึ่งมากในแง่ของการรีโนเวต ที่สามารถเก็บใช้และเคารพผนังภายนอกอาคารเดิมให้กลายมาเป็นผนังภายในของอาคารใหม่แบบนี้ เพราะสิ่งที่เป็นอุปสรรคที่สุดในการก่อสร้างแบบนี้ก็คือคิ้วบัวและปูนปั้นหน้าต่างนั่นเอง

“เราใช้วิธีทำอาคารเหล็กโดยทำการตัดเหล็ก ขึ้นรูป และเชื่อมกันไว้เป็นส่วนๆ ก่อนจะยกมาและประกอบเข้าด้วยกันที่หน้างานด้วยเวิร์กช็อปของตัวผมเอง ไม่ได้สั่งผลิตจากโรงงานเหล็ก เพราะด้วยความละเอียดของชิ้นงานที่ต้องการการใส่ใจมากๆ สิ่งที่เป็นเรื่องยากที่สุดของการทำแบบนี้ก็คือคิ้วบัวและปูนปั้นที่วงกบหน้าต่างเดิมของอาคาร ซึ่งพอเป็นอาคารเก่าตำแหน่งของบัวเหล่านี้แม้แต่ในอาคารเดียวกันก็จะไม่ได้อยู่เป็นแนวเดียวกันตลอด และเราก็ไม่สามารถทำให้เกิดความเสียหายด้วย

“การวัดพื้นที่หน้างานจึงเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ผมและทีมงานวัดพื้นที่หน้างานอยู่หลายรอบและต้องวัดพื้นที่ทุกจุดจริงๆ แม้แต่ในการออกแบบลงรายละเอียด ผมต้องใช้หน่วยมิลลิเมตรในการออกแบบอาคารนี้ทั้งหลังเลยนะ เหล็กทุกแผ่นก่อนนำมาประกอบนั้นถูกวัดระยะและเช็กอย่างดีก่อนจะส่งให้โรงงานตัดด้วยเลเซอร์คัต เพราะความละเอียดของระยะต่างๆ ที่ต้องการความพอดีอย่างมาก แล้วจึงนำมาเชื่อมเป็นชิ้นงานแยกเป็นส่วนๆ เพื่อให้ประกอบติดตั้งที่หน้างานได้ง่าย ก่อนนำมาประกอบรวมกันที่หน้างาน” สถาปนิกโครงการเล่าความยากในการรีโนเวต

Tiny Museum

Tiny Museum

รอบๆ ตัวพิพิธภัณฑ์นี้ก็ยังคงเป็นกุฏิพระที่มีพระอาศัยอยู่จริงๆ เลยต้องวางแผนและปรับปรุงอาคารรอบๆ ด้วย อย่างการมาของพิพิธภัณฑ์แบบนี้ก็อาจจะเกิดความไม่ปลอดภัยต่อกุฏิพระได้ ก็เลยต้องทำรั้ว คุณวรรณฤทธ์และคุณสุริยะจึงช่วยกันหาทางออกโดยการสร้างรั้วกระจกขึ้นมาแทนที่จะเป็นรั้วทึบ เพื่อให้งานโดดเด่นและกลมกลืนกับภาพรวมมากขึ้น

06

อนาคตของกเบื้องจาน

ทั้งสามท่านเล่าให้ผมฟังต่อว่า พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ยังไม่แล้วเสร็จ เพราะหลังจากนี้ส่วนจัดแสดงแบบหมุนเวียนที่ด้านหน้าอาคารเหล็กสีแดงนั้นจะมีการจัดทำ Virtual Museum คนที่สนใจสามารถสแกน QR CODE ของกเบื้องจานที่จัดแสดงและค้นคว้าหาข้อมูลต่อได้เอง ส่วนหนึ่งคือเรื่องของพื้นที่พิพิธภัณฑ์ที่มีขนาดเล็ก และเพื่อให้การเผยแพร่ออกไปทำได้ง่ายและเหมาะกับคนในยุคปัจจุบันมากขึ้น

“อนาคตเราอยากจะผลักดันกเบื้องจานสู่การศึกษาของชาติ นี่คือองค์ความรู้ของดินแดนสุวัณณภูมิ และองค์ความรู้ของโลก นี่คือเป้าหมายหนึ่งของมูลนิธิพระราชกวี” วรรณฤทธ์ทิ้งท้ายถึงอนาคตของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้

เราได้แต่สัญญากับตัวเองว่า เมื่อพิพิธภัณฑ์แห่งนี้เปิดอย่างเป็นทางการจะได้มีโอกาสเข้ามาดู และศึกษาว่าเนื้อหาที่อยู่บนกเบื้องจานเหล่านั้นมีอะไรบ้าง

Tiny Museum

ทีมสถาปนิกและผู้จัดทำ 

WALLLASIA

สุริยะ อัมพันศิริรัตน์

ปรีณาพร แสงศรี

ศศิประภา รสจันทร์

พนมพร พรมแปง

ณรงค์ชัย ใจใส

ชัชวาล ตุลยนิษย์

จิรวัฒน์ พลสามารถ

Charlotte Matias

ประวิทย์ พูลกำลัง

Writer & Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Re-Place

เบื้องหลังการรีโนเวตอาคารเก่า

31 กรกฎาคม 2560
15,800

สำหรับคนชอบสถาปัตยกรรม รักบรรยากาศวินเทจ ชอบเดินเล่นชมเมืองสวยๆ หรือรสนิยมตรงกับทุกข้อที่กล่าวมา ย่านเมืองเก่าภูเก็ตคงเป็นจุดหมายที่น่าไปเยี่ยม อาคาร 2 ชั้นสไตล์เพอรานากันที่เรียงรายตามถนนสายเก่าคล้ายคลึงกับสถาปัตยกรรมที่ปีนังหรือมะละกา ตึกแถวของเมืองท่าติดทะเลผสมวัฒนธรรมจีนเข้ากับกลิ่นอายฝรั่ง ดีเทลเล็กๆ อย่างขอบโค้งของหน้าต่าง ลายฉลุบนกำแพง หรือระเบียงกว้างบนชั้นสอง ล้วนยืนหยัดทนแดด ฝน ลมทะเล และกาลเวลา มาอย่างสง่างาม

ฉันเดินดูตึกเก่าที่ภูเก็ตทั้งวันได้โดยไม่เบื่อ และชอบนอนพักในย่านเมืองเก่ามากกว่าโรงแรมใหม่ ไม่ใช่แค่เพราะความสวยน่ามอง แต่เพราะยุคสมัยของตึกแบบนี้จบลงไปแล้ว อดีตที่อาศัยอยู่ในอิฐปูนทำให้บ้านเรือนที่นี่มีความจริง มีความทรงจำ และมีความหมายพิเศษสำหรับแขกผู้มาเยือน

ชิโน-โปรตุกีส

ตึกสีชมพูพาสเทลแบบหนัง Wes Anderson ในซอยรมณีย์ ถนนถลาง เป็นหนึ่งในอาคารที่ฉันประทับใจมากที่สุด มันสวยเก๋ตามสมัย ขณะเดียวกันก็รักษาความดีงามของยุคเก่าไว้ครบถ้วน ชั้นล่างของตึกเป็นร้านไอศกรีม Torry’s Ice Cream ที่อร่อยเป็นบ้าเป็นหลัง ส่วนชั้นบนเป็นที่พักเล็กๆ ชื่อ 2rooms Boutique House โดยสองสามีภรรยา ทัช-ธรัช กับ ชมพู่-วทัญญู ศิวภักดิ์วัจนเลิศ สถาปนิกจาก Dhamarchitects ตัดสินใจลงทุนรีโนเวตอาคารเก่าเป็นโรงแรมที่สะท้อนตัวตนของพวกเขามากที่สุด

บ่ายวันหนึ่งที่อากาศร้อน (ร้อนพอจะเป็นข้ออ้างให้ซื้อไอศครีมกินหลายลูกโดยไม่รู้สึกผิด) ฉันได้โอกาสเข้าไปเมียงมองห้องพักแสนสวย และพูดคุยกับทัชเรื่องการตบแต่งอาคารเพอรานากันนี้ใหม่ ตั้งแต่โครงสร้างภายนอกจนถึงไอเดียเบื้องหลังทุกซอกทุกมุม

ชิโน-โปรตุกีส

บ้านตัวอย่าง

Dhamarchitects เป็นบริษัทสถาปนิกที่เชี่ยวชาญด้านการออกแบบโรงแรมในภาคใต้ ทัชชอบธรรมชาติ ส่วนชมพู่ชอบศิลปะ ทั้งคู่ผสานจุดเด่นของตนเองเข้ากับบริบทสิ่งแวดล้อมใกล้ทะเล ยิ่งรับงานออกแบบโรงแรมในภูเก็ตและพังงามากเข้า พวกเขาก็เริ่มมองเห็นจุดผิดปกติบางอย่างในการสร้างและรีโนเวตโรงแรมในปัจจุบัน

“เราทำโรงแรมบ่อยจนเป็นของถนัด และเจอว่าโปรแกรมที่เจ้าของโรงแรมให้มามักมีความผิดพลาด เวลาทำโรงแรม เจ้าของต้องไปกู้ต้องแบงก์มา เขาเชื่อว่าต้องทำห้องเยอะๆ เพื่อให้ได้เงินเยอะพอไปผ่อนแบงก์ ทีนี้พอในเมืองมีห้องเต็มไปหมด ก็ต้องแข่งฟันราคากันเละ ทั้งที่เพดานราคาก็ไม่สูงอยู่แล้วเพราะไม่เห็นวิวทะเล เราเลยคิดว่าเมืองเก่าควรมีห้องจำกัด หมดแล้วหมดเลย คุณต้องต่อคิวกันมานอน ยิ่งมีห้องน้อย ห้องก็จะเต็มเร็วขึ้น ราคาย่านนี้ก็สูงขึ้น”

สถาปนิกหนุ่มเล่าว่าเคสที่เขามักเจอคือลูกค้าถูกใจตึกเก่าเลยตั้งใจซื้อมาทำโรงแรม แต่พอคำนวณตัวเลขธุรกิจแล้วก็ต้องทุบตึกโบราณทิ้ง เพราะค่ารีโนเวตแพงกว่าสร้างใหม่ สุดท้ายเรื่องมักลงเอยที่การสร้างที่พักราคาย่อมเยาแห่งใหม่ขึ้นเสมอ

“สมมติคุณมีตึกแถว 1 คูหา 2 ชั้น ชั้นล่างต้องเป็นที่รับแขก มันจะแบ่งได้สักกี่ห้องเชียว แบ่งเป็นห้องข้างหน้ากับห้องข้างหลังดีสุด ตรงกลางมีทางเดินกับห้องเล็กๆ เบ็ดเสร็จแล้วคุณอยากได้เงินเท่าไหร่ บางทีเราก็ถามเขาไปกวนๆ นะ พี่กล้าทำห้องเดียวใหญ่ๆ แล้วขายราคาเท่า 3 ห้องมั้ย ยิ่งห้องเยอะ ต้นทุนก็อีกเรื่องนึงนะ ทั้งค่าเตียง ค่าอุปกรณ์ปูที่นอน เขามักจะไม่เชื่อ ถามกลับเสมอว่าทำได้จริงเหรอ เราเลยอยากทำ mock-up ขึ้นมาให้ดู จำลองธุรกิจให้เขาดูด้วยว่ามันเป็นไปได้”

ชิโน-โปรตุกีส ชิโน-โปรตุกีส

“จริงๆ ไอเดียของเราคือ 1 room คอนเซปต์แรกคือ 1 ชั้นมี 1 ห้อง แต่เผอิญเราได้ 2 ห้องเลยทำเป็น 2 rooms เราไม่ได้คาดหวังว่าจะมีคนมาพักทุกวัน เดือนนึงมี 10 – 20 วันก็เพียงพอแล้ว เราพยายามบอกเรื่องนี้กับลูกค้าทุกคนที่เข้ามา พาเขามาดูตัวอย่างที่นี่ ล่าสุดลูกค้าที่อยากได้ห้องเยอะก็เปลี่ยนใจแล้ว เอาห้องน้อยๆ ก็ได้ พอเห็นภาพก็นึกออกว่ามันน่าอยู่ เห็นความเป็นไปได้หลายทางในการทำที่พัก”

สถาปนิกหนุ่มสาวใส่ความเชื่อของตัวเองเต็มที่ลงในการออกแบบโรงแรมเล็กๆ เมื่อไม่มีโจทย์ลูกค้ามากำหนด สิ่งเดียวที่เป็นตัวตั้งในสมการออกแบบคือข้อจำกัดของอาคารเก่าเท่านั้น

ชิโน-โปรตุกีส

ชิโน-โปรตุกีส

เชื่ออย่างไหน ทำอย่างนั้น

อาคาร 2 คูหานี้เคยเป็นสำนักพิมพ์ผลิตแผ่นพับภาษาอังกฤษชื่อ Art and Culture ที่รวมรวมเรื่องงานศิลปะในภูเก็ตมานานนับ 10 ปี เมื่อเจ้าของที่เป็นชาวต่างชาติตัดสินใจย้ายออกจากตึก Dhamarchitects เข้ามาเซ้งตึกต่อกับบริษัทตันติโกวิทย์ และเปลี่ยนสำนักงานติดแอร์ทั้งหลังให้กลายเป็นอาคารโปร่งกึ่ง outdoor ตามสไตล์บ้านแบบบาบ๋าย่าหยาอีกครั้ง

เมื่อเดินผ่านหน้าบ้านที่เป็นร้านไอศครีม กลางบ้านสีเหลืองคือคอร์ตกว้าง หลังคาเปิดออกเห็นท้องฟ้า มีบ่อรับน้ำฝนตรงกลาง ด้านหลังมีบันไดขึ้นไปชั้นสองที่แยกออกเป็นห้องพัก 2 ปีก

ชิโน-โปรตุกีส

“การอยู่บนเกาะภูเก็ตทำให้วัสดุที่ใช้แพงขึ้นเพราะมีค่าขนส่ง แต่สิ่งที่ได้มาฟรีคือแดด ลม ฝน ที่นี่แดดจัด ลมแรง ฝนมาทีก็หนักเลย ของพวกนี้มันทำให้ฤดูกาลมันชัด เราไม่สามารถไม่คิดถึงมันได้ อีกอย่างคือตึกเก่าจะมีแพตเทิร์นของมัน เห็นบ่อน้ำก็รู้ว่าเคยเป็นคอร์ต พอเปิดโรงแรมก็ต้องเอาพวกนี้มาเล่น ฝนตกก็ให้เห็นไปเลยว่าตก มีที่ให้ลมระบายได้ แล้วสถาปัตยกรรมที่โอเคมันต้องเล่นกับแสงเงา เราต้องคิดว่าอาคารเราสวยที่สุดตอนกี่โมง อย่างที่นี่ตอนเช้าๆ จะสวยดี สบายหน่อยเพราะไม่ร้อน เน้นให้อยู่สบายแบบกว้างๆ โล่งๆ คือเราจะป้องกันแดดฝน 100% เลยก็ได้ ใครก็ทำได้ ปิดให้หมดเลย แต่เราอยากให้เข้า ให้โดนสักหน่อย เปียกบ้างก็ไม่เป็นไร”

“เราโตมาแบบฝนตกแล้วคว้าสบู่วิ่งออกไป แล้วพี่ชายคว้าแชมพูตามหลัง บางทีฝนหยุด ฟองยังไม่หมดก็มี แต่เดี๋ยวนี้คนกลัวฟ้ากลัวฝนกันหมด นานแค่ไหนแล้วที่เราไม่ได้ตากฝนแบบเบิกบานใจ เลยอยากออกแบบให้ความรู้สึกเก่าๆ มันกลับมา”

ชิโน-โปรตุกีส ชิโน-โปรตุกีส

ผลของการออกแบบโดยใช้สัญชาติญาณและอ่านร่องรอยสถานที่ ทำให้อาคารหลังนี้กลับไปมีหน้าตาคล้ายคลึงกับสมัยก่อนโดยบังเอิญ ระหว่างที่ค้นข้อมูลเรื่องบ้านเก่า สถาปนิกหนุ่มได้เจอคนเก่าแก่ที่เฉลยให้เขาฟังว่าอาคารหลังนี้เคยเป็นร้านกาแฟมา 70 ปี มีเจ้าของกิจการคนเดียวไม่เคยเปลี่ยนมือ

“ตึกนี้ถือเป็นตึกที่ประหลาด ถ้าเป็นห้องแถวเขามักจะซอยเป็นห้องๆ แต่ตึกนี้ออกแบบมาตั้งแต่แรกให้มี 2 คูหา บ้านอยู่ข้างบน ข้างล่างเป็นร้าน เขาบอกว่าสมัยก่อนมันก็หน้าตาแบบนี้แหละ แค่บันไดเป็นบันไดทึบขึ้นข้างเดียว เราก็เชื่อว่ามันควรจะเป็นแบบนี้”

ชิโน-โปรตุกีส

ลงมือเปลี่ยนแปลง

ก่อน Dhamarchitects เข้ามาปรับปรุงพื้นที่ ชั้นบนของตึกเป็นห้องทำงานเจ้าของสำนักพิมพ์ ส่วนชั้นล่างเป็นที่ทำงานพนักงาน ปัญหาเดิมของตึกทึบเดินแอร์ทั้งระบบคือความมืดและความร้อนอับ บันไดพาดคร่อมปิดบ่อน้ำ สถาปนิกหนุ่มสาวจัดการรื้อพื้นชั้น 2 บันได และหลังคาบางส่วนออก แล้วทำบันไดใหม่เป็นแบบ outdoor ให้พื้นที่เปิดโล่งและบ่อน้ำได้กลับมาใช้งานอีกครั้งหนึ่ง

กำแพงด้านหลังบ้านเจาะรูเป็นวงกลมขนาดใหญ่ 2 วงซ้อนกันเพื่อให้ผนังมีความพรุน ไม่ทึบตัน ทัชอธิบายว่าเขาไม่สามารถรื้อกำแพงได้ตามชอบใจเพราะตึกเก่าใช้ผนังรับน้ำหนัก เลยต้องเลือกเจาะแค่บางส่วนให้แดดส่องและลมระบาย

“ที่เจาะผนังเป็นรูปนี้เพราะ 1 รูมก็คือ 1 เซลล์ มันเป็น 2 เซลล์ผสานกัน และเป็นโลโก้ของ 2 rooms ด้วย มองแล้วมันเหมือนตัวดับเบิ้ลโอของคำว่า room”

ชิโน-โปรตุกีส

เราเดินขึ้นบันไดขึ้นไปชั้นสองที่แบ่งเป็นปีกซ้ายขวา แต่ก่อนพื้นที่นี้ล้อมด้วยกระจกใสและมีบานเลื่อน สองสามีภรรยาไม่รื้อกระจกออกเพราะใช้กันเสียงได้ แต่ใช้วิธีปูไม้ล้อมกระจกอีก 1 ชั้นเพื่อสร้างความเป็นส่วนตัวให้ห้องพัก ห้องนอนทั้งสองห้องขนาดไม่สมมาตรเพราะตัวตึกเอียงเล็กน้อย แต่ออกแบบให้คล้ายคลึงเหมือนห้องแฝด ด้านหน้าห้องนอนจะมีห้องน้ำบานเฟี้ยมกึ่ง outdoor ด้านหน้า ส่วนห้องนอนสีน้ำเงินขนาดใหญ่ ตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้สีเข้มดูภูมิฐาน ให้ความรู้สึกอบอุ่นน่าอยู่เหมือนบ้าน

ชิโน-โปรตุกีส

ชิโน-โปรตุกีส

ตกแต่งภายใน

นอกจากเตียง ตู้เสื้อผ้า โซฟานั่งเล่น ห้องนอนของ 2rooms Boutique House ยังมีโต๊ะให้เขียนหนังสือและทานข้าว เพราะเจ้าของตั้งใจออกแบบให้แขกที่มาพักนั่งนอนเล่นได้ทั้งวันในห้องแบบ open plan และแทนที่จะซื้อภาพสีน้ำหรือสีน้ำมันมาตกแต่งห้อง พวกเขาก็ติดภาพสเกตช์โรงแรมต่างๆ ที่เคยออกแบบหรือรีโนเวตแทน

ชิโน-โปรตุกีส

ชิโน-โปรตุกีส

“ตัวตึกภายนอกมันช่วยเราได้เยอะ ข้างนอกเราไม่ได้ทำอะไรเลยเพราะมันต่อเนื่องกันทั้งซอยอยู่แล้ว แต่ข้างในเราต้องทำให้มันมีลูกเล่น ทำให้เป็นแบบจีนยุคแรกๆ ไม่ออกสไตล์โคโลเนียล และเครื่องเรือนจะผสมความเป็นจีนกับอย่างอื่นนิดหน่อย เอาเครื่องเรือนมือสองมาผสมปนๆ กัน อย่างโต๊ะเครื่องแป้ง ตู้ใส่ทีวีก็เอามาทำเป็นมินิบาร์ แต่ไม่มีทีวี เพราะเราเป็นคนไม่ดูทีวี และเชื่อว่าคนสมัยนี้ก็ไม่ค่อยดูทีวี เขาดูไอแพ็ดดูมือถือกัน เราว่าถ้าติดไปอย่างงั้นๆ อย่าติดเลยดีกว่า แต่ถ้าเป็นโรงแรมของลูกค้า เขาก็จะอยากให้มีสักหน่อย (หัวเราะ)”

ชาว Dhamarchitects อยากให้แขกอยู่กับตัวเอง อยู่กับความเรียบง่าย และใช้ชีวิตช้าลง พื้นที่หน้าเตียงจึงมีเครื่องเล่นแผ่นเสียงพร้อมแผ่นเสียงพร้อมสรรพแทนที่โทรทัศน์

ชิโน-โปรตุกีส ชิโน-โปรตุกีส

ชิโน-โปรตุกีส

“เรา 40 แล้ว เราเบื่อที่เราลืมเพลงที่เราฟัง ลืมว่าตั้งค่ากล้องไว้ว่าอะไร เพราะของที่สะดวกมันคิดแทนเราหมด เลยเลือกของที่ดึงสติกลับมาหมดเลย กลับมาใช้อะไรช้าๆ แอนะล็อก ของสมัยที่เรายังเด็กกว่านี้ คิดมากกว่านี้ เวลาฟังเพลงก็ไม่ฟังเพลย์ลิสต์ที่ไหลไปเรื่อยๆ อย่างเครื่องเล่นแผ่นเสียง 5 เพลงก็ต้องลุกขึ้นไปเปลี่ยนแผ่นแล้ว แต่เราก็มีของที่เรารู้สึกว่าสำคัญนะ ไม่ได้ตั้งใจให้แขกต้องลำบาก เตรียมปลั๊กแบบนานาชาติ จานชามเผื่อซื้อของมากินในห้อง คือคิดเผื่อคนพักเลย ไม่ได้คิดว่าทำโรงแรมแล้วต้องทำแค่นั้นแค่นี้พอ”

พื้นที่รื่นรมย์

การพักผ่อนที่ 2rooms Boutique House ไม่มี welcome drink แต่จะมี welcome scoop จากร้านไอศครีมด้านหน้าให้กินวันละลูก ทัชเล่าให้ฟังว่าเขาตัดสินใจให้ร้าน Torry เช่าพื้นที่หน้าตึกทันทีที่ได้ชิมไอศครีม ปัจจุบันซอยรมณีย์จึงเป็นจุดแวะเยี่ยมที่มีชีวิตชีวา ผู้คนเดินเข้าออกเพื่อพักผ่อนหย่อนใจตลอดทั้งวัน

“ซอยรมณีย์ ชื่อนี้บอกแล้วว่ามันเกี่ยวกับธุรกิจโคมเขียวโคมแดงต่างๆ คนจะลงทุนบางคนเขาก็รู้สึกว่าที่มันไม่มงคล แต่เส้นนี้เป็นเส้นเดียวที่ตึกทุกหลังยังสมบูรณ์ใกล้เคียงแบบเดิมอยู่ เราน่าจะลองเปลี่ยนค่านิยมลบๆ จากรมณีย์แบบนั้นให้กลายเป็นรมณีย์อีกแบบนึง เป็นที่พักที่ดี และทำให้ย่านนี้ดีขึ้นได้”

สถาปนิกหนุ่มตบท้าย ฉันกวาดตามองถนนสายเล็กๆ เบื้องหน้าที่ดูอบอุ่นน่ารักแล้วเชื่อมั่นในสิ่งที่เขาพูด รมณีย์ในปัจจุบันกำลังมอบความรื่นรมย์แจ่มใสให้กับทุกคนที่ผ่านมาเยือน

ชิโน-โปรตุกีส

2 rooms Boutique House

สถาปนิก: ธรัช ศิวภักดิ์วัจนเลิศ, วทัญญู ศิวภักดิ์วัจนเลิศ
16 ซอยรมณีย์ ถนนถลาง ตำบลตลาดใหญ่ อำเภอเมืองภูเก็ต ภูเก็ต
FB | 2rooms Boutique House
076 354 335

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load