พ.ศ. 2557 บริเวณเขตนครวัด นครธม จังหวัดเสียมเรียบ พบศพชายนิรนามหนึ่งคน โดยเบื้องต้นคาดว่าเป็นร่างของ นายเดวิด เอ็ดเวิร์ด วอล์คเกอร์ นักข่าวชาวแคนนาดาที่หายตัวไปนานกว่า 10 สัปดาห์ แต่ร่างที่พบกลับเน่าเปื่อยจนดูไม่ออกว่าเป็นศพของใคร

พ.ศ. 2560 ในพื้นที่ป่าไม้เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว พบชิ้นส่วนกะโหลกเปรอะเปื้อนดิน ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่าจะเป็นของ นายเด่น คำแหล้ ชายผู้สูญหายจากหมู่บ้านเป็นระยะเวลา 1 ปี แต่ชิ้นส่วนหน้าผากจนถึงบริเวณกรามหายไปทั้งหมด ทำให้ไม่อาจทราบได้ว่าเป็นชิ้นส่วนของผู้ที่กำลังตามหาหรือไม่ 

จากร่างและชิ้นส่วนไร้หน้า ไร้ชื่อ ไร้คนรู้จัก จะตามหาบุคคลหายสาบสูญได้อย่างไร 

ครั้งนี้เราได้โอกาสมาฟังคำตอบจาก พ.ต.อ.ทรงศักดิ์ รักศักดิ์สกุล ผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม ผู้ที่จะเล่าให้ฟังถึงกระบวนการทำงานของสถาบันนิติวิทยาศาสตร์​ หน่วยงานที่สามารถประกอบตัวตนและชีวิตบางส่วนจากชิ้นส่วนปริศนาเหล่านี้ รวมทั้งพูดคุยถึงเบื้องหลังความสำเร็จในการพิสูจน์ข้อเท็จจริงแต่ละครั้ง ซึ่งมีน้อยคนที่จะรู้ว่านี่คือหนึ่งในผลลัพธ์จากความร่วมมือระหว่างประเทศที่ก้าวข้ามขอบเขตพรมแดนและเชื้อชาติ โดยมีกรมความร่วมมือระหว่างประเทศ (TICA) กระทรวงการต่างประเทศ เป็นผู้สนับสนุนและสะพานเชื่อมสัมพันธ์ที่ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้กับผู้เชี่ยวชาญด้านการพิสูจน์อัตลักษณ์ศพจากประเทศอาร์เจนตินา

พ.ต.อ.ทรงศักดิ์ รักศักดิ์สกุล ผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์
ไทย-อาร์เจนตินา ความร่วมมือด้านนิติวิทยาศาสตร์ เพื่อคืนความยุติธรรมให้กระดูกทุกโครง

กฎหมาย + วิทยาศาสตร์

ความร่วมมือระหว่างประเทศไทยและอาร์เจนตินาเริ่มขึ้นตั้งแต่ พ.ศ. 2555 ภายใต้ความร่วมมือใต้-ใต้ (South-South Cooperation) หรือความร่วมมือระหว่างประเทศกำลังพัฒนา ซึ่ง TICA เป็นกำลังหลักในการผลักดันให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน ทั้งในด้านการศึกษา การพัฒนาแรงงาน การเกษตร สาธารณสุข รวมไปถึงวิทยาศาสตร์ เช่นเดียวกับที่อาร์เจนตินาเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการส่งต่อความรู้ด้านนิติวิทยาศาสตร์ให้กับประเทศไทย จนในปัจจุบัน เราส่งต่อองค์ความรู้ดังกล่าวไปถึงประเทศอื่นในอาเซียนได้

ตอนนี้มีกระดูกอยู่ด้านบน กองกันอยู่ประมาณ 900 โครง” พ.ต.อ.ทรงศักดิ์ เริ่มต้นบทสนทนาด้วยการพาเราแหงนหน้ามองเพดาน เพิ่งจะรู้ตัวเดี๋ยวนี้ว่าเหนือศีรษะ คือที่เก็บโครงกระดูกที่ยังไม่มีญาติมารับกลับ

แต่ที่น่าตกใจกว่านั้น กระดูกเหล่านี้เป็นเพียงจำนวนหนึ่งของทั้งหมดที่อยู่ภายใต้การดูแลของสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ “ยังมีอีกประมาณ 2,000 ศพ ซึ่งทางมูลนิธิเอกชนให้เอาไปฝากไว้ที่สุสานนครนายก” เขาว่า

ไทย-อาร์เจนตินา ความร่วมมือด้านนิติวิทยาศาสตร์ เพื่อคืนความยุติธรรมให้กระดูกทุกโครง
ไทย-อาร์เจนตินา ความร่วมมือด้านนิติวิทยาศาสตร์ เพื่อคืนความยุติธรรมให้กระดูกทุกโครง

พ.ต.อ. ทรงศักดิ์ คือผู้ที่นำทีมดูแลโครงกระดูกกว่า 3,000 โครง ตั้งแต่เริ่มค้นหาวัตถุพยานจนถึงการช่วยตามหาญาติให้มาพบกับบุคคลที่หายสาบสูญอีกครั้ง 

ผู้อำนวยการเล่าว่า เขาไม่ได้เข้าใจประโยชน์ของนิติวิทยาศาสตร์มาตั้งแต่เริ่ม แต่พอได้ทำงานจริงกลับเห็นความสำคัญของสาขาวิชานี้ 

“นิติวิทยาศาสตร์อยู่ในความสนใจของคนที่ทำงานด้านกฎหมาย เพราะเป็นการนำวิทยาศาสตร์มาพิสูจน์หาข้อเท็จจริงโดยไม่ต้องใช้พยานบุคคล ทำให้การบังคับเชิงกฎหมายมีความยุติธรรมและน่าเชื่อถือมากขึ้น

“คดีสำคัญหลายคดี เช่น คดีห้างทองหรือคดีฆาตกรรมแพทย์หญิงที่จุฬาฯ ก็ใช้นิติวิทยาศาสตร์​เข้ามาช่วย เมื่อเกิดข้อโต้แย้งกันในเรื่องข้อเท็จจริง เราสามารถนำความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาช่วยอธิบาย ทำให้ประชาชนเกิดความเข้าใจ และช่วยลดข้อพิพาทได้ เพราะฉะนั้น วิชานี้จึงมีความสำคัญต่อประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายในประเทศ”

หลายคนคิดว่านิติวิทยาศาสตร์เป็นเรื่องไกลตัว แต่แท้จริงแล้วมันคือเรื่องใกล้ตัวที่จะช่วยให้ใครคนหนึ่งกลับไปสู่อ้อมกอดของครอบครัวอีกครั้ง แม้เขาคนนั้นจะไร้ลมหายใจ

เพื่อให้เห็นภาพ พ.ต.อ. ทรงศักดิ์ พาเราเดินขึ้นไปชั้นบนของสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ เพื่อดูกระบวนการพิสูจน์และจัดเก็บโครงกระดูก พร้อมทั้งเล่าเรื่องราวซึ่งเป็นเหตุให้ประเทศไทยพิสูจน์ศพนิรนามจำนวนนับไม่ถ้วนได้สำเร็จ

ไทย-อาร์เจนตินา ความร่วมมือด้านนิติวิทยาศาสตร์ เพื่อคืนความยุติธรรมให้กระดูกทุกโครง
ห้องเก็บกระดูกภายในห้องปฏิบัติการพิสูจน์บุคคลสูญหาย

เปิดแฟ้มความร่วมมือ

กะโหลก กระดูกสันหลัง กระดูกสะโพก กระดูกนิ้วมือ ชิ้นส่วนกระดูกที่จัดวางเป็นร่างไว้บนโต๊ะ นอนเรียงรายกันเป็นระเบียบ 

ไม่นึกว่าครั้งแรกที่ได้ยืนประจันหน้ากับโครงกระดูกมนุษย์จริง จะเป็นเพราะมาเยือนศูนย์ราชการฯ 

มีห้องหนึ่งห้องสำหรับเก็บชิ้นส่วนกระดูกในกล่องกำกับหมายเลข จัดเรียงเต็มชั้นวาง ทั้งหมดคือร่างของบุคคลสูญหายที่ยังรอการกลับไปพบกับครอบครัวอีกครั้ง 

แพทย์หญิง คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ อดีตผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ เป็นผู้ที่เล็งเห็นความสำคัญของการตามหาบุคคลสูญหาย ใน พ.ศ. 2547คุณหญิงพรทิพย์ทำงานพิสูจน์เอกลักษณ์ผู้เสียชีวิตจากภัยพิบัติสึนามิ แล้วพบว่าประเทศไทยยังขาดประสบการณ์และวิทยาการที่ทันสมัยในด้านการตรวจวิเคราะห์กระดูก

“ตอนนั้นคุณหญิงไปสัมมนาที่ออสเตรเลีย แล้วได้พูดถึงปัญหาที่พบด้านการพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคลของไทย พอดีมีชาวอาร์เจนตินาซึ่งเป็นประธานของ Argentine Forensic Anthropology Team (EAAF) เข้าร่วมฟังด้วย ซึ่งเขามีแนวคิดพัฒนานักวิทยาศาสตร์ตรวจวิเคราะห์กระดูกอยู่พอดี” 

แต่เนื่องจากไม่ทราบช่องทางติดต่อสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ประเทศไทย อาร์เจนตินาจึงติดต่อไปทางกรมความร่วมมือระหว่างประเทศ (TICA) ให้ช่วยประสานงาน

“TICA ช่วยดำเนินการให้ไทยกับอาร์เจนตินาได้ทำ MOU ร่วมกัน ถือเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือที่เป็นประโยชน์อย่างมากต่อการพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคลของไทย”

ไทย-อาร์เจนตินา ความร่วมมือด้านนิติวิทยาศาสตร์ เพื่อคืนความยุติธรรมให้กระดูกทุกโครง

อาร์เจนตินานำความรู้ในด้านต่าง ๆ เกี่ยวกับการพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคลและวิเคราะห์กระดูกมาแบ่งปันผ่านวิธีการหลากหลาย บางครั้งมีการส่งผู้เชี่ยวชาญมาประเทศไทย เพื่อมอบความรู้เกี่ยวกับกระบวนการทำงานอย่างละเอียด ตั้งแต่การเก็บวัตถุพยานและชิ้นส่วนกระดูก กระทั่งการถ่ายภาพและร่างภาพวัตถุพยานที่ค้นพบ บางครั้งก็เป็นบุคลากรชาวไทยที่เดินทางไปอบรมทักษะที่อาร์เจนตินา อาทิ การทำแล็บดีเอ็นเอและระบบดำเนินการรับคดี รวมถึงวิธีการจัดเก็บพยานวัตถุ 

“ข้อมูลที่ได้จากการเรียนรู้ทำให้เราสร้างโปรไฟล์ของศพได้อย่างละเอียด เวลาญาติมาหาข้อมูลยืนยันอัตลักษณ์ศพก็ทำได้เลยโดยไม่ต้องใช้โครงกระดูก อัตลักษณ์คือความโดดเด่นของแต่ละบุคคล เพราะฉะนั้น อัตลักษณ์ของแต่ละคนจึงไม่เหมือนกัน”

พ.ต.อ.ทรงศักดิ์ รักศักดิ์สกุล ผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม
ไทย-อาร์เจนตินา ความร่วมมือด้านนิติวิทยาศาสตร์ เพื่อคืนความยุติธรรมให้กระดูกทุกโครง

การร่วมมือครั้งนี้เป็นโอกาสที่ดีในการพัฒนาองค์ความรู้ด้านนิติวิทยาศาสตร์ของไทย TICA จึงพร้อมสนับสนุนโครงการต่าง ๆ เพื่อให้สถาบันได้พัฒนาประสิทธิภาพและศักยภาพของบุคคลากรให้เป็นไปตามมาตรฐานสากลเช่นเดียวกับประเทศอาร์เจนตินา โดยไม่ต้องเสียเงินทุน

“เรานำองค์ความรู้ที่ได้มาใช้ในคดีหลายคดี เช่น คดีนักข่าวแคนนาดาที่หายตัวไปในกัมพูชา คดีของเด่น คำแหล้ และคดีบิลลี่ (พอละจี รักจงเจริญ) ต้องบอกว่าความสำเร็จเริ่มต้นจากความร่วมมือระหว่างประเทศ ขอบคุณ TICA ที่ทำให้เกิดความร่วมมือนี้”

2 ประเทศรวมใจทำให้ไทยมีระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีในการติดตามศพนิรนาม คนนิรนาม คนหาย และมีระเบียบกฎหมายที่ทำให้การทำงานด้านการพิสูจน์เอกลักษณ์ของบุคคลหรือการตรวจวิเคราะห์กระดูกมีมาตรฐานที่ดีขึ้น เกิดความชัดเจนในการทำงาน และเป็นการยกระดับความร่วมมือกับองค์กรที่เกี่ยวข้องในประเทศไทยให้มีประสิทธิภาพมากกว่าเก่า จนเกิดผลสำเร็จในระดับที่น่าพึงพอใจ

มองการณ์ไกลและไปให้ถึง

ไทย-อาร์เจนตินา ความร่วมมือด้านนิติวิทยาศาสตร์ เพื่อคืนความยุติธรรมให้กระดูกทุกโครง

การพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคลไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะนอกจากความเชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์และกฎหมาย เหล่านักนิติวิทยาศาสตร์ยังต้องประลองปัญญากับอาชญากร ใช้จินตนาการปะติดปะต่อเบาะแสที่พบประปรายราวกับการต่อจิ๊กซอว์ นอกจากนั้น ขนาดของงานยังไม่สามารถกำหนดตายตัว บางครั้งต้องกั้นป่าเป็นผืน ๆ หรือสูบน้ำทั้งบ่อออกจนเกลี้ยง เพื่อค้นหาวัตถุพยานสักชิ้น

สุดท้ายน้ำพักน้ำแรงทั้งหมดที่ลงไปอาจจบด้วยการค้นพบว่า วัตถุพยานที่เจอเป็นกระดูกสัตว์​ ก้อนหิน หรือใบไม้ แต่บุคลากรทุกคนก็พร้อมทำสุดความสามารถ 

แม้ผลลัพธ์อาจไม่ใช่สิ่งที่อยากให้เป็น แต่ทุกคนต่างเชื่อมั่นว่าทุกแรงที่ลงไปจะทำให้ข้อเท็จจริงกระจ่างขึ้น และเป็นการคืนความยุติธรรมให้กับศพที่พูดไม่ได้

“อย่าลืมว่างานเราเป็นงานระดับชาติ ไม่ใช่งานทำวันนี้ พรุ่งนี้เสร็จ อยากให้มองไกล ๆ มองไปสูง ๆ นึกถึงประโยชน์ประชาชนเป็นที่ตั้ง เพื่อพัฒนาการดำเนินงานให้เกิดความเสมอภาคเท่าเทียม” พ.ต.อ.ทรงศักดิ์ กล่าว

ครั้นถามถึงข้อจำกัดขององค์ความรู้ด้านนิติวิทยาศาสตร์ไทยในปัจจุบัน สิ่งแรกที่ผู้อำนวยการเห็นว่าควรพัฒนาเพิ่มเติม คือความรู้ด้านกระบวนการจัดการกับศพหลังการชันสูตร 

เรายังต้องการองค์ความรู้ในด้านนี้อยู่ จึงกำลังศึกษาว่าต่างประเทศมีวิธีจัดการศพเหล่านี้อย่างไร ก็พบว่าแต่ละประเทศมีกระบวนการแตกต่างกัน บ้างก็เผา ไม่ก็เอาไปใส่ตู้ละลายเลยก็มี หรือบางประเทศเอาเข้าเตาเพื่อย่อยสลาย แล้วนำผลลัพธ์ที่ได้ไปใช้ประโยชน์ต่อ” 

แต่สุดท้าย หากจะผลักดันให้เกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นจริง จะต้องเริ่มปรับตั้งแต่ระดับกฎหมาย 

“เรื่องสำคัญที่สุดคือ เราพยายามยกระดับกฎหมายศพนิรนาม การไม่มีกฎหมายในด้านนี้บังคับใช้ ทำให้เราจัดการศพเหล่านี้ไม่ได้ตามประเพณีไทย

“ในเชิงกฎหมายอีกส่วนหนึ่ง ควรพัฒนาระบบนิติวิทยาศาสตร์ให้มีมาตรฐานเดียวกัน ส่งตรวจที่ไหนต้องมีความแม่นยำเท่ากัน เพราะจะทำให้เกิดความเชื่อมั่นในการทำงานของหน่วยงานราชการมากขึ้น สุดท้ายจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศและคนของเราเอง”

ไทย-อาร์เจนตินา ร่วมมือด้านนิติวิทยาศาสตร์ ใช้ความรู้พิสูจน์อัตลักษณ์ศพ ผลักดันให้กระดูกทุกโครงเข้าถึงความยุติธรรม
ไทย-อาร์เจนตินา ร่วมมือด้านนิติวิทยาศาสตร์ ใช้ความรู้พิสูจน์อัตลักษณ์ศพ ผลักดันให้กระดูกทุกโครงเข้าถึงความยุติธรรม

ข้อจำกัดอีกอย่างคือจำนวนบุคลากรที่ไม่เพียงพอในหลายสายงาน ยกตัวอย่าง บุคลากรที่ทำงานพิสูจน์ลายมือเขียน ซึ่งต้องใช้ทั้งประสบการณ์และเทคนิค ผสมกับความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่ยังมีไม่เพียงพอ หนึ่งในวิธีผลักดันให้มีทรัพยากรผู้เชี่ยวชาญเพิ่มขึ้น คือการเสริมสร้างวิชาชีพ

“เด็กหลายคนอยากเรียนด้านวิทยาศาสตร์ แต่ไม่รู้จะไปทำงานอะไร ทั้งที่งานด้านวิทยาศาสตร์มีหลากหลาย การสร้างวิชาชีพทางด้านนิติวิทยาศาสตร์จะผลักดันให้เกิดการรับรู้และเข้าใจเกี่ยวกับการทำงานในสายงานนี้มากขึ้น ส่งเสริมให้มีให้มีบุคลากรรุ่นต่อรุ่นในอนาคต”

เรื่องสุดท้ายที่ พ.ต.อ.ทรงศักดิ์ เชื่อว่ามีบทบาทสำคัญมากในการพัฒนาวงการนิติวิทยาศาสตร์ คือ 

เรื่องความร่วมมือระหว่างนักนิติวิทยาศาสตร์ในไทยและนานาชาติ

“เราอยากให้มีความต่อเนื่องในการร่วมมือกัน เพราะถ้าเราไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียว งานก็จะไม่เดินต่อ สำหรับความร่วมมือภายในประเทศ ก็พยายามให้นักนิติวิทยาศาสตร์ที่เคยได้ร่วมงานกันแล้ว คุยติดต่อสื่อสารกันอยู่ตลอด ในส่วนของความร่วมมือระหว่างประเทศ เชื่อว่า TICA จะช่วยประสานงานได้ เริ่มจากประเทศเพื่อนบ้านก่อน บางทีเราไม่รู้ว่าตำรวจเมียนมา ลาว กัมพูชา มีกระบวนการทำงานอย่างไร ก็จะประสานไปทาง TICA ให้ช่วยดูว่า เราร่วมมือกับเขาในส่วนไหนได้บ้าง”

พ.ต.อ.ทรงศักดิ์ เชื่อว่า TICA เป็นสื่อกลางระหว่างไทยกับประเทศยุโรป ละติน และอเมริกา ในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ส่วนที่ยังขาดอยู่ได้อีกด้วย

“ตอนนี้เราต้องการความรู้เรื่องการตรวจพิสูจน์ทางดีเอ็นเอ และกำลังติดต่อไปทางอเมริกา แต่อเมริกาอาจไม่ใช่ที่เดียวที่มีองค์ความรู้นี้ เพราะฉะนั้น เราจึงต้องคอยประสานงานและศึกษาจากประเทศต่าง ๆ อยู่ตลอด ถ้าเราไม่รู้ว่าเขาพัฒนาไปถึงระดับไหน เราจะพัฒนาได้อย่างไร” พ.ต.อ.ทรงศักดิ์ กล่าวด้วยแววตาที่อยากยกระดับให้นิติวิทยาศาสตร์มีส่วนช่วยเหลือประชาชนและประเทศได้ยิ่งกว่าเก่า

ไทย-อาร์เจนตินา ร่วมมือด้านนิติวิทยาศาสตร์ ใช้ความรู้พิสูจน์อัตลักษณ์ศพ ผลักดันให้กระดูกทุกโครงเข้าถึงความยุติธรรม
ไทย-อาร์เจนตินา ร่วมมือด้านนิติวิทยาศาสตร์ ใช้ความรู้พิสูจน์อัตลักษณ์ศพ ผลักดันให้กระดูกทุกโครงเข้าถึงความยุติธรรม

เขาทิ้งท้ายด้วยคติประจำใจที่ไม่ว่าจะร่วมงานกับประเทศไหนก็ยึดถือเสมอมา 

“ใครให้อะไรเรามา เราต้องจำ ผมเป็นคนอย่างนั้น 

  “Caring and Sharing คือคำที่ผมชอบ ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ กล่าวไว้ ถ้าเรารู้ว่าเขาต้องการอะไร แล้วเราแบ่งปันกับเขาในส่วนที่เรามี คอยช่วยเหลือเกื้อกูลกันและกัน ทัศนคติแบบนี้จะทำให้เกิดความร่วมมือที่ดีในอนาคต และทำให้องค์ความรู้ทางด้านนิติวิทยาศาตร์ของไทยก้าวไกลขึ้นด้วย”

ความสำเร็จจากความร่วมมือระหว่างประเทศไทยและอาร์เจนตินาเป็นเพียงจุดเริ่มต้นอันยิ่งใหญ่ ต่อจากนี้ TICA และสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ยังมีโครงการที่จะส่งต่อองค์ความรู้ไปสู่ประเทศอาเซียน เพื่อให้ศพได้กลับบ้าน โดยเป้าหมายไม่ใช่การช่วยคนตาย แต่เป็นการช่วยคนเป็นเยียวยาจิตใจให้พวกเขาได้พบบุคคลในความทรงจำเป็นครั้งสุดท้าย

ไทย-อาร์เจนตินา ร่วมมือด้านนิติวิทยาศาสตร์ ใช้ความรู้พิสูจน์อัตลักษณ์ศพ ผลักดันให้กระดูกทุกโครงเข้าถึงความยุติธรรม

Writers

Avatar

จันท์จุฑา ลดาวัลย์ ณ อยุธยา

ตอนเป็นเด็กหญิงคิดว่าถ้ามีพลังวิเศษไม่ได้ก็ขอเขียน ถ้าเขียนไม่ได้ก็ขอร้องเพลง ปัจจุบันเป็นนางสาวนักฝึกฝนตนเองให้ไวต่อความจริงใจ เพราะดันไปแอบชอบพลังวิเศษชนิดนี้ในตัวคน

วโรดม เตชศรีสุธี

วโรดม เตชศรีสุธี

นักจิบชามะนาวจากเมืองสรอง หลงใหลธรรมชาติ การเล่าเรื่อง และชอบสูดกลิ่นอายแห่งอารยธรรม

Photographer

Avatar

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

Little Big People

เรื่องราวของเหล่าคนตัวเล็กผู้มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น

ฉันรู้จัก มายเดย์ ตาอู จาก ‘มาหาสมบัติ’ นิทรรศการที่ The Emquatier ซึ่งหยิบเรื่องราวผืนป่ามาถ่ายทอดสู่คนเมือง ด้านหน้าของงาน มีผลงานภาพถ่ายจากผืนป่าจัดแสดงอยู่ ส่วนหนึ่งในนั้นคือผลงานฝีมือชายหนุ่มคนนี้

ภาพของมายเดย์มีเสน่ห์และน่าสนใจ หากที่ดึงดูดไม่แพ้กันคือเรื่องราวของเขา   

เรื่องของเด็กชายชาวปกาเกอะญอผู้กลายมาเป็นช่างภาพสัตว์ป่า

มายเดย์ ตาอู

มายเดย์ ตาอู

ย้อนไปในอดีต มายเดย์ลืมตาดูโลกในฝั่งประเทศพม่า ชายหนุ่มเล่าว่าก่อนเขาเกิดมา ป่าบริเวณที่อยู่ยังอุดมสมบูรณ์ สัตว์ป่าชุกชุม แต่ทั้งหมดก็สูญสิ้นไปเพราะการสัมปทานป่าไม้ เมื่อเด็กชายชาวปกาเกอะญอจำความได้ สิ่งที่เห็นคือตอไม้และซุงท่อนใหญ่ตามถนน แล้วต่อมา ครอบครัวเขาก็ย้ายหนีเหตุการณ์รุนแรงในพม่ามาลงหลักปักฐานที่ฝั่งไทย

แต่แม้ไม่มีต้นไม้ใหญ่ มายเดย์ก็ยังคงได้ใช้ชีวิตใกล้ชิดป่า ได้ตามพ่อเดินเข้าป่าลึกที่นักลักลอบตัดไม้เข้าไม่ถึง จนเมื่อเข้าสู่วัยประถม เด็กชายมายเดย์ก็ได้พบกับมูลนิธิกระต่ายในดวงจันทร์ ซึ่งทำกิจกรรมส่งเสริมให้เยาวชนรักธรรมชาติ

ระหว่างกิจกรรม เด็กชายผู้เติบโตกับผืนป่าได้จับกล้องถ่ายรูปเป็นครั้งแรกและตกหลุมรัก

มายเดย์ ตาอู

หากในเวลาเดียวกัน เขาก็รู้ว่าตัวเองมีข้อจำกัด เพราะการถ่ายภาพนั้นต้องใช้อุปกรณ์ ซึ่งแน่นอนว่าหมายถึงเงินที่ต้องจ่าย

“ตอนนั้นก็ไม่ได้คิดว่าจะได้มาถ่าย เพราะเรามีพื้นฐานที่ไม่มีเงินอยู่แล้ว” มายเดย์ย้อนเล่า แล้วเอ่ยต่อว่า หลังจากนั้นเขาก็ห่างหายจากการถ่ายภาพไปยาวนาน จนเริ่มมาทำงานกับทางมูลนิธิกระต่ายในดวงจันทร์ เขาถึงได้เริ่มจับกล้องอีกครั้ง และมุ่งมั่นจนเก็บเงินซื้อกล้องมือสองต่อจากพี่ๆ ในมูลนิธิได้ในราคา 3,000 บาท

ช่างภาพฝึกหัดชาวปกาเกอะญอเริ่มต้นด้วยการถ่ายรูปค่ายเยาวชนที่ทางมูลนิธิจัด และธรรมชาติรอบสถานที่ทำกิจกรรม ต่อมา เมื่อทางมูลนิธิฯ จับมือกับเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตก ทำโครงการถ่ายภาพสัตว์ป่าในที่อยู่ตามธรรมชาติเพื่อทำเป็นหนังสือภาพให้คนได้รู้จักและเห็นคุณค่าป่ามรดกโลกผืนนี้ มายเดย์ผู้เติบโตกับป่าก็ได้ตามเข้าไปเพื่อช่วยช่างภาพสัตว์ป่าคนอื่นๆ

มายเดย์ ตาอู

มายเดย์ ตาอู

ภาพ มายเดย์ ตาอู

แต่อนาคตเป็นสิ่งยากคาดเดา วันหนึ่งมายเดย์จึงพบว่าเส้นทางใหม่เปิดออกเผยตัว เมื่องานถ่ายภาพสัตว์ป่าหนักหน่วงจนช่างภาพคนอื่นเริ่มทำต่อไม่ไหว

“เวลาเข้าป่า เราต้องเข้าครั้งหนึ่งสิบวัน สิบห้าวัน บางทีอยู่เป็นเดือน” ช่างภาพหนุ่มเอ่ยเล่า “แล้วการถ่ายรูปสัตว์ป่าต้องเข้าป่าต่อเนื่องทุกเดือน ช่างภาพคนอื่นเขาเข้าไปนานขนาดนั้นไม่ได้ ไม่ว่าง เขาก็เริ่มฝึกให้ผมถ่ายแบบจริงจังเพราะผมมีเวลา ก็เลยได้ลองถือกล้องตัวใหญ่ เลนส์ตัวใหญ่”  

เพราะเหตุนี้ มายเดย์จึงกลายเป็นช่างภาพสัตว์ป่าเต็มตัว

และเป็นช่างภาพสัตว์ป่าที่ไม่เหมือนใคร

มายเดย์ ตาอู

หากช่างภาพคนอื่นคือผู้หลงใหลการถ่ายภาพและหลงรักธรรมชาติ จนเข้าป่าไปบันทึกภาพเหล่านั้นไว้โดยมีผืนป่าใหญ่เปรียบเหมือนออฟฟิศ ฉันคิดว่า การเป็นช่างภาพสัตว์ป่าของมายเดย์ก็คือการทำงานที่รักใน ‘บ้าน’  งานไม่ได้เบาลงหรือสะดวกสบายขึ้น แต่ชายหนุ่มไม่เคยหลงป่าแม้แต่ครั้งเดียว และเมื่อคุ้นเส้นทาง เขาก็ออกจากที่พักเข้าไปทำงานในป่าคนเดียวได้ ไม่ต้องทำงานเป็นหมู่คณะหรือมีคนนำทาง ซึ่งเป็นข้อดีใหญ่หลวง เพราะทำงานได้อย่างคล่องตัวและเสี่ยงต่อการทำให้สัตว์ป่าระแวงน้อยลง  

นอกจากนี้ เขายังเอาตัวรอดในป่าได้ เมื่อต้องเผชิญหน้ากับสัตว์ป่าระยะประชิดก็รู้ว่าควรต้องรับมืออย่างไร การพบกับเสือโคร่ง ช้าง หรือกระทิงจึงผ่านมาได้ตลอดรอดฝั่ง (แถมบางครั้งยังได้ภาพด้วย) ฉันไม่รู้ว่าเขารู้ตัวมากน้อยแค่ไหน แต่การทำงานในป่าของเขาอาจเรียกได้ว่าเป็นสัญชาตญาณซึ่งคนชอบเข้าป่าต้องอิจฉา

มายเดย์ ตาอู

มายเดย์ ตาอู

มายเดย์ ตาอู

และขณะที่ช่างภาพคนอื่นหาทำเลเหมาะเจาะ กางบังไพร ซุ่มซ่อนรอสัตว์อยู่ในตำแหน่งเหมาะๆ ตลอดวัน มายเดย์กลับเลือกวิธีทำงานที่แปลก นั่นคือการคว้ากล้องออกเดิน

“ผมจะใช้วิธีเดินแล้วถ่ายภาพ คนอื่นเขาไปนั่ง สร้างบังไพร แต่ผมไม่ชอบแบบนั้น รู้สึกเหมือนเป็นการรอให้โอกาสมาหาเรา ผมสร้างโอกาสที่จะได้เจอสิ่งที่แตกต่างด้วยการเดิน ซึ่งจะได้เจออะไรหลากหลายกว่า เยอะกว่าการนั่งเฝ้า โดยเวลาเราเดิน จะมีการสำรวจก่อนรอบนึง ดูว่าสัตว์ใช้เส้นทางนี้บ่อยแค่ไหนยังไง ดูว่ามีมุมตรงไหนที่สวย แล้วเราก็หาจุดที่จะเดินไปแล้วมองเห็นสัตว์ได้โดยที่เขาไม่เห็นเรา” ช่างภาพหนุ่มชาวปกาเกอะญออธิบาย

หากแม้มีสัญชาตญาณและวิถีการทำงานไม่เหมือนใคร ทั้งหมดก็ยังตั้งอยู่บนกฏเกณฑ์ที่ฉันเชื่อว่าช่างภาพสัตว์ป่าและคนที่รักผืนป่าทุกคนเคารพ

“ต้องไม่รบกวนสัตว์ป่ามาก ให้เขาปลอดภัยแล้วเราก็ปลอดภัย” มายเดย์บอกฉัน

มายเดย์ ตาอู

จากวันแรกที่ก้าวเข้าสู่เส้นทางช่างภาพสัตว์ป่า ช่างภาพหนุ่มชาวปกาเกอะญอทำงานนี้มาได้หลายปีแล้ว และเอ่ยปนหัวเราะว่าคงทำต่อจนกว่าจะเดินป่าไม่ไหว ทั้งที่งานนี้ หากเทียบกับช่างภาพอีกหลายสาย คงจัดว่าเหนื่อยหนัก ไม่สะดวกสบาย และขึ้นอยู่กับปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ บางครั้งการทำงานทั้งอาทิตย์อาจไม่เจอสัตว์ที่ต้องการแม้แต่เงา   

ทำไมถึงคิดว่างานนี้คุ้มค่า-ฉันถาม

“เราชอบเข้าป่า ชอบอยู่ในป่า แล้วก็เห็นว่างานที่ทำมีประโยชน์ต่อคนอื่น และถ้าเราถ่ายทอดออกมาให้คนข้างนอกซึ่งส่วนใหญ่ไม่รู้ว่ามีสัตว์อะไรอยู่ในป่าบ้าง ได้รู้ว่ามีสิ่งเหล่านี้อยู่นะ ควรรักษาไว้ มันก็เป็นประโยชน์ต่อป่าและสัตว์ป่าด้วย เดี๋ยวนี้พื้นที่ป่าน้อยลงมากจากเมื่อก่อน เหลือแค่พื้นที่ที่เป็นเขตอนุรักษ์นิดหน่อย แต่ละพื้นที่สัตว์ก็น้อยลง เราอยากให้คนกลับมาสนใจและดูแล เพื่อให้สัตว์ป่ายังอยู่กับเรา ให้สัตว์ป่าได้อยู่อย่างมีความสุข” ช่างภาพผู้เติบโตกับผืนป่าให้คำตอบ

มายเดย์ ตาอู

ฉันนึกถึงภาพตอไม้และซุงท่อนใหญ่ ภาพป่าที่ไร้สัตว์ป่า-ผลการกระทำของผู้ใหญ่ที่เด็กชายคนหนึ่งเคยเห็น วันนี้เด็กชายปกาเกอะญอคนนั้นเติบโตแล้ว กลายเป็นผู้ใหญ่ที่กำลังสร้างภาพอันตรงกันข้าม

ด้วยดวงตาและกล้องในมือ

*ไปชมภาพของมายเดย์ได้ที่นิทรรศการ ‘มาหาสมบัติ’ ชั้น 5 โซน Helix Garden ห้าง The EmQuartier

Facebook l มาหาสมบัติ

Writer

Avatar

ธารริน อดุลยานนท์

สาวอักษรฯ ผู้หลงรักการเขียนเสมอมา และฝันอยากสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ด้วยสิ่งที่มี ณ จุดที่ยืนอยู่ รวมผลงานการมองโลกผ่านตัวอักษรไว้ที่เพจ RINN

Photographer

Avatar

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load