ทุกวันนี้ ภาวะวิกฤตโควิด-19 ที่มีตัวเลขผู้ติดเชื้อสูงขึ้นเรื่อยๆ คงทำให้หลายคนจิตตกและไม่มีกะจิตกะใจอยากทำอะไร เพราะไม่ใช่ทุกคนจะมีกำลังหรือทรัพยากรมากพอที่จะลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงอะไรได้ง่ายๆ ด้วยตัวเอง แต่สิ่งที่ชายคนหนึ่งได้ทำหลังจากดูข่าวความยากลำบากที่เกิดขึ้นในประเทศตอนนี้ คือการตั้งคำถามว่า ตัวเองนั้นพอจะทำอะไรให้เป็นประโยชน์กับสถานการณ์เช่นนี้ได้บ้าง 

นั่นคือที่มาของ ‘เตียงพร้อม’ แอปพลิเคชันจับคู่ผู้ป่วยกับเตียง จากแรงกายและแรงใจของนักพัฒนาโปรแกรมหนุ่มเลือดอีสานอารมณ์ดี กบ-ถาวร ศรีเสนพิลา 

‘เตียงพร้อม’ แอปฯ หาเตียงผู้ป่วยโควิด-19 โดยโปรแกรมเมอร์อุบลฯ เพื่อช่วยประชาชนกันเอง

กบทำธุรกิจส่วนตัวหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นนายหน้าด้านอสังหาริมทรัพย์ในจังหวัดบ้านเกิด ลงทุนด้าน Cryptocurrency และยังมีงานรับจ้างทำแอปพลิเคชัน เขียนซอฟต์แวร์เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว จึงไม่น่าแปลกใจกับความอิสระในการลุกขึ้นมาทำแอปฯ ได้ทันที และยังใช้ต้นทุนของตัวเอง ทั้งคอนเนกชันคนมากมายผ่านการทำงานเป็นนายหน้า ทั้งความชำนาญในการเขียนโค้ด เพื่อลงมือทำ ‘เตียงพร้อม’ ให้ทำงานได้จริงอย่างรวดเร็ว 

แต่สิ่งที่เขาทำได้เน้นย้ำประเด็นสำคัญที่ว่า ทำไมคนธรรมดาทั่วไปอย่างเขา ถึงต้องมาลงมือแก้ไขปัญหาระดับชาติอย่างนี้ด้วยตัวเอง

‘เตียงพร้อม’ แอปฯ หาเตียงผู้ป่วยโควิด-19 โดยโปรแกรมเมอร์อุบลฯ เพื่อช่วยประชาชนกันเอง
‘เตียงพร้อม’ แอปฯ หาเตียงผู้ป่วยโควิด-19 โดยโปรแกรมเมอร์อุบลฯ เพื่อช่วยประชาชนกันเอง

ลงมือทำ

“เห็นข่าวคนนอนรอเตียงทุกวันจนทนไม่ไหว รู้สึกว่าเราต้องทำอะไรสักอย่าง” 

นั่นคือความตั้งใจแรกของกบ และเป็นจุดเริ่มต้นของ ‘เตียงพร้อม’ ซึ่งเขาลงมือเขียนโค้ดให้เกิดขึ้นในห้องทำงานของเขาวันนั้นเลย 

ความตั้งใจแรกของเขาไม่ได้อยากสร้างแอปพลิเคชันใหญ่โต แต่อยากทำเพื่อให้ภาครัฐรับรู้ และเป็นช่องทางขอความช่วยเหลือ ให้คนที่มีกำลังหรืออยากบริจาคได้เจอกับคนที่กำลังเดือดร้อน 

หลักการของเตียงพร้อมไม่มีอะไรซับซ้อน คอนเซ็ปต์เหมือนแอปฯ จับคู่ ให้คนเข้ามากรอกข้อมูลส่วนตัวและความต้องการ โดยเน้นไปที่เรื่องเตียงเป็นสำคัญ เพราะในตอนนี้ภาวะเตียงขาดแคลนมีอยู่ทั่วทุกหัวระแหง

เขาลงมือทำทุกอย่างด้วยตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการหาข้อมูล ติดต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หรือแม้แต่ประชาสัมพันธ์ เพื่อให้คนได้รู้จักและได้ใช้ประโยชน์จากแอปฯ ที่ตั้งใจเขียนทั้งวันทั้งคืน 

“เราเอาความถนัดของเรากับการที่ได้เจอคนเยอะๆ มารวมกัน เพื่อแก้ปัญหาให้ผู้คนด้วยเทคโนโลยีดีกว่า เพราะยุคนี้ทุกคนรู้จักแอปฯ หมด เข้าใจง่าย แค่โหลดก็ใช้ได้เลย” ถาวรกล่าวเพื่อสรุปแนวคิดของตัวเอง

เรารู้ว่าเวลาโปรแกรมเมอร์ทำงาน ต้องมีการวัดผลที่เป็นรูปธรรม เพราะจำเป็นต่อการรวบรวมข้อมูลเพื่อประเมินความสำเร็จของแอปฯ แต่ในเมื่อ ‘เตียงพร้อม’ เกิดจากอารมณ์เพียงชั่ววูบของโปรแกรมเมอร์คนเดียว แล้วเขาจะใช้อะไรเป็นการวัดผลความสำเร็จกันแน่

“จริงๆ มันควรต้องมีใช่ไหม” เขาหัวเราะ “ผมไม่ได้คิดเลยตอนแรก เรื่องพวกนี้มันตามมาทีหลังตอนที่เริ่มช่วยคนได้บ้างแล้ว ถึงค่อยคิดว่าจะเอาข้อมูลที่มีมาต่อยอดยังไงได้บ้าง เพราะตอนแรกเลยที่เปิดคอมฯ ทำงาน คิดแค่ว่าถ้าช่วยคนให้หาเตียงได้สักคนก็เพียงพอ ผมถือว่านอนหลับลงแล้ว” 

ตลอดการสัมภาษณ์ กบออกตัวอยู่บ่อยครั้งว่านี่ไม่ใช่แอปพลิเคชันที่เสร็จสมบูรณ์ ดังที่กล่าวไว้ข้างต้น ‘เตียงพร้อม’ เกิดขึ้นด้วยอารมณ์และแรงฮึดของโปรแกรมเมอร์เพียงคนเดียว หลังจากทำมาได้สักพักและเริ่มรู้กระบวนการทำงานแล้ว เขาคิดว่ายังต้องพัฒนากันอีกเยอะ

‘เตียงพร้อม’ แอปฯ หาเตียงผู้ป่วยโควิด-19 โดยโปรแกรมเมอร์อุบลฯ เพื่อช่วยประชาชนกันเอง
‘เตียงพร้อม’ แอปฯ หาเตียงผู้ป่วยโควิด-19 โดยโปรแกรมเมอร์อุบลฯ เพื่อช่วยประชาชนกันเอง

แอปฯ ชนแอปฯ 

“ก่อนหน้านี้ยังมีเคสไม่เยอะ แล้วส่วนใหญ่จังหวัดผม (อุบลราชธานี) ยังไม่ถึงขั้นคนล้นโรงพยาบาล แต่ก็หนักขึ้นเรื่อยๆ เราก็รับเคสมาแล้วประสานต่อแค่นั้น ยังไม่มีจุดที่ถึงขั้นร้ายแรง” 

ตอนแรกดูเหมือนจะไม่มีเรื่องน่ากังวลนัก แต่พอยกตัวอย่างเคสที่ผ่านมา ก็พอจะเห็นความกดดันและความเครียดที่เขาได้พบระหว่างการทำงานมากขึ้น อาทิ ผู้หญิงท้อง 6 เดือนกำลังรอเตียงและร้อนใจมาก จากความเป็นห่วงลูกในท้อง กบจึงรวบรวมข้อมูลให้เขาอย่างละเอียด เพื่อส่งต่อให้หน่วยงานและเพจที่มีศักยภาพทำได้ และติดตามต่อจนผู้ป่วยได้เตียงเรียบร้อย 

หรืออีกเคสหนึ่ง ผู้ติดเชื้ออยู่บ้านกับลูกเล็กรวมกัน 6 คน รีบส่งข้อมูลมาให้เพราะห่วงลูก กบต้องประสานกับหน่วยงานและหาเตียงให้ด้วยตัวเอง แต่ในระยะเวลาที่รอ จากตอนแรกแม่ติดแค่คนเดียว กลายเป็นติดกันทั้งบ้าน แต่สุดท้ายก็พยายามจนหาเตียงให้กับคุณแม่ในที่สุด

‘เตียงพร้อม’ แอปฯ หาเตียงผู้ป่วยโควิด-19 โดยโปรแกรมเมอร์อุบลฯ เพื่อช่วยประชาชนกันเอง

ในเมื่อตอนนี้ปัญหาเรื่องจัดการกับไวรัสยังคงทวีความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีคนคิดหาทางแก้ปัญหาใหม่ๆ เพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ กบทำอย่างไรให้ ‘เตียงพร้อม’ ไม่ทับซ้อนกับคนอื่น และวางแผนการพัฒนาต่อยอดเอาไว้อย่างไรบ้าง 

“จริงๆ ผมคิดไว้อยู่แล้ว เพราะการเขียนแอปฯ นี้ไม่ยากเลย ใช้เวลานิดเดียวก็ทำเสร็จ ความยากคือการเชื่อมต่อข้อมูลกับคนอื่น เพราะเป็นข้อมูลส่วนบุคคล ไม่ได้รวบรวมเป็น Big Data” 

เขามองว่าถ้ามีหน่วยงานรวบรวมให้เป็นข้อมูลชุดเดียวกันหมด คงจะเป็นประโยชน์ สำหรับนักพัฒนาที่มองเห็นปัญหา และหยิบข้อมูลเหล่านั้นไปประยุกต์ใช้กับสิ่งที่ตัวเองทำได้เลย แต่ปัญหาที่นักพัฒนาโปรแกรมกำลังเจอคือ การที่ไม่มีหน่วยงานรวบรวมข้อมูล ทำให้เกิดความกระจัดกระจาย ไม่เป็นระเบียบ เขาเชื่อว่ายังมีนักพัฒนาโปรแกรมหลายคนกำลังติดอยู่ในกระบวนการนี้เหมือนกัน ไม่ว่าจะมีไอเดียอยากพัฒนาแอปฯ ด้านไหน ก็ติดขัดเรื่องนี้ 

‘วันนี้เราหวังพึ่งอะไรกับใครได้ หากไม่พึ่งพากันเอง’ คุยกับโปรแกรมเมอร์อีสาน ผู้พัฒนา ‘เตียงพร้อม’ แอปฯ หาเตียงสำหรับผู้ติดโควิด-19

สำหรับการต่อยอด ถาวรวางแผนเพิ่มฟีเจอร์การรับเรื่องให้กับผู้ที่ประสงค์จะกลับบ้าน และรวบรวมข้อมูลเรื่องศูนย์พักคอยให้คนที่จะกลับบ้านต่างจังหวัดได้รู้ เพราะเขาเห็นใจคนที่อยากกลับมารักษาตัวที่บ้าน แต่ไม่รู้ว่าจังหวัดบ้านเกิดมีมาตรการอย่างไร แต่ก็ยังไม่มีหน่วยงานไหนทำศูนย์ข้อมูลออกอย่างชัดเจน เป็นธุระที่ผู้ป่วยต้องคอยประสานกับทางจังหวัดเอง ซึ่งเป็นปัญหาที่แก้ไขได้ 

นอกจากนี้ เขากำลังวางแผนที่ทำให้แอปฯ มีเรื่องสัตว์เลี้ยงถูกทิ้ง หรือเด็กกำพร้าที่ผู้ปกครองเสียชีวิตเพราะโควิด-19 แล้วยังไม่มีใครเข้าไปดูแล โดยในทุกกระบวนการทั้งที่กำลังทำอยู่และวางแผนจะทำนั้น ตั้งใจทำเพื่ออำนวยความสะดวกให้หน่วยงานรัฐเข้ามารับช่วงต่อได้อย่างราบรื่น

Developer ลูกน้ำมูล

อีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้กบสามารถทำงานอาสาได้อย่างรวดเร็ว เขาบอกว่าอาจเพราะเขาอยู่ต่างจังหวัด ลดภาระค่าใช้จ่ายลงไปได้หลายอย่าง จนมีอิสระในการตัดสินใจมากขึ้น 

“ผมเกิดและเรียนจนจบที่อุบลราชธานี รู้สึกคุ้นเคย ไปไหนก็ง่าย ทำอะไรก็ง่าย ไม่ใช่ไม่เคยไปอยู่กรุงเทพฯ นะ หนุ่มๆ ก็อยากเข้าเมืองเหมือนกัน แต่พอไปทำงานอยู่ที่กรุงเทพฯ ได้ปีครึ่ง มันยากไปหมดสำหรับผม 

“ข้อดีแรกที่คิดออกน่าจะเป็นเรื่องอากาศ อยู่ที่นี่อากาศปลอดโปร่ง ผมว่ามันส่งผลกับการทำงานด้วยนะ ข้อสองก็อย่างเรื่องการเดินทาง ผมอยู่ที่นี่ จะไปไหนมาไหน ต่อให้ไกลสัก ยี่สิบกิโลฯ เลย ผมใช้แค่สิบนาทีเท่านั้นเอง กรุงเทพฯ ยี่สิบกิโลฯ คงครึ่งวัน ข้อสามก็คงเป็นเรื่องค่าใช้จ่ายที่ถูกมาก วันละร้อยเดียวก็อยู่ได้ คำว่าอยู่ได้คืออยู่ทั้งวัน ออกไปทำธุระ กลับบ้าน แต่ลองเป็นกรุงเทพฯ มีสองร้อยอาจจะออกได้ แต่ไม่รู้จะกลับได้หรือเปล่า”

แต่การเป็นนักพัฒนาโปรแกรมย่อมต้องทันเทคโนโลยี การเป็นนักพัฒนาโปรแกรมที่ประจำอยู่ต่างจังหวัดก็มีข้อเสียเช่นกัน ซึ่งเขามองว่าก็ต้องปรับตัวให้เข้ากับสถานที่ 

“ข้อเสียคือสังคมมันเล็ก เจอหน้ากันอยู่ไม่กี่คน ที่กรุงเทพฯ มีการแลกเปลี่ยนความรู้ เสวนา ประชุมอัปเดตกันตลอด ก็ทำให้เร็วกว่านิดหนึ่ง แต่สำหรับผม การเจอหน้ากันสำคัญกว่า ในแง่ที่ว่าผมสามารถยกโน้ตบุ๊กไปเปิดแล้วถามเขาได้เลยตรงนั้น สำหรับผมมันเข้าใจง่ายกว่า ผมเลยอาจคุ้นเคยกับแบบนี้มากกว่า”

‘วันนี้เราหวังพึ่งอะไรกับใครได้ หากไม่พึ่งพากันเอง’ คุยกับโปรแกรมเมอร์อีสาน ผู้พัฒนา ‘เตียงพร้อม’ แอปฯ หาเตียงสำหรับผู้ติดโควิด-19

จังหวัดพร้อม

ในฐานะนักพัฒนาโปรแกรมที่คร่ำหวอดอยู่ในสายอาชีพนี้มายาวนานกว่า 20 ปี วงการ Developer เมืองไทยในสายตาเขาแบ่งเป็น 2 เรื่อง หนึ่ง การเพิ่มพูนทักษะส่วนตัวของ Developer เอง และสอง การร่วมมือกันกระจายองค์ความรู้ในระดับชาติ ซึ่งในความคิดเห็นของเขานั้น ยังมีน้อยเกินไป

“เมืองไทยเรามีโปรแกรมเมอร์เยอะ ทำสตาร์ทอัพกันเยอะ เป็นเทรนด์ของรุ่นใหม่ ซึ่งก็ดีเพราะทำให้เกิดการจ้างงาน รุ่นพี่สอนรุ่นน้องไปเรื่อยๆ แต่จุดอ่อนคือเรื่องสมองไหล มือโปรหรือคนเก่งจริงๆ ไปอยู่ต่างประเทศกันเยอะ และโปรแกรมเมอร์หลายคนก็ยังอ่อนเรื่องภาษาอังกฤษ ซึ่งเรื่องนี้จำเป็นมาก 

“ส่วนเรื่องการกระจายความรู้ ก็คือพอมีอะไรก็เริ่มที่กรุงเทพฯ ก่อน ไม่ใช่เรื่องผิดหรอก แต่จริงๆ ถ้าเรามองออกไป หลายเมืองก็มีศักยภาพนะ อย่างถ้าผมอยากอัปเดตเทรนด์หรือดูพวกอุปกรณ์ใหม่ๆ ผมก็ขับรถไปขอนแก่นที่เป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีของภาคอีสาน โปรแกรมเมอร์เก่งๆ อยู่กันเยอะ เริ่มมีเสวนา มีงานประชุมอะไรกันบ้างแล้ว แต่ก็ยังอยากให้มีการสนับสนุนอย่างจริงจังขึ้นมาบ้าง หลายๆ จังหวัดพร้อมแล้ว 

“อีกเรื่องของโปรแกรมเมอร์ คือการคิดให้ต่าง คิดนอกกรอบให้ได้ อย่าไปคิดว่าคำพวกนี้มันของครีเอทีฟหรือคนทำงานศิลปะ มันควรเป็นของโปรแกรมเมอร์ด้วย ผมเคยไปดูงานของนักศึกษาที่จบคณะหรือภาควิชาคล้ายๆ กับผม ดูกี่ที กี่รุ่น ก็ทำหุ่นยนต์เดินตามเส้น เหมือนกับตอนที่ผมจบมาตั้งนานแล้ว ไม่ค่อยกล้าคิดให้แหวกแนวออกมา น่าเสียดายนะ น่าจะคิดให้ต่างจากที่เคยเป็นมา”

‘วันนี้เราหวังพึ่งอะไรกับใครได้ หากไม่พึ่งพากันเอง’ คุยกับโปรแกรมเมอร์อีสาน ผู้พัฒนา ‘เตียงพร้อม’ แอปฯ หาเตียงสำหรับผู้ติดโควิด-19
‘วันนี้เราหวังพึ่งอะไรกับใครได้ หากไม่พึ่งพากันเอง’ คุยกับโปรแกรมเมอร์อีสาน ผู้พัฒนา ‘เตียงพร้อม’ แอปฯ หาเตียงสำหรับผู้ติดโควิด-19

คุณค่าในงาน

งาน Developer คือการเสกสิ่งอำนวยความสะดวกให้กับมนุษย์จากอากาศด้วยการเขียน Code ซึ่งกบบอกว่า เป็นสิ่งที่ทำให้ Developer หลายคนเน้นไปที่ผลลัพธ์การทำงานของแอปฯ หรือเว็บไซต์ที่ตัวเองพัฒนา โดยมองข้ามมิติเชิงสังคมและสิ่งที่ผลงานของพวกเขาจะสร้างผลกระทบต่อมา

“นอกจากการนั่งเขียนโค้ดแล้ว Developer ต้องคิดถึงคน คิดถึงชุมชน อย่าง
แอปฯ ใหญ่ที่เขาให้คนขับรถส่งอาหารน่ะ อาจจะเห็นว่ามีคนที่ได้ประโยชน์แค่เจ้าของ แต่จริงๆ แล้วในนั้นมันก็มีคนตัวเล็กตัวน้อยที่ได้ประโยชน์ เกิดการจ้างงาน ร้านค้ารายย่อยลืมตาอ้าปากได้ เด็กหนุ่มๆ ก็มีงานเสริมทำ ให้พวกเขาเห็นว่า สิ่งที่พวกเขากำลังมีส่วนร่วม ไม่ได้มีแค่ตัวโปรแกรมอย่างเดียว แต่มันส่งผลกระทบต่อชีวิตคนและสังคมอย่างไร”

ในทุกกระบวนการคิด เขาตั้งใจจะส่งสารถึงหน่วยงานรัฐและกลุ่มองค์กรที่เกี่ยวข้องให้ทำงานร่วมกันอย่างเป็นเอกภาพ โดยนอกจากสิ่งที่เขาได้เรียกร้องกับหน่วยงานรัฐในเรื่องความพร้อมของเตียงผู้ป่วยข้างต้นแล้ว เขายังรู้สึกว่ามีอีกหลายองค์กรที่สามารถลงมือทำอะไรสักอย่างได้

“ผมคนเดียวก็ทำได้แค่นี้ แต่ถ้ามีหน่วยงานคอยประสาน ผมว่าโปรแกรมเมอร์ไทยเก่งๆ เยอะ เราน่าจะทำอะไรได้อีกมาก”

‘วันนี้เราหวังพึ่งอะไรกับใครได้ หากไม่พึ่งพากันเอง’ คุยกับโปรแกรมเมอร์อีสาน ผู้พัฒนา ‘เตียงพร้อม’ แอปฯ หาเตียงสำหรับผู้ติดโควิด-19

พร้อมไปต่อ

กบสรุปใจความได้ว่า เขาไม่แน่ใจนักว่าแอปฯ นี้จะสร้างผลกระทบอะไรได้บ้าง เพราะแค่การช่วยเหลือประจำวันก็เป็นเรื่องหนักหนาแล้วสำหรับเขา เขาเน้นย้ำประเด็นที่อยากให้หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องเข้ามาช่วยประสาน และอำนวยความสะดวกเวลาติดต่อขอข้อมูลให้มากขึ้น 

สำหรับในอนาคตที่มองไว้ เขาได้เริ่มลงมือกำลังพัฒนาส่วนต่อไปแล้ว นั่นคือการติดตามผู้ป่วยที่ได้เตียงไปว่ารักษาตัวเสร็จเรียบร้อยดีหรือไม่ ได้ออกจากโรงพยาบาลแล้วหรือยัง เพื่อเก็บข้อมูลผลกระทบหลังจากติดเชื้อ เนื่องจากมีหลายกรณีที่ผู้เชื้อต้องตกงาน เป็นผู้ป่วยเรื้อรั้ง อย่างที่เรียกกันว่า Long COVID-19

“ผมตั้งใจจะพัฒนาอีกส่วนให้เป็นศูนย์รวมผู้ที่ได้ผลกระทบจากโรคระบาด เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เอาข้อมูลไปดำเนินการต่อ จริงๆ ก่อนมาคุยกัน ผมก็พึ่งคุยกับเคสล่าสุดคือไม่มียา แต่ยังไม่รู้จะช่วยอะไรได้บ้าง เพราะมันอันตราย แล้วยาก็ยังไม่พอใช่ไหมตอนนี้ ต้องเขียนแอปฯ ‘ยาพร้อม’ อีกหรือเปล่า”

ตลอดบทสนทนากับกบ มีแต่คำหยอกล้อและเสียงหัวเราะ ซึ่งผิดจากที่คาดในตอนแรก เนื่องจากเรากลัวว่าจะรบกวนตารางเวลาทำงานที่แน่นหนาของเขา และนึกภาพเอาไว้ในใจว่า Developer ที่ลุกขึ้นมาเขียนแอปฯ สเกลใหญ่ขนาดนี้ด้วยตัวเอง อาจจะมีแต่ความจริงจังและเต็มไปด้วยความไม่พอใจเป็นที่ตั้ง

เมื่อถึงเวลากล่าวขอบคุณและบอกลากบ ซึ่งขอตัวไปคุยกับเคสหายาที่เขาพูดถึง เขาถึงกับเปลี่ยนเวลาการสัมภาษณ์ครั้งนี้ในแทบจะวินาทีสุดท้าย เพื่อประสานเบื้องต้นให้ผู้เดือดร้อนก่อน 

หรือนี่อาจจะเป็นวิธีการเตรียมใจให้พร้อมของคนที่ใช้แรงใจของตัวเอง ต่อสู้กับความไม่พร้อมหลายๆ อย่างที่กำลังเกิดขึ้นกับบ้านเราในตอนนี้

‘วันนี้เราหวังพึ่งอะไรกับใครได้ หากไม่พึ่งพากันเอง’ คุยกับโปรแกรมเมอร์อีสาน ผู้พัฒนา ‘เตียงพร้อม’ แอปฯ หาเตียงสำหรับผู้ติดโควิด-19

Writer

นรินทร์ จีนเชื่อม

จบรัฐศาสตร์ ชอบอ่านวรรณกรรมคลาสสิค หลงใหลการโต้เถียงแบบมีอารยะ กินกาแฟดำเหมือนนักเขียนรุ่นใหญ่ แต่ใจจริงชอบแฟรบปูชิโน่คาราเมลเพิ่มไซรัป

Photographer

วิรัตน์ รุ่งเรืองมีทรัพย์

ช่างภาพเบื้องหลังที่สนใจทุกอย่างที่มีเรื่องราวของแสง เหมือนกับรสชาติของกาแฟ

Little Big People

เรื่องราวของเหล่าคนตัวเล็กผู้มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น

หนังสืออะไรอ่านได้ทั้งสองประเทศ

หากไม่ใช่พจนานุกรมภาษา หนังสืออะไรที่จะมอบประโยชน์ให้คนสองชาติที่พูดกันคนละภาษาสามารถเข้าใจวัฒนธรรมของอีกฝ่ายได้ไปในตัว

หากบอกว่าเป็น ‘หนังสือสอนภาษาไทยสำหรับนักศึกษาเวียดนาม’ คนไทยที่อ่านจะได้ประโยชน์อะไร แล้วจะอ่านภาษาเวียดนามถูกไหม นี่สิเรื่องใหญ่ที่เราตั้งคำถาม 

เราเดินฝ่าแสงอาทิตย์อันร้อนแรงในมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) มานั่งตรงหน้า ผศ.ดร.สุภัค มหาวรากร ประธานหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษา สาขาวิชาภาษาไทย และ ผศ.ดร.นิธิอร พรอำไพสกุล กรรมการและเลขานุการหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษา สาขาวิชาภาษาไทย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เพื่อหาคำตอบกัน

อาจารย์ทั้งสองผู้มีความผูกพันกับเวียดนามมากว่า 20 ปี เล่าให้เราฟังอย่างละเอียดว่า หนังสือสอนภาษาไทยสำหรับนักศึกษาเวียดนามที่คนไทยเองก็ได้ประโยชน์ในการศึกษาภาษา สังคม และวัฒนธรรมของประเทศเวียดนาม เกิดจากความร่วมมือระหว่าง กรมความร่วมมือระหว่างประเทศ (Thailand International Cooperation Agency – TICA) กระทรวงการต่างประเทศ มศว และมหาวิทยาลัยในประเทศเวียดนาม เพื่อสร้างสื่อการเรียนการสอนที่เป็นประโยชน์ทั้งสองทางสำหรับผู้อ่านสองชาติ โดยมีภาษาเป็นสะพานเชื่อมระหว่างภาคประชาชน ต่อยอดความรู้ด้านการสื่อสารในภาคธุรกิจ และเสริมสร้างความสัมพันธ์อันเข้มแข็งระหว่างประเทศ

หลังจากรัฐบาลไทยดำเนินงานในประเทศเวียดนามมานาน ภาษาไทยก็ได้กลายเป็นทูตทางวัฒนธรรมที่ทำให้การสอนภาษาไทยในเวียดนามเกิดความยั่งยืน คือคนเวียดนามสอนภาษาไทยได้เอง

นั่นคือเป้าหมายและผลลัพธ์ที่อาจารย์ผู้มากประสบการณ์บอกกับเรา

ความพิเศษของหนังสือทั้ง 6 เล่มที่วางอยู่ตรงหน้ายังไม่หมดเพียงเท่านั้น เพราะหนังสือบางเล่มเกิดจากฝีมือของนักศึกษาชาวเวียดนามที่ผสมผสานความรู้ระหว่างสองชาติไว้ด้วยกัน ถือเป็นตัวอย่าง ความร่วมมือใต้-ใต้ (South-South Cooperation) ของไทยและเวียดนามที่สะท้อนพลังความร่วมมือของประเทศกำลังพัฒนา เพื่อร่วมสร้างเศรษฐกิจและสังคมให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งไทยกำลังจะเป็นเจ้าภาพจัดประชุม Global South-South Development Expo 2022 หรือ GSSD Expo 2022 ในวันที่ 12 – 14 กันยายน 2565

แน่นอนว่าเราตื่นเต้นกับหนังสือเล่มใหม่เหล่านี้ แต่อีกหนึ่งสิ่งที่ทำให้เราตื่นเต้นยิ่งกว่า คือเรื่องราวเบื้องหลังการทำงานของ TICA อาจารย์ภัคและอาจารย์นิกผู้ดูแลตั้งแต่นักศึกษาที่เวียดนาม จนพวกเขาบางส่วนได้สอบคัดเลือกเข้าโครงการฝึกอบรมภาษาไทยระยะสั้นแบบเข้มที่ประเทศไทย

หากใครเคยติดตามเรื่องราวของ โบ-อุมาภรณ์ สุขหวาน อาสาสมัครเพื่อนไทยในเวียดนามมาแล้ว ครั้งนี้อาจารย์ภัคและอาจารย์นิกคือผู้ที่จะพาเราย้อนอดีตไปเมื่อ 26 ปีก่อน ในวันที่คนเวียดนามยังไม่รู้จักภาษาไทย สู่วันที่ภาษาไทยกลายเป็นวิชาเอกที่นักศึกษาเวียดนามเลือกเรียน และกลายมาเป็น ‘หนังสือเรียนภาษาไทย 6 เล่ม’ ที่คนเวียดนามก็เรียนได้ คนไทยก็เรียนดี

พ.ศ.​ 2539 ปักธงไทยในใจเวียดนาม

เมื่อนึกถึงชาวต่างชาติที่เรียนภาษาไทย เรามักจะนึกถึงเพื่อนจากแดนไกลอย่างชาติตะวันตก ทั้ง ยุโรป อเมริกา หรือขยับเข้ามาใกล้หน่อยก็จีน เกาหลี หรือญี่ปุ่น แต่เมื่อได้พบกับอาจารย์ภัคและอาจารย์นิก เราจึงค้นพบว่าชาวเวียดนามเรียนภาษาไทยอย่างจริงจังและตั้งใจกว่าที่เรารู้มาก

สำหรับจุดเริ่มต้นที่ทำให้อาจารย์ทั้งสองท่านมานั่งสนทนากับเราในวันนี้ อาจารย์ภัคย้อนอดีตกลับไปช่วงก่อน พ.ศ. 2539 ขณะที่เวียดนามยังเป็นประเทศที่ค่อนข้างปิด ไม่มีใครรู้ภาษาไทย และชาวเวียดนามยังไม่นิยมใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสาร จนเกิดเป็นปัญหาในหมู่ผู้ประกอบการธุรกิจภาคเอกชน 

เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว TICA จึงเริ่มโครงการพัฒนาการเรียนการสอนภาษาไทยในต่างประเทศเป็นครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2539 โดยเริ่มต้นจากพื้นที่ฐานธุรกิจทางภาคใต้ อย่างมหาวิทยาลัยสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยแห่งชาติ นครโฮจิมินห์ ซึ่งมีการพัฒนาหลักสูตรต่อมาเป็นวิชาเอก ระดับปริญญาตรีและปริญญาโท หลังจากนั้น TICA ได้ขยายพื้นที่การสอนภาษาไทยเพิ่มอีก 3 มหาวิทยาลัย เพื่อตอบโจทย์ความต้องการในภาคธุรกิจเวียดนาม-ไทยที่ขยายตัวขึ้น คือมหาวิทยาลัยภาษาต่างประเทศแห่งมหาวิทยาลัยแห่งชาติเวียดนาม กรุงฮานอย เปิดสอนใน พ.ศ. 2543 มหาวิทยาลัยดานัง เปิดสอนใน พ.ศ. 2548 และ มหาวิทยาลัยฮานอย เปิดสอนใน พ.ศ. 2552

แน่นอนว่าโครงการดังกล่าวเป็นการพัฒนาทุกองค์ประกอบทั้งผู้สอนและหลักสูตร เพื่อดึงดูดผู้เรียนให้มุ่งมั่นพัฒนาศักยภาพทางภาษาและการฝึกสอนของตนเอง โดยหนึ่งในผู้ที่มีส่วนร่วมมาอย่างเนิ่นนาน ก็คืออาจารย์ภัคที่กำลังพูดคุยกับเราอยู่

พ.ศ. 2544 สวัสดีเวียดนาม

ครั้งแรกที่เครื่องบินลงจอดยังนครโฮจิมินห์ ประเทศเวียดนาม อาจารย์ภัคที่ขณะนั้นยังเป็นเพียงเด็กสาววัย 22 ปี ได้เปลี่ยนน้ำตาและความกลัวให้กลายเป็นประสบการณ์ไร้วันหยุด เพื่อมอบความรู้ภาษาไทยและสานสัมพันธ์ระหว่างประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

นักศึกษาเวียดนามหลายคนแวะเวียนมายังที่พักของอาสาสมัครชาวไทยคนที่ 6 ที่เดินทางมาสอนยังประเทศของพวกเขา อาจารย์ภัคซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์ของนักศึกษาที่ใช้เป็นพาหนะเดินทางในชีวิตประจำวัน เพื่อเดินทางไปยังสถานที่ต่าง ๆ ที่เธอขอให้เด็ก ๆ พาไป และเด็ก ๆ เองก็เต็มใจจะนำเสนอ แลกกับการตอบคำถามของนักศึกษาชาวเวียดนามที่สนใจเรียนภาษาไทยตลอดเวลา

“ระหว่างทางที่ไปไหนด้วยกัน เขาจะถามตลอดว่า อันนี้ภาษาไทยเรียกว่าอะไร ออกเสียงอย่างไร แล้วเขาก็ไม่เคยปล่อยให้เราว่าง เสาร์-อาทิตย์เขาอยากจะมาทำอาหาร อยากจะคุยกับเรา อยากจะเรียนภาษาไทย”

อาจารย์ภัคเล่าให้ฟัง ถึงแม้ก่อนหน้านี้ เธอจะไม่มีความสนใจในประเทศเวียดนามเลยก็ตาม

เรื่องนี้ต้องย้อนกลับไปที่การจัดโครงการฝึกอบรมภาษาไทยระยะสั้นแบบเข้มให้แก่นักศึกษาเวียดนาม ที่ประเทศไทย ซึ่งถือเป็นความร่วมมือระหว่าง TICA และ มศว เริ่มต้นครั้งแรกใน พ.ศ. 2542 โดยมีการคัดเลือกนักศึกษาจากมหาวิทยาลัย 4 แห่งทั่วประเทศเวียดนามมาเข้าร่วม เพื่อเรียนรู้ภาษาไทยและวัฒนธรรมในสังคมของเจ้าของภาษา 

โครงการนี้เองที่ทำให้อาจารย์ภัคได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรม และตัดสินใจตามนักเรียนของเธอมาสอนที่โฮจิมินห์ใน พ.ศ. 2544 – 2545 

ตำราเรียนภาษาไทยสำหรับนักศึกษาเวียดนาม ความรู้ที่คัดสรรจากครูผู้มีประสบการณ์ 20 ปี

แม้สภาพความเป็นอยู่ในเวียดนาม ณ เวลานั้นจะลำบากกว่าไทย แต่การอยู่ห่างบ้านสำหรับอาจารย์ภัคเป็นเวลา 1 ปี ก็ไม่ใช่คืนวันที่เลวร้ายแม้แต่น้อย

เธอใช้เวลาว่างทั้งหมดในการเรียนภาษาเวียดนาม ซึ่งการเรียนภาษาในประเทศของเจ้าของภาษาช่วยพัฒนาทักษะได้เป็นอย่างดี เราจึงไม่แปลกใจที่การจัดโครงการฝึกอบรมภาษาไทยระยะสั้นแบบเข้มให้แก่นักศึกษาเวียดนามในประเทศไทยเป็นระยะเวลา 1 เดือนจะประสบความสำเร็จอย่างมาก

ประเทศไทยกลายเป็นจุดหมายที่ถูกบอกต่อ

และภาษาไทยก็กลายเป็นเป้าหมายที่นักศึกษาเวียดนามอยากเรียน

หลังจากที่ TICA และ มศว ส่งอาจารย์ไปสอนที่เวียดนามในยุคแรก พวกเขาเริ่มลดบทบาทลงเมื่อผลิตครูชาวเวียดนามที่สอนภาษาไทยได้เพิ่มขึ้น จากการส่งอาจารย์ไทยจึงเปลี่ยนเป็นการส่งอาสาสมัครจากโครงการอาสาสมัครเพื่อนไทย (Friends from Thailand – FFT) ไปแทน 

ปัจจุบัน อาจารย์ทั้งสองเพิ่มบทบาทเป็นผู้ดูแลและพัฒนาการเรียนการสอนภาษาไทยที่ประเทศเวียดนามทุกโครงการ โดยมีกิจกรรมที่จัดเป็นประจำทุกปี (ไม่นับช่วงสถานการณ์โควิด-19 แพร่ระบาด) คือ การจัดฝึกอบรมภาษาไทยระยะสั้นแบบเข้มให้แก่นักศึกษาเวียดนามในไทยเป็นระยะเวลา 1 เดือน การพัฒนาสื่อการเรียนการสอน และการส่งอาสาสมัครเพื่อนไทยไปเป็นครูผู้ช่วยสอนในฐานะเจ้าของภาษา

บทเรียนนอกหนังสือ

อาจารย์นิกเป็นเลขาของอาจารย์ภัคมานาน และมีโอกาสเข้ามาช่วยงานตั้งแต่เรียนอยู่ปริญญาโทประมาณ พ.ศ. 2546 – 2547 การได้คลุกคลีอยู่กับนักศึกษาเวียดนามมามากกว่า 10 ปี ทำให้เธอเห็นถึงพัฒนาการภาษาไทยที่ก้าวกระโดดของนักเรียนและการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมอย่างมีคุณภาพ โดยเฉพาะในโครงการอบรมภาษาไทยระยะสั้น

ตำราเรียนภาษาไทยสำหรับนักศึกษาเวียดนาม ความรู้ที่คัดสรรจากครูผู้มีประสบการณ์ 20 ปี

เราถามอาจารย์ทั้งสองว่า นักศึกษาเวียดนามสนใจอะไรในประเทศไทยบ้าง อาจารย์จึงมอบคำตอบที่ไปถามจากนักศึกษามาว่า ‘สื่อไทย’ โดยเฉพาะอย่างยิ่งละครและซีรีส์วาย ต่อมาคือ สตรีทฟู้ด แหล่งช้อปปิ้ง และสถานที่ท่องเที่ยว ซึ่งทางโครงการได้จัดและพัฒนาทริปให้นักศึกษาอยู่ตลอดเวลา 20 ปี

ตำราเรียนภาษาไทยสำหรับนักศึกษาเวียดนาม ความรู้ที่คัดสรรจากครูผู้มีประสบการณ์ 20 ปี
นักศึกษาเวียดนามในชุดประจำชาติอ่าวหญ่ายที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
ตำราเรียนภาษาไทยสำหรับนักศึกษาเวียดนาม ความรู้ที่คัดสรรจากครูผู้มีประสบการณ์ 20 ปี
นักศึกษาเวียดนามทัศนศึกษา ณ เมืองโบราณ จังหวัดสมุทรปราการ
ภาพ : เพจโครงการฝึกอบรมภาษาไทยระยะสั้นแบบเข้มให้แก่นักศึกษาเวียดนาม

อาจารย์ภัคเล่าต่อว่า ในอดีตมีหลักสูตรเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษาที่ให้เลือกระหว่างภาษาไทยและภาษาอินโดนีเซีย แต่เด็กเวียดนามเลือกเรียนภาษาไทย เพราะพวกเขาไม่รู้จักภาษานี้ การเรียนภาษาไทยจึงมอบโอกาสที่จะหางานได้ง่ายกว่า ทั้งในภาคธุรกิจ ภาคการท่องเที่ยว และสาธารณสุข ส่วนปัจจุบัน ผลลัพธ์ในการทำงานหนักตลอด 26 ปีของ TICA และ มศว ทำให้เราไม่แปลกใจนักหากไปเวียดนามแล้วจะเห็นพวกเขาพูดภาษาไทยได้

หนังสือเรียนภาษาไทยสำหรับนักศึกษาเวียดนาม

สิ่งที่ทำให้เกิดความยั่งยืนของการสอนภาษาไทยในต่างประเทศได้ คือการสร้างบุคลากรท้องถิ่นที่สอนภาษาไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ TICA จึงสนับสนุนให้อาจารย์ รวมถึงนักศึกษาเวียดนามมาศึกษาภาษาไทยที่ มศว เพื่อนำความรู้กลับไปสอนที่ประเทศบ้านเกิดของตน โดยโจทย์ที่ TICA มอบให้กับอาจารย์ผู้ดูแลโครงการคือ วิทยานิพนธ์ของนักศึกษาที่ได้รับทุน ต้องนำไปต่อยอดให้กับการเรียนการสอนภาษาไทยได้

เช่นเดียวกับหนังสือที่อยู่ในมือของเรา ซึ่งเป็นเครื่องมือวิจัยจากปริญญานิพนธ์ของ Nguyen Thi Loan Phuc นักศึกษาเวียดนามที่ชื่นชอบการรับประทานอาหารไทย เธอจึงรวบรวมข้อมูลอย่างละเอียด ทั้งข้อมูลร้านแบ่งตามย่าน บอกประเภทอาหาร เส้นทาง ประเภทการเดินทาง ระยะทาง ไปจนถึงคำศัพท์ภาษาไทย-เวียดนาม ชนิดที่เราอ่านแล้วยังต้องร้องว้าวกับความตั้งใจของผู้จัดทำทุกคน

ตำราเรียนภาษาไทยสำหรับนักศึกษาเวียดนาม ความรู้ที่คัดสรรจากครูผู้มีประสบการณ์ 20 ปี

อาจารย์ภัคหยิบหนังสืออีก 5 เล่มมาแจกจ่ายให้เราได้ชม ทั้งหมดเป็นผลผลิตจากโครงการวิจัยเพื่อพัฒนาหนังสือ ตำรา สื่อการเรียนการสอนสำหรับนักศึกษาชาวเวียดนาม รวมแล้วมีทั้งหมด 6 เล่ม ได้แก่

· ภาษาไทยในเพลงสำหรับนักศึกษาเวียดนาม (เล่มสีฟ้า) 

· วัฒนธรรมไทยสำหรับนักศึกษาเวียดนาม (เล่มสีชมพู) 

· การพูดภาษาไทยสำหรับนักศึกษาเวียดนาม (เล่มสีส้ม)

· การฟังภาษาไทยสำหรับนักศึกษาเวียดนาม (เล่มสีเขียวเข้ม)

· กรุงเทพมหานครกับอาหารริมทาง สำหรับนักศึกษาเวียดนาม

· วิถีชีวิตไทยจากวรรณคดีเรื่องขุนช้างขุนแผน สำหรับผู้เรียนชาวเวียดนาม

เราหยิบหนังสือมาเปิดดูอย่างสนใจ 

TICA และ มศว ได้ร่วมกันผลิตหนังสือ 6 เล่มนี้ขึ้น พร้อมทำเป็นหนังสือเสียง 

และด้วยความอยากรู้อยากลอง เราจึงเปิดไฟล์หนังสือเสียงแบบออนไลน์เรื่องภาษาไทยในเพลงสำหรับนักศึกษาเวียดนาม ก่อนจะคลิกไปตามประโยคบนหน้าหนังสือ

“โอ้ ทะเลแสนงาม ฟ้าสีครามสดใส” เสียงอ่านของผู้หญิงดังออกจากลำโพง เมื่อคลิกต่อไปที่ตัวอักษรภาษาเวียดนามที่เราออกเสียงไม่เป็น “màu xanh lam” เสียงเดิมก็พูดให้เราฟังว่า “เหม่า ซัน ลาม” แปลว่า สีคราม

“เหมือนเราได้เรียนภาษาเวียดนามไปด้วยเลย” เราบอกกับอาจารย์ภัคอย่างตื่นเต้น ซึ่งเธอพยักหน้าและบอกว่า “นั่นคือจุดประสงค์จริง ๆ ของเรา เพราะหากคนไทยสนใจ ก็เรียนภาษาเวียดนามด้วยได้”

ชมหนังสือเสียงทั้ง 6 เล่ม ได้ที่ https://shorturl.asia/VpfIz)

ขณะที่เรายังไม่หยุดพลิกหน้าหนังสือไปมา อาจารย์ภัคก็เริ่มเล่าถึงที่มาของหนังสือให้เราฟังว่า เวลาที่ผ่านมา 26 ปี แทบจะไม่มีหนังสือภาษาไทยสำหรับคนเวียดนามโดยเฉพาะ เธอจึงอยากผลิตผลงานออกมาอย่างเป็นรูปธรรม จับต้องได้ และมีประโยชน์ในการใช้งานจริง ซึ่งจะทำให้คนเห็นว่า TICA และ มศว ได้ทำอะไรไปบ้าง

อาจารย์นิกเสริมว่า ในยุคที่โควิด-19 แพร่ระบาด การสอนที่เปลี่ยนจากออนไซต์เป็นออนไลน์มีความท้าทายมาก อาจารย์ทั้งสองจึงเสนอทาง TICA ให้ทำหนังสือประกอบการเรียนการสอน โดยหนังสือการฟัง-การพูด เป็นสองเล่มที่ใช้คู่กันในโครงการพัฒนาการเรียนการสอนภาษาไทยในสถานการณ์โควิด-19 ณ สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม 

ส่วนเล่มวัฒนธรรมไทย (สีชมพู) และภาษาไทยในเพลง (สีฟ้า) จัดทำมาก่อนหน้านี้ และสุดท้ายคือเล่มวิถีชีวิตไทยในขุนช้างขุนแผนที่มาคู่กับเล่มอาหารริมทาง ซึ่งเป็นผลงานวิจัยของ Nguyen Kieu Yen นักศึกษาชาวเวียดนามอีกคนที่เคยเรียนเรื่อง ขุนช้างขุนแผน แต่ยังมีเนื้อหาที่ไม่เข้าใจ เธอจึงเลือกจะทำความเข้าใจเพิ่มเติมจากการทำงานวิจัยชิ้นนี้ แถมอาจารย์ภัคยังกระซิบอีกว่า นักศึกษาได้ทำการหาข้อมูลจนพบว่า เวียดนามเองก็มีวรรณคดีที่ได้รับการยกย่องว่าแต่งดีเช่นเดียวกับ ขุนช้างขุนแผน นั่นก็คือเรื่อง นางเกี่ยว แต่งด้วยฉันทลักษณ์กลอน หลุกบ๊าด หมายถึงกลอนหกหรือกลอนแปด

“ตราบใดที่ภาษาไทยยังจัดการเรียนการสอนอยู่ในประเทศเวียดนาม ภาษาก็เป็นตัวแทนของประเทศของเรา ของวัฒนธรรมเราที่เป็นพื้นฐานในการสร้างความเข้าใจเรื่องอื่น ๆ ตามมา ถ้าเราไม่รู้ภาษาเขา เขาไม่รู้ภาษาเราก็คุยกันไม่รู้เรื่อง เพราะฉะนั้น ภาษาเป็นตัวแทนสร้างความเข้าใจระหว่างกัน” อาจารย์นิกทิ้งท้าย

“จากประสบการณ์การดูแลโครงการในเวียดนามมา 20 ปีของเรา เราพยายามใส่ทุกอย่างเข้าไปแบบที่เขาจะได้ประโยชน์” อาจารย์ภัคกล่าว

ความใส่ใจที่อาจารย์ทั้งสองท่านใส่ลงไปในหนังสือทั้ง 6 เล่ม ทำให้หนังสือเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงตำราเรียนภาษาไทย แต่ยังเป็นบันทึกความทรงจำที่คัดสรรจากประสบการณ์ 20 ปี รวมถึงตัวแทนประเทศในการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม ส่งเสริมการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว และการทำงานในระบบสาธารณสุขอีกด้วย

“เด็กเวียดนามมองประเทศไทยดีมาก เรารู้สึกว่าโครงการเหล่านี้ทำให้เราภูมิใจว่า เราได้เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เด็กมีความสุข และจากนี้เราก็ยังเดินหน้าต่อไป”

หนังสือทั้ง 6 เล่มที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรู้และความหวังถูกวางเอาไว้บนโต๊ะที่บทสนทนากำลังจะจบลง ในอนาคตหนังสือเหล่านี้จะไปอยู่ในมือของนักศึกษาที่พร้อมใช้งานอย่างคุ้มค่า และที่น่าภูมิใจคือแหล่งความรู้ดังกล่าวไม่จำกัดเพียงชาติใดชาติหนึ่ง แต่เป็นทั้งของชาวไทยและชาวเวียดนาม 

นอกจากนี้ ความสำเร็จด้านรูปแบบของโครงการพัฒนาการเรียนภาษาไทยในเวียดนามยังได้รับการขยายผล โดย TICA นำไปใช้ต่อในโครงการพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนภาษาไทยในประเทศเพื่อนบ้านอีก 2 ประเทศ คือ ‘เมียนมา’ ที่มหาวิทยาลัยภาษาต่างประเทศย่างกุ้ง (Yangon University of Foreign Language หรือ YUFL) และมหาวิทยาลัยภาษาต่างประเทศมัณฑะเลย์ (Mandalay University of Foreign Language หรือ MUFL) และ ‘กัมพูชา’ ที่มหาวิทยาลัยพนมเปญ (Royal University of Phnom Penh) และมหาวิทยาลัยพระตะบอง ทั้งยังส่งอาสาสมัครเพื่อนไทยไปสอนภาษาไทยในภูฏาน และให้ มศว จัดหลักสูตรฝึกอบรมภาษาไทยแบบเข้มข้นให้แก่ตำรวจจากมัลดีฟส์และนักการทูตมองโกเลียด้วย

หลังจบการสนทนา เรามองไม่เห็นกำแพงภาษาอันยิ่งใหญ่ที่ใครหลายคนต่างหวาดกลัวอีกต่อไป เพราะสิ่งเดียวที่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้า คือโอกาสในการเรียนรู้ ทำความเข้าใจ และสร้างงาน โดยมีภาษาเป็นสะพานเชื่อมความสำเร็จ ซึ่งจะขยายผลต่อไปเพื่อให้ภาษาไทยเป็นที่รู้จักแพร่หลายกว่าเดิม

ตำราเรียนภาษาไทยสำหรับนักศึกษาเวียดนาม ความรู้ที่คัดสรรจากครูผู้มีประสบการณ์ 20 ปี

ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดงาน Global South-South Development Expo 2022 หรือ GSSD Expo 2022 ร่วมกับสหประชาชาติ (สำนักงานสหประชาชาติเพื่อความร่วมมือใต้-ใต้ หรือ UNOSSC และคณะกรรมการเศรษฐกิจและสังคมแห่งเอเชียแปซิฟิก หรือ ESCAP ) มีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12 – 14 กันยายน 2565 ณ ศูนย์การประชุมสหประชาชาติ กรุงเทพฯ นับเป็นการจัดงาน GSSD Expo ครั้งที่ 11 และเป็นครั้งแรกในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก

หัวข้อหลักของงานปีนี้คือ Advancing South-South and Triangular Cooperation for Sustainable COVID-19 Recovery: Towards a Smart and Resilient Future เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์และแนวปฏิบัติที่ดีด้านการพัฒนาระหว่างประเทศ รวมทั้งแบ่งปันความสำเร็จและโครงการด้านการพัฒนาที่โดดเด่นของไทย อาทิ

(1) แนวปฏิบัติที่ดีด้านการพัฒนาในการประยุกต์ใช้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ที่มีส่วนช่วยประเทศต่าง ๆ บรรลุเป้าหมายเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน 

(2) โครงการอาสาสมัครเพื่อนไทย ที่คนหนุ่มสาวร่วมส่งเสริมความเข้าใจอันดีและกระชับมิตรภาพระดับประชาชน

(3) ความร่วมมือด้านสาธารณสุขระหว่างไทยกับประเทศต่าง ๆ โดยเฉพาะการรับมือ ป้องกันและควบคุมสถานการณ์โควิด-19  และ

(4) การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในรูปแบบต่าง ๆ อาทิ การฝึกอบรมและจัดสรรทุนการศึกษาในสาขาต่าง ๆ ที่เป็นจุดแข็งของไทยและเป็นประโยชน์แก่ประเทศผู้รับ ทั้งนี้ สามารถเข้าชมนิทรรศการออนไลน์ได้จาก : https://bit.ly/3JVqZGT

Writer

วโรดม เตชศรีสุธี

นักจิบชามะนาวจากเมืองสรอง หลงใหลธรรมชาติ การเล่าเรื่อง และชอบสูดกลิ่นอายแห่งอารยธรรม

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load