ทุกวันนี้ ภาวะวิกฤตโควิด-19 ที่มีตัวเลขผู้ติดเชื้อสูงขึ้นเรื่อยๆ คงทำให้หลายคนจิตตกและไม่มีกะจิตกะใจอยากทำอะไร เพราะไม่ใช่ทุกคนจะมีกำลังหรือทรัพยากรมากพอที่จะลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงอะไรได้ง่ายๆ ด้วยตัวเอง แต่สิ่งที่ชายคนหนึ่งได้ทำหลังจากดูข่าวความยากลำบากที่เกิดขึ้นในประเทศตอนนี้ คือการตั้งคำถามว่า ตัวเองนั้นพอจะทำอะไรให้เป็นประโยชน์กับสถานการณ์เช่นนี้ได้บ้าง 

นั่นคือที่มาของ ‘เตียงพร้อม’ แอปพลิเคชันจับคู่ผู้ป่วยกับเตียง จากแรงกายและแรงใจของนักพัฒนาโปรแกรมหนุ่มเลือดอีสานอารมณ์ดี กบ-ถาวร ศรีเสนพิลา 

‘เตียงพร้อม’ แอปฯ หาเตียงผู้ป่วยโควิด-19 โดยโปรแกรมเมอร์อุบลฯ เพื่อช่วยประชาชนกันเอง

กบทำธุรกิจส่วนตัวหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นนายหน้าด้านอสังหาริมทรัพย์ในจังหวัดบ้านเกิด ลงทุนด้าน Cryptocurrency และยังมีงานรับจ้างทำแอปพลิเคชัน เขียนซอฟต์แวร์เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว จึงไม่น่าแปลกใจกับความอิสระในการลุกขึ้นมาทำแอปฯ ได้ทันที และยังใช้ต้นทุนของตัวเอง ทั้งคอนเนกชันคนมากมายผ่านการทำงานเป็นนายหน้า ทั้งความชำนาญในการเขียนโค้ด เพื่อลงมือทำ ‘เตียงพร้อม’ ให้ทำงานได้จริงอย่างรวดเร็ว 

แต่สิ่งที่เขาทำได้เน้นย้ำประเด็นสำคัญที่ว่า ทำไมคนธรรมดาทั่วไปอย่างเขา ถึงต้องมาลงมือแก้ไขปัญหาระดับชาติอย่างนี้ด้วยตัวเอง

‘เตียงพร้อม’ แอปฯ หาเตียงผู้ป่วยโควิด-19 โดยโปรแกรมเมอร์อุบลฯ เพื่อช่วยประชาชนกันเอง
‘เตียงพร้อม’ แอปฯ หาเตียงผู้ป่วยโควิด-19 โดยโปรแกรมเมอร์อุบลฯ เพื่อช่วยประชาชนกันเอง

ลงมือทำ

“เห็นข่าวคนนอนรอเตียงทุกวันจนทนไม่ไหว รู้สึกว่าเราต้องทำอะไรสักอย่าง” 

นั่นคือความตั้งใจแรกของกบ และเป็นจุดเริ่มต้นของ ‘เตียงพร้อม’ ซึ่งเขาลงมือเขียนโค้ดให้เกิดขึ้นในห้องทำงานของเขาวันนั้นเลย 

ความตั้งใจแรกของเขาไม่ได้อยากสร้างแอปพลิเคชันใหญ่โต แต่อยากทำเพื่อให้ภาครัฐรับรู้ และเป็นช่องทางขอความช่วยเหลือ ให้คนที่มีกำลังหรืออยากบริจาคได้เจอกับคนที่กำลังเดือดร้อน 

หลักการของเตียงพร้อมไม่มีอะไรซับซ้อน คอนเซ็ปต์เหมือนแอปฯ จับคู่ ให้คนเข้ามากรอกข้อมูลส่วนตัวและความต้องการ โดยเน้นไปที่เรื่องเตียงเป็นสำคัญ เพราะในตอนนี้ภาวะเตียงขาดแคลนมีอยู่ทั่วทุกหัวระแหง

เขาลงมือทำทุกอย่างด้วยตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการหาข้อมูล ติดต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หรือแม้แต่ประชาสัมพันธ์ เพื่อให้คนได้รู้จักและได้ใช้ประโยชน์จากแอปฯ ที่ตั้งใจเขียนทั้งวันทั้งคืน 

“เราเอาความถนัดของเรากับการที่ได้เจอคนเยอะๆ มารวมกัน เพื่อแก้ปัญหาให้ผู้คนด้วยเทคโนโลยีดีกว่า เพราะยุคนี้ทุกคนรู้จักแอปฯ หมด เข้าใจง่าย แค่โหลดก็ใช้ได้เลย” ถาวรกล่าวเพื่อสรุปแนวคิดของตัวเอง

เรารู้ว่าเวลาโปรแกรมเมอร์ทำงาน ต้องมีการวัดผลที่เป็นรูปธรรม เพราะจำเป็นต่อการรวบรวมข้อมูลเพื่อประเมินความสำเร็จของแอปฯ แต่ในเมื่อ ‘เตียงพร้อม’ เกิดจากอารมณ์เพียงชั่ววูบของโปรแกรมเมอร์คนเดียว แล้วเขาจะใช้อะไรเป็นการวัดผลความสำเร็จกันแน่

“จริงๆ มันควรต้องมีใช่ไหม” เขาหัวเราะ “ผมไม่ได้คิดเลยตอนแรก เรื่องพวกนี้มันตามมาทีหลังตอนที่เริ่มช่วยคนได้บ้างแล้ว ถึงค่อยคิดว่าจะเอาข้อมูลที่มีมาต่อยอดยังไงได้บ้าง เพราะตอนแรกเลยที่เปิดคอมฯ ทำงาน คิดแค่ว่าถ้าช่วยคนให้หาเตียงได้สักคนก็เพียงพอ ผมถือว่านอนหลับลงแล้ว” 

ตลอดการสัมภาษณ์ กบออกตัวอยู่บ่อยครั้งว่านี่ไม่ใช่แอปพลิเคชันที่เสร็จสมบูรณ์ ดังที่กล่าวไว้ข้างต้น ‘เตียงพร้อม’ เกิดขึ้นด้วยอารมณ์และแรงฮึดของโปรแกรมเมอร์เพียงคนเดียว หลังจากทำมาได้สักพักและเริ่มรู้กระบวนการทำงานแล้ว เขาคิดว่ายังต้องพัฒนากันอีกเยอะ

‘เตียงพร้อม’ แอปฯ หาเตียงผู้ป่วยโควิด-19 โดยโปรแกรมเมอร์อุบลฯ เพื่อช่วยประชาชนกันเอง
‘เตียงพร้อม’ แอปฯ หาเตียงผู้ป่วยโควิด-19 โดยโปรแกรมเมอร์อุบลฯ เพื่อช่วยประชาชนกันเอง

แอปฯ ชนแอปฯ 

“ก่อนหน้านี้ยังมีเคสไม่เยอะ แล้วส่วนใหญ่จังหวัดผม (อุบลราชธานี) ยังไม่ถึงขั้นคนล้นโรงพยาบาล แต่ก็หนักขึ้นเรื่อยๆ เราก็รับเคสมาแล้วประสานต่อแค่นั้น ยังไม่มีจุดที่ถึงขั้นร้ายแรง” 

ตอนแรกดูเหมือนจะไม่มีเรื่องน่ากังวลนัก แต่พอยกตัวอย่างเคสที่ผ่านมา ก็พอจะเห็นความกดดันและความเครียดที่เขาได้พบระหว่างการทำงานมากขึ้น อาทิ ผู้หญิงท้อง 6 เดือนกำลังรอเตียงและร้อนใจมาก จากความเป็นห่วงลูกในท้อง กบจึงรวบรวมข้อมูลให้เขาอย่างละเอียด เพื่อส่งต่อให้หน่วยงานและเพจที่มีศักยภาพทำได้ และติดตามต่อจนผู้ป่วยได้เตียงเรียบร้อย 

หรืออีกเคสหนึ่ง ผู้ติดเชื้ออยู่บ้านกับลูกเล็กรวมกัน 6 คน รีบส่งข้อมูลมาให้เพราะห่วงลูก กบต้องประสานกับหน่วยงานและหาเตียงให้ด้วยตัวเอง แต่ในระยะเวลาที่รอ จากตอนแรกแม่ติดแค่คนเดียว กลายเป็นติดกันทั้งบ้าน แต่สุดท้ายก็พยายามจนหาเตียงให้กับคุณแม่ในที่สุด

‘เตียงพร้อม’ แอปฯ หาเตียงผู้ป่วยโควิด-19 โดยโปรแกรมเมอร์อุบลฯ เพื่อช่วยประชาชนกันเอง

ในเมื่อตอนนี้ปัญหาเรื่องจัดการกับไวรัสยังคงทวีความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีคนคิดหาทางแก้ปัญหาใหม่ๆ เพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ กบทำอย่างไรให้ ‘เตียงพร้อม’ ไม่ทับซ้อนกับคนอื่น และวางแผนการพัฒนาต่อยอดเอาไว้อย่างไรบ้าง 

“จริงๆ ผมคิดไว้อยู่แล้ว เพราะการเขียนแอปฯ นี้ไม่ยากเลย ใช้เวลานิดเดียวก็ทำเสร็จ ความยากคือการเชื่อมต่อข้อมูลกับคนอื่น เพราะเป็นข้อมูลส่วนบุคคล ไม่ได้รวบรวมเป็น Big Data” 

เขามองว่าถ้ามีหน่วยงานรวบรวมให้เป็นข้อมูลชุดเดียวกันหมด คงจะเป็นประโยชน์ สำหรับนักพัฒนาที่มองเห็นปัญหา และหยิบข้อมูลเหล่านั้นไปประยุกต์ใช้กับสิ่งที่ตัวเองทำได้เลย แต่ปัญหาที่นักพัฒนาโปรแกรมกำลังเจอคือ การที่ไม่มีหน่วยงานรวบรวมข้อมูล ทำให้เกิดความกระจัดกระจาย ไม่เป็นระเบียบ เขาเชื่อว่ายังมีนักพัฒนาโปรแกรมหลายคนกำลังติดอยู่ในกระบวนการนี้เหมือนกัน ไม่ว่าจะมีไอเดียอยากพัฒนาแอปฯ ด้านไหน ก็ติดขัดเรื่องนี้ 

‘วันนี้เราหวังพึ่งอะไรกับใครได้ หากไม่พึ่งพากันเอง’ คุยกับโปรแกรมเมอร์อีสาน ผู้พัฒนา ‘เตียงพร้อม’ แอปฯ หาเตียงสำหรับผู้ติดโควิด-19

สำหรับการต่อยอด ถาวรวางแผนเพิ่มฟีเจอร์การรับเรื่องให้กับผู้ที่ประสงค์จะกลับบ้าน และรวบรวมข้อมูลเรื่องศูนย์พักคอยให้คนที่จะกลับบ้านต่างจังหวัดได้รู้ เพราะเขาเห็นใจคนที่อยากกลับมารักษาตัวที่บ้าน แต่ไม่รู้ว่าจังหวัดบ้านเกิดมีมาตรการอย่างไร แต่ก็ยังไม่มีหน่วยงานไหนทำศูนย์ข้อมูลออกอย่างชัดเจน เป็นธุระที่ผู้ป่วยต้องคอยประสานกับทางจังหวัดเอง ซึ่งเป็นปัญหาที่แก้ไขได้ 

นอกจากนี้ เขากำลังวางแผนที่ทำให้แอปฯ มีเรื่องสัตว์เลี้ยงถูกทิ้ง หรือเด็กกำพร้าที่ผู้ปกครองเสียชีวิตเพราะโควิด-19 แล้วยังไม่มีใครเข้าไปดูแล โดยในทุกกระบวนการทั้งที่กำลังทำอยู่และวางแผนจะทำนั้น ตั้งใจทำเพื่ออำนวยความสะดวกให้หน่วยงานรัฐเข้ามารับช่วงต่อได้อย่างราบรื่น

Developer ลูกน้ำมูล

อีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้กบสามารถทำงานอาสาได้อย่างรวดเร็ว เขาบอกว่าอาจเพราะเขาอยู่ต่างจังหวัด ลดภาระค่าใช้จ่ายลงไปได้หลายอย่าง จนมีอิสระในการตัดสินใจมากขึ้น 

“ผมเกิดและเรียนจนจบที่อุบลราชธานี รู้สึกคุ้นเคย ไปไหนก็ง่าย ทำอะไรก็ง่าย ไม่ใช่ไม่เคยไปอยู่กรุงเทพฯ นะ หนุ่มๆ ก็อยากเข้าเมืองเหมือนกัน แต่พอไปทำงานอยู่ที่กรุงเทพฯ ได้ปีครึ่ง มันยากไปหมดสำหรับผม 

“ข้อดีแรกที่คิดออกน่าจะเป็นเรื่องอากาศ อยู่ที่นี่อากาศปลอดโปร่ง ผมว่ามันส่งผลกับการทำงานด้วยนะ ข้อสองก็อย่างเรื่องการเดินทาง ผมอยู่ที่นี่ จะไปไหนมาไหน ต่อให้ไกลสัก ยี่สิบกิโลฯ เลย ผมใช้แค่สิบนาทีเท่านั้นเอง กรุงเทพฯ ยี่สิบกิโลฯ คงครึ่งวัน ข้อสามก็คงเป็นเรื่องค่าใช้จ่ายที่ถูกมาก วันละร้อยเดียวก็อยู่ได้ คำว่าอยู่ได้คืออยู่ทั้งวัน ออกไปทำธุระ กลับบ้าน แต่ลองเป็นกรุงเทพฯ มีสองร้อยอาจจะออกได้ แต่ไม่รู้จะกลับได้หรือเปล่า”

แต่การเป็นนักพัฒนาโปรแกรมย่อมต้องทันเทคโนโลยี การเป็นนักพัฒนาโปรแกรมที่ประจำอยู่ต่างจังหวัดก็มีข้อเสียเช่นกัน ซึ่งเขามองว่าก็ต้องปรับตัวให้เข้ากับสถานที่ 

“ข้อเสียคือสังคมมันเล็ก เจอหน้ากันอยู่ไม่กี่คน ที่กรุงเทพฯ มีการแลกเปลี่ยนความรู้ เสวนา ประชุมอัปเดตกันตลอด ก็ทำให้เร็วกว่านิดหนึ่ง แต่สำหรับผม การเจอหน้ากันสำคัญกว่า ในแง่ที่ว่าผมสามารถยกโน้ตบุ๊กไปเปิดแล้วถามเขาได้เลยตรงนั้น สำหรับผมมันเข้าใจง่ายกว่า ผมเลยอาจคุ้นเคยกับแบบนี้มากกว่า”

‘วันนี้เราหวังพึ่งอะไรกับใครได้ หากไม่พึ่งพากันเอง’ คุยกับโปรแกรมเมอร์อีสาน ผู้พัฒนา ‘เตียงพร้อม’ แอปฯ หาเตียงสำหรับผู้ติดโควิด-19

จังหวัดพร้อม

ในฐานะนักพัฒนาโปรแกรมที่คร่ำหวอดอยู่ในสายอาชีพนี้มายาวนานกว่า 20 ปี วงการ Developer เมืองไทยในสายตาเขาแบ่งเป็น 2 เรื่อง หนึ่ง การเพิ่มพูนทักษะส่วนตัวของ Developer เอง และสอง การร่วมมือกันกระจายองค์ความรู้ในระดับชาติ ซึ่งในความคิดเห็นของเขานั้น ยังมีน้อยเกินไป

“เมืองไทยเรามีโปรแกรมเมอร์เยอะ ทำสตาร์ทอัพกันเยอะ เป็นเทรนด์ของรุ่นใหม่ ซึ่งก็ดีเพราะทำให้เกิดการจ้างงาน รุ่นพี่สอนรุ่นน้องไปเรื่อยๆ แต่จุดอ่อนคือเรื่องสมองไหล มือโปรหรือคนเก่งจริงๆ ไปอยู่ต่างประเทศกันเยอะ และโปรแกรมเมอร์หลายคนก็ยังอ่อนเรื่องภาษาอังกฤษ ซึ่งเรื่องนี้จำเป็นมาก 

“ส่วนเรื่องการกระจายความรู้ ก็คือพอมีอะไรก็เริ่มที่กรุงเทพฯ ก่อน ไม่ใช่เรื่องผิดหรอก แต่จริงๆ ถ้าเรามองออกไป หลายเมืองก็มีศักยภาพนะ อย่างถ้าผมอยากอัปเดตเทรนด์หรือดูพวกอุปกรณ์ใหม่ๆ ผมก็ขับรถไปขอนแก่นที่เป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีของภาคอีสาน โปรแกรมเมอร์เก่งๆ อยู่กันเยอะ เริ่มมีเสวนา มีงานประชุมอะไรกันบ้างแล้ว แต่ก็ยังอยากให้มีการสนับสนุนอย่างจริงจังขึ้นมาบ้าง หลายๆ จังหวัดพร้อมแล้ว 

“อีกเรื่องของโปรแกรมเมอร์ คือการคิดให้ต่าง คิดนอกกรอบให้ได้ อย่าไปคิดว่าคำพวกนี้มันของครีเอทีฟหรือคนทำงานศิลปะ มันควรเป็นของโปรแกรมเมอร์ด้วย ผมเคยไปดูงานของนักศึกษาที่จบคณะหรือภาควิชาคล้ายๆ กับผม ดูกี่ที กี่รุ่น ก็ทำหุ่นยนต์เดินตามเส้น เหมือนกับตอนที่ผมจบมาตั้งนานแล้ว ไม่ค่อยกล้าคิดให้แหวกแนวออกมา น่าเสียดายนะ น่าจะคิดให้ต่างจากที่เคยเป็นมา”

‘วันนี้เราหวังพึ่งอะไรกับใครได้ หากไม่พึ่งพากันเอง’ คุยกับโปรแกรมเมอร์อีสาน ผู้พัฒนา ‘เตียงพร้อม’ แอปฯ หาเตียงสำหรับผู้ติดโควิด-19
‘วันนี้เราหวังพึ่งอะไรกับใครได้ หากไม่พึ่งพากันเอง’ คุยกับโปรแกรมเมอร์อีสาน ผู้พัฒนา ‘เตียงพร้อม’ แอปฯ หาเตียงสำหรับผู้ติดโควิด-19

คุณค่าในงาน

งาน Developer คือการเสกสิ่งอำนวยความสะดวกให้กับมนุษย์จากอากาศด้วยการเขียน Code ซึ่งกบบอกว่า เป็นสิ่งที่ทำให้ Developer หลายคนเน้นไปที่ผลลัพธ์การทำงานของแอปฯ หรือเว็บไซต์ที่ตัวเองพัฒนา โดยมองข้ามมิติเชิงสังคมและสิ่งที่ผลงานของพวกเขาจะสร้างผลกระทบต่อมา

“นอกจากการนั่งเขียนโค้ดแล้ว Developer ต้องคิดถึงคน คิดถึงชุมชน อย่าง
แอปฯ ใหญ่ที่เขาให้คนขับรถส่งอาหารน่ะ อาจจะเห็นว่ามีคนที่ได้ประโยชน์แค่เจ้าของ แต่จริงๆ แล้วในนั้นมันก็มีคนตัวเล็กตัวน้อยที่ได้ประโยชน์ เกิดการจ้างงาน ร้านค้ารายย่อยลืมตาอ้าปากได้ เด็กหนุ่มๆ ก็มีงานเสริมทำ ให้พวกเขาเห็นว่า สิ่งที่พวกเขากำลังมีส่วนร่วม ไม่ได้มีแค่ตัวโปรแกรมอย่างเดียว แต่มันส่งผลกระทบต่อชีวิตคนและสังคมอย่างไร”

ในทุกกระบวนการคิด เขาตั้งใจจะส่งสารถึงหน่วยงานรัฐและกลุ่มองค์กรที่เกี่ยวข้องให้ทำงานร่วมกันอย่างเป็นเอกภาพ โดยนอกจากสิ่งที่เขาได้เรียกร้องกับหน่วยงานรัฐในเรื่องความพร้อมของเตียงผู้ป่วยข้างต้นแล้ว เขายังรู้สึกว่ามีอีกหลายองค์กรที่สามารถลงมือทำอะไรสักอย่างได้

“ผมคนเดียวก็ทำได้แค่นี้ แต่ถ้ามีหน่วยงานคอยประสาน ผมว่าโปรแกรมเมอร์ไทยเก่งๆ เยอะ เราน่าจะทำอะไรได้อีกมาก”

‘วันนี้เราหวังพึ่งอะไรกับใครได้ หากไม่พึ่งพากันเอง’ คุยกับโปรแกรมเมอร์อีสาน ผู้พัฒนา ‘เตียงพร้อม’ แอปฯ หาเตียงสำหรับผู้ติดโควิด-19

พร้อมไปต่อ

กบสรุปใจความได้ว่า เขาไม่แน่ใจนักว่าแอปฯ นี้จะสร้างผลกระทบอะไรได้บ้าง เพราะแค่การช่วยเหลือประจำวันก็เป็นเรื่องหนักหนาแล้วสำหรับเขา เขาเน้นย้ำประเด็นที่อยากให้หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องเข้ามาช่วยประสาน และอำนวยความสะดวกเวลาติดต่อขอข้อมูลให้มากขึ้น 

สำหรับในอนาคตที่มองไว้ เขาได้เริ่มลงมือกำลังพัฒนาส่วนต่อไปแล้ว นั่นคือการติดตามผู้ป่วยที่ได้เตียงไปว่ารักษาตัวเสร็จเรียบร้อยดีหรือไม่ ได้ออกจากโรงพยาบาลแล้วหรือยัง เพื่อเก็บข้อมูลผลกระทบหลังจากติดเชื้อ เนื่องจากมีหลายกรณีที่ผู้เชื้อต้องตกงาน เป็นผู้ป่วยเรื้อรั้ง อย่างที่เรียกกันว่า Long COVID-19

“ผมตั้งใจจะพัฒนาอีกส่วนให้เป็นศูนย์รวมผู้ที่ได้ผลกระทบจากโรคระบาด เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เอาข้อมูลไปดำเนินการต่อ จริงๆ ก่อนมาคุยกัน ผมก็พึ่งคุยกับเคสล่าสุดคือไม่มียา แต่ยังไม่รู้จะช่วยอะไรได้บ้าง เพราะมันอันตราย แล้วยาก็ยังไม่พอใช่ไหมตอนนี้ ต้องเขียนแอปฯ ‘ยาพร้อม’ อีกหรือเปล่า”

ตลอดบทสนทนากับกบ มีแต่คำหยอกล้อและเสียงหัวเราะ ซึ่งผิดจากที่คาดในตอนแรก เนื่องจากเรากลัวว่าจะรบกวนตารางเวลาทำงานที่แน่นหนาของเขา และนึกภาพเอาไว้ในใจว่า Developer ที่ลุกขึ้นมาเขียนแอปฯ สเกลใหญ่ขนาดนี้ด้วยตัวเอง อาจจะมีแต่ความจริงจังและเต็มไปด้วยความไม่พอใจเป็นที่ตั้ง

เมื่อถึงเวลากล่าวขอบคุณและบอกลากบ ซึ่งขอตัวไปคุยกับเคสหายาที่เขาพูดถึง เขาถึงกับเปลี่ยนเวลาการสัมภาษณ์ครั้งนี้ในแทบจะวินาทีสุดท้าย เพื่อประสานเบื้องต้นให้ผู้เดือดร้อนก่อน 

หรือนี่อาจจะเป็นวิธีการเตรียมใจให้พร้อมของคนที่ใช้แรงใจของตัวเอง ต่อสู้กับความไม่พร้อมหลายๆ อย่างที่กำลังเกิดขึ้นกับบ้านเราในตอนนี้

‘วันนี้เราหวังพึ่งอะไรกับใครได้ หากไม่พึ่งพากันเอง’ คุยกับโปรแกรมเมอร์อีสาน ผู้พัฒนา ‘เตียงพร้อม’ แอปฯ หาเตียงสำหรับผู้ติดโควิด-19

Writer

นรินทร์ จีนเชื่อม

จบรัฐศาสตร์ ชอบอ่านวรรณกรรมคลาสสิค หลงใหลการโต้เถียงแบบมีอารยะ กินกาแฟดำเหมือนนักเขียนรุ่นใหญ่ แต่ใจจริงชอบแฟรบปูชิโน่คาราเมลเพิ่มไซรัป

Photographer

วิรัตน์ รุ่งเรืองมีทรัพย์

ช่างภาพเบื้องหลังที่สนใจทุกอย่างที่มีเรื่องราวของแสง เหมือนกับรสชาติของกาแฟ

Little Big People

เรื่องราวของเหล่าคนตัวเล็กผู้มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น

11 พฤศจิกายน 2565
5 K

หากใครชอบดูหนังฝรั่ง คงเคยเห็นฉากที่พระเอกยืนอยู่ในห้องเก็บไวน์ที่มีไวน์หลายร้อยชนิด แต่ละขวดจะมีปีที่ผลิตเขียนอยู่ ยิ่งเก่ายิ่งมีมูลค่า

ลองจินตนาการถึงฉากห้องเก็บไวน์แบบนั้น แต่เปลี่ยนไวน์เป็นน้ำผึ้ง และเปลี่ยนสถานที่จากโลกตะวันตกเป็นบ้านสวนเกษตรอินทรีย์ ที่อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ ประเทศไทย

เบนซ์-วุฒิชัย อินทร์ประยงค์ คือเจ้าของห้องนั้น เขาคือนักสะสมน้ำผึ้งหนึ่งในไม่กี่คนของเมืองไทยที่มีน้ำผึ้งไม่ต่ำกว่า 130 รสชาติ ทั้งหมดเป็นน้ำผึ้งป่าที่รับมาจากชุมชนต่าง ๆ ทั่วประเทศ รวมถึงน้ำหวานจากชันโรง และเขานำเสนอน้ำผึ้งสุดพิเศษเหล่านั้นให้ผู้คนรู้จักในแบรนด์ ‘บำรุงสุขฟาร์ม’

“หัวใจหลักของแบรนด์เราคือ อยากให้คนไทยได้กินน้ำผึ้งดี ๆ ที่ไม่ใช่แค่น้ำผึ้งดอกลำไย จุดเด่นของเราคือความหลากหลายเยอะ ลูกค้าอยากได้รสประมาณไหน เราจะสอนให้เขาชิม เวลาไปออกบูท ลูกค้าเลือกชิมได้ทุกตัว ไม่ซื้อไม่ว่า บางคนก็มานั่งคุยเป็นชั่วโมง บางงานเรามีจัดเวิร์กชอปสอนชิมน้ำผึ้งด้วย เราอยากให้คนไทยมีโอกาสเรียนรู้น้ำผึ้งไทยดี ๆ และเรียนรู้มิติอื่น ๆ ของน้ำผึ้งนอกจากแค่ความหวานกับหอม”

มิติอื่น ๆ ของน้ำผึ้งมีอะไรบ้าง ความหลากหลายของน้ำผึ้งไทยมีมากขนาดไหน น้ำผึ้งแต่ละชนิดต่างกันอย่างไร และอะไรทำให้เขามาสนใจน้ำผึ้ง ไปฟังเขาเล่ากันเลย

บำรุงสุขฟาร์ม ผู้เปิดจักรวาลน้ำผึ้งป่าให้รู้ว่าเมืองไทยมีน้ำผึ้งกว่า 130 รสชาติ

ลองลิ้มชิมรส

“น้ำผึ้งที่ดีในความหมายของผมมีอยู่ 2 ประเด็นหลัก ๆ คือ เป็นน้ำผึ้งแท้ ไม่มีสิ่งเจือปน และมีมิติที่ซับซ้อน น้ำผึ้งที่ดีจะมี 4 มิติ โดยมีความหวานเป็นวงกลมตรงกลาง ซ้อนมาคือความเปรี้ยว ความหอม และความขม แต่ละชนิดก็จะมีระดับของแต่ละมิติไม่เท่ากัน”

เบนซ์เริ่มต้นเล่าถึงการแยกแยะรสชาติน้ำผึ้ง โดยอธิบายว่า ปัจจัยที่ส่งผลต่อรสชาติมีอยู่หลายอย่างด้วยกัน อย่างแรกคือชนิดของผึ้ง ซึ่งแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มหลัก ๆ คือผึ้งและชันโรง โดยในกลุ่มของผึ้งก็มีหลายชนิด เช่น ผึ้งหลวง ผึ้งโพรง ผึ้งมิ้ม ส่วนชันโรงก็มีหลากหลายเช่นกัน ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยมีชันโรงที่ได้รับการจำแนกทั้งหมด 35 ชนิด

“น้ำหวานจากชันโรงบางชนิดมีรสคล้ายน้ำผึ้ง เช่น พันธุ์ขนเงิน ถ้วยดำ บางชนิดก็จะออกไปทางน้ำส้ม เช่น อุ้งหมี อีตาม่า ส่วนชันโรงดินจะมีความเป็นยาสูง พวกนี้อาศัยในโพรงดิน ซึ่งชันโรงแต่ละชนิดกินอาหารต่างกัน ทำให้รสชาติน้ำหวานก็ต่างกัน”

บำรุงสุขฟาร์ม ผู้เปิดจักรวาลน้ำผึ้งป่าให้รู้ว่าเมืองไทยมีน้ำผึ้งกว่า 130 รสชาติ

ปัจจัยต่อมาที่ส่งผลต่อรสชาติก็คือแหล่งที่มาของน้ำผึ้ง สำหรับน้ำผึ้งป่านั้น แม้จะมาจากจังหวัดเดียวกันแต่ต่างอำเภอ รสชาติก็ไม่เหมือนกันแล้ว

“แค่ป่าเดียวกันก็มีหลายรส แต่รวม ๆ ก็บอกได้ว่าป่าโซนนี้รสจะเป็นแบบนี้ น้ำผึ้งทางเหนือจะหอมชัด หวานแน่นอน บางที่อาจมีติดเปรี้ยวและขมบ้าง ส่วนทางใต้มักติดเปรี้ยวและมีกลิ่นเฉพาะ ซึ่งเป็นกลิ่นเอกลักษณ์ของพื้นที่ เช่น ป่าพรุก็อาจมีติดกลิ่นทะเล”

แน่นอนว่าชนิดดอกไม้ที่ผึ้งไปตอมย่อมมีผล ดอกไม้ที่หลากหลายก็ส่งผลต่อความซับซ้อนของรสชาติและคุณค่าทางอาหาร แต่ในบางพื้นที่ก็มีดอกไม้ที่เป็นจุดเด่นเฉพาะ เช่น น้ำผึ้งดอกเสม็ดขาวของป่าภาคใต้ น้ำผึ้งดอกเถาวัลย์ของอำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก หรือน้ำผึ้งจากสวนลิ้นจี่พันธุ์ค่อมของอัมพวา

ปัจจัยต่อมาที่หลายคนอาจไม่เคยรู้ก็คืออายุของน้ำผึ้ง น้ำผึ้งขวดเดียวกัน ถ้าเราชิมปีนี้กับชิมปีหน้า รสชาติก็ต่างกัน ยิ่งเก็บนานยิ่งมีราคา น้ำผึ้งที่อายุเกิน 5 ปี เขาจะคิดค่าเก็บปีละ 100 บาท โดยน้ำผึ้งที่เก่าที่สุดที่เขามีในปัจจุบันคือน้ำผึ้งของ พ.ศ. 2542 รองลงมาคือน้ำผึ้งอายุ 10 ปีจากอำเภอท่าสองยาง จังหวัดตาก ซึ่งเขาบอกว่าตัวนี้อร่อยมาก

“น้ำผึ้งคล้ายกับไวน์ตรงการบ่ม ไวน์ที่บ่มนานจะมีรสฝาดจากสารแทนนินในถังไม้โอ๊ก ส่วนน้ำผึ้งเป็นการบ่มอีกแบบ เพราะผึ้งเก็บน้ำหวานไว้ในกระเพาะ ซึ่งในนั้นมียางไม้ที่มีสารแทนนินเช่นกัน ทำให้มีพรีไบโอติกสูง โบราณบอกว่าน้ำผึ้งเก่าเป็นยา ส่วนใหญ่ลูกค้าจีนกับอินเดียจะชอบ”

บำรุงสุขฟาร์ม ผู้เปิดจักรวาลน้ำผึ้งป่าให้รู้ว่าเมืองไทยมีน้ำผึ้งกว่า 130 รสชาติ

ปัจจัยสุดท้ายที่ส่งผลต่อน้ำผึ้งก็คือสภาพภูมิอากาศในปีนั้น ไม่ว่าจะเป็นอุณหภูมิ ปริมาณฝน รวมถึงความชื้นในอากาศ ซึ่งส่งผลต่อชนิดของดอกไม้ที่บานด้วย ทำให้น้ำผึ้งจากป่าเดียวกัน ตำแหน่งเดียวกัน รสชาติก็ไม่เคยซ้ำในแต่ละปี และนั่นก็นำมาสู่ปัญหาที่ว่า สภาวะโลกรวนในปัจจุบันทำให้ผึ้งอยู่ในสถานการณ์น่าเป็นห่วง ไม่ใช่แค่ในแง่คุณภาพน้ำผึ้งเท่านั้น แต่รวมถึงการอยู่รอดของพวกมันด้วย เพราะถ้าหากอุณหภูมิสูงเกินถึงจุดหนึ่ง ผึ้งบางชนิดอาจตายยกรัง และถ้าผึ้งหายไป ผู้ผสมเกสรดอกไม้ก็จะหายไปด้วย

“อย่างปีนี้ เดือนมีนาคมฝนเยอะผิดปกติ ความชื้นสูง น้ำผึ้งปีนี้เลยรสชาติไม่ค่อยหลากหลาย แต่ละตัวรสชาติใกล้เคียงกันหมด แล้วบางพื้นที่ชาวบ้านก็บอกผึ้งไม่ค่อยเข้า คือไม่มาทำรังในพื้นที่ ล่าสุดจ่ายไป 90,000 บาท แต่ได้มาแค่ 5 รส”

สำหรับน้ำผึ้งบางล็อตที่เมื่อเขาชิมแล้วรู้สึกว่าคุณภาพไม่ถึงมาตรฐานที่ตั้งไว้ ก็จะแปรรูปเป็นน้ำผึ้งหมักผลไม้ ซึ่งเขาเรียกว่า ‘ไทยฮันนี่โซดา’ คล้าย ๆ อิตาเลียนโซดาเวอร์ชันไทยที่นำมาชงเป็นเครื่องดื่มได้ ซึ่งเขาจะเลือกใช้ผลไม้ไทยทั้งหมด เช่น มะแปม ผลไม้ภาคตะวันออกที่ไม่ค่อยมีใครรู้จัก ไปจนถึงขิง บ๊วย กล้วย กุหลาบ ซึ่งเมื่อน้ำผึ้งมาผสมกับพืชเหล่านี้ ก็จะได้รสชาติและกลิ่นที่แปลกใหม่ ร้านกาแฟหลายแห่งที่เป็นลูกค้าประจำของเขาก็นำน้ำผึ้งเหล่านี้มาชงกาแฟ

บำรุงสุขฟาร์ม ผู้เปิดจักรวาลน้ำผึ้งป่าให้รู้ว่าเมืองไทยมีน้ำผึ้งกว่า 130 รสชาติ
บำรุงสุขฟาร์ม ผู้เปิดจักรวาลน้ำผึ้งป่าให้รู้ว่าเมืองไทยมีน้ำผึ้งกว่า 130 รสชาติ
บำรุงสุขฟาร์ม ผู้เปิดจักรวาลน้ำผึ้งป่าให้รู้ว่าเมืองไทยมีน้ำผึ้งกว่า 130 รสชาติ

“น้ำผึ้งมีทั้งเปรี้ยว หอม หวาน ขม บางชนิดออกแนวฟรุตตี้ บางชนิดรสหนักแน่น ไปใส่กาแฟคั่วอ่อนคั่วกลางแล้วจะกลายเป็นรสชาติอีกแบบ มันอร่อยขึ้น พิเศษขึ้น แต่ต้องชงกับกาแฟอุ่น ไม่ใช่กาแฟร้อน ไม่งั้นจุลินทรีย์ดี ๆ ในน้ำผึ้งจะตาย”

ตลอดการคุยกัน เขาเน้นย้ำเรื่องความหลากหลายของรสชาติมาก นั่นคือจุดเด่นสำคัญที่ทำให้น้ำผึ้งป่าต่างกับน้ำผึ้งฟาร์ม

“น้ำผึ้งฟาร์มมี 2 แบบ คือเลี้ยงแบบปล่อยให้หากินละแวกบ้านกับแบบอุตสาหกรรม ซึ่งแบบหลังนี้เราไม่ค่อยชอบเพราะมีแค่ 2 มิติ คือหวานกับหอม เขาเลี้ยงด้วยไซรัปหรือน้ำตาลทรายขาวละลายน้ำ เคยคุยกับเพื่อนที่ทำงานในแล็บที่ตรวจน้ำผึ้งเวลาขอ อย. เขาบอกว่าน้ำผึ้งอุตสาหกรรมมีโมเลกุลน้ำตาลสังเคราะห์อยู่ ลองสังเกตว่าพวกน้ำผึ้งอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะยี่ห้อไหนก็รสชาติเหมือนกันหมด จะซื้อปีไหนก็ได้รสเดียวกัน ต่างจากของเราที่แต่ละล็อตหมดแล้วหมดเลย คือกินแบบนับถอยหลัง”

ความเป็นสินค้าที่มีจำนวนจำกัดของน้ำผึ้งป่านี้ก็คือสิ่งที่ช่วยเพิ่มมูลค่า เพราะต่อให้อยากได้รสนี้อีก ก็ไม่มีอะไรการันตีว่าปีหน้าจะได้เหมือนเดิม ซึ่งจุดเด่นนี้ก็ถูกส่งต่อไปยังร้านกาแฟที่สั่งซื้อน้ำผึ้งจากเขา เพราะกาแฟที่ชงด้วยน้ำผึ้งล็อตนี้ จะชงได้จำนวนแก้วที่จำกัด หมดแล้วหมดเลย

“เราทำเรื่องความยั่งยืนทางอาหารด้วย เราเชื่อว่าการกินอาหารที่หลากหลายมันดี น้ำผึ้งแต่ละรสก็เหมาะกับอาหารที่ต่างกัน ใส่สลัดใช้รสหนึ่ง ชงกับเครื่องดื่มใช้อีกรสหนึ่ง กินกับผลไม้ก็ใช้อีกรสหนึ่ง นี่คือเอกลักษณ์ที่หาที่ไหนไม่ได้”

บำรุงสุขฟาร์ม ผู้เปิดจักรวาลน้ำผึ้งป่าให้รู้ว่าเมืองไทยมีน้ำผึ้งกว่า 130 รสชาติ

น้ำผึ้งหยดแรก

“เคยมีลูกค้าคนหนึ่งเคยทานน้ำผึ้งมานูกาที่ขึ้นชื่อว่าเป็นเบอร์หนึ่งของโลก ขวดละ 3,000 บาท แต่มาต่อราคาน้ำผึ้งไทยขวดละ 300 บาท เราก็คิดว่าทำไมน้ำผึ้งไทยจะสู้ไม่ได้ เราอยู่เขตร้อน ความหลากหลายทางอาหารเราก็เยอะ”

เบนซ์เล่าถึงเหตุการณ์หนึ่งที่ยืนยันว่าคนไทยยังไม่ค่อยรู้จักน้ำผึ้งไทย และนั่นก็คือเหตุผลที่เขาอยากมาทำหน้าที่นำเสนอคุณค่าของน้ำผึ้งไทยให้คนทั่วไปรู้จัก

“เคยมีดอกเตอร์ที่ทำวิจัยเรื่องนี้บอกว่า น้ำผึ้งหลวงของไทยมีคุณค่าทางอาหารเทียบเท่ากับน้ำผึ้งมานูกาเลย แล้วตัวที่มีคุณค่าทางอาหารมากยิ่งกว่าคือน้ำหวานจากชันโรง เพียงแต่น้ำผึ้งไทยไม่มีใครมานำเสนอว่าของเราดี คนก็เลยไปฟังแต่ฝรั่ง”

ก่อนที่จะมาทำเรื่องน้ำผึ้ง เบนซ์คือหนึ่งในคนที่ทำงานด้านความยั่งยืนทางอาหาร ทั้งเป็นศูนย์เรียนรู้เกษตรอินทรีย์ สอนเรื่องระบบนิเวศในแปลงเกษตร การทำปุ๋ยหมักจุลินทรีย์ ไปจนถึงทำวิสาหกิจชุมชน หนึ่งในนั้นก็คือการขายผลิตภัณฑ์จักสาน ซึ่งวันหนึ่งเขากับเพื่อนวางแผนกันว่าจะทำกระเช้าปีใหม่ขาย จึงสั่งน้ำผึ้งจากชุมชนมาจำนวนมาก แต่ด้วยปัญหาที่ไม่คาดคิดบางอย่างทำให้โปรเจกต์นั้นล่มไป จึงมีน้ำผึ้งค้างสต็อกอยู่จำนวนมาก

บำรุงสุขฟาร์ม ผู้เปิดจักรวาลน้ำผึ้งป่าให้รู้ว่าเมืองไทยมีน้ำผึ้งกว่า 130 รสชาติ

“ประกอบกับช่วงนั้นเครื่องจักสานขายไม่ค่อยดีด้วยเพราะคนเลิกฮิต เราก็มาคิดว่าจะทำอะไรที่มันยั่งยืน เสียหายยาก และเราอยากทำ ซึ่งเราสนใจเรื่องปัจจัยสี่อยู่แล้ว ก็เลยนึกถึงเรื่องเกลือกับน้ำผึ้ง เรื่องเกลือน่าสนุกเพราะในไทยมีสายเกลือเยอะ แต่มันสร้างมูลค่าเพิ่มยาก เราก็เลยมาทำเรื่องน้ำผึ้ง”

จากจุดเริ่มต้นที่มีเพียงแค่ 8 รสชาติ เขาเริ่มออกบูทตามงานต่าง ๆ และค่อย ๆ เรียนรู้ศาสตร์ของน้ำผึ้ง หัดชิม หัดแยกรส สังเกตสี กลิ่น ลักษณะน้ำผึ้งแบบต่าง ๆ จนถอดรหัสได้ว่า แบบไหนคือแท้ แบบไหนคือปลอม ซึ่งบางครั้งแค่ดมกลิ่นก็บอกได้แล้ว และเมื่อเข้าสู่ปีที่สอง เขาก็มีน้ำผึ้งมาขายเพิ่มเป็น 16 รสชาติ ปีที่สาม 37 รสชาติ จนกระทั่งปัจจุบันซึ่งเป็นปีที่หก น้ำผึ้งในแบรนด์บำรุงสุขฟาร์มมีอยู่ทั้งหมดกว่า 130 รสชาติ

“เราเองก็เริ่มต้นจากที่ไม่รู้อะไร ช่วงแรก ๆ ซื้อผิดซื้อถูก เสียเงินเป็นหมื่น ๆ แล้วพบว่าปลอม น้ำผึ้งล็อตนั้นก็ต้องไปอยู่ในถังหมักจุลินทรีย์เป็นปุ๋ยต้นไม้”

บำรุงสุขฟาร์ม ขายน้ำผึ้งเหมือนไวน์ มีน้ำผึ้ง 20 กว่าปี กว่า 130 รสชาติ ไม่มีหน้าร้าน ไม่ขายออนไลน์ แต่ลูกค้าเพียบ

ทุกวันนี้ เวลาซื้อน้ำผึ้งจากชุมชน เขาจะสุ่มชิมอย่างน้อยลังละ 5 ขวด เพื่อให้แน่ใจว่าเป็นน้ำผึ้งคุณภาพดี บางครั้งชิมแล้วรู้ว่าเป็นน้ำผึ้งปลอมก็ต้องนำไปคืน และบอกผู้ขายไปตามตรงว่านี่ปลอม และถามว่ารับมาจากไหน ตีเองหรือเปล่า ถ้าไม่เชื่อมาลองทดสอบด้วยกันได้นะ ที่บ้านมีตัวอย่างมากมายให้เปรียบเทียบ

“เราเชื่อว่าซื่อกินไม่หมด คดกินไม่นาน เพราะเราเองก็ไม่ได้ขายถูก ลูกค้าซื้อแล้วต้องเชื่อมั่นในเรา”

ความไม่เหมือนใครอีกอย่างของน้ำผึ้งแบรนด์นี้ก็คือการไม่ขายออนไลน์ ยกเว้นลูกค้าเก่าที่สั่งซื้อประจำและรู้จักน้ำผึ้งที่ต้องการดีอยู่แล้ว แต่สำหรับลูกค้าหน้าใหม่จะซื้อได้ตามงานออกบูทเท่านั้น

“เหตุผลคือเราต้องสอนให้ลูกค้าชิมด้วย คือถ้าไม่รู้จักกันแล้วมาบอกว่าอยากได้น้ำผึ้งดี ๆ สักขวด ผมหันกลับไปมีอยู่ 50 กว่ารส ผมไม่รู้ว่าพี่ชอบรสไหน สไตล์การขายเราจะไม่มองที่ตัวเงิน แต่เรามองเรื่องความประทับใจ”

บำรุงสุขฟาร์ม ขายน้ำผึ้งเหมือนไวน์ มีน้ำผึ้ง 20 กว่าปี กว่า 130 รสชาติ ไม่มีหน้าร้าน ไม่ขายออนไลน์ แต่ลูกค้าเพียบ
บำรุงสุขฟาร์ม ขายน้ำผึ้งเหมือนไวน์ มีน้ำผึ้ง 20 กว่าปี กว่า 130 รสชาติ ไม่มีหน้าร้าน ไม่ขายออนไลน์ แต่ลูกค้าเพียบ

และนั่นก็อาจเป็นหนึ่งในเหตุผลให้แบรนด์เล็ก ๆ ที่ไม่ค่อยประชาสัมพันธ์ตัวเองในโลกออนไลน์นี้ ถูกเล่าขานปากต่อปาก จนมีลูกค้าประจำติดใจจำนวนมาก มีทั้งเชฟ เจ้าของร้านกาแฟ และลูกค้าบางคนก็กลายมาเป็นนักสะสมน้ำผึ้งตามเขา

“เวลาไปออกบูทก็เจอกับคนที่หลากหลาย ลูกค้าบางคนเดินเข้ามาเหมือนจะมาลองของ ไหนดียังไง มาลองชิมสิ เราก็เลยให้ลองชิมน้ำผึ้งป่าชายเลนที่เขาไม่เคยได้กลิ่นแน่นอน หรือน้ำผึ้งขม จากเสียงแข็ง ๆ ก็เสียงอ่อนลง และคุยกันนาน จนสุดท้ายซื้อกลับไปหลายขวด หรือบางคนก็มาขอบคุณเราที่หาข้อมูลน้ำผึ้งดี ๆ ให้เขาได้รู้จัก”

บำรุงสุขฟาร์ม ขายน้ำผึ้งเหมือนไวน์ มีน้ำผึ้ง 20 กว่าปี กว่า 130 รสชาติ ไม่มีหน้าร้าน ไม่ขายออนไลน์ แต่ลูกค้าเพียบ

น้ำผึ้งดีไม่ได้มีแค่เดือนห้า

เดือนห้าหรือเดือนเมษายนตามการนับแบบไทย คือเดือนที่มีความชื้นต่ำและเป็นช่วงที่มีดอกไม้หลากสีสันบานมากที่สุดในรอบปี เพราะเมื่อต้นไม้ผ่านช่วงแล้งมานาน และได้รับฝนแรกจากพายุฤดูร้อนปลายเดือนมีนาคม ต้นไม้หลายชนิดก็เริ่มผลิดอก น้ำผึ้งป่าที่เก็บในเดือนนี้จึงมาจากดอกไม้หลากหลายและมีคุณค่าทางอาหารสูง

“คำโบราณบอกว่า น้ำผึ้งที่จะมาเข้ายา ต้องเป็นน้ำผึ้งเดือนห้าจากเกสรร้อยแปด คือจากดอกไม้หลากชนิด นี่คือความพิเศษของเดือนห้า แต่ก็ไม่ใช่ว่าน้ำผึ้งเดือนอื่นไม่ดี จริง ๆ แล้ว น้ำผึ้งดีทุกเดือน เพียงแต่เดือนอื่น ๆ เขาไม่ค่อยตีผึ้งกัน เพราะพอเข้าฤดูฝน ชาวบ้านก็เริ่มทำไร่ไถนา เป็นช่วงเวลาของการเกษตร พอเข้าหน้าหนาวก็ถึงฤดูเก็บเกี่ยว กว่าที่เขาจะเริ่มตีผึ้งก็ช่วงหน้าแล้ง”

หนุ่มนักสะสมน้ำผึ้งเล่าถึงเหตุผลที่น้ำผึ้งที่ขายกันส่วนใหญ่มีเพียงน้ำผึ้งเดือนห้า จนกระทั่งคำนี้กลายเป็นคำโฆษณาทางการตลาด

บำรุงสุขฟาร์ม ขายน้ำผึ้งเหมือนไวน์ มีน้ำผึ้ง 20 กว่าปี กว่า 130 รสชาติ ไม่มีหน้าร้าน ไม่ขายออนไลน์ แต่ลูกค้าเพียบ

“อย่างช่วงเดือนหก เดือนเจ็ด จะมีน้ำผึ้งดอกบอระเพ็ด ดอกเถาวัลย์ ซึ่งมีรสขม เราอยากได้แต่ชาวบ้านไม่ค่อยตีให้ พอถึงเดือนเจ็ด เดือนแปด ก็จะมีน้ำผึ้งจากทางใต้ เพราะเป็นช่วงที่ต้นเสม็ดขาวออกดอก พอถึงเดือนเก้า เดือนสิบ ก็จะเป็นดอกส้มโอ ดอกผลไม้ ถึงความชื้นสูงแต่ก็อร่อย”

นอกจากนั้น เขาเล่าว่ายังมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับน้ำผึ้งอีกหลายอย่าง เช่น หลายคนคิดว่าน้ำผึ้งที่ดีจะต้องหนืด ไม่มีฟอง และไม่ตกตะกอน แต่ในความเป็นจริงแล้ว น้ำผึ้งที่ดีอาจไม่ต้องหนืดก็ได้ มีฟองได้ ตกตะกอนได้ แต่ทั้งนี้ก็ต้องมาดูอีกว่าตกตะกอนแบบไหนคือน้ำผึ้งแท้ แบบไหนคือน้ำผึ้งปลอม

“พวกการตรวจน้ำผึ้งปลอมด้วยการจุดไม้ขีดไฟ หรือการหยดน้ำลงไปแบบที่เห็นกันในยูทูบ จริง ๆ แล้วมันใช้ไม่ได้ มันต้องใช้ประสบการณ์ในการแยกแยะ”

ส่วนข้อมูลที่บางคนอาจเคยได้ยินว่า น้ำผึ้งเป็นอาหารที่ไม่มีวันหมดอายุ เขาก็บอกว่าเป็นเรื่องจริง พร้อมเล่าเกร็ดความรู้ให้เราฟังว่า น้ำผึ้งที่เก่าแก่ที่สุดที่มีการค้นพบก็คือในสมัยอียิปต์ที่ขุดพบในพีระมิด มีอายุ 3,000 ปี และยังกินได้

“คำโบราณบอกว่าน้ำผึ้งเก่าเป็นยา ที่ต่างประเทศน้ำผึ้งเก่าราคากิโลละเป็นแสน แต่ก็มีข้อมูลจากงานวิจัยที่บอกว่า น้ำผึ้งที่เก็บนานจะมีคุณค่าทางสารอาหารลดลง ซึ่งเราคิดว่าน่าจะเป็นเพราะงานวิจัยนั้นใช้น้ำผึ้งฟาร์ม ซึ่งเลี้ยงด้วยไซรัป คุณค่าเลยเสื่อมไปตามกาลเวลา ไม่เหมือนน้ำผึ้งจากดอกไม้จากธรรมชาติ”

บำรุงสุขฟาร์ม ขายน้ำผึ้งเหมือนไวน์ มีน้ำผึ้ง 20 กว่าปี กว่า 130 รสชาติ ไม่มีหน้าร้าน ไม่ขายออนไลน์ แต่ลูกค้าเพียบ
บำรุงสุขฟาร์ม ขายน้ำผึ้งเหมือนไวน์ มีน้ำผึ้ง 20 กว่าปี กว่า 130 รสชาติ ไม่มีหน้าร้าน ไม่ขายออนไลน์ แต่ลูกค้าเพียบ

เมื่อถามว่าการเก็บน้ำผึ้งป่าถือเป็นการรบกวนสิ่งแวดล้อมและผึ้งหรือไม่ เขาก็มองว่าไม่ได้เป็นการรบกวนขนาดนั้น เพราะชาวบ้านที่ตีผึ้งในแต่ละชุมชนจะมีฤดูตีผึ้งและไม่ได้ตีทั้งปี และตามธรรมชาติ ผึ้งก็มีการย้ายรังอยู่แล้วหลังจากอาหารในที่หนึ่งหมด แต่ถ้าเป็นน้ำหวานจากชันโรงจะต่างออกไป เพราะชันโรงบางชนิดทำรังในโพรงไม้ ถ้าจะเก็บรังก็ต้องโค่นต้นไม้ซึ่งไม่คุ้ม ทำให้น้ำหวานจากชันโรงส่วนใหญ่มาจากรังเลี้ยงมากกว่า ซึ่งเขาเองก็เลี้ยงชันโรงเช่นกัน และเล่าให้ฟังว่าต้นพริกขี้หนูสวนของเขาสูงถึง 2 เมตร จากปุ๋ยหมักน้ำผึ้ง และเก็บพริกได้เป็นพันเม็ดจากผลงานการผสมเกสรของชันโรง

“เราไม่ได้เชียร์ว่าน้ำผึ้งเราดีที่สุด ขึ้นกับว่าคุณไปใช้กับอะไร ถ้าบางชนิดเหมาะชงกาแฟ บางชนิดก็เหมาะกับกินกับขนมปัง กินกับอโวคาโด แต่ถ้าคุณเป็นเบาหวานก็ไม่ควรกินเยอะ หรือถ้าแพ้เกสรก็กินไม่ได้”

บำรุงสุขฟาร์ม ขายน้ำผึ้งเหมือนไวน์ มีน้ำผึ้ง 20 กว่าปี กว่า 130 รสชาติ ไม่มีหน้าร้าน ไม่ขายออนไลน์ แต่ลูกค้าเพียบ

Facebook | BUM RUNG SUUK artisan natural honey

Writer

เมธิรา เกษมสันต์

นักเขียนอิสระ เจ้าของเพจ ‘Nature Toon การ์ตูนสื่อความหมายธรรมชาติ’ สนใจเรื่องธรรมชาติ ระบบนิเวศ สรรพสัตว์ โลกใต้ทะเล และการใช้ชีวิตแบบเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีผลงานหนังสือแล้ว 2 ชุด คือ ‘สายใยที่มองไม่เห็น’ และ ‘สายใยใต้สมุทร’

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load