ทุกวันนี้ ภาวะวิกฤตโควิด-19 ที่มีตัวเลขผู้ติดเชื้อสูงขึ้นเรื่อยๆ คงทำให้หลายคนจิตตกและไม่มีกะจิตกะใจอยากทำอะไร เพราะไม่ใช่ทุกคนจะมีกำลังหรือทรัพยากรมากพอที่จะลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงอะไรได้ง่ายๆ ด้วยตัวเอง แต่สิ่งที่ชายคนหนึ่งได้ทำหลังจากดูข่าวความยากลำบากที่เกิดขึ้นในประเทศตอนนี้ คือการตั้งคำถามว่า ตัวเองนั้นพอจะทำอะไรให้เป็นประโยชน์กับสถานการณ์เช่นนี้ได้บ้าง 

นั่นคือที่มาของ ‘เตียงพร้อม’ แอปพลิเคชันจับคู่ผู้ป่วยกับเตียง จากแรงกายและแรงใจของนักพัฒนาโปรแกรมหนุ่มเลือดอีสานอารมณ์ดี กบ-ถาวร ศรีเสนพิลา 

‘เตียงพร้อม’ แอปฯ หาเตียงผู้ป่วยโควิด-19 โดยโปรแกรมเมอร์อุบลฯ เพื่อช่วยประชาชนกันเอง

กบทำธุรกิจส่วนตัวหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นนายหน้าด้านอสังหาริมทรัพย์ในจังหวัดบ้านเกิด ลงทุนด้าน Cryptocurrency และยังมีงานรับจ้างทำแอปพลิเคชัน เขียนซอฟต์แวร์เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว จึงไม่น่าแปลกใจกับความอิสระในการลุกขึ้นมาทำแอปฯ ได้ทันที และยังใช้ต้นทุนของตัวเอง ทั้งคอนเนกชันคนมากมายผ่านการทำงานเป็นนายหน้า ทั้งความชำนาญในการเขียนโค้ด เพื่อลงมือทำ ‘เตียงพร้อม’ ให้ทำงานได้จริงอย่างรวดเร็ว 

แต่สิ่งที่เขาทำได้เน้นย้ำประเด็นสำคัญที่ว่า ทำไมคนธรรมดาทั่วไปอย่างเขา ถึงต้องมาลงมือแก้ไขปัญหาระดับชาติอย่างนี้ด้วยตัวเอง

‘เตียงพร้อม’ แอปฯ หาเตียงผู้ป่วยโควิด-19 โดยโปรแกรมเมอร์อุบลฯ เพื่อช่วยประชาชนกันเอง
‘เตียงพร้อม’ แอปฯ หาเตียงผู้ป่วยโควิด-19 โดยโปรแกรมเมอร์อุบลฯ เพื่อช่วยประชาชนกันเอง

ลงมือทำ

“เห็นข่าวคนนอนรอเตียงทุกวันจนทนไม่ไหว รู้สึกว่าเราต้องทำอะไรสักอย่าง” 

นั่นคือความตั้งใจแรกของกบ และเป็นจุดเริ่มต้นของ ‘เตียงพร้อม’ ซึ่งเขาลงมือเขียนโค้ดให้เกิดขึ้นในห้องทำงานของเขาวันนั้นเลย 

ความตั้งใจแรกของเขาไม่ได้อยากสร้างแอปพลิเคชันใหญ่โต แต่อยากทำเพื่อให้ภาครัฐรับรู้ และเป็นช่องทางขอความช่วยเหลือ ให้คนที่มีกำลังหรืออยากบริจาคได้เจอกับคนที่กำลังเดือดร้อน 

หลักการของเตียงพร้อมไม่มีอะไรซับซ้อน คอนเซ็ปต์เหมือนแอปฯ จับคู่ ให้คนเข้ามากรอกข้อมูลส่วนตัวและความต้องการ โดยเน้นไปที่เรื่องเตียงเป็นสำคัญ เพราะในตอนนี้ภาวะเตียงขาดแคลนมีอยู่ทั่วทุกหัวระแหง

เขาลงมือทำทุกอย่างด้วยตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการหาข้อมูล ติดต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หรือแม้แต่ประชาสัมพันธ์ เพื่อให้คนได้รู้จักและได้ใช้ประโยชน์จากแอปฯ ที่ตั้งใจเขียนทั้งวันทั้งคืน 

“เราเอาความถนัดของเรากับการที่ได้เจอคนเยอะๆ มารวมกัน เพื่อแก้ปัญหาให้ผู้คนด้วยเทคโนโลยีดีกว่า เพราะยุคนี้ทุกคนรู้จักแอปฯ หมด เข้าใจง่าย แค่โหลดก็ใช้ได้เลย” ถาวรกล่าวเพื่อสรุปแนวคิดของตัวเอง

เรารู้ว่าเวลาโปรแกรมเมอร์ทำงาน ต้องมีการวัดผลที่เป็นรูปธรรม เพราะจำเป็นต่อการรวบรวมข้อมูลเพื่อประเมินความสำเร็จของแอปฯ แต่ในเมื่อ ‘เตียงพร้อม’ เกิดจากอารมณ์เพียงชั่ววูบของโปรแกรมเมอร์คนเดียว แล้วเขาจะใช้อะไรเป็นการวัดผลความสำเร็จกันแน่

“จริงๆ มันควรต้องมีใช่ไหม” เขาหัวเราะ “ผมไม่ได้คิดเลยตอนแรก เรื่องพวกนี้มันตามมาทีหลังตอนที่เริ่มช่วยคนได้บ้างแล้ว ถึงค่อยคิดว่าจะเอาข้อมูลที่มีมาต่อยอดยังไงได้บ้าง เพราะตอนแรกเลยที่เปิดคอมฯ ทำงาน คิดแค่ว่าถ้าช่วยคนให้หาเตียงได้สักคนก็เพียงพอ ผมถือว่านอนหลับลงแล้ว” 

ตลอดการสัมภาษณ์ กบออกตัวอยู่บ่อยครั้งว่านี่ไม่ใช่แอปพลิเคชันที่เสร็จสมบูรณ์ ดังที่กล่าวไว้ข้างต้น ‘เตียงพร้อม’ เกิดขึ้นด้วยอารมณ์และแรงฮึดของโปรแกรมเมอร์เพียงคนเดียว หลังจากทำมาได้สักพักและเริ่มรู้กระบวนการทำงานแล้ว เขาคิดว่ายังต้องพัฒนากันอีกเยอะ

‘เตียงพร้อม’ แอปฯ หาเตียงผู้ป่วยโควิด-19 โดยโปรแกรมเมอร์อุบลฯ เพื่อช่วยประชาชนกันเอง
‘เตียงพร้อม’ แอปฯ หาเตียงผู้ป่วยโควิด-19 โดยโปรแกรมเมอร์อุบลฯ เพื่อช่วยประชาชนกันเอง

แอปฯ ชนแอปฯ 

“ก่อนหน้านี้ยังมีเคสไม่เยอะ แล้วส่วนใหญ่จังหวัดผม (อุบลราชธานี) ยังไม่ถึงขั้นคนล้นโรงพยาบาล แต่ก็หนักขึ้นเรื่อยๆ เราก็รับเคสมาแล้วประสานต่อแค่นั้น ยังไม่มีจุดที่ถึงขั้นร้ายแรง” 

ตอนแรกดูเหมือนจะไม่มีเรื่องน่ากังวลนัก แต่พอยกตัวอย่างเคสที่ผ่านมา ก็พอจะเห็นความกดดันและความเครียดที่เขาได้พบระหว่างการทำงานมากขึ้น อาทิ ผู้หญิงท้อง 6 เดือนกำลังรอเตียงและร้อนใจมาก จากความเป็นห่วงลูกในท้อง กบจึงรวบรวมข้อมูลให้เขาอย่างละเอียด เพื่อส่งต่อให้หน่วยงานและเพจที่มีศักยภาพทำได้ และติดตามต่อจนผู้ป่วยได้เตียงเรียบร้อย 

หรืออีกเคสหนึ่ง ผู้ติดเชื้ออยู่บ้านกับลูกเล็กรวมกัน 6 คน รีบส่งข้อมูลมาให้เพราะห่วงลูก กบต้องประสานกับหน่วยงานและหาเตียงให้ด้วยตัวเอง แต่ในระยะเวลาที่รอ จากตอนแรกแม่ติดแค่คนเดียว กลายเป็นติดกันทั้งบ้าน แต่สุดท้ายก็พยายามจนหาเตียงให้กับคุณแม่ในที่สุด

‘เตียงพร้อม’ แอปฯ หาเตียงผู้ป่วยโควิด-19 โดยโปรแกรมเมอร์อุบลฯ เพื่อช่วยประชาชนกันเอง

ในเมื่อตอนนี้ปัญหาเรื่องจัดการกับไวรัสยังคงทวีความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีคนคิดหาทางแก้ปัญหาใหม่ๆ เพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ กบทำอย่างไรให้ ‘เตียงพร้อม’ ไม่ทับซ้อนกับคนอื่น และวางแผนการพัฒนาต่อยอดเอาไว้อย่างไรบ้าง 

“จริงๆ ผมคิดไว้อยู่แล้ว เพราะการเขียนแอปฯ นี้ไม่ยากเลย ใช้เวลานิดเดียวก็ทำเสร็จ ความยากคือการเชื่อมต่อข้อมูลกับคนอื่น เพราะเป็นข้อมูลส่วนบุคคล ไม่ได้รวบรวมเป็น Big Data” 

เขามองว่าถ้ามีหน่วยงานรวบรวมให้เป็นข้อมูลชุดเดียวกันหมด คงจะเป็นประโยชน์ สำหรับนักพัฒนาที่มองเห็นปัญหา และหยิบข้อมูลเหล่านั้นไปประยุกต์ใช้กับสิ่งที่ตัวเองทำได้เลย แต่ปัญหาที่นักพัฒนาโปรแกรมกำลังเจอคือ การที่ไม่มีหน่วยงานรวบรวมข้อมูล ทำให้เกิดความกระจัดกระจาย ไม่เป็นระเบียบ เขาเชื่อว่ายังมีนักพัฒนาโปรแกรมหลายคนกำลังติดอยู่ในกระบวนการนี้เหมือนกัน ไม่ว่าจะมีไอเดียอยากพัฒนาแอปฯ ด้านไหน ก็ติดขัดเรื่องนี้ 

‘วันนี้เราหวังพึ่งอะไรกับใครได้ หากไม่พึ่งพากันเอง’ คุยกับโปรแกรมเมอร์อีสาน ผู้พัฒนา ‘เตียงพร้อม’ แอปฯ หาเตียงสำหรับผู้ติดโควิด-19

สำหรับการต่อยอด ถาวรวางแผนเพิ่มฟีเจอร์การรับเรื่องให้กับผู้ที่ประสงค์จะกลับบ้าน และรวบรวมข้อมูลเรื่องศูนย์พักคอยให้คนที่จะกลับบ้านต่างจังหวัดได้รู้ เพราะเขาเห็นใจคนที่อยากกลับมารักษาตัวที่บ้าน แต่ไม่รู้ว่าจังหวัดบ้านเกิดมีมาตรการอย่างไร แต่ก็ยังไม่มีหน่วยงานไหนทำศูนย์ข้อมูลออกอย่างชัดเจน เป็นธุระที่ผู้ป่วยต้องคอยประสานกับทางจังหวัดเอง ซึ่งเป็นปัญหาที่แก้ไขได้ 

นอกจากนี้ เขากำลังวางแผนที่ทำให้แอปฯ มีเรื่องสัตว์เลี้ยงถูกทิ้ง หรือเด็กกำพร้าที่ผู้ปกครองเสียชีวิตเพราะโควิด-19 แล้วยังไม่มีใครเข้าไปดูแล โดยในทุกกระบวนการทั้งที่กำลังทำอยู่และวางแผนจะทำนั้น ตั้งใจทำเพื่ออำนวยความสะดวกให้หน่วยงานรัฐเข้ามารับช่วงต่อได้อย่างราบรื่น

Developer ลูกน้ำมูล

อีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้กบสามารถทำงานอาสาได้อย่างรวดเร็ว เขาบอกว่าอาจเพราะเขาอยู่ต่างจังหวัด ลดภาระค่าใช้จ่ายลงไปได้หลายอย่าง จนมีอิสระในการตัดสินใจมากขึ้น 

“ผมเกิดและเรียนจนจบที่อุบลราชธานี รู้สึกคุ้นเคย ไปไหนก็ง่าย ทำอะไรก็ง่าย ไม่ใช่ไม่เคยไปอยู่กรุงเทพฯ นะ หนุ่มๆ ก็อยากเข้าเมืองเหมือนกัน แต่พอไปทำงานอยู่ที่กรุงเทพฯ ได้ปีครึ่ง มันยากไปหมดสำหรับผม 

“ข้อดีแรกที่คิดออกน่าจะเป็นเรื่องอากาศ อยู่ที่นี่อากาศปลอดโปร่ง ผมว่ามันส่งผลกับการทำงานด้วยนะ ข้อสองก็อย่างเรื่องการเดินทาง ผมอยู่ที่นี่ จะไปไหนมาไหน ต่อให้ไกลสัก ยี่สิบกิโลฯ เลย ผมใช้แค่สิบนาทีเท่านั้นเอง กรุงเทพฯ ยี่สิบกิโลฯ คงครึ่งวัน ข้อสามก็คงเป็นเรื่องค่าใช้จ่ายที่ถูกมาก วันละร้อยเดียวก็อยู่ได้ คำว่าอยู่ได้คืออยู่ทั้งวัน ออกไปทำธุระ กลับบ้าน แต่ลองเป็นกรุงเทพฯ มีสองร้อยอาจจะออกได้ แต่ไม่รู้จะกลับได้หรือเปล่า”

แต่การเป็นนักพัฒนาโปรแกรมย่อมต้องทันเทคโนโลยี การเป็นนักพัฒนาโปรแกรมที่ประจำอยู่ต่างจังหวัดก็มีข้อเสียเช่นกัน ซึ่งเขามองว่าก็ต้องปรับตัวให้เข้ากับสถานที่ 

“ข้อเสียคือสังคมมันเล็ก เจอหน้ากันอยู่ไม่กี่คน ที่กรุงเทพฯ มีการแลกเปลี่ยนความรู้ เสวนา ประชุมอัปเดตกันตลอด ก็ทำให้เร็วกว่านิดหนึ่ง แต่สำหรับผม การเจอหน้ากันสำคัญกว่า ในแง่ที่ว่าผมสามารถยกโน้ตบุ๊กไปเปิดแล้วถามเขาได้เลยตรงนั้น สำหรับผมมันเข้าใจง่ายกว่า ผมเลยอาจคุ้นเคยกับแบบนี้มากกว่า”

‘วันนี้เราหวังพึ่งอะไรกับใครได้ หากไม่พึ่งพากันเอง’ คุยกับโปรแกรมเมอร์อีสาน ผู้พัฒนา ‘เตียงพร้อม’ แอปฯ หาเตียงสำหรับผู้ติดโควิด-19

จังหวัดพร้อม

ในฐานะนักพัฒนาโปรแกรมที่คร่ำหวอดอยู่ในสายอาชีพนี้มายาวนานกว่า 20 ปี วงการ Developer เมืองไทยในสายตาเขาแบ่งเป็น 2 เรื่อง หนึ่ง การเพิ่มพูนทักษะส่วนตัวของ Developer เอง และสอง การร่วมมือกันกระจายองค์ความรู้ในระดับชาติ ซึ่งในความคิดเห็นของเขานั้น ยังมีน้อยเกินไป

“เมืองไทยเรามีโปรแกรมเมอร์เยอะ ทำสตาร์ทอัพกันเยอะ เป็นเทรนด์ของรุ่นใหม่ ซึ่งก็ดีเพราะทำให้เกิดการจ้างงาน รุ่นพี่สอนรุ่นน้องไปเรื่อยๆ แต่จุดอ่อนคือเรื่องสมองไหล มือโปรหรือคนเก่งจริงๆ ไปอยู่ต่างประเทศกันเยอะ และโปรแกรมเมอร์หลายคนก็ยังอ่อนเรื่องภาษาอังกฤษ ซึ่งเรื่องนี้จำเป็นมาก 

“ส่วนเรื่องการกระจายความรู้ ก็คือพอมีอะไรก็เริ่มที่กรุงเทพฯ ก่อน ไม่ใช่เรื่องผิดหรอก แต่จริงๆ ถ้าเรามองออกไป หลายเมืองก็มีศักยภาพนะ อย่างถ้าผมอยากอัปเดตเทรนด์หรือดูพวกอุปกรณ์ใหม่ๆ ผมก็ขับรถไปขอนแก่นที่เป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีของภาคอีสาน โปรแกรมเมอร์เก่งๆ อยู่กันเยอะ เริ่มมีเสวนา มีงานประชุมอะไรกันบ้างแล้ว แต่ก็ยังอยากให้มีการสนับสนุนอย่างจริงจังขึ้นมาบ้าง หลายๆ จังหวัดพร้อมแล้ว 

“อีกเรื่องของโปรแกรมเมอร์ คือการคิดให้ต่าง คิดนอกกรอบให้ได้ อย่าไปคิดว่าคำพวกนี้มันของครีเอทีฟหรือคนทำงานศิลปะ มันควรเป็นของโปรแกรมเมอร์ด้วย ผมเคยไปดูงานของนักศึกษาที่จบคณะหรือภาควิชาคล้ายๆ กับผม ดูกี่ที กี่รุ่น ก็ทำหุ่นยนต์เดินตามเส้น เหมือนกับตอนที่ผมจบมาตั้งนานแล้ว ไม่ค่อยกล้าคิดให้แหวกแนวออกมา น่าเสียดายนะ น่าจะคิดให้ต่างจากที่เคยเป็นมา”

‘วันนี้เราหวังพึ่งอะไรกับใครได้ หากไม่พึ่งพากันเอง’ คุยกับโปรแกรมเมอร์อีสาน ผู้พัฒนา ‘เตียงพร้อม’ แอปฯ หาเตียงสำหรับผู้ติดโควิด-19
‘วันนี้เราหวังพึ่งอะไรกับใครได้ หากไม่พึ่งพากันเอง’ คุยกับโปรแกรมเมอร์อีสาน ผู้พัฒนา ‘เตียงพร้อม’ แอปฯ หาเตียงสำหรับผู้ติดโควิด-19

คุณค่าในงาน

งาน Developer คือการเสกสิ่งอำนวยความสะดวกให้กับมนุษย์จากอากาศด้วยการเขียน Code ซึ่งกบบอกว่า เป็นสิ่งที่ทำให้ Developer หลายคนเน้นไปที่ผลลัพธ์การทำงานของแอปฯ หรือเว็บไซต์ที่ตัวเองพัฒนา โดยมองข้ามมิติเชิงสังคมและสิ่งที่ผลงานของพวกเขาจะสร้างผลกระทบต่อมา

“นอกจากการนั่งเขียนโค้ดแล้ว Developer ต้องคิดถึงคน คิดถึงชุมชน อย่าง
แอปฯ ใหญ่ที่เขาให้คนขับรถส่งอาหารน่ะ อาจจะเห็นว่ามีคนที่ได้ประโยชน์แค่เจ้าของ แต่จริงๆ แล้วในนั้นมันก็มีคนตัวเล็กตัวน้อยที่ได้ประโยชน์ เกิดการจ้างงาน ร้านค้ารายย่อยลืมตาอ้าปากได้ เด็กหนุ่มๆ ก็มีงานเสริมทำ ให้พวกเขาเห็นว่า สิ่งที่พวกเขากำลังมีส่วนร่วม ไม่ได้มีแค่ตัวโปรแกรมอย่างเดียว แต่มันส่งผลกระทบต่อชีวิตคนและสังคมอย่างไร”

ในทุกกระบวนการคิด เขาตั้งใจจะส่งสารถึงหน่วยงานรัฐและกลุ่มองค์กรที่เกี่ยวข้องให้ทำงานร่วมกันอย่างเป็นเอกภาพ โดยนอกจากสิ่งที่เขาได้เรียกร้องกับหน่วยงานรัฐในเรื่องความพร้อมของเตียงผู้ป่วยข้างต้นแล้ว เขายังรู้สึกว่ามีอีกหลายองค์กรที่สามารถลงมือทำอะไรสักอย่างได้

“ผมคนเดียวก็ทำได้แค่นี้ แต่ถ้ามีหน่วยงานคอยประสาน ผมว่าโปรแกรมเมอร์ไทยเก่งๆ เยอะ เราน่าจะทำอะไรได้อีกมาก”

‘วันนี้เราหวังพึ่งอะไรกับใครได้ หากไม่พึ่งพากันเอง’ คุยกับโปรแกรมเมอร์อีสาน ผู้พัฒนา ‘เตียงพร้อม’ แอปฯ หาเตียงสำหรับผู้ติดโควิด-19

พร้อมไปต่อ

กบสรุปใจความได้ว่า เขาไม่แน่ใจนักว่าแอปฯ นี้จะสร้างผลกระทบอะไรได้บ้าง เพราะแค่การช่วยเหลือประจำวันก็เป็นเรื่องหนักหนาแล้วสำหรับเขา เขาเน้นย้ำประเด็นที่อยากให้หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องเข้ามาช่วยประสาน และอำนวยความสะดวกเวลาติดต่อขอข้อมูลให้มากขึ้น 

สำหรับในอนาคตที่มองไว้ เขาได้เริ่มลงมือกำลังพัฒนาส่วนต่อไปแล้ว นั่นคือการติดตามผู้ป่วยที่ได้เตียงไปว่ารักษาตัวเสร็จเรียบร้อยดีหรือไม่ ได้ออกจากโรงพยาบาลแล้วหรือยัง เพื่อเก็บข้อมูลผลกระทบหลังจากติดเชื้อ เนื่องจากมีหลายกรณีที่ผู้เชื้อต้องตกงาน เป็นผู้ป่วยเรื้อรั้ง อย่างที่เรียกกันว่า Long COVID-19

“ผมตั้งใจจะพัฒนาอีกส่วนให้เป็นศูนย์รวมผู้ที่ได้ผลกระทบจากโรคระบาด เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เอาข้อมูลไปดำเนินการต่อ จริงๆ ก่อนมาคุยกัน ผมก็พึ่งคุยกับเคสล่าสุดคือไม่มียา แต่ยังไม่รู้จะช่วยอะไรได้บ้าง เพราะมันอันตราย แล้วยาก็ยังไม่พอใช่ไหมตอนนี้ ต้องเขียนแอปฯ ‘ยาพร้อม’ อีกหรือเปล่า”

ตลอดบทสนทนากับกบ มีแต่คำหยอกล้อและเสียงหัวเราะ ซึ่งผิดจากที่คาดในตอนแรก เนื่องจากเรากลัวว่าจะรบกวนตารางเวลาทำงานที่แน่นหนาของเขา และนึกภาพเอาไว้ในใจว่า Developer ที่ลุกขึ้นมาเขียนแอปฯ สเกลใหญ่ขนาดนี้ด้วยตัวเอง อาจจะมีแต่ความจริงจังและเต็มไปด้วยความไม่พอใจเป็นที่ตั้ง

เมื่อถึงเวลากล่าวขอบคุณและบอกลากบ ซึ่งขอตัวไปคุยกับเคสหายาที่เขาพูดถึง เขาถึงกับเปลี่ยนเวลาการสัมภาษณ์ครั้งนี้ในแทบจะวินาทีสุดท้าย เพื่อประสานเบื้องต้นให้ผู้เดือดร้อนก่อน 

หรือนี่อาจจะเป็นวิธีการเตรียมใจให้พร้อมของคนที่ใช้แรงใจของตัวเอง ต่อสู้กับความไม่พร้อมหลายๆ อย่างที่กำลังเกิดขึ้นกับบ้านเราในตอนนี้

‘วันนี้เราหวังพึ่งอะไรกับใครได้ หากไม่พึ่งพากันเอง’ คุยกับโปรแกรมเมอร์อีสาน ผู้พัฒนา ‘เตียงพร้อม’ แอปฯ หาเตียงสำหรับผู้ติดโควิด-19

Writer

นรินทร์ จีนเชื่อม

จบรัฐศาสตร์ ชอบอ่านวรรณกรรมคลาสสิค หลงใหลการโต้เถียงแบบมีอารยะ กินกาแฟดำเหมือนนักเขียนรุ่นใหญ่ แต่ใจจริงชอบแฟรบปูชิโน่คาราเมลเพิ่มไซรัป

Photographer

วิรัตน์ รุ่งเรืองมีทรัพย์

ช่างภาพเบื้องหลังที่สนใจทุกอย่างที่มีเรื่องราวของแสง เหมือนกับรสชาติของกาแฟ

Little Big People

เรื่องราวของเหล่าคนตัวเล็กผู้มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น

ก่อนเวลาเปิดทำการไม่กี่วัน เรานั่งอยู่ใน Xinlor House (ซินหล่อเฮ้าส์) โรงแรมใหม่เอี่ยมสีขาวดำที่ดัดแปลงจากตึกเก่าสไตล์เพอรานากันบนถนนดีบุก ทางเดินระหว่างห้องมีจุดตัดเป็นโถงกลางแจ้งเปิดหลังคา แสงแดดส่องลงมาสู่ต้นไม้เขียวชอุ่ม น้ำพุ และเก้าอี้เหล็กและปูนคล้ายแบบที่ตั้งในสวนสาธารณะ เทปอัดเสียงสนทนาระหว่างฉันกับคู่รักสถาปนิก ทัช-ธรัช และ ชมพู่-วทัญญู ศิวภักดิ์วัจนเลิศ มีเสียงน้ำตกคลอเบาๆ ไปตลอดเรื่อง

หน้าที่ออกแบบของสองสามีภรรยาจบลงไปแล้ว แต่ทั้งคู่ตกลงกับครอบครัวเจ้าของโรงแรมว่าจะช่วยดูแลจนกว่าจะเสร็จสิ้นงานก่อสร้าง บ่ายวันนั้นภูเก็ตร้อนระอุ แต่การนั่งอยู่ในโรงแรมที่พวกเขาออกแบบ ฉันรู้สึกเย็นสบายและสงบ ความรู้สึกเหล่านั้นแล่นกลับมาทุกครั้งเมื่อนึกถึงสองผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบที่พักภาคใต้ซึ่งเชื่อในแดด ลม ฝน และประวัติศาสตร์ของพื้นที่

Dhamarchitects : คู่รักสถาปนิกที่ไม่ยอมสร้างโรงแรมเป็น ‘ขยะอายุยืน’

Nature, Culture, and Architecture

“ตอนทำงานใหม่ๆ เจ้านายเรียกเรา 2 คนไปถามว่าชอบงานสถาปนิกคนไหน ทัชตอบว่าชอบ Geoffrey Bawa (เจฟฟรีย์ บาวา) ส่วนเราตอบว่า Frank Gehry (แฟรงก์ เกห์รี) เจ้านายบอกว่าเขาเป็นธรรมชาตินิยม ส่วนคุณเป็นศิลปิน เขามองขาด เรายังจำได้ถึงทุกวันนี้”

ชมพู่เล่าความหลัง ตัวตนของทั้งคู่ฉายชัดตั้งแต่วันแรกๆ ที่ลงสนามออกแบบในบริษัทสถาปนิก พวกเขาหลงรักความงามฝีมือธรรมชาติและมนุษย์ หลังเก็บเกี่ยวประสบการณ์การดีไซน์หลายปี บริษัท ธัมอาร์คิเทคส์ จำกัด ก็เกิดขึ้นใจกลางเมืองเก่าภูเก็ต เพื่อรับงานออกแบบบ้านและที่พักแบบต่างๆ ทั่วไข่มุกอันดามันและหลายจังหวัดในภาคใต้ของไทย

“ไม่เกี่ยวว่างานเล็กหรือใหญ่ งานเล็กมากๆ เราก็ทำ อยู่ที่ว่าผลลัพธ์มันจะออกมั้ย หรือทำแล้วทำให้คนเข้าว่าสถาปนิกคืออะไร เข้าใจว่าสิ่งก่อสร้างที่มันดีกว่าคืออะไร เขาอาจจะคิดว่าสร้างตึกง่ายๆ ก็พอแล้ว ไม่ได้คิดว่าเขาจะมีชีวิตที่ดีขึ้นได้เมื่ออยู่ในสิ่งปลูกสร้างนี้ บางทีไม่รู้เพราะทนอยู่ได้หรือเคยชิน แต่ไม่เจอความสบาย บ้านที่อยู่แล้วสบายโดยไม่เปิดแอร์ คนจะชอบมากกว่า แต่คนเคยชินว่าเข้าบ้านมาควรเปิดแอร์ หรือเข้าห้องนอนแล้วควรเปิดแอร์ เปิดทีวีถึงหลับได้

“บ้านเรามีทีวีเอาไว้แค่ดูหนังที่อยากดู ดังนั้นมันจึงเงียบ เวลามีเสียง มันก็เป็นเสียงที่เราเลือกแล้ว ไม่มีแอร์ ไม่มีมุ้งลวดก็อยู่ได้ เพราะจริงๆ ยุงมันมาเป็นเวลา เวลามันมาเราก็ปิดประตู มันไปเราก็เปิดให้ลมเข้าต่อ ฝนตกก็ขยับย้ายที่นิดหน่อย แล้วก็ใช้ชีวิตต่อได้ เราอยู่ในโซน tropical ก็ควรจะอยู่ให้ได้โดยไม่มีแอร์ บนเกาะในประเทศเขตร้อน ยังไงฝนก็ตก ชีวิตมันไม่ได้แห้งตลอดเวลา เย็นตลอดเวลา”

“Motto ของเราคือ nature, culture และ architecture ธรรมชาติอยู่ทางซ้าย วัฒนธรรมอยู่ทางขวา สถาปัตยกรรมคือสิ่งที่ยืนอยู่ตรงกลางอย่างอ่อนน้อมต่อธรรมชาติและวัฒนธรรม”

Dhamarchitects : คู่รักสถาปนิกที่ไม่ยอมสร้างโรงแรมเป็น ‘ขยะอายุยืน’ Dhamarchitects : คู่รักสถาปนิกที่ไม่ยอมสร้างโรงแรมเป็น ‘ขยะอายุยืน’

ลูกค้าที่เคารพ

“สมมติลูกค้าไม่รักธรรมชาติ เราทำงานไม่ได้นะ”

ทัชเล่าขำๆ ว่า เขาเคยบอกเลิกงานออกแบบเพราะเจ้าของพื้นที่ตัดต้นไม้ใหญ่ออกจากพื้นที่จนหมดโดยไม่ปรึกษา

“เราเก็บต้นไม้ใหญ่ในพื้นที่ไว้ตลอด ถ้าไม่มีก็ปลูกเพิ่ม คุณปลูกต้นไม้ครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ ตอนนี้คนเราเห็นต้นไม้โดนตัดไปทุกวันโดยไม่รู้สึกอะไร และไม่คิดจะปลูกเพิ่ม เวลาจะปลูกบ้าน สิ่งแรกที่ทำคือตัดต้นไม้ออกทั้งหมดแล้วเคลียร์ที่ให้โล่ง ไม่รู้ความคิดนี้มันมาจากไหน ยังไม่ทันรู้เลยว่าจะสร้างอะไรก็ตัดต้นไม้ทิ้งไปก่อน ถ้าถามเรา เราจะสร้างอาคารล้อไปกับต้นไม้ที่มี มันจะได้ไม่ร้อน อยู่สบาย มันเป็นของฟรีที่มากับพื้นที่ เราคิดว่าที่ที่มีต้นไม้ใหญ่มีมูลค่า ถ้าไม่มีต้นไม้เลย มูลค่าต่ำมาก”

ขณะที่เจ้าของพื้นที่เลือกนักออกแบบ สถาปนิกก็เลือกลูกค้า ธัมอาร์คิเทคส์จึงมีลูกค้าหลากหลายช่วงวัย แต่มีความเชื่อที่สอดคล้องและเชื่อในสิ่งที่พวกเขาทำ

“สถาปนิกเป็น advisor ไม่ใช่แค่คนเขียนแบบ ถ้าเขาไม่เคารพเรา คิดไว้หมดแล้วและจะสั่งเอาทุกอย่าง เขาก็เป็นลูกค้าเราไม่ได้ อาจจะมีคนที่เหมาะกว่า แต่เราไม่ใช่คนคนนั้นของเขา”

Dhamarchitects : คู่รักสถาปนิกที่ไม่ยอมสร้างโรงแรมเป็น ‘ขยะอายุยืน’ Dhamarchitects : คู่รักสถาปนิกที่ไม่ยอมสร้างโรงแรมเป็น ‘ขยะอายุยืน’

ตีโจทย์แตก

“การออกแบบต้องมีข้อกำหนดพื้นฐาน มีน้ำ มีไฟ ลมพัดปลอดโปร่ง อยู่สบาย นี่ไม่ใช่คอนเซปต์ แต่เป็นสิ่งที่ต้องมีอยู่แล้ว เวลาออกแบบ จะบอกไม่ได้ว่าโล่งโปร่งอยู่สบาย ถ้าตอบแบบนี้เป็นการประชดของสถาปนิก เพราะทุกอาคารต้องมีสิ่งนี้ เหมือนอาหารต้องสะอาด กินแล้วหายหิว มันเป็นมาตรฐานการออกแบบ”

คู่สถาปนิกช่วยกันอธิบายสิ่งแรกที่ลูกค้าควรรู้ให้ฟัง เมื่อได้พบลูกค้าที่ถูกชะตาซึ่งกันและกัน งานต่อมาของสถาปนิกคือรับโจทย์มาตีให้แตก โดยสิ่งที่สำคัญที่สุดคือเจ้าของและพื้นที่

“เราวิเคราะห์ตัวตนลูกค้าเป็นอันดับแรก ต้องรู้ก่อนว่าเขาคือใคร มีรากเหง้ามาอย่างไร อะไรคือสิ่งที่เขาน่าจะชอบ จากนั้นก็วิเคราะห์พื้นที่ เขาจะอยู่ที่นี่ไปเป็น 10 ปีแล้วภูมิใจในสิ่งที่เราทำให้ เมื่อมองเห็นสิ่งที่เราทำ เขาจะเห็นตัวเขา ไม่ว่าจะในหลังคา บันได ดังนั้นเราต้องรู้ว่าลูกค้าเป็นใคร รู้จักตัวจริงของเขาก่อนทำงาน บางทีเราต้องรู้จักลูกค้ามากกว่าเขารู้จักตัวเองอีก เพราะเขาต้องไว้ใจเราพอที่จะเปิดเผยด้านที่มันส่วนตัวหรือไม่สวยงาม แต่เป็นธรรมชาติ”

สองสามีภรรยายกตัวอย่างโจทย์เป็นที่ที่เรานั่งอยู่–โรงแรมซินหล่อเฮ้าส์ขนาด 17 ห้องพัก 

“ครอบครัวนี้ขายอะไหล่รถยนต์ เป็นคนจีนภูเก็ตและมีพื้นที่อยู่ในเมืองเก่า เป็นตึกบาบ๋าย่าหยาเก่าที่ถูกทิ้งร้างไว้ก่อน จะไปทำลายไม่ได้ ถ้าโรงแรมนี้อยู่ที่ชินจูกุหรือดูไบ มันก็ไม่ออกมาหน้าตาแบบนี้แน่นอน อาจจะออกมา futuristic ไปเลยก็ได้ แต่เราได้คุยกับเจ้าของที่ทำกิจการอะไหล่รถยนต์แล้วประทับใจ ออกแบบคอนเซปต์แนวรถและการเดินทาง จะรถจักรยานหรือสิบล้อเราก็อยู่บนถนนเส้นใหม่นี้ด้วยกัน เป็นเหตุผลว่าทำไมหน้าตามันถึงออก industrial หน่อย เราทำผนังสีดำ texture พื้นก็โหดๆ สีดำเหมือนถนน

“พ่อแม่เจ้าของหรือใครที่มาเห็นก่อนสร้างเสร็จ มักจะถามว่าเอาจริงเหรอ ทำไมใช้สีดำ ดูไม่มงคล เพราะเขายังไม่เห็นภาพรวมทั้งหมด เราใช้ผนังสีดำมันวาวสะท้อนแสงตรงทางเดินให้รู้สึกสบายตา เพราะโครงสร้างมันยาว เลยมีสะพานเชื่อมอยู่เรื่อยๆ มีจุดทึบและจุดที่แสงเข้า เหมือนแกลเลอรีที่สว่างเป็นจุดๆ”

ชาวธัมอาร์คิเทคส์ยืนยันว่าสไตล์ทั้งหมดเป็นเปลือกหรือสิ่งที่ตามมาทีหลังเพื่อรองรับโจทย์ พวกเขาไม่มีเหตุผลที่จะเติมความหวือหวาโดยไม่จำเป็น

“เส้นหนึ่งเส้น จะเอียง ตรง หรือโค้ง มันต้องมีเหตุผลมารองรับ เราไม่ใช่เด็กๆ ไม่ได้จำภาพติดตาจากอินเทอร์เน็ตหรือไอดอลของเราแล้วต้องทำตามให้ได้ ถ้ามีเหตุผลแค่นี้ มันก็เป็นได้แค่งานที่ดูสวยดี น่าจดจำ แต่มันไม่มีความหมาย ไม่ลึก ไม่จริง ไม่มีจิตวิญญาณ เป็นแค่แฟชั่นที่ผ่านมาแล้วก็จากไป เดี๋ยวนี้เราให้เหตุผลว่า ก็อยากได้ สวยดี ไม่ค่อยได้ มันหมดโควต้านั้นแล้ว แก่แล้ว (หัวเราะ)”

Dhamarchitects : คู่รักสถาปนิกที่ไม่ยอมสร้างโรงแรมเป็น ‘ขยะอายุยืน’ Dhamarchitects : คู่รักสถาปนิกที่ไม่ยอมสร้างโรงแรมเป็น ‘ขยะอายุยืน’ Dhamarchitects : คู่รักสถาปนิกที่ไม่ยอมสร้างโรงแรมเป็น ‘ขยะอายุยืน’

หน้าที่สถาปนิก

“หน้าที่ของเราคือทำทุกอย่างที่ดีที่สุดสำหรับโครงการ ไม่ใช่สำหรับเอาใจใคร หรืออาป๊าอาม้าของใคร เช่นจู่ๆ จะให้ทาสีแดง สีเขียว เราจะบอกก่อนถ้าทำที่พักสำหรับคนหมู่มาก ควรทำตามความชอบของคนส่วนใหญ่ บางทีลูกค้าสับสนว่า user ของอาคารคือตัวเขาหรือแขกที่มาพัก พอต้องคิดเพื่อโครงการมากๆ เข้า อีโก้เราหายไปตอนไหนก็ไม่รู้ สุดท้ายเราอยากลดตัวตนของเรา ดีไซน์ตัวตนของอาคารและตัวเจ้าของ แต่ไม่ใช่เพื่อเติมเต็มตัวเราเอง”

นอกจากหน้าที่หลักด้านออกแบบ ทัชเล่าต่อว่า อีกสิ่งที่พวกเขาต้องทำคือบริการให้ความอบอุ่นลูกค้า เป็นเซอร์วิสที่ต้องมีตลอด เพราะถ้าห่างกันไปนิดนึง ลูกค้าจะลังเลกับแบบที่ตกลงกันแล้วเสร็จ หลังไปเที่ยววันหยุดยาว กลับมาลูกค้าจะอยากแก้แบบเสมอ  

“เราต้องบอกเขาว่าใจเย็นก่อน โทรมาได้ตลอดนะ ถ้าไม่ทะเลาะกันไปก่อน วันปิดงานถ้าเขายิ้มได้ จบงานแล้วก็มักได้เป็นเพื่อนกัน แล้วเขาก็บอกปากต่อปากไป เราเป็นสถาปนิก เห็นภาพอาคารตั้งแต่ช่วงแรกๆ ที่ทำแล้ว แต่เรารออยู่ อธิบายไปลูกค้าอาจไม่เข้าใจ การได้เห็นภาพสุดท้ายที่เป็นจริงแล้ว มันดีใจนะ และระหว่างทางต้องเชื่อใจกันมาก ถ้าไม่เชื่อกัน มันจะออกมาครึ่งๆ กลางๆ ไม่ก็เฟลไปเลย”

ชมพู่เสริมหน้าที่อีกอย่างของสถาปนิกที่ฉันไม่เคยรู้มาก่อน นั่นคือการให้ความรู้ผู้คน

“ไม่ต้องจ่ายเงินเราก็ได้ แต่มันมาพร้อมกับการเลือกอาชีพนี้ สมมติมีคุณลุงคนหนึ่งที่ไม่รู้เรื่องพวกนี้เลยแต่อยากได้คนเขียนแบบบ้านให้ มันเป็นหน้าที่ของเราที่จะอธิบายให้เขาเข้าใจว่าสถาปัตยกรรมคืออะไร อะไรคือตัวเลือกที่ดีกว่า เขาไม่จำเป็นต้องเป็นลูกค้าเราก็ได้ แต่เราต้องบอก เผื่อว่าในที่สุดเขาจะเข้าใจและไปจ้างสถาปนิกมาทำงานจริงๆ หรือคนที่เจอสถาปนิกแย่ๆ ห่วยๆ มาก่อน พอมาเจอเรา เราอาจไม่ใช่คนที่แก้งานให้เขาได้เสมอไป แต่เราบอกเขาได้ว่าสิ่งที่คุณเจอไม่ใช่มาตรฐานของอาชีพนี้ คำแนะนำพวกนี้เราทำให้ได้เลย แม้พวกเขาจะไม่ใช่ลูกค้าก็ตาม”

Dhamarchitects : คู่รักสถาปนิกที่ไม่ยอมสร้างโรงแรมเป็น ‘ขยะอายุยืน’ Dhamarchitects : คู่รักสถาปนิกที่ไม่ยอมสร้างโรงแรมเป็น ‘ขยะอายุยืน’ Dhamarchitects : คู่รักสถาปนิกที่ไม่ยอมสร้างโรงแรมเป็น ‘ขยะอายุยืน’

ขยะอายุยืน

แม้ไม่จำกัดแนวทางรับงานออกแบบสิ่งปลูกสร้าง แต่โครงการส่วนใหญ่ที่ธัมอาร์คิเทคส์ได้รับมักเป็นการออกแบบที่พักสำหรับนักท่องเที่ยวเสมอ ท่ามกลางการแข่งขันดุเดือด พวกเขาต้องหาวิธีเอาตัวรอดโดยเก็บรักษาทั้งธรรมชาติและวัฒนธรรมไปพร้อมกัน

“โรงแรมเหมือนแฟชั่น โดยเฉพาะที่ภูเก็ตและภาคใต้ ธุรกิจท่องเที่ยวและโรงแรมต้องปรับตัวเรื่อยๆ แฟชั่นโรงแรมเปลี่ยนไวกว่ากรุงเทพฯ อีก กรุงเทพฯ จะเป็นแนวเมือง คนกรุงเทพฯ มีไลฟ์สไตล์ที่ไม่ต่างกันมาก แต่ในเมืองท่องเที่ยวที่มีคนหมุนเวียนเข้ามาตลอด คนร้อยพ่อพันแม่มีไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง แต่โรงแรมต้องตอบโจทย์คนพวกนี้ทั้งหมด”

“ภูเก็ตมีทั้งโรงแรม chain โรงแรมเล็กๆ ที่เจ้าของทำเอง อพาร์ตเมนต์ ห้องเช่ารายวันหรือรายเดือน มีทุกแนว บนลงล่าง ซ้ายไปขวา ตั้งแต่น่าเกลียดมาก จนถึงสวยสุดๆ หรือเวอร์วังสุดๆ ถ้าสนใจแฟชั่นการออกแบบโรงแรมหรือสถาปัตยกรรมทั่วไป ภูเก็ตเหมาะจะเป็นกรณีศึกษามาก ที่นี่ความหนาแน่นของสถาปนิกต่อจำนวนประชากรเยอะมาก ถนนดีบุกเส้นเดียวมีออฟฟิศสถาปนิก 3 บริษัทได้ ถัดไปก็มีอีก พอมีหลายคนหลายความคิด ก็เหมือนสั่งอาหารที่ไม่เข้ากันมากินในมื้อเดียว ส้มตำกับขนมเค้ก แยกกันกินก็อร่อยดี แต่พอเอามาวางบนโต๊ะเดียวกัน มันไม่เข้ากันอย่างรุนแรงและไม่อร่อยด้วย”

“คนที่มีเงินไม่ใช่คนที่มีรสนิยมเสมอไป”

ชมพู่กล่าวถึงปัญหาแบบตรงไปตรงมา

“คนที่นี่เป็นนักธุรกิจ ความงามด้านวัฒนธรรมอาจไม่ใช่สิ่งแรกที่เขาคำนึงถึง ภาพรวมมันเลยไม่กลมกล่อม สถาปนิกจบใหม่หรืออายุน้อยอาจต้องยอมตามใจเจ้าของ พอทำให้เขาเชื่อหรือเคารพตัวเองไม่ได้ ก็ให้คำแนะนำไม่ได้ สุดท้ายก็ต้องยอมทำตามเจ้าของเงิน มันก็จะเกิดอาคารที่ไม่สวยงามเพราะรู้เท่าไม่ถึงการณ์ขึ้นเรื่อยๆ แต่งานสถาปัตยกรรมเป็นขยะที่มีอายุยาวนาน เพราะมันไม่พัง และมันต้องใช้เงินมหาศาลเพื่อทำให้มันดีขึ้น เลยต้องปล่อยไว้อย่างนั้น เป็นเรื่องสำคัญมากที่สถาปนิกต้องรับผิดชอบ มีจรรยาบรรณ และถามตัวเองตลอดว่ากำลังสร้างขยะขึ้นมารึเปล่า ไม่ใช่แค่เขียนแบบส่งๆ ไป”

“เราแก้มันไม่ได้ในชั่วข้ามคืน มันต้องใช้ความอดทนข้ามยุคสมัย ในมุมมองของเรา ต้องใช้การศึกษาแก้ไขเท่านั้น คนไทยไม่เข้าใจหน้าที่พลเมืองเพราะเกิดมาต้องช่วยเหลือตัวเอง ทำทุกอย่างด้วยตัวเอง มันเลยเกิดการก้าวก่ายหน้าที่ ทำตามใจฉัน ถ้าบังคับใช้กฎหมายผังเมืองอย่างเข้มงวด อย่างน้อยก็กำหนดความสูงได้ กำหนดประโยชน์ใช้สอยอาคารได้ ก็น่าจะช่วยให้เราสร้างขยะน้อยลง”

Dhamarchitects : คู่รักสถาปนิกที่ไม่ยอมสร้างโรงแรมเป็น ‘ขยะอายุยืน’ Dhamarchitects : คู่รักสถาปนิกที่ไม่ยอมสร้างโรงแรมเป็น ‘ขยะอายุยืน’

คืนชีวิตให้เมือง

นอกจากสร้างอาคารใหม่ๆ อีกงานที่ธัมอาร์คิเทคส์รับทำคืองานรีโนเวต สองสามีภรรยาหลงใหลเสน่ห์ของตึกเก่าสไตล์บาบ๋าย่าหยาจนถึงขั้นทำโรงแรมเล็กๆ ของตัวเองที่มีแค่ 2 ห้อง ชื่อ 2 Rooms Boutique House ในซอยรมณีย์ที่อยู่ห่างออกไปชั่วระยะเดินไม่กี่นาที

“ความสวยเป็นคุณค่าด้านหนึ่ง บางทีอาคารเก่าอาจจะไม่สวยหรือผิดสัดส่วนก็ได้ แต่มีคุณค่าด้านอื่น เช่น ด้านประวัติศาสตร์ สังคม สถาปัตยกรรม เทคนิคการก่อสร้างแบบนี้ไม่มีอีกแล้ว เหมือนคนคนหนึ่งที่มองเผินๆ ไม่สวย แต่พอทำความรู้จัก จะพบว่าเขาสวยจากข้างใน”

“เราไม่ใช่กรมศิลป์ ไม่ใช่นักโบราณคดี ไม่ได้คงสภาพของอาคารให้เหมือนเดิมทุกอย่าง งานรีโนเวตของเราจะบอกยุคสมัยนี้ โดยไม่ไปทำลายคุณค่าของสมัยก่อน ถ้าก๊อปปี้งานโบราณมาตั้ง แบบนั้นเท่ากับไม่ได้ออกแบบอะไรใหม่ เราเป็นดีไซเนอร์ ก็อยากจะออกแบบมากกว่า remake อาจจะ tribute เอาความรู้สึกของเราเข้าไปจับแล้วเรียบเรียงใหม่”

“2 rooms เคยเป็นตึกตาย ลมไม่แล่นผ่าน ซอยรมณีย์เคยเป็นซอยที่คนเดินผ่านไปถ่ายรูป แต่ไม่เข้าไปในอาคาร เพราะอาคารส่วนใหญ่ปิดมานานจนคนไม่คาดหวังว่าจะทำอะไรกับมันได้ จริงๆ มันเป็นซอยที่สวยมาก น่าจะเปิดชี่ด้วยการทำคาเฟ่ ร้านขายของที่ระลึก ทำเป็น walking street เหมือนยุโรป เพราะจุดประสงค์สูงสุดของการรีโนเวตคือการทำให้อาคารมีชีวิต ไม่ได้มองว่าเราต้องทำเหมือนเดิมเป๊ะ ห้ามทุบ ห้ามรื้อ มันควรทำให้คนทุกวัยกลับมารักอาคารนี้ และอยากมาเยี่ยมด้วยความเต็มใจ”

ฝนตกปรอยๆ ลงมาระหว่างการพูดคุยที่โถงกลางแจ้งของอาคารเปิดหลังคาแบบบาบ๋าย่าหยา ความเปียกปอนไม่ใช่เรื่องน่ากลัว เราขยับตัวหลบใต้ชายคาซินหล่อเฮ้าส์ จดจำบทสนทนาขณะซึมซับความงามของธรรมชาติและวัฒนธรรมเกาะผ่านความอ่อนน้อมของอาคาร

FB: Dhamarchitects

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load