“ลองยกดูสิ”

วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล บอกให้ผมลองยกอุปรณ์ที่เขาแบกตลอดการเดินทางถ่ายทำรายการ เถื่อน Travel

หลังจากเอื้อมมือไปพยุงกระเป๋าเป้ใบโตจึงรู้ว่าสัมภาระของเขานั้นหนักมาก หากแต่นั่นเป็นเพียงสิ่งที่ผมและคนนอกมองเห็นด้วยตาเปล่า เมื่อเราได้นั่งลงสนทนากันในร้านอาหารญี่ปุ่นใจกลางเมืองโดยมีอาหารมื้อกลางวันของเขาเป็นพยาน ผมก็พบว่ามีสิ่งที่เขาต้องแบกรับอยู่ภายในอีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งแน่นอนว่าไม่เบา

นี่เป็นครั้งที่ 3 ในชีวิตที่ผมได้สัมภาษณ์ชายผู้นี้ ครั้งแรกผมสัมภาษณ์เขาในฐานะนักเขียน ครั้งที่สองผมสัมภาษณ์เขาในฐานะนักดนตรี และครั้งนี้ผมสัมภาษณ์เขาในฐานะนักทำสารคดี

การพูดคุยแต่ละครั้งนอกจากบทบาทที่เปลี่ยนแปลง ผมยังเห็นเป้าหมายในชีวิตของเขาที่เปลี่ยนไป ครั้งหนึ่งเขาอยากให้โลกจดจำ ครั้งสองเขาอยากทำตามแพสชันส่วนตัว แต่ครั้งนี้เขาฝันถึงสิ่งที่ต่างออกไป

ระยะไมล์ในการเดินทางทำให้ข้างในของเขาเติบโต

13 ทริปต่อปี คือค่าเฉลี่ยการเดินทางของเขาในช่วงปีหลัง ตอนที่เราคุยกัน เขาบอกว่าปลายเดือนนี้จะต้องบินไปประเทศเอธิโอเปีย พื้นที่ที่ร้อนที่สุดในโลก อุณหภูมิสูงสุด 53 องศา (แค่คิดก็เหงื่อออกแล้ว) เพื่อถ่ายรายการ เถื่อน Travel ซีซั่น 2 ซึ่งเป็นซีซั่นที่เขาว่า ‘เถื่อน’ กว่าซีซั่นแรกเสียอีก

เถื่อนขนาดที่ว่า เขาบรรจุประเทศที่อันตรายที่สุดในโลกอันดับที่หนึ่ง ที่สอง และที่สี่ อยู่ในลิสต์การเดินทางซีซั่นนี้

ไม่ต้องถามหรอกว่าเขากลัวตายมั้ย-ใครมันจะไม่กลัว จริงไหม

สิ่งที่ผมสงสัยมีมากกว่านั้น

วรรณสิงห์, วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล, เถื่อน Travel

คุณทำประกันชีวิตหรือเปล่า

ทำ แต่ไม่ได้ทำเพราะเหตุผลเรื่องความเสี่ยง ทำเพื่อลดภาษีมากกว่า สุดท้ายเราทำก็ไม่ได้ใช้เงินอยู่ดี เราก็ให้แม่ แต่จริงๆ แม่ไม่ได้อยากให้ลูกทำประกันหรอก เขาอยากให้ลูกไม่ไปมากกว่า

แม่ไม่อยากให้ไปแล้วคุณบอกแม่ยังไง

ในเมื่อห้ามกันไม่ได้เราก็พยายามอธิบายให้ฟังว่าแผนการเป็นยังไง ไปอยู่โซนไหนบ้าง บริหารความเสี่ยงอย่างไร พอเขารู้ว่าเราเตรียมตัวไปดี แล้วจากซีซั่นแรกเขาก็เข้าใจแล้วว่า I know what I’m doing. เขาก็ค่อนข้างปล่อยมากขึ้น วางใจในงานของเรามากขึ้น ส่วนพวกประกันการเดินทาง ประเทศพวกนี้ที่ผมไปเขาไม่รับเคลมอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น ไม่ต้องทำก็ได้ ทำไปก็เท่านั้น

ถ้าอย่างนั้นเกิดเป็นอะไรไป ใช้คำว่าตายฟรีได้มั้ย

ไม่ฟรีหรอก เราก็ได้งานออกมา คือถ้าเราไปคิดว่าตายแล้วได้ตังค์เราจะไปทำไม แต่ที่ไปเราได้งานที่เรารู้สึกภาคภูมิใจกับมันมากๆ แล้วในชีวิตคนคนหนึ่ง ในเฟสนี้ของชีวิต การมองงานของตัวเองแล้วรู้สึกแบบกอดอกแล้วก็พยักหน้ากับมันได้ เราว่ามันก็เป็นความรู้สึกที่ดีมากอีกอย่างหนึ่ง

มันทั้งเติมเต็มตัวเรา เติมเต็มคนดู คนดูเขาก็ได้สร้างคอมมูนิตี้ของเขาเอง เรารู้สึกดีที่เราได้เริ่มอะไรบางอย่างแล้วก็มีเด็กๆ ที่อยากทำแบบนี้ คำแนะนำแรกของเราคือ น้องแน่ใจนะว่าจะทำ (หัวเราะ) แต่เราก็ดีใจว่ามันเกิดเจเนอเรชันของเด็กที่อยากเป็นอย่างอื่น นอกจากนักร้อง นักแสดง เฮ้ย มาเป็นนักทำสารคดีมั้ย มันก็คูลได้เหมือนกัน

คุยกับ วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล เรื่องเบื้องหลัง 'เถื่อน Travel' สารคดีท่องเที่ยวที่เถื่อนที่สุด และการตามหาความหมายของชีวิต

วรรณสิงห์, วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล, เถื่อน Travel

เห็นว่าคุณไปประเทศที่อันตรายอันดับ 1 – 4 ของโลกมาครบแล้ว คุณสนใจอะไรในความอันตราย

อย่างแรกเลยคือเราต้องย้ำว่า เราไม่ได้ไปท้าดวงตัวเอง ไม่ได้ไปเพื่อบอกว่ากูแน่ เรารู้ตัวว่าตัวเองไม่ได้แน่ และก็ไม่ได้ไปเพื่อพิสูจน์ความกล้า แต่ว่าที่ไปเพราะที่เหล่านี้มีเรื่องที่น่าสนใจโคตรๆ

คนมักคิดว่า War Zone เหมือนกันหมด จริงๆ แต่ละประเทศมันไม่เหมือนกันเลย สถานการณ์ไม่เหมือนกัน ชีวิตไม่เหมือนกัน อย่างเช่นอิรักกับอัฟกานิสถาน อัฟกานิสถานสถานการณ์แย่กว่าอิรักเยอะ เพราะอิรักมีน้ำมัน แปลว่าภายใต้เสียงระเบิดเสียงปืน อิรักยังมีห้างขนาดใหญ่เท่าสยามพารากอน มีสวนสนุกขนาดมหึมา มีรถใหม่ๆ ขับกันทั้งเมือง ขณะที่อัฟกานิสถานเต็มไปด้วยซากปรักหักพัง ส่วนโซมาเลียไม่มีแม้กระทั่งรัฐบาล อัฟกานิสถานยังมีรัฐบาลนะ แล้วลองคิดสภาพบ้านเมืองที่ไม่มีใครรักษากฎหมายดูสิ อย่างโซมาเลียเราจะได้เห็นว่าแต่ละเขตจะมี Warlord แล้ว Warlord แต่ละคนก็จะมีกองทัพของตัวเอง ในเมืองเดียวกันเราจะเห็นเครื่องแบบทหารประมาณสิบยี่สิบแบบ แล้วก็สู้รบกันบนถนน

ระหว่างถ่ายทำคุณเข้าใกล้ความตายที่สุดตอนไหน

ตอนที่เราไปกรุงคาบูล ที่อัฟกานิสถาน เขาบอกว่าจะเกิดเหตุอาทิตย์ละครั้ง ผมไป 2 อาทิตย์ก็เกิดเหตุ 2 ครั้งพอดี ครั้งแรกคือมีคนไปกราดยิงในมหาวิทยาลัย นักศึกษาและอาจารย์ตายไปเยอะมาก แต่เหตุการณ์นั้นไม่ได้ใกล้เราเท่าไหร่ ส่วนครั้งที่สอง ตอนนั้นเราเพิ่งขึ้นเครื่องบินออกจากกรุงคาบูลเพื่อไปต่อเครื่องที่อิสตันบูล พอเครื่องลงจอดที่อิสตันบูลเราก็เช็กข่าว ปรากฏว่าเพิ่งมีระเบิดลงที่กรุงคาบูล คนตายไป 90 คน แล้วระเบิดลงตรงถนนเส้นที่ผมขับรถผ่านทุกเช้าพอดี

คุณห้อยพระอะไร

(หัวเราะ) เผอิญไม่ค่อยเชื่อก็เลยไม่ได้ห้อย

ถ้าไม่ได้ห้อยพระ อะไรคือสิ่งยึดเหนี่ยวระหว่างทาง

มันคืองาน ระหว่างเราไปทำงานความกลัวมันหายไป เพราะเราโฟกัสอยู่กับงานร้อยเปอร์เซ็นต์ พอโฟกัสมากๆ มันก็เหมือนทำสมาธิไปในตัว หัวก็ไม่ฟุ้งซ่านไปคิดเรื่องอื่น ความนอยด์ ความโกรธ ความกลัว มันหายไปหมด เหลือแค่โฟกัสเท่านั้น

เราคิดแค่ว่าช็อตต่อไปต้องถ่ายอะไร สัมภาษณ์ตรงนี้ได้ประเด็นพอหรือยัง เดี๋ยวต้องพูดอะไรบ้าง เดี๋ยวเฟรมนี้ต้องต่อเฟรมนี้นะ ตัดต่อในหัวไปด้วยตลอดเวลา มันเต็มความจุในหัวเราแล้ว ไม่มีเวลาไปกลัวหรอก ซึ่งผมว่าในสภาพสงคราม พวก War Journalist ทั้งหลาย เวลาทำงานก็คงประมาณนี้เหมือนกัน พอโฟกัสอยู่ที่ภารกิจตรงหน้ามันก็ชัตดาวน์สมองส่วนหนึ่งไปได้ เราเอาตัวไปอยู่ตรงนั้นเอง ก็ต้องทำให้เสร็จ ไม่อย่างนั้นจะไปทำไม เสียเที่ยว

วรรณสิงห์, วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล, เถื่อน Travel
วรรณสิงห์, วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล, เถื่อน Travel

อย่าง War Zone ดูเผินๆ เหมือนไกลตัวคนไทย ทำไมถึงต้องไปดูไปเห็นในสิ่งที่ไกลตัวเราขนาดนั้น

จริงๆ แล้วไม่ใช่เรื่องไกลตัวนะ ถ้าเรามองในเชิงสถานการณ์การเมืองมันไกล แต่ถ้าเรามองเรื่อง Human Nature ความขัดแย้งมันมีทุกที่ ประเทศไทยไม่กี่ปีก่อนเกือบมีสงครามการเมืองแล้ว ความเกลียดชังก็ยังคงอยู่ในสังคม ซึ่งความเกลียดชังพวกนี้มันถูกออกแบบมา มันมีความเชื่อมโยงกันในกระบวนการสร้างความเกลียดชังในเชิงการเมืองในหลายๆ สังคม เพราะฉะนั้น การเข้าใจความขัดแย้งทั้งหลายทั้งปวงว่า หนึ่ง เงื่อนไขที่นำไปสู่ความขัดแย้งคืออะไรในเชิงการเมืองและสังคม สอง กระบวนการสร้างความเกลียดชังในระดับสังคมและปัจเจกบุคคลเป็นยังไง มันก็ทำให้เราเข้าใจสังคมเราเองมากขึ้น

Conflict Study และ Conflict Resolution Study มันเป็นการศึกษาที่เป็นสากล เท่าที่ผมเห็นมา ความขัดแย้งในทุกประเทศ จุดเริ่มมันก็ไม่ได้ต่างกันมากมายนัก เมื่อคนในสังคมมีอำนาจในการเจรจาไม่เท่าเทียมกัน สุดท้ายปืนก็เป็นอำนาจต่อรองในการเจรจา แล้วมันก็ฉายซ้ำอย่างนี้ในแทบทุกประเทศ แล้วปืนพออยู่ไปนานๆ ก็เป็นอำนาจทางเศรษฐกิจ ซึ่งมันก็ไม่ใช่เรื่องไกลตัวแล้ว หรืออย่างเรื่องขั้วโลก คนคิดว่าไกลตัวมาก เมื่อวานพอผมนำเสนอเรื่องที่ธารน้ำแข็งละลายไปเยอะมาก แล้วถ้าละลายทั้งหมดน้ำจะสูงขึ้น 7 เมตร ซึ่งเมืองเมืองหนึ่งที่จะโดนท่วมแน่นอนคือกรุงเทพฯ เรื่องนี้ก็ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไปแล้ว

การที่เราเดินทางเยอะๆ สิ่งหนึ่งที่ส่งผลกับเราคือเราไม่ได้มองว่าโลกมันเป็นโลกที่กว้าง แต่มันคือสิ่งที่เป็นหนึ่งเดียวที่เชื่อมโยงกันทั้งหมด และเราก็จะได้เห็นว่าสิ่งที่เราเล่าตรงนี้มันมีผลกระทบกับด้านนั้นยังไง การเมืองประเทศนี้ส่งผลกับการเมืองประเทศนั้นยังไง สิ่งหนึ่งที่ เถื่อน Travel อาจจะทำให้คนดูรู้สึกเองก็คือ การรู้สึกว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของประชาคมโลก แล้วก็ตระหนักถึงประเด็นปัญหาในระดับที่ใหญ่กว่าประเทศไทยออกไป

วรรณสิงห์, วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล, เถื่อน Travel

เห็นคุณโปรโมตรายการว่า ‘รายการท่องเที่ยวที่เถื่อนที่สุดในเมืองไทย ไปคนเดียว ถ่ายคนเดียว ในที่ที่คนดีๆ เขาไม่ไปกัน’ แล้วคุณเป็นคนแบบไหนกันถึงไป

เป็นคนแบบนี้ (หัวเราะ) คือเราได้รับอิทธิพลจากครอบครัว สิ่งหนึ่งที่เราได้จากพ่อแม่คือความรู้สึกที่ว่าไม่พอใจที่จะใช้ชีวิตอย่างตื้นเขิน ไม่พึงพอใจที่จะแค่มีงานทำหรือมีแค่เงินก็พอแล้ว ไม่รู้สิ การคุยกับพ่อคุยกับแม่ทุกวันมันทำให้รู้สึกได้เองว่าชีวิตมีอะไรมากกว่านั้นเยอะเลย เพราะฉะนั้น ความต้องการค้นหาความหมายของชีวิต การอยากเข้าใจโลกเข้าใจจักรวาลที่อยู่รอบตัวเรามันมาจากครอบครัว ซึ่งไม่ได้แปลว่าต้องเป็นการเดินทางเท่านั้น เพียงแค่สำหรับเรามันออกมาในรูปแบบนี้ สำหรับพี่ชายผม (แทนไท ประเสริฐกุล) เขาก็ออกมาในรูปแบบของวิทยาศาสตร์

เราเองอยากเข้าใจอะไรมากกว่าสิ่งที่เราถูกสร้างมาในโครงสร้างสังคม ถ้าเราพึงพอใจกับความสำเร็จทางโลกทางสังคมอย่างเดียว เราว่าเราก็สำเร็จตรงนั้นไปแล้ว ชื่อเสียงเงินทองอะไรมันก็พอแล้วใช่ไหม แต่ว่าเราอยากได้มากกว่านั้น เราอยากมีชีวิตที่ลึกกว่านั้น อยากเข้าใจอะไรได้ลึกกว่านั้น อยากเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่ใหญ่กว่าตัวเรา

       

พอพ่อแม่ได้ดู เถื่อน Travel  เขาว่าอะไรบ้างไหม

อย่างแม่เขาก็จะแชร์ในเฟซบุ๊กตลอดว่าลูกฉัน ส่วนพ่อเขาเป็นคนไม่ค่อยชมลูกอยู่แล้ว แต่ว่าผมจำได้ประโยคหนึ่ง ตอนนั้นคุยอะไรกันอยู่ไม่รู้ แล้วพ่อก็พูดขึ้นมาลอยๆ ว่า “ไอ้อย่างที่เธอทำ พ่อก็ทำไม่ได้หรอก” ซึ่งประโยคนี้มันมีความหมายกับเรามาก เพราะว่าก่อนหน้านั้นเราก็ไม่แน่ใจว่าพ่อยอมรับในตัวเราหรือเห็นว่าสิ่งที่เราทำมันมีประโยชน์มีคุณค่าขนาดไหน ซึ่งประโยคนี้เขาพูดมาแล้วก็ผ่านไป โดยที่เขาไม่ได้ตั้งใจจะชมอะไรเรามากมาย แต่มันอยู่กับเรามาก เรารู้สึกว่าอย่างน้อยเขาเคารพงานเราแล้ว

การถ่ายรายการ เถื่อน Travel ดูลำบากมาก แต่ดูคุณเติบโตมาในครอบครัวที่ค่อนข้างพร้อม แล้วคุณเรียนรู้ความลำบากจากไหน

เริ่มจากเราไม่ได้รู้สึกว่ามันลำบาก เรารู้สึกว่าเราสนุกและตลกกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ถามว่าในมาตรฐานของคนทั่วไปมันคงลำบากแหละ เช่น เดินป่าที่ปาปัวนิวกินีโคลนขึ้นมาถึงขา แมลงอะไรเกาะตัวเต็มไปหมด หรืออย่างเทปที่ไปกรีนแลนด์ที่กำลังจะออกอากาศอุณหภูมิ -32 องศา แล้วผมต้องถ่ายตลอดเวลา ห้ามกลับเข้าบ้าน เพราะถ้าเข้าบ้านก็เท่ากับไม่ได้งาน เราก็ต้องอยู่ข้างนอกตลอดเวลา ขี้มูกแข็งเป็นน้ำแข็ง ฉี่ก็เป็นละอองน้ำแข็ง คือจะมองว่าลำบากก็ได้ จะมองให้มันมหัศจรรย์ก็ได้ เฮ้ย ขี้มูกกูเป็นน้ำแข็งว่ะ

แล้วเดี๋ยวปลายเดือนนี้เราจะบินไปถ่ายที่เอธิโอเปีย ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ร้อนที่สุดในโลก อุณหภมิ 53 องศา ก็อยากรู้เหมือนกันว่าจะเป็นยังไง คนเขาบอกว่าอย่าไปเดือนนี้ เดือนนี้เป็นหน้าร้อน ผมก็เลือกไปเดือนนี้เลย เพราะว่าอยากรู้ว่าร้อนที่สุดจริงๆ เป็นยังไง

คือถ้าพูดถึงเรื่องความสมบุกสมบัน เราก็อาจจะสูงกว่าคนอื่นเขาหน่อย แต่ถามว่าเรารู้สึกลำบากไหม เราไม่ค่อยรู้สึกขนาดนั้น เราแค่รู้สึกยิ่งเจอยิ่งสนุกมากกว่า

คุยกับ วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล เรื่องเบื้องหลัง 'เถื่อน Travel' สารคดีท่องเที่ยวที่เถื่อนที่สุด และการตามหาความหมายของชีวิต
คุยกับ วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล เรื่องเบื้องหลัง 'เถื่อน Travel' สารคดีท่องเที่ยวที่เถื่อนที่สุด และการตามหาความหมายของชีวิต

เคยชั่งไหมว่าน้ำหนักสิ่งของบนตัวที่ต้องแบกหนักแค่ไหน

รวมทั้งหมดก็ 17 กิโลกรัม

นอกจากสิ่งของที่แบกไป ข้างในคุณแบกอะไรอยู่บ้างไหมระหว่างเดินทาง

ตอนซีซั่น 1 กับซีซั่น 2 ต่างกันเยอะ ซีซั่น 1 ไม่ได้แบกอะไรเลย ไปเพื่อรักษาตัวเอง ไปเพื่อให้มีความสุข ไปโดยไม่คิดว่าต้องมีคนดู ไปโดยไม่ได้คิดว่าฉันต้องประสบความสำเร็จอะไร ตอนเริ่มมีคนดูซีซั่นแรกเราก็งงว่ามีคนดูด้วยเหรอวะ เพราะไม่ได้คาดหวังเลย ทำตามกิเลสตัวเองล้วนๆ แล้วพอรายการเริ่มโต เริ่มมีคอมมูนิตี้ของคนที่ชอบรายการนี้ ในแง่หนึ่งเราก็ดีใจ แต่ในอีกแง่ การแบกเป้ไปคนเดียวกลางทะเลทราย กลางขั้วโลก มันต้องลืมสิ่งเหล่านั้น มันต้องอย่าคิดว่าจะทำยังไงให้คนนิยม จะทำยังไงให้คนชอบ จะทำยังไงให้สปอนเซอร์เข้า พอคิดแล้วมันจะเสียรสชาติของการทำงาน มันจะทำให้ความรู้สึกผจญภัยที่เรามีในตอนแรกหายไป กลายเป็นว่าเราไปทำงาน ไปเพื่ออะไรสักอย่าง มากกว่าที่จะไปดูโลกใบนี้

แต่ว่ามันก็ลบไม่ได้ทั้งหมดหรอกไอ้ความรู้สึกพวกนี้ เราก็พยายามที่จะลืมๆ ไปว่าคนดูเขาเคยชอบอะไร แล้วไปค้นหาสิ่งที่เจอตรงหน้าจริงๆ โดยรวมก็ยังรู้สึกว่ามันก็เป็นการผจญภัยจริงๆ อยู่ แค่อาจจะไม่เท่าซีซั่นแรก ถึงแม้ว่าในทีวีมันจะดูโหดกว่าเดิม ฮาร์ดคอร์กว่าเดิม แต่ว่าในใจเรารู้สึกถึงความเป็นงานมากกว่าเดิมเยอะ ซีซั่นแรกมันคือคิดแค่ว่ากูจะไป มีอะไรมั้ย

ความกลัวน้อยลงไหม

เรียกว่าชิลล์เกินไปแล้ว ซีซั่นแรกตอนไปอัฟกานิสถานเรากลัวมากเลย ตบหัวตัวเองว่ากูจะมาทำไมวะ (หัวเราะ) ยิ่งตอนเครื่องบินอยู่บนน่านฟ้าเหนือกรุงคาบูล แล้วเราเห็นข้างล่างเป็น War Zone ของจริง มันแห้งแล้ง มีแต่ซากนั่นซากนี่ เราก็คิดในใจว่ากลับได้มั้ย แต่พอลงไปถ่ายจริงมันกลับมาเป็นทริปที่ดีที่สุดทริปหนึ่งในชีวิต เพราะได้มิตรภาพที่ดีมาก ได้เรียนรู้เรื่องที่สงสัยมานานแล้วว่า War Zone เป็นยังไง แล้วความขัดแย้งเป็นยังไง ทำไมคนถึงเป็นอย่างนี้

ซีซั่น 2 พอมีเรื่องซีเรีย อิรัก โซมาเลีย เข้ามา ซึ่งอันดับใน Global Peace Index ความอันตรายสูงกว่า แต่เราชิลล์กว่าเดิมเยอะ เพราะเราเข้าใจแล้วว่ามันไม่ใช่ว่าระเบิดลงตลอดเวลา มันคือความเสี่ยงที่คุณบริหารจัดการได้ ถ้าเราระมัดระวังตัวหน่อย ไม่เอาตัวไปอยู่ในพื้นที่ที่เป็นเป้าหมาย โอกาสจะโดนมันก็น้อยมาก ขณะเดียวกันระหว่างทางเต็มไปด้วยความน่าสนใจของเรื่องราวที่สามารถเล่าได้ในพื้นที่เหล่านั้น ก็เลยเปลี่ยนจากความหวาดกลัวกลายเป็นความตื่นเต้นมากกว่า

ระหว่างทางมีใครที่คุณจดจำได้แม่นยำบ้างไหม

มีคนหนึ่งคนซึ่งผมยังคงจดจำใบหน้าและสีหน้าเขาได้ เป็นคนซึ่งจุดประกายให้เราอยากเข้าใจเรื่องทั้งหมดให้มากกว่านี้

ตอนนั้นผมไปที่รวันดา ไปดูเรื่องการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ระหว่างชาวทุตซี (Tutsi) และฮูตู (Hutu) ซึ่งมันโหดร้ายมาก คนตายประมาณล้านกว่าคน แล้วพิพิธภัณฑ์ที่เขาเก็บเรื่องเหล่านี้และเก็บศพเหล่านั้นไว้ต้องการย้ำเตือนคนว่าเคยเกิดอะไรขึ้นบ้าง ศพเหล่านี้โดนทิ้งให้เน่าอยู่ริมถนน ไม่มีใครเก็บ ไม่มีการฝังใดๆ เขาเอาศพเหล่านี้มาทำให้กลายเป็นเหมือนศพตากแห้งด้วยการใช้ปูนขาว แล้ววางอยู่บนเตียงเหล็ก ในห้องหนึ่งมีร้อยสองร้อยศพ ยังจำตอนที่เราเข้าไปได้จนถึงทุกวันนี้

แล้วผมก็ไปเจอผู้หญิงคนหนึ่งยืนอยู่ด้วยแววตาที่ดูกึ่งมุ่งมั่นกึ่งเศร้า ดูเหมือนทั้งเก็บอะไรเอาไว้ข้างในแต่ขณะเดียวกันก็สงบนิ่ง แล้วสักพักอีกคนหนึ่งที่เดินทางไปกับผมก็บอกว่าผู้หญิงคนนี้ สามีกับลูกเธอก็ถูกฆ่าในเหตุการณ์นั้น แล้วศพของพวกเขาก็ถูกเก็บไว้ที่พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ แต่ว่าเธอไม่รู้ว่าศพไหน เพราะว่าทุกศพแห้งกรังหมดแล้ว เธอก็เลยมาทำงานที่นี่เพื่อดูแลสามีและลูกที่ตอนนี้คือศพไหนก็ไม่รู้ ตอนนั้นในหัวคือคิดว่าโลกมันเกิดสิ่งแบบนี้ขึ้นได้ยังไง ความรู้สึกของคนที่อยู่ตรงนั้นมันเป็นยังไง อะไรคือเงื่อนไขที่ทำให้สังคมมันไปสู่จุดนั้นได้ แล้วก็อาจจะเป็น หนึ่งในการพบเจอที่มีผลกระทบกับเรามากที่สุดอันหนึ่ง ในแง่ที่ทำให้เรารู้สึกสงสัยมากยิ่งขึ้นว่า สิ่งเหล่านี้มันเกิดขึ้นในโลกได้ยังไง

หลังจากเดินทางกลับมา คนใกล้ตัวทักไหมว่าวรรณสิงห์เปลี่ยนไป

เขาไม่ได้ทักอย่างชัดเจน แต่ว่าความสัมพันธ์ที่เรามีมันก็เปลี่ยนไปตามความเปลี่ยนแปลง คือคนที่เปลี่ยนไม่ใช่ผมคนเดียว เขาเองก็ไม่ได้อยู่นิ่งเหมือนกัน เขาก็เปลี่ยนไปตามกาลเวลา

เมื่อก่อนผมจะเป็นคนลุกลี้ลุกลน ต้องการค้นหาอยู่ตลอดเวลาว่ามีอะไรอยู่ข้างนอกบ้าง ที่เราคิดว่ามันน่าสนใจ ที่มันคือสิ่งที่ลึกซึ้งและลี้ลับสูงส่ง แต่ตอนนี้ไอ้สิ่งธรรมดาทั้งหลายที่เรามีมาตลอดทั้งชีวิต ไอ้เรื่องนั่งหัวเราะกับแม่ หัวเราะกับพี่ชาย อะไรที่มันสามัญมากๆ แล้วเป็นธรรมชาติมากๆ เรากลับเห็นคุณค่าของมันมากเลย เพราะมันคือความสุขที่เรามีได้โดยไม่ต้องขนเป้ไปไหนเลย ในขณะที่ความสุขที่มีก่อนหน้านี้กว่าจะมีได้ กว่าจะไปถึงจุดนั้นมันยากมาก

นอกจากความสุข มีอะไรที่เปลี่ยนไปอีก

คือเราไปมาหลายทริปมาก เดินทางปีละ 12 – 13 ทริป ทุกทริปเมื่อเรากลับมาเราจะรู้สึกว่ามีสิ่งใหม่ในตัวเองเสมอ มันมีทั้งสิ่งที่ได้จากการเดินทาง และสิ่งที่ได้จากความรู้สึกที่เกิดขึ้นระหว่างการเดินทาง ซึ่งต่างกัน

การเดินทางคือการเห็นสิ่งภายนอก ซึ่งเราค้นพบอะไรหลายๆ อย่างที่น่าสนใจ ส่วนความรู้สึกระหว่างการเดินทาง คือการสำรวจภายใน เราแบกเป้มานานแล้ว เราถึงจุดไหนในชีวิตแล้ว ฉันรู้สึกยังไงกับการขยับเคลื่อนไหวไปตลอดเวลาอย่างนี้ มันจึงไม่ใช่ว่าเริ่มเดินทางกับหลังเดินทางแล้วมันจะเป็นคนละคนกันเลย มันคือการเปลี่ยนแปลงที่ค่อนข้างเกิดขึ้นทีละนิดทีละหน่อย

คุยกับ วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล เรื่องเบื้องหลัง 'เถื่อน Travel' สารคดีท่องเที่ยวที่เถื่อนที่สุด และการตามหาความหมายของชีวิต

เต๋อ นวพล เคยแชร์วิดีโอรายการของคุณแล้วบอกว่า ‘ชีวิตสิงห์คุ้มแล้ว’ คุณเองคิดอย่างนั้นไหม

ถ้าในเชิงการทำตามแพสชันและความฝัน ก็บอกได้ว่าตั้งแต่อดีตจนถึงตอนนี้อายุ 34 ก็ไม่เคยปล่อยให้ฝันไหนมันหายไปเฉยๆ เราพยายามทำตามมันทุกอย่าง บางอันอาจจะสำเร็จ บางอันอาจจะล้มเหลว แต่ว่าเราทำมันอยู่เสมอ ส่วนถ้าพูดถึงเรื่องชีวิตคุ้มแล้ว ตอนเราเริ่มต้นตอนแรกๆ เรารู้สึกเหมือนกันว่าการเดินทางจะทำให้เราใช้ชีวิตคุ้ม เวลาในโลกมีจำกัด ไปเห็นมันให้หมด ไปดูมันให้หมด แต่คำถามคือ ไอเดียที่ว่าคนใช้ชีวิตคุ้มคือต้องมีประสบการณ์ทุกอย่าง เห็นทุกอย่าง มันมาจากไหนนะ

ผมก็มานั่งคิดดูเหมือนกันว่าเราคิดกันเองหรือเปล่า หรือว่าเป็นมาร์เก็ตติ้งที่สังคมร่วมกันคิดว่าชีวิตที่คุ้มคือชีวิตที่ได้เห็นหมดแล้ว ได้จับหมดแล้ว ได้สัมผัสหมดแล้ว ได้มองเห็นวิวทั้งหมดแล้ว ซึ่งถ้าผมไม่ได้มาจนสุดทางของผมตรงนี้ ผมเองก็คงจะไม่มีเวลามานั่งตกผลึกแล้วสงสัยว่า เออว่ะ มันมาจากไหน มันจะยังไงต่อนะ คุ้มแล้วมันมีความสุขหรือเปล่า คุ้มแล้วมันต้องเท่ากับความสุขหรือเปล่า ซึ่งบางครั้งมันก็ไม่ใช่

อย่างผมแบกเป้ไปช่วงแรกๆ มันก็ตื่นเต้น สิ่งต่างๆ น่าสนใจมาก แต่เดี๋ยวนี้บางครั้งอยากจะขว้างเป้ทิ้ง (หัวเราะ) มันหนักมากกว่าจะถ่ายเสร็จแต่ละตอน คือสิ่งที่เราได้เรียนรู้ ได้นำเสนอ มันก็ยังน่าสนใจเสมอนะ มันทำให้เราว้าวได้เสมอ แต่ว่าในกระบวนการเดินทาง การออกไปถ่ายทำ มันไม่ได้ทำให้เรามีความสุขหรือว่ายิ้มแย้มเท่าแต่ก่อนแล้ว เพราะมันก็มีความเต็มของมัน เหมือนทุกสิ่งบนโลก

ซึ่งคนที่เขาไม่ได้ทำอะไรอย่างนี้ พอเขาได้ทำครั้งแรกเขาก็จะมองว่า โห มันสุดยอดเลย แต่ว่าพอเราทำมันเป็นงาน พอถึงจุดหนึ่งเราก็กลับมาถามตัวเองว่าอะไรคือสิ่งต่อไปในชีวิตนี้ คือการนิยามชีวิตว่าคือการออกไปเดินทางให้เห็นทั้งหมดแล้ว คุ้มแล้ว จบแล้ว พอแล้ว เราว่ามันค่อนข้างน้อยเกินไปในมิติการมีชีวิตของคน คือทั้งจังหวะนิ่ง จังหวะขยับ มันคือความสมดุลกัน ซึ่งคนเราต้องการทั้งสองอย่าง

คุยกับ วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล เรื่องเบื้องหลัง 'เถื่อน Travel' สารคดีท่องเที่ยวที่เถื่อนที่สุด และการตามหาความหมายของชีวิต

แล้วกับคำถามที่คุณเองสงสัยอย่างความหมายของชีวิตคืออะไร มนุษย์เราเกิดมาทำไม คุณได้คำตอบจากระหว่างทางบ้างไหม

อันนี้เป็นคำถามที่ยากมากนะ

ตอนเด็กๆ เราก็จะคิดว่าชีวิตคือการวิ่งตามความฝัน การทำตามแพสชัน หรือตอนเด็กกว่านั้นก็คิดว่าคือการสร้างชื่อให้กึกก้องไปหลังจากเราตาย ให้มีคนจำเราได้ แต่ว่าเรารู้สึกว่าสิ่งเหล่านั้นก็ยังเป็นเปลือกนอกอยู่ดี ตอนนี้เราอยู่ในช่วงชีวิตที่กำลังค้นหาความสมดุล คือบางทีชีวิตอาจจะไม่ได้เกิดมาเพื่อค้นหาความหมายหรือความสุขเสียทีเดียว แต่มันคือการค้นหาความสมดุลตรงนี้ แล้วบางทีการทำประโยชน์สูงสุดคือการสร้าง Harmony ให้กับชีวิตเรา บางทีอาจจะไม่ต้องออกไปทำนั่นทำนี่ก็ได้ แค่สร้าง Harmony ให้เราอยู่ร่วมอย่างสงบสุขได้กับทุกสิ่งที่อยู่รอบตัวเรา ไม่ว่าจะเป็นบุคคลอื่น สังคมที่เราอยู่ หรือว่าโลกใบนี้ บางทีนี่อาจจะเป็นการทำประโยชน์ที่ดีที่สุดหรือเปล่า

บางทีการกลายเป็นแค่คนที่แค่ทำอะไรซ้ำๆ ทุกวัน อยู่กับที่แล้วไม่เดือดร้อนใคร อาจจะเป็นแก่นแท้สุดท้ายของชีวิต แต่ว่าเรายังหาคำตอบเหล่านี้ไม่ได้หรอก เพียงแค่ก่อนหน้านี้ชีวิตเราเหวี่ยงไปในทางที่ออกไปค้นหา ออกไปทำเยอะมาก ตอนนี้เรากำลังค้นหาสมดุลของเราอีกทาง ซึ่งบางทีอาจจะเจอทางตรงกลางในอนาคต

คุณเคยคิดเล่นๆ ไหมว่าชีวิตนี้ตายได้หรือยัง

คำว่าตายได้แล้วมันเหมือนกับมิชชันในโลกนี้มันจบแล้ว แต่เรายังไม่รู้สึกอย่างนั้น ในแง่หนึ่งเราอาจจะทำตามแพสชันและความฝันของตัวเองได้สุดแล้ว แต่ว่าเรายังไม่ได้ทำประโยชน์ให้กับโลกนี้เท่าที่เราอยากทำ แล้วเราก็ยังไม่ได้มีครอบครัว ยังไม่ได้อุ้มลูกสักคน

ถามว่าตายได้ไหม คนเราตายได้ตลอดอยู่แล้ว ไม่ว่าจะอยากตายหรือไม่ แต่ว่าเราก็ยังมีสิ่งที่อยากทำอยู่หลายๆ อย่าง ซึ่งมันไม่ใช่การไล่ตามความฝันอะไรแล้ว เพราะอะไรพวกนั้นเราทำมาหมดแล้ว  เราค้นหาจนได้ค้นพบหลายอย่าง แต่ว่าสิ่งที่เราตามหาตอนนี้คือ หนึ่งคือ ความสมดุล และสองคือ ความหมายของชีวิต

ความหมายในที่นี้อาจจะไม่ได้มาจากการตามหาแค่ความฝันของตัวเอง แต่มาจากความหมายผ่านการทำประโยชน์ให้ผู้อื่นมากที่สุดก็ได้ คือผมเพิ่งเสียคุณตาไป แล้วคุณตาคุณยายเป็นเสาหลักของครอบครัว ทำให้พวกเรามีโอกาสตามแพสชันในทุกวันนี้ เพราะว่าถ้าไม่มีคุณตาคุณยายคอยสนับสนุนด้านวัตถุ พวกเราก็คงไม่ได้พร้อมแบบนี้ เราก็คงไม่ได้มีเวลามาพูดเรื่องแพสชันกัน เราก็คงต้องไปทำมาหาเลี้ยงชีพ ต้องคิดว่าพรุ่งนี้จะกินอะไร เดือนหน้าจะผ่อนรถยังไง คือการที่เราพูดแต่เรื่องแพสชัน พูดแต่เรื่องความฝัน แล้วก็บอกว่าคนอย่างเรามันเท่ ผมรู้สึกว่ามันไม่ใช่ เพราะว่าคนอย่างผมมันก็เหยียบอยู่บนหลังคนรุ่นก่อนๆ คุณตาคุณยายคือคนที่ไม่ได้ออกไปทำตามแพสชัน ไม่ได้มีความฝัน เขาเปิดร้านแล้วก็ทำสิ่งเดิมมาตลอด 60 ปี 70 ปี ไปนั่งโต๊ะตัวเดิม ขายอยู่ที่ร้านเดิม แต่ว่าสิ่งที่เขาทำคือ เขาอนุญาตให้คนอื่นตามฝันของตัวเองได้

แล้วคุณคิดว่าการใช้ชีวิตแบบคุณตาคุณยายที่ไม่ได้ออกไปทำตามความฝันนับว่าเป็นชีวิตที่คุ้มค่าไหม

ผมว่าคุ้มนะ เพราะว่าแม้คุณตาท่านจะเสียไปแล้ว แต่ว่าคุณตาท่านยังอยู่ในตัวพวกเราทุกคน เพราะว่าสิ่งที่แกทำมันทำให้พวกเรามีทุกวันนี้จริงๆ

สิ่งที่เราทำอาจจะไม่ต้องอยู่ข้างในรุ่นของเราก็ได้ มันอาจจะส่งผลต่อไปยังรุ่นลูกรุ่นหลานก็ได้ ซึ่งก่อนหน้านี้ผมมองว่าเราก็มาสุดทางในการทำเพื่อตัวเอง แต่เราก็ยังรู้สึกว่าเราบกพร่อง เรายังไม่ได้ทำเพื่อคนอื่นอย่างจริงจังนัก ซึ่งการทำเพื่อคนอื่นอาจจะหมายถึงการไปรับไปส่งลูกที่โรงเรียนทุกเช้าก็ได้ เราไม่ได้คิดเลยว่าอะไรมันสนุกกว่าอะไร อะไรฮาร์ดคอร์กว่ากัน โอเค มันอาจจะไม่ได้น่าตื่นตาตื่นใจเท่ากับการแบกเป้ไปตะลุยทั่วโลก แต่ว่ามันก็เป็นอีกด้านหนึ่งของชีวิตที่ผมพยายามหาอยู่

คุยกับ วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล เรื่องเบื้องหลัง 'เถื่อน Travel' สารคดีท่องเที่ยวที่เถื่อนที่สุด และการตามหาความหมายของชีวิต

Writer

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

หากเข้าไปดูประวัติของ วิลลี่ แมคอินทอช ในเว็บวิกิพีเดีย ข้อมูลที่มีขนาดยาวที่สุดคือ ผลงานละครโทรทัศน์ เริ่มต้นตั้งแต่สมัยที่วิลลี่เข้าวงการบันเทิงเมื่อ 30 ปีก่อน ไล่เรียงจนถึงปัจจุบัน (เอาแค่ พ.ศ. 2565 ก็ 4 เรื่องเข้าไปแล้ว) ทั้งที่ ‘นักแสดง’ คือหนึ่งในอาชีพที่ว่ากันว่ามี Turnover Rate สูงลิบ ลองนึกดูก็ได้ว่า มีนักแสดงไทยกี่คนที่คุณเคยดูเขาเล่นละครเมื่อสมัยเด็ก ๆ แล้ววันนี้ยังมีผลงานสม่ำเสมออยู่บ้าง

ในวันที่คลื่นลูกเก่าจางหาย และคลื่นลูกใหม่พัดมาในความเร็วสูงขึ้นทุกที เราได้คุยกับวิลลี่ถึงอาชีพที่ไม่ใช่ความฝันแรกของเขา แต่เป็นสิ่งที่เลือกทำมาตลอด 30 ปี พร้อมกับเรื่องราวระหว่างทางที่มีทั้งความสนุก การเรียนรู้จากนักแสดงรุ่นพี่ ชื่อเสียง ความสำเร็จ ความล้มเหลวที่ต้องปิดบริษัทพร้อมหนี้ 106 ล้านบาท รวมถึงประเด็นเกี่ยวกับละครไทยในปัจจุบัน ที่มีคนตั้งคำถามว่า เราย่ำอยู่กับที่ หรือจะไปได้ไกลกว่าเดิม

เรานั่งคุยกับเขาที่สตูดิโอ JSL ในระหว่างที่เขารออัดรายการ มาลัยไฟท์เตอร์ ทางช่อง 7HD ซึ่งเขารับหน้าที่เป็นพิธีกร

ไม่นานมานี้ วิลลี่เพิ่งคำนวณคร่าว ๆ ว่า อาจจะเหลือเวลาในชีวิตประมาณ 15,000 วัน เขาบอกตัวเองว่า “ฉิบหายแล้ว จะทำอะไรต้องรีบทำ” นั่นคือหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้วิลลี่ใส่เกียร์เดินหน้าเต็มกำลัง ทั้งเรื่องงาน รวมถึงบทบาทการเป็นพ่อ เพื่อให้ทุกวันที่เดินหน้ามีคุณค่าเท่าที่ทำได้

วิลลี่ แมคอินทอช นักแสดงอายุงาน 30 ปี ที่เคยปิดบริษัทพร้อมหนี้ 106 ล้านบาท

วิลลี่ แมคอินทอช ตอนวัยรุ่นเคยฝันว่าจะทำงานในวงการบันเทิงนานขนาดนี้ไหมครับ

ไม่มีทาง ขวางเลยล่ะ ตอนแรกผมอยากเป็นนักบิน เพราะพ่อเคยเป็นทหารอากาศของประเทศอังกฤษ ขับเครื่องบินรบในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 พอสงครามจบก็มาเป็นนักบินพาณิชย์ ส่วนแม่ทำงานอยู่บริษัทการบินไทย ซึ่งสมัย 30 กว่าปีก่อน ไม่มีอะไรที่มั่นคงเท่าอาชีพนี้แล้ว แต่ลองดูวันนี้สิ โควิด-19 เปลี่ยนทุกอย่างจากหน้ามือเป็นหลังมือ

ตอนเด็ก ๆ ผมจึงทำทุกอย่างเพื่อไปสู่เส้นทางนั้น ผมได้ทุนเรียนฟรี 4 ปีที่มหาวิทยาลัยมิชิแกนด้วยนะ แต่การเรียนขับเครื่องบินต้องจ่ายค่าน้ำมันเอง ผมใช้วิธีมาถ่ายแบบเก็บเงินที่เมืองไทยในช่วงวันหยุดคริสต์มาสกับปีใหม่ จากนั้นก็กลับไปเรียนที่อเมริกาต่อ แต่สุดท้ายก็จ่ายค่าน้ำมันไม่ไหว ตอนนั้นเสียค่าน้ำมันชั่วโมงละ 60 เหรียญ แล้วต้องเก็บชั่วโมงบินสะสม 1,000 ชั่วโมง ไหนจะค่าเช่าบ้านและค่ากินอยู่อีก ผมจึงเปลี่ยนแผนมาลองสอบเข้าการบินไทย เพราะถ้าสอบติด บริษัทจะส่งเรียนบินต่อ แต่ปรากฏว่าผมสอบไม่ผ่าน

ตอนนั้นพลาดเรื่องอะไรครับ

จิตวิทยา (หัวเราะ) คือเรื่องความรู้ไม่ได้มีปัญหา แต่ตอนทำ Aptitude Test เพื่อหาคนที่เหมาะสมจะเป็นนักบิน เช่น ไม่โลเลเกินไป ไม่มั่นใจเกินไป ปรึกษาทุกครั้งที่มีเหตุฉุกเฉิน ปรากฏว่าผมไม่ผ่าน ตอนนั้นเสียใจที่ทำให้พ่อแม่ผิดหวัง แต่ชีวิตก็ต้องเดินหน้าต่อ ผมจึงตัดสินใจหันมาทำอาชีพที่เลี้ยงดูตัวเองมาตั้งแต่เด็ก นั่นคือวงการบันเทิง ซึ่งทำให้ผมมีเงินไปเรียนที่อเมริกา ตอนนั้นคิดว่าคงได้ทำงานนี้แค่แป๊บ ๆ เพราะวงการบันเทิงมีคนหน้าใหม่เกิดขึ้นตลอดเวลา แต่พอผ่านมาถึงวันนี้ก็พิสูจน์ได้ว่า มันเป็นอาชีพหลักได้

ถ้าแบ่งชีวิตในวงการบันเทิงออกเป็นครึ่งแรกกับครึ่งหลัง ในครึ่งแรกของวิลลี่เป็นอย่างไร

เขาเคยพูดกันว่า ผมหล่อมากในช่วง 10 ปีแรก (หัวเราะ) ซึ่งไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองหล่อเลยนะ เพราะสมัยเรียนที่มิชิแกน หน้าตาแบบผมเป็นได้แค่คนขายแฮมเบอร์เกอร์ ที่นั่นมีคนหล่อกว่าเยอะแยะ แต่พอกลับเมืองไทย ผมอาจโชคดีที่เป็นนักแสดงหน้าฝรั่งในยุคนั้น นอกจากนี้ยังได้รับโอกาสที่ดีจาก พี่ไก่-วรายุฑ มิลินทจินดา และผู้จัดละครหลาย ๆ ท่าน

15 ปีแรกในวงการช่วงเวลาแห่งการเรียนรู้ ผมโชคดีที่ในยุคที่ผมเป็นพระเอก ผู้จัดละครเลือกนักแสดงระดับเทพมาประกบหมดเลย แล้วสมัยนั้นไม่มีโทรศัพท์มือถือ ไม่มีโลกออนไลน์ ช่วงพักเบรกนักแสดงก็นั่งคุยกันในกองทั้งวัน จากนั้นไปปะทะกันในฉาก เราก็พยายามเก็บรายละเอียดการแสดงจากรุ่นพี่ เช่น จังหวะการเล่น การรับส่งอารมณ์ แล้วความที่องค์ประกอบรอบตัวดีหมด ก็ทำให้คนดูมองว่าวิลลี่เล่นดี ซึ่งจริง ๆ ไม่ใช่หรอก เป็นเพราะผมอยู่ตรงกลางของสิ่งที่ดีมากอยู่แล้ว

วิลลี่ แมคอินทอช นักแสดงอายุงาน 30 ปี ที่เคยปิดบริษัทพร้อมหนี้ 106 ล้านบาท

ในวันนั้นยังไม่มีสถาบันสอนการแสดงมากมายเหมือนวันนี้ด้วย

ใช่ ตอนนั้นยังไม่มีอาชีพแอคติ้งโค้ชเลย ผมได้เรียนรู้จากนักแสดงรุ่นพ่อแม่และพี่ ๆ ที่อยู่รอบตัว ซึ่งเป็นวิชาที่เรียนจากที่ไหนไม่ได้ สำหรับผมคนที่สอนการแสดงได้ดีที่สุดคือคนที่ทำอาชีพนี้ เคยผ่านการแสดงมา เหมือนครูที่สอนขับเครื่องบินก็คือนักบิน

เวลาอยู่กองถ่ายผมจึงรู้สึกเหมือนอยู่มหาวิทยาลัย ครั้งหนึ่งทำงานกับ พี่ตั้ว-ศรัณยู วงษ์กระจ่าง ผมถึงขั้นซ่อนบทของตัวเอง แล้วขอดูของพี่ตั้ว เพราะอยากรู้ว่า เขาเขียนอะไรลงไปในบทบ้าง เพราะพี่ตั้วคือศาสตร์แห่งการจำ เล่นละครเวทีคนเดียวเป็นชั่วโมง โดยที่พูดไม่ผิดเลย

เจออะไรในคัมภีร์นั้นบ้างครับ

พี่ตั้วเขียนอธิบายว่า บทช่วงนี้ต้องสื่อความหมายและอารมณ์แบบไหน จังหวะนี้ต้องหยุดพูด ถึงตรงนั้นต้องหันหน้าไปทางซ้ายหรือขวายังเขียนเลย คือที่สุด! นี่กูได้คัมภีร์บู๊ลิ้มมาแล้ว (หัวเราะ)

หรือครั้งหนึ่ง อาเปี๊ยก-พิศาล อัครเศรณี เล่นเป็นพ่อผม ซึ่งหน้าตาและส่วนสูงไม่น่าเป็นพ่อลูกกันได้ (หัวเราะ) แต่เจอกันวันแรกก็คุยถูกคอมากจนอาชวนไปซาวน่าด้วยกัน ยังจำได้ว่า อาเปี๊ยกบอกว่า วิลลี่ ซาวน่าเสร็จกินข้าวโคตรอร่อยเลย

หลังจากวันนั้น เราเข้าฉากด้วยกัน เป็นบทที่ต้องทะเลาะแรง ๆ พอกำผู้กับสั่งเดินกล้อง ผมพูดประโยคว่า “ผมไม่ยอมพ่อหรอกนะ!” เท่านั้นแหละ อาเปี๊ยกตบหน้ากูหันเลย (หัวเราะ) ไม่บอกก่อนด้วยนะ แต่เขาไปเตี๊ยมกับผู้กำกับและตากล้องเรียบร้อยแล้ว

ตอนเสียงตบดัง ผั๊วะ! ผมรู้สึกฉิบหาย… บทในหัวหายหมดเลย ต้องพูดอะไรต่อเนี่ย พอนึกออกก็พยายามเล่นจนผู้กำกับสั่ง “คัต! ดีมาก!” หลังจากนั้นอาเปี๊ยกก็บอกว่า เย็นนี้ซาวน่าเหมือนเดิมป่าว

ผมก็แบบ เดี๋ยวนะ อาเพิ่งตบผม ไม่เคลียร์ด้วย อาก็บอกว่า มันเป็นส่วนหนึ่งของการแสดง (หัวเราะ)

ว่ากันว่าเหล็กต้องตีตอนร้อน แต่ทำไมพอ วิลลี่ แมคอินทอช เริ่มเป็นที่รู้จักในฐานะพระเอก ถึงตัดสินใจไปบวชนาน 6 เดือนครับ

ผมไม่รู้ว่าหรอกว่าตัวเองดังไหม ต้องให้คนอื่นบอก แต่ตอนนั้นอายุ 25 ปีพอดี และคิดอยากบวชมาสักพักแล้ว บวกกับตอนนั้นเริ่มคุยกับ เยลหลี (เยอราดีน แมคอินทอช) คิดว่าพอสึกออกมาจะขอเป็นแฟน ซึ่งต่อมาก็เป็นแบบนั้น โดยผมไปบวชกับ พระอาจารย์แบน (พระภาวนาวิสุทธิญาณเถร) ที่วัดดอยธรรมเจดีย์ เป็นวัดป่าที่จังหวัดสกลนคร

วิลลี่ก่อนบวชและหลังบวชแตกต่างกันไหมครับ

พลิกชีวิตเลยนะ ผมโชคดีที่ได้พระอาจารย์ที่ดี ท่านสอนให้มองเห็นแก่นแท้ของตัวตนว่า หน้าตาหรือชื่อเสียงเป็นเพียงภาพลวงตา มันไม่ใช่ของเรา ซึ่งก่อนหน้านั้นยอมรับว่าเคยยึดติดว่าเราเป็นนั่นนี่ แต่ 6 เดือนนั้น ผมอยู่แต่ในป่า นั่งดูตัวเองว่าเป็นอย่างไร และได้รู้ว่าไม่มีอะไรที่เป็นของเราเลย เราใช้ร่างนี้จนแก่ แล้วก็ตาย ถ้ามัวยึดติดจะมีแต่ทุกข์ใจ เอาแค่ประคับประคองให้ทำงานอยู่ในวงการได้ก็พอ ถ้าหลงอยู่กับความหล่อ ป่านนี้ผมคงไปทำศัลยกรรมที่เกาหลีแล้ว พอไม่เคยทำก็เลยได้แค่นี้ไง (หัวเราะ)

พอสึกมาก็ถ่ายละครเรื่อง รักเดียวของเจนจิรา ตอนนั้นผมยังสั้นอยู่เลย เป็นละครอีกเรื่องที่กระแสตอบรับดีมาก เพราะมีองค์ประกอบที่ดีหลายอย่าง ทั้งนักแสดงและทีมงานเก่ง ๆ บทดี เพลงเพราะ ทุกอย่างลงตัวไปหมด

วิลลี่ แมคอินทอช นักแสดงอายุงาน 30 ปี ที่เคยปิดบริษัทพร้อมหนี้ 106 ล้านบาท
วิลลี่ แมคอินทอช นักแสดงอายุงาน 30 ปี ที่เคยปิดบริษัทพร้อมหนี้ 106 ล้านบาท

ถามถึงชีวิตครึ่งหลังบ้าง หลังจาก รักเดียวของเจนจิรา เราได้เห็นละครของคุณเกือบทุกปีจนถึงวันนี้ รวมถึงบทบาทพิธีกร ผู้จัดรายการโทรทัศน์ มีเหตุการณ์ไหนที่น่าจำจดเป็นพิเศษบ้างครับ

ผมใช้ชีวิตเหมือน พี่ตูน บอดี้สแลม คือวิ่งตลอดเวลา ทำงานทุกวันจนไม่รู้ว่ามีอะไรที่ต้องจำบ้าง ทุกอย่างผ่านไปเร็วมาก คงต้องบอกว่าผมได้รับโอกาสดี ๆ เยอะ ต้องขอบคุณผู้จัดทุกท่าน จนถึงสถานีที่ให้เวลาผลิตรายการ นอกจากนี้ยังมีพี่ ๆ ในวงการให้ความช่วยเหลือ อย่าง พี่กิ๊ก (เกียรติ กิจเจริญ) ที่ช่วยเซ็ตบริษัท ลักษ์ 666 คิดรายการ สาระแน แถมยังขายโฆษณาให้ และเป็นเพื่อนเจ้าบ่าวตอนผมแต่งงานด้วย ใช้คุ้มมาก (หัวเราะ)

สิ่งที่พี่กิ๊กทำในวันนั้นก็ส่งผลให้ผมอยากส่งต่อด้วยนะ เวลามีเพื่อน ๆ หรือรุ่นน้องมาปรึกษาเกี่ยวกับการงานในวงการบันเทิง ผมบอกหมด ไม่เคยกั๊ก อยากเป็นผู้จัดรายการเหรอ มาคุยกัน เดี๋ยวช่วยไปขายของให้ด้วย ถึงตอนนี้ก็มีหลายคนที่เติบโตเป็นผู้ผลิตรายการ แต่ผมถอยออกจากบทบาทนั้นแล้ว เพราะเดินทางมาถึงช่วงที่เห็นความสำคัญของคุณภาพชีวิตมากกว่าความสำเร็จ

ผมเปิดบริษัทตอนอายุ 27 – 28 ปี ตอนนั้นไฟแรง ไม่กลัวอะไรทั้งนั้น พอรายการ สาระแน ติด ก็ลุยทำอย่างอื่น ทั้งภาพยนตร์ ละครเวที คลื่นวิทยุ นิตยสารดารา พอธุรกิจโตขึ้นเรื่อย ๆ ปลายทางก็คือการพาบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งยอมรับว่าเคยคิด แต่พอคุยกับหุ้นส่วน ทุกคนตัดสินใจว่าไม่เอาดีกว่า เนื่องจากคีย์หลักของบริษัทนี้ไม่ได้ขายสินค้า แต่เป็นมนุษย์ 3 คน คือ ผม หอย (เกียรติศักดิ์ อุดมนาค) และ เปิ้ล (นาคร ศิลาชัย) ซึ่งคุยกันว่าไม่อยากเปลี่ยนชีวิต ถ้าบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ คงมีไลฟ์สไตล์หลายเรื่องที่เราทำไม่ได้ ถ้าอย่างนั้นไม่เอาดีกว่า

อย่างผมมีครอบครัว มีลูก ก็อยากอยู่กับเขานาน ๆ ไม่อยากป่วยเพราะความเครียด ซึ่งเป็นเรื่องที่เจอตลอดเวลาตอนเป็นผู้จัด ไหนจะเรื่องต้นทุน เรตติ้ง การแข่งกับรายการอื่น มันเป็นสงครามเลยล่ะ ถึงแม้คุณจะได้ตำแหน่งที่หรูหราคือผู้จัดรายการ แต่สิ่งที่ต้องแลกคือ ความกังวลสารพัดว่าวันนี้ฝนจะตกไหม ดาราคนนั้นรีบไปอีเวนต์รึเปล่า วันนี้จ่ายไป 300,000 บาทแล้ว จะถ่ายได้ไหม… ความรู้สึกแบบนั้นผมไม่เอาแล้ว ขอรับผิดชอบแค่ตัวเอง ใช้ชีวิตเหมือนกวางน้อยในทะเลทรายซาฮารา หนีสิงโตให้ทัน แค่นั้นก็พอแล้ว

ทราบมาว่า บริษัท ลักษ์ 666 จํากัด ปิดตัวพร้อมกับหนี้รวม 106 ล้านบาท

ใช่ จริง ๆ เริ่มเอะใจตั้งแต่ตอน กสทช. มาแล้วว่าทุกอย่างจะเละเทะ พอตัดสินใจปิดบริษัท เราก็ขายทุกอย่าง แล้วนั่งบวกลบคูณหารว่า บริษัทมีหนี้สินเท่าไร ซึ่งเจ้าหนี้ส่วนใหญ่ก็คือคนในวงการบันเทิง มองหน้าก็รู้จักกันหมด ผมกับหอยคุยกันว่า ถ้าอยากทำงานในวงการนี้ต่อก็ต้องใช้หนี้ให้หมด คนจะจดจำไหมอยู่ที่ความรับผิดชอบ แบบนี้จะนอนตายตาหลับ ลูกหลานจะเดินผงาดเมื่อไหร่ก็ได้ ไม่มีด่างพร้อย

แต่วันที่คุยกับหอยเรื่องหนี้ เครียดมากนะ ความจริงจะยอมทิ้งชีวิตไป 3 ปีแล้วไม่ต้องเคลียร์หนี้ก็ได้ ประกาศออกไปว่า โอเคครับ วิลลี่กับหอยเจ๊ง ล้มละลาย แล้วก็ให้ศาลฟ้องตามกระบวนการ กับอีกวิธีคือก้มหน้าก้มตาหาเงินใช้ ชีวิตผมมักเจอทางแยกให้เลือกแบบนี้อยู่บ่อย ๆ โดยจะมีทางง่ายกับทางยาก ซึ่งผมเลือกทางยากมาตลอด เพราะเชื่อว่าถูกต้อง ทางง่ายอาจจะพาคุณไปเจอทางตันก็ได้ ผมกับหอยเลยตัดสินใจรับผิดชอบหนี้กันคนละครึ่ง ซึ่งเป็นเงินเยอะ แต่เราไม่หนี โชคดีที่เจ้าหนี้ก็ไม่ได้ดุดัน เราก็ทยอยเคลียร์จนหมด

แต่สารภาพว่า สิ่งที่ผมรู้สึกระแวงตลอดเวลาคือ จะอยู่วงการบันเทิงได้นานแค่ไหน เพราะตลอด 30 กว่าปีที่ผ่านมา มีเพื่อน ๆ หลายคนที่หายไปเยอะ บางคนกลับมาแล้วหายไปอีกก็มี จนบางครั้งรู้สึกไม่มีความมั่นคงเหมือนที่หลายคนพูดกัน แต่การที่ผมยังได้ทำงานในวงการนี้ มันเป็นเพราะดวงชะตาหรือเปล่า หรือเป็นการทำตัวของเรา หรือทั้งสองอย่างรวมกัน ผมก็บอกไม่ได้นะ คิดแค่ว่าจะอยู่ให้ได้ เพราะเลือกอาชีพนี้แล้ว เราต้องเลี้ยงดูแลพ่อแม่ได้ จ่ายค่าน้ำค่าไฟได้ เป็นความรู้สึกเหมือนคนทำอาชีพอื่น ๆ ทั่วไปนั่นแหละ

ถ้าให้เปรียบเทียบวิลลี่ในบทบาทนักแสดงกับนักธุรกิจ

ผมไม่ใช่นักธุรกิจที่ดี อาจเพราะเริ่มจากการเป็นนักแสดง และถูกบ่มมาตั้งแต่เด็กว่า ทำอย่างไรให้คนรัก ข่าวไม่ดีไม่ควรมี เพราะการมีคนชอบจะทำให้คุณทำอาชีพนี้ได้นาน แต่ยุคสมัยก็เปลี่ยนไปนะ สมัยนี้การมีข่าวเยอะ ๆ ก็ดี ขอดราม่าไว้ก่อน จะได้เป็นข่าวทุกวัน แต่อยู่นานหรือเปล่าไม่รู้

ข้อเสียเปรียบของการเป็นดาราอย่างผมคือ เมื่อถูกบ่มมาให้คนรักจะไม่เหมาะทำธุรกิจ เพราะคุณไม่มี Killer Instinct ไม่สามารถแทงเพื่อนข้างหลังแล้วบอกว่า มันเป็นเรื่องธุรกิจ เพราะคุณจะคิดตลอดว่า เพื่อนจะรักเราไหม เขาจะรู้สึกอย่างไร เพราะฉะนั้นผมไม่แทงใครข้างหลัง เพราะอยากให้คนไปงานศพแล้วร้องไห้เพราะคิดถึง 

เวลาทำธุรกิจ ผมเลยไม่เอาเงินมาเป็นที่ตั้ง แค่ไม่เจ๊งก็โอเคแล้ว ไม่จำเป็นต้องได้กำไรอู้ฟู่ อย่างผมทำฟาร์มผักก็ได้ประมาณหนึ่ง ทำธุรกิจอาหารปลาก็ได้ประมาณหนึ่ง ผมเลยต้องทำเยอะ เพื่อให้รวม ๆ แล้วดูดี

ทั้งหมดทั้งมวล ขึ้นอยู่กับว่าคุณปักธงในชีวิตอย่างไร อะไรในชีวิตที่สำคัญมากกว่า เพราะเมื่อคุณปักธงไว้อย่างหนึ่ง ก็อาจต้องเสียสละบางอย่างเพื่อมุ่งไปทางนั้น

วิลลี่ แมคอินทอช นักแสดงอายุงาน 30 ปี ที่เคยปิดบริษัทพร้อมหนี้ 106 ล้านบาท

ตอนนี้ปักธงไว้ที่ไหน และเรื่องอะไรบ้างครับ

ในเรื่องธุรกิจ ผมจะปักให้ไกลเกินความจริงไว้ก่อน เช่น ผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ที่ทำกับหอยและ แหม่ม (คัทลียา แมคอินทอช) จะไปวางขายทั่วโลก โอ้โฮ โคตรยากเลย แต่ถ้าไม่ถึงก็ไม่เป็นไร พอคุณอายุ 80 ปีแล้วหันกลับมาดูจะเห็นว่ามาไกลมาก แต่ถ้าปักธงขายที่หน้าปากซอยบ้าน แป๊บเดียวก็ถึงแล้ว จากนั้นไงต่อล่ะ เพราะฉะนั้นผมจะคิดแบบนี้กับความฝันทุกเรื่อง ส่วนจะไปถึงไหมค่อยว่ากัน แต่อย่างน้อยเราจะไม่หลงทาง เพราะเส้นทางที่ใกล้ที่สุดในความสำเร็จคือเส้นตรง ผมจะได้ปักไว้เพื่อเดินตรงไปหามัน

แต่อย่างเดียวที่ไม่เคยปักหมุดเลยคือวงการบันเทิง เพราะไม่รู้ว่าที่สุดคืออะไร เช่น ผมต้องได้เล่น John Wick 5 ต้องกูเท่านั้น (หัวเราะ) ถ้าปักแบบนั้น ชีวิตผมเปลี่ยนเลยนะ ต้องไปเรียนยิงปืน ซึ่งผมตั้งเป้าแบบนั้นไม่ได้ เพราะแต่งงานมีครอบครัวแล้ว ถ้าจะพุ่งไปทางเดียวจะกระทบต่อบริบทในชีวิต

การทำอาชีพหนึ่งมายาวนาน 30 ปี อะไรที่สนุกที่สุดของการเป็นนักแสดงและพิธีกรครับ

ถามว่างานที่ทำหนักไหม หนักมาก หลายคนคิดว่าเป็นดาราแล้วสบาย แต่บางวันเราทำงาน 18 – 20 ชั่วโมง อดหลับอดนอน โดยต้องดูดีตลอดเวลา จริง ๆ เป็นอาชีพที่มีข้อไม่ดีเยอะ แต่ข้อดีคือคุณจะเด็กตลอดเวลา ทุกวันนี้ผมยังรู้สึกวัยรุ่น เพราะเราเล่นกันทั้งวัน ผมอายุ 50 กว่าแล้วยังสนุกกับการเล่นละคร หรือการเป็นพิธีกรก็ทำให้เราได้หัวเราะอยู่ตลอดเวลา

ตอนผมปิดบริษัท แล้วหันมารับจ้างอย่างเดียวเมื่อประมาณ 7 ปีก่อน ผมอายุ 40 กว่า ตอนนั้นนั่งคิดว่า ถ้าตายตอนอายุ 80 เท่ากับผ่านครึ่งทางมาแล้วนะ ผมเอา 40 ปี คูณ 365 วัน เท่ากับผมมีเวลาเหลืออยู่ประมาณ 15,000 วัน เฮ้ย น้อยฉิบหาย จะทำอะไรต้องรีบแล้ว ตั้งแต่นั้นผมจึงทำงานเยอะขึ้น ทำให้เต็มที่ ตื่นมาอาจเหนื่อยบ้าง แต่ต้องทำทุกวันให้มีคุณค่า เพราะเหลือเวลาน้อยมากแล้ว

ล่าสุดเห็นเป็นพิธีรายการใหม่ ‘มาลัยไฟท์เตอร์’ ซึ่งเป็นการหวนมาทำงานกับ JSL ทางช่อง 7HD ในรอบ 20 ปี

ใช่ครับ ที่นี่เป็นโรงเรียนสอนงานพิธีกรผม ตั้งแต่ตอนสึกใหม่ ๆ ที่ได้รับโอกาสเป็นพิธีกรรายการ สืบสะเด็ด ผมภูมิใจที่ได้ผ่านสถาบันนี้นะ ลองดูสิว่ามีพิธีกรคนไหนเคยผ่านที่นี่บ้าง มีทั้ง พี่ตา-ปัญญา นิรันดร์กุล, พี่ต๋อย-ไตรภพ ลิมปพัทธ์ แก๊งเสนาในรายการ ยุทธการขยับเหงือก มีแต่คนที่ประสบความสำเร็จทั้งนั้น หลายคนออกไปเปิดบริษัทของตัวเองจนใหญ่โต หรือเปิดบริษัทแล้วเจ๊งแบบผมก็มี (หัวเราะ)

มาลัยไฟท์เตอร์ เป็นรายการแข่งขันร้องเพลง โดยชวนคนทางบ้าน 5 คน จากหลากหลายอาชีพมาแข่งขันกัน แต่ก่อนจะถึงด่านนั้น เขาต้องแสดงตัวตนและความสามารถด้านอื่น เพื่อขอมาลัยจากแขกรับเชิญ 3 คน ซึ่งต้องเสี่ยงเลือกลูกทีมจากการพูด การเต้น การแต่งตัว หลังจากนั้นจึงเป็นการแข่งขันร้องเพลง

นอกจากเสียงเพลง ความสนุกหลักของการทำคอนเทนต์คือ คนไทยชอบการพูดคุยที่สนุกสนาน เล่นมุกให้ได้หัวเราะ บรรยากาศในรายการจึงเฟรนด์ลี่ ให้ความรู้สึกเหมือนงานวัดที่ชาวบ้านคุ้นเคย ซึ่งเป็นความสนุกที่ทำให้คนต่างชาติมาอยู่เมืองไทยเยอะ เป็นเสน่ห์ที่ไม่ต้องอาย ไม่ต้องเคอะเขิน ผมเคยใช้ชีวิตทั้งที่เมืองนอกและเมืองไทย เห็นมาแล้วทั้งสองแบบ และคิดว่าเสน่ห์ของเราไม่ใช่แค่การท่องเที่ยว แต่คือความเป็นไทย

อย่างเรื่องอาหารการกิน ถ้ามีคนคิดว่าทำไมคนไทยต้องมีกับข้าวตั้ง 5 จาน ไม่เหมือนฝรั่งที่ตักใส่จานเดียว ก็เพราะเราคือคนไทยไง อาหารกูอร่อย มันมีหลายอย่างที่เราพยายามจะเป็นเหมือนฝรั่ง ทั้งที่แต่ละประเทศมีเสน่ห์ของตัวเอง อย่างญี่ปุ่นก็มีวัฒนธรรมมากมายที่เขายึดมั่นไว้

สมัยเรียนจบมหาวิทยาลัยใหม่ ๆ ผมมีเพื่อนต่างชาติมาเที่ยวเมืองไทย พอดีตอนนั้นผมไปงานบวชเพื่อนอีกคนที่ต่างจังหวัด จึงบอกเขาว่าจะพาเพื่อนฝรั่งไปเที่ยวด้วย ปรากฏว่าพอไปถึง มันให้ที่บ้านล้มวัวตัวหนึ่ง ขนสาโทมาเลี้ยงรับรอง เท่านั้นไม่พอยังชวนเพื่อนบ้านให้ขนอาหารมาเติมอีก เพื่อนฝรั่งเห็นแล้วตกใจว่า ทำสเต๊กเลยเหรอ ไม่ต้องขนาดนั้นก็ได้นะ (หัวเราะ) แต่คนไทยเป็นแบบนี้ไง ถ้ากินไม่หมดก็ค่อยแจกจ่ายเพื่อนบ้าน เราเป็นชาติที่ปาร์ตี้เด็ดที่สุดในโลก แต่พยายามกลบมันไว้ เพราะมองว่าแบบนี้ไม่พัฒนา ผมก็งงว่าทำไมเราไม่โชว์ตรงนี้ให้โลกรู้

ชีวิตของวิลลี่ในมุมนักเรียนการบิน นักแสดง พิธีกร ผู้จัด นักธุรกิจ พระ พ่อ ที่อยากถูกจดจำว่า ‘ห้ามใจไม่ให้รักไม่ได้’

พูดถึงเรื่องไทยกับต่างชาติ ช่วงที่ผ่านมามีกระแสในโซเชียลมีเดียว่า ทำไมละครไทยมีแต่เรื่องแบบเดิม ๆ ไม่เหมือนซีรีส์เกาหลีหรืออเมริกา ในฐานะคนทำงานในวงการนี้มองอย่างไรครับ

เราไปให้สุดเหมือนฮอลลีวูดได้ยาก เพราะไม่มีงบเท่าเขา ถ้าได้เงินมากขนาดนั้นจะทุ่มเทชีวิตเป็นโจ๊กเกอร์ให้ดู แต่นี่เราต้องจ่ายค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าตัวก็ไม่ได้เยอะขนาดนั้น เลยต้องทำหลายอย่าง ผมกลับมองว่านักแสดงบ้านเราเก่ง เพราะต้องถอดหมวกหลายใบ วันนี้เป็นนักแสดงดราม่า พรุ่งนี้พิธีกร อีกวันเป็นตลก คือเราทำได้หมด แต่ไม่ได้เก่งไปทางเดียว

สิ่งที่เรามีเหมือนกันคือ กล้อง ไฟ และอุปกรณ์ที่ดีเท่าเขา หนังฮอลลีวูดหลายเรื่องมาถ่ายทำที่เมืองไทยก็ใช้ทีมงานและอุปกรณ์ของบ้านเรา สิ่งเดียวที่แตกต่างคือ ในวันนั้นเขาอาจถ่ายแค่ฉากเดียว อย่างคุณโจ๊กเกอร์ กว่าจะแต่งหน้าเซ็ตไฟได้อาจถ่ายทำได้วันละ 1 – 2 ฉาก แต่ถ้าเป็นของไทยต้องถ่ายวันละ 30 ฉาก พอซีนแรกเสร็จก็ต้องรีบไปฉากต่อไป เพราะมีเรื่องเสียโอทีตอน 4 ทุ่มอีก

ส่วนเนื้อเรื่อง ถ้าอยากให้ละครดี ซีรีส์ดี เนื้อร้องต้องดีถูกไหม คำถามคือ ใช้คนเขียนบทกี่คน มุมมองของ 1 คน คงเทียบกับ 30 คนไม่ได้ อย่างของเกาหลี ผมเชื่อว่าเซ็ตหนึ่งต้องมีคนเขียนประมาณ 30 คน บางเรื่องอาจมีคนคุมคาแรกเตอร์แบบ 1 ต่อ 1 เพื่อบอกนักแสดงว่า ตัวละครนี้พูดแบบนี้ ไม่ทำท่าทางแบบนั้น แต่พอตัดภาพมาที่เมืองไทย คนเดียวต้องเขียนบท 8 เรื่อง ถ้าจะแก้ไขเรื่องนี้ เราเริ่มตรงนี้ก่อน

อีกคำถามในโซเชียลมีเดียคือ ทำไมเราชอบทำละครแนวเดิม ๆ หรือรีเมกของเก่า

ถามว่าจะทำแบบเมืองนอกได้ไหม ทำได้ แต่ไม่ได้ทำ เพราะเราทำละครให้คุณป้าที่เรารักดู ถ้าจะปักธงว่าทำละครให้โลกดู บทก็จะคนละอย่าง ป้าจะดูไม่รู้เรื่องนะ ขึ้นอยู่กับว่าจะเอาธงไหน สิ่งที่ต้องยอมรับคือ มีคนชอบดูละครแบบเดิม อย่างแม่ผม พอมีแนวใหม่ที่ฮิต ๆ เขาก็ดูไม่รู้เรื่อง และต้องกลับมาดูของเก่า

แต่อีกสิ่งที่ต้องยอมรับคือ ละครไทยถูกตีกรอบเยอะ เล่าเรื่องรัฐบาลไม่ได้ ตำรวจไม่ดีก็ไม่มี บทละครเลยดูเป็นเรื่องของคนที่ไม่เคยทำงาน วัน ๆ ตระเวนตามล่านางเอก ผมเล่นละครมานานขนาดนี้ ยังไม่เคยทำอาชีพอะไรเลย อย่างมากสุดก็แค่เซ็นเช็ค คือว่างมาก 

แล้วสังเกตไหมว่า ละครไทยคุณรีดผ้าไปด้วยดูไปด้วยได้ เพราะทุกอย่างถูกอธิบายเหมือนละครวิทยุ เช่น คุณวิศรุตได้เจอคุณเฉิดฉายไหมครับ แล้วคุณปรียาวดีอยู่ที่ไหน เรามานั่งกินข้าวในครัวกันก่อนไหม คือเป็นการเล่าเรื่องที่ไม่ต้องดูจอก็รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่กับหนังฝรั่ง ถ้าคุณไม่จ้องจะไม่รู้ว่าเรื่องจะดำเนินต่อไปอย่างไร ถ้าอยากให้ละครไทยเปลี่ยนจริง ๆ คาแรกเตอร์แบบนี้ต้องสลัดทิ้ง

อันนี้ไม่ได้ว่าอะไรนะ ผมอยู่ในวงการและยอมรับสิ่งที่ทำอยู่ และที่พูดได้เพราะตอนนี้ไม่ได้อยู่ในบทบาทผู้จัดแล้ว แต่สมัยเปิดบริษัทผมก็ทำตามโจทย์พาณิชย์ เช่น ทำหนังต้องมีนักแสดงดัง ๆ โปสเตอร์ต้องมีตัวชู คือเข้าใจคนทำงาน เพราะฉะนั้นจึงอยากบอกเด็กรุ่นใหม่ว่า ถ้าไม่ชอบสิ่งที่เป็นอยู่ ก็สร้างสิ่งที่อยากเห็นขึ้นมา คุณอยู่ในวัยที่มีไฟในการทำสิ่งใหม่ แต่ปัญหาที่จะเจอคือ ถ้าแหวกแนวเกินไปจะคุยกับนายทุนยาก เพราะเขาอยู่ในวัยโอลด์สคูล ที่ผ่านมาผมเห็นหลายคนที่พยายามจนท้อ เพราะฉะนั้นเราต้องสนับสนุนให้คนรุ่นใหม่ไม่วนกลับมาที่ปลักเก่า

ถามถึง วิลลี่ แมคอินทอช ในบทบาทคุณพ่อของลูกชายอายุ 10 ขวบบ้าง

โอ้โฮ มีความสุขมาก (วิลลี่ยิ้มกว้างมาก) เมื่อก่อนผมรักตัวเองมาก รักมากกว่าเยลหลีด้วย เขาก็รู้นะ แต่พอมี วิน (ธาดาฤทธิ์ แมคอินทอช) ผมไม่เคยรักใครมากขนาดนี้ ผมรับกระสุนแทนได้เลย หรือถ้าลูกต้องการอวัยวะอะไรจากพ่อ ผมให้ได้หมด

ตอนนี้ผมทำหน้าที่พ่อได้ไม่ดีเท่าไร เพราะทำงานเยอะและมีเวลาให้เขาน้อย ถ้าถามลูกว่าต้องการอะไรที่สุด เขาคงบอกว่าเวลา ช่วยพาไปเที่ยวหน่อย แต่ผมเลือกที่จะสร้างฐานะทิ้งไว้ให้เขา ซึ่งสุดท้ายอาจเป็นปัญหาในอนาคตเหมือนละครทั่วไปก็ได้ แต่ให้ผมหยุดทำก็ไม่ได้ เพราะเป็นคนเดียวในบ้านที่ทำงาน

ตอนนี้พยายามบาลานซ์อยู่ ในหนึ่งสัปดาห์จะกำหนดให้มีวันว่าง 1 – 2 วัน เพื่ออยู่กับลูก ผมจะอยู่ใกล้ทั้งวันจนเขาเบื่อ พอวินถามว่า พ่อไม่มีอะไรทำหรือ ไปดูทีวีสิ ผมถึงจะไปมีเวลาส่วนตัว เพราะลูกโตเร็วมาก ถ้าวันหนึ่งเขาบอกว่า พ่อไม่มีส่วนในชีวิตกับเขามากนัก ผมคงเฮิร์ทมาก

เพราะฉะนั้นชีวิตผมจะแทบไม่มีวันพัก เราทำงาน 5 วัน ซึ่งเหนื่อยสุด ๆ ส่วนอีก 2 วันที่เหลือก็ให้ลูกเต็มที่ อย่างเช้าวันนี้ วินตื่นตี 5 แล้วเข้ามานอนดิ้นบนเตียงพ่อแม่ ผมก็ตื่นเลย โดยที่เขาไม่รู้ว่า พ่อทำงานถึง 4 – 5 ทุ่ม แล้วเมียผมก็วัยทอง เปิดแอร์ 18 องศาเซลเซียสแล้วยังบ่นว่าร้อน แต่ผมเนี่ยเอาผ้าห่มคลุมโปง หนาวจะตายอยู่แล้ว ถึงขั้นต้องตื่นมาอาบน้ำอุ่น เนี่ยชีวิตจริง ตลกไหม (หัวเราะ)

ชีวิตของวิลลี่ในมุมนักเรียนการบิน นักแสดง พิธีกร ผู้จัด นักธุรกิจ พระ พ่อ ที่อยากถูกจดจำว่า ‘ห้ามใจไม่ให้รักไม่ได้’

สิ่งที่นักแสดงไทย โดยเฉพาะ พระเอก-นางเอก ที่มีครอบครัวมักโดนถามเป็นประจำคือ จะให้ลูกเข้าวงการบันเทิงไหม แต่คุณทำในสิ่งตรงข้ามคือ ไม่โพสรูปลูกในโซเชียลมีเดียเลย

ผมไม่ได้เป็นดาราตั้งแต่เด็ก มาเข้าวงการตอนอายุ 17 ผมรู้สึกว่า ถ้าพาลูกเข้าตอนนี้เหมือนเป็นการยัดเยียด ประมาณว่าพ่อแม่เป็นที่รู้จัก ลูกก็ต้องเป็นแบบนั้นด้วย เวลาขายโฆษณาก็ขายแพ็กรวมครอบครัว ซึ่งไม่เป็นไร ผมทำงานคนเดียวได้ รอให้เขาโตแล้วเลือกเองดีกว่า จะเป็นศิลปินวาดรูปที่ไม่ต้องมีคนรู้จักเยอะก็ได้ หรือจะเป็นนักธุรกิจ นักบัญชี หรือถ้าอยากเข้าวงการก็ง่ายมาก พ่อทำงานตรงนี้อยู่แล้ว ไว้รอให้วินเลือกเองแล้วกัน

สิ่งที่ผมกังวลคือช่องว่างของเจเนอเรชันมากกว่า สมัยก่อนเราจะรู้จักดาราคนเดียวกับพ่อแม่ เพราะดูละครเรื่องเดียวกัน แต่ทุกวันนี้มีคอนเทนต์สำหรับคนหลากหลายช่วงวัย อย่างครั้งหนึ่งมีเด็กอายุ 15 มารายการที่ผมเป็นพิธีกร แล้วเข้ามาทักว่า สวัสดีครับพี่วิลลี่ พูดตรง ๆ ว่าผมเพิ่งรู้จักพี่เมื่อคืนจากยูทูบครับ (หัวเราะ)

ฟังแล้วก็จริงของเขา เพราะเด็กมีชีวิตอีกแบบ คำถามคือ เราจะปล่อยช่องว่างของวัยให้ห่างออกไปจนคุยกันไม่รู้เรื่องไหม ไม่อย่างนั้นเราจะเห็นการทะเลาะระหว่างเจเนอเรชันเยอะขึ้นเรื่อย ๆ เพราะแต่ละคนมองเหตุการณ์หนึ่งไม่เหมือนกันแล้ว สิ่งที่ต้องยอมรับคือ เด็กคืออนาคต เมื่อเขาไปทางนี้แล้ว ผู้ใหญ่ก็เบนมาหาหน่อยสิ ที่ผ่านมาเขาก็พยายามมาหา แต่เขาไม่เข้าใจคุณแค่นั้นเอง

ผมเห็นตรงนี้ชัด เพราะลูกผมอายุ 10 ขวบ และยึดทุกอย่างในบ้าน ทั้งคอมพิวเตอร์ ทีวี เพราะฉะนั้นเวลาเขาดูอะไร พ่อก็ต้องดูด้วยโดยไม่มีสิทธิกำหนด อย่างตอนนี้วินฟังเพลงแนวซาวนด์เอฟเฟกต์ ผมก็แบบ นี่ฟังอะไรเนี่ย ไม่ชอบ อัสนี-วสันต์ เหรอ แล้ววันที่ลูกโตไปกว่านี้ พ่อจะเข้าใจมันไหมเนี่ย เพราะฉะนั้นถ้าอยากเข้าใจเขา ผมก็ต้องเรียนรู้ไปด้วยกัน

วิลลี่ แมคอินทอช เริ่มต้นความฝันที่อยากเป็นนักบิน ก่อนจะเป็นนักแสดง พิธีกร และนักธุรกิจ ถ้าถึงวันที่ต้องจากโลกนี้ไป อยากให้คนจดจำแบบไหนครับ

อยากให้คนจำว่า ไอ้คนนี้มันเฟรนด์ลี่ ตลก และน่ารัก ห้ามใจไม่ให้รักไม่ได้… เสียดาย ไม่น่ารีบตายเลย อายุ 99 ปีเอง (หัวเราะ)

ถ้าตอนอายุ 17 ปี ผมสอบนักบินติด พ่อแม่ก็คงดีใจ แต่พอพลิกมาทำงานในวงการบันเทิง ก็กลายเป็นการเดินทางอีกแบบ ได้เจอทั้งเรื่องดีและไม่ดี ซึ่งเป็นปกติของชีวิต หลายคนจะอายเวลาบอกว่าทำธุรกิจเจ๊ง แต่ผมมองว่าความล้มเหลวคือประสบการณ์ที่ดีที่สอนว่า อย่าทำแบบนั้นอีก คนเก่ง ๆ ที่ประสบความสำเร็จในโลกก็เคยล้มหรือทำผิดพลาดมาแล้วทั้งนั้น แล้วเวลาคุณเล่าประวัติชีวิตตัวเอง ประสบการณ์แบบนี้จะทำให้สตอรี่สนุกขึ้นเยอะ ถ้าเป็นหนังก็โคตรเข้มข้นเลย

พอถึงเวลาตายแล้วได้ย้อนกลับมาดูจะรู้สึก โอ้โฮ ชีวิตไอ้นี่สนุกสุด ๆ

ชีวิตของวิลลี่ในมุมนักเรียนการบิน นักแสดง พิธีกร ผู้จัด นักธุรกิจ พระ พ่อ ที่อยากถูกจดจำว่า ‘ห้ามใจไม่ให้รักไม่ได้’
ชีวิตของวิลลี่ในมุมนักเรียนการบิน นักแสดง พิธีกร ผู้จัด นักธุรกิจ พระ พ่อ ที่อยากถูกจดจำว่า ‘ห้ามใจไม่ให้รักไม่ได้’

Writer

ปารัณ เจียมจิตต์ตรง

นักเขียนใส่แว่นที่ตกหลุมรักเรื่องราวในชีวิตของผู้คน ผ่านการพูดคุยและการฟัง

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load