ท่ามกลางผลงานของนักออกแบบสัญชาติญี่ปุ่นในงาน Graphic Trial 2018 ที่ Printing Museum Tokyo มีผลงานของนักออกแบบไทยปรากฏอยู่

นี่เป็นครั้งแรกที่นักออกแบบกราฟิกไทยได้รับเชิญไปร่วมสร้างและแสดงงาน

เจ้าของผลงานนั้นคือ สันติ ลอรัชวี

ตั้งแต่วันแรกที่เข้าวงการจนถึงวันนี้และวันหน้า สันติบอกว่าเขาคือ กราฟิกดีไซเนอร์

“ผมจะพยายามเป็นกราฟิกดีไซเนอร์ในประเทศไทยที่ทำจนตาย” เขาเอ่ยประโยคนี้ระหว่างที่เรานั่งคุยกันในร้านกาแฟใกล้ๆ PRACTICAL Design Studio ที่เขาเป็นผู้ก่อตั้ง

ผลงานที่ผ่านมาของเขามากมายเกินกว่าจะไล่เรียงได้หมดภายในย่อหน้าเดียว ในปี 2015 เขาได้รับรางวัล Designer of the Year สาขาการออกแบบกราฟิกจากนิตยสาร Wallpaper* และกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์

แต่หากจะให้ยกตัวอย่าง ผลงานล่าสุดของเขาที่น่าจะคุ้นตานักอ่านคือหน้าปกหนังสือ The Wisdom Series ของ ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา ทุกเล่ม ไล่ตั้งแต่ ปัญญาอนาคต, ปัญญาอดีต และปัญญาหนึ่งถึงร้อยหมื่น

เมื่อรู้ว่าเขาได้รับเชิญไปแสดงงานที่ญี่ปุ่น ผมจึงนัดพบเขาในบ่ายวันหนึ่งเพื่อคุยกันถึงสิ่งที่เขาได้ค้นพบจากดินแดนที่งานออกแบบกราฟิกก้าวหน้าและชวนตื่นตาที่สุดแห่งหนึ่งในโลก และยังเป็นดินแดนที่สิ่งพิมพ์ยังปักหลักแข็งแรงที่สุดดินแดนหนึ่ง

แล้วก็เหมือนทุกๆ ครั้งที่เจอกัน เรื่องเล่าของเขามีพลังเสมอ

และนี่คือเรื่องเล่าโดยสันติ

สันติ ลอรัชวี, กราฟิกดีไซเนอร์, ญี่ปุ่น, วงการสิ่งพิมพ์

คิดว่าอะไรทำให้หนึ่งในโรงพิมพ์ที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่นตัดสินใจชวนดีไซเนอร์ไทยอย่างคุณไปแสดงในงานนี้

เขาได้รับคำแนะนำมาหลายคน แล้วเขาก็เลือกจากผลงาน ซึ่งผมก็ถือว่าได้เกียรติเกินตัวนะ เราอาจจะไม่คิดว่าเราอยู่ในระดับที่จะแสดงงานนี้ในตอนแรก มาสเตอร์ของญี่ปุ่นหลายคนเขาเคยผ่านรายการนี้มาหมดแล้ว

งาน Graphic Trial สำคัญยังไง ขับเคลื่อนเรื่องอะไรในญี่ปุ่น

งานนี้จัดทุกปี ปีนี้ปีที่ 13 แล้ว โดย Toppan ซึ่งเป็นโรงพิมพ์เก่าแก่ในญี่ปุ่น

Toppan เขาทำ Printing Museum ของตัวเองด้วยที่โตเกียว เก็บสิ่งต่างๆ ตั้งแต่มนุษย์เริ่มมีวิวัฒนาการเกี่ยวกับการพิมพ์ มีทั้งภาพพิมพ์หิน มีเครื่องของกูเตนเบิร์ก เขาเก็บ Archive ทุกอย่างอยู่ในนั้น และนอกเหนือจากทำ Printing Museum เขาก็ทำนิทรรศการประจำปีของเขาชื่อ Graphic Trial คอนเซปต์มันก็ตามชื่อเลย เขาต้องการทดลอง

เขาเชื่อว่า คนที่จะทำให้โรงพิมพ์ทำงานไปได้ไกลขึ้น ขยายขอบเขตของงานพิมพ์ไปได้ไกลขึ้น คือคนที่มีความคิดสร้างสรรค์ สิ่งที่เขาทำก็คือคัดเลือกนักออกแบบ 4 คนทุกปี โดยที่ 10 ปีแรกเป็นคนญี่ปุ่นล้วน ซึ่งคนที่เขาชวนมาแต่ละคนก็จะมาตั้งสมมติฐานถึงเรื่องที่ตัวเองสนใจและอยากจะทดลองกับงานพิมพ์ ดีไซเนอร์ในญี่ปุ่นก็มาดูว่า การพิมพ์ในระบบอุตสาหกรรมทุกวันนี้ทำอะไรได้บ้าง มันไปถึงไหนแล้ว ในเวลาที่ไม่มีขอบเขต ไม่ต้องสนใจงบประมาณ งานพิมพ์สามารถทำได้ขนาดไหน แน่นอนว่าขอบเขตของงานพิมพ์ที่มันกว้างขึ้น มันก็จะไปขยายขอบเขตการใช้งานของลูกค้าที่มันกว้างขึ้น

สันติ ลอรัชวี, กราฟิกดีไซเนอร์, ญี่ปุ่น, วงการสิ่งพิมพ์
สันติ ลอรัชวี, กราฟิกดีไซเนอร์, ญี่ปุ่น, วงการสิ่งพิมพ์

แล้วคุณได้รับโจทย์อะไร

โจทย์กว้างมาก เขาจะมีธีมหลวมๆ ให้แต่ละปี ธีมในปีนี้คือ Passion เงื่อนไขที่เขาให้ผมทำคือ โปสเตอร์ 5 ใบ โดยใช้กระดาษอะไรก็ได้ในญี่ปุ่น และห้ามพิมพ์เกิน 10 เลเยอร์ นั่นคืองบประมาณที่เขาตั้งไว้ให้ ซึ่งแค่นี้ก็ใช้ไม่หมดแล้ว (หัวเราะ)

ผมก็ถามตัวเองว่า โอกาสที่ดีที่สุดของตัวเราที่ได้มางานนี้ เราจะตักตวงอะไร ผมก็เลยคิดว่า ในเมื่อเราได้ทำงานกับ Print Director ที่เขาคลุกอยู่ในประเทศที่มีงานพิมพ์ที่นับว่าดีที่สุดในโลก ถ้าคิดแต่จะทำงานแล้วมึงไม่คิดจะเรียนรู้ มึงก็โง่เต็มทนแล้ว ผมก็เลยตั้งโจทย์ว่า ครึ่งหนึ่งผมจะสร้างกลไกลการเรียนรู้ของตัวเอง ต้องขยายสิ่งที่เรารู้ ผมก็เลือกที่จะเอาแพสชันที่ผมมีต่องานขาวดำมาทำงานชุดนี้ ผมอยากจะขยายความรู้ตัวเองเรื่องนี้ให้เคลียร์ไปเลยว่าในอุตสาหกรรมนี้งานขาวดำทำอะไรได้บ้าง ซึ่งถ้าเป็นในแง่เทคนิค การทำงานนี้ทำให้ผมมี Swatch สีขาวดำทั้งหมดในโลกนี้ หมายความว่า เวลาทดลองเขาจะทดลองทั้งหมด ทั้งการสีดำพิมพ์หนึ่งครั้ง สองครั้ง สามครั้ง สี่ครั้ง เอาสกรีนทับ เอาฟอยล์ทับ

สันติ ลอรัชวี, กราฟิกดีไซเนอร์, ญี่ปุ่น, วงการสิ่งพิมพ์
สันติ ลอรัชวี, กราฟิกดีไซเนอร์, ญี่ปุ่น, วงการสิ่งพิมพ์

โปสเตอร์ที่ผมทำถ้าเราดูระยะไกล เราจะเห็นแค่หน้าคนยิ้ม โกรธ เกลียด แต่ถ้าเราดูในระยะใกล้ เราจะเห็นรายละเอียด หรือถ้าเรียกง่ายๆ ก็คือว่าเราจะเห็นเลยว่าทำไมเขาถึงยิ้ม แล้วผมอยากเห็นภาพคนดูงานในระยะประชิด ปรัชญาของโปสเตอร์นี้คือ เราอาจจะต้องพยายามเข้าใจว่าทำไมคนนี้ถึงพอใจ คนนี้ถึงโกรธ คนนี้ถึงเกลียด พอเราเข้าใจบางทีเราก็จะรับมือหรือจะความสัมพันธ์กับเขาได้ดีขึ้น แต่ถ้าคุณดูระยะไกล คุณก็จะเห็นเพียงแค่ว่าคนนี้ยิ้มอยู่ โกรธอยู่ ไม่รู้ที่มา

คุณเคยตั้งสเตตัสว่า คุณไปด้วยคำถามมากมาย แล้วการไปงานนี้ก็ให้คำตอบบางอย่าง คำถามที่เกิดขึ้นก่อนไปคืออะไร

เป็นคำถามที่เราเคยโดนถามนั่นแหละว่างานพิมพ์ในบ้านเราจะอยู่ยังไง ผมไปอยู่ที่นั่นอาทิตย์หนึ่ง เชื่อมั้ย ไม่มีคำว่า Print is dead ไม่มีบทสนทนานี้ว่างานพิมพ์จะอยู่ยังไง

สันติ ลอรัชวี, กราฟิกดีไซเนอร์, ญี่ปุ่น, วงการสิ่งพิมพ์
สันติ ลอรัชวี, กราฟิกดีไซเนอร์, ญี่ปุ่น, วงการสิ่งพิมพ์

เขาไม่กลัวหรืออะไร

ผมเชื่อว่าเขายังไม่รู้สึกอะไรกับผลกระทบ กับปริมาณการใช้การพิมพ์ อาจจะด้วยช่องทางการใช้ที่หลากหลาย แล้วคงไม่ใช่เพราะว่าไม่กลัว แต่อาจจะเป็นเพราะว่าเขามีทางออกทางธุรกิจแล้ว

มีเรื่องหนึ่งที่ผมทึ่ง เขาพาผมไปเดิน Printing Museum แล้วหลังจากเวิร์กช็อปในมิวเซียมอะไรเรียบร้อย เขาก็บอกผมว่า ยังไม่จบ เดี๋ยวไปที่ห้องฉายหนัง เราก็คิดว่าสงสัยจะให้ดูประวัติโรงพิมพ์ เขาก็ให้ผมนั่งตรงกลางห้อง แล้วเขาก็บอกว่านี่คือ VR (Virtual reality) นี่คือธุรกิจใหม่ของ Toppan

ย้อนกลับไป ก่อนจะมาถึงห้อง VR ตรงปลายพิพิธภัณฑ์ที่ผมไปดู มันมีตู้อยู่ตู้หนึ่ง เป็นหนังสือเก่าระดับก่อนยุคที่จะมีงานพิมพ์ แล้วเขาพบว่ามันทำสำเนายากมาก เพราะว่าหนังสือมันอ่อนแอมาก สแกนเนอร์กดลงไปไม่ได้ เพราะฉะนั้น มันต้องการสแกนเนอร์แบบลอยตัว เป็น 3D Scanner เขาเลยพัฒนา Camera Scanner ขึ้นมาเพื่อที่จะสแกนหนังสือเก่า แล้วก็ไปร่วมกับนักประวัติศาสตร์ทั่วโลกเพื่อที่จะเก็บหนังสือเก่าให้อยู่ในรูปแบบดิจิทัล ดูความทะเยอทะยานเขาสิ แล้วเขาก็เอากล้องตัวนี้ไปถ่ายสถานที่ต่างๆ โดย VR ที่เป็นตัวสาธิตในห้องที่ผมได้ดู คือโบสถ์ Sistine ในวาติกัน ที่มีงานของ ไมเคิล แอนเจโล อยู่ เขาใช้กล้องตัวนี้สแกนทั้งหมด แล้วก็เอามาร้อยใหม่ ฉะนั้น คุณแค่ถือกล้อง แล้วโยกจอยสติ๊ก มันก็เหมือนคุณเดิน คุณลอย คุณดูใกล้มากๆ ก็ได้ จนผมเห็นงานไมเคิล แอนเจโล ใกล้กว่าคนที่ไปดูที่โบสถ์อีก

ผมก็ถามว่า แล้วเริ่มดำเนินการยังไงบ้าง เขาบอกว่าเขาถ่ายสถานที่สำคัญของโลกไปมากกว่า 40 แห่งแล้ว โดยร่วมกับรัฐบาลประเทศต่างๆ ผมถามเขาว่า แล้วประเทศไทยล่ะ เขาบอกว่า ประเทศไทยคุยแล้ว จะทำที่อยุธยากับกระทรวงวัฒนธรรม นี่เป็นธุรกิจใหม่ของโรงพิมพ์

เทคโนโลยี VR กับโรงพิมพ์เชื่อมโยงกันยังไง

มันไม่ได้เชื่อมโยงหรอก แต่ผมมองว่า อะไรที่เขาต่อยอดได้เขาก็ทำ เขารักสิ่งพิมพ์เขาถึงได้กล้องตัวนี้มา คำถามคือเมื่อคุณคิดกล้องแบบนี้ได้ กล้องตัวนี้ใช้ประโยชน์อะไรได้บ้าง เมื่อตอบว่ากล้องตัวนี้ใช้ประโยชน์อะไรได้บ้าง เขาก็เอาไปใช้ต่อยอดธุรกิจอื่นต่อ แล้วถ้าไปทำตรงนั้นแล้วมันเกิดสร้างรายได้สำคัญขึ้นมา เขาก็อาจพยุงงานพิมพ์ให้มันผ่านวิกฤต จนกระทั่งโลกมันเคลียร์แล้วว่า สถานะของสิ่งพิมพ์จะเป็นยังไง

คุณต้องไม่ปฏิเสธว่าคุณจะต้องอยู่ในสภาพเศรษฐกิจให้ได้ก่อน คุณถึงรักษาฝันคุณไว้ได้ ถ้าเรามีแพสชันมากพอ เราจะพยายามหาวิธีเพื่อที่จะทำให้งานสิ่งพิมพ์ที่เรารักมันยังอยู่ได้ จนกว่ามันจะผ่านมรสุมนี้ไป คำถามคือในวันหนึ่งเมื่อฟ้ามันเปิด เรารู้แล้วว่าสิ่งพิมพ์จะอยู่อย่างไร ตอนนั้นเราจะยังอยู่มั้ย หรือวันนั้นเราออกจากเกาะไปแล้ว

คือเราทุกคนเชื่ออยู่แล้วว่าสิ่งพิมพ์มันไม่ตาย แต่มันจะอยู่ยังไงเท่านั้นเอง ผมว่าสิ่งพิมพ์มันก็จะปรับตำแหน่งของมันจนกระทั่งมีที่ทางของมัน เพียงแต่ว่าแน่นอนบางทีขนาดของธุรกิจมันอาจจะลดลง ทำให้ผู้คนต้องย้ายออกไป แต่มันไม่ได้แปลว่ามันจะตาย แล้วประเทศที่เก่งที่สุดในการรักษาพื้นที่ก็คือญี่ปุ่น เรายังเห็นร้านกาแฟอายุ 60 ปี 70 ปี เรายังเห็นธุรกิจที่ทำอย่างเดียว ทำอยู่อย่างนั้นตั้งแต่หนุ่มจนแก่ แล้วญี่ปุ่นรักษาของเก่งด้วย มึงจะไปไหนก็ไป แต่กูยังอยู่ แล้ววันหนึ่งกูก็กลับมาได้ แล้วคนทั่วโลกก็มากิน แล้วอยู่ดีๆ ก็ขยายสาขาอีกที

แล้วญี่ปุ่นมีวิธีเอาตัวรอดในยุคสมัยที่สิ่งพิมพ์สั่นคลอนอย่างไร

ผมไม่รู้วิธีเขาหรอก แต่ผมรู้ว่าคนญี่ปุ่นลำบาก เขาต้องต่อสู้กับภัยธรรมชาติอย่างใหญ่หลวง ผ่านสงคราม เลยมาถึงความตึงเครียดอื่นๆ ผมว่าเซนส์ของการเอาตัวรอดมันจึงอยู่ในสายเลือด มันคือสัญชาตญาณ สองเรื่องหลักๆ ที่เขาเจออย่างภัยธรรมชาติกับสงครามมันเป็นเรื่องใหญ่มาก มันทำให้ส่งจิตวิญญาณมาสู่การทำธุรกิจ ซึ่งตรงนั้นมันซื้อหาไม่ได้ แล้วมันก็ราคาแพงเกินไป ถามว่าเอามั้ย ให้คนไทยเป็นแบบนั้นเลย ทุกคนจะเป็นระเบียบหมดเลย แต่ว่าต้องเจอภัยธรรมชาติสองสามครั้ง ไม่รู้ว่าญาติพี่น้องใครจะต้องจากไปบ้าง ที่ดินใครจะต้องสูญเสียไปบ้าง หรือมีสงครามที่ต้องแลกมากับการที่ประเทศแตกสลาย ถ้าแลกได้คุณจะแลกมั้ยล่ะ

แต่เราเรียนรู้จากเขาได้ว่า การที่เราละเอียดต่อการใช้ชีวิต ละเอียดต่อการคิดทั้งในแง่ของตัวเราและบุคคลอื่น มันเป็นคุณสมบัติที่ดีในการที่เราจะทำอะไรสักอย่าง ผมมองตรงนั้น ผมไม่ได้รู้ว่าเขามีเทคนิคอะไรในการเอาตัวรอดหรอก เขาก็ทำตามนิสัยเขา

สันติ ลอรัชวี, กราฟิกดีไซเนอร์, ญี่ปุ่น, วงการสิ่งพิมพ์

แล้วคุณมองงานพิมพ์ในไทยอย่างไร

เราอาจจะเดินตามกระแสลมที่เข้ามารวดเร็วไปหน่อย ทั้งกระแสทางธุรกิจก็ดี ทั้งโลกาภิวัตน์ก็ดี โรงพิมพ์บ้านเราอาจจะปรับตัวเร็วเกินไป

เปรียบเทียบสมมติเราเป็นปลาอยู่ในน้ำ พอมีอาการอะไรบางอย่างที่ผิดปกติเราก็ดีดตัวเองขึ้นจากน้ำ แล้วเผอิญว่ามาตกอยู่บนบก ถามว่าเราจะต้องทำยังไงต่อ ทุกคนก็บอกว่าต้องดีดกลับลงน้ำ เพราะว่าบนบกมันไม่ใช่ที่ที่เราอยู่ เรารู้สึกอึดอัด เราต้องดีดกลับลงน้ำ โอเค ถ้าคุณดีดกลับลงน้ำไปได้ นั่นถูกทาง แต่ถ้าไม่ถูกทาง คุณก็จะไกลน้ำมากขึ้น เพราะฉะนั้น การดีดตัวครั้งแรกโคตรสำคัญ ว่าคุณจะดีดไปทางไหน ถ้ามันไกลขึ้น คุณต้องดีด 2 ทีแล้วนะ ถ้ายังผิดเหมือนเดิมอีก ทีนี้เตรียมตัวตายได้แล้ว เพราะฉะนั้น ตรงนี้สำคัญมาก บางทีพอเราเจอสถานการณ์ในชีวิต เราควรจะต้องคิดก่อนมั้ยว่าเราจะปรับตัวยังไง บางทีสถานการณ์นั้นมันอาจจะเป็นช่วงเวลาครู่เดียวแล้วมันก็ผ่านไป เราแค่ทนให้ได้ แล้วมันก็ผ่านไป บางทีเราไม่ต้องปรับตัวก็ได้ มันมีหลายวิธี

ผมคิดว่าบ้านเราเร็วต่อกระแสต่างๆ เช่น มีเครื่องรุ่นนี้เข้ามาใหม่ แล้วมันดูเหมือนจะมีคนจ้างงาน เราก็อาจจะกู้เงินหรือโถมอะไรต่างๆ เข้าไป หรือเครื่องนี้ไม่ได้ใช้แล้ว ขายทิ้งดีกว่า แทนที่จะรักษามันไว้ แล้วก็เก็บลูกค้าที่ยังใช้อยู่ พัฒนาให้มันยังดีอยู่

ประมาณ 30 ปีที่แล้วมีเครื่อง Letterpress เต็มเมืองเลย วันนี้มันไปไหนหมด เขาทิ้งหมด เมื่อสี่ห้าสิบปีก่อนมีโรงพิมพ์ตะกั่วเต็มเมืองเลย ไปไหนหมด เขาขายเป็นของเก่าหมด ชั่งกิโลขายหมด นั่นคือการดีดตัวที่ผมว่า เขาอาจจะมองว่ามันไม่มีค่าแล้ว คือโดยธรรมชาติเราไม่รู้จะเก็บไปเพื่ออะไร คนอย่างอาจารย์เอนกที่บอกว่า เก็บวันนี้มันก็จะเก่าวันหน้า มันจะมีค่าขึ้น มันมีอยู่แค่ไม่กี่คน

เปลี่ยนไปใช้เทคโนโลยีที่ใหม่กว่า ทันสมัยกว่า ฟังเผินๆ ก็ถูกต้องแล้วไม่ใช่เหรอ มีอะไรที่คนลืมมอง

มันใหม่กว่า เร็วกว่า แต่เผอิญว่ารอบมันก็เร็วด้วย เมื่อก่อนเราซื้อเพลย์สเตชันรุ่นแรกเราอยู่ได้หลายปี พอซื้อรุ่น 2 ไม่นานรุ่น 3 ก็ออก โทรศัพท์มือถือยิ่งเห็นชัด คือรอบมันก็เร็วด้วย คราวนี้ถ้าคุณจะวิ่งตาม คุณก็ต้องใช้เงินมหาศาล แล้วคุณก็ต้องได้งานมหาศาล ทุกอย่างมันก็สวนทางกันหรือเปล่า ในเมื่องานมันลดลง คุณต้องทำให้รอบมันช้าขึ้นหรือเปล่า

มันก็มีฉากที่น่าสนใจแต่ไม่มีทางเป็นไปได้คือ สมมติถ้าเรารู้ เรานั่งไทม์แมชชีนย้อนกลับไปได้ แล้วเราก็ไปบอกโรงพิมพ์ว่าคุณเก็บเครื่อง Letterpress ให้หมดเลยนะ แล้วอีก 30 ปีข้างหน้าประเทศไทยจะเป็นเมือง Letterpress โลก มีทุกอย่างสมบูรณ์หมดเลย ครบทุกฟอนต์ แล้วมันจะมีช่วงที่ประเทศอื่นทิ้งเครื่อง ไปกว้านซื้อมาให้หมด คิดดูว่าประเทศเราตอนนี้จะเป็นยังไง

จะไม่ล้าหลังใช่ไหม

ก็ดูที่เบอร์ลินตอนนี้สิ สตูดิโอ Letterpress ขึ้นมาเต็มไปหมดเลย

อย่างตอนนี้คนก็พาการสกรีนกลับมาได้แล้ว แน่นอน คนจะออกจากเวทีไปจำนวนหนึ่ง แต่ถ้าเรายังอยากเป็นคนที่อยู่ในเวที เราก็อาจจะต้องเก็บรักษา เหมือน The Archivist ที่เป็นสตูดิโอที่ทำงานสกรีน ซึ่งความเป็น Craftsmanship จะสูงขึ้น การที่คุณเป็นผู้เชี่ยวชาญจะสูงขึ้น ไม่ใช่แค่ทำเป็น แต่ต้องทำเก่ง ทำละเอียด รู้ลึก พอมันยกที่ทางตัวเองในแง่มูลค่า อาชีพมันก็ไปต่อได้

สันติ ลอรัชวี, กราฟิกดีไซเนอร์, ญี่ปุ่น, วงการสิ่งพิมพ์

จากการได้ร่วมงานกับโรงพิมพ์ญี่ปุ่นครั้งนี้ เขามองงานพิมพ์ต่างจากที่คุณเคยเจอในไทยไหม

เรื่องเดียวกัน เรื่องเดิม ก็คือทัศนคติต่อสังคม ต่อหน้าที่ต่างกัน

ในญี่ปุ่นความประณีตไม่ได้อยู่ในเฉพาะคนสายศิลปะ แต่ความประณีตอยู่ในทุกอาชีพ มันน่าสนใจตรงที่ว่า เรื่องประณีต เรื่องคำว่าวิจิตร เรื่องคำว่าละเอียดอ่อน ในบ้านเราไปแบ่งกันตอนไหนก็ไม่รู้ มันอาจจะมาจากตอนที่เราแบ่งสายวิทย์สายศิลป์หรือเปล่า เช่น บางคนบอกว่ากูไม่ไหว กูไม่หัวศิลป์พอ กูไม่มีฝีมือ

เราสรุปทุกอย่างเป็นก้อนๆ ไปหมดเลย คือเราจะเห็นคนทำก๋วยเตี๋ยวบางเจ้าเขาก็ประณีต คือความประณีตมันฝังอยู่ในทุกๆ อย่าง ความประณีตหรือคำว่า Craft มันไม่ได้จำกัดกิจกรรม เวลาเราวิ่งแล้วตั้งใจจับความเร็วนั่นก็ประณีต ทุกอย่างมันต้องเสริมสร้างความประณีตมากขึ้น ไม่ใช่เราไปครอบครองอยู่กับกลุ่มคนที่ทำงานศิลปะ

แล้วความประณีตมันจะยิ่งออกดอกออกผลในสาขาวิชาที่ต้องการมันสูง งานของญี่ปุ่นอย่าง Hokusai ที่เขาทำเป็นบล็อกไม้ ทำภาพพิมพ์โดยการแกะไม้ นั่นก็เป็นความประณีต ซึ่งสมัยนั้นเขาคงไม่ได้คิดว่าตัวเองเป็นศิลปินหรอก เขาก็เป็นช่างที่ต้องทำสิ่งนี้ขาย วางขายข้างทาง แต่นั่นก็คือความประณีต

คือคุณมองว่าความประณีตควรจะอยู่ในทุกคน ทุกสิ่ง

ความประณีตมันเป็นคำขยายการกระทำ มันไม่ใช่ผลลัพธ์ มีนักศึกษาบอกผมว่าอยากทำงานคราฟต์ ผมบอกว่า งานคราฟต์คือทุกอย่างที่คุณทำ เพราะคราฟต์มันเป็นคำขยายกิริยา ผมไม่ได้มองว่าคราฟต์เป็นผลลัพธ์ ไม่ได้มองว่ามันจะต้องเป็นงานที่มีรายละเอียด มันอาจจะเรียบมากก็ได้ อาจจะเป็นแค่ไม้เหลี่ยมๆ ก้อนหนึ่ง แต่ถ้ามันขัดอย่างประณีต ไม้เหลี่ยมๆ ก้อนนั้นมันก็พิเศษมาก คุณสัมผัสแล้วเสี้ยนไม่มีเลย ขนาดพอดี เลือกไม้มาอย่างดี หรืออะไรก็แล้วแต่

ผมว่าทุกอย่างมันประณีตได้ คราฟต์ได้ แต่ถ้าเราไปให้คำจำกัดความเรื่องคราฟต์ว่ามันจะต้องมีรายละเอียดยุบยิบ มันก็ให้มุมมองต่อคำว่าคราฟต์ในแค่มิติเดียว

แล้วในมุมมองของคุณ วงการนักออกแบบในญี่ปุ่นทุกวันนี้เป็นอย่างไร เหมือนหรือต่างจากบ้านเราไหม

ในแง่มนุษย์ไม่ต่างกันมากหรอก แต่สภาพแวดล้อม โครงสร้าง เขาต่างกับเราเยอะ ตลาดบนเขาดีกว่าเรา อย่างเช่นกลุ่มนักออกแบบที่เก่งเขาก็จะเก่งมาก เพราะว่าเขามีโอกาสที่ได้ทำอะไรในสนามที่ต่อให้เราบอกว่า ‘กูก็ทำได้’ แต่มึงก็ทำไม่ได้หรอก เพราะมึงไม่ได้ทำ (หัวเราะ) คือคุณทำได้ ก็ยังไม่นับว่าคุณทำได้ เพราะคุณไม่ได้ทำ

รอบนี้ที่ผมไปดูงานผมไปอะควาเรียมก็มีดีไซน์เนอร์ไปออกแบบตู้ปลาชื่อ Waterscape มันจะมีที่ไหนให้ทำ สมมติคุณนึกออกว่า ตู้ปลาถ้าเอากราฟิกมาเดินแบบนี้ ทำตู้แบบนี้ แล้วมันจะทำให้การดูปลาตู้มันพิเศษขึ้น แต่แล้วยังไงต่อ เราก็ไม่มีไอเดียว่าจะไปยังไงต่อเพราะว่าบรรยากาศรอบข้างในไทยมันยังไม่ได้ถึงขนาดนั้น แต่ว่ามันไม่ได้เป็นเรื่องแย่ แค่เราต้องเข้าใจว่าโครงสร้างทางสังคมมันต่างกัน ในประเทศที่เจริญมากๆ แน่นอนว่านักออกแบบของเขาย่อมต้องมีประสบการณ์ต่อสิ่งเหล่านั้นสูงกว่า ซึ่งเราก็ต้องศึกษาเขา

 สันติ ลอรัชวี, กราฟิกดีไซเนอร์, ญี่ปุ่น, วงการสิ่งพิมพ์

เท่าที่สังเกต ชีวิตของกราฟิกดีไซน์เนอร์ของญี่ปุ่นเป็นยังไงบ้าง ชีวิตเขาสบายกว่าเราไหม

ดีไซน์เนอร์มันมีระดับ ซึ่งมันละเอียดมากและช่องว่างมันห่างมาก เราก็จะเจอทั้งสองแบบ มีทั้งแบบที่เสกทองเสกเงินได้หมดเลย พูดอะไรก็โอเคหมด มีความคิดสร้างสรรค์ ทำไมอายุ 80 แล้วยังทำงานได้ แข็งแรง มีความคิดที่แยบยลมาก เอาตัวธรรมชาติของวัฒนธรรมตัวเองมาผสมกับโลกสมัยใหม่ได้แบบกลมกล่อม แล้วก็มีหลักการ อันนั้นเป็นสิ่งที่เราทึ่ง ในขณะเดียวกันดีไซน์เนอร์กลุ่มที่บ่นหรือว่าอิจฉาบ้านเราก็มีไม่น้อย

การทำงานในญี่ปุ่นเขายังมีระดับอาวุโส มีตำแหน่ง มีอะไรค่อนข้างเข้มข้น แล้วงานเขาก็เยอะ ถ้าเกิดคุณเป็นสตูดิโอเล็กๆ แล้วอยู่นอกโตเกียวหรือว่าอยู่ในโตเกียวก็ตามแต่ว่ายังไม่ได้ตัวใหญ่มาก คุณก็ต้องทำงานหนักมาก หรือต่อให้บริษัทใหญ่ก็ต้องทำงานหนัก คนญี่ปุ่นยังมีทัศนคติกับงานค่อนข้างตึง ตึงหมายความว่ามันคือชีวิต เพื่อนชาวญี่ปุ่นของผมที่มาทำงานเมืองไทยสักพักแล้วต้องกลับไปญี่ปุ่นยังบอกว่า ผมเพิ่งเข้าใจว่าชีวิตคืออะไร ที่ผ่านมาผมเข้าใจว่าชีวิตคืองาน ผมเพิ่งเข้าใจว่าชีวิตคือชีวิต

กลายเป็นว่าประเทศไทยทำให้เขาค้นพบสิ่งสำคัญ

ใช่ เขาบอกว่าคนไทยชีวิตดีมาก เพราะทุกคนพยายามจะสบาย และนั่นคือจุดหนึ่งที่ชีวิตต้องการ ท้ายที่สุดเราต้องการสบายไม่ใช่เหรอ เราถึงชอบหลงทาง ออกนอกลู่นอกทางไปสู่เรื่องที่จรรโลง

แต่เหตุผลที่เราออกนอกลู่นอกทางได้มากหน่อยเพราะว่าเราอาจจะไม่มีเรื่องที่ต้องกังวลขนาดเขา เรายังไม่ได้เป็นประเทศที่ค่าครองชีพสูงขนาดอยู่ไม่ได้ เราไม่ได้มีอุทกภัย ไม่ได้มีภัยพิบัติ ไอ้ความสบายของเราบางทีมันก็เลยออกนอกลู่นอกทางจนเกิดเป็นความไร้ทิศไร้ทาง

แต่ความสบายของเราจริงๆ มันก็อาจจะเป็นสิ่งที่คนทั่วโลกอิจฉาเราอยู่ก็ได้ โห เพื่อนผมมาแล้วไม่มีใครอยากกลับประเทศตัวเองเลย ผมเจอร้อยเปอร์เซ็นต์เลยนะ เขาอยากจะอยู่ อยากต่อสัญญา เขารู้สึกว่าเขาได้ชีวิตส่วนตัวคืนมา เขาไม่ต้องระวัง อย่างที่ผมบอกน่ะ มันก็ต้องแลกกัน พอเราเห็นมากๆ มันก็ดีเหมือนกัน

พอเห็นอย่างนั้นมันทำให้คุณกลับมาชอบบ้านเมืองที่เราอยู่มากขึ้นไหม

จริงๆ ผมก็ไม่เคยรังเกียจประเทศตัวเอง มันแค่ต่างกัน แล้วบ้านคนอื่นดีกว่าเสมอแหละ เมียคนอื่นสวยกว่าเสมอ (หัวเราะ) คือมันเป็นธรรมชาติมนุษย์

เห็นว่าคุณเจอศิลปินญี่ปุ่นหลายคน ได้เรียนรู้อะไรจากคนเหล่านั้นบ้าง

ผมได้คุยกับหลายคน คนหนึ่งคือ Akira Uno ซึ่งผมเป็นแฟนงานเขาอยู่แล้ว ท่านอากิระซังน่าจะอายุ 80 กว่าแล้ว เขาบอกว่าเมื่อก่อนเขาไม่รู้ว่าเขาเป็นกราฟิกดีไซเนอร์ เพราะว่าเขาทำงานเป็นช่างเขียนมาตั้งแต่ยุคสงครามโลก เขาก็เป็นคนเขียนรูป ทำโปสเตอร์ พอถึงวัยกลางคนก็ถูกเรียกว่ากราฟิกดีไซเนอร์ ก็เลยต้องเรียนรู้ว่าต้องทำงานยังไงเพิ่มเติม

ทุกวันนี้เขาก็ยังทำงานเหมือนเดิม แล้วก็ยังมีงานให้ทำ เป็นสตูดิโอที่เปรี้ยวมาก อาจจะเป็นเพราะว่าอุตสาหกรรมกราฟิกดีไซน์ในญี่ปุ่นมันเติบโต ทำให้มันมีพื้นที่ทางอาชีพ แล้วก็ทำให้เขาเดินต่อไปได้เรื่อยๆ แม้กระทั่งการเปลี่ยนแพลตฟอร์มจากแอนะล็อกมาสู่ดิจิทัล ก็ไม่ทำให้คนพวกนี้ต้องเลิกอาชีพไป บ้านเขาก็เลยเกิดมาสเตอร์ขึ้นได้ แต่ถ้าคุณไม่สร้างสะพานข้ามยุคสมัยให้ผู้คน คุณก็จะสูญเสียบุคลากรไปจำนวนหนึ่ง

บ้านเราสูญเสียบุคลากรไปเท่าไหร่ตอนที่เราเปลี่ยนแพลตฟอร์มไปสู่คอมพิวเตอร์ แล้วคนที่หายไปเขาสั่งสมอะไรมามากมายแต่เขาเดินต่อไม่ได้ แล้วพวกผมก็เป็นพวกเริ่มต้นในยุคที่เป็นยุครอยต่อ ไม่มีภูมิประสบการณ์ในอดีตของยุคสมัยที่ข้ามมา โอเค เรามีอาจารย์มานพ ศรีสมพร ที่ออกแบบมานพติก้า ที่เรายังสนทนากับแกได้อยู่ แต่เรามีน้อยเกินไปหน่อย

 สันติ ลอรัชวี, กราฟิกดีไซเนอร์, ญี่ปุ่น, วงการสิ่งพิมพ์

คุณเสียดายไหมที่เราไม่มีสะพานให้คนยุคก่อนข้ามมา

เสียดาย แต่ไม่ได้เสียดายในระดับที่ต้องคิดอะไรมาก ผมแค่คิดว่า แล้วเราจะเสียอีกมั้ยล่ะ

ผมมีน้องคนหนึ่งที่เขาสนใจเรื่องประวัติศาสตร์กราฟิกแล้วก็กลับไปหางานเก่า ผมบอกว่า ดีมากเลยนะ แต่เขาก็จะบ่นว่าเขาหาอะไรไม่ค่อยได้มากนัก ผมก็จะบอกว่า เพราะคนรุ่นผมมันไม่เก็บกันไง คนรุ่นคุณเลยต้องข้ามสองต่อเพื่อไปหา ผมก็พยายามให้กำลังใจ แล้วบอกว่า ถ้ามันเหนื่อยมากก็เก็บที่มีอยู่ตอนนี้สิ เพราะว่าคนเหล่านี้ยังมีชีวิตอยู่หมดเลย แล้วก็ยังโลดแล่นอยู่ อย่างเช่น ยุคสามหน่อ ที่เป็นกราฟิกสตูดิโอยุคบุกเบิก คือตั้งแต่ยุค 2520 กว่าไล่มา คนพวกนี้ยังมีชีวิตอยู่ทั้งหมด อาจจะเลี้ยงหลานบ้าง ทำนั่นทำนี่บ้าง แต่เขาก็จะมีคลังบางอย่าง แล้วเขาก็อาจจะไม่รู้ว่ามีใครต้องการหรือเปล่า

แล้วคุณคิดว่าอะไรทำให้กราฟิกดีไซเนอร์คนหนึ่งถึงทำงานอยู่จนถึงอายุ 80 กว่าได้

จริงๆ ดีไซเนอร์ญี่ปุ่นเป็นแรงบันดาลใจผมในแง่นี้มาโดยตลอด ผมเคยคุยกับดีไซเนอร์ท่านหนึ่ง เป็นคุณพ่อของ จิโร่ เอ็นโด แกเป็นกราฟิกดีไซเนอร์ที่มีความสามารถมาก แล้วครั้งแรกที่ผมไปญี่ปุ่น ผมโชคดีที่ผมได้ไปพักที่สตูดิโอแก ที่อยู่อาโอยาม่า ผมก็ถามแกไปว่า ‘ทำยังไงครับ ที่ยังทำงานอยู่จนถึงอายุเท่านี้’

เขาก็บอกผมว่า คนญี่ปุ่น ถึงจุดหนึ่งจะทำงานเพื่อสังคม เพราะว่ายิ่งคุณอายุมากเท่าไหร่ คุณอยู่ในอาชีพหนึ่งมากเท่าไหร่ คุณยิ่งต้องการเหตุผลในการประกอบอาชีพมากขึ้น เพราะเหตุผลนั้นมันไม่ใช่เงินแล้ว เพราะฉะนั้นคุณจะยืนระยะได้ คุณต้องให้เหตุผลตัวเองให้ได้ว่า คุณจะทำมันไปทำไม คนที่เลิกคือคนที่หาเหตุผลให้ตัวเองไม่ได้แล้วว่าจะทำไปทำไม ถ้าคุณหาได้ คุณก็ทำต่อได้

ผมจำได้แม่น แล้วผมก็บอกว่า ‘ครับ ผมจะทำ ผมจะพยายามเป็นกราฟิกดีไซเนอร์ในประเทศไทยที่ทำจนตาย’ ก็คือผมจะทำจนไม่ไหว เพราะฉะนั้น การเปลี่ยนแปลงในชีวิตเราจำเป็นมาก เราต้องยืนอยู่ให้ได้ ไม่ว่าจะยืนขาเดียวหรือยืนยังไง แต่ทั้งหมดก็ถูกออกแบบมาแล้วว่าจะยืนต่อ จะไปต่อ

ผมยังบอกพวกน้องๆ อยู่เลยว่า “พวกคุณโชคดีนะ มันมีเจตจำนงบางอย่างให้คุณทำไปได้เรื่อยๆ” คือสมมติคุณเป็นนักบัญชี คุณจะทำอะไรถ้าไม่มีใครให้คุณทำ หรือมาจ้างคุณ มันมีอีกหลายอาชีพที่ผมคิดว่า มันไปสัมพันธ์อยู่กับกลไกการว่าจ้างงานแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่บางอาชีพอย่างเช่นนักออกแบบ มันเดินไปด้วยตัวมันเอง

อย่างกราฟิกดีไซเนอร์ ถ้าไม่มีคนมาจ้างงาน มันจะต่างจากนักบัญชีที่ไม่มีคนมาจ้างงานมั้ย

ผมว่าน่าจะสัก 30 ปีที่แล้วเป็นแบบนั้น แต่ว่าช่วงนี้มันคงเปลี่ยนแล้ว เพราะว่าเรารู้แล้วว่ากราฟิกมันไปรองรับกับอะไรได้บ้าง

ผมมีเรื่องเล่าเรื่องหนึ่ง วันที่ผมกลับไปเป็นอาจารย์ แล้วผมขึ้นไปบนสตูดิโออาจารย์ภาคทัศนศิลป์ ผมก็ถามอาจารย์ท่านหนึ่งว่า ‘จะแสดงงานเหรออาจารย์’ แกก็บอก ‘เปล่าๆ’ ผมก็ถามว่า ‘มีคนมาซื้อเหรอ’ แกก็บอก ‘เปล่าๆ’ ผมก็ถามว่า ‘แล้วเขียนอะไร’ แกบอกว่า ‘ผมเป็นศิลปิน ผมก็ต้องทำงานศิลปะ’

คือเขาให้คำตอบที่โคตรเรียบง่าย แต่ทำไมกูไม่เข้าใจวะ ถามไปได้ยังไงวะ แล้วผมก็บอกแกว่า ผมไม่เคยทำงานออกแบบโดยไม่มีใครมาจ้าง เวลาผมจะทำโลโก้หรือกราฟิก ผมต้องมีโจทย์ มีคนมาจ้าง แต่ผมไม่เคยนึกเลยว่า ผมเป็นนักออกแบบ ผมก็ต้องออกแบบสิวะ มันเรียบง่ายแค่นั้นเอง

นั่นคือจุดประกายที่ทำให้ผมทำนิทรรศการครั้งแรกในรั้วมหาวิทยาลัย แล้วผมเริ่มมองหาว่า จุดประสงค์ของการออกแบบมันคืออะไร เริ่มตั้งคำถาม ไม่ใช่แค่ทำตามขนบว่านายจบอันนี้มาก็ทำอาชีพนี้ ก็ไปอยู่บริษัทนี้ แต่มันเป็นคำถามที่มากกว่านั้นว่า เมื่อคุณมีทักษะนี้อยู่กับตัว จุดประสงค์มันคืออะไร กลับมาที่ตัวคุณว่าทำอะไรได้บ้าง ซึ่งผมก็ต้องขอบคุณอาจารย์คนนั้น นึกย้อนกลับไปผมรู้สึกว่าตัวเองโคตรปัญญาอ่อนเลย ไปถามอะไร คุณควรจะตกใจเมื่อเขาไม่ทำมากกว่า

สันติ ลอรัชวี, กราฟิกดีไซเนอร์, ญี่ปุ่น, วงการสิ่งพิมพ์

Writer

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

“ไอ้ห่า! กูขี่ของกูมาตั้งนานแล้ว พวกมึงไม่รู้กันเองแล้วมาบอกว่า กูเพิ่งขี่!”

เสียงดัง ฟังชัด และจัดจ้าน

แม้ชายผู้เป็นดั่งมาสคอตของเชียงรายจะพูดด้วยน้ำเสียงปกติ แต่ใครต่อใครที่ได้ยินคงแอบเปรียบเปรยว่าเหมือนเขาพูดออกลำโพง

อาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ตัวจริงเสียงจริงนั่งอยู่ตรงนี้ หลบหลังม่านไวนิลที่ทีมงานเลื่อนมากั้นเพื่อสร้างห้องส่วนตัวชั่วคราว แต่ถึงแม้ม่านจะใหญ่เพียงไหน ก็ไม่อาจบดบังรัศมีและคิวแฟนคลับที่มานั่งรอได้

จำไม่ได้แล้วว่าคำถามแรกคืออะไร เพราะแค่เพียงเริ่มประโยคด้วยคำว่า ‘มอเตอร์ไซค์’ หลังจากนั้นความรัก ความหลงใหล ก็หลั่งไหลออกมาให้ฟังเป็นมหากาพย์อย่างน่ายินดี

ต่อจากนี้ โปรดจินตนาการถึงบรรยากาศเชียงรายช่วงเหมันต์ ขุนเขาสูงชันโอบล้อมด้วยก้อนเมฆสีขาว หมอกคลานต่ำเสมือนห่มผืนนาบนยอดดอย อุณหภูมิลดลงจนปลายจมูกเย็นชื้น ลมโชยชวนชมทิวทัศน์กว้างไกลสุดลูกหูลูกตา

ท่ามกลางภาพนั้น…

อาจารย์เฉลิมชัยพุ่งทะยาน บิดรถเครื่องมากับหมู่เพื่อนในชุดเซฟตี้ สวมเกราะหนาและม้าเหล็กคู่ใจ เจียงฮายในบทความนี้ยังงามเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือความร้อนแรงของนักซิ่งที่แก่แค่วัย แต่ใจเกินร้อย! 

จงนึกถึงสุรเสียงของชายคนนี้ให้ดี

“มันคือจิตวิญญาณณณณณณณ!!!”

กูขี่ด้วยจิตวิญญาณ! อ.เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ศิลปินเชียงรายผู้ขอตายบนหลังมอเตอร์ไซค์
กิโลเมตรแรก

บิดมาตั้งแต่น้อย

คนกำลังตื่นเต้นที่เห็นอาจารย์ขี่มอเตอร์ไซค์วิบาก

คนเข้าใจผิดว่าเพิ่งมาหัดขี่มอเตอร์ไซค์ จริง ๆ พี่ขโมยรถญาติไปขี่ตั้งแต่เด็กแล้ว จนเตี่ยมีเป็นของตัวเอง พี่ก็ขโมยไปขี่ จักรยานก็ชอบนะ ปั่นตั้งแต่ในเมืองไปเชียงแสน ออกจากโรงเรียน 4 โมง ปั่นไปถึงแม่สายตี 2 ตี 3 มืดสนิท ไม่มีไฟ ถนนก็ไม่ดี

พอมีรถเครื่องทีนี้ซิ่งไปเลย! 

เรียน มศ.3 ปีสุดท้ายที่เชียงรายก็มีแก๊งแล้ว วัยรุ่นซิ่งในเมือง คนมองว่าน่ารำคาญสุด ๆ เป็นเด็กเกเร ผาดโผน แถมยังทำท่าแปลก ๆ ยืนบนหลังมอเตอร์ไซค์บ้าง 

ทำมาหมด!

จากที่ลักรถคนอื่นขี่ นานไหมกว่าจะมีเป็นของตัวเอง

ตอนเรียนเพาะช่าง อยู่กรุงเทพฯ มันไม่มีมอเตอร์ไซค์ พอไปเข้าศิลปากร ประมาณปี 3 น้องชายเสือกมี Enduro! (มอเตอร์ไซค์วิบาก) กูเลยยืมของมันขี่ไปพัทยา บางแสน ตกปลาแถวอยุธยา ขี่แม่งไปหมด

เรียนจบถึงได้ซื้อคันแรกของตัวเอง Honda 100cc ตัวเมีย เรียกมันว่า ‘อีแก่’ พากันไปงานแสดงทุกที่ จากบ้านเช่า ซื้อบ้านแล้วอีแก่ก็ยังอยู่ หลังจากนั้นไปถอย Yamaha Virago เป็นชอปเปอร์ เอ้อ! ค่อยมีสกุลรุนชาติหน่อย! นี่คือรถในดวงใจ มีเงินแล้วกูก็ได้ซื้อจริง ๆ

สร้างวัดแล้วซื้อ Enduro เพิ่มอีก 3 – 4 คัน ขึ้นดอยอย่างเดียว Virago อยู่คู่กันจนได้มอบให้ลูกศิษย์ สิ่งที่ตามมาคือ Chopper Harley-Davidson แหม่! ใฝ่ฝัน! (ยิ้มหวาน) 

หลังจากนั้นก็เริ่มใช้รถดีที่สุด แพงที่สุด ซื้อ Husqvarna Motorcycles มา

สรุปแล้วไม่มีใครชวนเฉลิมชัยขี่ เพราะเฉลิมชัยขี่เองอยู่แล้ว

แล้วก็ซื้อรถให้ลูกศิษย์ลูกหาติดตามเราขึ้นดอยด้วย ไปกันเป็นฝูง

ตัวพ่อของจริงเลย แต่กว่าจะได้มาซิ่งตามฝันแบบนี้มีอะไรมาขัดขวางบ้างไหม

ช่วงอายุ 55 – 60 งานใหญ่งานโตยุ่งมากจนต้องเลิกขี่ระยะหนึ่ง เลยตั้งใจว่า แม่ง! เดี๋ยวกูอายุ 65 กูจะไม่สนใจห่าอะไรทั้งนั้น กูจะขี่มอเตอร์ไซค์แม่งอย่างเดียว

ถึง 60 ก็ฟื้นมอเตอร์ไซค์ วางมือจากงาน ซื้อรถใหม่หมด กลายเป็นโต้โผใหญ่ของวงการ Enduro ทางภาคเหนือ 

เชียงรายถือว่าเป็นที่ที่นักขี่ Enduro อยากมามาก เพราะภูเขาเราเยอะ เรามีแก๊งวิบากเยอะที่สุด แข่งกันปีหนึ่ง 3 – 4 ครั้ง

เขารู้กันทั้งภาค มีแต่พวกที่อยู่ไกลที่ไม่รู้เรื่องว่า เราเป็นตาแก่คนเก่งที่ขี่วิบากขึ้นดอยได้คนเดียว

สมัยก่อนคนขี่ขึ้นดอยเด็กกว่ากู อายุ 62 – 63 หลัง ๆ มาเหลือกูคนเดียว

พวกมันไม่เอา ลูกไม่ให้ขี่ เมียไม่ให้ขี่ ข้ออ้างคือความแก่!

แต่เรายังไฟแล่บอยู่

กูขี่ด้วยจิตวิญญาณ! อ.เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ศิลปินเชียงรายผู้ขอตายบนหลังมอเตอร์ไซค์

แล้วพอตื่นเช้ามาได้อายุ 65 จริง ๆ อาจารย์รู้สึกอย่างไร

โอ้! ไอ้ห่า! โอกาสของกูมาแล้ว! แต่ก่อนเขียนภาพเป็นเดือนเพื่อให้รูปดี มีคนชื่นชม อยากได้ เขียนรูปใหญ่เพื่ออวดเขา เอาชนะศิลปินคนอื่นบ้างเพื่อศักดิ์ศรี แต่ตอนนี้หมดยุคขี้อวด กูขอเขียนที่อยากเขียนจริง ๆ 

ตอนนี้ 68 ได้ขี่ดั่งใจตลอด 3 ปีที่ผ่านมา ขี่หนักจนจะหมดประเทศ ขี่จนนับกิโลไม่ได้

ประเทศนี้เสร็จกูแล้ว! ป่าก็เสร็จ! ภูเขาก็เสร็จ! ทะเลก็เสร็จ! ฮ่า ๆ ๆ ๆ

ตอนที่คนอื่นเตือนว่าแก่แล้วอย่าซ่า เฉลิมชัยคิดอย่างไร

พวกมึงหารู้ไม่! กูนี่ทักษะสูง ขี่มาทั้งชีวิต คนขี่ Enduro ด้วยกันถึงรู้ว่ากูขึ้น Stage 1 สูงสุดของการขี่วิบากได้สบาย ๆ ขณะที่คนทั่วไปไม่มีทาง

ทางเรียบก็ขี่ได้ไกล จากเชียงรายมากรุงเทพฯ คนเดียว ออกประมาณ 6 โมงเช้า มาถึงบ่าย 3 โมง ทุกคนบอกมึงแน่ฉิบหายอาจารย์

ไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ ที่ว่า ตาแก่คนหนึ่งดัดจริตมาขี่ตอนแก่ พ่อมึงสิ! แม่งโง่เกินไปแล้ว ใครจะไปขี่ ไอ้ห่า! แต่นี่ประวัติเขายิ่งใหญ่ ของจริง! เขาขี่ขึ้นดอยผาตั้ง ภูชี้ฟ้า ไม่รู้กี่ร้อยเที่ยว ขี่ไปแม่ฮ่องสอนพันกว่าโค้ง!

ที่ไหนในแผ่นดินที่บอกว่าทางยาก มา! มึงมาให้หมด!

กูขี่ด้วยจิตวิญญาณ! อ.เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ศิลปินเชียงรายผู้ขอตายบนหลังมอเตอร์ไซค์
กิโลเมตรที่นับไม่ได้

อ้ายเฉลิมชัยไปไหนมาบ้าง

ตั้งแต่ขี่มา อาจารย์ชอบที่ไหนเป็นพิเศษไหม

ทุกที่สวยหมด เพราะเป็นคนชอบป่า ชอบมองไกล ไปยืนอยู่บนดอยจั๊กก่า เป็นส่วนที่สูงที่สุดหลังดอยช้าง แต่เดี๋ยวนี้เสือกมีทางให้รถปิ๊กอัพขึ้นได้ แต่ขึ้นยังไงก็ไม่ถึง ต้องเดิน แล้วมันมีทางของมอเตอร์ไซค์ที่โคตรหฤโหด ปราบเซียนมาเยอะ ถ้าใครขึ้นได้ด้วยทางวิบากคนนั้นเก่งสุด

กูไปอยู่บนหลังดอยจั๊กก่า วิวแม่งสวยฉิบหาย! มองไปสองข้างเป็นเหว แล้วมีหัวกิ้งก่า คนที่แน่ที่สุดคือคนที่ขี่ไปที่หัวของมัน

กูผ่านมาแล้ววววววว!!!

หัวมันใหญ่กว่าโต๊ะนิดเดียว จอดจึ๊ก เอาขาตั้งลง กูต้องฝึกกลับรถเองในที่แคบ เอียงรถ แล้วหมุน ไอ้เหี้ย! กูหมุนรถครั้งเดียวต้องผ่าน ไม่งั้นตกไปตาย! สยิวกิ้วมาก 

ลูกชอบขี่มอเตอร์ไซค์ก็เลยไปด้วยกัน วันนั้นกูตะโกนบอก ลูกอย่ามาาาาาาา!!!

ทุกคนบอกว่า อาจารย์อย่าไป อย่าไปเหี้ยอะไร กูพุ่งมาแล้ว! กูคนที่ 2 คนแรกมันไปแล้ว ทุกคนรออยู่ข้างบน กูลงไป 2 คน อ๊ากกกกกกก!!! พวกมึงทิ้งกูแบบนั้นเลย

คนแรกไปถึงเบรกเอี๊ยด! กูจะหยุดได้ยังไง จำเป็นอย่างยิ่ง ต้องไป พวกนั้นไม่มาสักตัว ไอ้เหี้ย!

ถอยหลังก็ไม่ได้ อายเขา แต่กูก็ปราบมันจนได้

อย่างนี้จะมีใครไปตามรอยอาจารย์ได้บ้างไหม

ไม่ไหว ต้องถามว่าขี่ได้ Stage ไหน ถ้ามืออาชีพก็ไปได้ แต่ถ้าแค่ขี่ไปตลาด มันโหดเกินไป ร่างกายไม่แข็งแรง ความชอบมันก็ต้องชอบเป็นหัวจิตหัวใจ ถ้าไปตามถนนแบบรถปิ๊กอัพไปได้ อันนี้เขาเรียกวิบากเด็ก ไร้สาระ!

เราไปทางที่ประชาชนเดินไปไร่ เข้าป่าหาเห็ด ทางเดินตามไหล่เขา ต้องแบบนี้ ข้าง ๆ เป็นเหว เร้าใจ! ลงน้ำ ลุยห้วย ล้มบ้างก็สนุกกันไป

แล้วถ้าคนที่ตามมา เขาไปต่อกับเราไม่ได้จะทำอย่างไร

ให้มันรอ จะขี่ท่องเที่ยวต้องเป็นคนเก่งด้วยกัน เรามีคนขี่วิบากทั้งหมด 20 กว่าคน บางทีเราไปเป็นฝูง ในนั้นมีคนขี่ได้ตั้งแต่ Stage 1 – 3 พอไปถึงกลางดอย ถ้ากูจะขึ้น Stage 2 กูจะดูว่าใครไม่ได้ไปต่อ ไอ้นี่อย่าไป มึงอย่าไป มึงไม่ไหว กูจะไป Stage 1 มึงอยู่ตรงนี้พอ เรารู้ความสามารถคนและต้องบอก

ทางเรียบก็เหมือนกัน บางคนขี่ได้ 30 กิโลก็เหนื่อยแล้ว เดี๋ยวจอดเยี่ยว เดี๋ยวจอดแดก แล้วกูจะสนุกได้ยังไง คนที่ขี่ทางเรียบต้อง 200 กิโลพัก อย่างกูเนี่ยเป็นเรื่องปกติ น้ำมันใกล้หมดค่อยเติม มึงขี่ไม่ได้อย่ามาเลย

กูขี่ด้วยจิตวิญญาณ! อ.เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ศิลปินเชียงรายผู้ขอตายบนหลังมอเตอร์ไซค์

มีสถานที่ไหนที่จะไม่มีวันได้เห็น หากไม่ได้อยู่บนหลังมอเตอร์ไซค์ไหม

เยอะแยะ แต่เราไม่สามารถรู้จักชื่อได้เลย เพราะมันคือในป่า ไม่รู้ที่ไหน ไม่มีป้ายหมู่บ้าน ต้องไปแบบนั้นถึงจะสวย ทางเขามีให้ แต่กูไม่ไป กูตัดผ่าป่าแม่ง

เชียงรายเนี่ยงามขนาดนะ ยังมีที่ที่คนธรรมดาไม่เห็นอีกเยอะ หลังดอยช้าง ภูชี้ฟ้า ผาตั้ง ไม่เหลืออะไรสักอย่าง ผาฮี้ก็ธรรมดา ไม่ได้ตื่นเต้น มีภูเขาที่อยู่จากเชียงรายไปเชียงดาวเท่านั้นที่เราไปกัน

บางทีไปโผล่หมู่บ้านไกลปืนเที่ยง ชาวบ้านเขางงไหมว่า พวกเอ็งมากันได้ยังไง

ประจำ วันนั้นขี่ขึ้นไปบนดอย ลืมดูน้ำมันของลูกศิษย์ ฉิบหายละไอ้เหี้ยเอ๊ย น้ำมันหมด! มองไปเห็นหมู่บ้านหนึ่งอยู่ไกลลิบ คิดกันว่าไปแม่งที่นั่นแหละ ไปขอน้ำมัน

พอถึงก็เจอน้ำมันปั๊มหลอดในบ้านคนมีตังค์ในป่า คนเติมน้ำมันเป็นคนแก่ เขาถามว่าไปไหนกันมา ตอนนั้นพวกเราใส่หมวกกันน็อกอยู่ แกก็บอกว่า แต่ก่อนลุงขี่หนักเลย เพิ่งเลิกไปเมื่อปีก่อน เราหันไปมอง ไอ้ห่า! แกมี Honda 250 วิบากจอดอยู่ มันก็เล่าเลยว่าสมัยก่อนขี่หนัก แต่ตอนนี้เมียกับลูกไม่ให้ขี่ เพราะอายุ 60 แล้ว พวกเอ็งหนุ่ม ๆ ขี่ไปเถอะยังแข็งแรง มันก็เติมน้ำมันไปพูดไป

ลูกศิษย์บอก ลุง ๆ คนนั้นที่ลุงกำลังจะเติมน้ำมันให้ เขาอายุ 68 แล้วนะ ลุงบอกว่า อย่าพูดเลอะเทอะ! กู 60 ยังจะไม่ไหว มึง 68 จะขี่ได้ยังไง!

พอกันที กูทนมาพอแล้ว เปิดหมวกมา มันตกใจเรียก อาจารย์!

กูบอก 68 ขี่ได้โว้ย! ไอ้ห่า! ไปเจื้อเมียยะหยัง (ไปเชื่อเมียทำไม) มันก็ครับ ๆ เดี๋ยวผมจะไปขี่แล้ว หนอยแหนะ! มันหาว่ากูขี่ไม่ได้

มีอีกเรื่อง วันนั้นไปกินกาแฟร้านหรูอยู่บนดอยที่เราชอบไป เลี้ยวรถเข้าร้าน ป้าที่ขายผลไม้แกเห็นคนเยอะก็รีบหาบของมาขาย

เราเข้าไปนั่ง ถอดหมวก ป้าแกก็อุทาน ปั๊ดโถ่! ธัมโม สังโฆ ปิ้ว ๆ ๆ มา นึกว่าวัยรุ่น ตี่แต้คนเฮาตึงนั่น ขายบ่ออกแล้วกำนี่ (ที่แท้คนกันเองทั้งนั้น ขายของไม่ได้แล้วสิเนี่ย)

เราบอก ป้าจะไปไหน มานี่! ซื้อหมดเลย ๆ เหมา!

นี่แหละชีวิต นี่คือความสุข ถ้าเป็นตาแก่อยู่บ้านไม่มีหรอกชีวิตแบบนี้

ขี่มาตั้งนานเคยเจออุบัติเหตุไหม

ประจำ! เคยล้มสลบไปแป๊บหนึ่ง จำไม่ได้ว่าที่ไหน คิดว่าริมฝั่งแม่น้ำกก ด้านไปทางผาลั้งลงไปข้างล่าง เราเสือกตีโค้งลงมาจากดอยเร็วมาก แล้วทางแคบ มีน้ำไหล หลุมเยอะ

เห็นเลย! ฉิบหายแล้วกู! ซ้ายไปไม่ได้ ขวาก็ไม่ได้ แต่ต้องตัดสินใจเอาขวาที่เสือกมีน้ำ

ตู้มมมมมมม!!! รถแม่งปลิวไปที่หนึ่ง ตัวไปอีกที่หนึ่ง

เอ๊ย! ไม่ใช่สิ… รถทับขากูอยู่เนี่ยแหละ รถกับขากูไปด้วยกัน ตัวฟาดกับพื้น รถลากขาไป เงียบไปพักหนึ่ง อีกพวกยังมาไม่ทัน เพราะเราขี่เร็วมากเป็นทัพหน้า มันต้องทิ้งห่างกันไม่งั้นจะอันตราย

1 – 2 นาที เขาถึงโผล่มา เห็นเรานอนอยู่ เราลืมตาขึ้นมาลองขยับขาดู เออ เจ็บวุ้ย อีเหี้ย! นอนนิ่งให้เขาเอารถออก จับขาตัวเองถอดรองเท้าดู โอ้โห! เจ็บแต่ไม่มีสิทธิ์เจ็บ

วิบากแม่งห้ามเจ็บ เพราะต้องไปอีกไกลฉิบหาย รถทิ้งไม่ได้ เพราะไม่มีใครขี่ให้มึง ต้องขี่กลับออกมาถนนใหญ่เอง

เจ็บก็เจ็บ ทุกคนถามว่าอาจารย์ไหวไหม กูบอกว่า กูไหว แต่เอากูขึ้นรถก่อน มึนเพราะหัวฟาด ขนาดใส่เกราะก็เจ็บตัว แล้ววันนั้นเสือกอยากลองรถใหม่ รถไม่คุ้นเคย รถเล็กด้วยกำลังไม่พอ ประมาทไม่ใส่รองเท้าวิบาก เสือกใส่รองเท้าธรรมดา ตั้งแต่นั้นกูบอกตัวเองจะไม่ทำอีกแล้ว 

จะไม่ขี่วิบากอีกแล้ว

จะไม่ใส่รองเท้าธรรมดาอีกแล้ว กูไม่ได้เลิกโว้ย! ขี่กลับวัดด้วยความอยากล้างแค้น ไม่เข็ด อาทิตย์เดียวเท่านั้น กูขอล้างแค้น แผลยังไม่หาย กูไม่สนใจ เข้าเฝือกก็จะขอขี่

กูอยากรู้ทำไมกูลงไปนอนตรงนั้น ทุกคนรอบตัวบอกว่า อาจารย์อย่าาาาาา!!! เมียบอก ไม่นะพี่! ดื้อจริง ๆ ไปทำไม

ไม่! กูจะไป! ไปเดี๋ยวนี้ กูต้องไปดู ขี่ไปดูเลยทำไมกูล้ม

เสร็จแล้วกลับมาเลียแผลอีก 6 เดือน กูช้ำ! ยังไงแม่งก็ต้องเอาขาลงอยู่ดี แต่คนมันรัก ให้กูทำไง

กูขี่ด้วยจิตวิญญาณ! อ.เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ศิลปินเชียงรายผู้ขอตายบนหลังมอเตอร์ไซค์
กูขี่ด้วยจิตวิญญาณ! อ.เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ศิลปินเชียงรายผู้ขอตายบนหลังมอเตอร์ไซค์

คนอื่นเขาก็เป็นห่วง

อย่าห่วงกูเลย กูขี่มานานแล้ว

กูอะโคตรเก่ง ถ้ากูเก่งขนาดนี้แล้วเสือกเจ็บแล้วตายกับมอเตอร์ไซค์ กูก็ดีใจ แต่อย่าให้กูป่วยตายโดยที่ไม่ได้ขี่ อยู่ในบ้านไม่ไปไหน ขี้กลัว ขี้ขลาด ไม่กล้าใช้ชีวิต ตายแบบนั้นไม่คุ้ม

แล้วชีวิตแบบไหนที่เฉลิมชัยใฝ่ฝัน

กูชอบชีวิตที่เป็นหนุ่มตลอดเวลา ตายบนหลังมอเตอร์ไซค์ดีกว่าการตายทุกอย่าง บอกเมียบอกลูก ถ้าพ่อมึงขี่แล้วเกิดอุบัติเหตุตาย นั่นคือความใฝ่ฝันของพ่อ

ตอนนี้ไปไหนถอดหมวกมา คนยังบอกอาจารย์สุดยอด! ไอ้เหี้ย ได้รับคำชมแม่งดี

ตาแก่ที่ตัดความกลัวเจ็บ ความกลัวตายได้ คือตาแก่ที่มีความสุขที่สุด อย่างพี่นี่แข็งแรง ออกกำลังกายตลอด

เพราะอะไรถึงต้องออกกำลังกายตลอดในวัยนี้

เพราะกูจะขี่มอเตอร์ไซค์ (หัวเราะ)

เช้ามาต้องเดิน 6 กิโล เตะขาซ้ายขวาข้างละ 70 ที กลิ้งลูกกลิ้งฝึกแขน 35 ครั้งตอนเช้าทุกวัน เย็นตีแบด ร่างกายฟิตเปรี๊ยะ รถใหญ่ก็เอาอยู่ บางทีช่วยเด็กเข็น กูเป็นปรมาจารย์แล้ว

การขี่แบบเฉลิมชัยต้องมีทักษะอะไรเป็นพิเศษไหม

ต้องมีทักษะสูงสุดของการขี่ทางเรียบ ทางโค้ง สมาธิต้องดี มองไกลออกไปสุดสายตา เพื่อดูว่ามีสิ่งใดเคลื่อนไหวไหม การแซง ขึ้นเขาและลงเขา มันมีทักษะ ไม่ใช่แค่ขี่รถเป็น

ต้องขี่ได้ทุกพื้นที่ ขรุขระ เจอทราย เจอหิน หน้าฝนควรขี่อย่างไร การเชนเกียร์ การใช้เกียร์ในแต่ละโค้ง สูงไปเร็วไปก็อันตราย ต่ำไปก็ปัด

จะขี่ทำไมถ้าขี่แค่ 60 – 100 ขึ้นรถเถอะ มอเตอร์ไซค์มันต้องตื่นเต้น ความเร็วต้องมี ต้องฝึกกับม้าทุกตัว เดี๋ยวก็คล่องเองเหมือนเวลาเขียนรูป ขี่บ่อยเท่าไหร่ปลอดภัยเท่านั้น

ในใจอาจารย์คิดว่าการขี่มอเตอร์ไซค์อันตรายจริงไหม

วิบากอันตรายไม่จริง ขับวิบากไม่ตาย อย่างเก่งตกเหวตาย แต่ก็ยังไม่เคยเห็น วิบากล้มแค่เจ็บ แต่ถ้าทางเรียบอาจจะตายง่ายด้วยความเร็ว ดังนั้นจึงน่ากลัวกว่า

มีโค้งที่เกือบปราบไม่ได้ในความทรงจำบ้างไหม

ก็ที่แม่ฮ่องสอนแหละ แต่ตอนนี้มันได้ทุกโค้ง ไม่น่ากลัวสำหรับคนขี่ขนาดนี้แล้ว ไปได้หมดทั่วโลก หิมาลัย ทะเลทราย อยากออกนอกประเทศ เมื่อก่อนไม่มีเวลา

ในประเทศนี้จบ แต่ยังอยากไปนะ ภาคอีสาน ภาคใต้ 

ชอบอะไรมากกว่ากันระหว่างทางเรียบกับวิบาก

วิบากเท่านั้นที่สวยโคตร ๆ ถึงรักมันมากไง เพราะมันไปในที่ที่คนไปไม่ได้ เดินก็ใช้เวลา แต่มอเตอร์ไซค์ลักไก่เข้าป่าไปเรื่อย ๆ

นึกเอาว่าภูเขานู้นแม่งไม่เคยมีใครไป ผ่าแม่งเลย! ห่อข้าวไป 2 วัน 2 คืน

ธรรมดาไปมันไม่ตื่นเต้น ได้ชมธรรมชาติ ภูเขา หุบห้วย ป่าไม้ และเจอชาวบ้าน เสน่ห์ของมันคือสิ่งที่รายล้อมตัวกู

แล้วเส้นทางแบบไหนที่ชอบที่สุด

ยิ่งทางพริ้วยิ่งชอบ โค้งมากเท่าไหร่ยิ่งชอบ เรียบไปไม่ไหว ต้องใช้ความเร็วกระตุ้นให้ตื่น

ทางอุตรดิตถ์ไปพิษณุโลกคือสุดยอด เป็นทางที่ชอบมาก หรือทางที่เชียงราย 2 เลนใหญ่ เป็นที่สะใจของอารมณ์

เวลาบอกว่าไปแดกกาแฟ ชอบที่สุดที่แม่จัน แดกเสร็จพุ่งออกไปบนถนนเส้นนี้ ความเร็วสูงสุด เลี้ยวโค้งขึ้นดอย พริ้วบนดอยไปผาตั้ง เป็นหนทางที่ดี มีร้านอร่อยอยู่ข้างบน

ขอชื่อถนนอีกรอบได้ไหม

ที่จะไปผาตั้ง ชื่อว่า… ชื่ออะไรวะ ไอ้เหี้ยเอ๊ย! ไอ้ฉิบหาย!

(รอ 5 นาที)

พญาเม็งราย! ไปผาตั้งเป็นถนนใหญ่ เอาไว้ซ้อมความเร็ว อันนี้คือขาประจำทางเรียบ เราจะไปกินกาแฟ กวยจั๊บ ซิ่งขึ้นผาตั้ง กินข้าวกลางวัน มีร้านอาหารยูนนานอยู่ข้างบน อร่อยมาก กินเสร็จค่อยพริ้วกลับเชียงรายอีกทาง

แล้วขาประจำวิบากล่ะ

ขึ้นแม่มอญ จากนั้นไปดอยช้าง อ้อมลงไปผาลั้ง วิ่งลงเขาต่อไปชิดแม่น้ำกก อ้อมกลับมาเชียงราย

บางทีวิบากวิ่งไปร้านกวยจั๊บก่อน ขึ้นดอยบ้านอาดี้ สวยมาก แล้วขึ้นผาลั้ง กลับลงมาดอยช้าง แม่หม่อน กลับบ้าน

อีกอันที่ชอบคือหน้าผาที่ตูดดอยช้าง ไปตอนตี 5 ดูพระอาทิตย์ขึ้น ดูทะเลหมอก บางทีไม่ได้นัดหมาย เสือกอยากไป ไป 2 คันก็มี

กูขี่ด้วยจิตวิญญาณ! อ.เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ศิลปินเชียงรายผู้ขอตายบนหลังมอเตอร์ไซค์
กูขี่ด้วยจิตวิญญาณ! อ.เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ศิลปินเชียงรายผู้ขอตายบนหลังมอเตอร์ไซค์

ไปนั่งตรงนั้นทำกิจกรรมอะไรบ้าง

นั่งมองฟ้า เมฆที่เปลี่ยนทิศทาง ดวงอาทิตย์ที่ขึ้นมา หมอกที่จางไป ค่อยกลับบ้านไปกินข้าวเช้า บางทีห่อข้าวไปเลย 1 วันเต็ม ๆ กินกลางป่า ไม่รู้ที่ไหน แต่ไกลและงดงาม 

เอาแต่อาหารแห้งไป น้ำพริก แคบหมู หมูย่าง ปิ้งย่าง อาหารกินง่าย แต่อร่อยมากเวลาไปอยู่บนดอย วิวแม่งประเมินค่าไม่ได้ นี่คือหลังมอเตอร์ไซค์วิบาก

อาจารย์มีมอเตอร์ไซค์วิบากกี่คัน

วิบากน่าจะเป็นสิบคัน เดี๋ยวนี้ต้องสร้างโรงเก็บให้มัน ทางเรียบมี 3 คันที่เชียงราย ที่กรุงเทพฯ เกือบ สิบคันแต่ไม่มีวิบาก

คนมีรถเยอะไม่ได้แปลว่าโอ้อวดหรืออะไร แต่เขาชอบความหลากหลาย ใช้ไปในสถานที่ที่เหมาะสม

ต้องฝึกนานไหมกว่าจะคุ้นเคยกับมอเตอร์ไซค์แต่ละคัน

แป๊บเดียวพริ้วเลย คนที่ขี่ไม่ได้เพราะมึงขี่โดยไม่เอาใจขี่ เหมือนมึงขี่ม้า คนเก่งขี่ได้ทุกตัว ตั้งแต่อ่อนแอยันแข็งแรง ม้านิสัยดียันม้าพยศ คนพวกนี้ให้ใจแก่ม้า ส่วนคนไม่เก่งจึงเลือกม้า เอาเฉพาะที่ถูกใจ

บางคนขี่ไม่ได้แม่งบอกเบรกไม่ดี คลัตช์แข็งเข้าเกียร์ยาก ฮาเลย์เข้าเกียร์ดังปั๊ก GS แม่งคลัตช์นิ่ม ไอ้สัส กูได้หมด กูชอบฮาเลย์เพราะได้รสชาติของความเถื่อน ความมีชีวิต เหมือนม้าที่แข็งแรงที่สุด แต่ไม่ปราดเปรียว GS มันแข็งแรงและปราดเปรียว

มันคนละฟีล กูรักทั้งสองฟีล! กูมีตั้งแต่เบาไปถึงหนัก แต่งให้แรงขึ้นทุกคัน มีตั้งแต่คันเล็กขาถึงพื้นทั้งสองข้างจนถึงเขย่ง ได้ฟีลแตกต่าง ตัวสูงเรากระโดดเหินได้ เตี้ยขาถึงก็ไม่สนุก ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ว่าจะไปไหน

ความสุขในชีวิตบั้นปลายของชายซ่าและม้าเหล็ก 'เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์' ศิลปินเชียงรายผู้ขอตายอย่างสิงห์มอเตอร์ไซค์
กิโลเมตรที่ไม่ต้องนับ

ชีวิตชั่วนิรันดร์บนหลังมอเตอร์ไซค์

วีรกรรมที่ผ่านมาให้อะไรกับชีวิตบ้าง

ความภาคภูมิใจ เจอสภาพที่เหี้ยที่สุด กลับบ้านตี 2 เข็นรถขึ้นเขาจนหมดแรง ติดในหล่ม ติดในป่า ไฟไม่มี น้ำไม่ได้กิน ชีวิตหฤโหดที่สนุกฉิบหาย เราเป็นตาแก่คนเดียวที่ยืนอยู่ท่ามกลางเด็ก ๆ รู้สึกภูมิใจมากกว่าการเป็นคนร่ำรวยหรือมีชื่อเสียงเสียอีก

ถึงบอกว่าตายก็ช่างแม่งมันสิ มีคนบอกให้ขับรถยนต์ แต่มันไม่เหมือนกัน มอเตอร์ไซค์ยิ่งใหญ่กว่าเยอะ มันมีอิสรภาพมากกว่า

มอเตอร์ไซค์เหมือนนกที่บินอยู่บนอากาศ บิดทีหนึ่งลมปะทะหน้า สดชื่น เหมือนเราโบยบินอยู่คนเดียว ยิ่งเราอยู่บนดอยสูง ยิ่งอยู่บนทางเรียบที่ไกลสุดลูกหูลูกตา บิดด้วยความเร็ว ชีวิตมีความสุขมาก

รถไซด์โค้ง พริ้วไปมาไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย จอดไหนก็ง่าย จะไปในที่ลำบากก็ได้ มันเป็นความสุขที่ยิ่งใหญ่ คนเก่งทักษะดีขี่บ่อย ขี่แล้วติด คนรักมอเตอร์ไซค์ที่ขี่ท่องเที่ยวคือคนที่รู้สัจธรรมของมัน รู้ถึงจิตวิญญาณ

การค้นหาตัวตนด้วยมอเตอร์ไซค์ดีที่สุดสำหรับกู

นั่นคือความสุขที่แท้จริงของคนที่เกิดมาแล้วมีอิสรภาพ อิสรภาพของมันยิ่งใหญ่ที่สุด

ปลายทางความฝันของศิลปินที่ทำทุกอย่างมามากแล้วอย่างอาจารย์คืออะไร

กูคิดว่าเมื่ออายุ 65 กูรวย ทำประโยชน์ให้บ้านเมืองเสร็จแล้ว ทำให้ลูกเมียจบสิ้นแล้ว

กูขออิสรภาพ ขอชีวิตที่เหลือจงเป็นของกู จงทำหน้าที่ในสิ่งที่กูชอบที่สุดนั่นก็คือมอเตอร์ไซค์ กูไม่ได้ดัดจริตเพิ่งมาชอบ มันอยู่ในสายเลือด ล้มแล้วล้มอีกกูก็ไม่ยอมแพ้ แก่แล้วความเจ็บไม่ได้หยุดกูเลย

ความเจ็บเพิ่มพูนให้กูเก่งขึ้นเรื่อย ๆ ระวังตัวมากขึ้น ชุดเกราะเพิ่มขึ้นเพื่อเซฟตัวเอง

ในฐานะศิลปิน การขี่มอเตอร์ไซค์เกี่ยวข้องกับศิลปะบ้างไหม

(ทุบโต๊ะ) ถ้าจะขี่ให้มัน มันคือศิลปะ ขี่แล้วไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย อยากไปข้างหน้าเรื่อย ๆ ขี่หยุดแล้วก็อยากขึ้นอีก นี่คือศิลปะของการขี่ เพราะมันให้เราทุกอย่าง เราบริหารร่างกายอยู่บนนั้นได้ อันนี้คนระดับเทพเขาถึงพูดกัน

  คนที่ขี่ระยะไกลหรือขี่วิบากโหด ๆ สามารถพักตัวเองอยู่หลังเบาะ ยืดเส้นยืดสาย ผ่อนร่างกาย นี่คือศิลปะการขี่ที่สมบูรณ์แบบ

สำหรับอาจารย์ อะไรคือสิ่งจำเป็นในการขี่บ้าง

หนึ่ง เส้นทางสนุก

สอง ต้องมีร้านอร่อย กาแฟต้องดี สำคัญยิ่งของนักขี่ทางเรียบ

แล้วเวลาเราขี่ รถต้องเท่ากัน พี่ถึงมีรถทุกขนาด เพื่อจะได้ไปด้วยกันให้สมน้ำสมเนื้อและต้องเลือกม้าตัวที่เหมาะสม

ความสุขในชีวิตบั้นปลายของชายซ่าและม้าเหล็ก 'เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์' ศิลปินเชียงรายผู้ขอตายอย่างสิงห์มอเตอร์ไซค์

พูดถึงการขี่เป็นก๊วน ประสบการณ์ที่มีลูกชายร่วมเคียงบ่าเคียงไหล่ด้วยเป็นอย่างไร

ดีสิ มันขี่เก่งขึ้นเรื่อย ๆ Stage 2 แล้ว 

ครั้งนั้นไปกัน 20 คน ทางขึ้นแคบ ๆ เหวอยู่ขวา บรึ้นขึ้นไป ไม่มีใครถึง ต้องเข็น หรือเอาคนเก่งมาขี่ คนเก่งถ้ารถไม่แรงก็ขึ้นไม่ได้อยู่ดี ต้องถอยมาตั้งหลักเพื่อเร่งขึ้น

ลูกชายขึ้นได้แค่นี้ พ่อมันรอข้างบน เราก็ห่วงลูกทำไมยังไม่มา มันไกลมาก ได้ยินเสียงรถลูกอยู่ข้างล่าง สักพักเงียบไป ลูกเดินขึ้นมา ขว้างหมวกกันน็อกทิ้งพื้น ล้มลงนอนบนตักพ่อมันแล้วบอกว่า

พ่อ… มาทำเหี้ยอะไรเนี่ย เหนื่อยฉิบหาย!

ตั้งแต่นั้นมันเลิกเลย ไม่ไปที่นั่นอีก พ่อรู้ไหมแรงรถก็ไม่พอ เดินขึ้นมาโคตรเหนื่อย (หัวเราะ)

ลูกมาเพราะพ่อชวนเลยใช่ไหม

มอเตอร์ไซค์อยู่ในจิตวิญญาณพ่อมันอยู่แล้ว ชวนลูกขี่ ลูกก็ชอบ เดี๋ยวนี้มันขี่อยู่กรุงเทพฯ ทุกวัน ไม่ขับรถเลย แต่ในกรุงเทพฯ มันเก่งกว่าพ่ออีก

ในอนาคตมีแผนการขี่ไปไหนไกล ๆ ไหม

มีคนชวนไปอินเดีย รวมพล Royal Enfield ยังไม่ได้ตัดสินใจ อยากไปยุโรปมากกว่า ปีหน้าเดือนมีนาคมจะไปเวียดนาม ใจก็อยากไปแชงกรีล่า ขี่ไปทิเบต 4,000 กว่ากิโล

ระยะทางไกลมาก แล้วความฝันอันใกล้ล่ะ

พอชอบวิบาก ตอนนี้อยากได้อีกคันคือ KTM เป็นรถสูง โหลดไม่ได้ พยายามมา 3 ปีแล้วยังไม่ได้ ตอนนี้มีคนที่ทำมอเตอร์ไซค์เขาจะโหลดเตี้ยให้อาจารย์เป็นพิเศษ เพื่อให้สมใจอยาก

พอสมใจแล้ว คิดว่าชีวิตที่เหลือนี้จะขาดมอเตอร์ไซค์ได้ไหม

ไม่ได้ เขาถามว่าซื้อมาทำอะไรเยอะแยะ กูอยากได้ม้าหลายตัว ไม่ต้องขี่มากแล้วตายก็ได้ แต่ถ้ามีชีวิตยืนยาวก็ขี่จนตาย 

ซื้อแล้วไม่ได้ห่วง ไม่ได้ยึดติดกับตัวรถ ยึดความสุขของตัวเป็นที่ตั้ง รถของอาจารย์ ศิษย์ขี่ได้ทุกคน ไม่หวง สมบัติของกู ไม่ใช่ของกู อิสรภาพคือให้พวกมึงยืมได้ทุกคัน เป็นไง กูแน่ไหม

แน่

นี่คือไม่ยึดมั่นถือมั่น ขอแค่กูได้ขี่ กูก็จะขี่จนตาย

ความสุขในชีวิตบั้นปลายของชายซ่าและม้าเหล็ก 'เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์' ศิลปินเชียงรายผู้ขอตายอย่างสิงห์มอเตอร์ไซค์

Writer

วโรดม เตชศรีสุธี

นักจิบชามะนาวจากเมืองสรอง หลงใหลธรรมชาติ การเล่าเรื่อง และชอบสูดกลิ่นอายแห่งอารยธรรม

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load