ท่ามกลางผลงานของนักออกแบบสัญชาติญี่ปุ่นในงาน Graphic Trial 2018 ที่ Printing Museum Tokyo มีผลงานของนักออกแบบไทยปรากฏอยู่

นี่เป็นครั้งแรกที่นักออกแบบกราฟิกไทยได้รับเชิญไปร่วมสร้างและแสดงงาน

เจ้าของผลงานนั้นคือ สันติ ลอรัชวี

ตั้งแต่วันแรกที่เข้าวงการจนถึงวันนี้และวันหน้า สันติบอกว่าเขาคือ กราฟิกดีไซเนอร์

“ผมจะพยายามเป็นกราฟิกดีไซเนอร์ในประเทศไทยที่ทำจนตาย” เขาเอ่ยประโยคนี้ระหว่างที่เรานั่งคุยกันในร้านกาแฟใกล้ๆ PRACTICAL Design Studio ที่เขาเป็นผู้ก่อตั้ง

ผลงานที่ผ่านมาของเขามากมายเกินกว่าจะไล่เรียงได้หมดภายในย่อหน้าเดียว ในปี 2015 เขาได้รับรางวัล Designer of the Year สาขาการออกแบบกราฟิกจากนิตยสาร Wallpaper* และกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์

แต่หากจะให้ยกตัวอย่าง ผลงานล่าสุดของเขาที่น่าจะคุ้นตานักอ่านคือหน้าปกหนังสือ The Wisdom Series ของ ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา ทุกเล่ม ไล่ตั้งแต่ ปัญญาอนาคต, ปัญญาอดีต และปัญญาหนึ่งถึงร้อยหมื่น

เมื่อรู้ว่าเขาได้รับเชิญไปแสดงงานที่ญี่ปุ่น ผมจึงนัดพบเขาในบ่ายวันหนึ่งเพื่อคุยกันถึงสิ่งที่เขาได้ค้นพบจากดินแดนที่งานออกแบบกราฟิกก้าวหน้าและชวนตื่นตาที่สุดแห่งหนึ่งในโลก และยังเป็นดินแดนที่สิ่งพิมพ์ยังปักหลักแข็งแรงที่สุดดินแดนหนึ่ง

แล้วก็เหมือนทุกๆ ครั้งที่เจอกัน เรื่องเล่าของเขามีพลังเสมอ

และนี่คือเรื่องเล่าโดยสันติ

สันติ ลอรัชวี, กราฟิกดีไซเนอร์, ญี่ปุ่น, วงการสิ่งพิมพ์

คิดว่าอะไรทำให้หนึ่งในโรงพิมพ์ที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่นตัดสินใจชวนดีไซเนอร์ไทยอย่างคุณไปแสดงในงานนี้

เขาได้รับคำแนะนำมาหลายคน แล้วเขาก็เลือกจากผลงาน ซึ่งผมก็ถือว่าได้เกียรติเกินตัวนะ เราอาจจะไม่คิดว่าเราอยู่ในระดับที่จะแสดงงานนี้ในตอนแรก มาสเตอร์ของญี่ปุ่นหลายคนเขาเคยผ่านรายการนี้มาหมดแล้ว

งาน Graphic Trial สำคัญยังไง ขับเคลื่อนเรื่องอะไรในญี่ปุ่น

งานนี้จัดทุกปี ปีนี้ปีที่ 13 แล้ว โดย Toppan ซึ่งเป็นโรงพิมพ์เก่าแก่ในญี่ปุ่น

Toppan เขาทำ Printing Museum ของตัวเองด้วยที่โตเกียว เก็บสิ่งต่างๆ ตั้งแต่มนุษย์เริ่มมีวิวัฒนาการเกี่ยวกับการพิมพ์ มีทั้งภาพพิมพ์หิน มีเครื่องของกูเตนเบิร์ก เขาเก็บ Archive ทุกอย่างอยู่ในนั้น และนอกเหนือจากทำ Printing Museum เขาก็ทำนิทรรศการประจำปีของเขาชื่อ Graphic Trial คอนเซปต์มันก็ตามชื่อเลย เขาต้องการทดลอง

เขาเชื่อว่า คนที่จะทำให้โรงพิมพ์ทำงานไปได้ไกลขึ้น ขยายขอบเขตของงานพิมพ์ไปได้ไกลขึ้น คือคนที่มีความคิดสร้างสรรค์ สิ่งที่เขาทำก็คือคัดเลือกนักออกแบบ 4 คนทุกปี โดยที่ 10 ปีแรกเป็นคนญี่ปุ่นล้วน ซึ่งคนที่เขาชวนมาแต่ละคนก็จะมาตั้งสมมติฐานถึงเรื่องที่ตัวเองสนใจและอยากจะทดลองกับงานพิมพ์ ดีไซเนอร์ในญี่ปุ่นก็มาดูว่า การพิมพ์ในระบบอุตสาหกรรมทุกวันนี้ทำอะไรได้บ้าง มันไปถึงไหนแล้ว ในเวลาที่ไม่มีขอบเขต ไม่ต้องสนใจงบประมาณ งานพิมพ์สามารถทำได้ขนาดไหน แน่นอนว่าขอบเขตของงานพิมพ์ที่มันกว้างขึ้น มันก็จะไปขยายขอบเขตการใช้งานของลูกค้าที่มันกว้างขึ้น

สันติ ลอรัชวี, กราฟิกดีไซเนอร์, ญี่ปุ่น, วงการสิ่งพิมพ์
สันติ ลอรัชวี, กราฟิกดีไซเนอร์, ญี่ปุ่น, วงการสิ่งพิมพ์

แล้วคุณได้รับโจทย์อะไร

โจทย์กว้างมาก เขาจะมีธีมหลวมๆ ให้แต่ละปี ธีมในปีนี้คือ Passion เงื่อนไขที่เขาให้ผมทำคือ โปสเตอร์ 5 ใบ โดยใช้กระดาษอะไรก็ได้ในญี่ปุ่น และห้ามพิมพ์เกิน 10 เลเยอร์ นั่นคืองบประมาณที่เขาตั้งไว้ให้ ซึ่งแค่นี้ก็ใช้ไม่หมดแล้ว (หัวเราะ)

ผมก็ถามตัวเองว่า โอกาสที่ดีที่สุดของตัวเราที่ได้มางานนี้ เราจะตักตวงอะไร ผมก็เลยคิดว่า ในเมื่อเราได้ทำงานกับ Print Director ที่เขาคลุกอยู่ในประเทศที่มีงานพิมพ์ที่นับว่าดีที่สุดในโลก ถ้าคิดแต่จะทำงานแล้วมึงไม่คิดจะเรียนรู้ มึงก็โง่เต็มทนแล้ว ผมก็เลยตั้งโจทย์ว่า ครึ่งหนึ่งผมจะสร้างกลไกลการเรียนรู้ของตัวเอง ต้องขยายสิ่งที่เรารู้ ผมก็เลือกที่จะเอาแพสชันที่ผมมีต่องานขาวดำมาทำงานชุดนี้ ผมอยากจะขยายความรู้ตัวเองเรื่องนี้ให้เคลียร์ไปเลยว่าในอุตสาหกรรมนี้งานขาวดำทำอะไรได้บ้าง ซึ่งถ้าเป็นในแง่เทคนิค การทำงานนี้ทำให้ผมมี Swatch สีขาวดำทั้งหมดในโลกนี้ หมายความว่า เวลาทดลองเขาจะทดลองทั้งหมด ทั้งการสีดำพิมพ์หนึ่งครั้ง สองครั้ง สามครั้ง สี่ครั้ง เอาสกรีนทับ เอาฟอยล์ทับ

สันติ ลอรัชวี, กราฟิกดีไซเนอร์, ญี่ปุ่น, วงการสิ่งพิมพ์
สันติ ลอรัชวี, กราฟิกดีไซเนอร์, ญี่ปุ่น, วงการสิ่งพิมพ์

โปสเตอร์ที่ผมทำถ้าเราดูระยะไกล เราจะเห็นแค่หน้าคนยิ้ม โกรธ เกลียด แต่ถ้าเราดูในระยะใกล้ เราจะเห็นรายละเอียด หรือถ้าเรียกง่ายๆ ก็คือว่าเราจะเห็นเลยว่าทำไมเขาถึงยิ้ม แล้วผมอยากเห็นภาพคนดูงานในระยะประชิด ปรัชญาของโปสเตอร์นี้คือ เราอาจจะต้องพยายามเข้าใจว่าทำไมคนนี้ถึงพอใจ คนนี้ถึงโกรธ คนนี้ถึงเกลียด พอเราเข้าใจบางทีเราก็จะรับมือหรือจะความสัมพันธ์กับเขาได้ดีขึ้น แต่ถ้าคุณดูระยะไกล คุณก็จะเห็นเพียงแค่ว่าคนนี้ยิ้มอยู่ โกรธอยู่ ไม่รู้ที่มา

คุณเคยตั้งสเตตัสว่า คุณไปด้วยคำถามมากมาย แล้วการไปงานนี้ก็ให้คำตอบบางอย่าง คำถามที่เกิดขึ้นก่อนไปคืออะไร

เป็นคำถามที่เราเคยโดนถามนั่นแหละว่างานพิมพ์ในบ้านเราจะอยู่ยังไง ผมไปอยู่ที่นั่นอาทิตย์หนึ่ง เชื่อมั้ย ไม่มีคำว่า Print is dead ไม่มีบทสนทนานี้ว่างานพิมพ์จะอยู่ยังไง

สันติ ลอรัชวี, กราฟิกดีไซเนอร์, ญี่ปุ่น, วงการสิ่งพิมพ์
สันติ ลอรัชวี, กราฟิกดีไซเนอร์, ญี่ปุ่น, วงการสิ่งพิมพ์

เขาไม่กลัวหรืออะไร

ผมเชื่อว่าเขายังไม่รู้สึกอะไรกับผลกระทบ กับปริมาณการใช้การพิมพ์ อาจจะด้วยช่องทางการใช้ที่หลากหลาย แล้วคงไม่ใช่เพราะว่าไม่กลัว แต่อาจจะเป็นเพราะว่าเขามีทางออกทางธุรกิจแล้ว

มีเรื่องหนึ่งที่ผมทึ่ง เขาพาผมไปเดิน Printing Museum แล้วหลังจากเวิร์กช็อปในมิวเซียมอะไรเรียบร้อย เขาก็บอกผมว่า ยังไม่จบ เดี๋ยวไปที่ห้องฉายหนัง เราก็คิดว่าสงสัยจะให้ดูประวัติโรงพิมพ์ เขาก็ให้ผมนั่งตรงกลางห้อง แล้วเขาก็บอกว่านี่คือ VR (Virtual reality) นี่คือธุรกิจใหม่ของ Toppan

ย้อนกลับไป ก่อนจะมาถึงห้อง VR ตรงปลายพิพิธภัณฑ์ที่ผมไปดู มันมีตู้อยู่ตู้หนึ่ง เป็นหนังสือเก่าระดับก่อนยุคที่จะมีงานพิมพ์ แล้วเขาพบว่ามันทำสำเนายากมาก เพราะว่าหนังสือมันอ่อนแอมาก สแกนเนอร์กดลงไปไม่ได้ เพราะฉะนั้น มันต้องการสแกนเนอร์แบบลอยตัว เป็น 3D Scanner เขาเลยพัฒนา Camera Scanner ขึ้นมาเพื่อที่จะสแกนหนังสือเก่า แล้วก็ไปร่วมกับนักประวัติศาสตร์ทั่วโลกเพื่อที่จะเก็บหนังสือเก่าให้อยู่ในรูปแบบดิจิทัล ดูความทะเยอทะยานเขาสิ แล้วเขาก็เอากล้องตัวนี้ไปถ่ายสถานที่ต่างๆ โดย VR ที่เป็นตัวสาธิตในห้องที่ผมได้ดู คือโบสถ์ Sistine ในวาติกัน ที่มีงานของ ไมเคิล แอนเจโล อยู่ เขาใช้กล้องตัวนี้สแกนทั้งหมด แล้วก็เอามาร้อยใหม่ ฉะนั้น คุณแค่ถือกล้อง แล้วโยกจอยสติ๊ก มันก็เหมือนคุณเดิน คุณลอย คุณดูใกล้มากๆ ก็ได้ จนผมเห็นงานไมเคิล แอนเจโล ใกล้กว่าคนที่ไปดูที่โบสถ์อีก

ผมก็ถามว่า แล้วเริ่มดำเนินการยังไงบ้าง เขาบอกว่าเขาถ่ายสถานที่สำคัญของโลกไปมากกว่า 40 แห่งแล้ว โดยร่วมกับรัฐบาลประเทศต่างๆ ผมถามเขาว่า แล้วประเทศไทยล่ะ เขาบอกว่า ประเทศไทยคุยแล้ว จะทำที่อยุธยากับกระทรวงวัฒนธรรม นี่เป็นธุรกิจใหม่ของโรงพิมพ์

เทคโนโลยี VR กับโรงพิมพ์เชื่อมโยงกันยังไง

มันไม่ได้เชื่อมโยงหรอก แต่ผมมองว่า อะไรที่เขาต่อยอดได้เขาก็ทำ เขารักสิ่งพิมพ์เขาถึงได้กล้องตัวนี้มา คำถามคือเมื่อคุณคิดกล้องแบบนี้ได้ กล้องตัวนี้ใช้ประโยชน์อะไรได้บ้าง เมื่อตอบว่ากล้องตัวนี้ใช้ประโยชน์อะไรได้บ้าง เขาก็เอาไปใช้ต่อยอดธุรกิจอื่นต่อ แล้วถ้าไปทำตรงนั้นแล้วมันเกิดสร้างรายได้สำคัญขึ้นมา เขาก็อาจพยุงงานพิมพ์ให้มันผ่านวิกฤต จนกระทั่งโลกมันเคลียร์แล้วว่า สถานะของสิ่งพิมพ์จะเป็นยังไง

คุณต้องไม่ปฏิเสธว่าคุณจะต้องอยู่ในสภาพเศรษฐกิจให้ได้ก่อน คุณถึงรักษาฝันคุณไว้ได้ ถ้าเรามีแพสชันมากพอ เราจะพยายามหาวิธีเพื่อที่จะทำให้งานสิ่งพิมพ์ที่เรารักมันยังอยู่ได้ จนกว่ามันจะผ่านมรสุมนี้ไป คำถามคือในวันหนึ่งเมื่อฟ้ามันเปิด เรารู้แล้วว่าสิ่งพิมพ์จะอยู่อย่างไร ตอนนั้นเราจะยังอยู่มั้ย หรือวันนั้นเราออกจากเกาะไปแล้ว

คือเราทุกคนเชื่ออยู่แล้วว่าสิ่งพิมพ์มันไม่ตาย แต่มันจะอยู่ยังไงเท่านั้นเอง ผมว่าสิ่งพิมพ์มันก็จะปรับตำแหน่งของมันจนกระทั่งมีที่ทางของมัน เพียงแต่ว่าแน่นอนบางทีขนาดของธุรกิจมันอาจจะลดลง ทำให้ผู้คนต้องย้ายออกไป แต่มันไม่ได้แปลว่ามันจะตาย แล้วประเทศที่เก่งที่สุดในการรักษาพื้นที่ก็คือญี่ปุ่น เรายังเห็นร้านกาแฟอายุ 60 ปี 70 ปี เรายังเห็นธุรกิจที่ทำอย่างเดียว ทำอยู่อย่างนั้นตั้งแต่หนุ่มจนแก่ แล้วญี่ปุ่นรักษาของเก่งด้วย มึงจะไปไหนก็ไป แต่กูยังอยู่ แล้ววันหนึ่งกูก็กลับมาได้ แล้วคนทั่วโลกก็มากิน แล้วอยู่ดีๆ ก็ขยายสาขาอีกที

แล้วญี่ปุ่นมีวิธีเอาตัวรอดในยุคสมัยที่สิ่งพิมพ์สั่นคลอนอย่างไร

ผมไม่รู้วิธีเขาหรอก แต่ผมรู้ว่าคนญี่ปุ่นลำบาก เขาต้องต่อสู้กับภัยธรรมชาติอย่างใหญ่หลวง ผ่านสงคราม เลยมาถึงความตึงเครียดอื่นๆ ผมว่าเซนส์ของการเอาตัวรอดมันจึงอยู่ในสายเลือด มันคือสัญชาตญาณ สองเรื่องหลักๆ ที่เขาเจออย่างภัยธรรมชาติกับสงครามมันเป็นเรื่องใหญ่มาก มันทำให้ส่งจิตวิญญาณมาสู่การทำธุรกิจ ซึ่งตรงนั้นมันซื้อหาไม่ได้ แล้วมันก็ราคาแพงเกินไป ถามว่าเอามั้ย ให้คนไทยเป็นแบบนั้นเลย ทุกคนจะเป็นระเบียบหมดเลย แต่ว่าต้องเจอภัยธรรมชาติสองสามครั้ง ไม่รู้ว่าญาติพี่น้องใครจะต้องจากไปบ้าง ที่ดินใครจะต้องสูญเสียไปบ้าง หรือมีสงครามที่ต้องแลกมากับการที่ประเทศแตกสลาย ถ้าแลกได้คุณจะแลกมั้ยล่ะ

แต่เราเรียนรู้จากเขาได้ว่า การที่เราละเอียดต่อการใช้ชีวิต ละเอียดต่อการคิดทั้งในแง่ของตัวเราและบุคคลอื่น มันเป็นคุณสมบัติที่ดีในการที่เราจะทำอะไรสักอย่าง ผมมองตรงนั้น ผมไม่ได้รู้ว่าเขามีเทคนิคอะไรในการเอาตัวรอดหรอก เขาก็ทำตามนิสัยเขา

สันติ ลอรัชวี, กราฟิกดีไซเนอร์, ญี่ปุ่น, วงการสิ่งพิมพ์

แล้วคุณมองงานพิมพ์ในไทยอย่างไร

เราอาจจะเดินตามกระแสลมที่เข้ามารวดเร็วไปหน่อย ทั้งกระแสทางธุรกิจก็ดี ทั้งโลกาภิวัตน์ก็ดี โรงพิมพ์บ้านเราอาจจะปรับตัวเร็วเกินไป

เปรียบเทียบสมมติเราเป็นปลาอยู่ในน้ำ พอมีอาการอะไรบางอย่างที่ผิดปกติเราก็ดีดตัวเองขึ้นจากน้ำ แล้วเผอิญว่ามาตกอยู่บนบก ถามว่าเราจะต้องทำยังไงต่อ ทุกคนก็บอกว่าต้องดีดกลับลงน้ำ เพราะว่าบนบกมันไม่ใช่ที่ที่เราอยู่ เรารู้สึกอึดอัด เราต้องดีดกลับลงน้ำ โอเค ถ้าคุณดีดกลับลงน้ำไปได้ นั่นถูกทาง แต่ถ้าไม่ถูกทาง คุณก็จะไกลน้ำมากขึ้น เพราะฉะนั้น การดีดตัวครั้งแรกโคตรสำคัญ ว่าคุณจะดีดไปทางไหน ถ้ามันไกลขึ้น คุณต้องดีด 2 ทีแล้วนะ ถ้ายังผิดเหมือนเดิมอีก ทีนี้เตรียมตัวตายได้แล้ว เพราะฉะนั้น ตรงนี้สำคัญมาก บางทีพอเราเจอสถานการณ์ในชีวิต เราควรจะต้องคิดก่อนมั้ยว่าเราจะปรับตัวยังไง บางทีสถานการณ์นั้นมันอาจจะเป็นช่วงเวลาครู่เดียวแล้วมันก็ผ่านไป เราแค่ทนให้ได้ แล้วมันก็ผ่านไป บางทีเราไม่ต้องปรับตัวก็ได้ มันมีหลายวิธี

ผมคิดว่าบ้านเราเร็วต่อกระแสต่างๆ เช่น มีเครื่องรุ่นนี้เข้ามาใหม่ แล้วมันดูเหมือนจะมีคนจ้างงาน เราก็อาจจะกู้เงินหรือโถมอะไรต่างๆ เข้าไป หรือเครื่องนี้ไม่ได้ใช้แล้ว ขายทิ้งดีกว่า แทนที่จะรักษามันไว้ แล้วก็เก็บลูกค้าที่ยังใช้อยู่ พัฒนาให้มันยังดีอยู่

ประมาณ 30 ปีที่แล้วมีเครื่อง Letterpress เต็มเมืองเลย วันนี้มันไปไหนหมด เขาทิ้งหมด เมื่อสี่ห้าสิบปีก่อนมีโรงพิมพ์ตะกั่วเต็มเมืองเลย ไปไหนหมด เขาขายเป็นของเก่าหมด ชั่งกิโลขายหมด นั่นคือการดีดตัวที่ผมว่า เขาอาจจะมองว่ามันไม่มีค่าแล้ว คือโดยธรรมชาติเราไม่รู้จะเก็บไปเพื่ออะไร คนอย่างอาจารย์เอนกที่บอกว่า เก็บวันนี้มันก็จะเก่าวันหน้า มันจะมีค่าขึ้น มันมีอยู่แค่ไม่กี่คน

เปลี่ยนไปใช้เทคโนโลยีที่ใหม่กว่า ทันสมัยกว่า ฟังเผินๆ ก็ถูกต้องแล้วไม่ใช่เหรอ มีอะไรที่คนลืมมอง

มันใหม่กว่า เร็วกว่า แต่เผอิญว่ารอบมันก็เร็วด้วย เมื่อก่อนเราซื้อเพลย์สเตชันรุ่นแรกเราอยู่ได้หลายปี พอซื้อรุ่น 2 ไม่นานรุ่น 3 ก็ออก โทรศัพท์มือถือยิ่งเห็นชัด คือรอบมันก็เร็วด้วย คราวนี้ถ้าคุณจะวิ่งตาม คุณก็ต้องใช้เงินมหาศาล แล้วคุณก็ต้องได้งานมหาศาล ทุกอย่างมันก็สวนทางกันหรือเปล่า ในเมื่องานมันลดลง คุณต้องทำให้รอบมันช้าขึ้นหรือเปล่า

มันก็มีฉากที่น่าสนใจแต่ไม่มีทางเป็นไปได้คือ สมมติถ้าเรารู้ เรานั่งไทม์แมชชีนย้อนกลับไปได้ แล้วเราก็ไปบอกโรงพิมพ์ว่าคุณเก็บเครื่อง Letterpress ให้หมดเลยนะ แล้วอีก 30 ปีข้างหน้าประเทศไทยจะเป็นเมือง Letterpress โลก มีทุกอย่างสมบูรณ์หมดเลย ครบทุกฟอนต์ แล้วมันจะมีช่วงที่ประเทศอื่นทิ้งเครื่อง ไปกว้านซื้อมาให้หมด คิดดูว่าประเทศเราตอนนี้จะเป็นยังไง

จะไม่ล้าหลังใช่ไหม

ก็ดูที่เบอร์ลินตอนนี้สิ สตูดิโอ Letterpress ขึ้นมาเต็มไปหมดเลย

อย่างตอนนี้คนก็พาการสกรีนกลับมาได้แล้ว แน่นอน คนจะออกจากเวทีไปจำนวนหนึ่ง แต่ถ้าเรายังอยากเป็นคนที่อยู่ในเวที เราก็อาจจะต้องเก็บรักษา เหมือน The Archivist ที่เป็นสตูดิโอที่ทำงานสกรีน ซึ่งความเป็น Craftsmanship จะสูงขึ้น การที่คุณเป็นผู้เชี่ยวชาญจะสูงขึ้น ไม่ใช่แค่ทำเป็น แต่ต้องทำเก่ง ทำละเอียด รู้ลึก พอมันยกที่ทางตัวเองในแง่มูลค่า อาชีพมันก็ไปต่อได้

สันติ ลอรัชวี, กราฟิกดีไซเนอร์, ญี่ปุ่น, วงการสิ่งพิมพ์

จากการได้ร่วมงานกับโรงพิมพ์ญี่ปุ่นครั้งนี้ เขามองงานพิมพ์ต่างจากที่คุณเคยเจอในไทยไหม

เรื่องเดียวกัน เรื่องเดิม ก็คือทัศนคติต่อสังคม ต่อหน้าที่ต่างกัน

ในญี่ปุ่นความประณีตไม่ได้อยู่ในเฉพาะคนสายศิลปะ แต่ความประณีตอยู่ในทุกอาชีพ มันน่าสนใจตรงที่ว่า เรื่องประณีต เรื่องคำว่าวิจิตร เรื่องคำว่าละเอียดอ่อน ในบ้านเราไปแบ่งกันตอนไหนก็ไม่รู้ มันอาจจะมาจากตอนที่เราแบ่งสายวิทย์สายศิลป์หรือเปล่า เช่น บางคนบอกว่ากูไม่ไหว กูไม่หัวศิลป์พอ กูไม่มีฝีมือ

เราสรุปทุกอย่างเป็นก้อนๆ ไปหมดเลย คือเราจะเห็นคนทำก๋วยเตี๋ยวบางเจ้าเขาก็ประณีต คือความประณีตมันฝังอยู่ในทุกๆ อย่าง ความประณีตหรือคำว่า Craft มันไม่ได้จำกัดกิจกรรม เวลาเราวิ่งแล้วตั้งใจจับความเร็วนั่นก็ประณีต ทุกอย่างมันต้องเสริมสร้างความประณีตมากขึ้น ไม่ใช่เราไปครอบครองอยู่กับกลุ่มคนที่ทำงานศิลปะ

แล้วความประณีตมันจะยิ่งออกดอกออกผลในสาขาวิชาที่ต้องการมันสูง งานของญี่ปุ่นอย่าง Hokusai ที่เขาทำเป็นบล็อกไม้ ทำภาพพิมพ์โดยการแกะไม้ นั่นก็เป็นความประณีต ซึ่งสมัยนั้นเขาคงไม่ได้คิดว่าตัวเองเป็นศิลปินหรอก เขาก็เป็นช่างที่ต้องทำสิ่งนี้ขาย วางขายข้างทาง แต่นั่นก็คือความประณีต

คือคุณมองว่าความประณีตควรจะอยู่ในทุกคน ทุกสิ่ง

ความประณีตมันเป็นคำขยายการกระทำ มันไม่ใช่ผลลัพธ์ มีนักศึกษาบอกผมว่าอยากทำงานคราฟต์ ผมบอกว่า งานคราฟต์คือทุกอย่างที่คุณทำ เพราะคราฟต์มันเป็นคำขยายกิริยา ผมไม่ได้มองว่าคราฟต์เป็นผลลัพธ์ ไม่ได้มองว่ามันจะต้องเป็นงานที่มีรายละเอียด มันอาจจะเรียบมากก็ได้ อาจจะเป็นแค่ไม้เหลี่ยมๆ ก้อนหนึ่ง แต่ถ้ามันขัดอย่างประณีต ไม้เหลี่ยมๆ ก้อนนั้นมันก็พิเศษมาก คุณสัมผัสแล้วเสี้ยนไม่มีเลย ขนาดพอดี เลือกไม้มาอย่างดี หรืออะไรก็แล้วแต่

ผมว่าทุกอย่างมันประณีตได้ คราฟต์ได้ แต่ถ้าเราไปให้คำจำกัดความเรื่องคราฟต์ว่ามันจะต้องมีรายละเอียดยุบยิบ มันก็ให้มุมมองต่อคำว่าคราฟต์ในแค่มิติเดียว

แล้วในมุมมองของคุณ วงการนักออกแบบในญี่ปุ่นทุกวันนี้เป็นอย่างไร เหมือนหรือต่างจากบ้านเราไหม

ในแง่มนุษย์ไม่ต่างกันมากหรอก แต่สภาพแวดล้อม โครงสร้าง เขาต่างกับเราเยอะ ตลาดบนเขาดีกว่าเรา อย่างเช่นกลุ่มนักออกแบบที่เก่งเขาก็จะเก่งมาก เพราะว่าเขามีโอกาสที่ได้ทำอะไรในสนามที่ต่อให้เราบอกว่า ‘กูก็ทำได้’ แต่มึงก็ทำไม่ได้หรอก เพราะมึงไม่ได้ทำ (หัวเราะ) คือคุณทำได้ ก็ยังไม่นับว่าคุณทำได้ เพราะคุณไม่ได้ทำ

รอบนี้ที่ผมไปดูงานผมไปอะควาเรียมก็มีดีไซน์เนอร์ไปออกแบบตู้ปลาชื่อ Waterscape มันจะมีที่ไหนให้ทำ สมมติคุณนึกออกว่า ตู้ปลาถ้าเอากราฟิกมาเดินแบบนี้ ทำตู้แบบนี้ แล้วมันจะทำให้การดูปลาตู้มันพิเศษขึ้น แต่แล้วยังไงต่อ เราก็ไม่มีไอเดียว่าจะไปยังไงต่อเพราะว่าบรรยากาศรอบข้างในไทยมันยังไม่ได้ถึงขนาดนั้น แต่ว่ามันไม่ได้เป็นเรื่องแย่ แค่เราต้องเข้าใจว่าโครงสร้างทางสังคมมันต่างกัน ในประเทศที่เจริญมากๆ แน่นอนว่านักออกแบบของเขาย่อมต้องมีประสบการณ์ต่อสิ่งเหล่านั้นสูงกว่า ซึ่งเราก็ต้องศึกษาเขา

 สันติ ลอรัชวี, กราฟิกดีไซเนอร์, ญี่ปุ่น, วงการสิ่งพิมพ์

เท่าที่สังเกต ชีวิตของกราฟิกดีไซน์เนอร์ของญี่ปุ่นเป็นยังไงบ้าง ชีวิตเขาสบายกว่าเราไหม

ดีไซน์เนอร์มันมีระดับ ซึ่งมันละเอียดมากและช่องว่างมันห่างมาก เราก็จะเจอทั้งสองแบบ มีทั้งแบบที่เสกทองเสกเงินได้หมดเลย พูดอะไรก็โอเคหมด มีความคิดสร้างสรรค์ ทำไมอายุ 80 แล้วยังทำงานได้ แข็งแรง มีความคิดที่แยบยลมาก เอาตัวธรรมชาติของวัฒนธรรมตัวเองมาผสมกับโลกสมัยใหม่ได้แบบกลมกล่อม แล้วก็มีหลักการ อันนั้นเป็นสิ่งที่เราทึ่ง ในขณะเดียวกันดีไซน์เนอร์กลุ่มที่บ่นหรือว่าอิจฉาบ้านเราก็มีไม่น้อย

การทำงานในญี่ปุ่นเขายังมีระดับอาวุโส มีตำแหน่ง มีอะไรค่อนข้างเข้มข้น แล้วงานเขาก็เยอะ ถ้าเกิดคุณเป็นสตูดิโอเล็กๆ แล้วอยู่นอกโตเกียวหรือว่าอยู่ในโตเกียวก็ตามแต่ว่ายังไม่ได้ตัวใหญ่มาก คุณก็ต้องทำงานหนักมาก หรือต่อให้บริษัทใหญ่ก็ต้องทำงานหนัก คนญี่ปุ่นยังมีทัศนคติกับงานค่อนข้างตึง ตึงหมายความว่ามันคือชีวิต เพื่อนชาวญี่ปุ่นของผมที่มาทำงานเมืองไทยสักพักแล้วต้องกลับไปญี่ปุ่นยังบอกว่า ผมเพิ่งเข้าใจว่าชีวิตคืออะไร ที่ผ่านมาผมเข้าใจว่าชีวิตคืองาน ผมเพิ่งเข้าใจว่าชีวิตคือชีวิต

กลายเป็นว่าประเทศไทยทำให้เขาค้นพบสิ่งสำคัญ

ใช่ เขาบอกว่าคนไทยชีวิตดีมาก เพราะทุกคนพยายามจะสบาย และนั่นคือจุดหนึ่งที่ชีวิตต้องการ ท้ายที่สุดเราต้องการสบายไม่ใช่เหรอ เราถึงชอบหลงทาง ออกนอกลู่นอกทางไปสู่เรื่องที่จรรโลง

แต่เหตุผลที่เราออกนอกลู่นอกทางได้มากหน่อยเพราะว่าเราอาจจะไม่มีเรื่องที่ต้องกังวลขนาดเขา เรายังไม่ได้เป็นประเทศที่ค่าครองชีพสูงขนาดอยู่ไม่ได้ เราไม่ได้มีอุทกภัย ไม่ได้มีภัยพิบัติ ไอ้ความสบายของเราบางทีมันก็เลยออกนอกลู่นอกทางจนเกิดเป็นความไร้ทิศไร้ทาง

แต่ความสบายของเราจริงๆ มันก็อาจจะเป็นสิ่งที่คนทั่วโลกอิจฉาเราอยู่ก็ได้ โห เพื่อนผมมาแล้วไม่มีใครอยากกลับประเทศตัวเองเลย ผมเจอร้อยเปอร์เซ็นต์เลยนะ เขาอยากจะอยู่ อยากต่อสัญญา เขารู้สึกว่าเขาได้ชีวิตส่วนตัวคืนมา เขาไม่ต้องระวัง อย่างที่ผมบอกน่ะ มันก็ต้องแลกกัน พอเราเห็นมากๆ มันก็ดีเหมือนกัน

พอเห็นอย่างนั้นมันทำให้คุณกลับมาชอบบ้านเมืองที่เราอยู่มากขึ้นไหม

จริงๆ ผมก็ไม่เคยรังเกียจประเทศตัวเอง มันแค่ต่างกัน แล้วบ้านคนอื่นดีกว่าเสมอแหละ เมียคนอื่นสวยกว่าเสมอ (หัวเราะ) คือมันเป็นธรรมชาติมนุษย์

เห็นว่าคุณเจอศิลปินญี่ปุ่นหลายคน ได้เรียนรู้อะไรจากคนเหล่านั้นบ้าง

ผมได้คุยกับหลายคน คนหนึ่งคือ Akira Uno ซึ่งผมเป็นแฟนงานเขาอยู่แล้ว ท่านอากิระซังน่าจะอายุ 80 กว่าแล้ว เขาบอกว่าเมื่อก่อนเขาไม่รู้ว่าเขาเป็นกราฟิกดีไซเนอร์ เพราะว่าเขาทำงานเป็นช่างเขียนมาตั้งแต่ยุคสงครามโลก เขาก็เป็นคนเขียนรูป ทำโปสเตอร์ พอถึงวัยกลางคนก็ถูกเรียกว่ากราฟิกดีไซเนอร์ ก็เลยต้องเรียนรู้ว่าต้องทำงานยังไงเพิ่มเติม

ทุกวันนี้เขาก็ยังทำงานเหมือนเดิม แล้วก็ยังมีงานให้ทำ เป็นสตูดิโอที่เปรี้ยวมาก อาจจะเป็นเพราะว่าอุตสาหกรรมกราฟิกดีไซน์ในญี่ปุ่นมันเติบโต ทำให้มันมีพื้นที่ทางอาชีพ แล้วก็ทำให้เขาเดินต่อไปได้เรื่อยๆ แม้กระทั่งการเปลี่ยนแพลตฟอร์มจากแอนะล็อกมาสู่ดิจิทัล ก็ไม่ทำให้คนพวกนี้ต้องเลิกอาชีพไป บ้านเขาก็เลยเกิดมาสเตอร์ขึ้นได้ แต่ถ้าคุณไม่สร้างสะพานข้ามยุคสมัยให้ผู้คน คุณก็จะสูญเสียบุคลากรไปจำนวนหนึ่ง

บ้านเราสูญเสียบุคลากรไปเท่าไหร่ตอนที่เราเปลี่ยนแพลตฟอร์มไปสู่คอมพิวเตอร์ แล้วคนที่หายไปเขาสั่งสมอะไรมามากมายแต่เขาเดินต่อไม่ได้ แล้วพวกผมก็เป็นพวกเริ่มต้นในยุคที่เป็นยุครอยต่อ ไม่มีภูมิประสบการณ์ในอดีตของยุคสมัยที่ข้ามมา โอเค เรามีอาจารย์มานพ ศรีสมพร ที่ออกแบบมานพติก้า ที่เรายังสนทนากับแกได้อยู่ แต่เรามีน้อยเกินไปหน่อย

 สันติ ลอรัชวี, กราฟิกดีไซเนอร์, ญี่ปุ่น, วงการสิ่งพิมพ์

คุณเสียดายไหมที่เราไม่มีสะพานให้คนยุคก่อนข้ามมา

เสียดาย แต่ไม่ได้เสียดายในระดับที่ต้องคิดอะไรมาก ผมแค่คิดว่า แล้วเราจะเสียอีกมั้ยล่ะ

ผมมีน้องคนหนึ่งที่เขาสนใจเรื่องประวัติศาสตร์กราฟิกแล้วก็กลับไปหางานเก่า ผมบอกว่า ดีมากเลยนะ แต่เขาก็จะบ่นว่าเขาหาอะไรไม่ค่อยได้มากนัก ผมก็จะบอกว่า เพราะคนรุ่นผมมันไม่เก็บกันไง คนรุ่นคุณเลยต้องข้ามสองต่อเพื่อไปหา ผมก็พยายามให้กำลังใจ แล้วบอกว่า ถ้ามันเหนื่อยมากก็เก็บที่มีอยู่ตอนนี้สิ เพราะว่าคนเหล่านี้ยังมีชีวิตอยู่หมดเลย แล้วก็ยังโลดแล่นอยู่ อย่างเช่น ยุคสามหน่อ ที่เป็นกราฟิกสตูดิโอยุคบุกเบิก คือตั้งแต่ยุค 2520 กว่าไล่มา คนพวกนี้ยังมีชีวิตอยู่ทั้งหมด อาจจะเลี้ยงหลานบ้าง ทำนั่นทำนี่บ้าง แต่เขาก็จะมีคลังบางอย่าง แล้วเขาก็อาจจะไม่รู้ว่ามีใครต้องการหรือเปล่า

แล้วคุณคิดว่าอะไรทำให้กราฟิกดีไซเนอร์คนหนึ่งถึงทำงานอยู่จนถึงอายุ 80 กว่าได้

จริงๆ ดีไซเนอร์ญี่ปุ่นเป็นแรงบันดาลใจผมในแง่นี้มาโดยตลอด ผมเคยคุยกับดีไซเนอร์ท่านหนึ่ง เป็นคุณพ่อของ จิโร่ เอ็นโด แกเป็นกราฟิกดีไซเนอร์ที่มีความสามารถมาก แล้วครั้งแรกที่ผมไปญี่ปุ่น ผมโชคดีที่ผมได้ไปพักที่สตูดิโอแก ที่อยู่อาโอยาม่า ผมก็ถามแกไปว่า ‘ทำยังไงครับ ที่ยังทำงานอยู่จนถึงอายุเท่านี้’

เขาก็บอกผมว่า คนญี่ปุ่น ถึงจุดหนึ่งจะทำงานเพื่อสังคม เพราะว่ายิ่งคุณอายุมากเท่าไหร่ คุณอยู่ในอาชีพหนึ่งมากเท่าไหร่ คุณยิ่งต้องการเหตุผลในการประกอบอาชีพมากขึ้น เพราะเหตุผลนั้นมันไม่ใช่เงินแล้ว เพราะฉะนั้นคุณจะยืนระยะได้ คุณต้องให้เหตุผลตัวเองให้ได้ว่า คุณจะทำมันไปทำไม คนที่เลิกคือคนที่หาเหตุผลให้ตัวเองไม่ได้แล้วว่าจะทำไปทำไม ถ้าคุณหาได้ คุณก็ทำต่อได้

ผมจำได้แม่น แล้วผมก็บอกว่า ‘ครับ ผมจะทำ ผมจะพยายามเป็นกราฟิกดีไซเนอร์ในประเทศไทยที่ทำจนตาย’ ก็คือผมจะทำจนไม่ไหว เพราะฉะนั้น การเปลี่ยนแปลงในชีวิตเราจำเป็นมาก เราต้องยืนอยู่ให้ได้ ไม่ว่าจะยืนขาเดียวหรือยืนยังไง แต่ทั้งหมดก็ถูกออกแบบมาแล้วว่าจะยืนต่อ จะไปต่อ

ผมยังบอกพวกน้องๆ อยู่เลยว่า “พวกคุณโชคดีนะ มันมีเจตจำนงบางอย่างให้คุณทำไปได้เรื่อยๆ” คือสมมติคุณเป็นนักบัญชี คุณจะทำอะไรถ้าไม่มีใครให้คุณทำ หรือมาจ้างคุณ มันมีอีกหลายอาชีพที่ผมคิดว่า มันไปสัมพันธ์อยู่กับกลไกการว่าจ้างงานแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่บางอาชีพอย่างเช่นนักออกแบบ มันเดินไปด้วยตัวมันเอง

อย่างกราฟิกดีไซเนอร์ ถ้าไม่มีคนมาจ้างงาน มันจะต่างจากนักบัญชีที่ไม่มีคนมาจ้างงานมั้ย

ผมว่าน่าจะสัก 30 ปีที่แล้วเป็นแบบนั้น แต่ว่าช่วงนี้มันคงเปลี่ยนแล้ว เพราะว่าเรารู้แล้วว่ากราฟิกมันไปรองรับกับอะไรได้บ้าง

ผมมีเรื่องเล่าเรื่องหนึ่ง วันที่ผมกลับไปเป็นอาจารย์ แล้วผมขึ้นไปบนสตูดิโออาจารย์ภาคทัศนศิลป์ ผมก็ถามอาจารย์ท่านหนึ่งว่า ‘จะแสดงงานเหรออาจารย์’ แกก็บอก ‘เปล่าๆ’ ผมก็ถามว่า ‘มีคนมาซื้อเหรอ’ แกก็บอก ‘เปล่าๆ’ ผมก็ถามว่า ‘แล้วเขียนอะไร’ แกบอกว่า ‘ผมเป็นศิลปิน ผมก็ต้องทำงานศิลปะ’

คือเขาให้คำตอบที่โคตรเรียบง่าย แต่ทำไมกูไม่เข้าใจวะ ถามไปได้ยังไงวะ แล้วผมก็บอกแกว่า ผมไม่เคยทำงานออกแบบโดยไม่มีใครมาจ้าง เวลาผมจะทำโลโก้หรือกราฟิก ผมต้องมีโจทย์ มีคนมาจ้าง แต่ผมไม่เคยนึกเลยว่า ผมเป็นนักออกแบบ ผมก็ต้องออกแบบสิวะ มันเรียบง่ายแค่นั้นเอง

นั่นคือจุดประกายที่ทำให้ผมทำนิทรรศการครั้งแรกในรั้วมหาวิทยาลัย แล้วผมเริ่มมองหาว่า จุดประสงค์ของการออกแบบมันคืออะไร เริ่มตั้งคำถาม ไม่ใช่แค่ทำตามขนบว่านายจบอันนี้มาก็ทำอาชีพนี้ ก็ไปอยู่บริษัทนี้ แต่มันเป็นคำถามที่มากกว่านั้นว่า เมื่อคุณมีทักษะนี้อยู่กับตัว จุดประสงค์มันคืออะไร กลับมาที่ตัวคุณว่าทำอะไรได้บ้าง ซึ่งผมก็ต้องขอบคุณอาจารย์คนนั้น นึกย้อนกลับไปผมรู้สึกว่าตัวเองโคตรปัญญาอ่อนเลย ไปถามอะไร คุณควรจะตกใจเมื่อเขาไม่ทำมากกว่า

สันติ ลอรัชวี, กราฟิกดีไซเนอร์, ญี่ปุ่น, วงการสิ่งพิมพ์

Writer

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

ชาดก, มุทรา, พัทธสีมา, อุททุกเขปสีมา, พระอภิธรรมปิฎก ฯลฯ

ศัพท์เทคนิคภาษาบาลีที่เรี่ยรายอยู่บรรทัดบนนี้ อย่าว่าแต่ฝรั่งต่างชาติจะแปลไม่ออก คนไทยอย่างเรา ๆ ท่าน ๆ ที่เจ้าหน้าที่อำเภอระบุคำว่า ‘พุทธ’ ไว้ในบัตรประชาชนก็ยังงงตึ้บ หากมิเคยบวชเรียนหรืออยู่ใกล้วัดแล้วไซร้ คนทั่วไปที่ไหนจะเข้าใจความหมายของคำเหล่านี้ได้ถ่องแท้

แต่ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ ว่าผู้ที่ชวน The Cloud คุยเรื่องนี้กลับเป็นฝรั่งที่พูดไทยชัดแจ๋ว ค้นคว้าเรื่องทางพุทธศาสนาแบบไทย ๆ จนเป็นพหูสูตที่หาตัวจับได้ยากคนหนึ่ง

เล่าอย่างนี้ ก็อย่าเพิ่งคิดว่า ดร.แอนโธนี โลเวนไฮม์ เออร์วิน (Dr.Anthony Lovenheim Irwin) ที่เรากำลังพูดถึงเป็นลูกครึ่งไทย

เขาเป็นชาวอเมริกันเชื้อสายยิวจากนิวยอร์ก ใช้ชีวิตอยู่ในตระกูลที่นับถือศาสนายูดาห์ตามประสาชาวยิว กระทั่งย่างเข้าวัยหนุ่ม จึงค้นพบความสุขจากศาสนาของพระพุทธองค์ ซึ่งความสุขที่ได้รับนั้นแตกโตเป็นความหลงใหล เมื่อเขาได้ลองมาอาศัยอยู่ที่เชียงรายในฐานะครูสอนเด็กออทิสติก

เพราะความหลงใหลในคติความเชื่อของคนไทย แอนโธนีบินลัดฟ้ากลับไปเรียนต่อในระดับปริญญาโทและเอกที่บ้านเกิด เลือกทำวิจัยเรื่องศาสนาพุทธในไทย นำมาซึ่งคำนำหน้า ‘ดร.’ ที่ได้จากการลงพื้นที่ศึกษาวัดในอำเภอเมืองเชียงรายถึง 164 แห่ง

ก่อนไปเจาะลึกแง่มุมต่าง ๆ ของหนุ่มฝรั่งที่ได้ชื่อว่าเป็นขาประจำในงานทอดกฐินและพิธียกช่อฟ้า เคยบวชเรียนเป็นพระ เคยอู้กำเมืองกับไทลื้อเก่งกว่าภาษาไทยกลาง รู้จักทุกวัดในเมืองพญามังรายทรงสร้าง จนคนในท้องที่เชื่อว่าอดีตชาติเขาเคยเป็นชาวเวียงเจียงฮาย… ขอส่งไม้ต่อให้แอนโธนีได้บรรยายเรื่องราวชีวิต แง่คิด และมุมมองที่เขามีต่อบวรพุทธศาสนาด้วยภาษาไทยชัดเจนประหนึ่งคนไทยแท้แต่กำเนิด

01
ลูกยิวนิวยอร์ก

Anthony Irwin ชาวอเมริกันผู้เชี่ยวชาญศาสนาพุทธในไทย รักเชียงรายเหมือนบ้าน จนชาวบ้านเชื่อว่าเป็นคนเชียงรายกลับมาเกิด
Photo : Krit Upra

ผมเกิด ค.ศ. 1982 ที่เมืองโรเชสเตอร์ (Rochester) มลรัฐนิวยอร์ก เป็นเมืองที่ไม่ใหญ่มาก ใหญ่กลาง ๆ มีคนอยู่ประมาณ 1 ล้านคน พ่อผมเป็นศิลปิน แม่ก็เป็นศิลปินเหมือนกัน พ่อเป็นคนวาดรูปแบบ Abstract ส่วนแม่ทำศิลปะแบบผ้า (Textile Artist) ทำเสื้อผ้า ชีวิตผมก็เป็นชาวยิว 100 เปอร์เซ็นต์ พ่อ แม่ บรรพบุรุษทุกคนเป็นชาวยิว เกิดมามีชีวิตแบบเด็กชาวยิวธรรมดา ๆ ที่ประเทศสหรัฐฯ

เมื่อนั้นมีผู้ลี้ภัยจากประเทศรัสเซียที่ยังเป็นสหภาพโซเวียตเยอะ สหภาพโซเวียตหรือ U.S.S.R. ไม่ค่อยชอบชาวยิว บอกว่าถ้าเป็นชาวยิวก็ออกไปจากประเทศได้เลย เราไม่แคร์ ชาวยิวเลยลี้ภัยออกจากรัสเซียแล้วมาอาศัยอยู่ที่เมืองโรเชสเตอร์เยอะ แม่ผมนำครอบครัวเราไปช่วยผู้ลี้ภัยที่มาจากรัสเซีย เราไปช่วยพวกเขาสร้างบ้าน พวกเขาไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับสหรัฐอเมริกา สังคม กฎหมาย หรือทำงานได้ยังไง ครอบครัวเราก็จะเป็นคนคอยดูแลผู้ลี้ภัยยิวจากรัสเซีย

แต่เราไม่ค่อยเข้าไปยุ่งเรื่องศาสนา พ่อแม่ผมเป็นฮิปปี้ เป็นศิลปิน ชอบปาร์ตี้ ชอบกัญชาด้วย พ่อผมสูบกัญชาทุกวันเลย (หัวเราะ) เมื่อคิดถึงชีวิตในปัจจุบันแล้วมองกลับไปเห็นอดีต ผมก็ไม่รู้ว่าทำไมพ่อแม่ถึงส่งผมไปเรียนที่โรงเรียนของชาวยิว

ผมมีพี่น้องรวมเป็น 3 คน มีพี่ชายคนหนึ่ง น้องสาวคนหนึ่ง แต่ผมเป็นคนเดียวที่ไปเรียนที่อนุบาลของศาสนายิว เขาสอนเรื่องศาสนา ทั้งที่ที่บ้านไม่เคร่งครัดเลย ทำนิด ๆ หน่อย ๆ แต่เพราะไปเรียนที่อนุบาลนั้น ก็คิดว่ามันเป็นสาเหตุที่ช่วงนี้ผมสนใจเรื่องศาสนา

ที่โรงเรียนเขาก็สอนศาสนายิว สอนภาษายิว สอนพระคัมภีร์ไบเบิล พี่ชายผมเกิดมาก่อนผม 3 ปีครึ่ง เมื่ออายุครบ 13 ชาวยิวเราจะมีพิธีกรรม Bar Mitzvah สำหรับผู้ชาย และ Bat Mitzvah ถ้าเป็นผู้หญิง จนเมื่อผมอายุได้ 10 ขวบ พี่ชายผมก็ได้ Bar Mitzvah ครอบครัวเราเลยเริ่มสนใจศาสนา

02
ครอบครัวคนแปลก

จริง ๆ ผมมีความรู้สึกว่าครอบครัวเราเป็นคนแปลก ๆ 

ครอบครัวผมเป็นชาวยิว หลังออกจากโรงเรียนอนุบาลสอนศาสนานั้น ผมก็ไปเรียนโรงเรียนรัฐ (Public School) ในโรงเรียนรัฐที่ผมไปเรียน ครอบครัวเราเป็นครอบครัวยิวครอบครัวเดียว ทั่วบริเวณไม่มีคนอื่น ผมรู้สึกว่าทำไมครอบครัวเราเป็นกลุ่มผิดปกติ พ่อแม่เป็นฮิปปี้ พ่อแม่ของเพื่อนก็ไม่ใช่ฮิปปี้เลย เขาทำงานกันที่บริษัท Kodak เป็นโรงงานทำกล้องและหนัง เป็นคนทั่วไป ผมเลยรู้สึกว่าเราเป็นคนแปลกมาก รู้สึกอึดอัดเมื่อไปเรียน ไม่ค่อยสบายใจ

ตอนผมเรียนมัธยมศึกษา ในโรงเรียนมัธยมแห่งนั้นมีกลุ่มนีโอนาซี (Neo-Nazi) ที่เป็นพวกเหยียดเชื้อชาติ เป็นวัยรุ่นที่เขาชอบสิ่งที่แรง ๆ บางคนแต่งชุด ติดตราสวัสติกะของนาซีด้วย เขาก็มองว่าผมแปลก แล้วผมไม่ใช่คนที่ชอบสู้กับคนอื่น ผมเลยไม่บอกใครว่าเป็นชาวยิว เพราะผมกลัว โรงเรียนเรามีคนผิวดำด้วย นีโอนาซีก็ไม่ชอบ แต่ผมผิวขาว เขาก็ดูไม่ออก 

แล้วอีกอย่างที่แปลก ครอบครัวเราไม่ค่อยได้สนใจเรื่องศาสนาเยอะก็จริง แต่หลังจากพี่ชายผมได้ Bar Mitzvah พ่อของผมเขาก็เริ่มบ้าศาสนา บ้าคือไม่เคร่งครัด แต่ว่าเขาอ่านเยอะ อ่านเรื่องแนวอาคมในศาสนายูดาห์ (Jewish mysticism) เขาเริ่มวาดรูปในศาสนายิว คล้าย ๆ กับพระอภิธรรมของพุทธ

พ่อวาดรูปสิ่งที่ลึกซึ้งในศาสนา ศาสนายูดาห์อธิบายว่าดวงวิญญาณคืออะไร พ่อผมก็วาดรูปเกี่ยวกับเรื่องนั้น ผมจำได้ว่าผมมองดูพ่อวาดรูปเรื่องศาสนายิว คิดว่านั่นคืออีกรากหนึ่งในชีวิตที่ทำให้ผมสนใจพุทธศิลป์ ศาสนศิลป์ เพราะตอนนั้นผมไม่ค่อยชอบศาสนามาก แต่ชอบสิ่งที่พ่อทำ ชอบสิ่งที่พ่อวาด

03
ค้นพบพุทธศาสนา

Anthony Irwin ชาวอเมริกันผู้เชี่ยวชาญศาสนาพุทธในไทย รักเชียงรายเหมือนบ้าน จนชาวบ้านเชื่อว่าเป็นคนเชียงรายกลับมาเกิด

ศาสนาเป็นสิ่งที่อธิบายว่ามนุษย์จะเป็นอะไร ชีวิตของเราสร้างอะไร แล้วก็สาเหตุที่เราทำอะไร ผมคิดว่าถ้าเรามาดูที่ศาสนา เราก็จะเข้าใจมากขึ้น แล้วก็คิดว่ารากของความคิดของผมก็อยู่ในนั้น

สหรัฐอเมริกาก็มีคนสนใจศาสนาพุทธเยอะ ในประวัติศาสตร์ ศาสนาพุทธในสหรัฐฯ ก็มีหลายสาย เพราะมีคนเอเชียอพยพมาปลูกบ้านที่นี่ มีวัดอะไร ส่วนมากผมไม่ค่อยได้รู้จัก 

ผมรู้จักพุทธในสหรัฐฯ ครั้งแรกจาก The Poets กวีคนแรกคือ Allen Ginsberg อีกคนคือ Jack Kerouac เป็นกลุ่ม Beat Poets ผมชอบมากเมื่อตอนเป็นเด็ก ตั้งแต่อายุประมาณ 12 ปี พ่อแม่มีหนังสือกวีในบ้านเรา ผมชอบอ่านหนังสือแต่เด็ก ชอบว่าทำไมเขาไปค้นอะไรบ้า ๆ บอ ๆ แล้วยังสนใจเรื่องธรรมะ

เมื่อผมเป็นวัยรุ่น ผมชอบเรียนเกี่ยวกับศาสนาพุทธ ตอนอายุประมาณ 18 – 19 ปี ผมไปสถานที่หนึ่ง ไม่ไกลจากบ้านที่นิวยอร์ก มีสถูปของชาวญี่ปุ่น เรียกว่า Peace Pagoda เป็นสถูปเจดีย์ของคณะพระสงฆ์ญี่ปุ่นแนวนิกายเซน พวกท่านชอบทำ Peace Walk เดินทางเพื่อความสงบของโลก ไปสร้างสถูป สร้างเจดีย์ทั่วโลก ผมไปเห็นว่าเป็นพระเจดีย์ใหญ่มาก อยู่ในป่าเลย สวยมาก เลยชอบมาก 

ไปที่นู่นแล้วก็สงบใจ ไปเที่ยวเฉย ๆ ไม่ได้ถวายอะไร เพราะผมไม่รู้ แต่ทีนี้เห็นว่ามีภิกษุณีรูปหนึ่งตัวเล็กมากชื่อ ภิกษุณีจุนซาน เป็นชาวญี่ปุ่น ท่านขุดดินอยู่ ผมก็ไปคุยกับท่าน ถามว่าผมช่วยได้มั้ย เพราะว่าผมสงสารที่ท่านตัวเล็ก แต่ต้องลงไปขุดดินทำงานหนัก ท่านก็บอกว่า “เอ๊ะ มาถามยังงี้เหรอ ใจดี” ท่านว่าส่วนมากคนสหรัฐฯ ไม่ได้ถามว่าช่วยได้ไหม เพราะว่าเป็นสังคมขี้เกียจมาก (หัวเราะ) 

ผมไปกับกลุ่มเพื่อนฮิปปี้ที่มาด้วยกัน ไปช่วยจุนซานขุดดินทำงาน สักพักเพื่อนผมก็เบื่อ เขาบอกว่าอยากออกแล้ว แต่ผมไม่เอา ยังอยากพักอยู่ที่นู่น แต่เพื่อนผมบอกให้ไป ผมก็ต้องไป แต่หวังว่าวันหน้าผมจะกลับมา ตอนนั้นผมอายุ 18 ปี ตอนนี้ผม 40 แล้ว ผมยังกลับไปที่นู่นบ่อย ๆ ถ้ามีอะไรให้ช่วย ผมก็ช่วยทำความสะอาด ช่วยขุดดิน

04
เฮลโล ไทยแลนด์

หลังจบปริญญาตรี พี่ชายผมเขาอาศัยอยู่ที่เมืองไทย เขาไปกรุงเทพฯ เพื่อทำบริษัท ทำธุรกิจอยู่ที่กรุงเทพฯ แล้วตอนนั้นผมทำงานสอนเด็กออทิสติก ผมไม่รู้จะทำอะไรดี เพราะคิดว่าน่าจะไปเรียนต่อ พี่ชายเขาก็มาชวนผมไปอาศัยกับเขาที่กรุงเทพฯ

ผมอายุราว 24 ปีในตอนนั้น จบปริญญาตรีมาปีนึง ทำงานอีกปีนึงในโรงเรียนสอนเด็กพิเศษ เป็นการศึกษาแบบ Special Education คือไม่ใช่เด็กพิการ แต่เป็นเด็กนักเรียนที่มีความบกพร่อง บางคนเป็นออทิสติก บางคนโมโหง่าย บางคนเขาเรียนได้โอเค แต่โฟกัสไม่ได้ ช่วงที่เรียนปริญญาตรี ผมก็ทำงานกับเด็กกลุ่มนี้มาตั้งแต่อายุ 18 ทำมาทุกปี ทำงานมาเยอะ

ผมไปเมืองไทยเพราะคิดว่าที่สหรัฐฯ ไม่ค่อยมีอะไรที่น่าสนใจสำหรับตัวผม แล้วผมอยากทำอะไรต่อ เพราะไม่ใช่วัยรุ่นแล้ว เป็นหนุ่มแล้ว ก็ฮึดฮัดอยากจะทำอะไร

Anthony Irwin ชาวอเมริกันผู้เชี่ยวชาญศาสนาพุทธในไทย รักเชียงรายเหมือนบ้าน จนชาวบ้านเชื่อว่าเป็นคนเชียงรายกลับมาเกิด

ไปเมืองไทยปี 2006 ไปเหมือนกับคนโง่มาก ผมไม่ได้เตรียมอะไร ไม่ได้อ่านหนังสือสักเล่มเกี่ยวกับเมืองไทย ผมไม่รู้ว่าไทยแลนด์คือที่ไหน ก็ไปเพื่อทำงาน ผมเรียนวิชาเพื่อสอน TESOL (สอนภาษาอังกฤษให้ผู้เรียนที่ใช้ภาษาต่างชาติ) คิดว่าจะไปหางานสอนภาษาอังกฤษ ผมสอนเป็น แต่ไม่รู้เรื่องอะไรของไทยเลย แต่ผมก็ไม่ค่อยเครียดเพราะมีพี่ชายอยู่ เขาคงอธิบายถึงทุกสิ่งทุกอย่างให้ผม

ผมไปถึงกรุงเทพฯ ตอนนั้นวันที่ 1 กันยายน ค.ศ. 2006 แล้วต่อมาเกิดอะไรจำได้ไหม? มีรัฐประหารครับ (หัวเราะ) ผมไม่รู้อะไร พี่ชายที่อยู่เมืองไทยก่อนแล้วก็บอกว่าที่นี่ดีมาก ไม่มีปัญหา สงบมาก แต่หลังจากผมอยู่ได้ 1 – 2 สัปดาห์ ก็มีรัฐประหารเลย มีปืนใหญ่ มีรถถัง

ผมเคยคิดว่าไม่ชอบกรุงเทพฯ เลย อยู่ไม่ได้ ไม่น่าอยู่ แต่ช่วงนี้ผมชอบมาก ไปกรุงเทพฯ ก็สนุก แต่ตอนนั้นผมไม่รู้ภาษาไทย ก็ไม่รู้อะไร ไม่ชอบ

05
ชีวิตใหม่ในเชียงราย

ทีนี้พี่ชายกับแม่ผมเคยเที่ยวเชียงราย ผมก็เลยมาเชียงราย ตัดสินใจว่าจะไม่สอนที่กรุงเทพฯ

ตอนนั้นประมาณเดือนตุลาคม ค.ศ. 2006 ผมมาถึงเชียงราย ชอบจังหวัดนี้มาก ผมเช่ามอเตอร์ไซค์ขี่รอบเมือง พิมพ์เรซูเม่เพื่อหาโรงเรียนสอน ไปโรงเรียนหลายแห่งเพื่อเสนอตัวเอง ถามเขาว่ามีงานทำไหม ผมสอนหนังสือเป็น จากนั้นผมก็ไปที่โรงเรียนหลักสูตรมอนเตสเซอรีแห่งหนึ่ง ชื่อโรงเรียนปิติศึกษา เป็นโรงเรียนอนุบาลกับประถมศึกษา

Anthony Irwin ชาวอเมริกันผู้เชี่ยวชาญศาสนาพุทธในไทย รักเชียงรายเหมือนบ้าน จนชาวบ้านเชื่อว่าเป็นคนเชียงรายกลับมาเกิด

ที่จริงโรงเรียนนั้นมีฝรั่งสอนภาษาอังกฤษอยู่แล้ว เขาบอกว่าไม่มีตำแหน่งว่างนะ เพราะมีคนแล้ว ผมจำได้ว่าผมนั่งคุยกับผู้อำนวยการโรงเรียนนั้น เขาอ่านเรซูเม่ผมแล้วจำได้ชัดเจนว่าผมเคยทำงานกับกลุ่มเด็กออทิสติก เขาก็ถามว่า “เคยสอนเด็กออทิสติกมาใช่ไหม?” ผมตอบว่าใช่ เคยหลายปี แล้วผมก็เล่าเรื่องให้เขาฟัง พอดีผู้อำนวยการโรงเรียนเขาก็มีลูกชายเป็นออทิสติก ทุกวันเขาไปเรียนที่โรงเรียนนั้น ช่วงอายุประมาณ 8 ขวบ ไม่มีใครที่สอนจริง ๆ เพราะเชียงรายสมัยนั้นยังค่อยมีใครที่ดูแลเด็กที่มีพัฒนาการช้า

ผู้อำนวยการเขาให้ผมทำงานที่นู่น มีนักเรียนออทิสติก 2 คนมาให้ผมดูแล เพราะครูที่ดูแลเขาทำคนเดียวไม่ไหว แล้วก็ให้สอนวิชาพลศึกษาด้วย แต่ผมเป็นคนอ้วน ไม่ใช่นักกีฬา ผมก็รับปากว่า “โอเค ได้”

ตลกมาก เพราะครูที่สอนพละน่าจะเป็นคนที่แข็งแรง หุ่นดีมากใช่มั้ย แต่ผมเป็นคนอ้วนแล้วก็เป็นฮิปปี้ แต่หลังจากนั้นผมก็ได้อยู่เชียงราย 1 ปี

การสอนเด็กออทิสติกทำให้ผมชอบศาสนาพุทธที่เชียงราย แล้วก็เริ่มสนใจ เพราะว่าทุกวันศุกร์ เราพาเด็กออกทิสติก 2 คนนั้นไปเที่ยวเชียงราย แต่เชียงรายไม่รู้ไปเที่ยวไหน ก็ต้องไปวัด มีโอกาสได้ไปวัดเยอะ แล้วก็ได้เห็นพระ เห็นแม่ชีที่มีน้ำใจมากต่อเด็ก ๆ ออทิสติก

วัดใกล้ ๆ บ้านแอนโธนีชื่อวัดพระธาตุดอยเขาควายแก้ว อยู่ในอำเภอเมือง เป็นวัดเก่า จริง ๆ เป็นโบราณสถาน บนดอยมีพระธาตุ ผมก็พาเด็ก ๆ ขึ้นไป มีแม่ชีคนหนึ่งแก่มากแล้ว ท่านมีขนม ผมเห็นท่านพูดไม่ค่อยเยอะนัก แต่ท่านเอาขนมจากมือตัวเองให้เด็กออทิสติกกิน ผมเห็นสิ่งนี้เป็นเรื่องมหัศจรรย์ เป็นสิ่งเล็ก ๆ ที่เปลี่ยนชีวิตของแอนโธนี

06
ปริญญาโทที่วิสคอนซิน

สมัยที่เรียนปริญญาตรี ผมยังสนใจศาสนาฮินดูด้วย เพราะผมชอบวรรณกรรมจากประเทศอินเดีย เช่นของ Salman Rushdie เคยมีความคิดว่าหลังจากปริญญาตรีจบ เราไปเรียนปริญญาโทเกี่ยวกับศาสนาฮินดูดีกว่า ส่วนศาสนาพุทธไม่เคยคิดจะเรียน

แต่พอมาสอนที่เชียงราย ผมอยากรู้มากขึ้นเกี่ยวกับศาสนาพุทธในเมืองไทย และส่วนมากในเชียงราย พยายามหาหนังสือเกี่ยวกับประวัติศาสตร์เชียงราย เกี่ยวกับศาสนาพุทธในเชียงราย แต่หาไม่เจอ มีน้อยมาก หายากมาก ข้อมูลเกี่ยวกับเชียงรายในเชิงวิชาการส่วนมากก็จะเกี่ยวกับชนเผ่า โรคเอดส์ เกษตรกรรม หรือไม่ก็เรื่องคอมมิวนิสต์ วัฒนธรรม ศาสนา ประวัติศาสตร์ไม่ค่อยมี ตอนนี้ผมก็เขียนหนังสือเกี่ยวกับศาสนาพุทธในเชียงรายอยู่

Anthony Irwin ชาวอเมริกันผู้เชี่ยวชาญศาสนาพุทธในไทย รักเชียงรายเหมือนบ้าน จนชาวบ้านเชื่อว่าเป็นคนเชียงรายกลับมาเกิด

ปี 2007 ผมตัดสินใจว่าจะหาที่เรียนปริญญาโทเกี่ยวกับไทยศึกษา พระพุทธศาสนาศึกษา เพื่อหาข้อมูลเกี่ยวกับเชียงราย เพราะผมคิดว่าถ้าฟังไทยออก พูดไทยเป็น ผมจะหาข้อมูลได้เยอะ

หลังจากนั้นผมกลับสหรัฐฯ ไปเข้าเรียนปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน-แมดิสัน (Wisconsin-Madison) จริง ๆ ผมไปเรียนที่นั่นเหมือนไปเมืองไทยครั้งแรก ผมไม่เคยรู้ว่าที่นี่มีอะไร รู้แต่ว่าที่มหาวิทยาลัยวิสคอนซินมีอาจารย์คนหนึ่งสอนเกี่ยวกับพุทธศาสนาเถรวาท ชื่อ Professor Charles Hallisey ผมส่งอีเมลหาเขา เล่าเรื่องความคิดของผม เขาตอบมาว่าวิสคอนซินเป็นที่ที่ดี แต่ว่าอาจารย์จะย้ายไปสอนที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดแทนแล้ว

สิ่งที่ดีของมหาวิทยาลัยวิสคอนซินคือเขาสอนภาษาไทย แล้วยังมีวิชาเกี่ยวกับศาสนาพุทธ แล้วก็ไทยศึกษาด้วย ตอนนั้นปี 2008 ผมเริ่มเรียนที่ Center for Southeast Asian Studies เป็นคณะเอเชียอาคเนย์ศึกษา เรียนเกี่ยวกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยเฉพาะ มีอาจารย์ที่เป็นคนดัง ๆ ในเรื่องไทยศึกษา เช่น ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.ธงชัย วินิจจะกุล ที่สอนอยู่คณะประวัติศาสตร์ ผมก็ได้ไปเรียนกับท่าน อีกคนคือ Professor Kathleen Bowie เป็นนักมานุษยวิทยาที่สำคัญมากในสายไทยศึกษา

อีกสิ่งที่สำคัญมาก คือที่แมดิสันมีนักศึกษาไทยที่มาเรียนปริญญาโทกับปริญญาเอกด้วย พวกเขาเป็นเพื่อนสนิทของผม เราช่วยกันเรียน เขาสอนภาษาไทย สอนเก่งด้วย เราจึงเป็นเพื่อนที่สนิทกัน 

ที่จริงสหรัฐฯ มีมหาวิทยาลัยเยอะ สถาบันที่มีชื่อกว่าแมดิสันก็มีถมไป อย่างมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด มหาวิทยาลัยเยล มหาวิทยาลัยคอร์แนล แต่ว่ามหาวิทยาลัยวิสคอนซิน-แมดิสันนี่ดีที่สุดสำหรับนักศึกษาชาวไทยแน่นอน ไปถามใครว่าจะเรียนเกี่ยวกับประเทศไทยในสหรัฐฯ เขาก็จะแนะนำให้มาเรียนที่นี่ ไปเรียนเกี่ยวกับเมืองไทยที่อื่นได้ แต่สู้ที่แมดิสันไม่ได้ มหาวิทยาลัยอื่นอาจจะมีหน้าตากว่า แต่ถ้าพูดถึงเนื้อหาด้านไทยศึกษา จะอย่างไรก็สู้ที่นี่ไม่ได้

07
เรียนไทยกลาง ติดไทลื้อ

ที่แมดิสัน ผมเรียนปริญญาโทกับเรียนภาษา เรื่องภาษา เมื่อผมอยู่เชียงรายไม่ได้เรียนภาษาไทยเป็นประจำ แต่ว่าฝึกพูด เป็นคนที่ชอบพูด มีเพื่อนเยอะ แล้วก็ทำงานกับคนไทย

ตอนอยู่ที่เชียงราย ผมเช่าบ้านอยู่ บ้านของผมอยู่ในบริเวณสวนลิ้นจี่ มีคนดูแลสวน ดูแลสถานที่ เป็นชาวไทลื้อ 2 คน เป็นผัวเมียกัน ผมได้คุยกับพวกเขาเยอะ เรียกว่าเขาทั้งคู่เป็นพ่อแม่บุญธรรมของแอนโธนีที่เมืองไทย

ที่ผ่านมาผมไม่ได้เรียนภาษาไทยจริงจัง แค่พูดได้ แล้วผมยังเป็นนักดนตรีตั้งแต่เด็ก ทำให้ผมเป็นคนหูดี ผมฟังแล้วก็พูดได้ ผมได้สำเนียงเพราะเป็นนักดนตรี ฟังอะไรก็พูดตามได้ แต่อ่านไม่ออก

ไปเริ่มเรียนที่มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน ผมเริ่มเรียนภาษาไทยชั้นที่ 2 ปีแรกไม่ต้อง เพราะว่าพูดได้แล้วนิดหน่อย แล้วผมก็มาเจอปัญหา คือปีแรกเป็นปีที่เรียนตัวสะกดภาษาไทย แต่ผมไม่เคยเรียน ผมเลยเริ่มเรียนในปีที่ 2 พูดเป็นแต่อ่านไม่ออก เขียนไม่เป็น ผมก็ต้องขยันมากเพื่อเรียนตัวสะกดไทย ใช้เวลาประมาณแค่ 2 – 3 อาทิตย์ก็รู้ตัวสะกดไทย

แต่ปัญหาที่ใหญ่กว่าคือผมเป็น Dyslexic คนที่สลับตัวสะกด บกพร่องในการอ่าน ดีที่ไม่หนักเท่าไหร่ ยังไงก็ตาม การสะกดภาษาไทยเป็นเรื่องยากมากสำหรับผม

ที่ตลกคือผมเริ่มเรียนภาษาไทยในห้องเรียนที่แมดิสันเป็นภาษาไทยกลาง แต่ผมไม่ค่อยรู้ภาษากลางเพราะอยู่เชียงราย รู้แต่ภาษาเมืองซึ่งก็คือภาษาเหนือที่คนภาคกลางเรียก ทุกคืนผมก็นั่งล้อมวงกินข้าวกับพ่อแม่บุญธรรมของผม เขาพูดแต่ไทลื้อ ไม่พูดคำเมือง 

พอไปนั่งเรียนภาษาพูดบางคำของผมแปลกมาก ๆ อาจารย์ที่รักที่แมดิสันชื่อ อาจารย์กรรณิการ์ ท่านก็ว่าทำไมผมพูดแบบนี้ 

แม่บุญธรรมผม ถ้ากินอะไรที่เผ็ด เขาจะพูดเป็นไทลื้อว่า ‘เส็ด’ อาหารเส็ดมาก ผมบอกว่า “ผมชอบอาหารเส็ด” อาจารย์เขาก็งงว่าอาหารเส็ดคืออะไร มีอีกหลายคำเลย

08
พุทธไทยสมัยรัชกาลที่ 4 – 5

วิทยานิพนธ์ปริญญาโทของผมมีชื่อว่า ‘Imagining Boundaries: Sīmā Space, Lineage Trails, and Trans-Regional Theravada Orthodoxy’

Imagining Boundaries ก็คือจินตนาการสมมติ ที่ใช้คำว่า ‘สมมติ’ ก็เพราะผมพูดถึงเรื่องสมมติธรรม แล้วก็การสมมติเกี่ยวกับเรื่องพัทธสีมา คือเขตแดนที่ให้พระภิกษุทำสังฆกรรม รวมถึงเรื่องพัทธสีมาในประวัติศาสตร์พุทธนิกายเถรวาท ความสัมพันธ์ระหว่างลังกากับพม่าและสยาม พูดถึงพัทธสีมา กฎการกำหนดพัทธสีมา การผูกพัทธสีมา ทุกอย่างเลย 

ส่วนมากจะพูดถึง พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 สมัยที่ทรงผนวชและทรงสถาปนาธรรมยุติกนิกายขึ้นมา ในงานของผมยังพูดถึงเรื่องพัทธสีมาในวัดของกรุงเทพฯ ผมเขียนถึงวัดราชาธิวาสราชวรวิหาร เขียนลึกมากเพราะผมสนใจเรื่องสถานที่ที่มีอิทธิพลต่อสิ่งที่มนุษย์ทำ

Anthony Irwin ชาวอเมริกันผู้เชี่ยวชาญศาสนาพุทธในไทย รักเชียงรายเหมือนบ้าน จนชาวบ้านเชื่อว่าเป็นคนเชียงรายกลับมาเกิด

เวลาพูดเรื่องนิกายธรรมยุตที่รัชกาลที่ 4 ทรงสร้างขึ้นให้พระสงฆ์มีวินัยเคร่งครัด อาจารย์ฝรั่งจะชอบพูดกันว่า พระองค์ท่านเป็นเพื่อนกับชาวยุโรป ชาวยุโรปมีสมองเชิงวิทยาศาสตร์ ใช้หลักเหตุผล พวกเขาจะชอบเขียนกันแบบนี้ แต่ผมอ่านประวัติศาสตร์แล้วคิดว่าไม่น่าใช่ ในวัฒนธรรม ในประวัติศาสตร์ของท่านน่าจะมีอย่างอื่นอีกที่เป็นแรงบันดาลใจให้ท่านทรงสร้างนิกายใหม่ขึ้นมา

แล้วผมคิดว่าคนเขียนข้อมูลเหล่านี้น่าจะเป็นชาวตะวันตก ชาวอังกฤษ ชาวฝรั่งเศส เพราะงั้นผมอ่านแล้วก็เลยรู้สึกไม่ค่อยดี เหมือนเหยียดเชื้อชาติหน่อย ๆ เพราะว่าให้พลังให้อำนาจกับยุโรปทั้งหมด แล้วไม่อยากรู้ ไม่อยากมองเห็นว่าทวีปเอเชียมีความคิดเรื่องตรรกะเหตุผลอยู่แล้ว ผมเขียนเกี่ยวกับเรื่องพัทธสีมา เพราะเป็นเรื่องเกี่ยวกับกฎพุทธศาสนาที่ชาวตะวันตกไม่ค่อยรับรู้ พระองค์ทรงฉลาดมาก ถ้ารู้เกี่ยวกับจุดเริ่มต้นของธรรมยุติกนิกาย รัชกาลที่ 4 ท่านตรัสว่าพัทธสีมาที่เราใช้บวชพระมันผิดหลักพุทธศาสนา ในลังกา พม่า สยาม พูดเรื่องนี้กันเยอะมาก ท่านทำให้ระบบการผูกพัทธสีมามันเปลี่ยน ก็เป็นเรื่องวุ่นวายหน่อยเพราะต้องรู้พระวินัยเยอะ

นอกจากรัชกาลที่ 4 ผมก็สนใจเรื่องสมัยรัชกาลที่ 5 ด้วย สนใจสิ่งที่ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงทำ และสิ่งที่ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส พระอนุชาของ ร.5 ทำด้วย

พระอุโบสถวัดราชาธิวาสออกแบบโดย สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ เป็นทรงเขมร แต่การออกแบบและบูรณะพระอุโบสถนี้เป็นพระราชดำริของรัชกาลที่ 5 เอง ที่โปรดเกล้าฯ ให้ออกแบบเป็นสถาปัตยกรรมเขมรก็เพราะว่าเมื่อนั้น รัชกาลที่ 5 ทรงมีพระราชประสงค์จะสื่อว่ากรุงรัตนโกสินทร์เรา ราชวงศ์จักรีเรา อยู่ในสายรับวัฒนธรรมเขมร เพื่อให้ได้เป็นศิวิไลซ์ อาจารย์ธงชัยเขียนเรื่องนี้ว่าการเป็นศิวิไลซ์นั้นสำคัญมาก รัชกาลที่ 5 ทรงสื่อสารว่าสยามก็เป็นชาติศิวิไลซ์เหมือนกัน แล้วก็ใช้ศิลปะเขมรเพื่อแสดงออกถึงความเป็นศิวิไลซ์ของสยาม แล้วก็เป็นย้อนยุคด้วย 

ข้างในพระอุโบสถก็มีจิตรกรรมฝาผนังเกี่ยวกับพระเวสสันดร เป็นมหาชาติ แต่ว่าคนที่วาดภาพเป็นชาวอิตาเลียน เป็นภาพ Perspective นี่เป็นสิ่งสำคัญมากที่สุดที่ผมเขียนคือเรื่องนี้ Perspective เป็นของที่ออกมาจากยุโรปเลย สุโขทัยไม่มี อยุธยาไม่มี สมัยรัชกาลที่ 4 เริ่มมีบ้างแต่มีน้อย แต่รัชกาลที่ 5 กับเจ้าชายนริศฯ ทรงใช้ภาพ Perspective เพื่อสื่อสารว่าเราก็เป็นศิวิไลซ์เหมือนในวัฒนธรรมยุโรป

แล้วถ้ามองไปในภาพวาดนั้นน่ะ มันเป็นมหาชาติ เรื่องของพระเวสสันดรใช่ไหม แต่สิ่งที่อยู่หลังเป็นวัดวังในกรุงเทพฯ เป็นวังในปัจจุบัน เพราะฉะนั้น Landscape ที่จิตรกรเขาเขียนก็คือกรุงเทพฯ ปัจจุบันในตอนนั้น อันนี้อาจจะเป็นสิ่งที่ผมคิดเอาเอง คือใช้สถานที่ที่มีพลังในการเมือง ศาสนา แล้วก็ในความหวังของคนที่สร้างอำนาจ (ยิ้ม)

ผมเขียนงานชิ้นนี้จบมาได้ 10 ปีแล้ว แต่ผมยังตื่นเต้นอยู่ สนุก ถ้ามีโอกาสก็ไปวัดราชาธิวาสน่าจะดีนะครับ

09
แฟนพันธุ์แท้วัดในเชียงราย

นั่นคือปริญญาโท ส่วนปริญญาเอกผมทำเรื่องการสร้างพุทธศาสนาในเมืองเชียงราย ชื่อเต็ม ๆ ว่า ‘Building Buddhism in Chiang Rai, Thailand: Construction as Religion’

ที่อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย มีวัด 200 กว่าแห่ง ประมาณ 208 – 210 ไม่แน่ใจครับ แต่นั่นเฉพาะวัด แล้วก็ยังมีสำนักสงฆ์ อาราม ศูนย์แม่ชี ที่ผมหาเจอมีมากกว่า 200 ผมไปมาแล้ว 164 วัดทั่วเชียงราย ไปเก็บข้อมูลทำปริญญานิพนธ์ ยังเหลืออีกประมาณ 40 กว่าวัดที่ต้องไปต่อ (หัวเราะ)

Anthony Irwin ชาวอเมริกันผู้เชี่ยวชาญศาสนาพุทธในไทย รักเชียงรายเหมือนบ้าน จนชาวบ้านเชื่อว่าเป็นคนเชียงรายกลับมาเกิด

เวลาไปก็ไปคนเดียวเลย ออกจากบ้าน ขี่มอเตอร์ไซค์ไป สนุก 

ผมจำได้ว่าผมจะออกจากบ้านแต่เช้า แล้วไปหาวัดจนถึงตอนเย็น บางวันต้องไปวัดประมาณ 10 แห่ง ไปเยอะ แล้วไปที่ที่แบบ… อันนี้จริง ๆ แล้วมันอยู่ในอำเภอเมืองทั้งหมดใช่มั้ย แต่บางที่มันดูไกลมาก เป็นวัดบ้านนอกมากเลย

Anthony Irwin ชาวอเมริกันผู้เชี่ยวชาญศาสนาพุทธในไทย รักเชียงรายเหมือนบ้าน จนชาวบ้านเชื่อว่าเป็นคนเชียงรายกลับมาเกิด

การขับมอเตอร์ไซค์ไปหาเป็นเรื่องสนุกมาก ผมไม่รู้ว่าจะเจออะไรรออยู่ แต่ว่าสิ่งที่ผมได้เจอก็น่าสนใจทั้งนั้น เช่น ศิลปะ พุทธศิลป์แบบแปลก ๆ มาก พุทธศิลป์แบบชาวบ้านเลย บางชิ้นมีแค่ชิ้นเดียวในโลก พระพุทธรูปแบบนี้มีแค่องค์เดียวในโลก แบบที่ชาวบ้านสร้างกันเอง ไม่ใช่พระพุทธรูปที่ไปเจอในพิพิธภัณฑ์ ตามอินเทอร์เน็ต หรือในหนังสือ ต้องมาที่นี่สด ๆ เพื่อเจอ บางทีก็ได้เจอช่างคนที่สร้างเลย

วัดที่สำคัญมากที่สุดในชีวิตของแอนโธนีก็คือวัดพระธาตุเขาควายแก้ว เพราะว่าบ้านของผมที่เชียงรายอยู่ใกล้วัดนี้ แล้ววัดนี้ยังมีเรื่องเล่าว่า พระโคตมพุทธเจ้าเคยเสด็จไป แล้วในอนาคตพระศรีอาริยเมตไตรยก็จะเสด็จไปด้วย 

นอกจากนี้ ที่นี่มีตำนาน ‘แมงสี่หูห้าตา’ ที่กินถ่านไฟกับอุจจาระเป็นทองคำด้วย ผมไปเจอรูปแมงสี่หูห้าตาครั้งแรกปี 2006 ยังรู้สึกแปลก ๆ คืออะไร แล้วก็สนใจแมงสี่หูห้าตามากในตอนนั้น เพราะเป็นสิ่งที่ผมไม่เคยเจอเลย ผมไม่รู้ว่านี่เป็นศาสนาพุทธได้ยังไง แล้วเจ้าอาวาสที่นู่นชื่อ พระครูบาสนอง ท่านเขียนเรื่องตำนานแมงสี่หูห้าตาลงในกระดาษ ตอนไปเรียนภาษาไทยกับอาจารย์กรรณิการ์ ผมยังเอากระดาษแผ่นนั้นไปให้อาจารย์ดูแล้วบอกว่าอยากแปลเป็นภาษาอังกฤษ

วิทยานิพนธ์ปริญญาโทที่ผมทำเรื่องศาสนาพุทธและประวัติศาสตร์ไทย ผมคิดว่าต้องเข้าใจสมัยรัชกาลที่ 4 และรัชกาลที่ 5 ก่อน จึงจะเข้าใจเชียงรายในปัจจุบันได้ ปริญญาเอกผมถึงค่อยมาทำเรื่องวัดในเชียงรายจริงจัง อยากเข้าใจตำนานแมงสี่หูห้าตา แปลตำนานแมงสี่หูห้าตาเอง

 ถ้าตั้งโจทย์ว่าพรุ่งนี้แอนโธนีจะเสียชีวิต ให้เลือกวัดหนึ่งวัดที่จะไปก่อนจะเสียชีวิต ผมจะเลือกวัดพระธาตุดอยเขาควายแก้ว

10
ฝรั่งเข้าวัด

เวลาชาวบ้านเขาเห็นแอนโธนีไปที่วัดของพวกเขา ผมก็ไม่รู้ว่าเขารู้สึกยังไง เพราะผมไม่ใช่เขา แต่ว่าหลายคนเขาก็ดีใจ ผมจะอธิบายว่า 164 วัดที่เชียงรายที่ผมไปเก็บข้อมูล ถ่ายรูปนี่นู่นนั่น เก็บประวัติศาสตร์ มีอยู่วัดเดียวที่เจ้าอาวาสบอกว่าออกไป ไม่เอา มีแค่วัดเดียว ทำไมไม่รู้ แต่ผมก็ไม่โกรธเขา เพราะว่าเป็นวัดของเขา ผมเข้าใจ แต่มีน้อยมาก มีแค่วัดนั้นวัดเดียว

Anthony Irwin ชาวอเมริกันผู้เชี่ยวชาญศาสนาพุทธในไทย รักเชียงรายเหมือนบ้าน จนชาวบ้านเชื่อว่าเป็นคนเชียงรายกลับมาเกิด

สิ่งที่ยากที่สุดสำหรับชาวบ้าน คือเขาไม่ค่อยเข้าใจว่าแอนโธนีสนใจวัดเขาทำไม ส่วนมากเขาคิดว่าไปเพราะสนใจพระธรรม อยากรู้วิธีการตรัสรู้ (หัวเราะ) แล้วผมเริ่มถามคำถาม เขาจะบอกให้ไปคุยกับพระดีกว่า ไปถามพระ ถามท่านเจ้าอาวาสดีกว่า สาเหตุเพราะเขากลัวว่าจะพูดอะไรผิด หรือไม่มีข้อมูลที่ผมกำลังหา เพราะเขาคิดว่าผมหาข้อมูลเกี่ยวกับพระธรรม การฝึกสมาธิ พระอภิธรรม หรืออะไรแบบนั้นน่ะ

แต่สิ่งที่ผมสนใจจริง ๆ ก็คือชีวิตของเขา ชีวิตของชาวบ้าน ชีวิตของชาวพุทธ เขาทำอะไรในวันธรรมดาหรือวันไม่ธรรมดา แล้วก็พระพุทธศาสนามามีอิทธิพลในชีวิตเขาได้ยังไง และเขาร่วมสร้างศาสนาพุทธในชีวิตธรรมดา ที่ผมเห็น ศาสนาพุทธไม่ใช่เป็นสิ่งที่ออกจากข้างบนก็ลงมาถึงชาวบ้าน ผมเห็นว่าเมื่อไปวัดหลายวัด ศาสนาพุทธ แล้วเราพูดว่าศาสนาทุกศาสนาก็ได้ เป็นสิ่งที่เราสร้างด้วยกันกับชุมชน ผู้มีศรัทธา เป็นสิ่งที่เราสร้างด้วยกัน

เมื่อผมไปวัดที่มีการก่อสร้างหรือมีพิธีกรรมการก่อสร้าง เช่น ยกช่อฟ้าหรือกฐิน หลายครั้งชาวบ้านมักบอกว่าในอดีตแอนโธนีน่าจะเกิดมาในหมู่บ้านเรา เป็นเหตุที่กลับมาใหม่ นั่นมีอิทธิผลกับผมมาก ผมฟังจริง ผมไม่ได้พูดว่า “ไม่” เพราะผมไม่รู้ เป็นสิ่งที่สะท้อนความเชื่อของชาวบ้านส่วนมากที่เชียงราย

Anthony Irwin ชาวอเมริกันผู้เชี่ยวชาญศาสนาพุทธในไทย รักเชียงรายเหมือนบ้าน จนชาวบ้านเชื่อว่าเป็นคนเชียงรายกลับมาเกิด

เชียงรายมีวัดร้างเยอะ คนเชื่อว่าถ้าเราบูรณะวัดร้างนี้ สาเหตุก็คือในอดีตชาติเราเป็นคนสร้างวัดนี้ แล้วก็เกิดมาเพื่อดูแล เป็นความเชื่อของชาวบ้านและของพระด้วย เขาบอกว่าฝรั่งนี่นั่งเครื่องบินมานาน เดินทางไกล เพื่อมาหาวัดที่ไม่สำคัญในหมู่บ้านเรา วัดเล็กหรือวัดที่อยู่ในป่า ซึ่งหลายคนในเชียงรายก็ไม่รู้ว่าที่นี่มีวัดอยู่ 

หลายคนบอกว่าในอดีตแอนโธนีน่าจะเกิดที่นี่ แล้วในอนาคตก็จะเกิดมาในหมู่บ้านนี้ด้วย มีพูดถึงเรื่องอดีตแล้วก็เรื่องอนาคต เป็นสิ่งสำคัญมาก คนจะสร้างความคิดเกี่ยวกับเรื่องเวลาด้วยกับสถานที่ เหมือนกับ Time-Space Continuum 

11
สร้างพุทธสถาน = สร้างพุทธศาสนา

เมื่อผมทำวิจัยปริญญาเอก มีเรื่องที่ไม่เข้าใจ ก็มีคนอธิบายว่าเพราะว่าต้องคิดถึงเรื่องวัดร้าง ซึ่งเชียงรายสู้กับพม่าจึงเป็นเมืองร้างอยู่ประมาณ 40 ปี จาก พ.ศ. 1804 – 1844 จังหวัดนี้ก็เลยมีวัดร้างอยู่หลายวัด วัดใหม่ประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์สร้างครอบวัดร้าง บางวัดก็ยังร้างมาจนถึงปัจจุบัน

เรื่องการสร้างศาสนสถานนั้น ศาสนาไหน ๆ ก็พูดถึงได้ ไม่ต้องอยู่ในศาสนาพุทธอย่างเดียว ผมเห็นว่าเป็นเรื่องมนุษย์ที่ทำเยอะ การก่อสร้างเป็นสิ่งสำคัญมาก ถ้าไม่ใช่เกี่ยวกับศาสนา ถ้าเกี่ยวกับการก่อสร้าง การก่อสร้างเป็นสิ่งสำคัญที่มนุษย์ทำ แล้วเราสร้างความหมายเมื่อเราสร้างโลก

Anthony Irwin ชาวอเมริกันผู้เชี่ยวชาญศาสนาพุทธในไทย รักเชียงรายเหมือนบ้าน จนชาวบ้านเชื่อว่าเป็นคนเชียงรายกลับมาเกิด
Anthony Irwin ชาวอเมริกันผู้เชี่ยวชาญศาสนาพุทธในไทย รักเชียงรายเหมือนบ้าน จนชาวบ้านเชื่อว่าเป็นคนเชียงรายกลับมาเกิด

การก่อสร้างศาสนสถานเป็นการก่อสร้างศาสนา เป็นทฤษฎีช่วยให้คนมีประตูเข้าสู่ชีวิตของนักศาสนา ไม่ว่าชาวคริสต์ ชาวยิว ชาวอิสลาม ชาวซิกข์ ชาวพุทธ ชาวฮินดู ทุกคนทุกศาสนาก็สร้าง การสร้างเป็นสิ่งที่มนุษย์ทำ เป็นทฤษฎีที่เราใช้ได้อยู่ ไม่ต้องเกี่ยวกับเมืองไทยหรือศาสนาพุทธ นั่นเป็นสิ่งที่ผมพยายามเขียน เพราะว่าอยากเขียนสิ่งที่คนอื่นก็จะใช้ได้ ไม่ต้องเกี่ยวกับเมืองไทยหรือศาสนาพุทธอย่างเดียว

2 ปีที่แล้วผมได้ Post Doc เป็นงานหลังจบปริญญาเอก เป็นนักวิจัยหลังปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยคอร์แนล อยู่ในคณะมนุษยศึกษา มีอาจารย์หลายคนที่ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเมืองไทยและพระพุทธศาสนา แต่สิ่งที่เขาชอบเกี่ยวกับเรื่องที่ผมเขียนเป็นวิธีการคิดเกี่ยวกับ Methodology of thinking about religion through how things are built and constructed ซึ่งเป็นทฤษฎีที่ผมเขียนครับ

12
อยากเรียน ‘จาก’ เมืองไทย

ผมอยากจะสร้างทฤษฎีจากชีวิตของคนที่ผมได้ไปเรียนกับเขา ที่ไปทำวิจัยที่นู่น โดยไม่เอาทฤษฎีข้างนอกมาเพื่ออธิบายชีวิตคนไทย ชีวิตของคนไทยชาวพุทธภาคเหนือช่วยให้ผมมีทฤษฎีเพื่อส่งต่อให้คนอื่นใช้เมื่อเขาเหล่านั้นคิดถึงศาสนาอื่นหรือที่อื่น เราเรียกว่าเรียน ‘จาก’ ไม่ใช่เรียน ‘เกี่ยวกับ’

ผมไม่อยากเรียนเกี่ยวกับเมืองไทย ผมอยากเรียน ‘จาก’ เมืองไทย ไม่ใช่ ‘เกี่ยวกับ’

ผมไม่ได้เรียน ‘เกี่ยวกับ’ ศาสนาพุทธ แต่ผมเรียน ‘จาก’ แล้วก็เรียนด้วยกัน ‘กับ’ คนไทย เพราะว่าผมไม่ใช่คนที่รู้ทุกสิ่งทุกอย่างโดยเอาทฤษฎีจากข้างนอกมาอธิบาย

Anthony Irwin ชาวอเมริกันผู้เชี่ยวชาญศาสนาพุทธในไทย รักเชียงรายเหมือนบ้าน จนชาวบ้านเชื่อว่าเป็นคนเชียงรายกลับมาเกิด

คนไทยกำลังสอนแอนโธนีว่าโลกนี้คืออะไร เพราะก่อนมาเมืองไทยผมไม่รู้จักโลกนี้เลย แต่คนไทยสอนแอนโธนีมาตลอดว่าโลกนี้คืออะไร ไม่ใช่แอนโธนีรู้ว่าโลกนี้คืออะไรก็ลงมาอธิบายกับคนไทย 

ที่ผ่านมา ผมใช้ทฤษฎีนี้ตลอด ถ้าผมมีโอกาสปรึกษากับพระราชาคณะองค์ที่มีสมณศักดิ์สูง ๆ จนถึงชาวบ้าน คนรับจ้าง คนก่ออิฐ หรือกวาดวัด ก็คิดว่าทุกคนมีอะไรที่สอนแอนโธนีได้ ประสบการณ์ของช่างก่อสร้าง แรงงาน เขามีอะไรสอนแอนโธนีเยอะอยู่ เหมือนกับพระสงฆ์รูปสำคัญ ๆ ในมหาเถรสมาคม ทุกคนมีประสบการณ์ที่มีคุณค่าอยู่เท่า ๆ กัน

13
เตรียมศึกษาเรื่องใหม่

ผมเริ่มวิจัยวิชาใหม่ ที่ผมทำนิดหนึ่งเมื่อทำวิจัยสำหรับปริญญาเอก เกี่ยวกับพระฤาษีดาบสตนหนึ่งที่เชียงราย พระดาบสชื่อ หลวงพ่อดาบส สุมโน ท่านน่าสนใจมาก ท่านมีอาศรมไผ่มรกตที่เชียงราย ใกล้ ๆ ไร่บุญรอด ท่านเป็นช่างก่อสร้าง ช่างทำรูปหลายอย่าง ทำด้วยอิฐและหิน เป็นช่างหินแต่ไม่ได้แกะหรือก่อหิน ท่านขุดถ้ำออกจากดินเลย 

ผมสนใจการขุดถ้ำเพราะว่าสนใจถ้ำอยู่แล้ว เชียงรายมีถ้ำธรรมชาติเยอะและมีชื่อเสียง อย่างถ้ำนางนอนของทีมหมูป่านั่นน่ะ ซึ่งถ้ำเป็นสิ่งที่สำคัญมากในพระพุทธศาสนาตั้งแต่ยุคพุทธกาล การขุดถ้ำเป็นสิ่งที่ชาวพุทธทำมานาน ทำที่อินเดีย ที่จีน แต่ว่าพวกนั้นเป็นอดีตกาลโบราณมาแล้ว ส่วนถ้ำหลวงพ่อดาบส สุมโน ท่านขุดถ้ำในอาศรมไผ่มรกตประมาณ 40 ปีที่แล้ว ผมสนใจเรื่องนี้ อยากรู้แนวคิดท่าน แล้วถ้าอยากรู้เกี่ยวกับถ้ำก็ต้องไปถามคนที่เชียงราย มีเรื่องหลายเรื่องเกี่ยวกับท่านที่น่าสนใจ ต้องไปถามเอง แล้วจะรู้ว่าแอนโธนีสนใจเรื่องนี้ทำไม

14
แอนโธนีนับถือศาสนาอะไร?

Anthony Irwin ชาวอเมริกันผู้เชี่ยวชาญศาสนาพุทธในไทย รักเชียงรายเหมือนบ้าน จนชาวบ้านเชื่อว่าเป็นคนเชียงรายกลับมาเกิด

การนับถือคืออะไร? ผมทำหลายอย่างที่คนนับถือพุทธทำ เช่น ผมไปวัด 164 วัด กราบพระประธานทุกที่ แล้วก็ถวายปัจจัยต่าง ๆ อย่างนี้เรียกว่านับถือมั้ย? แม้ผมจะเป็นชาวยิวในสายเลือด แต่ว่าผมโชคดีที่ได้โอกาสทำสิ่งที่คนนับถือพุทธทำ

ถ้านับถือคือต้องสร้างชีวิตทั้งหมดเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา ผมก็ไม่ แต่ผมได้รับสิ่งที่ดีมากมายจากศาสนาพุทธครับ

15
อยากบอกชาวไทยที่นับถือพุทธ

ผมไม่มีอำนาจจะบังคับหรือบอกให้ใครทำอะไร นอกจากให้พวกคุณดูแลคนอื่น

อยากให้ทุกคนมีการดูแลซึ่งกันและกัน แค่นั้นเอง ง่าย ๆ แล้วไม่ใช่แค่กับชาวพุทธอย่างเดียว ชาวมุสลิม ชาวคริสต์ ชาวเขา ก็อยากให้ดูแลกันไว้ ร่วมมือสามัคคีกันดูแลคนรอบข้าง เพราะต่อให้ศาสนาทุกศาสนาแตกสลายไปจากโลกนี้ แต่ว่าทุกคนดูแลกัน ก็จะทำให้โลกดีได้ นี่เป็นสิ่งที่สำคัญมาก และผมเชื่อว่าศาสนาเป็นหนทางที่จะให้เราไปถึงสิ่งที่ดีกว่าปัจจุบันนี้ได้ครับ

Anthony Irwin ชาวอเมริกันผู้เชี่ยวชาญศาสนาพุทธในไทย รักเชียงรายเหมือนบ้าน จนชาวบ้านเชื่อว่าเป็นคนเชียงรายกลับมาเกิด

ภาพ : Krit Upra และ Anthony Lovenheim Irwin

Writer

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

ชอบอ่านเขียนตั้งแต่จำความได้ สนใจวิชาสังคมศึกษาตั้งแต่จบอนุบาล ใฝ่รู้ประวัติศาสตร์ตั้งแต่อยู่ประถม หัดแต่งนวนิยายตั้งแต่เรียนมัธยม เขียนงานสารพัดด้วยนามปากกา “แพทริก เหล่า” ตั้งแต่เข้ามหา’ลัย

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load