ท่ามกลางผลงานของนักออกแบบสัญชาติญี่ปุ่นในงาน Graphic Trial 2018 ที่ Printing Museum Tokyo มีผลงานของนักออกแบบไทยปรากฏอยู่

นี่เป็นครั้งแรกที่นักออกแบบกราฟิกไทยได้รับเชิญไปร่วมสร้างและแสดงงาน

เจ้าของผลงานนั้นคือ สันติ ลอรัชวี

ตั้งแต่วันแรกที่เข้าวงการจนถึงวันนี้และวันหน้า สันติบอกว่าเขาคือ กราฟิกดีไซเนอร์

“ผมจะพยายามเป็นกราฟิกดีไซเนอร์ในประเทศไทยที่ทำจนตาย” เขาเอ่ยประโยคนี้ระหว่างที่เรานั่งคุยกันในร้านกาแฟใกล้ๆ PRACTICAL Design Studio ที่เขาเป็นผู้ก่อตั้ง

ผลงานที่ผ่านมาของเขามากมายเกินกว่าจะไล่เรียงได้หมดภายในย่อหน้าเดียว ในปี 2015 เขาได้รับรางวัล Designer of the Year สาขาการออกแบบกราฟิกจากนิตยสาร Wallpaper* และกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์

แต่หากจะให้ยกตัวอย่าง ผลงานล่าสุดของเขาที่น่าจะคุ้นตานักอ่านคือหน้าปกหนังสือ The Wisdom Series ของ ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา ทุกเล่ม ไล่ตั้งแต่ ปัญญาอนาคต, ปัญญาอดีต และปัญญาหนึ่งถึงร้อยหมื่น

เมื่อรู้ว่าเขาได้รับเชิญไปแสดงงานที่ญี่ปุ่น ผมจึงนัดพบเขาในบ่ายวันหนึ่งเพื่อคุยกันถึงสิ่งที่เขาได้ค้นพบจากดินแดนที่งานออกแบบกราฟิกก้าวหน้าและชวนตื่นตาที่สุดแห่งหนึ่งในโลก และยังเป็นดินแดนที่สิ่งพิมพ์ยังปักหลักแข็งแรงที่สุดดินแดนหนึ่ง

แล้วก็เหมือนทุกๆ ครั้งที่เจอกัน เรื่องเล่าของเขามีพลังเสมอ

และนี่คือเรื่องเล่าโดยสันติ

สันติ ลอรัชวี, กราฟิกดีไซเนอร์, ญี่ปุ่น, วงการสิ่งพิมพ์

คิดว่าอะไรทำให้หนึ่งในโรงพิมพ์ที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่นตัดสินใจชวนดีไซเนอร์ไทยอย่างคุณไปแสดงในงานนี้

เขาได้รับคำแนะนำมาหลายคน แล้วเขาก็เลือกจากผลงาน ซึ่งผมก็ถือว่าได้เกียรติเกินตัวนะ เราอาจจะไม่คิดว่าเราอยู่ในระดับที่จะแสดงงานนี้ในตอนแรก มาสเตอร์ของญี่ปุ่นหลายคนเขาเคยผ่านรายการนี้มาหมดแล้ว

งาน Graphic Trial สำคัญยังไง ขับเคลื่อนเรื่องอะไรในญี่ปุ่น

งานนี้จัดทุกปี ปีนี้ปีที่ 13 แล้ว โดย Toppan ซึ่งเป็นโรงพิมพ์เก่าแก่ในญี่ปุ่น

Toppan เขาทำ Printing Museum ของตัวเองด้วยที่โตเกียว เก็บสิ่งต่างๆ ตั้งแต่มนุษย์เริ่มมีวิวัฒนาการเกี่ยวกับการพิมพ์ มีทั้งภาพพิมพ์หิน มีเครื่องของกูเตนเบิร์ก เขาเก็บ Archive ทุกอย่างอยู่ในนั้น และนอกเหนือจากทำ Printing Museum เขาก็ทำนิทรรศการประจำปีของเขาชื่อ Graphic Trial คอนเซปต์มันก็ตามชื่อเลย เขาต้องการทดลอง

เขาเชื่อว่า คนที่จะทำให้โรงพิมพ์ทำงานไปได้ไกลขึ้น ขยายขอบเขตของงานพิมพ์ไปได้ไกลขึ้น คือคนที่มีความคิดสร้างสรรค์ สิ่งที่เขาทำก็คือคัดเลือกนักออกแบบ 4 คนทุกปี โดยที่ 10 ปีแรกเป็นคนญี่ปุ่นล้วน ซึ่งคนที่เขาชวนมาแต่ละคนก็จะมาตั้งสมมติฐานถึงเรื่องที่ตัวเองสนใจและอยากจะทดลองกับงานพิมพ์ ดีไซเนอร์ในญี่ปุ่นก็มาดูว่า การพิมพ์ในระบบอุตสาหกรรมทุกวันนี้ทำอะไรได้บ้าง มันไปถึงไหนแล้ว ในเวลาที่ไม่มีขอบเขต ไม่ต้องสนใจงบประมาณ งานพิมพ์สามารถทำได้ขนาดไหน แน่นอนว่าขอบเขตของงานพิมพ์ที่มันกว้างขึ้น มันก็จะไปขยายขอบเขตการใช้งานของลูกค้าที่มันกว้างขึ้น

สันติ ลอรัชวี, กราฟิกดีไซเนอร์, ญี่ปุ่น, วงการสิ่งพิมพ์
สันติ ลอรัชวี, กราฟิกดีไซเนอร์, ญี่ปุ่น, วงการสิ่งพิมพ์

แล้วคุณได้รับโจทย์อะไร

โจทย์กว้างมาก เขาจะมีธีมหลวมๆ ให้แต่ละปี ธีมในปีนี้คือ Passion เงื่อนไขที่เขาให้ผมทำคือ โปสเตอร์ 5 ใบ โดยใช้กระดาษอะไรก็ได้ในญี่ปุ่น และห้ามพิมพ์เกิน 10 เลเยอร์ นั่นคืองบประมาณที่เขาตั้งไว้ให้ ซึ่งแค่นี้ก็ใช้ไม่หมดแล้ว (หัวเราะ)

ผมก็ถามตัวเองว่า โอกาสที่ดีที่สุดของตัวเราที่ได้มางานนี้ เราจะตักตวงอะไร ผมก็เลยคิดว่า ในเมื่อเราได้ทำงานกับ Print Director ที่เขาคลุกอยู่ในประเทศที่มีงานพิมพ์ที่นับว่าดีที่สุดในโลก ถ้าคิดแต่จะทำงานแล้วมึงไม่คิดจะเรียนรู้ มึงก็โง่เต็มทนแล้ว ผมก็เลยตั้งโจทย์ว่า ครึ่งหนึ่งผมจะสร้างกลไกลการเรียนรู้ของตัวเอง ต้องขยายสิ่งที่เรารู้ ผมก็เลือกที่จะเอาแพสชันที่ผมมีต่องานขาวดำมาทำงานชุดนี้ ผมอยากจะขยายความรู้ตัวเองเรื่องนี้ให้เคลียร์ไปเลยว่าในอุตสาหกรรมนี้งานขาวดำทำอะไรได้บ้าง ซึ่งถ้าเป็นในแง่เทคนิค การทำงานนี้ทำให้ผมมี Swatch สีขาวดำทั้งหมดในโลกนี้ หมายความว่า เวลาทดลองเขาจะทดลองทั้งหมด ทั้งการสีดำพิมพ์หนึ่งครั้ง สองครั้ง สามครั้ง สี่ครั้ง เอาสกรีนทับ เอาฟอยล์ทับ

สันติ ลอรัชวี, กราฟิกดีไซเนอร์, ญี่ปุ่น, วงการสิ่งพิมพ์
สันติ ลอรัชวี, กราฟิกดีไซเนอร์, ญี่ปุ่น, วงการสิ่งพิมพ์

โปสเตอร์ที่ผมทำถ้าเราดูระยะไกล เราจะเห็นแค่หน้าคนยิ้ม โกรธ เกลียด แต่ถ้าเราดูในระยะใกล้ เราจะเห็นรายละเอียด หรือถ้าเรียกง่ายๆ ก็คือว่าเราจะเห็นเลยว่าทำไมเขาถึงยิ้ม แล้วผมอยากเห็นภาพคนดูงานในระยะประชิด ปรัชญาของโปสเตอร์นี้คือ เราอาจจะต้องพยายามเข้าใจว่าทำไมคนนี้ถึงพอใจ คนนี้ถึงโกรธ คนนี้ถึงเกลียด พอเราเข้าใจบางทีเราก็จะรับมือหรือจะความสัมพันธ์กับเขาได้ดีขึ้น แต่ถ้าคุณดูระยะไกล คุณก็จะเห็นเพียงแค่ว่าคนนี้ยิ้มอยู่ โกรธอยู่ ไม่รู้ที่มา

คุณเคยตั้งสเตตัสว่า คุณไปด้วยคำถามมากมาย แล้วการไปงานนี้ก็ให้คำตอบบางอย่าง คำถามที่เกิดขึ้นก่อนไปคืออะไร

เป็นคำถามที่เราเคยโดนถามนั่นแหละว่างานพิมพ์ในบ้านเราจะอยู่ยังไง ผมไปอยู่ที่นั่นอาทิตย์หนึ่ง เชื่อมั้ย ไม่มีคำว่า Print is dead ไม่มีบทสนทนานี้ว่างานพิมพ์จะอยู่ยังไง

สันติ ลอรัชวี, กราฟิกดีไซเนอร์, ญี่ปุ่น, วงการสิ่งพิมพ์
สันติ ลอรัชวี, กราฟิกดีไซเนอร์, ญี่ปุ่น, วงการสิ่งพิมพ์

เขาไม่กลัวหรืออะไร

ผมเชื่อว่าเขายังไม่รู้สึกอะไรกับผลกระทบ กับปริมาณการใช้การพิมพ์ อาจจะด้วยช่องทางการใช้ที่หลากหลาย แล้วคงไม่ใช่เพราะว่าไม่กลัว แต่อาจจะเป็นเพราะว่าเขามีทางออกทางธุรกิจแล้ว

มีเรื่องหนึ่งที่ผมทึ่ง เขาพาผมไปเดิน Printing Museum แล้วหลังจากเวิร์กช็อปในมิวเซียมอะไรเรียบร้อย เขาก็บอกผมว่า ยังไม่จบ เดี๋ยวไปที่ห้องฉายหนัง เราก็คิดว่าสงสัยจะให้ดูประวัติโรงพิมพ์ เขาก็ให้ผมนั่งตรงกลางห้อง แล้วเขาก็บอกว่านี่คือ VR (Virtual reality) นี่คือธุรกิจใหม่ของ Toppan

ย้อนกลับไป ก่อนจะมาถึงห้อง VR ตรงปลายพิพิธภัณฑ์ที่ผมไปดู มันมีตู้อยู่ตู้หนึ่ง เป็นหนังสือเก่าระดับก่อนยุคที่จะมีงานพิมพ์ แล้วเขาพบว่ามันทำสำเนายากมาก เพราะว่าหนังสือมันอ่อนแอมาก สแกนเนอร์กดลงไปไม่ได้ เพราะฉะนั้น มันต้องการสแกนเนอร์แบบลอยตัว เป็น 3D Scanner เขาเลยพัฒนา Camera Scanner ขึ้นมาเพื่อที่จะสแกนหนังสือเก่า แล้วก็ไปร่วมกับนักประวัติศาสตร์ทั่วโลกเพื่อที่จะเก็บหนังสือเก่าให้อยู่ในรูปแบบดิจิทัล ดูความทะเยอทะยานเขาสิ แล้วเขาก็เอากล้องตัวนี้ไปถ่ายสถานที่ต่างๆ โดย VR ที่เป็นตัวสาธิตในห้องที่ผมได้ดู คือโบสถ์ Sistine ในวาติกัน ที่มีงานของ ไมเคิล แอนเจโล อยู่ เขาใช้กล้องตัวนี้สแกนทั้งหมด แล้วก็เอามาร้อยใหม่ ฉะนั้น คุณแค่ถือกล้อง แล้วโยกจอยสติ๊ก มันก็เหมือนคุณเดิน คุณลอย คุณดูใกล้มากๆ ก็ได้ จนผมเห็นงานไมเคิล แอนเจโล ใกล้กว่าคนที่ไปดูที่โบสถ์อีก

ผมก็ถามว่า แล้วเริ่มดำเนินการยังไงบ้าง เขาบอกว่าเขาถ่ายสถานที่สำคัญของโลกไปมากกว่า 40 แห่งแล้ว โดยร่วมกับรัฐบาลประเทศต่างๆ ผมถามเขาว่า แล้วประเทศไทยล่ะ เขาบอกว่า ประเทศไทยคุยแล้ว จะทำที่อยุธยากับกระทรวงวัฒนธรรม นี่เป็นธุรกิจใหม่ของโรงพิมพ์

เทคโนโลยี VR กับโรงพิมพ์เชื่อมโยงกันยังไง

มันไม่ได้เชื่อมโยงหรอก แต่ผมมองว่า อะไรที่เขาต่อยอดได้เขาก็ทำ เขารักสิ่งพิมพ์เขาถึงได้กล้องตัวนี้มา คำถามคือเมื่อคุณคิดกล้องแบบนี้ได้ กล้องตัวนี้ใช้ประโยชน์อะไรได้บ้าง เมื่อตอบว่ากล้องตัวนี้ใช้ประโยชน์อะไรได้บ้าง เขาก็เอาไปใช้ต่อยอดธุรกิจอื่นต่อ แล้วถ้าไปทำตรงนั้นแล้วมันเกิดสร้างรายได้สำคัญขึ้นมา เขาก็อาจพยุงงานพิมพ์ให้มันผ่านวิกฤต จนกระทั่งโลกมันเคลียร์แล้วว่า สถานะของสิ่งพิมพ์จะเป็นยังไง

คุณต้องไม่ปฏิเสธว่าคุณจะต้องอยู่ในสภาพเศรษฐกิจให้ได้ก่อน คุณถึงรักษาฝันคุณไว้ได้ ถ้าเรามีแพสชันมากพอ เราจะพยายามหาวิธีเพื่อที่จะทำให้งานสิ่งพิมพ์ที่เรารักมันยังอยู่ได้ จนกว่ามันจะผ่านมรสุมนี้ไป คำถามคือในวันหนึ่งเมื่อฟ้ามันเปิด เรารู้แล้วว่าสิ่งพิมพ์จะอยู่อย่างไร ตอนนั้นเราจะยังอยู่มั้ย หรือวันนั้นเราออกจากเกาะไปแล้ว

คือเราทุกคนเชื่ออยู่แล้วว่าสิ่งพิมพ์มันไม่ตาย แต่มันจะอยู่ยังไงเท่านั้นเอง ผมว่าสิ่งพิมพ์มันก็จะปรับตำแหน่งของมันจนกระทั่งมีที่ทางของมัน เพียงแต่ว่าแน่นอนบางทีขนาดของธุรกิจมันอาจจะลดลง ทำให้ผู้คนต้องย้ายออกไป แต่มันไม่ได้แปลว่ามันจะตาย แล้วประเทศที่เก่งที่สุดในการรักษาพื้นที่ก็คือญี่ปุ่น เรายังเห็นร้านกาแฟอายุ 60 ปี 70 ปี เรายังเห็นธุรกิจที่ทำอย่างเดียว ทำอยู่อย่างนั้นตั้งแต่หนุ่มจนแก่ แล้วญี่ปุ่นรักษาของเก่งด้วย มึงจะไปไหนก็ไป แต่กูยังอยู่ แล้ววันหนึ่งกูก็กลับมาได้ แล้วคนทั่วโลกก็มากิน แล้วอยู่ดีๆ ก็ขยายสาขาอีกที

แล้วญี่ปุ่นมีวิธีเอาตัวรอดในยุคสมัยที่สิ่งพิมพ์สั่นคลอนอย่างไร

ผมไม่รู้วิธีเขาหรอก แต่ผมรู้ว่าคนญี่ปุ่นลำบาก เขาต้องต่อสู้กับภัยธรรมชาติอย่างใหญ่หลวง ผ่านสงคราม เลยมาถึงความตึงเครียดอื่นๆ ผมว่าเซนส์ของการเอาตัวรอดมันจึงอยู่ในสายเลือด มันคือสัญชาตญาณ สองเรื่องหลักๆ ที่เขาเจออย่างภัยธรรมชาติกับสงครามมันเป็นเรื่องใหญ่มาก มันทำให้ส่งจิตวิญญาณมาสู่การทำธุรกิจ ซึ่งตรงนั้นมันซื้อหาไม่ได้ แล้วมันก็ราคาแพงเกินไป ถามว่าเอามั้ย ให้คนไทยเป็นแบบนั้นเลย ทุกคนจะเป็นระเบียบหมดเลย แต่ว่าต้องเจอภัยธรรมชาติสองสามครั้ง ไม่รู้ว่าญาติพี่น้องใครจะต้องจากไปบ้าง ที่ดินใครจะต้องสูญเสียไปบ้าง หรือมีสงครามที่ต้องแลกมากับการที่ประเทศแตกสลาย ถ้าแลกได้คุณจะแลกมั้ยล่ะ

แต่เราเรียนรู้จากเขาได้ว่า การที่เราละเอียดต่อการใช้ชีวิต ละเอียดต่อการคิดทั้งในแง่ของตัวเราและบุคคลอื่น มันเป็นคุณสมบัติที่ดีในการที่เราจะทำอะไรสักอย่าง ผมมองตรงนั้น ผมไม่ได้รู้ว่าเขามีเทคนิคอะไรในการเอาตัวรอดหรอก เขาก็ทำตามนิสัยเขา

สันติ ลอรัชวี, กราฟิกดีไซเนอร์, ญี่ปุ่น, วงการสิ่งพิมพ์

แล้วคุณมองงานพิมพ์ในไทยอย่างไร

เราอาจจะเดินตามกระแสลมที่เข้ามารวดเร็วไปหน่อย ทั้งกระแสทางธุรกิจก็ดี ทั้งโลกาภิวัตน์ก็ดี โรงพิมพ์บ้านเราอาจจะปรับตัวเร็วเกินไป

เปรียบเทียบสมมติเราเป็นปลาอยู่ในน้ำ พอมีอาการอะไรบางอย่างที่ผิดปกติเราก็ดีดตัวเองขึ้นจากน้ำ แล้วเผอิญว่ามาตกอยู่บนบก ถามว่าเราจะต้องทำยังไงต่อ ทุกคนก็บอกว่าต้องดีดกลับลงน้ำ เพราะว่าบนบกมันไม่ใช่ที่ที่เราอยู่ เรารู้สึกอึดอัด เราต้องดีดกลับลงน้ำ โอเค ถ้าคุณดีดกลับลงน้ำไปได้ นั่นถูกทาง แต่ถ้าไม่ถูกทาง คุณก็จะไกลน้ำมากขึ้น เพราะฉะนั้น การดีดตัวครั้งแรกโคตรสำคัญ ว่าคุณจะดีดไปทางไหน ถ้ามันไกลขึ้น คุณต้องดีด 2 ทีแล้วนะ ถ้ายังผิดเหมือนเดิมอีก ทีนี้เตรียมตัวตายได้แล้ว เพราะฉะนั้น ตรงนี้สำคัญมาก บางทีพอเราเจอสถานการณ์ในชีวิต เราควรจะต้องคิดก่อนมั้ยว่าเราจะปรับตัวยังไง บางทีสถานการณ์นั้นมันอาจจะเป็นช่วงเวลาครู่เดียวแล้วมันก็ผ่านไป เราแค่ทนให้ได้ แล้วมันก็ผ่านไป บางทีเราไม่ต้องปรับตัวก็ได้ มันมีหลายวิธี

ผมคิดว่าบ้านเราเร็วต่อกระแสต่างๆ เช่น มีเครื่องรุ่นนี้เข้ามาใหม่ แล้วมันดูเหมือนจะมีคนจ้างงาน เราก็อาจจะกู้เงินหรือโถมอะไรต่างๆ เข้าไป หรือเครื่องนี้ไม่ได้ใช้แล้ว ขายทิ้งดีกว่า แทนที่จะรักษามันไว้ แล้วก็เก็บลูกค้าที่ยังใช้อยู่ พัฒนาให้มันยังดีอยู่

ประมาณ 30 ปีที่แล้วมีเครื่อง Letterpress เต็มเมืองเลย วันนี้มันไปไหนหมด เขาทิ้งหมด เมื่อสี่ห้าสิบปีก่อนมีโรงพิมพ์ตะกั่วเต็มเมืองเลย ไปไหนหมด เขาขายเป็นของเก่าหมด ชั่งกิโลขายหมด นั่นคือการดีดตัวที่ผมว่า เขาอาจจะมองว่ามันไม่มีค่าแล้ว คือโดยธรรมชาติเราไม่รู้จะเก็บไปเพื่ออะไร คนอย่างอาจารย์เอนกที่บอกว่า เก็บวันนี้มันก็จะเก่าวันหน้า มันจะมีค่าขึ้น มันมีอยู่แค่ไม่กี่คน

เปลี่ยนไปใช้เทคโนโลยีที่ใหม่กว่า ทันสมัยกว่า ฟังเผินๆ ก็ถูกต้องแล้วไม่ใช่เหรอ มีอะไรที่คนลืมมอง

มันใหม่กว่า เร็วกว่า แต่เผอิญว่ารอบมันก็เร็วด้วย เมื่อก่อนเราซื้อเพลย์สเตชันรุ่นแรกเราอยู่ได้หลายปี พอซื้อรุ่น 2 ไม่นานรุ่น 3 ก็ออก โทรศัพท์มือถือยิ่งเห็นชัด คือรอบมันก็เร็วด้วย คราวนี้ถ้าคุณจะวิ่งตาม คุณก็ต้องใช้เงินมหาศาล แล้วคุณก็ต้องได้งานมหาศาล ทุกอย่างมันก็สวนทางกันหรือเปล่า ในเมื่องานมันลดลง คุณต้องทำให้รอบมันช้าขึ้นหรือเปล่า

มันก็มีฉากที่น่าสนใจแต่ไม่มีทางเป็นไปได้คือ สมมติถ้าเรารู้ เรานั่งไทม์แมชชีนย้อนกลับไปได้ แล้วเราก็ไปบอกโรงพิมพ์ว่าคุณเก็บเครื่อง Letterpress ให้หมดเลยนะ แล้วอีก 30 ปีข้างหน้าประเทศไทยจะเป็นเมือง Letterpress โลก มีทุกอย่างสมบูรณ์หมดเลย ครบทุกฟอนต์ แล้วมันจะมีช่วงที่ประเทศอื่นทิ้งเครื่อง ไปกว้านซื้อมาให้หมด คิดดูว่าประเทศเราตอนนี้จะเป็นยังไง

จะไม่ล้าหลังใช่ไหม

ก็ดูที่เบอร์ลินตอนนี้สิ สตูดิโอ Letterpress ขึ้นมาเต็มไปหมดเลย

อย่างตอนนี้คนก็พาการสกรีนกลับมาได้แล้ว แน่นอน คนจะออกจากเวทีไปจำนวนหนึ่ง แต่ถ้าเรายังอยากเป็นคนที่อยู่ในเวที เราก็อาจจะต้องเก็บรักษา เหมือน The Archivist ที่เป็นสตูดิโอที่ทำงานสกรีน ซึ่งความเป็น Craftsmanship จะสูงขึ้น การที่คุณเป็นผู้เชี่ยวชาญจะสูงขึ้น ไม่ใช่แค่ทำเป็น แต่ต้องทำเก่ง ทำละเอียด รู้ลึก พอมันยกที่ทางตัวเองในแง่มูลค่า อาชีพมันก็ไปต่อได้

สันติ ลอรัชวี, กราฟิกดีไซเนอร์, ญี่ปุ่น, วงการสิ่งพิมพ์

จากการได้ร่วมงานกับโรงพิมพ์ญี่ปุ่นครั้งนี้ เขามองงานพิมพ์ต่างจากที่คุณเคยเจอในไทยไหม

เรื่องเดียวกัน เรื่องเดิม ก็คือทัศนคติต่อสังคม ต่อหน้าที่ต่างกัน

ในญี่ปุ่นความประณีตไม่ได้อยู่ในเฉพาะคนสายศิลปะ แต่ความประณีตอยู่ในทุกอาชีพ มันน่าสนใจตรงที่ว่า เรื่องประณีต เรื่องคำว่าวิจิตร เรื่องคำว่าละเอียดอ่อน ในบ้านเราไปแบ่งกันตอนไหนก็ไม่รู้ มันอาจจะมาจากตอนที่เราแบ่งสายวิทย์สายศิลป์หรือเปล่า เช่น บางคนบอกว่ากูไม่ไหว กูไม่หัวศิลป์พอ กูไม่มีฝีมือ

เราสรุปทุกอย่างเป็นก้อนๆ ไปหมดเลย คือเราจะเห็นคนทำก๋วยเตี๋ยวบางเจ้าเขาก็ประณีต คือความประณีตมันฝังอยู่ในทุกๆ อย่าง ความประณีตหรือคำว่า Craft มันไม่ได้จำกัดกิจกรรม เวลาเราวิ่งแล้วตั้งใจจับความเร็วนั่นก็ประณีต ทุกอย่างมันต้องเสริมสร้างความประณีตมากขึ้น ไม่ใช่เราไปครอบครองอยู่กับกลุ่มคนที่ทำงานศิลปะ

แล้วความประณีตมันจะยิ่งออกดอกออกผลในสาขาวิชาที่ต้องการมันสูง งานของญี่ปุ่นอย่าง Hokusai ที่เขาทำเป็นบล็อกไม้ ทำภาพพิมพ์โดยการแกะไม้ นั่นก็เป็นความประณีต ซึ่งสมัยนั้นเขาคงไม่ได้คิดว่าตัวเองเป็นศิลปินหรอก เขาก็เป็นช่างที่ต้องทำสิ่งนี้ขาย วางขายข้างทาง แต่นั่นก็คือความประณีต

คือคุณมองว่าความประณีตควรจะอยู่ในทุกคน ทุกสิ่ง

ความประณีตมันเป็นคำขยายการกระทำ มันไม่ใช่ผลลัพธ์ มีนักศึกษาบอกผมว่าอยากทำงานคราฟต์ ผมบอกว่า งานคราฟต์คือทุกอย่างที่คุณทำ เพราะคราฟต์มันเป็นคำขยายกิริยา ผมไม่ได้มองว่าคราฟต์เป็นผลลัพธ์ ไม่ได้มองว่ามันจะต้องเป็นงานที่มีรายละเอียด มันอาจจะเรียบมากก็ได้ อาจจะเป็นแค่ไม้เหลี่ยมๆ ก้อนหนึ่ง แต่ถ้ามันขัดอย่างประณีต ไม้เหลี่ยมๆ ก้อนนั้นมันก็พิเศษมาก คุณสัมผัสแล้วเสี้ยนไม่มีเลย ขนาดพอดี เลือกไม้มาอย่างดี หรืออะไรก็แล้วแต่

ผมว่าทุกอย่างมันประณีตได้ คราฟต์ได้ แต่ถ้าเราไปให้คำจำกัดความเรื่องคราฟต์ว่ามันจะต้องมีรายละเอียดยุบยิบ มันก็ให้มุมมองต่อคำว่าคราฟต์ในแค่มิติเดียว

แล้วในมุมมองของคุณ วงการนักออกแบบในญี่ปุ่นทุกวันนี้เป็นอย่างไร เหมือนหรือต่างจากบ้านเราไหม

ในแง่มนุษย์ไม่ต่างกันมากหรอก แต่สภาพแวดล้อม โครงสร้าง เขาต่างกับเราเยอะ ตลาดบนเขาดีกว่าเรา อย่างเช่นกลุ่มนักออกแบบที่เก่งเขาก็จะเก่งมาก เพราะว่าเขามีโอกาสที่ได้ทำอะไรในสนามที่ต่อให้เราบอกว่า ‘กูก็ทำได้’ แต่มึงก็ทำไม่ได้หรอก เพราะมึงไม่ได้ทำ (หัวเราะ) คือคุณทำได้ ก็ยังไม่นับว่าคุณทำได้ เพราะคุณไม่ได้ทำ

รอบนี้ที่ผมไปดูงานผมไปอะควาเรียมก็มีดีไซน์เนอร์ไปออกแบบตู้ปลาชื่อ Waterscape มันจะมีที่ไหนให้ทำ สมมติคุณนึกออกว่า ตู้ปลาถ้าเอากราฟิกมาเดินแบบนี้ ทำตู้แบบนี้ แล้วมันจะทำให้การดูปลาตู้มันพิเศษขึ้น แต่แล้วยังไงต่อ เราก็ไม่มีไอเดียว่าจะไปยังไงต่อเพราะว่าบรรยากาศรอบข้างในไทยมันยังไม่ได้ถึงขนาดนั้น แต่ว่ามันไม่ได้เป็นเรื่องแย่ แค่เราต้องเข้าใจว่าโครงสร้างทางสังคมมันต่างกัน ในประเทศที่เจริญมากๆ แน่นอนว่านักออกแบบของเขาย่อมต้องมีประสบการณ์ต่อสิ่งเหล่านั้นสูงกว่า ซึ่งเราก็ต้องศึกษาเขา

 สันติ ลอรัชวี, กราฟิกดีไซเนอร์, ญี่ปุ่น, วงการสิ่งพิมพ์

เท่าที่สังเกต ชีวิตของกราฟิกดีไซน์เนอร์ของญี่ปุ่นเป็นยังไงบ้าง ชีวิตเขาสบายกว่าเราไหม

ดีไซน์เนอร์มันมีระดับ ซึ่งมันละเอียดมากและช่องว่างมันห่างมาก เราก็จะเจอทั้งสองแบบ มีทั้งแบบที่เสกทองเสกเงินได้หมดเลย พูดอะไรก็โอเคหมด มีความคิดสร้างสรรค์ ทำไมอายุ 80 แล้วยังทำงานได้ แข็งแรง มีความคิดที่แยบยลมาก เอาตัวธรรมชาติของวัฒนธรรมตัวเองมาผสมกับโลกสมัยใหม่ได้แบบกลมกล่อม แล้วก็มีหลักการ อันนั้นเป็นสิ่งที่เราทึ่ง ในขณะเดียวกันดีไซน์เนอร์กลุ่มที่บ่นหรือว่าอิจฉาบ้านเราก็มีไม่น้อย

การทำงานในญี่ปุ่นเขายังมีระดับอาวุโส มีตำแหน่ง มีอะไรค่อนข้างเข้มข้น แล้วงานเขาก็เยอะ ถ้าเกิดคุณเป็นสตูดิโอเล็กๆ แล้วอยู่นอกโตเกียวหรือว่าอยู่ในโตเกียวก็ตามแต่ว่ายังไม่ได้ตัวใหญ่มาก คุณก็ต้องทำงานหนักมาก หรือต่อให้บริษัทใหญ่ก็ต้องทำงานหนัก คนญี่ปุ่นยังมีทัศนคติกับงานค่อนข้างตึง ตึงหมายความว่ามันคือชีวิต เพื่อนชาวญี่ปุ่นของผมที่มาทำงานเมืองไทยสักพักแล้วต้องกลับไปญี่ปุ่นยังบอกว่า ผมเพิ่งเข้าใจว่าชีวิตคืออะไร ที่ผ่านมาผมเข้าใจว่าชีวิตคืองาน ผมเพิ่งเข้าใจว่าชีวิตคือชีวิต

กลายเป็นว่าประเทศไทยทำให้เขาค้นพบสิ่งสำคัญ

ใช่ เขาบอกว่าคนไทยชีวิตดีมาก เพราะทุกคนพยายามจะสบาย และนั่นคือจุดหนึ่งที่ชีวิตต้องการ ท้ายที่สุดเราต้องการสบายไม่ใช่เหรอ เราถึงชอบหลงทาง ออกนอกลู่นอกทางไปสู่เรื่องที่จรรโลง

แต่เหตุผลที่เราออกนอกลู่นอกทางได้มากหน่อยเพราะว่าเราอาจจะไม่มีเรื่องที่ต้องกังวลขนาดเขา เรายังไม่ได้เป็นประเทศที่ค่าครองชีพสูงขนาดอยู่ไม่ได้ เราไม่ได้มีอุทกภัย ไม่ได้มีภัยพิบัติ ไอ้ความสบายของเราบางทีมันก็เลยออกนอกลู่นอกทางจนเกิดเป็นความไร้ทิศไร้ทาง

แต่ความสบายของเราจริงๆ มันก็อาจจะเป็นสิ่งที่คนทั่วโลกอิจฉาเราอยู่ก็ได้ โห เพื่อนผมมาแล้วไม่มีใครอยากกลับประเทศตัวเองเลย ผมเจอร้อยเปอร์เซ็นต์เลยนะ เขาอยากจะอยู่ อยากต่อสัญญา เขารู้สึกว่าเขาได้ชีวิตส่วนตัวคืนมา เขาไม่ต้องระวัง อย่างที่ผมบอกน่ะ มันก็ต้องแลกกัน พอเราเห็นมากๆ มันก็ดีเหมือนกัน

พอเห็นอย่างนั้นมันทำให้คุณกลับมาชอบบ้านเมืองที่เราอยู่มากขึ้นไหม

จริงๆ ผมก็ไม่เคยรังเกียจประเทศตัวเอง มันแค่ต่างกัน แล้วบ้านคนอื่นดีกว่าเสมอแหละ เมียคนอื่นสวยกว่าเสมอ (หัวเราะ) คือมันเป็นธรรมชาติมนุษย์

เห็นว่าคุณเจอศิลปินญี่ปุ่นหลายคน ได้เรียนรู้อะไรจากคนเหล่านั้นบ้าง

ผมได้คุยกับหลายคน คนหนึ่งคือ Akira Uno ซึ่งผมเป็นแฟนงานเขาอยู่แล้ว ท่านอากิระซังน่าจะอายุ 80 กว่าแล้ว เขาบอกว่าเมื่อก่อนเขาไม่รู้ว่าเขาเป็นกราฟิกดีไซเนอร์ เพราะว่าเขาทำงานเป็นช่างเขียนมาตั้งแต่ยุคสงครามโลก เขาก็เป็นคนเขียนรูป ทำโปสเตอร์ พอถึงวัยกลางคนก็ถูกเรียกว่ากราฟิกดีไซเนอร์ ก็เลยต้องเรียนรู้ว่าต้องทำงานยังไงเพิ่มเติม

ทุกวันนี้เขาก็ยังทำงานเหมือนเดิม แล้วก็ยังมีงานให้ทำ เป็นสตูดิโอที่เปรี้ยวมาก อาจจะเป็นเพราะว่าอุตสาหกรรมกราฟิกดีไซน์ในญี่ปุ่นมันเติบโต ทำให้มันมีพื้นที่ทางอาชีพ แล้วก็ทำให้เขาเดินต่อไปได้เรื่อยๆ แม้กระทั่งการเปลี่ยนแพลตฟอร์มจากแอนะล็อกมาสู่ดิจิทัล ก็ไม่ทำให้คนพวกนี้ต้องเลิกอาชีพไป บ้านเขาก็เลยเกิดมาสเตอร์ขึ้นได้ แต่ถ้าคุณไม่สร้างสะพานข้ามยุคสมัยให้ผู้คน คุณก็จะสูญเสียบุคลากรไปจำนวนหนึ่ง

บ้านเราสูญเสียบุคลากรไปเท่าไหร่ตอนที่เราเปลี่ยนแพลตฟอร์มไปสู่คอมพิวเตอร์ แล้วคนที่หายไปเขาสั่งสมอะไรมามากมายแต่เขาเดินต่อไม่ได้ แล้วพวกผมก็เป็นพวกเริ่มต้นในยุคที่เป็นยุครอยต่อ ไม่มีภูมิประสบการณ์ในอดีตของยุคสมัยที่ข้ามมา โอเค เรามีอาจารย์มานพ ศรีสมพร ที่ออกแบบมานพติก้า ที่เรายังสนทนากับแกได้อยู่ แต่เรามีน้อยเกินไปหน่อย

 สันติ ลอรัชวี, กราฟิกดีไซเนอร์, ญี่ปุ่น, วงการสิ่งพิมพ์

คุณเสียดายไหมที่เราไม่มีสะพานให้คนยุคก่อนข้ามมา

เสียดาย แต่ไม่ได้เสียดายในระดับที่ต้องคิดอะไรมาก ผมแค่คิดว่า แล้วเราจะเสียอีกมั้ยล่ะ

ผมมีน้องคนหนึ่งที่เขาสนใจเรื่องประวัติศาสตร์กราฟิกแล้วก็กลับไปหางานเก่า ผมบอกว่า ดีมากเลยนะ แต่เขาก็จะบ่นว่าเขาหาอะไรไม่ค่อยได้มากนัก ผมก็จะบอกว่า เพราะคนรุ่นผมมันไม่เก็บกันไง คนรุ่นคุณเลยต้องข้ามสองต่อเพื่อไปหา ผมก็พยายามให้กำลังใจ แล้วบอกว่า ถ้ามันเหนื่อยมากก็เก็บที่มีอยู่ตอนนี้สิ เพราะว่าคนเหล่านี้ยังมีชีวิตอยู่หมดเลย แล้วก็ยังโลดแล่นอยู่ อย่างเช่น ยุคสามหน่อ ที่เป็นกราฟิกสตูดิโอยุคบุกเบิก คือตั้งแต่ยุค 2520 กว่าไล่มา คนพวกนี้ยังมีชีวิตอยู่ทั้งหมด อาจจะเลี้ยงหลานบ้าง ทำนั่นทำนี่บ้าง แต่เขาก็จะมีคลังบางอย่าง แล้วเขาก็อาจจะไม่รู้ว่ามีใครต้องการหรือเปล่า

แล้วคุณคิดว่าอะไรทำให้กราฟิกดีไซเนอร์คนหนึ่งถึงทำงานอยู่จนถึงอายุ 80 กว่าได้

จริงๆ ดีไซเนอร์ญี่ปุ่นเป็นแรงบันดาลใจผมในแง่นี้มาโดยตลอด ผมเคยคุยกับดีไซเนอร์ท่านหนึ่ง เป็นคุณพ่อของ จิโร่ เอ็นโด แกเป็นกราฟิกดีไซเนอร์ที่มีความสามารถมาก แล้วครั้งแรกที่ผมไปญี่ปุ่น ผมโชคดีที่ผมได้ไปพักที่สตูดิโอแก ที่อยู่อาโอยาม่า ผมก็ถามแกไปว่า ‘ทำยังไงครับ ที่ยังทำงานอยู่จนถึงอายุเท่านี้’

เขาก็บอกผมว่า คนญี่ปุ่น ถึงจุดหนึ่งจะทำงานเพื่อสังคม เพราะว่ายิ่งคุณอายุมากเท่าไหร่ คุณอยู่ในอาชีพหนึ่งมากเท่าไหร่ คุณยิ่งต้องการเหตุผลในการประกอบอาชีพมากขึ้น เพราะเหตุผลนั้นมันไม่ใช่เงินแล้ว เพราะฉะนั้นคุณจะยืนระยะได้ คุณต้องให้เหตุผลตัวเองให้ได้ว่า คุณจะทำมันไปทำไม คนที่เลิกคือคนที่หาเหตุผลให้ตัวเองไม่ได้แล้วว่าจะทำไปทำไม ถ้าคุณหาได้ คุณก็ทำต่อได้

ผมจำได้แม่น แล้วผมก็บอกว่า ‘ครับ ผมจะทำ ผมจะพยายามเป็นกราฟิกดีไซเนอร์ในประเทศไทยที่ทำจนตาย’ ก็คือผมจะทำจนไม่ไหว เพราะฉะนั้น การเปลี่ยนแปลงในชีวิตเราจำเป็นมาก เราต้องยืนอยู่ให้ได้ ไม่ว่าจะยืนขาเดียวหรือยืนยังไง แต่ทั้งหมดก็ถูกออกแบบมาแล้วว่าจะยืนต่อ จะไปต่อ

ผมยังบอกพวกน้องๆ อยู่เลยว่า “พวกคุณโชคดีนะ มันมีเจตจำนงบางอย่างให้คุณทำไปได้เรื่อยๆ” คือสมมติคุณเป็นนักบัญชี คุณจะทำอะไรถ้าไม่มีใครให้คุณทำ หรือมาจ้างคุณ มันมีอีกหลายอาชีพที่ผมคิดว่า มันไปสัมพันธ์อยู่กับกลไกการว่าจ้างงานแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่บางอาชีพอย่างเช่นนักออกแบบ มันเดินไปด้วยตัวมันเอง

อย่างกราฟิกดีไซเนอร์ ถ้าไม่มีคนมาจ้างงาน มันจะต่างจากนักบัญชีที่ไม่มีคนมาจ้างงานมั้ย

ผมว่าน่าจะสัก 30 ปีที่แล้วเป็นแบบนั้น แต่ว่าช่วงนี้มันคงเปลี่ยนแล้ว เพราะว่าเรารู้แล้วว่ากราฟิกมันไปรองรับกับอะไรได้บ้าง

ผมมีเรื่องเล่าเรื่องหนึ่ง วันที่ผมกลับไปเป็นอาจารย์ แล้วผมขึ้นไปบนสตูดิโออาจารย์ภาคทัศนศิลป์ ผมก็ถามอาจารย์ท่านหนึ่งว่า ‘จะแสดงงานเหรออาจารย์’ แกก็บอก ‘เปล่าๆ’ ผมก็ถามว่า ‘มีคนมาซื้อเหรอ’ แกก็บอก ‘เปล่าๆ’ ผมก็ถามว่า ‘แล้วเขียนอะไร’ แกบอกว่า ‘ผมเป็นศิลปิน ผมก็ต้องทำงานศิลปะ’

คือเขาให้คำตอบที่โคตรเรียบง่าย แต่ทำไมกูไม่เข้าใจวะ ถามไปได้ยังไงวะ แล้วผมก็บอกแกว่า ผมไม่เคยทำงานออกแบบโดยไม่มีใครมาจ้าง เวลาผมจะทำโลโก้หรือกราฟิก ผมต้องมีโจทย์ มีคนมาจ้าง แต่ผมไม่เคยนึกเลยว่า ผมเป็นนักออกแบบ ผมก็ต้องออกแบบสิวะ มันเรียบง่ายแค่นั้นเอง

นั่นคือจุดประกายที่ทำให้ผมทำนิทรรศการครั้งแรกในรั้วมหาวิทยาลัย แล้วผมเริ่มมองหาว่า จุดประสงค์ของการออกแบบมันคืออะไร เริ่มตั้งคำถาม ไม่ใช่แค่ทำตามขนบว่านายจบอันนี้มาก็ทำอาชีพนี้ ก็ไปอยู่บริษัทนี้ แต่มันเป็นคำถามที่มากกว่านั้นว่า เมื่อคุณมีทักษะนี้อยู่กับตัว จุดประสงค์มันคืออะไร กลับมาที่ตัวคุณว่าทำอะไรได้บ้าง ซึ่งผมก็ต้องขอบคุณอาจารย์คนนั้น นึกย้อนกลับไปผมรู้สึกว่าตัวเองโคตรปัญญาอ่อนเลย ไปถามอะไร คุณควรจะตกใจเมื่อเขาไม่ทำมากกว่า

สันติ ลอรัชวี, กราฟิกดีไซเนอร์, ญี่ปุ่น, วงการสิ่งพิมพ์

Writer

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

“คุณไม่ควรมาร้องเพลงหมอลำที่นี่ เพราะว่าที่นี่มันเป็นที่ของชนชั้นสูง แต่เพลงหมอลำของคุณคือเพลงของชนชั้นต่ำ”

ครั้งหนึ่ง รัสมี เวระนะ หรือที่เราคุ้นเคยในชื่อ รัสมี Isan Soul เคยพูดถึงประโยคนี้ที่เธอเคยได้รับในอดีต

รัสมีเกิดและเติบโตที่จังหวัดอุบลราชธานี จิตวิญญาณของเธอถูกหล่อหลอมด้วยวัฒนธรรมดนตรีทางภาคอีสานอย่างหมอลำและลูกทุ่งมาตั้งแต่จำความได้ คุณพ่อของเธอเป็นทั้งนักแต่งเพลงและนักดนตรีเจรียง ซึ่งเป็นศิลปะการขับร้องและแสดงของเขมร และช่วงวัยรุ่นเธอเคยใช้ชีวิตอยู่ในวงหมอลำราว 6 – 7 ปี

‘รากเหง้า’ และ ‘จิตวิญญาณ’ คือ 2 คำที่รัสมีใช้บ่อยจนสังเกตได้ในการให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อต่างๆ ที่ผ่านมา

และเธอก็เน้นย้ำทุกครั้งว่า หมอลำคือรากเหง้าและจิตวิญญาณของเธอ

จุดเปลี่ยนของชีวิตมาเยือนเมื่อโชคชะตาพัดพาให้เธอไปปักหลักในจังหวัดเชียงใหม่ ที่นั่นเองที่ทำให้เธอพบเจอนักดนตรีหลากหลาย และหมอลำซึ่งอยู่อาศัยในตัวเธอมานานได้เปล่งประกายอีกครั้งในรูปแบบใหม่หรือที่ใครๆ เรียกว่า หมอลำร่วมสมัย

อัลบั้มแรกของเธอที่ชื่อ Isan Soul EP. ที่เธอทำร่วมกับ สาธุการ ทิยาธิรา มือกีตาร์ มีส่วนผสมทั้งกลิ่นดนตรีท้องถิ่นและกลิ่นของดนตรีสากล แม้จะไม่เหมือนหมอลำแบบดั้งเดิมร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ใครได้ฟังย่อมสัมผัสได้ถึงรากเหง้าและจิตวิญญาณของเธอที่สะท้อนอยู่ในท่วงทำนองเหล่านั้น

ผมเองไม่แน่ใจว่าเป็นหมอลำที่พาเธอมาไกลขนาดนี้ หรือเป็นเธอเองที่พาหมอลำมาสู่จุดที่ผู้คนยอมรับกันแน่

ปีที่แล้วเธอเพิ่งคว้ารางวัลใหญ่จากเวทีคมชัดลึก อวอร์ด มาครอง 3 สาขา ทั้งสาขาศิลปินหญิงเดี่ยวยอดเยี่ยม อัลบั้มยอดเยี่ยม  และรางวัลเพลงยอดเยี่ยม จากเพลง มายา ซึ่งเคยขึ้นอันดับ 1 ในคลื่นวิทยุอย่าง Cat Radio มาแล้ว

ล่าสุดเมื่อรู้ว่าเธอกำลังทำซิงเกิลใหม่ที่ชื่อ อารมณ์ ผมจึงนัดพบเธอในช่วงบ่ายที่โรงแรมแห่งหนึ่งใจกลางกรุงเทพฯ ก่อนจะถึงเวลาที่เธอต้องไปร้องในงานงานหนึ่งที่สยามพารากอน

“คุณไม่ควรมาร้องเพลงหมอลำที่นี่ เพราะว่าที่นี่มันเป็นที่ของชนชั้นสูง แต่เพลงหมอลำของคุณคือเพลงของชนชั้นต่ำ”

แล้วการได้พบเธอวันนี้ ก็ทำให้ผมนึกถึงประโยคนั้นที่เธอพูดบนเวที TEDxBuengKaenNakorn

รัสมี Isan Soul ผู้ทำให้หมอลำไม่ใช่สิ่งแปลกประหลาดในโลกดนตรีร่วมสมัย รัสมี Isan Soul ผู้ทำให้หมอลำไม่ใช่สิ่งแปลกประหลาดในโลกดนตรีร่วมสมัย

เวลาย้อนมองกลับไปวันแรกๆ คุณรู้สึกว่าตัวเองพาหมอลำมาไกลกว่าเดิมไหม

เรารู้สึกว่าเราทำให้หมอลำเป็นที่ยอมรับมากขึ้น ในที่นี้เราไม่ได้ว่าหมอลำดั้งเดิมหรือหมอลำอย่างอื่นไม่ดีนะ คือสำหรับเรา มันรู้สึกดีเวลาที่เราได้เห็นรูปตัวเองในนิตยสารดีๆ เราไม่ได้คิดตรงนี้มาก่อนด้วยมั้งว่าจะต้องประสบผลสำเร็จอะไร แต่พอเป็นแบบนี้เรารู้สึกว่าดอกไม้มันบานเรื่อยๆ

ทุกวันนี้ได้กลับบ้านเกิดที่จังหวัดอุบลราชธานีบ้างไหม

กลับบ้าง เวลามีงาน มีคอนเสิร์ตแถวๆ อีสาน เราก็จะขับรถกลับบ้าน เพราะบ้านเราอยู่นอกจากตัวเมืองไปประมาณร้อยกิโล

เวลากลับบ้าน กลับอีสาน คนที่นั่นเขาเข้าใจสิ่งที่คุณทำไหม

ไม่เข้าใจ บางทีเป็นญาติตัวเองด้วยที่ไม่เข้าใจ อย่างที่อีสานจะมีพิธีผูกแขนใช่ไหม ผู้ใหญ่บางคนก็จะบอกว่า ‘ไม่ผูกแขนให้ ไม่ชอบเพลง’ คือเหมือนพูดเล่นนั่นแหละ พูดเล่นแกมจริง เราก็ถามเขาว่า ‘จริงเหรอคุณอา’ เขาก็ ‘เออ ไม่ชอบ ทำเพลงอะไร’ แต่สุดท้ายเขาก็มาผูกแขนให้เรานั่นแหละ คือมันจะมีอย่างนี้บ้าง มีคำถามว่า ทำไม ทำเพลงอะไร ไม่รู้เรื่อง ไม่เข้าใจ แต่บางคนก็เป็นอีกฟากหนึ่งไปเลย บอกว่านี่แหละดี ก็ไม่ต้องไปสนใจ มีทั้งสองอย่าง

ที่ว่าผู้ใหญ่ไม่เข้าใจ รู้ไหมทำไมเขาไม่เข้าใจ

เราว่ามันน่าจะเป็นสิ่งที่เขาไม่คุ้นเคย ไม่เคยได้ยิน เหมือนเขากินหวานมาตลอดชีวิต แล้วอยู่ๆ เรามาใส่รสเค็มเข้าไป เฮ้ย มันคืออะไร มันแปลก เขารู้สึกว่าเขาไม่ชอบ แต่เราเชื่อว่าพอเรากินเข้าไปจนชินจะรู้สึกว่ามันโอเคนะ เราคิดว่ามันน่าจะเป็นเรื่องความไม่เคยชินของเขามากกว่า ที่เขาเคยฟังเพลงแบบนี้ หมอลำอย่างนี้ มาทั้งชีวิตหรือครึ่งชีวิต แต่วันหนึ่งเราซึ่งเป็นคนที่เกิดมากับเขาอยู่ๆ ก็เปลี่ยน

มีประโยคไหนที่ได้ยินแล้วกระทบใจบ้างมั้ย

เคยมีครั้งหนึ่ง มีคนพูดประมาณว่า คุณกำลังถูกวัฒนธรรมตะวันตกกลืนกินอยู่คุณรู้มั้ย ปกติเราจะไม่ค่อยตอบโต้ผู้ใหญ่ แต่พอเจอแบบนี้เรารู้สึกว่า ทำไมเหรอคะ หมายความว่ายังไง หมายความว่าเพลงที่เราทำอยู่เราโดนกลืนเหรอ ไม่ใช่นะ เราทำให้ดนตรีเขาดีต่างหาก เรามองคนละมุม

เมื่อก่อนพ่อเราก็ว่านะ คือพ่อเราแต่งเพลงให้ แต่เราไม่ได้บอกพ่อว่าเอาเพลงมาทำแบบนี้ ครั้งแรกจำได้ พ่อลงมาคอนเสิร์ตแล้วแกได้ยินเราร้อง แกก็มีติ เราก็รู้สึกสะเทือนเพราะเป็นคนใกล้ตัว แต่ไม่เป็นไร เราจะไม่ท้อถอย เราต้องยืนหยัด แรกๆ ก็ต่อต้านกันเยอะ

เราทำเพื่อต่อยอดหมอลำแท้ๆ แต่กลายเป็นว่าคนที่เป็นรากเขาไม่ได้ยอมรับเรา คุณรู้สึกยังไง

การที่คนเฒ่าคนแก่เขาจะมาพูดแบบนี้เราก็โอเคในความคิดของเขา แต่เราจะพูดตลอดว่า เราไม่ได้ลบหลู่ครูบาอาจารย์นะ ครูบาอาจารย์นั่นแหละที่ทำให้เรามีวันนี้ เพราะคุณทำมาดีไง งานของคุณดีเราจึงหยิบงานนั้นมาใช้ต่อง่าย เราว่าเพลงหมอลำถูกดัดแปลงมาก่อนเราอีก มันมีมาตั้งแต่คนที่ทำหมอลำเรกเก้ในยุคสมัยหนึ่งซึ่งนานแล้ว

รัสมี Isan Soul ผู้ทำให้หมอลำไม่ใช่สิ่งแปลกประหลาดในโลกดนตรีร่วมสมัย รัสมี Isan Soul ผู้ทำให้หมอลำไม่ใช่สิ่งแปลกประหลาดในโลกดนตรีร่วมสมัย

คือคุณไม่ได้มองว่าหมอลำแบบเดิมมันเชยจึงเอามาเปลี่ยนใช่ไหม

ไม่เลย สำหรับเราเรารู้สึกว่าหมอลำเท่มาก เราเองฟังเพลงทุกประเภท ฟังมาหมด แต่พอกลับไปฟังหมอลำเราก็ยังรู้สึกมันเท่ ไม่แพ้เพลงใดๆ เลย

คุณรู้สึกว่าหมอลำเท่ตั้งแต่วันแรกๆ ที่ชีวิตรู้จักหมอลำเลยมั้ย

โห กว่าจะรู้ก็โตแล้วนะ เมื่อก่อนเราก็ยังรู้สึกอาย ตอนเป็นหมอลำไปประกวดรู้สึกว่าสายเพลงลูกทุ่งสายหมอลำสู้สายเพลงป๊อปหรือเพลงสากลไม่ได้เลยนะ เรารู้สึกว่ามันไม่เท่เลย

แล้วมันเกิดจากหลายๆ อย่างด้วย เหมือนที่เราพูดบนเวที TEDx เรื่องกำแพงต่างๆ เราเป็นคนอีสาน ร้องหมอลำ และเป็นคนไม่สวย จะเป็นนักร้องได้ยังไง แต่ว่าตอนนี้กำแพงเหล่านั้นเราทำลายมันหมดแล้ว มันไม่มีแล้ว

                                                             

คุณทำลายกำแพงที่ว่ายังไง เพราะสุดท้ายแล้วสิ่งเหล่านั้นคุณก็เปลี่ยนมันไม่ได้

เราไม่ค่อยได้สนใจมัน เราเป็นคนที่เมื่อเขียนเพลงก็รู้สึกว่าเราได้ปลดปล่อยแล้ว อย่างเวลาเราเจออะไร เราจะชอบแต่งกลอน เขียนเพลง แค่นี้เราโอเคแล้ว เราได้เยียวยาตัวเอง

คนที่เขาดูถูก มีอะไรเขาพูดออกมาใช่มั้ย นี่เป็นความเห็นในเรื่องของอีสานของเขาใช่มั้ย ฉันอาจจะเสียงดังไม่เท่าคุณนะ แต่ฉันขอเขียนแบบนี้แล้วกัน วันหนึ่งมันอาจจะดังกว่าเสียงที่คุณพูดมา มันก็เหมือนกับการตอบโต้ของคนสองคน เพียงแต่ว่าเราใช้อาวุธคนละอย่าง

การเขียนเพลงเป็นอาวุธได้เหรอ

แน่นอน แน่นอน แน่นอน (เน้นเสียง) มันเป็นลูกปืนได้เลย เพลงนี่เปลี่ยนแต่ละยุคแต่ละสมัยมามากแล้วนะ เรื่องสีผิวในสหรัฐอมเริกาหรือที่อื่นๆ มันเป็นอาวุธอย่างหนึ่ง ถ้าใช้ให้ถูก

สำหรับคุณการเป็นคนอีสานมีอะไรที่น่าเจ็บปวดมั้ย

มันก็มี สิ่งที่เราไม่โอเคกับมันก็เยอะ เราไม่ได้พูดถึงเรื่องวัฒนธรรมนะ บางทีเรารู้สึกว่าอีสานถูกครอบงำโดยอะไรบางอย่างหรือโดยสื่อ ทำให้คนหลงลืมความเรียบง่ายจริงๆ ของชีวิต ทำไมเราต้องดิ้นรนหาเงินเยอะแยะเพื่อไปผ่อนรถคันใหญ่ๆ มาทำงานกรุงเทพฯ ส่งเงินกลับไปให้พ่อแม่ บางทีเรากลับบ้านเรามักจะได้ยินคนสอนลูกว่าโตเร็วๆ จะได้ไปทำงานหาเงินส่งมาทางบ้าน อันนี้คือไม่ต้องไปไหนไกลเลย บ้านเราก็เป็น ตรงนี้เรามองเห็นแล้วเราเจ็บปวดนะ

มันน่าเจ็บปวดยังไง

เรารู้สึกว่าการพูดแบบนี้ ถามว่าตัวคนที่โดนผลักดันเขามีความสุขจริงๆ หรือเปล่า ไปทำงานเขาไปเจออะไร ไปทำงานอะไร ค้ายาหรือเปล่า ขายตัวหรือเปล่า เพื่อที่จะส่งเงินกลับมา เรารู้สึกไม่โอเคเกี่ยวกับเรื่องนี้เท่าไหร่ มันไม่เกี่ยวกับเรื่องความกตัญญูอะไรนะ มันคนละเรื่อง และเราก็ไม่ได้บอกว่าคุณต้องกลับบ้านไปปลูกผักหรืออะไร แต่ถ้าความคิดของคนมันเปลี่ยน มันอาจจะมีทางออกบางอย่าง

รัสมี Isan Soul ผู้ทำให้หมอลำไม่ใช่สิ่งแปลกประหลาดในโลกดนตรีร่วมสมัย รัสมี Isan Soul ผู้ทำให้หมอลำไม่ใช่สิ่งแปลกประหลาดในโลกดนตรีร่วมสมัย

ย้อนกลับไปเรื่องหมอลำ อยากรู้ว่าจริงๆ แล้วคุณเชื่อในการประยุกต์เพื่อให้มันอยู่รอดหรือเชื่อว่าต้องคงความเป็นรากเหง้าแท้ๆ เอาไว้กันแน่

เราว่าประยุกต์มันก็ดี อย่างเราเอามาประยุกต์ก็ทำให้คนที่ฟังหลากหลายมากขึ้น ฝรั่งก็ฟัง คนไทยภาคกลาง ภาคใต้ก็ฟัง ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในคนอีสานอย่างเดียว อย่างที่บอก ครูก็คือครู อยู่บนหิ้งอยู่แล้ว แต่ขอหยิบของครูออกจากช่องแช่แข็งมาได้มั้ย แล้วเราไม่ได้ทำอะไรที่เสียหายอยู่แล้ว เราแค่อยากพิสูจน์ว่าหมอลำเป็นเพลงที่เข้าไปอยู่กับดนตรีประเภทไหนก็ได้

ตอนที่ทำเพลงในชุดอีสานโซล เราพยายามหาหมอแคนหามือพิณนะ แต่ด้วยความที่เราอยู่เชียงใหม่ การจะหาคนมาเล่นมันยากมาก แล้วอย่างหมอแคนเวลาเราโทรหาเขาก็จะถามว่าเราทำทำไม จุดประสงค์ทำไปเพื่ออะไร โอเค มันเป็นสิทธิ์ของเขาที่จะถาม เพียงแต่เรารู้สึกว่าเราไม่มีเหตุผลในการทำว่าทำทำไม มันมีอย่างเดียวคืออยากทำ คือหนูไม่รู้เหมือนกันว่าหนูทำเพื่ออะไร ทำทำไม อย่างเดียวที่รู้คืออยากทำเพลงค่ะพี่ แค่นี้เลย ไม่ได้ใช่มั้ย โอเค พอคนนี้ปฏิเสธ ไม่เป็นไร ถ้าอย่างนั้นเป็นกีตาร์ก็ได้ ใครก็ได้ แล้วเชียงใหม่มีนักดนตรีหลากหลาย ทั้งมือเปียโน คนเป่าแซ็กโซโฟน แล้วคุณสาธุการ ทิยาธิรา (มือกีตาร์ที่ทำอัลบั้มร่วมกัน) เขาเป็นคนเปิด เราก็เป็นคนเปิด อะไรก็ได้ ผนวกกับก่อนหน้านี้เราเคยร้องบลูส์ ร้องแจ๊ส มาก่อนด้วย เราเลยหยิบมาใช้กับตรงนี้ แล้วกลายเป็นความบังเอิญที่ลงตัวพอดี

แล้วมีอะไรที่คุณตั้งใจไม่แตะต้องมั้ย

เรามีสิ่งที่คงไว้ด้วย หลังๆ เราก็เดินทางไปหามือพิณ มือแคน ตามอีสานนะ ตอนนี้เรามีไซด์โปรเจกต์ด้วย ทำเป็นหมอลำแบบเพียวๆ เลย เพราะเราไม่อยากให้คนหาว่าเราว่าร้องหมอลำไม่ได้แล้วมาทำอะไร เราไปหานักดนตรีแถวอีสาน ไปอยู่กิน 2 – 3 วัน แต่งเพลง จากที่ไม่เคยแต่งลำเพลินเลย ก็ลองแต่ง หมอแคนเขาก็จะบอกสอนเรา เราจะไปหาหมอลำแบบที่เรายังไม่เคยแต่งเลย อย่างลำเพลิน ลำต่างหวาย มันสนุกตรงที่เรารู้ว่ามีหมอลำประเภทนี้ด้วยเหรอ แล้วร้องยังไง แต่งยังไง แล้วมันอาจจจะเป็นอัลบั้มอีพีเล็กๆ ออกมาสัก 4 – 5 เพลง หรืออาจจะเป็นอัลบั้ม เรายังไม่รู้ แต่ทุกวันนี้ถ้ามีเวลาว่างหรือมีทุน เราก็จะเดินทางไปที่ต่างๆ พยายามทำทั้งสองอย่างควบคู่ไปด้วยกัน เพราะเราไม่ได้รู้ทุกอย่างเกี่ยวกับหมอลำ เพราะฉะนั้น เราต้องไปเสาะแสวงหาจากผู้รู้

ตอนที่ไปอยู่ในหมอลำแบบดั้งเดิมคุณอึดอัดบ้างมั้ย

จริงๆ มันก็ไม่ได้อยู่ในกรอบขนาดนั้น เพราะเราก็ทำกับเด็กวัยรุ่นที่ค่อนข้างจะเปิด บอกว่าให้เขาสอนพี่หน่อย ไลน์นี้เรียกยังไง แล้วเราพยายามทำดนตรีให้น้อยชิ้นที่สุด เช่น มีแค่เสียงเรากับแคนเลย หรือเล่นพิณ ก็คือยังคงมีความประยุกต์ แต่ว่า 80 – 90 เปอร์เซ็นต์เป็นหมอลำประเภทนั้นแบบดั้งเดิมแหละ แต่เราขอตวัดตรงหางหน่อย ให้มันเป็นแบบนี้ได้มั้ย หยุดแบบนี้ได้มั้ย แล้วน้องเขาก็จะงงกับเรา เอาอย่างนี้จริงๆ เหรอพี่ เราก็บอกว่าเอาอย่างนี้แหละ เขาก็ถามเราว่าจะโดนด่ามั้ย (หัวเราะ) เราก็บอกไม่เป็นไรหรอกๆ เราขอตวัดนิดนึง

ทุกวันนี้คุณเข้าใจหรือยังว่าหมอลำคืออะไร

เราว่ามันคือของเก่า ของเก่าที่ทำให้คนรุ่นใหม่ได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ ซึ่งเมื่อก่อนถ้าเราไปพูดคนเขาอาจจะไม่ฟังก็ได้ แต่ถ้าเราลองแต่งเป็นกาพย์เป็นกลอนสวยๆ มีเมโลดี้แคนอยู่ข้างหลัง คนอาจจะฟังเรามากขึ้นก็ได้ และอีกอย่าง สำหรับเราหมอลำคือการเยียวยาจิตใจ รักษาจิตใจ และเป็นคำสอนด้วย ฟังแล้วได้อะไรบางอย่าง มีทั้งเรื่องศาสนาด้วย

หมอลำเยียวยาจิตใจได้ด้วยเหรอ

มีหมอลำอยู่ประเภทหนึ่งที่ไม่มีอะไรเลย นอกจากเสียงร้อง เคยได้ยินสรภัญญะมั้ย จะมีคนร้องเป็นสิบยี่สิบคน ใช้ในศาสนา เป็นคำสอนของพระเวสสันดร ก็จะเป็นเรื่องราวคำสอน แล้วพอได้ฟังมันสะกดเรามาก

หรือเวลาเราไปนั่งดูคนแก่ๆ เขาร้องหมอลำ เป่าแคน เรารู้สึกว่ามันขลัง มันไม่ใช่การเอนเตอร์เทนเลยนะ นึกออกไหม เราไปนั่งฟังอะไรที่มันน่าเบื่อด้วยซ้ำสำหรับเด็กรุ่นใหม่ มีแค่แคนตัวเดียว แล้วก็ลุงแก่ๆ นั่งร้อง แต่พอเรามาถึงจุดหนึ่งของชีวิตที่เราไปนั่งตรงนั้นแล้วเรารู้สึกว่านี่คือสุดยอด

รัสมี Isan Soul ผู้ทำให้หมอลำไม่ใช่สิ่งแปลกประหลาดในโลกดนตรีร่วมสมัย

รัสมี Isan Soul ผู้ทำให้หมอลำไม่ใช่สิ่งแปลกประหลาดในโลกดนตรีร่วมสมัย

เห็นว่ามีอยู่ช่วงหนึ่งที่คุณหันเหไปร้องเพลงสากล ตอนนั้นตั้งใจเลิกร้องหมอลำเลยหรือเปล่า

ไม่ มันแค่เป็นวิธีการอยู่รอดอย่างหนึ่งของเรา เพลงสากลมันหากินได้ ถ้าเราคัฟเวอร์ได้สัก 20 เพลงเราก็ร้องในโรงแรมได้ทุกที่ แต่เราเบื่อมากเลยนะ เพราะเราต้องไปร้องในโรงแรมหรูๆ แล้วต้องร้องแต่เพลงสากล บางวันเราอยากร้องเพลงไทย พอเราร้องเพลงไทยเขาก็เดินมาบอกเราว่าอย่าร้องเพลงไทย เราก็โมโหนะ นี่ประเทศไทยใช่มั้ย ทำไมเราร้องไม่ได้วะ ตลกมาก

แล้วตอนไหนที่คุณเริ่มรู้สึกว่าการร้องหมอลำของตัวเองได้รับการยอมรับ

น่าจะเป็นช่วงแรกๆ ที่ได้รับรางวัลคมชัดลึก อวอร์ด

รางวัลนั้นสำคัญยังไง

เรารู้สึกว่าเราไม่ได้โดดเดี่ยว เรามีคนที่เห็นคุณค่างานเรา มีบรมจารย์มาให้รางวัลเรา ซึ่งเราทำอะไรไม่รู้ก๊อกๆ แก๊กๆ ทำเพื่อตอบสนองตัวเอง แต่ว่ากลับมีบางคนที่เห็นคุณค่า เราเริ่มรู้สึกว่ามันเริ่มดีนะ แล้วมีคนซื้อซีดีเรา สั่งซีดี ตามดูคอนเสิร์ต หลังจากนั้นงานเยอะขึ้น แทบทุกสุดสัปดาห์เราต้องมาเล่นที่กรุงเทพฯ ซึ่งตอนแรกๆ เรารับงานไม่เลือกเลย แต่เดี๋ยวนี้เราเลือกเฉพาะงานที่เหมาะกับเรา

งานแบบไหนที่เหมาะกับหมอลำแบบคุณ

งานที่คนเห็นค่ามัน ใครจะรู้ว่าลำเต้ยของเราจะได้มาโชว์ในแฟชั่นวีกอย่าง Digital Fashion Week Bangkok เราไปเล่นให้นางแบบเดินบนแคตวอล์ก ใครจะรู้ว่าวันหนึ่งจะมีคนจ้างหมอลำไปร้องให้นางแบบเดินที่สยามพารากอน หรืออย่างวันนี้แบรนด์อย่าง Jim Thompson ก็ให้เรามาร้องหมอลำให้นางแบบเดิน มันทำให้เรารู้สึกว่ามีคนที่เห็นค่าของงานเรา งานที่เราเลือกคืองานที่ให้คุณค่ากับเรา คิดว่างานของเรามีค่า

คนมักจะบอกว่าฟังสิ่งที่คุณร้องไม่รู้เรื่อง เพราะมีทั้งภาษาอีสาน ภาษาเขมร การที่คนฟังเพลงคุณร้องไม่เข้าใจ เพลงนั้นยังนับว่ามีค่ามั้ย

เรารู้สึกว่าดนตรีเป็นภาษาสากลที่ทุกคนรู้สึกเหมือนกัน เราเคยเจอนักดนตรีชาวแอฟริกันคนหนึ่งชื่อคุณโจอี้ เขาเป็นนักดนตรีที่เก่งมาก เล่นเครื่องดนตรีเป็นทุกอย่าง เขาชอบมาเชียงใหม่ ทุกครั้งที่เขาเจอเราเขาจะบอกว่าเขาอยากเป็นเหมือนเรา เขาอยากร้องแล้วทำให้คนรู้สึกถึงรากเหง้า เขารู้สึกตรงนี้ เขารู้สึกทุกครั้ง แล้วเขาก็ร้องไห้เพราะสิ่งนี้ทุกครั้งที่ได้ยินเสียงของเรา ซึ่งเขาว่าตัวเขาเองทำให้คนรู้สึกอย่างนั้นไม่ได้

ล่าสุดวันนี้ก็เจอชาวต่างชาติตอนไปซ้อม เขาบอกว่า ‘เธอรู้มั้ยว่า เวลาฟังบีทของเธอ ฉันรู้สึกตรงนี้’ แล้วเขาก็ลูบตรงท้อง ซึ่งเราไม่รู้นะ แต่คิดว่ามันน่าจะเป็นคำตอบว่าจริงๆ แล้วดนตรีเป็นสิ่งที่เยียวยาคนจากข้างใน ต่างชาติที่เขาฟังไม่รู้เรื่องบางคนมานั่งร้องไห้หน้าเวทีก็มี เราเลยรู้สึกว่าภาษาไม่ใช่สิ่งสำคัญเลย ดนตรีเป็นภาษาสากลอยู่แล้ว

รัสมี Isan Soul ผู้ทำให้หมอลำไม่ใช่สิ่งแปลกประหลาดในโลกดนตรีร่วมสมัย

Writer

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load