ท่ามกลางผลงานของนักออกแบบสัญชาติญี่ปุ่นในงาน Graphic Trial 2018 ที่ Printing Museum Tokyo มีผลงานของนักออกแบบไทยปรากฏอยู่

นี่เป็นครั้งแรกที่นักออกแบบกราฟิกไทยได้รับเชิญไปร่วมสร้างและแสดงงาน

เจ้าของผลงานนั้นคือ สันติ ลอรัชวี

ตั้งแต่วันแรกที่เข้าวงการจนถึงวันนี้และวันหน้า สันติบอกว่าเขาคือ กราฟิกดีไซเนอร์

“ผมจะพยายามเป็นกราฟิกดีไซเนอร์ในประเทศไทยที่ทำจนตาย” เขาเอ่ยประโยคนี้ระหว่างที่เรานั่งคุยกันในร้านกาแฟใกล้ๆ PRACTICAL Design Studio ที่เขาเป็นผู้ก่อตั้ง

ผลงานที่ผ่านมาของเขามากมายเกินกว่าจะไล่เรียงได้หมดภายในย่อหน้าเดียว ในปี 2015 เขาได้รับรางวัล Designer of the Year สาขาการออกแบบกราฟิกจากนิตยสาร Wallpaper* และกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์

แต่หากจะให้ยกตัวอย่าง ผลงานล่าสุดของเขาที่น่าจะคุ้นตานักอ่านคือหน้าปกหนังสือ The Wisdom Series ของ ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา ทุกเล่ม ไล่ตั้งแต่ ปัญญาอนาคต, ปัญญาอดีต และปัญญาหนึ่งถึงร้อยหมื่น

เมื่อรู้ว่าเขาได้รับเชิญไปแสดงงานที่ญี่ปุ่น ผมจึงนัดพบเขาในบ่ายวันหนึ่งเพื่อคุยกันถึงสิ่งที่เขาได้ค้นพบจากดินแดนที่งานออกแบบกราฟิกก้าวหน้าและชวนตื่นตาที่สุดแห่งหนึ่งในโลก และยังเป็นดินแดนที่สิ่งพิมพ์ยังปักหลักแข็งแรงที่สุดดินแดนหนึ่ง

แล้วก็เหมือนทุกๆ ครั้งที่เจอกัน เรื่องเล่าของเขามีพลังเสมอ

และนี่คือเรื่องเล่าโดยสันติ

สันติ ลอรัชวี, กราฟิกดีไซเนอร์, ญี่ปุ่น, วงการสิ่งพิมพ์

คิดว่าอะไรทำให้หนึ่งในโรงพิมพ์ที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่นตัดสินใจชวนดีไซเนอร์ไทยอย่างคุณไปแสดงในงานนี้

เขาได้รับคำแนะนำมาหลายคน แล้วเขาก็เลือกจากผลงาน ซึ่งผมก็ถือว่าได้เกียรติเกินตัวนะ เราอาจจะไม่คิดว่าเราอยู่ในระดับที่จะแสดงงานนี้ในตอนแรก มาสเตอร์ของญี่ปุ่นหลายคนเขาเคยผ่านรายการนี้มาหมดแล้ว

งาน Graphic Trial สำคัญยังไง ขับเคลื่อนเรื่องอะไรในญี่ปุ่น

งานนี้จัดทุกปี ปีนี้ปีที่ 13 แล้ว โดย Toppan ซึ่งเป็นโรงพิมพ์เก่าแก่ในญี่ปุ่น

Toppan เขาทำ Printing Museum ของตัวเองด้วยที่โตเกียว เก็บสิ่งต่างๆ ตั้งแต่มนุษย์เริ่มมีวิวัฒนาการเกี่ยวกับการพิมพ์ มีทั้งภาพพิมพ์หิน มีเครื่องของกูเตนเบิร์ก เขาเก็บ Archive ทุกอย่างอยู่ในนั้น และนอกเหนือจากทำ Printing Museum เขาก็ทำนิทรรศการประจำปีของเขาชื่อ Graphic Trial คอนเซปต์มันก็ตามชื่อเลย เขาต้องการทดลอง

เขาเชื่อว่า คนที่จะทำให้โรงพิมพ์ทำงานไปได้ไกลขึ้น ขยายขอบเขตของงานพิมพ์ไปได้ไกลขึ้น คือคนที่มีความคิดสร้างสรรค์ สิ่งที่เขาทำก็คือคัดเลือกนักออกแบบ 4 คนทุกปี โดยที่ 10 ปีแรกเป็นคนญี่ปุ่นล้วน ซึ่งคนที่เขาชวนมาแต่ละคนก็จะมาตั้งสมมติฐานถึงเรื่องที่ตัวเองสนใจและอยากจะทดลองกับงานพิมพ์ ดีไซเนอร์ในญี่ปุ่นก็มาดูว่า การพิมพ์ในระบบอุตสาหกรรมทุกวันนี้ทำอะไรได้บ้าง มันไปถึงไหนแล้ว ในเวลาที่ไม่มีขอบเขต ไม่ต้องสนใจงบประมาณ งานพิมพ์สามารถทำได้ขนาดไหน แน่นอนว่าขอบเขตของงานพิมพ์ที่มันกว้างขึ้น มันก็จะไปขยายขอบเขตการใช้งานของลูกค้าที่มันกว้างขึ้น

สันติ ลอรัชวี, กราฟิกดีไซเนอร์, ญี่ปุ่น, วงการสิ่งพิมพ์
สันติ ลอรัชวี, กราฟิกดีไซเนอร์, ญี่ปุ่น, วงการสิ่งพิมพ์

แล้วคุณได้รับโจทย์อะไร

โจทย์กว้างมาก เขาจะมีธีมหลวมๆ ให้แต่ละปี ธีมในปีนี้คือ Passion เงื่อนไขที่เขาให้ผมทำคือ โปสเตอร์ 5 ใบ โดยใช้กระดาษอะไรก็ได้ในญี่ปุ่น และห้ามพิมพ์เกิน 10 เลเยอร์ นั่นคืองบประมาณที่เขาตั้งไว้ให้ ซึ่งแค่นี้ก็ใช้ไม่หมดแล้ว (หัวเราะ)

ผมก็ถามตัวเองว่า โอกาสที่ดีที่สุดของตัวเราที่ได้มางานนี้ เราจะตักตวงอะไร ผมก็เลยคิดว่า ในเมื่อเราได้ทำงานกับ Print Director ที่เขาคลุกอยู่ในประเทศที่มีงานพิมพ์ที่นับว่าดีที่สุดในโลก ถ้าคิดแต่จะทำงานแล้วมึงไม่คิดจะเรียนรู้ มึงก็โง่เต็มทนแล้ว ผมก็เลยตั้งโจทย์ว่า ครึ่งหนึ่งผมจะสร้างกลไกลการเรียนรู้ของตัวเอง ต้องขยายสิ่งที่เรารู้ ผมก็เลือกที่จะเอาแพสชันที่ผมมีต่องานขาวดำมาทำงานชุดนี้ ผมอยากจะขยายความรู้ตัวเองเรื่องนี้ให้เคลียร์ไปเลยว่าในอุตสาหกรรมนี้งานขาวดำทำอะไรได้บ้าง ซึ่งถ้าเป็นในแง่เทคนิค การทำงานนี้ทำให้ผมมี Swatch สีขาวดำทั้งหมดในโลกนี้ หมายความว่า เวลาทดลองเขาจะทดลองทั้งหมด ทั้งการสีดำพิมพ์หนึ่งครั้ง สองครั้ง สามครั้ง สี่ครั้ง เอาสกรีนทับ เอาฟอยล์ทับ

สันติ ลอรัชวี, กราฟิกดีไซเนอร์, ญี่ปุ่น, วงการสิ่งพิมพ์
สันติ ลอรัชวี, กราฟิกดีไซเนอร์, ญี่ปุ่น, วงการสิ่งพิมพ์

โปสเตอร์ที่ผมทำถ้าเราดูระยะไกล เราจะเห็นแค่หน้าคนยิ้ม โกรธ เกลียด แต่ถ้าเราดูในระยะใกล้ เราจะเห็นรายละเอียด หรือถ้าเรียกง่ายๆ ก็คือว่าเราจะเห็นเลยว่าทำไมเขาถึงยิ้ม แล้วผมอยากเห็นภาพคนดูงานในระยะประชิด ปรัชญาของโปสเตอร์นี้คือ เราอาจจะต้องพยายามเข้าใจว่าทำไมคนนี้ถึงพอใจ คนนี้ถึงโกรธ คนนี้ถึงเกลียด พอเราเข้าใจบางทีเราก็จะรับมือหรือจะความสัมพันธ์กับเขาได้ดีขึ้น แต่ถ้าคุณดูระยะไกล คุณก็จะเห็นเพียงแค่ว่าคนนี้ยิ้มอยู่ โกรธอยู่ ไม่รู้ที่มา

คุณเคยตั้งสเตตัสว่า คุณไปด้วยคำถามมากมาย แล้วการไปงานนี้ก็ให้คำตอบบางอย่าง คำถามที่เกิดขึ้นก่อนไปคืออะไร

เป็นคำถามที่เราเคยโดนถามนั่นแหละว่างานพิมพ์ในบ้านเราจะอยู่ยังไง ผมไปอยู่ที่นั่นอาทิตย์หนึ่ง เชื่อมั้ย ไม่มีคำว่า Print is dead ไม่มีบทสนทนานี้ว่างานพิมพ์จะอยู่ยังไง

สันติ ลอรัชวี, กราฟิกดีไซเนอร์, ญี่ปุ่น, วงการสิ่งพิมพ์
สันติ ลอรัชวี, กราฟิกดีไซเนอร์, ญี่ปุ่น, วงการสิ่งพิมพ์

เขาไม่กลัวหรืออะไร

ผมเชื่อว่าเขายังไม่รู้สึกอะไรกับผลกระทบ กับปริมาณการใช้การพิมพ์ อาจจะด้วยช่องทางการใช้ที่หลากหลาย แล้วคงไม่ใช่เพราะว่าไม่กลัว แต่อาจจะเป็นเพราะว่าเขามีทางออกทางธุรกิจแล้ว

มีเรื่องหนึ่งที่ผมทึ่ง เขาพาผมไปเดิน Printing Museum แล้วหลังจากเวิร์กช็อปในมิวเซียมอะไรเรียบร้อย เขาก็บอกผมว่า ยังไม่จบ เดี๋ยวไปที่ห้องฉายหนัง เราก็คิดว่าสงสัยจะให้ดูประวัติโรงพิมพ์ เขาก็ให้ผมนั่งตรงกลางห้อง แล้วเขาก็บอกว่านี่คือ VR (Virtual reality) นี่คือธุรกิจใหม่ของ Toppan

ย้อนกลับไป ก่อนจะมาถึงห้อง VR ตรงปลายพิพิธภัณฑ์ที่ผมไปดู มันมีตู้อยู่ตู้หนึ่ง เป็นหนังสือเก่าระดับก่อนยุคที่จะมีงานพิมพ์ แล้วเขาพบว่ามันทำสำเนายากมาก เพราะว่าหนังสือมันอ่อนแอมาก สแกนเนอร์กดลงไปไม่ได้ เพราะฉะนั้น มันต้องการสแกนเนอร์แบบลอยตัว เป็น 3D Scanner เขาเลยพัฒนา Camera Scanner ขึ้นมาเพื่อที่จะสแกนหนังสือเก่า แล้วก็ไปร่วมกับนักประวัติศาสตร์ทั่วโลกเพื่อที่จะเก็บหนังสือเก่าให้อยู่ในรูปแบบดิจิทัล ดูความทะเยอทะยานเขาสิ แล้วเขาก็เอากล้องตัวนี้ไปถ่ายสถานที่ต่างๆ โดย VR ที่เป็นตัวสาธิตในห้องที่ผมได้ดู คือโบสถ์ Sistine ในวาติกัน ที่มีงานของ ไมเคิล แอนเจโล อยู่ เขาใช้กล้องตัวนี้สแกนทั้งหมด แล้วก็เอามาร้อยใหม่ ฉะนั้น คุณแค่ถือกล้อง แล้วโยกจอยสติ๊ก มันก็เหมือนคุณเดิน คุณลอย คุณดูใกล้มากๆ ก็ได้ จนผมเห็นงานไมเคิล แอนเจโล ใกล้กว่าคนที่ไปดูที่โบสถ์อีก

ผมก็ถามว่า แล้วเริ่มดำเนินการยังไงบ้าง เขาบอกว่าเขาถ่ายสถานที่สำคัญของโลกไปมากกว่า 40 แห่งแล้ว โดยร่วมกับรัฐบาลประเทศต่างๆ ผมถามเขาว่า แล้วประเทศไทยล่ะ เขาบอกว่า ประเทศไทยคุยแล้ว จะทำที่อยุธยากับกระทรวงวัฒนธรรม นี่เป็นธุรกิจใหม่ของโรงพิมพ์

เทคโนโลยี VR กับโรงพิมพ์เชื่อมโยงกันยังไง

มันไม่ได้เชื่อมโยงหรอก แต่ผมมองว่า อะไรที่เขาต่อยอดได้เขาก็ทำ เขารักสิ่งพิมพ์เขาถึงได้กล้องตัวนี้มา คำถามคือเมื่อคุณคิดกล้องแบบนี้ได้ กล้องตัวนี้ใช้ประโยชน์อะไรได้บ้าง เมื่อตอบว่ากล้องตัวนี้ใช้ประโยชน์อะไรได้บ้าง เขาก็เอาไปใช้ต่อยอดธุรกิจอื่นต่อ แล้วถ้าไปทำตรงนั้นแล้วมันเกิดสร้างรายได้สำคัญขึ้นมา เขาก็อาจพยุงงานพิมพ์ให้มันผ่านวิกฤต จนกระทั่งโลกมันเคลียร์แล้วว่า สถานะของสิ่งพิมพ์จะเป็นยังไง

คุณต้องไม่ปฏิเสธว่าคุณจะต้องอยู่ในสภาพเศรษฐกิจให้ได้ก่อน คุณถึงรักษาฝันคุณไว้ได้ ถ้าเรามีแพสชันมากพอ เราจะพยายามหาวิธีเพื่อที่จะทำให้งานสิ่งพิมพ์ที่เรารักมันยังอยู่ได้ จนกว่ามันจะผ่านมรสุมนี้ไป คำถามคือในวันหนึ่งเมื่อฟ้ามันเปิด เรารู้แล้วว่าสิ่งพิมพ์จะอยู่อย่างไร ตอนนั้นเราจะยังอยู่มั้ย หรือวันนั้นเราออกจากเกาะไปแล้ว

คือเราทุกคนเชื่ออยู่แล้วว่าสิ่งพิมพ์มันไม่ตาย แต่มันจะอยู่ยังไงเท่านั้นเอง ผมว่าสิ่งพิมพ์มันก็จะปรับตำแหน่งของมันจนกระทั่งมีที่ทางของมัน เพียงแต่ว่าแน่นอนบางทีขนาดของธุรกิจมันอาจจะลดลง ทำให้ผู้คนต้องย้ายออกไป แต่มันไม่ได้แปลว่ามันจะตาย แล้วประเทศที่เก่งที่สุดในการรักษาพื้นที่ก็คือญี่ปุ่น เรายังเห็นร้านกาแฟอายุ 60 ปี 70 ปี เรายังเห็นธุรกิจที่ทำอย่างเดียว ทำอยู่อย่างนั้นตั้งแต่หนุ่มจนแก่ แล้วญี่ปุ่นรักษาของเก่งด้วย มึงจะไปไหนก็ไป แต่กูยังอยู่ แล้ววันหนึ่งกูก็กลับมาได้ แล้วคนทั่วโลกก็มากิน แล้วอยู่ดีๆ ก็ขยายสาขาอีกที

แล้วญี่ปุ่นมีวิธีเอาตัวรอดในยุคสมัยที่สิ่งพิมพ์สั่นคลอนอย่างไร

ผมไม่รู้วิธีเขาหรอก แต่ผมรู้ว่าคนญี่ปุ่นลำบาก เขาต้องต่อสู้กับภัยธรรมชาติอย่างใหญ่หลวง ผ่านสงคราม เลยมาถึงความตึงเครียดอื่นๆ ผมว่าเซนส์ของการเอาตัวรอดมันจึงอยู่ในสายเลือด มันคือสัญชาตญาณ สองเรื่องหลักๆ ที่เขาเจออย่างภัยธรรมชาติกับสงครามมันเป็นเรื่องใหญ่มาก มันทำให้ส่งจิตวิญญาณมาสู่การทำธุรกิจ ซึ่งตรงนั้นมันซื้อหาไม่ได้ แล้วมันก็ราคาแพงเกินไป ถามว่าเอามั้ย ให้คนไทยเป็นแบบนั้นเลย ทุกคนจะเป็นระเบียบหมดเลย แต่ว่าต้องเจอภัยธรรมชาติสองสามครั้ง ไม่รู้ว่าญาติพี่น้องใครจะต้องจากไปบ้าง ที่ดินใครจะต้องสูญเสียไปบ้าง หรือมีสงครามที่ต้องแลกมากับการที่ประเทศแตกสลาย ถ้าแลกได้คุณจะแลกมั้ยล่ะ

แต่เราเรียนรู้จากเขาได้ว่า การที่เราละเอียดต่อการใช้ชีวิต ละเอียดต่อการคิดทั้งในแง่ของตัวเราและบุคคลอื่น มันเป็นคุณสมบัติที่ดีในการที่เราจะทำอะไรสักอย่าง ผมมองตรงนั้น ผมไม่ได้รู้ว่าเขามีเทคนิคอะไรในการเอาตัวรอดหรอก เขาก็ทำตามนิสัยเขา

สันติ ลอรัชวี, กราฟิกดีไซเนอร์, ญี่ปุ่น, วงการสิ่งพิมพ์

แล้วคุณมองงานพิมพ์ในไทยอย่างไร

เราอาจจะเดินตามกระแสลมที่เข้ามารวดเร็วไปหน่อย ทั้งกระแสทางธุรกิจก็ดี ทั้งโลกาภิวัตน์ก็ดี โรงพิมพ์บ้านเราอาจจะปรับตัวเร็วเกินไป

เปรียบเทียบสมมติเราเป็นปลาอยู่ในน้ำ พอมีอาการอะไรบางอย่างที่ผิดปกติเราก็ดีดตัวเองขึ้นจากน้ำ แล้วเผอิญว่ามาตกอยู่บนบก ถามว่าเราจะต้องทำยังไงต่อ ทุกคนก็บอกว่าต้องดีดกลับลงน้ำ เพราะว่าบนบกมันไม่ใช่ที่ที่เราอยู่ เรารู้สึกอึดอัด เราต้องดีดกลับลงน้ำ โอเค ถ้าคุณดีดกลับลงน้ำไปได้ นั่นถูกทาง แต่ถ้าไม่ถูกทาง คุณก็จะไกลน้ำมากขึ้น เพราะฉะนั้น การดีดตัวครั้งแรกโคตรสำคัญ ว่าคุณจะดีดไปทางไหน ถ้ามันไกลขึ้น คุณต้องดีด 2 ทีแล้วนะ ถ้ายังผิดเหมือนเดิมอีก ทีนี้เตรียมตัวตายได้แล้ว เพราะฉะนั้น ตรงนี้สำคัญมาก บางทีพอเราเจอสถานการณ์ในชีวิต เราควรจะต้องคิดก่อนมั้ยว่าเราจะปรับตัวยังไง บางทีสถานการณ์นั้นมันอาจจะเป็นช่วงเวลาครู่เดียวแล้วมันก็ผ่านไป เราแค่ทนให้ได้ แล้วมันก็ผ่านไป บางทีเราไม่ต้องปรับตัวก็ได้ มันมีหลายวิธี

ผมคิดว่าบ้านเราเร็วต่อกระแสต่างๆ เช่น มีเครื่องรุ่นนี้เข้ามาใหม่ แล้วมันดูเหมือนจะมีคนจ้างงาน เราก็อาจจะกู้เงินหรือโถมอะไรต่างๆ เข้าไป หรือเครื่องนี้ไม่ได้ใช้แล้ว ขายทิ้งดีกว่า แทนที่จะรักษามันไว้ แล้วก็เก็บลูกค้าที่ยังใช้อยู่ พัฒนาให้มันยังดีอยู่

ประมาณ 30 ปีที่แล้วมีเครื่อง Letterpress เต็มเมืองเลย วันนี้มันไปไหนหมด เขาทิ้งหมด เมื่อสี่ห้าสิบปีก่อนมีโรงพิมพ์ตะกั่วเต็มเมืองเลย ไปไหนหมด เขาขายเป็นของเก่าหมด ชั่งกิโลขายหมด นั่นคือการดีดตัวที่ผมว่า เขาอาจจะมองว่ามันไม่มีค่าแล้ว คือโดยธรรมชาติเราไม่รู้จะเก็บไปเพื่ออะไร คนอย่างอาจารย์เอนกที่บอกว่า เก็บวันนี้มันก็จะเก่าวันหน้า มันจะมีค่าขึ้น มันมีอยู่แค่ไม่กี่คน

เปลี่ยนไปใช้เทคโนโลยีที่ใหม่กว่า ทันสมัยกว่า ฟังเผินๆ ก็ถูกต้องแล้วไม่ใช่เหรอ มีอะไรที่คนลืมมอง

มันใหม่กว่า เร็วกว่า แต่เผอิญว่ารอบมันก็เร็วด้วย เมื่อก่อนเราซื้อเพลย์สเตชันรุ่นแรกเราอยู่ได้หลายปี พอซื้อรุ่น 2 ไม่นานรุ่น 3 ก็ออก โทรศัพท์มือถือยิ่งเห็นชัด คือรอบมันก็เร็วด้วย คราวนี้ถ้าคุณจะวิ่งตาม คุณก็ต้องใช้เงินมหาศาล แล้วคุณก็ต้องได้งานมหาศาล ทุกอย่างมันก็สวนทางกันหรือเปล่า ในเมื่องานมันลดลง คุณต้องทำให้รอบมันช้าขึ้นหรือเปล่า

มันก็มีฉากที่น่าสนใจแต่ไม่มีทางเป็นไปได้คือ สมมติถ้าเรารู้ เรานั่งไทม์แมชชีนย้อนกลับไปได้ แล้วเราก็ไปบอกโรงพิมพ์ว่าคุณเก็บเครื่อง Letterpress ให้หมดเลยนะ แล้วอีก 30 ปีข้างหน้าประเทศไทยจะเป็นเมือง Letterpress โลก มีทุกอย่างสมบูรณ์หมดเลย ครบทุกฟอนต์ แล้วมันจะมีช่วงที่ประเทศอื่นทิ้งเครื่อง ไปกว้านซื้อมาให้หมด คิดดูว่าประเทศเราตอนนี้จะเป็นยังไง

จะไม่ล้าหลังใช่ไหม

ก็ดูที่เบอร์ลินตอนนี้สิ สตูดิโอ Letterpress ขึ้นมาเต็มไปหมดเลย

อย่างตอนนี้คนก็พาการสกรีนกลับมาได้แล้ว แน่นอน คนจะออกจากเวทีไปจำนวนหนึ่ง แต่ถ้าเรายังอยากเป็นคนที่อยู่ในเวที เราก็อาจจะต้องเก็บรักษา เหมือน The Archivist ที่เป็นสตูดิโอที่ทำงานสกรีน ซึ่งความเป็น Craftsmanship จะสูงขึ้น การที่คุณเป็นผู้เชี่ยวชาญจะสูงขึ้น ไม่ใช่แค่ทำเป็น แต่ต้องทำเก่ง ทำละเอียด รู้ลึก พอมันยกที่ทางตัวเองในแง่มูลค่า อาชีพมันก็ไปต่อได้

สันติ ลอรัชวี, กราฟิกดีไซเนอร์, ญี่ปุ่น, วงการสิ่งพิมพ์

จากการได้ร่วมงานกับโรงพิมพ์ญี่ปุ่นครั้งนี้ เขามองงานพิมพ์ต่างจากที่คุณเคยเจอในไทยไหม

เรื่องเดียวกัน เรื่องเดิม ก็คือทัศนคติต่อสังคม ต่อหน้าที่ต่างกัน

ในญี่ปุ่นความประณีตไม่ได้อยู่ในเฉพาะคนสายศิลปะ แต่ความประณีตอยู่ในทุกอาชีพ มันน่าสนใจตรงที่ว่า เรื่องประณีต เรื่องคำว่าวิจิตร เรื่องคำว่าละเอียดอ่อน ในบ้านเราไปแบ่งกันตอนไหนก็ไม่รู้ มันอาจจะมาจากตอนที่เราแบ่งสายวิทย์สายศิลป์หรือเปล่า เช่น บางคนบอกว่ากูไม่ไหว กูไม่หัวศิลป์พอ กูไม่มีฝีมือ

เราสรุปทุกอย่างเป็นก้อนๆ ไปหมดเลย คือเราจะเห็นคนทำก๋วยเตี๋ยวบางเจ้าเขาก็ประณีต คือความประณีตมันฝังอยู่ในทุกๆ อย่าง ความประณีตหรือคำว่า Craft มันไม่ได้จำกัดกิจกรรม เวลาเราวิ่งแล้วตั้งใจจับความเร็วนั่นก็ประณีต ทุกอย่างมันต้องเสริมสร้างความประณีตมากขึ้น ไม่ใช่เราไปครอบครองอยู่กับกลุ่มคนที่ทำงานศิลปะ

แล้วความประณีตมันจะยิ่งออกดอกออกผลในสาขาวิชาที่ต้องการมันสูง งานของญี่ปุ่นอย่าง Hokusai ที่เขาทำเป็นบล็อกไม้ ทำภาพพิมพ์โดยการแกะไม้ นั่นก็เป็นความประณีต ซึ่งสมัยนั้นเขาคงไม่ได้คิดว่าตัวเองเป็นศิลปินหรอก เขาก็เป็นช่างที่ต้องทำสิ่งนี้ขาย วางขายข้างทาง แต่นั่นก็คือความประณีต

คือคุณมองว่าความประณีตควรจะอยู่ในทุกคน ทุกสิ่ง

ความประณีตมันเป็นคำขยายการกระทำ มันไม่ใช่ผลลัพธ์ มีนักศึกษาบอกผมว่าอยากทำงานคราฟต์ ผมบอกว่า งานคราฟต์คือทุกอย่างที่คุณทำ เพราะคราฟต์มันเป็นคำขยายกิริยา ผมไม่ได้มองว่าคราฟต์เป็นผลลัพธ์ ไม่ได้มองว่ามันจะต้องเป็นงานที่มีรายละเอียด มันอาจจะเรียบมากก็ได้ อาจจะเป็นแค่ไม้เหลี่ยมๆ ก้อนหนึ่ง แต่ถ้ามันขัดอย่างประณีต ไม้เหลี่ยมๆ ก้อนนั้นมันก็พิเศษมาก คุณสัมผัสแล้วเสี้ยนไม่มีเลย ขนาดพอดี เลือกไม้มาอย่างดี หรืออะไรก็แล้วแต่

ผมว่าทุกอย่างมันประณีตได้ คราฟต์ได้ แต่ถ้าเราไปให้คำจำกัดความเรื่องคราฟต์ว่ามันจะต้องมีรายละเอียดยุบยิบ มันก็ให้มุมมองต่อคำว่าคราฟต์ในแค่มิติเดียว

แล้วในมุมมองของคุณ วงการนักออกแบบในญี่ปุ่นทุกวันนี้เป็นอย่างไร เหมือนหรือต่างจากบ้านเราไหม

ในแง่มนุษย์ไม่ต่างกันมากหรอก แต่สภาพแวดล้อม โครงสร้าง เขาต่างกับเราเยอะ ตลาดบนเขาดีกว่าเรา อย่างเช่นกลุ่มนักออกแบบที่เก่งเขาก็จะเก่งมาก เพราะว่าเขามีโอกาสที่ได้ทำอะไรในสนามที่ต่อให้เราบอกว่า ‘กูก็ทำได้’ แต่มึงก็ทำไม่ได้หรอก เพราะมึงไม่ได้ทำ (หัวเราะ) คือคุณทำได้ ก็ยังไม่นับว่าคุณทำได้ เพราะคุณไม่ได้ทำ

รอบนี้ที่ผมไปดูงานผมไปอะควาเรียมก็มีดีไซน์เนอร์ไปออกแบบตู้ปลาชื่อ Waterscape มันจะมีที่ไหนให้ทำ สมมติคุณนึกออกว่า ตู้ปลาถ้าเอากราฟิกมาเดินแบบนี้ ทำตู้แบบนี้ แล้วมันจะทำให้การดูปลาตู้มันพิเศษขึ้น แต่แล้วยังไงต่อ เราก็ไม่มีไอเดียว่าจะไปยังไงต่อเพราะว่าบรรยากาศรอบข้างในไทยมันยังไม่ได้ถึงขนาดนั้น แต่ว่ามันไม่ได้เป็นเรื่องแย่ แค่เราต้องเข้าใจว่าโครงสร้างทางสังคมมันต่างกัน ในประเทศที่เจริญมากๆ แน่นอนว่านักออกแบบของเขาย่อมต้องมีประสบการณ์ต่อสิ่งเหล่านั้นสูงกว่า ซึ่งเราก็ต้องศึกษาเขา

 สันติ ลอรัชวี, กราฟิกดีไซเนอร์, ญี่ปุ่น, วงการสิ่งพิมพ์

เท่าที่สังเกต ชีวิตของกราฟิกดีไซน์เนอร์ของญี่ปุ่นเป็นยังไงบ้าง ชีวิตเขาสบายกว่าเราไหม

ดีไซน์เนอร์มันมีระดับ ซึ่งมันละเอียดมากและช่องว่างมันห่างมาก เราก็จะเจอทั้งสองแบบ มีทั้งแบบที่เสกทองเสกเงินได้หมดเลย พูดอะไรก็โอเคหมด มีความคิดสร้างสรรค์ ทำไมอายุ 80 แล้วยังทำงานได้ แข็งแรง มีความคิดที่แยบยลมาก เอาตัวธรรมชาติของวัฒนธรรมตัวเองมาผสมกับโลกสมัยใหม่ได้แบบกลมกล่อม แล้วก็มีหลักการ อันนั้นเป็นสิ่งที่เราทึ่ง ในขณะเดียวกันดีไซน์เนอร์กลุ่มที่บ่นหรือว่าอิจฉาบ้านเราก็มีไม่น้อย

การทำงานในญี่ปุ่นเขายังมีระดับอาวุโส มีตำแหน่ง มีอะไรค่อนข้างเข้มข้น แล้วงานเขาก็เยอะ ถ้าเกิดคุณเป็นสตูดิโอเล็กๆ แล้วอยู่นอกโตเกียวหรือว่าอยู่ในโตเกียวก็ตามแต่ว่ายังไม่ได้ตัวใหญ่มาก คุณก็ต้องทำงานหนักมาก หรือต่อให้บริษัทใหญ่ก็ต้องทำงานหนัก คนญี่ปุ่นยังมีทัศนคติกับงานค่อนข้างตึง ตึงหมายความว่ามันคือชีวิต เพื่อนชาวญี่ปุ่นของผมที่มาทำงานเมืองไทยสักพักแล้วต้องกลับไปญี่ปุ่นยังบอกว่า ผมเพิ่งเข้าใจว่าชีวิตคืออะไร ที่ผ่านมาผมเข้าใจว่าชีวิตคืองาน ผมเพิ่งเข้าใจว่าชีวิตคือชีวิต

กลายเป็นว่าประเทศไทยทำให้เขาค้นพบสิ่งสำคัญ

ใช่ เขาบอกว่าคนไทยชีวิตดีมาก เพราะทุกคนพยายามจะสบาย และนั่นคือจุดหนึ่งที่ชีวิตต้องการ ท้ายที่สุดเราต้องการสบายไม่ใช่เหรอ เราถึงชอบหลงทาง ออกนอกลู่นอกทางไปสู่เรื่องที่จรรโลง

แต่เหตุผลที่เราออกนอกลู่นอกทางได้มากหน่อยเพราะว่าเราอาจจะไม่มีเรื่องที่ต้องกังวลขนาดเขา เรายังไม่ได้เป็นประเทศที่ค่าครองชีพสูงขนาดอยู่ไม่ได้ เราไม่ได้มีอุทกภัย ไม่ได้มีภัยพิบัติ ไอ้ความสบายของเราบางทีมันก็เลยออกนอกลู่นอกทางจนเกิดเป็นความไร้ทิศไร้ทาง

แต่ความสบายของเราจริงๆ มันก็อาจจะเป็นสิ่งที่คนทั่วโลกอิจฉาเราอยู่ก็ได้ โห เพื่อนผมมาแล้วไม่มีใครอยากกลับประเทศตัวเองเลย ผมเจอร้อยเปอร์เซ็นต์เลยนะ เขาอยากจะอยู่ อยากต่อสัญญา เขารู้สึกว่าเขาได้ชีวิตส่วนตัวคืนมา เขาไม่ต้องระวัง อย่างที่ผมบอกน่ะ มันก็ต้องแลกกัน พอเราเห็นมากๆ มันก็ดีเหมือนกัน

พอเห็นอย่างนั้นมันทำให้คุณกลับมาชอบบ้านเมืองที่เราอยู่มากขึ้นไหม

จริงๆ ผมก็ไม่เคยรังเกียจประเทศตัวเอง มันแค่ต่างกัน แล้วบ้านคนอื่นดีกว่าเสมอแหละ เมียคนอื่นสวยกว่าเสมอ (หัวเราะ) คือมันเป็นธรรมชาติมนุษย์

เห็นว่าคุณเจอศิลปินญี่ปุ่นหลายคน ได้เรียนรู้อะไรจากคนเหล่านั้นบ้าง

ผมได้คุยกับหลายคน คนหนึ่งคือ Akira Uno ซึ่งผมเป็นแฟนงานเขาอยู่แล้ว ท่านอากิระซังน่าจะอายุ 80 กว่าแล้ว เขาบอกว่าเมื่อก่อนเขาไม่รู้ว่าเขาเป็นกราฟิกดีไซเนอร์ เพราะว่าเขาทำงานเป็นช่างเขียนมาตั้งแต่ยุคสงครามโลก เขาก็เป็นคนเขียนรูป ทำโปสเตอร์ พอถึงวัยกลางคนก็ถูกเรียกว่ากราฟิกดีไซเนอร์ ก็เลยต้องเรียนรู้ว่าต้องทำงานยังไงเพิ่มเติม

ทุกวันนี้เขาก็ยังทำงานเหมือนเดิม แล้วก็ยังมีงานให้ทำ เป็นสตูดิโอที่เปรี้ยวมาก อาจจะเป็นเพราะว่าอุตสาหกรรมกราฟิกดีไซน์ในญี่ปุ่นมันเติบโต ทำให้มันมีพื้นที่ทางอาชีพ แล้วก็ทำให้เขาเดินต่อไปได้เรื่อยๆ แม้กระทั่งการเปลี่ยนแพลตฟอร์มจากแอนะล็อกมาสู่ดิจิทัล ก็ไม่ทำให้คนพวกนี้ต้องเลิกอาชีพไป บ้านเขาก็เลยเกิดมาสเตอร์ขึ้นได้ แต่ถ้าคุณไม่สร้างสะพานข้ามยุคสมัยให้ผู้คน คุณก็จะสูญเสียบุคลากรไปจำนวนหนึ่ง

บ้านเราสูญเสียบุคลากรไปเท่าไหร่ตอนที่เราเปลี่ยนแพลตฟอร์มไปสู่คอมพิวเตอร์ แล้วคนที่หายไปเขาสั่งสมอะไรมามากมายแต่เขาเดินต่อไม่ได้ แล้วพวกผมก็เป็นพวกเริ่มต้นในยุคที่เป็นยุครอยต่อ ไม่มีภูมิประสบการณ์ในอดีตของยุคสมัยที่ข้ามมา โอเค เรามีอาจารย์มานพ ศรีสมพร ที่ออกแบบมานพติก้า ที่เรายังสนทนากับแกได้อยู่ แต่เรามีน้อยเกินไปหน่อย

 สันติ ลอรัชวี, กราฟิกดีไซเนอร์, ญี่ปุ่น, วงการสิ่งพิมพ์

คุณเสียดายไหมที่เราไม่มีสะพานให้คนยุคก่อนข้ามมา

เสียดาย แต่ไม่ได้เสียดายในระดับที่ต้องคิดอะไรมาก ผมแค่คิดว่า แล้วเราจะเสียอีกมั้ยล่ะ

ผมมีน้องคนหนึ่งที่เขาสนใจเรื่องประวัติศาสตร์กราฟิกแล้วก็กลับไปหางานเก่า ผมบอกว่า ดีมากเลยนะ แต่เขาก็จะบ่นว่าเขาหาอะไรไม่ค่อยได้มากนัก ผมก็จะบอกว่า เพราะคนรุ่นผมมันไม่เก็บกันไง คนรุ่นคุณเลยต้องข้ามสองต่อเพื่อไปหา ผมก็พยายามให้กำลังใจ แล้วบอกว่า ถ้ามันเหนื่อยมากก็เก็บที่มีอยู่ตอนนี้สิ เพราะว่าคนเหล่านี้ยังมีชีวิตอยู่หมดเลย แล้วก็ยังโลดแล่นอยู่ อย่างเช่น ยุคสามหน่อ ที่เป็นกราฟิกสตูดิโอยุคบุกเบิก คือตั้งแต่ยุค 2520 กว่าไล่มา คนพวกนี้ยังมีชีวิตอยู่ทั้งหมด อาจจะเลี้ยงหลานบ้าง ทำนั่นทำนี่บ้าง แต่เขาก็จะมีคลังบางอย่าง แล้วเขาก็อาจจะไม่รู้ว่ามีใครต้องการหรือเปล่า

แล้วคุณคิดว่าอะไรทำให้กราฟิกดีไซเนอร์คนหนึ่งถึงทำงานอยู่จนถึงอายุ 80 กว่าได้

จริงๆ ดีไซเนอร์ญี่ปุ่นเป็นแรงบันดาลใจผมในแง่นี้มาโดยตลอด ผมเคยคุยกับดีไซเนอร์ท่านหนึ่ง เป็นคุณพ่อของ จิโร่ เอ็นโด แกเป็นกราฟิกดีไซเนอร์ที่มีความสามารถมาก แล้วครั้งแรกที่ผมไปญี่ปุ่น ผมโชคดีที่ผมได้ไปพักที่สตูดิโอแก ที่อยู่อาโอยาม่า ผมก็ถามแกไปว่า ‘ทำยังไงครับ ที่ยังทำงานอยู่จนถึงอายุเท่านี้’

เขาก็บอกผมว่า คนญี่ปุ่น ถึงจุดหนึ่งจะทำงานเพื่อสังคม เพราะว่ายิ่งคุณอายุมากเท่าไหร่ คุณอยู่ในอาชีพหนึ่งมากเท่าไหร่ คุณยิ่งต้องการเหตุผลในการประกอบอาชีพมากขึ้น เพราะเหตุผลนั้นมันไม่ใช่เงินแล้ว เพราะฉะนั้นคุณจะยืนระยะได้ คุณต้องให้เหตุผลตัวเองให้ได้ว่า คุณจะทำมันไปทำไม คนที่เลิกคือคนที่หาเหตุผลให้ตัวเองไม่ได้แล้วว่าจะทำไปทำไม ถ้าคุณหาได้ คุณก็ทำต่อได้

ผมจำได้แม่น แล้วผมก็บอกว่า ‘ครับ ผมจะทำ ผมจะพยายามเป็นกราฟิกดีไซเนอร์ในประเทศไทยที่ทำจนตาย’ ก็คือผมจะทำจนไม่ไหว เพราะฉะนั้น การเปลี่ยนแปลงในชีวิตเราจำเป็นมาก เราต้องยืนอยู่ให้ได้ ไม่ว่าจะยืนขาเดียวหรือยืนยังไง แต่ทั้งหมดก็ถูกออกแบบมาแล้วว่าจะยืนต่อ จะไปต่อ

ผมยังบอกพวกน้องๆ อยู่เลยว่า “พวกคุณโชคดีนะ มันมีเจตจำนงบางอย่างให้คุณทำไปได้เรื่อยๆ” คือสมมติคุณเป็นนักบัญชี คุณจะทำอะไรถ้าไม่มีใครให้คุณทำ หรือมาจ้างคุณ มันมีอีกหลายอาชีพที่ผมคิดว่า มันไปสัมพันธ์อยู่กับกลไกการว่าจ้างงานแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่บางอาชีพอย่างเช่นนักออกแบบ มันเดินไปด้วยตัวมันเอง

อย่างกราฟิกดีไซเนอร์ ถ้าไม่มีคนมาจ้างงาน มันจะต่างจากนักบัญชีที่ไม่มีคนมาจ้างงานมั้ย

ผมว่าน่าจะสัก 30 ปีที่แล้วเป็นแบบนั้น แต่ว่าช่วงนี้มันคงเปลี่ยนแล้ว เพราะว่าเรารู้แล้วว่ากราฟิกมันไปรองรับกับอะไรได้บ้าง

ผมมีเรื่องเล่าเรื่องหนึ่ง วันที่ผมกลับไปเป็นอาจารย์ แล้วผมขึ้นไปบนสตูดิโออาจารย์ภาคทัศนศิลป์ ผมก็ถามอาจารย์ท่านหนึ่งว่า ‘จะแสดงงานเหรออาจารย์’ แกก็บอก ‘เปล่าๆ’ ผมก็ถามว่า ‘มีคนมาซื้อเหรอ’ แกก็บอก ‘เปล่าๆ’ ผมก็ถามว่า ‘แล้วเขียนอะไร’ แกบอกว่า ‘ผมเป็นศิลปิน ผมก็ต้องทำงานศิลปะ’

คือเขาให้คำตอบที่โคตรเรียบง่าย แต่ทำไมกูไม่เข้าใจวะ ถามไปได้ยังไงวะ แล้วผมก็บอกแกว่า ผมไม่เคยทำงานออกแบบโดยไม่มีใครมาจ้าง เวลาผมจะทำโลโก้หรือกราฟิก ผมต้องมีโจทย์ มีคนมาจ้าง แต่ผมไม่เคยนึกเลยว่า ผมเป็นนักออกแบบ ผมก็ต้องออกแบบสิวะ มันเรียบง่ายแค่นั้นเอง

นั่นคือจุดประกายที่ทำให้ผมทำนิทรรศการครั้งแรกในรั้วมหาวิทยาลัย แล้วผมเริ่มมองหาว่า จุดประสงค์ของการออกแบบมันคืออะไร เริ่มตั้งคำถาม ไม่ใช่แค่ทำตามขนบว่านายจบอันนี้มาก็ทำอาชีพนี้ ก็ไปอยู่บริษัทนี้ แต่มันเป็นคำถามที่มากกว่านั้นว่า เมื่อคุณมีทักษะนี้อยู่กับตัว จุดประสงค์มันคืออะไร กลับมาที่ตัวคุณว่าทำอะไรได้บ้าง ซึ่งผมก็ต้องขอบคุณอาจารย์คนนั้น นึกย้อนกลับไปผมรู้สึกว่าตัวเองโคตรปัญญาอ่อนเลย ไปถามอะไร คุณควรจะตกใจเมื่อเขาไม่ทำมากกว่า

สันติ ลอรัชวี, กราฟิกดีไซเนอร์, ญี่ปุ่น, วงการสิ่งพิมพ์

Writer

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

นี่คือปีที่ 32 ที่ สำราญ ภูลายยาว แบ็คโทล หรือ พี่ติ๋ว ย้ายจากประเทศไทยไปใช้ชีวิตอยู่ที่สวิตเซอร์แลนด์

หลายคนรู้จักเธอในฐานะเจ้าของเฟซบุ๊กแฟนเพจ ‘สาวกาฬสินธุ์ พลัดถี่น ไกลบ้าน’ ที่เธอจะไลฟ์ขณะทำและกินอาหาร พร้อมตอบคำถามที่คนสงสัย ทั้งเรื่องชีวิตในต่างแดน เคล็ดลับการเข้าครัว ไปจนถึงประสบการณ์ส่วนตัวที่เธอประสบพบเจอ

ปัจจุบัน เพจ ‘สาวกาฬสินธุ์ พลัดถี่น ไกลบ้าน’ มียอดผู้ติดตามอยู่ที่ 1.4 ล้านคน

ยอดผู้ชมไลฟ์ในแต่ละครั้งไม่เคยต่ำกว่า 5,000 

อย่างไรก็ดี เบื้องหลังชีวิตของเธอมีอะไรมากกว่านั้นมาก

จากวันที่ข้ามน้ำข้ามทะเลจากบ้านเกิด ถึงวันนี้ที่มีครอบครัวที่น่ารักและงานอดิเรกแสนสนุก เธอผ่านทั้งเหตุการณ์เฉียดตาย ช่วงที่ร้องไห้เพราะถูกพรากจากลูก ชีวิตที่ไม่มีเงินติดตัว กระทั่งวันที่หัวใจกลับมาพองโต

The Cloud เชื่อว่าประสบการณ์ชีวิตของสาวอีสานคนนี้จะเป็นประโยชน์แก่ผู้อ่านไม่มากก็น้อย

15 นาฬิกา เวลาประเทศไทย เราวิดีโอคอลถึงใจกลางกรุงเบิร์น ในวันเกิดของพี่ติ๋ว

รอยยิ้มอันเป็นกันเองปรากฏตรงหน้า ฉาบด้วยแสงจ้าของแดดยามเช้า พี่ติ๋วอยู่ในเสื้อเชิ้ตชีฟองสีขาว ประทับลายดอกไม้สีน้ำเงิน 

ที่ใส่เสื้อยืดสีฟ้า นั่งยิ้มร่าอยู่ติดกันคือบรูโน่ สามีของพี่ติ๋ว

“เดี๋ยวจะถามแบบเรียงตามเวลาไปนะครับ” เราเอ่ย

“พี่ติ๋วทำการบ้านมาตอบแบบเรียงเวลาเหมือนกันค่ะ” เธอตอบพร้อมชูกระดาษหนึ่งปึกเป็นหลักฐานว่าเตรียมข้อมูลประวัติชีวิตของตัวเองมาเป็นอย่างดี

และต่อไปนี้คือ 10 ตอนของละครชีวิต ที่มีพี่ติ๋วแสดงนำ

01

แก่งั่กขนาดนี้มาไลฟ์ทำไม

“ถ้าชีวิตพี่ติ๋วเป็นหนังสือหรือละคร มันคือละครที่มีทุกมุมทุกบทจริงๆ ผ่านมาถึงวันนี้ได้ต้องแกร่งมาก”

การย้ายจากไทยไปอยู่สวิตเซอร์แลนด์ ดินแดนที่หลายคนยกให้เป็นสรวงสวรรค์ มีครอบครัวที่อบอุ่น และเปิดเพจที่มีผู้ติดตามหลักล้าน ดูเป็นฉากจบของนิทานหรือละครที่หลายคนใฝ่ฝันให้เกิดกับชีวิตของตัวเอง

แต่กว่าละครจะลงเอยแบบ ‘แฮปปี้ เอนดิ้ง’ ตัวละครก็ต้องผ่านเรื่องราวยาวนาน มีช่วงที่โดดเด่น มีวันที่ดำดิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อนี่เป็นละครชีวิต

“ช่วงแรกที่ไลฟ์มีคนบุลลี่เยอะนะ สาวกาฬสินธุ์เหรอ โห แก่งั่กแล้ว มาทำอะไร”

พี่ติ๋วได้รับคำวิจารณ์แง่ลบมากมายในช่วงตั้งไข่ของเพจสาวกาฬสินธุ์ พลัดถี่น ไกลบ้าน ตอนนั้นเธอยังเป็นเพียงคนธรรมดา ไม่มีชื่อเสียง ไม่มีแฟนคลับ เธอเพียงถือโทรศัพท์ กดปุ่มไลฟ์ เล่าเรื่องสัพเพเหระขณะกินอาหารไทยที่เธอทำเอง

บทเรียน 32 ปีที่สวิตฯ ของ ติ๋ว-สำราญ ภูลายยาว สาวกาฬสินธุ์พลัดถิ่นที่คนติดตามนับล้าน

“เราเริ่มจากยอดคนดูหนึ่งคน สองคน คนไม่ชอบก็มี แต่คนที่ชอบก็ติดตามเราตั้งแต่วันแรกถึงวันนี้ ปัจจุบันมีคนติดตามล้านสี่แน่ะ”

แม้เสียกำลังใจในช่วงเริ่มต้น เธอก็ทำเพจต่อด้วยความมุ่งมั่นจนกลายเป็นขวัญใจคนใหม่ในโลกออนไลน์ การตอบคำถามแบบติดตลกแต่ตรงไปตรงมา ประกอบกับท่าทางอารมณ์ดีทำให้เธอมีแฟนคลับเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

“เราจะไม่เฟกเด็ดขาด พูดเรื่องจริงอย่างเดียว รู้อะไรมาเราก็บอก สวิตเซอร์แลนด์เป็นยังไง กฎหมาย ความเป็นอยู่ เราพอรู้ ก็อยู่มาตั้งสามสิบกว่าปี เราอาจจะไม่ได้ทำเป็นคลิปเล่าให้ฟังซะทีเดียว แต่ถ้ามีใครถาม เราก็ยินดีตอบ”

ชีวิตของเธอตอนนี้เป็นเหมือนที่ปรึกษาปัญหาในต่างแดน เธอเจอมาหลายอย่าง และพร้อมแบ่งปันทุกอย่างเท่าที่ทำได้ โดยมองว่าการพูดถึงวันที่ล้ม ไม่ใช่เรื่องน่าอายแต่อย่างใด

“การเล่าเรื่องของตัวเองในช่วงที่ต้องเจอมรสุมในประเทศที่ไม่ใช่บ้านเกิด ไม่ใช่เรื่องน่าอายเลย ทุกวันนี้น้องหลายคนก็โทรหลังไมค์มาปรึกษา พี่ติ๋วก็ช่วยเต็มที่ หลายอย่างพี่ติ๋วผ่านมาแล้ว ไม่ใช่เรื่องน่าอาย เราต้องแกร่งมากนะถึงจะผ่านมาได้ 

“ทุกวันนี้หลายคนมาแสดงความยินดีที่เรามีความสุข พี่ติ๋วก็จะเล่าตลอดว่า กว่าจะมีวันนี้ เราผ่านอะไรมาบ้าง ชีวิตของทุกคนไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เป็นไปไม่ได้ที่จะมีความสุขตลอด ต้องผ่านอะไรร้ายๆ มาก่อน ชีวิตถึงจะมีความสุข”

สาวกาฬสินธุ์เข้าใจเรื่องนี้ดี เพราะกว่าจะมีความสุขได้อย่างวันนี้ เธอผ่านความทุกข์มามากจริงๆ

บทเรียน 32 ปีที่สวิตฯ ของ ติ๋ว-สำราญ ภูลายยาว สาวกาฬสินธุ์พลัดถิ่นที่คนติดตามนับล้าน
02

พาฝรั่งเข้าหมู่บ้าน

ย้อนกลับไปเมื่อ 50 ปีก่อน เด็กหญิงสำราญ ภูลายยาว ในวัย 6 ขวบ ย้ายจากมหาสารคามมาอาศัยที่จังหวัดกาฬสินธุ์ เธอมีชีวิตติดดิน ไม่ร่ำรวย แต่มีความสุข

“พี่ติ๋วเป็นลูกครึ่ง พ่อเป็นคนกาฬสินธุ์ แม่เป็นคนมหาสารคาม ครอบครัวเราไม่ได้ร่ำรวย แต่ก็อยู่กันอบอุ่น พี่ติ๋วมีพี่น้องเจ็ดคน ก็สนุกกันแบบลูกทุ่งลูกอีสาน สอยมะม่วง ขโมยมะม่วง ยิงกิ้งก่า หาความสุขตามธรรมชาติ”

แต่ความสุขของเด็กหญิงสำราญก็อยู่ได้ไม่นานนัก เมื่ออายุย่าง 16 เธอตัดสินใจเข้าไปหางานทำที่กรุงเทพฯ ด้วยหวังอยากมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น 

เด็กหญิงทำงานส่งเงินให้ที่บ้านเป็นประจำทุกเดือน

“พี่ติ๋วมีแฟนคนแรกเป็นคนกรุงเทพฯ เรายังอายุน้อย ไม่มีวุฒิภาวะ พอสิบแปดเราก็มีลูก ตอนนั้นรู้เลยว่าตัวเองไม่สามารถเป็นเมียที่ดีของสามี หรือเป็นแม่ที่ดีของลูกได้”

พี่ติ๋วไม่มีชีวิตวัยรุ่น พ้นวัยเด็กก็ถึงวัยทำงาน ทำได้ไม่นานก็มีสามี รู้ตัวอีกทีก็เป็นแม่คนแล้ว 

เธอกลายเป็นแม่ในวันที่ยังอยากสนุกกับชีวิตให้มากกว่านี้

“พอได้เจอโลกกว้าง ได้เห็นแสงสีและคาเฟ่ เราก็รู้เลยว่า ตัวเองยังไม่อยากอยู่บ้านเลี้ยงลูก ยังอยากใช้ชีวิต อยากทำอะไรสนุกๆ พูดภาษาบ้านๆ ก็คือใจแตก ท้ายที่สุดจึงเลิกรากันไป เราเป็นฝ่ายเดินออกจากครอบครัว”

เหมือนพี่ติ๋วได้โอกาสที่ 2 ในการใช้ชีวิตวัยรุ่น ทำตามหัวใจ และมองหาความหมายของชีวิต หลังเลิกรากับแฟนคนแรก เธอออกตระเวนทำงานหลายที่ ทั้งโรงงาน ร้านอาหาร ก่อนจะได้เจอรักครั้งใหม่กับชาวต่างชาติที่สถานเริงรมย์แห่งหนึ่ง

“รู้มั้ย เจอกันคืนเดียว พี่ติ๋วตามเขาไปถึงสมุยเลย ไปอยู่เกาะสมุยกับเขาหกเดือน จนที่บ้านคิดว่าพี่ติ๋วตายไปแล้ว” สาวอีสานหัวเราะ

หลังคบหาดูใจกับหนุ่มสวิตฯ บนเกาะสวรรค์ราวครึ่งปี พี่ติ๋วก็พาเขาไปแนะนำให้ที่บ้านรู้จัก

“เราเป็นคนแรกเลยที่พาฝรั่งเข้าหมู่บ้าน คนที่นั่นไม่มีใครรู้จักฝรั่ง ทุกคนตกใจมาก เพราะว่าแฟนคนนี้จะออกแนว บ็อบ มาร์เลย์ (Bob Marley) ถักเปียทั้งหัว เหมือนฮิปปี้ ครั้งแรกที่แม่เห็น แม่ถามเราว่า ‘นี่มึงเอาตัวอะไรมาด้วย’” สาวกาฬสินธุ์เล่าไปขำไป

“เราไม่รู้เลยว่า เขาอยากพาเรามาเมืองนอก ตอนเขาขอแต่งงาน เราก็เลยตอบตกลง แต่งเสร็จกลายเป็นว่าเขาชวนมาอยู่สวิตฯ เราบอกว่ามาไม่ได้ ต้องทำงานเลี้ยงดูพ่อแม่ เขาก็เสนอว่าจะส่งเงินให้พ่อแม่เราสามร้อยฟรังก์สวิสต่อเดือน บวกลบคูณหารแล้วมากกว่าที่พี่ติ๋วหาได้อีก สุดท้ายจึงตอบตกลง ถ้าเธอสัญญาจะให้เงินพ่อแม่ฉัน ฉันไปกับเธอก็ได้” 

สาวกาฬสินธุ์ที่กำลังจะอายุครบ 24 ใน ค.ศ. 1989 จึงพลัดถิ่นตั้งแต่วันนั้น

บทเรียน 32 ปีที่สวิตฯ ของ ติ๋ว-สำราญ ภูลายยาว สาวกาฬสินธุ์พลัดถิ่นที่คนติดตามนับล้าน
บทเรียน 32 ปีที่สวิตฯ ของ ติ๋ว-สำราญ ภูลายยาว สาวกาฬสินธุ์พลัดถิ่นที่คนติดตามนับล้าน
03

เดินเรื่องหย่า พาลูกหนี

พี่ติ๋วตีตั๋วไปสวิตเซอร์แลนด์โดยแทบไม่รู้อะไรเกี่ยวกับประเทศนี้เลย ไม่มีเพื่อน ไม่รู้ภาษา เรียกได้ว่าเริ่มต้นจากศูนย์

“เราไม่มีเพื่อน ช่วงสามสี่เดือนแรกนี่เหงามากเลยนะ ยุคนั้นไม่มีอินเทอร์เน็ตด้วย ทุกอย่างต่างจากเมืองไทยมาก ตอนมาถึงใหม่ๆ ก็ตกใจ สามทุ่มแล้วฟ้ายังไม่มืด เราไม่เคยรู้ว่าหน้าร้อนของยุโรปเป็นแบบนี้ รู้สึกตื่นเต้นเหมือนกัน” พี่ติ๋วเงียบไปครู่หนึ่ง 

“แต่ที่ตื่นเต้นกว่าคือการอยู่กับสามี พอไปถึงเรามีลูกด้วยกันคนหนึ่ง ชื่อนาตาช่า เราตื่นเต้นเพราะทะเลาะกับสามีทุกวัน เขาดื่มแอลกอฮอล์หนักมาก พอทะเลาะมากเข้า เราก็เริ่มกังวล”

พี่ติ๋วเล่าต่อว่า อันที่จริงเธอก็พอรู้ว่าสามีชาวสวิตฯ เป็นพวกชอบดื่ม อยู่กลุ่มสายเขียว แต่เข้าใจว่าคงดื่มเพื่อความสุขเป็นครั้งคราว พอมาถึงสวิตเซอร์แลนด์ จึงได้รู้ความจริงว่าเขาติดเหล้าหนักมาก 

“ตกเย็นเขาจะหาเรื่องเราทุกวัน หนักสุดคือเขาดึงผมพี่ติ๋ว แล้วเอามีดทำครัวมาจี้คอ เหมือนจะปาดคออยู่แล้ว ครั้งนั้นคือตกใจมากที่สุดในชีวิต รู้เลยว่าถ้าอยู่ที่นั่นต่อ เรากับลูกก็คงไม่ปลอดภัย 

“เรารู้จักกับพี่สาวคนหนึ่ง เขาเห็นชีวิตเราแล้วสงสารก็เลยอาสาพาหนี วันรุ่งขึ้นพี่ติ๋วเก็บสิ่งของที่จำเป็นแล้วไปเลย หนีไปอยู่กับพี่สาวคนนั้นที่บาเซิล (Basel) ระหว่างนั้นก็เดินเรื่องหย่า นาตาช่าเพิ่งอายุได้เก้าเดือนเอง”

ชีวิตการมีสามีเป็นชาวต่างชาติไม่ได้สวยหรูดั่งภาพวาดที่เธอจินตนาการไว้ หลังผ่านวินาทีเฉียดตาย เธอติดต่อทนาย ตรวจสุขภาพ และเตรียมเอกสารให้พร้อมสำหรับการหย่า 

สาววัย 25 ต่อสู้ชีวิต และต้องดูแลอีกหนึ่งชีวิตที่ยังไม่ครบขวบ

“ทุกอย่างตอนนั้นแย่มากจริงๆ ตอนพาลูกหนีมีเงินแค่ร้อยฟรังก์สวิสติดตัว แต่เราก็สู้จนผ่านมาได้ ความจริงทุกคนที่ไทยก็ชวนให้กลับไปอยู่บ้าน แต่ไม่รู้คิดยังไงเราถึงไม่อยากกลับ หนึ่งน่าจะเพราะนาตาช่า เราอยากหย่า แต่ก็คิดว่าพ่อลูกควรได้เจอกันบ้าง และสองคือเราไม่มีตังค์ด้วย”

บทเรียน 32 ปีที่สวิตฯ ของ ติ๋ว-สำราญ ภูลายยาว สาวกาฬสินธุ์พลัดถิ่นที่คนติดตามนับล้าน
04

สิ่งที่เงินซื้อไม่ได้

ระหว่างรอกระบวนการทางกฎหมาย ความท้าทายของพี่ติ๋วคือการหางาน เมื่อภาษายังไม่คล่องแคล่ว ก็เหลืองานไม่กี่แนวที่เธอสามารถทำได้

“ไม่ต้องถามหรอกว่างานอะไร รู้กันอยู่ ภาษาไม่มี จะทำอะไรได้ แต่พี่ติ๋วโชคดีอย่างหนึ่งคือเวลาต้องทำงานไม่ดี จะมีคนช่วยดึงออกมาตลอด อย่างตอนทำงานอยู่กรุงเทพฯ แค่สองเดือนก็เจอพ่อนาตาช่า ครั้งนี้ก็เหมือนกัน ทำงานไม่นานก็ได้รู้จักกับแฟนคนอิตาลี รู้จักกันวันเดียว เขาก็ชวนเราไปอยู่ด้วย” 

สาวกาฬสินธุ์รีบเก็บเสื้อผ้าใส่ถุงขยะพลาสติกแล้วย้ายไปอยู่กับคนอิตาลี หนุ่มคนนี้เกิดและโตที่สวิตฯ ประกอบกิจการร้านอาหารกึ่งบาร์ พี่ติ๋วจึงได้งัดวิชาทำอาหารที่เคยฝึกปรือตอนอยู่เมืองไทยออกมาใช้อีกครั้ง

“เราพอรู้เรื่องอาหารอยู่แล้ว เลยช่วยเสนอเขาว่าทำเมนูนี้ดีมั้ย เมนูนั้นก็น่าลองนะ เขาก็เชื่อเรา เมื่อก่อนเราสวย หุ่นดี แฟนคนนี้เด็กกว่าพี่ติ๋วตั้งสิบปีแน่ะ” เล่าถึงตรงนี้ ทั้งพี่ติ๋วและบรูโน่ที่นั่งอยู่ข้างๆ ก็หัวเราะออกมา

“พี่ติ๋วมีแฟนอายุน้อยทุกคนเลย ไม่รู้เพราะอะไร เหมือนเราดึงดูดคนอายุน้อย วัยกลางคนไม่มีมาจีบนะ ก็บอกเพื่อนเหมือนกันว่าอยากได้ผัวแก่ๆ บ้าง แต่ก็ไม่ได้ เราไม่ได้เป็นคนเลือก อันนี้เรื่องจริง นี่ไง เด็กหลอกพี่ติ๋วนะ ไม่ใช่พี่ติ๋วหลอกมัน” สาวในเสื้อเชิ้ตชีฟองแขนยาวพูดพลางอมยิ้ม

การได้เจอหนุ่มคนนี้เหมือนจะทำให้พี่ติ๋วได้สร้างความทรงจำดีๆ ในต่างแดนเป็นครั้งแรก นอกจากตัวพี่ติ๋วจะมีความสุขกับการทำงาน ลูกน้อยอย่างนาตาช่าก็ได้รับความรักอันอบอุ่นจากพ่อแม่ของแฟนชาวอิตาลีที่มาทำงานที่สวิตฯ ร่วม 40 ปีแล้ว พวกเขาเอาใจใส่และหวังดีกับลูกสาวเธอเหมือนเป็นหลานแท้ๆ ของตัวเอง 

“อยู่กับเขาห้าหกปี มีความสุขมากๆ มีแฟนที่ดี ดูแลและซัพพอร์ตเรา พ่อแม่เขาก็ช่วยเลี้ยงลูก รู้สึกว่าชีวิตมาถูกทางแล้ว แต่จริงๆ ไม่ใช่”

พ่อของแฟนสาวกาฬสินธุ์เสียชีวิตด้วยโรคหัวใจ ความสัมพันธ์ในครอบครัวจึงถึงจุดเปลี่ยน แม่ของแฟนต้องย้ายมาอยู่ด้วยกันที่บ้าน ที่พักอาศัยที่ครั้งหนึ่งเคยสนิทสนมกลมเกลียวเริ่มมีเหตุทะเลาะเบาะแว้ง

“พี่ติ๋วกับแฟนไม่ได้ทะเลาะกันนะ แต่แม่เขาเข้ามายุ่งมากเกินไป เขาจะคอยบอกตลอดว่า ลูกเขาไม่ชอบอย่างนี้ ต้องทำแบบนี้ กลายเป็นว่าเราทำอะไรก็ไม่ถูกใจสักอย่าง ก็เลยทะเลาะกัน เราเข้าใจเขานะ เขารักลูกชายมาก และเพิ่งเสียสามีไปด้วย” 

เมื่อลองปรับความเข้าใจแล้วไม่เป็นผล การให้แม่ย้ายกลับไปอยู่บ้านเกิดที่อิตาลีก็ไม่ใช่ทางออกที่เป็นไปได้ สุดท้ายพี่ติ๋วและลูกจึงตัดสินใจก้าวออกมา

เธอบอกแฟนชาวอิตาลีก่อนย้ายออกจากบ้านว่า “เมียน่ะ มีเงินอาจจะซื้อได้ แต่แม่น่ะ มีเงินก็ซื้อไม่ได้”

05

อย่าหวังว่าจะได้อยู่กับลูก

ระหว่างที่อาศัยอยู่กับแฟนชาวอิตาลี เหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นกับพี่ติ๋ว คือการชนะคดีได้สิทธิ์เลี้ยงดูบุตร

ช่วงที่นาตาช่าอายุได้ 5 ขวบ ศาลมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ผู้เป็นพ่อเลี้ยงดูนาตาช่า เพราะมีปัญหาติดสุราเรื้อรัง อีกทั้งหากต้องการพบลูกก็จำเป็นต้องมีบุคคลที่ 3 อยู่ด้วย 

“พอเราเป็นฝ่ายชนะในศาล ยังจำได้เลย เขาบอกพี่ติ๋วว่า อย่าหวังว่าฉันจะให้เงินเธอ อย่าหวังว่าเธอจะได้อยู่กับลูก เขาพูดแบบนั้น แต่เราก็ไม่เคยระแคะระคาย ไม่ได้คิดว่าเขาจะหาโอกาสเอาลูกเราไปจริงๆ เป็นใครก็คงคิดว่าเขาพูดไปเพราะโกรธ เขาจะทำอะไรได้ ทั้งติดเหล้า ติดยา ไม่คิดเลยว่าผ่านมาสองปี เขายังมีความคิดที่จะพรากลูกไปจากเรา”

เหตุไม่คาดฝันเกิดขึ้นตอนนาตาช่าอายุได้ 7 ขวบ ตอนนั้นพี่ติ๋วย้ายออกมาอยู่กับลูกในบ้านที่รัฐบาลสวิตเซอร์แลนด์ช่วยจัดสรร ผู้เป็นพ่อขอพาลูกไปค้างที่บ้านหนึ่งคืน พี่ติ๋วที่ไม่เคยกีดกันความสัมพันธ์พ่อลูก ก็ตกปากรับคำโดยไม่ได้เอะใจอะไร

“พี่ติ๋วเป็นคนเอาลูกไปส่งด้วยนะ พกหนังสือเรียนไปด้วย ก็นัดแนะกับเขาว่า พรุ่งนี้ลูกต้องไปโรงเรียน อย่าลืมไปส่ง เขาก็รับปาก ปรากฏว่าเช้ามาครูที่โรงเรียนโทรมาถามว่า ทำไมเด็กไม่ไปโรงเรียน”

เวลานั้นพี่ติ๋วนึกคำพูดที่อดีตสามีเคยกล่าวไว้ออกทันที เธอรีบวิ่งระยะทางกว่าหนึ่งกิโลเมตรตรงไปยังบ้านของพ่อนาตาช่า

พี่ติ๋วในสภาวะตระหนกตกใจ เห็นลูกร้องไห้อยู่ริมหน้าต่าง เธอใช้กำปั้นทุบประตูครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ก็ไม่มีคนเปิดประตูให้

“พี่ติ๋วโทรหาแฟนเก่าคนอิตาลี แม่เขาก็มาช่วยด้วยอีกแรง เขาเลี้ยงนาตาช่ามา ก็คงรักหลานอยู่ไม่น้อย มีเพื่อนคนไทยอีกสองคนมาช่วยด้วย”

ไม่นานก็มีโทรศัพท์ติดต่อมาบอกว่า พ่อพาเด็กมาส่งไว้ที่อำเภอ ทุกคนจึงมุ่งหน้าไปที่นั่น

“เขาใส่ร้ายพี่ติ๋วสารพัด บอกว่าพี่ติ๋วเล่นยาต่อหน้าลูก มีเซ็กส์ต่อหน้าลูก เอายานอนหลับให้ลูกกินเพื่อที่จะได้ไปเที่ยว มันไม่ใช่เรื่องจริง เพื่อนพี่ติ๋วเป็นพยานได้ ทุกคนช่วยยืนยันความบริสุทธิ์ แต่เหมือนเจ้าหน้าที่จะไม่ชอบคนต่างชาติ พอเห็นหน้าเราปุ๊บ เขาจะเอาแต่ถามว่า ไม่กลับเมืองไทยเหรอ ไม่คิดจะกลับเหรอ”

แม้จะไม่รู้ภาษา เธอก็พยายามทำทุกขั้นตอนเผื่อว่าเจ้าหน้าที่จะเห็นใจ อย่างไรก็ดี มันไม่เป็นผล สุดท้ายแม่ก็ไม่ได้ลูกสาวกลับมา นาตาช่าต้องอยู่ที่สถานรับเลี้ยงเด็กนานถึง 7 ปี

“เราท้อมาก เหมือนตกนรก ถ้าไม่แกร่งจริงอาจจะติดเหล้าหรือเป็นโรคซึมเศร้าไปแล้ว ตอนนั้นก็คิดอยากฆ่าตัวตายเหมือนกัน โชคดีบ้านที่นี่ไม่มีขื่อให้แขวนคอ จะซื้อยานอนหลับก็ไม่ได้ เพราะที่นี่ไม่ให้ซื้อถ้าไม่มีใบสั่งจากแพทย์ ทางเลือกสุดท้ายคือต้องปาดคอหรือกรีดข้อมือตัวเอง แต่พี่ติ๋วกลัววิธีพวกนี้ ไม่กล้าทำ”

เธอพยายามอย่างถึงที่สุดเพื่อเอาตัวเองออกจากจุดที่ทุกข์ทรมาน สาวอีสานทำทุกอย่างที่ช่วยให้มีรอยยิ้มไหลผ่านเข้ามาในชีวิต คนไทยไปที่ไหน เธอจะตามไปที่นั่น เพื่ออย่างน้อยจะได้ลืมเรื่องเศร้า

06

เทพบุตรซาตาน

อย่างที่กล่าวไปตอนต้น ละครชีวิตกว่าจะมีตอนจบที่สุขล้น ย่อมต้องผ่านจุดที่สุดเศร้า และเรื่องราวเลวร้ายที่พี่ติ๋วต้องเจอก็ยังไม่จบ

หลังแยกทางกับแฟนอิตาลี พี่ติ๋วก็คิดว่าถึงเวลาเสียทีที่เธอจะต้องมีบ้านเป็นของตัวเอง

สวัสดิการของสวิตเซอร์แลนด์ดีแสนดีสมฉายาสวรรค์แห่งยุโรป ทั้งช่วยเหลือด้านการเงิน ทำประกันชีวิต และจัดหาที่อยู่อาศัย

“สวัสดิการที่นี่ดีมาก เขาให้เดือนละพันแปดร้อยฟรังก์สวิสสำหรับเรากับลูก เราจึงเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวเต็มตัวตั้งแต่ตอนนั้น”

โชคชะตาพาคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวมาพบกับหนุ่มรูปงาม ที่ภายหลังพี่ติ๋วนิยามว่า เขาคือซาตานในคราบเทพบุตร

หลังคบหาดูใจกันได้พักใหญ่ ข่าวร้ายจากเมืองไทยก็มาถึงหู

“พ่อโทรมาบอกว่าแม่เสียแล้วนะ พี่ติ๋วไม่พร้อมเลย ไม่มีเงินกลับบ้าน ตอนนั้นเราออกมาทำงานเอง ไม่ได้รับเงินหลวงแล้ว ก็ทำร้านอาหารบ้าง สวนสัตว์บ้าง มีเงินเก็บไม่เยอะ 

“แฟนไม่ช่วยเรื่องค่าใช้จ่ายแม้แต่บาทเดียว คนที่ช่วยพี่ติ๋วคือเพื่อนๆ ทั้งคนไทยและคนสวิตฯ น้องคนหนึ่งบอกว่า เธอไปดูตั๋วเลย เดี๋ยวฉันจ่ายให้ พี่สาวที่ช่วยเรามาตลอดก็ไปบอกคนไทยในบาเซิลว่า แม่ติ๋วเสียนะ ใครอยากร่วมทำบุญบ้าง กลายเป็นว่าเรามีเงินกลับเมืองไทยเยอะมาก จากที่ไม่มีเงินติดตัวเลยแม้แต่บาทเดียว รู้สึกตัวเองเป็นคนมีบุญ ไม่ว่าจะทำอะไรก็มีคนช่วยเหลืออยู่ตลอด”

บางทีสิ่งที่ช่วยเธออาจไม่ใช่แต้มบุญ แต่เป็นความจริงใจที่เธอมีให้พวกพ้องเสมอมา แต่ก็ด้วยความจริงใจนี้เองที่ทำให้เธอถูกเอารัดเอาเปรียบในหลายครั้ง

พี่ติ๋วกลับไทยเพื่อมาร่วมงานศพแม่ผู้ล่วงลับ แฟนที่พี่ติ๋วเรียกว่าเทพบุตรซาตาน ไม่มีโทรมาถามสารทุกข์สุกดิบแม้แต่สายเดียว

“สุดท้ายเราก็เลยโทรไป ตอนนั้นค่าโทรไปต่างประเทศแพงมาก นาทีหนึ่งยี่สิบกว่าบาท โทรไปปุ๊บ เขาพูดว่า โอ้ เธอโทรมาก็ดีแล้ว ขอให้เที่ยวให้สนุกนะ ไม่ต้องห่วงทางนี้ ฉันคืนบ้านเรียบร้อยแล้ว เราเลิกกันเถอะ”

หญิงสาวที่เพิ่งสูญเสียแม่เต็มไปด้วยความสับสนปนเศร้า ชายคนนี้บอกเลิกเธอทางโทรศัพท์ ส่งบ้านที่สวิตเซอร์แลนด์คืนให้รัฐโดยไม่ปรึกษา ทั้งยังหอบเงินมัดจำค่าบ้านที่พี่ติ๋วเป็นคนจ่ายไปด้วย 

“ปัญหาคือเขาเอาเงินมัดจำเราไปตั้งเกือบหกพันฟรังก์สวิสไม่คืนให้เราสักสลึงเดียว เขาอ้างว่า ในบ้านมีของพังเยอะมาก สีลอกมั่ง อะไรมั่ง เขาต้องจ่ายค่าซ่อมบ้านเกินค่ามัดจำอีก ตอนนั้นเราทำอะไรไม่ถูก ก็คิดว่า เออ ช่างมันเถอะ”

สาวกาฬสินธุ์บินกลับสวิตเซอร์แลนด์ทั้งน้ำตา ขามาร้องไห้ที่เสียแม่ ขากลับร้องไห้เพราะโดนแฟนบอกเลิก

“ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับชีวิต เหมือนเป็นคนใจสลาย เราสัญญากับตัวเองทันทีว่า ต่อไปนี้ผู้ชายจะเป็นเหมือนถุงเท้า คือใช้แล้วทิ้ง ใส่แล้วถอด หลังจากนี้จะไม่ให้ใจใครเด็ดขาด ถ้าจะคบจริงจังก็ต้องเป็นคนที่ดูแลและรักเราจริง จะไม่คบแบบกะโหลกกะลาอีกแล้ว”

07

ลองเปิดใจสักตั้ง

อีกครั้งและอีกครั้งที่สาวอีสานยังลุกขึ้นสู้ เธอเริ่มต้นชีวิตใหม่โดยย้ายไปอยู่ธูน (Thun) เมืองติดทะเลสาบของสวิตเซอร์แลนด์ 

พี่ติ๋วรู้จักกับรุ่นพี่ที่เป็นเจ้าของสถานเริงรมย์ที่นั่น ก่อนจะตัดสินใจเซ้งร้าน จนได้กลายเป็นเจ้าของกิจการครั้งแรกในชีวิต

“ช่วงนั้นถ้ารู้จักเก็บตังค์ พี่ติ๋วคงรวยไปแล้ว แต่ก็นะ เงินที่ได้มาง่าย มันก็ไปง่ายเหมือนกัน”

สาวกาฬสินธุ์ดูแลกิจการของเธอเป็นอย่างดี กระทั่งได้รู้จักหนุ่มรุ่นน้องคนหนึ่งที่มีท่าทีอยากจริงจังกับเธอ ชายคนนี้คือบรูโน่

ทั้งคู่รู้จักกันในเดือนตุลาคม ค.ศ. 1999 และได้ไปดื่มแชมเปญฉลองสหัสวรรษใหม่ด้วยกันอย่างชื่นมื่น

“เริ่มไปมาหาสู่กัน แต่ยังไม่ได้เป็นแฟน เป็นแค่คู่หู (หัวเราะ) บรูโน่ก็คงไม่ได้คิดว่าเราเป็นแฟนหรอก เราเองก็ไม่กล้าคิด เพราะแก่กว่าเขาตั้งสิบสองปี”

ละครชีวิตของ ‘สำราญ ภูลายยาว’ สาวกาฬสินธุ์ พลัดถิ่น ไกลบ้าน สาวไทยในสวิตตเซอร์แลนด์ จากวิกฤตเฉียดตาย ถึงวันที่ทำเพจกินข้าวให้คนดู

ณ ตอนนั้น ทางฝั่งบรูโน่ก็ยังไม่ตกลงปลงใจว่าอยากให้พี่ติ๋วเป็นแม่ของลูก เขายังคงเที่ยวเล่น เรียนรู้ และเลือกคบผู้หญิงตามประสาวัยรุ่น

“พ่อบรูโน่สอนมาว่า ก่อนจะซื้อรถก็ต้องลองก่อนว่าคันไหนขับดี ก่อนจะเลือกใครเป็นแม่ของลูกก็ต้องลองคบและศึกษาก่อนเหมือนกัน” หนุ่มสวิตฯ เอ่ยขึ้นเป็นภาษาไทย แม้จะผิดเพี้ยนบ้าง แต่นับว่าชัดเจนมากแล้วสำหรับชาวต่างชาติ

“แหม เปรียบเป็นรถเลยนะ” พี่ติ๋วสวน 

“ให้ยูเป็นเฟอร์รารี่เลย”

เมื่อศึกษากันได้พักใหญ่ ความตั้งใจที่จะคบผู้ชายเหมือนใส่ถุงเท้าก็เริ่มเปลี่ยน และคนที่เปลี่ยนความตั้งใจนี้ได้ก็คือเด็กหนุ่มที่เด็กกว่าพี่ติ๋วเกินสิบปี

ละครชีวิตของ ‘สำราญ ภูลายยาว’ สาวกาฬสินธุ์ พลัดถิ่น ไกลบ้าน สาวไทยในสวิตตเซอร์แลนด์ จากวิกฤตเฉียดตาย ถึงวันที่ทำเพจกินข้าวให้คนดู

“ตอนนั้นร้านที่เราเป็นเจ้าของเจอวิกฤต กฎหมายสวิตเซอร์แลนด์เข้มงวดมากขึ้น เราเริ่มขาดทุน กลุ้มใจจนเริ่มล้มป่วย คนเดียวที่คอยซื้อข้าวซื้อน้ำให้เราก็คือผู้ชายคนนี้ ความจริงทุกคนก็รู้ว่าเราป่วย แต่ไม่มีใครว่างมาช่วย มีแค่บรูโน่ที่แม้จะอยู่เบิร์น แต่ก็ยอมขับรถมาดูแลเรา เขาพร้อมอยู่กับเรา แม้ในวันที่เราไม่เหลืออะไรเลย”

และแล้วฉากโรแมนติกในละครชีวิตก็มาถึง ชายหนุ่มขอหญิงสาวเป็นแฟน 

“เขาว่า ถ้าอยากจะเป็นแฟนก็ต้องออกจากจุดนี้แล้วไปใช้ชีวิตธรรมดากับเขา ให้เวลาคิดหนึ่งคืน ดูมันให้เวลาคิดเยอะมาก” พี่ติ๋วหันหน้าไปทางสามี พร้อมทำเสียงประชดประชัน

ค่ำคืนแห่งการตัดสินใจ เธอคิดไปมาหลายตลบ เพื่อนฝูงทุกคนลงความเห็นว่าฝรั่งคนนี้ ก็คงเป็นอีกคนที่เข้ามาหลอกเธอ

“ไม่มีหรอกเด็กอายุเท่านี้ที่จะมารับเลี้ยงเรา มันไม่ได้รักหรอก มันแค่หลง เดี๋ยวสี่ห้าปีมันก็ทิ้งมึง” เพื่อนพี่ติ๋วว่า

อย่างไรก็ดี เช้าวันรุ่งขึ้น พี่ติ๋วกระทำการตรงข้ามกับทุกสิ่งที่ผองเพื่อนเตือนเธอ 

“เอาวะ ลองสักตั้ง” เธอบอกตัวเองเช่นนั้น พร้อมเลือกเส้นทางสร้างครอบครัวอีกครั้ง เพราะมองว่าชีวิตนี้ไม่มีอะไรจะเสียอยู่แล้ว เจอคนไม่ดีมาก็มาก เจออีกคนจะเป็นไรไป

“เรารู้นะว่าตัวเองไม่ค่อยเหมือนผู้หญิงไทยส่วนใหญ่ อาจจะเพราะเราอยู่เมืองฝรั่งด้วย ก็เลยลองคบกับคนนั้นคนนี้ โดยไม่ได้มองว่าเป็นเรื่องน่าเกลียด ถ้าเรายังไม่แต่งงาน ยังไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่กับใคร เราก็ลองได้ ชีวิตเป็นของเรา และชีวิตคือการทดลอง เราควรหาสิ่งที่ดีที่สุดให้กับตัวเอง พี่ติ๋วถึงได้มาเจอบรูโน่ไง 

“เราก็ไม่รู้หรอกว่าอนาคตจะเป็นยังไง อะไรจะเกิดขึ้น แต่พี่ติ๋วเชื่อเรื่องการลอง อาจจะดูใจกล้าเกินไปสำหรับผู้หญิงไทยล่ะมั้ง” พี่ติ๋วพูดยิ้มๆ

ละครชีวิตของ ‘สำราญ ภูลายยาว’ สาวกาฬสินธุ์ พลัดถิ่น ไกลบ้าน สาวไทยในสวิตตเซอร์แลนด์ จากวิกฤตเฉียดตาย ถึงวันที่ทำเพจกินข้าวให้คนดู
08

พาลูกกลับบ้าน

เป็นเวลากว่า 7 ปีที่นาตาช่าต้องอยู่ในสถานดูแลของรัฐ การได้พบบรูโน่ทำให้ผู้เป็นแม่กลับมามีความหวังที่จะได้ลูกคืนมาอีกครั้ง

“ปัญหาคือแต่ก่อน เราอ่านจดหมายที่ทางการส่งมาไม่ออก ไม่มีคนช่วย พอมีบรูโน่ช่วยอ่าน ช่วยแปลอย่างจริงจัง เราก็เดินเรื่องได้ดีขึ้น คราวนี้เจ้าหน้าที่ก็ช่วยเรา 

“ความจริงนาตาช่าต้องอยู่บ้านหลวงจนถึงอายุสิบแปด แต่บรูโน่ช่วยให้เธอได้กลับมาอยู่กับพี่ติ๋วตอนอายุสิบสี่” พี่ติ๋วย้อนถึงความพยายามในการพาลูกกลับบ้าน

“มันยากมากจริงๆ เธอคุยกับตำรวจหรือเจ้าหน้าที่ไม่เข้าใจ สมัยนั้นอุปกรณ์แปลภาษาก็ไม่ดี ผมก็เข้ามาช่วยเธอตรงนี้ เธอมีสิทธิ์ความเป็นแม่เต็มที่อยู่แล้ว สุดท้ายก็เลยได้ลูกกลับมา” บรูโน่เล่าเสริม

หลังนาตาช่ากลับมาอยู่บ้านได้ไม่นาน พี่ติ๋วก็ตั้งท้องอีกครั้งในวัย 40 ด้วยความมั่นใจว่า ทั้งเธอและสามีพร้อมจะดูแลลูกน้อยคนนี้อย่างอบอุ่น

แต่อีกคนที่ต้องการการดูแลไม่แพ้กันคือนาตาช่าที่กำลังจะมีน้องสาว การห่างหายจากแม่ไป 7 ปีต้องอาศัยระยะเวลาในการปรับตัว

 “วันแรกที่กลับมา นาตาช่าเป็นเด็กวัยรุ่นในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ เล่นสเก็ตบอร์ด เจาะตรงโน้นตรงนี้เต็มไปหมด มีเกเรตามประสา ไปเรียนได้ปีหนึ่งก็ขอดร็อปไม่เรียนต่อ”

บทเรียนสำคัญที่พี่ติ๋วสอนลูกทั้งสองอยู่เสมอคือ ‘ลองได้ แต่ต้องรู้ตัวเอง’

“เราให้คำแนะนำเขาในเรื่องการใช้ชีวิตอยู่ตลอด อย่างเรื่องเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พี่ติ๋วจะบอกเขาว่า ดูแม่ แม่ลองมาทุกอย่าง โลกนี้ไม่มีใครเพอร์เฟกต์ เราลองได้ แต่อย่ามากเกินไป ต้องรู้ตัวเอง”

การเลี้ยงดูอย่างเข้าใจที่พี่ติ๋วให้คำจำกัดความว่า ‘เลี้ยงลูกแบบเพื่อน’ ทำให้นาตาช่าและนาตาลีที่ยังเล็ก กล้าเปิดใจกับพ่อแม่ ไม่ว่ามีปัญหาอะไร ทั้งคู่จะเล่าให้เธอและบรูโน่ฟังอย่างตรงไปตรงมา

“เราคิดว่าตัวเองเป็นแม่ที่ทันสมัยนะ คุยกับลูกแบบเพื่อน เราจะไม่ทำแบบ ‘กูเป็นแม่มึง มึงต้องฟังกู’ แต่จะแนะนำแบบเพื่อนคุยกัน แชร์กัน ไม่มีการบังคับ เขาอยากทำอะไร เรากับบรูโน่สนับสนุนตลอด เพื่อนก็ต้องสนับสนุนเพื่อนเนอะ”

และก็อาจเป็นเพราะการเลี้ยงดูแบบเพื่อนถึงเพื่อนนี่เอง ที่ทำให้นาตาช่าผู้เคยคิดจะเลิกเรียน กลับมาตั้งใจศึกษาต่อและกลายเป็นพยาบาลในที่สุด

ละครชีวิตของ ‘สำราญ ภูลายยาว’ สาวกาฬสินธุ์ พลัดถิ่น ไกลบ้าน สาวไทยในสวิตตเซอร์แลนด์ จากวิกฤตเฉียดตาย ถึงวันที่ทำเพจกินข้าวให้คนดู

“วันที่เขารับประกาศนียบัตรในหอประชุม พี่ติ๋วดีใจมาก ไม่อยากจะเชื่อ ลูกสาวจบพยาบาลได้ไง จากเด็กเกเร แทบไม่เข้าเรียน กลายเป็นเด็กตั้งใจ โชคดีที่เขาหาตัวเองเจอตอนยังไม่สาย ชีวิตเขาก็ล้มลุกคลุกคลานมาคล้ายๆ กับเรา”

ถึงตรงนี้คงกล่าวได้ว่า ตั้งแต่ได้พบกับชายที่ชื่อบรูโน่ ชีวิตของพี่ติ๋วก็ดีขึ้นในทุกๆ ด้าน เข้าใกล้ตอนจบของละครชีวิตเรื่องนี้

“ชีวิตดีขึ้นทุกอย่าง เสียอย่างเดียว บรูโน่ชอบบ่นว่าเมียปากหมา” ทั้งคู่หัวเราะ

09

กินไป ไลฟ์ไป

ชีวิตครอบครัวกำลังไปได้สวย เช่นเดียวกับงานอดิเรกที่กำลังงอกงาม เราถามพี่ติ๋วถึงจุดเริ่มต้นของเพจสาวกาฬสินธุ์ พลัดถี่น ไกลบ้าน

“เมื่อก่อนพี่ติ๋วทำกับข้าวเลี้ยงเพื่อนฝูงอาทิตย์ละสองสามวัน เล็บพี่ติ๋วไม่เคยยาว เราทำกับข้าว เตรียมเอง ล้างเอง เพื่อนมาถึง อาหารจะพร้อมแล้ว มื้อหนึ่งเราหมดไปหลายร้อย ในขณะที่เพื่อนพกของแบรนด์เนมแล้วมาเล่าสู่กันฟังว่าเพิ่งได้กระเป๋าใบใหม่

“ผู้หญิงเนอะ เวลาอวดกันปุ๊บ คนที่ซวยคือผัว หลายคนพูดว่าสงสารบรูโน่ ทำงานงกๆ แต่เมียเอาเงินไปเลี้ยงคนอื่น มีรุ่นน้องถามว่า เราทำไปทำไม ก็เลยกลับมานั่งคิด นอกจากเสียเงินซื้อวัตถุดิบแล้ว ยังต้องมาทะเลาะกับผัวอีก เลยบอกบรูโน่ว่าจะเลิกแล้ว ไม่ทำตัวแบบเดิมแล้ว”

แต่ด้วยความเป็นคนก้นครัว รักการปรุงอาหาร และชอบการสังสรรค์ เมื่อไม่ได้ชวนเพื่อนมาปาร์ตี้ที่บ้าน พี่ติ๋วจึงลองไลฟ์ในเฟซบุ๊ก ทำกับข้าวเสร็จก็มานั่งกินพร้อมกับตอบคอมเมนต์ ทำไปได้สักพักก็พบว่านี่คือความสุขรูปแบบใหม่ของเธอ

ตอนนั้นเองที่บรูโน่ สามีนักซัพพอร์ตชักชวนให้เปิดเพจอย่างจริงจัง โดยจะเป็นเพจว่าด้วยการพาทำกับข้าว ไลฟ์พูดคุยและกินอาหาร ปิดท้ายด้วยการพาเที่ยวสวิตเซอร์แลนด์

“นั่งคิดกันว่าชื่อเพจอะไรดี ก็เห็นว่าเรามาจากกาฬสินธุ์นี่หว่า ใช้เป็นสาวกาฬสินธุ์ พลัดถี่น ไกลบ้าน แล้วกัน เรียกสั้นๆ ว่าสาวกาฬสินธุ์ ภาษาอังกฤษก็ Kalasingirl”

ละครชีวิตของ ‘สำราญ ภูลายยาว’ สาวกาฬสินธุ์ พลัดถิ่น ไกลบ้าน สาวไทยในสวิตตเซอร์แลนด์ จากวิกฤตเฉียดตาย ถึงวันที่ทำเพจกินข้าวให้คนดู
ละครชีวิตของ ‘สำราญ ภูลายยาว’ สาวกาฬสินธุ์ พลัดถิ่น ไกลบ้าน สาวไทยในสวิตตเซอร์แลนด์ จากวิกฤตเฉียดตาย ถึงวันที่ทำเพจกินข้าวให้คนดู

ภายในระยะเวลาไม่ถึง 5 ปี แฟนคลับที่มีก็เพิ่มจากหลักร้อยเป็นหลักล้าน

“ดีใจมากเลย คนที่ติดตามเรา เขามาด้วยใจแท้ๆ เราไม่ได้โปรโมตหรือยิงโฆษณาอะไร เพราะเราคิดว่าการมียอดผู้ติดตามเยอะๆ แต่ตอนไลฟ์ไม่มีคนดูก็ไม่น่าดีใจ เราอยากมีแฟนคลับที่ติดตามเพราะชอบเราจริงๆ เข้ามาคุยกัน เหมือนเป็นการเอาชีวิตต่างแดนของเรามาเผยแพร่ให้เพื่อนฟัง”

แฟนคลับที่ติดตามการไลฟ์ไกลบ้านของพี่ติ๋วต้องคอยลุ้นอยู่เสมอว่า เมนูที่จะได้เจอในวันนี้คืออะไร เพราะพี่ติ๋วประกอบอาหารได้หลากหลายทั้งไทยและเทศ

“พี่ติ๋วมีประสบการณ์ด้านอาหารมาเยอะ เป็นเชฟยืนเตาคนเดียวก็เคย ครูสอนทำอาหารคนแรกของพี่ติ๋วคือแม่ของแฟนคนแรกที่ไทย สมัยนั้นเราต้องทำอาหารให้ทั้งครอบครัว บางมื้อเป็นสิบคน ทำแบบนั้นอยู่สามสี่ปีจนชำนาญ ที่สำคัญเราชอบด้วย กินปุ๊บจะรู้เลยว่ามีวัตถุดิบอะไรอยู่ในคำนั้นบ้าง เราจำแม่นมาก ไม่ต้องจดเลย ทำครั้งเดียวก็อยู่ในความทรงจำ การทำอาหารคงเป็นพรสวรรค์ของเรา”

10

สุขแบบเรียบง่าย

เมื่อละครถึงตอนจบ สิ่งหนึ่งที่เรามองหาคือละครเรื่องนี้สอนให้รู้ว่าอย่างไร

“ทุกคนเคยล้มกันทั้งนั้น แต่ล้มแล้วก็ต้องผงาดขึ้นมาสู้ใหม่ให้ได้ เหมือนที่ครั้งหนึ่งพี่ติ๋วเคยเกือบฆ่าตัวตาย แต่ก็ยังสู้ สิ่งที่เจอหลายครั้งก็เป็นบทเรียนราคาแพง แต่ก็ทำให้เราแกร่งขึ้น ใช้ชีวิตไปข้างหน้าได้ดีขึ้น 

“พี่ติ๋วได้เรียนรู้หลายอย่างมากๆ ตลอดสามสิบสองปีนี้ โดยเฉพาะการเลือกคบคน สำหรับคนที่มาอยู่ต่างประเทศ พี่ติ๋วเข้าใจนะว่าเหงา แต่คนที่เข้ามาหาเรา บางครั้งก็ไม่ใช่คนที่ดี เราจึงต้องดูและศึกษาให้ดีจริงๆ”

ละครชีวิตเรื่องนี้ นางเอกอย่างพี่ติ๋วต้องผ่านด่านชีวิตมากมาย กว่าจะถึงตอนสุดท้ายที่มีความสุข กระนั้นความสุขของเธอในวันนี้กลับเป็นสิ่งเรียบง่ายอย่างการได้อยู่กับครอบครัว

ละครชีวิตของ ‘สำราญ ภูลายยาว’ สาวกาฬสินธุ์ พลัดถิ่น ไกลบ้าน สาวไทยในสวิตตเซอร์แลนด์ จากวิกฤตเฉียดตาย ถึงวันที่ทำเพจกินข้าวให้คนดู
ละครชีวิตของ ‘สำราญ ภูลายยาว’ สาวกาฬสินธุ์ พลัดถิ่น ไกลบ้าน สาวไทยในสวิตตเซอร์แลนด์ จากวิกฤตเฉียดตาย ถึงวันที่ทำเพจกินข้าวให้คนดู

“ความสุขในชีวิตของพี่ติ๋วคงจะเป็นปัจจุบันที่ได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากับครอบครัว อยู่กับบรูโน่ที่แต่งงานกันมายี่สิบสองปี มีนาตาลีและนาตาช่า ที่ถึงจะไปอยู่เนเธอร์แลนด์ก็ยังไปมาหาสู่กันตลอด อยู่เมืองนอกก็ไม่ได้มีความสุขในทันที ดิ้นรนอยู่หลายปี จะมีความสุขจริงๆ ก็วันนี้ที่พูดได้ว่าสุขอย่างเต็มอก ไม่มีความทุกข์”

“ไม่มีเลยเหรอ” เราถาม

“อืม จะทุกข์ก็เฉพาะตอนคิดถึงพี่น้องที่ไทย ทุกวันนี้ปัญหาโควิดรุนแรงมาก พี่ชายพี่ติ๋วมีร้านอาหารอีสานที่เชียงใหม่ก็วิกฤตหนัก เอาตรงๆ นะ เราเห็นคนที่ไทยแล้วรู้สึกสงสาร มีโควิด แถมเศรษฐกิจไม่ดี พี่ติ๋วก็หวังว่า วันหนึ่งประเทศไทยจะกลับมาฟู่ฟ่า มีเงินมีทองจับจ่ายใช้สอย มีธุรกิจที่ดี คนไทยได้ยิ้มและหัวเราะ”

หลังวางสายทางไกลไทย-สวิตเซอร์แลนด์ ก็ถึงคราวที่ครอบครัวจะได้ฉลองวันเกิดปีที่ 56 ของสาวกาฬสินธุ์ ผู้พลัดถิ่น และต้องย้ายไปอยู่ไกลบ้าน

แต่จะพูดว่าอยู่ไกลบ้านก็คงไม่ถูกต้องนัก เพราะคงไม่มีที่ไหนควรค่าแก่การถูกเรียกว่าบ้าน ได้ดีไปกว่าสถานที่ที่รายล้อมไปด้วยบุคคลอันเป็นรัก

วันนี้ สาวกาฬสินธุ์ได้เจอบ้านที่แท้จริงของเธอแล้ว

จบบริบูรณ์

ภาพ : สาวกาฬสินธุ์ พลัดถี่น ไกลบ้าน

Writer

สิรวิชญ์ บุญประสิทธิการ

มนุษย์ภูเก็ต เด็กนิเทศที่ทำงานพิเศษเป็นนักเล่าเรื่อง โกโก้ หนัง และฟุตบอล ช่วยให้เข้านอนอย่างมีคุณภาพ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load