แม้ พิ-พิริยะ กุลกาญจนาชีวิน จะเริ่มบ่นว่าอยากให้คนจดจำตัวเขาในแบบอื่นบ้าง แต่เพื่อให้ง่ายต่อความเข้าใจท่านผู้อ่าน ฉันขออนุญาตตั้งต้นเล่าเรื่องพิด้วยสิ่งนี้

อย่างที่รู้กัน TEDxBangkok เป็นการยก TED-เวทีทอล์กอันโด่งดังระดับโลกซึ่งชวนบุคคลน่าสนใจขึ้นมาเล่าเรื่องสร้างแรงบันดาลใจ-มาสู่กรุงเทพฯ และพิคืออดีตอาสาสมัครในงาน TEDxChiangmai ที่ได้แรงบันดาลใจจนร่วมทำให้เวทีนี้เกิดขึ้นจริง เขารับบทเป็น ‘Story Curator’ หรือภัณฑารักษ์คัดสรรและขัดเกลาเรื่องทั้งหมดที่จะถูกเล่าบนเวที

พิริยะ กุลกาญจนาชีวิน

TEDxBangkok เริ่มต้นในปี 2015 อาจกล่าวได้ว่าเป็นงานที่สร้างกระแสให้เกิดเวที TEDx อีกมากมายในไทย และเป็นงานที่ทำให้คนเริ่มรู้จัก ‘พิ TEDx’ เพราะสิ่งที่เขาทำใหม่มาก ใหญ่มาก และเขาก็ทำได้ดีมากทั้งที่เพิ่งอายุ 23 ปี

แต่เรื่องของพิไม่ได้จบอยู่เท่านั้น

‘Welcome glowers’ คือข้อความบนกระดาษโน้ตที่แปะอยู่ตรงประตูทางเข้า Glow Story เอเจนซี่แนวใหม่ของไทยที่พิร่วมก่อตั้งกับเพื่อนคือ ป่าน-ปิยพัทธ์ ปฏิโภคสุทธิ์ และ บี๋-นภัส มุทุตานนท์ หลังจบ TEDxBangkok ปีแรก

Glow ตั้งใจแก้โจทย์จากลูกค้าและสร้างการเปลี่ยนแปลงในสังคมด้วย ‘การเล่าเรื่อง’ เฉพาะเจาะจงลงไปอีก มันคือการเล่าเรื่องที่ไม่ยึดติดอยู่กับรูปแบบ

ลูกค้าต้องการคุยเรื่อง ‘ป่า’ โกลว์บิดมันกลายเป็นงาน ‘มาหาสมบัติ’ ที่เล่าเรื่องป่าให้คนเมืองฟังผ่านนิทรรศการ กิจกรรมสำหรับเด็ก จนถึงทอล์กหลากระดับความเข้มข้น อีกกรณีพวกเขาจัดทริป ‘เกิดอะไรขึ้นที่น่าน’ พา Influencer ลงพื้นที่สำรวจป่า เพื่อนำเรื่องราวกลับไปเผยแพร่สู่คนทั่วไป

กระทั่งประเด็นหนักหน่วงอย่าง  ‘ความตาย’ โกลว์ก็หีบห่อมันเป็น Last Talk งานที่ชวนวัยรุ่นคุยเรื่องความตายผ่านทอล์กน่าสนใจและโลงศพ

เท่านี้น่าจะพอสำหรับการจัดพิเข้าสู่หมวดเด็กรุ่นใหม่ที่ ‘น่าสนใจมาก’ แต่แล้วในปีนี้ ฉันก็เห็นเขาตั้งเป้าอยากให้งานของ Glow สร้างผลกระทบไกลกว่าแค่แรงบันดาลใจ ส่วนฟาก TEDx  ก็มีการนำเวที TEDx เข้าสู่โรงเรียนมัธยมในชื่อ TED Club และเลิกจัดงาน TEDx หลักบนเวทีใหญ่ แต่กระจายไปจัดเป็นเวทีเล็กในหลายสถานที่ในชื่อ TEDxBangkok Adventures

บ้าพลังขนาดนี้ จะไม่ให้ฉันมานั่งลงคุยกับเขาได้อย่างไร

และด้านล่างนี้ก็คือเรื่องเล่าเปี่ยมพลังจากชีวิตนักเล่าเรื่องวัย 26 ที่บอกว่าตัวเองคือปลาซึ่งเดินหน้ากระโดดสู่บ่อที่ใหญ่ขึ้นเสมอ

เรื่องเล่าที่อาจทำให้คุณต้องมอง ‘เด็กสมัยนี้’ ด้วยสายตาใหม่

พิริยะ กุลกาญจนาชีวิน

จำโมเมนต์แรกที่คุณเริ่มตกหลุมรักการเล่าเรื่องได้มั้ย

น่าจะเป็นตอนประถมเลยนะ ที่บ้านเราค่อนข้างเป็นบ้านที่คุยกันจริงจัง ตอนพ่อขับรถมาส่งที่โรงเรียนก็ไม่ได้เปิดเพลง แต่ถามนู่นถามนี่กับเรา เช่น เห็นคนขับซาเล้งแล้วคิดยังไง หรือเล่าเรื่องตลก รวมถึงไปดูข่าวแล้วมาเล่าให้เราฟัง เราก็เอาเรื่องที่พ่อเล่าไปคุยกับเพื่อน เพื่อนก็จะบอกว่า เออ ไอ้พิมันเล่าเรื่องสนุกดี ตลกดี เราก็เริ่มสนุกกับการเล่าเรื่อง รู้สึกว่าสร้างความบันเทิงให้คนได้ และทำให้เราที่เป็นไอ้แว่นตัวเล็ก น่าแกล้งได้รับการยอมรับ

คุณสนใจหัดเล่าเรื่องมาเรื่อยๆ ตั้งแต่เป็นหัวหน้าห้อง ประธานรุ่น เข้าชมรมโต้วาทีของมหาวิทยาลัย จนถึงเวที TEDx ที่จริงแล้ว ความสนุกของการเล่าเรื่องอยู่ตรงไหน  

เราเป็นคนประเภท Extrovert ที่จะได้รับพลังจากมนุษย์ ซึ่งการเป็นคนเล่าเรื่องไม่ว่าจะในรูปแบบไหน มันได้ปฏิสัมพันธ์กับคน เราก็สนุกและได้พลังจากมัน ไม่ว่าจะเป็นการเล่นคอนเสิร์ตแล้วบอกคนว่ากรี๊ดหน่อย ขอเสียงหน่อย เราพูดประโยคหนึ่งแล้วคนกรี๊ดว่ะ หรือการทำทอล์กอย่างทอล์กบนเวที TEDxBangkok ของน้าต๋อย เซมเบ้ เราเห็นคนเช็ดน้ำตากันครึ่งฮอลล์แล้วก็รู้สึกว่ามันคือเนื้อหาที่เราคัดสรรมา ทีมช่วยกันผลักดันจนทำปฏิกิริยาบางอย่างกับคน

ถ้าถามว่าเรามีนิสัยอะไรที่ชัดกว่าคนอื่น เราคิดว่าตัวเองเป็นคนอยากรู้อยากเห็นอย่างจริงจัง คือเราจบเอกจีนศึกษาจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สมัยเรียนเราชอบวิชาปรัชญาจีนมาก มีประโยคหนึ่งของขงจื๊อที่ใช้ในการทำงานตลอดซึ่งแปลเป็นไทยว่า ในถนนเส้นหนึ่ง 3 คนที่เดินมา ทุกคนเป็นครูเราได้ ถ้าเขามีข้อดีก็เรียนรู้ไว้ ถ้ามีข้อเสียก็ทบทวนว่าตัวเองมีสิ่งนั้นหรือเปล่า เรารู้สึกว่าเรื่องนี้โคตรจริง เราเป็นสายซี้กับป้าแม่บ้าน ซี้กับพี่ยาม รู้สึกว่าทุกคนมีเรื่องเจ๋งๆ หมด และมันคือชุดความคิดเดียวกับเวลาไปคุยหาข้อมูลจากสัปเหร่อ คุยกับชาวบ้านว่าทำไมพี่ถึงเผาป่า เราแค่อยากเข้าไปเข้าใจคนมากขึ้น แล้วช่วยหามุมเล่าเพื่อไปบอกคนอื่นอีกทีว่ามีคนทำสิ่งนี้อยู่นะ

พิริยะ กุลกาญจนาชีวิน พิริยะ กุลกาญจนาชีวิน

ทำไมคุณไม่เลือกทำอาชีพที่ได้เล่าเรื่องอย่างการเป็นสื่อ แต่กลับเลือกเปิดเอเจนซี่

เราอาจไม่ได้ตั้งต้นว่าฉันจะเป็นนักเล่าเรื่องขนาดนั้น ทุกอย่างเริ่มจากต้นทุนที่มี ตอนเราทำ TEDxBangkok ปีแรกจบ มีพี่ที่องค์กร Creative Move ซึ่งตอนนั้นกำลังจะจัดงาน Creative Citizen Talk มาถามว่าช่วยทำคอนเทนต์ได้มั้ย เราก็คิดว่าทำสิ่งนี้แบบได้ตังค์ก็ได้ด้วย รู้สึกว่ามีโอกาสในตลาด มีคนที่มองเห็นว่างานเสวนาที่ไม่ได้ทำแค่บอกวิทยากรว่า มาพูดให้ผมวันนี้หน่อยนะครับ แต่มีคนเข้าไปจัดเรียงให้เรื่องราวชัดขึ้น มันจะเพิ่มคุณค่าของเนื้อหาอีกมาก สร้างการเปลี่ยนแปลงได้เยอะขึ้นมาก

แล้วพอเราเจอเพื่อนร่วมก่อตั้ง Glow Story ซึ่งเป็นคนสายดีไซน์ที่บอกเราว่า TED ไม่ใช่แค่เรื่องบนเวที แต่รวมถึงเนื้อหาที่เจอหลังออกมาจากทอล์ก เช่น งานออกแบบ กลิ่น สี ซึ่งทำให้คนเข้าใจเนื้อหามากขึ้น พวกเราเลยใช้เวลา 2 – 3 เดือนในการสำรวจว่ามีโมเดลอะไรบ้างที่เราได้ทำสิ่งที่ชอบทั้งคู่แล้วก็น่าจะหาเงินได้ด้วย จนออกมาเป็น Glow Story ซึ่งตอนแรกเรียกตัวเองว่าเป็น Talk Event Organizer แต่แล้วเราก็รู้สึกว่า อ้าว ทริปก็ทำได้ นิทรรศการก็ทำได้ เพราะฉะนั้น แก่นไม่ใช่แค่เรื่องทอล์กแล้ว แต่แก่นคือการเล่าเรื่อง เราก็เลยเป็นเอเจนซี่ที่ลายเซ็นน่าจะเป็นเรื่องการไร้รูปแบบ ทอล์กไม่ได้เวิร์กเสมอไป รูปแบบทริปไม่ได้เวิร์กเสมอไป เราจับคู่รูปแบบที่ถูกต้องกับคนดู แล้วหาวิธีขัดเกลาให้ทั้งสองอย่างตรงกัน

พิริยะ กุลกาญจนาชีวิน

Glow Story เล่าได้ทุกเรื่องมั้ย

เส้นที่เราจะพยายามรักษาไว้ตลอดเวลาคือ ความจริง หมายถึงว่าสิ่งที่คนซึ่งจะมาเล่าเรื่องสบายใจที่จะเล่า สมมติว่าคุยกับพี่คนนี้ ได้เส้นเรื่องมาประมาณนี้ ถ้าเกิดเติมมุมนี้เข้าไปนะหล่อเลย แต่เขาบอกว่าเรื่องนี้ไม่ใช่สิ่งที่พี่เชื่อ เราจะไม่ข้ามเส้นนั้นเด็ดขาด แม้จะทำให้ Output ออกมาดีงามมากก็ตาม เพราะสุดท้ายแล้ว ผลลัพธ์ของเราในหลายรูปแบบ เราไม่ได้เล่าเองทั้งหมด คนที่มาเล่าต้องเชื่อในสิ่งที่เราเสนอ ปรับเข้าปาก แล้วนำเสนอด้วยตัวเอง อย่างวิทยากรของ TED เราไม่อยากให้เขากลับมาดูแล้วคิดว่าไม่น่าพูดสิ่งนั้นไปเลย เราว่ามันน่าจะเป็นความรับผิดชอบของเราในฐานะคนทำคอนเทนต์แบบนี้ด้วย

พิริยะ กุลกาญจนาชีวิน

คุณว่านักเล่าเรื่องที่ดีควรเป็นยังไง

รู้จักคนฟัง หมายถึงเราต้องรู้จักตัวเองก่อนว่ามีแพชชันกับอะไร สิ่งนี้สำคัญมาก แล้วเข้าใจว่าตัวเองจะคุยกับใคร ปัจจุบันนี้ทุกคนมีพื้นที่ให้พูดเยอะไปหมด แต่พอเขาไม่เห็นหน้าคนที่คุยด้วย การสื่อสารมันก็ลอยหายไป มันอาจเวิร์กกับคนกลุ่มหนึ่งก็ได้ แต่เขายิงไปไม่ถูกจุดหรือพุ่งไปไม่ถูกประเด็น อย่างเราเอง ทุกครั้งที่จะเขียนสเตตัสเฟซบุ๊ก เรามานั่งจดก่อนเลยว่าโพสต์นี้จะคุยกับใคร เช่น โพสต์นี้คนอ่านหลักคือวิทยากรเก่าที่เคยทำงานด้วย อาจเพราะเรารู้ชัดว่าคนที่ตามเราคาดหวังอะไรหรือเราจะพาเขาไปอีกจุดจากฐานเดิมได้ยังไง แล้ววิธีนี้ก็เป็นประโยชน์ในเชิงธุรกิจด้วย บริษัทเราแทบไม่จ้างพีอาร์เลยในหลายงาน เป็นเฟซบุ๊กเราเสียส่วนใหญ่ด้วยซ้ำ

ตอนนี้เทรนด์การเล่าเรื่องของโลกกำลังไปทางไหน

เรารู้สึกว่ารูปแบบของเนื้อหาคงหลากหลายขึ้น เพราะเมื่อคอนเทนต์เยอะไปหมด วิธีการรับแบบที่มีอยู่ไม่พอแล้ว ซึ่งเราเชื่อในความออฟไลน์ของการสื่อสาร เชื่อเรื่องประสบการณ์มาก เช่น ถ้าอวดสิ่งของในอินสตาแกรมคือเสี่ยวเลย แต่ถ้าอวดประสบการณ์ เราไปเที่ยวที่แปลก มาชูปิกชู มันคือความเท่ของยุคสมัย ทุกคนก็พยายามให้คุณค่ากับประสบการณ์กันมากขึ้น

อย่างที่สองคือ ความสนใจของคนสั้นลง ตัวอย่างเช่น เวลาทำ TEDx เราจะมีการโทรประชุมกับทีม TED ใหญ่ทุกปี ปีที่ผ่านมาเขาก็แชร์สถิติหลังบ้าน แต่ก่อน TED คือเวทีทอล์กความยาวไม่เกิน 18 นาที เพราะเกินกว่านี้คนไม่สนใจแล้ว แต่ทีม TED บอกว่าสถิติหลังบ้านของช่องยูทูบปีนี้ ’12 is the new 18′ คือเกิน 12 นาทีคนหลุดแล้ว นี่คือเนื้อหาของ TED ที่ขัดเกลาวิทยากรกันแรมปีนะ เวลาลดไปขนาดนี้ ซึ่งการที่ความสนใจของคนสั้นดีหรือไม่ดีก็ไม่รู้นะ แต่นักเล่าเรื่องต้องปรับตัวแน่นอน ต้องมีรูปแบบที่อิสระมากขึ้น เพราะเรารู้สึกว่ารูปแบบเดียวไม่สามารถเล่าทุกเรื่องได้ดีเสมอไป

พิริยะ กุลกาญจนาชีวิน

เคยกลัวมั้ยว่าคอนเทนต์ยุคนี้จะเยอะจนไม่ว่าคุณเล่าเรื่องอะไร ในรูปแบบไหน คนก็อาจมาฟังมาดู แต่พรุ่งนี้ก็จะลืม

กลัวนะ Glow Story เลยเรียกตัวเองว่าเป็น Glow 1.0 คือเราทำในส่วนของการสื่อสาร สิ่งที่เราอยากไปแต่ไม่รู้ว่าจะทำได้หรือเปล่า มันคือคำนี้ (ชี้ไปตรงกระดาษจดงานแผ่นใหญ่ที่แปะอยู่ในออฟฟิศ) ‘Provoke Behaviour Change for Better Society’ เรารู้สึกว่าที่ผ่านมาพอเราเป็น Story Telling Agency เราก็เป็นมือปืนรับจ้างที่บอกว่ากระสุนผมจะเล่าเรื่องได้ดีที่สุด ผมจะตั้งใจค้นคว้าข้อมูล ตั้งใจขัดเกลา แล้วนำเสนอออกมาให้ดีที่สุด เราสัญญาในส่วนเรื่องเล่า แต่เรารู้สึกว่าอยากมอบคุณค่าอีกขั้นให้สังคมหรือคนที่เราไปช่วยเล่าเรื่อง นั่นคือการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม

เรามี TED Talk เรื่องหนึ่งที่ชอบมากของ Joe Smith เขาเป็น NGOs สายอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม พอขึ้นเวที เขาไม่พูดเรื่องหมีขาว แต่บนนั้นมีโต๊ะตัวหนึ่ง มีกะละมังใส่น้ำแล้วก็มีกระดาษทิชชูกองเต็มเลย เขาเอามือจุ่มน้ำ สะบัด 12 ที เพื่อสาธิตว่าด้วยวิธีนี้ เขาใช้ทิชชูแค่ 1 แผ่น ทำอย่างนี้ประมาณ 3 รอบแล้วเดินลง เรารู้สึกว่าโคตรพีก ทุกวันนี้เวลาเข้าห้องน้ำก็ยังล้างมือแล้วสะบัดมือ 12 ที มันคือ 4 นาทีที่เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของไอ้เด็กแว่นคนหนึ่งที่อยู่เมืองไทย แล้วถ้าเกิดมันนับได้ มีกี่คนที่เปลี่ยนพฤติกรรมเพราะเขา

เราอยากทำคอนเทนต์แบบนี้ขึ้นมาเรื่อยๆ เพื่อเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมคน นำสังคมไปข้างหน้ามากกว่าแค่ปรับความเข้าใจและสร้างการตระหนักรู้ ตอนนี้ทีมเราก็โฟกัสเรื่อง Behavioral Economics หรือ Behavior Study มากๆ สิ่งที่อยากทำก็มีทั้งในเชิงของการออกแบบเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง หรือในเชิงการเป็นพาร์ตเนอร์เพื่อขยายกระแสสังคม

โพสต์อิต TEDxBangkok

ในบรรดาประเด็นที่คุณเล่า คุณเคยบอกว่าสนใจเรื่องการศึกษามากเป็นพิเศษ ความสนใจนี้เริ่มจากไหน

เราเคยเรียนในโรงเรียนที่มีเพื่อนโทรมาเล่าให้ฟังว่า ‘มึง กูไปทำแท้งมา’ แล้วเราก็บังเอิญได้ข้ามสะพานไปอยู่อีกฝั่งหนึ่ง คือฝั่งเด็กที่ได้รับโอกาสดีหน่อย รวมถึงได้ไปเห็นโอกาสในเมืองนอก เราเลยได้เห็นว่าเพื่อนเราที่อยู่ตรงนั้นเหมือนจะใกล้กัน แต่ความเหลื่อมล้ำเยอะมาก แล้วก็รู้สึกว่าตรงนั้นเป็นจุดตัดมากๆ สำหรับการกำหนดอนาคตของคน สังคม และประเทศชาติ ซึ่งถ้าเป้าหมายของเราคือการเปลี่ยนแปลง เราก็รู้สึกว่าการลงทุนในเรื่องการศึกษาคุ้มที่สุดแล้ว แม้มันอาจดูเป็นการลงทุนระยะยาว

ทำไมถึงนำเวที TED เข้าไปในโรงเรียน มันช่วยแก้ปัญหาอะไร

TED คือพื้นที่ และ Glow ไม่ได้เป็นนักทำคอนเทนต์ที่ดีที่สุด แต่สิ่งที่เราถนัดคือการสร้างพื้นที่ที่หลากหลายทั้งประเด็นและรูปแบบ เพราะฉะนั้น ถ้าองค์ความรู้ของ Glow กลับไปพัฒนา TED เราว่าการสร้างพื้นที่น่าจะเป็นจุดเด่นหรือจุดแข็งสำคัญที่ทำให้แบรนด์ TED ออกไปจากลิมิตของคำว่าแรงบันดาลใจได้ เราอยากแหกกรอบนี้ออกไป ตั้งคำถามว่าหลังจากนี้เราขยายผลได้หรือเปล่า

แล้วเราคิดว่ากลุ่มผู้ชมที่เป็นคนเมืองปัญญาชนไม่รู้สึกว่า TED เท่เหมือนเมื่อ 3 ปีที่แล้ว แต่มีผู้ชมอีกกลุ่มที่มี Pain Point มากๆ คือกลุ่มเด็ก เราคิดว่าพวกเขาก็เหมือนเรา แค่อยากได้พื้นที่ที่ได้รับการยอมรับ แต่พอระบบการศึกษามีพื้นที่แค่สำหรับเด็กหน้าห้อง ที่เหลือคือเด็กเลวเพราะเกรดไม่ดี เขาก็ไปหาพื้นที่อื่น ถ้ามันเป็นการขับรถเสียงดังตอนกลางคืนแล้วมีคนเฮให้ เขาก็ทำไปเรื่อยๆ มันเลยเป็นที่มาของ TED Club เราอยากเอาครูเข้ามาแล้วบ่มให้เห็นว่าการสร้างพื้นที่ตรงนี้ในโรงเรียนของคุณทำได้ยังไงบ้าง ปีนี้รับได้แค่ 30 คนก่อน แต่นั่นแปลว่าถ้าเราให้เขาสัญญาว่าจะกลับไปทำ TED Club ที่โรงเรียน สมมติมีแค่ 10 ทอล์กต่อโรงเรียน มันคือ 300 ทอล์กซึ่งไม่ได้ทำหน้าที่แค่ในเชิงเนื้อหา แต่เพิ่มความมั่นใจของเด็กคนหนึ่งที่ถ้าไม่ได้ขึ้นเวทีนี้จะไปเสพยาแล้วนะ

พิริยะ กุลกาญจนาชีวิน

แล้วทำไมปีนี้เวทีหลักของ TEDxBangkok ถึงไม่ได้เป็นเวทีใหญ่ การกระจายเวทีไปตามพื้นที่ต่างๆ สำคัญยังไง

เราและทีมเป็นส่วนเล็กๆ ในการผลักดันให้มีกระแส TEDx ในเมืองไทย เรามองว่าจุดนั้นอิ่มตัวแล้ว และเริ่มเสียดายคนเก่งๆ ที่มาอาสาสมัคร เพราะรูปแบบอีเวนต์ไม่ได้ตอบศักยภาพพวกเขาเท่าที่ควร เช่น เราเอาคนระดับดอกเตอร์มาเปิดประตู หรือเฌอปราง BNK 48 มาโบกไฟฉายให้ผู้ชม ซึ่ง TEDxBangkok มีความเป็นผู้บุกเบิกอยู่ในตัว ปีนี้เราเลยอยากบุกป่าไปหารูปแบบใหม่ๆ ที่ทำให้ไอเดียสร้างการเปลี่ยนแปลงได้มากกว่าเดิม อย่างที่บอกว่าเราเชื่อเรื่องประสบการณ์ เชื่อเรื่องพื้นที่ เพราะฉะนั้น TED Club มันตอบในเรื่องฝั่งพื้นที่ของระบบการศึกษา ส่วน TEDxBangkok Adventures ก็ให้รูปแบบประสบการณ์ที่ต่างไป เราเชื่อว่าถ้าขยายสิ่งนี้ได้จะดึงศักยภาพอาสาสมัครได้อีกเยอะมาก สมมติว่าธีมปีนี้คือการคมนาคม ถ้าเกิดมันมี 8 สายล่ะ เช่น เทคโนโลยี ขยะ และอาหาร แล้วคนก็ไปสัมผัสไอเดียในห้องครัว ในกองขยะ ในโรงเรียนร้าง รวมถึงทำให้เกิดผลที่เป็นการกระทำได้มากขึ้น เราว่าน่าจะเป็นการใช้เวลาของทุกคนได้คุ้มที่สุด

พิริยะ กุลกาญจนาชีวิน

ในวัย 26 คุณมองว่าตัวเองเป็นคนประสบความสำเร็จเร็วมั้ย

เรื่องที่เราประสบความสำเร็จเร็วที่สุดน่าจะเป็นการเข้าใจตัวเอง เช่น เรารู้ว่าชอบอยู่กับคนแบบไหน ชอบทำงานที่มีเนื้อหาแบบไหน ซึ่งที่จริงแต่ละยุคมีนิยามความสำเร็จของคนส่วนใหญ่ต่างกันไป เช่น คนยุคพ่อแม่เราพาลูกไปกินข้าวร้านอาหารดีๆ ได้คือความฟินแล้ว แต่ยุคเรามีข้าวกินแล้วมั้ง ก็เลยมองหาความสำเร็จหรือคุณค่าในชีวิตที่ต่างไป การเข้าใจตัวเองก็ช่วยตรงนี้ ทำให้รู้ว่าเราจะทุ่มเทกำลัง ทุ่มเทเวลาไปกับอะไร

เราเชื่อว่าทรัพยากรของตัวเองที่มีค่ามากที่สุดไม่ใช่เงิน แต่คือ Time กับ Trust เราอยากลงทุนเพื่อให้ได้เวลามากขึ้น และเชื่อว่าความเชื่อใจเป็นทรัพยากรสำคัญมาก เพราะเราทำงานกับตัวท็อปของทุกวงการ ซึ่งถ้าเขามองว่าน้องคนนี้ใช้ได้ก็จะนำมาซึ่งงานหรือความเชื่อใจจากผู้ใหญ่ แต่ถ้าเขาบอกว่าน้องคนนี้ห่วยก็จบเหมือนกัน เราก็นิยามความสำเร็จตัวเองจาก 2 ปัจจัยนี้ด้วย ถ้าลงทุนไปกับอะไรแล้วได้ 2 สิ่งนี้กลับมา โดยสิ่งที่ไปลงทุนเป็นความสุขของเราและช่วยให้ได้ดูแลคนรอบตัวเท่าที่ทำได้ เราก็โอเคแล้ว

พิริยะ กุลกาญจนาชีวิน

เป็นคนชัดเจนว่าตัวเองต้องการอะไรแบบนี้มาแต่ไหนแต่ไรหรือเปล่า

น่าจะเป็นการเลี้ยงดูจากพ่อที่เรารู้สึกว่าเขาโคตรเจ๋ง เขาเป็นคนพิการนะ กระดูกสันหลังคด เคยต้องใส่เฝือกเป็นเหมือนเสื้อเกราะ ต้องนั่งอยู่ในห้องดูเพื่อนเตะบอล ระหว่างนั้น สิ่งที่เขาทำได้ก็คืออ่านหนังสือเรียนหรือคิด เพราะฉะนั้น เขาจะเป็นคนที่คิดล่วงหน้าตลอดว่า ขั้นตอนต่อไปของตัวเองจะเป็นยังไงต่อ เพราะเสี่ยงมากไม่ได้ แล้วตอนเราเด็กๆ เขาเลยชวนคิดตลอดว่า เทอมนี้อยากได้อะไร เป้าหมายคืออะไร สิ่งนี้ค่อนข้างฝึกเรา เราเลยจะไม่ค่อย Hakuna Matata เท่าไหร่ (หัวเราะ)

อีกอย่างคือการวางแผนทำให้เราไม่พะวงหลัง อย่างน้อยพอเราเลือกทางที่มันยาก เสี่ยง ไม่รู้จะเป็นยังไง เราจะได้บอกคนข้างหลังได้ว่า โอเค รอเราหน่อย ตอนนี้อาจยังไม่ได้เป็นลูกชายที่ประสบความสำเร็จในด้านธุรกิจนะ แต่เรากำลังจะก้าวไปในเส้นทางนี้ และนี่คือเส้นที่เราชอบ เรามีความสำเร็จระหว่างทางไปให้เขาสบายใจ เช่น พอได้ลงในสื่อ เราก็เอาไปวางบนโต๊ะกินข้าว เขาดูแล้วก็ไม่พูดอะไร แต่ญาติมาก็อวดว่านี่ลูก การมีแผนทำให้เราวิ่งไปข้างหน้า ไปทางที่เราไม่รู้ว่าจะเป็นยังไงได้สุดกว่า

พิริยะ กุลกาญจนาชีวิน พิริยะ กุลกาญจนาชีวิน

แล้วเคยรู้สึกว่าความเป็นเด็กเป็นข้อจำกัดมั้ย

เราว่าเป็นข้อดี เพราะเราค้นพบสิ่งหนึ่งคือผู้ใหญ่ชอบให้เด็กมาก ยิ่งเด็กยิ่งได้ การที่เราเริ่มต้นตอนยังเด็กเลยได้รับการสนับสนุนจากผู้ใหญ่มาก แต่ขณะเดียวกัน เด็กก็มีเยอะและก็มีผู้ใหญ่บ่นว่าเด็กสมัยนี้เห็นแก่ตัว เอะอะลาออก แต่พอ Glow ชัดเจนมากว่าผมทำธุรกิจ ไม่ใช่กิจการเพื่อสังคมด้วยนะ ผมอยากสบายแต่อยากทำงานที่มีความสุขด้วยคืองานที่ช่วยคนแบบพี่ ผู้ใหญ่เขาก็จะเอ็นดู จะรู้สึกว่าเด็กมันตั้งใจ

เพื่อนที่ร่วมตั้ง Glow คยสอนเราเรื่องหนึ่งว่า ตอนทำงาน มี 2 ก้อน ก้อนแรกคือ Process ก้อนที่สองคือ Output ซึ่งทั้ง 2 ก้อนนี้ระเบิดพร้อมกันไม่ได้ บึ้มได้แค่ก้อนเดียว เช่น ถ้าระหว่างกระบวนการรู้สึกว่าน้องคนนี้เต็มที่มาก ถึงงานล้มเหลวก็ไม่เป็นไร ให้โอกาสเขา หรือระหว่างกระบวนการพวกน้องติดต่อยาก แต่ถ้างานออกมาดี ก็โอเค ถือว่าไปทุ่มทำงานมา แต่ถ้าระเบิด 2 อันพร้อมกันเมื่อไหร่นี่ฉิบหาย คือระหว่างทางมึงไม่ตั้งใจ และงานก็ออกมาห่วยด้วย มีการบอกปากต่อปากแน่ว่าอย่าไปใช้เจ้านี้ เพราะฉะนั้น เราว่าความเป็นเด็กมีข้อได้เปรียบในเชิงของคนพร้อมสนับสนุน แต่ถ้าเราไม่สามารถรักษาสมดุล 2 ก้อนนี้ ทำบึ้มพร้อมกันบ่อยๆ เราก็จะเป็นแค่เด็กที่ไม่มีฝีมือ เด็กที่ขาดประสบการณ์ เด็กที่ไม่เอาไหน เหมือนที่ผู้ใหญ่หลายคนเข้าพูดกัน

พิริยะ กุลกาญจนาชีวิน

จากวันที่เล่าเรื่องให้เพื่อนฟังตอนประถม ความสุขในการเล่าเรื่องเปลี่ยนไปจากตอนเด็กๆ มั้ย

เรายังทำเพื่อตัวเองอยู่เสมอแหละ แต่ถ้าพูดในเชิงของแก่นคือ เมื่อก่อนเรามองหาการยอมรับจากคนภายนอก แต่พอโตขึ้นมาเราเริ่มช่างแม่งมากขึ้น สนใจว่าคนนอกจะมองยังไงน้อยลง ให้ความสำคัญกับคนข้างในมากขึ้น

แก่เร็วนะเนี่ย

อาจเพราะได้รับการยอมรับเร็วมั้ง แล้วพอไปถึงตรงนั้นปุ๊บก็รู้สึกว่า อ้าว มันเท่านี้เหรอ มันคือการค้นชื่อตัวเองในกูเกิ้ลแล้วเจอบทความเพิ่มขึ้นมา 1 อันอย่างนี้เหรอ แล้วแต่ก่อนเราเป็นคนที่ไม่น่าทำงานด้วย เป็นคนที่แสวงหาความสำเร็จมาก ตอนทำค่ายอาสาจะบอกคนว่า ‘เฮ้ย ทำอันนี้ได้หรือเปล่า ทำไม่ได้ออกไปเลย’ คือเรารู้สึกว่าเราทำเพื่อประชาชน จะด้วยวิธีการอะไรไม่สนหรอก อีกคนต้องเสียใจก็ช่างมัน แต่ตอนนี้เราเริ่มเรียนรู้ว่าสุดท้ายคนที่อยู่กับเราก็คือคนรอบๆ นี่แหละ เราไปสร้างการเปลี่ยนแปลง ไปช่วยทุกคนเล่าเรื่องทีละคนไม่ได้ สิ่งที่ทำได้คือมอบความรักและเป็นคนสนับสนุนให้ 3 คนในทีม Glow หรือ 10 คน 50 คนในทีม TED แล้วให้เขาไปมอบความรักกับผู้ชมอีกเป็นพันคน ครูอีกเป็นร้อยคนได้ แบบนี้มันขยายผลได้มากกว่า

พิริยะ กุลกาญจนาชีวิน

สิ่งนี้เป็นการตกตะกอนจากช่วงเกณฑ์ทหารหลังเปิดบริษัทได้สักพัก เราเคยคิดว่าตัวเองทำสิ่งยิ่งใหญ่มาก เป็นพิ TEDx โคตรคูลเลย แต่มาค้นพบความจริงตอนเป็นทหารว่าสิ่งที่เราทำเป็นหยดน้ำเล็กๆ ในมหาสมุทรที่มืดมิด ในขณะที่เราบิลด์คนว่ามีแรงบันดาลใจนะ นึกถึงฝันในวัยเด็กกับน้าต๋อยกันนะครับ หรือมีคนดูทอล์กในคลิปหลักล้านวิว แต่ละปีมีผู้ชายเป็นแสนๆ คนเข้าไปในระบบหนึ่งแล้วมันล้างสมองเขาว่า มึงอย่าแหลม มึงเจริญด้วยความสามารถไม่ได้หรอก คนพวกนี้คือหัวหน้าครอบครัว คือคนหนุ่มที่จะกลับไปทำงานปีละเป็นแสนคน แล้วเราทำไอ้ทอล์กสิบแปดนาทีมันเปลี่ยนโลกจริงเหรอ แรงบันดาลใจมันไม่ทัน แล้วเราทำได้มากกว่านี้หรือเปล่า จากแต่ก่อนที่เรามองผลลัพธ์มาก มีทอล์กน้าต๋อย คนน้ำตาไหล เลยเห็นว่าอย่างนั้นมันไม่ยั่งยืน มันขยายไม่ได้ทั้งในเชิงการเปลี่ยนแปลงและในเชิงธุรกิจด้วย

เพราะฉะนั้น วิธีการทำงานของเราก็จะสร้างคนมากขึ้น สร้างแพลตฟอร์มมากขึ้น ในห้องเรามีโพสต์อิตแปะว่า ปีนี้เป้าหมายหลักคืออยากเป็นผู้สนับสนุนที่ดี หมายถึงรับฟังคนอื่นและให้เขามีความเป็นเจ้าของกับสิ่งที่ทำ เราเตือนตัวเองเสมอว่ามึงไม่ได้เก่งที่สุด

พิริยะ กุลกาญจนาชีวิน

Writer

Avatar

ธารริน อดุลยานนท์

สาวอักษรฯ ผู้หลงรักการเขียนเสมอมา และฝันอยากสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ด้วยสิ่งที่มี ณ จุดที่ยืนอยู่ รวมผลงานการมองโลกผ่านตัวอักษรไว้ที่เพจ RINN

Photographer

Avatar

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

ถ้าคุณเปิดไทยรัฐทีวี ช่อง 32 ระหว่างเวลา 19.00 – 22.40 น. คุณต้องคุ้นเคยกับชายคนนี้

อุ๋ย-ภาคภูมิ พันธุ์สถิตย์ คนข่าวดาวเด่นแห่ง ไทยรัฐนิวส์โชว์ (ประจำวันจันทร์-ศุกร์ บางทีก็เห็นกัน 7 วันต่อสัปดาห์) ดารารับเชิญตามโอกาสใน ข่าวใส่ไข่ และล่าสุดเป็นเจ้าของรายการใหม่ เปิดปากกับภาคภูมิ ออกอากาศทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 15.30 – 16.15 น.

หากไม่ได้มานั่งคุยกัน คงไม่รู้เบื้องหลังการใช้ชีวิตที่คิดอะไรก็มีแต่ข่าว ๆๆ ของเขา แต่นั่นคือกิจวัตรประจำวันที่อุ๋ยพึงพอใจ เพราะข่าวและชีวิตร้อยเรียงเป็นลมหายใจเดียวกัน 

มีเวลาน้อยต้องสุขให้คุ้ม มีงานอดิเรกบ้างนิดหน่อย มีวันลาพักร้อนที่ไม่ได้ใช้มา 5 ปี มีประสบการณ์มากกว่า 2 ทศวรรษในการทำข่าวภาคสนาม เกาะติดนักการเมืองในทำเนียบและสภา ก่อนเปลี่ยนบทบาทมาสู่ผู้ประกาศข่าวที่มีเป้าหมายคือการช่วยเหลือประชาชน และมีเบื้องหลังความสำเร็จเป็นครอบครัวที่เข้าใจในทุกสิ่งที่ ‘นักข่าว’ ‘สามี’ และ ‘พ่อ’ คนนี้ทำ

อุ๋ยและเรานั่งอยู่ในสตูดิโอรายการ เปิดปากกับภาคภูมิ แต่ครั้งนี้เราสลับบทบาทกัน 

The Cloud คือผู้ดำเนินรายการ และภาคภูมิคือแขกรับเชิญที่มาเปิดปาก เปลื้องชีวิตส่วนตัวและการทำงานอย่างหมดเปลือก

'อุ๋ย ภาคภูมิ' เบื้องหลังคนข่าวไทยรัฐทีวี ประสบการณ์ 25 ปีที่หวังให้ข่าวช่วยประชาชน
'อุ๋ย ภาคภูมิ' เบื้องหลังคนข่าวไทยรัฐทีวี ประสบการณ์ 25 ปีที่หวังให้ข่าวช่วยประชาชน

On Duty

วันนี้คุณเข้างานเช้ากว่าปกติ 3 ชั่วโมงเพื่อมาพูดคุยกับเรา ชีวิตปกติของคุณเป็นอย่างไร

ปกติผมมาถึงไทยรัฐตอน 12.00 น. ออกจากตึกอีกทีตอน 23.00 น. สมัยก่อนทำงาน 7 วัน เพราะมีรายการเดียว แต่ช่วงนี้ได้หยุดเสาร์-อาทิตย์ เพราะมี 2 รายการคือ ไทยรัฐนิวส์โชว์ และ เปิดปากกับภาคภูมิ

เราพอรู้ว่าคุณเคยวิ่งข่าวภาคสนามมาก่อน แต่ตอนนี้มานั่งอ่านข่าว งานข้างในยุ่งน้อยกว่าไหม

ข้างในไม่ใช่ว่าไม่ยุ่ง ในกองบรรณาธิการข่าวโทรทัศน์เต็มไปด้วยสิ่งที่ต้องเตรียม เป็นเครื่องจักรที่หมุนไม่หยุด

ข่าวเช้าออนแอร์ 6.00 – 8.00 น. ทีมข่าวเช้าต้องมาตอนตี 3 จบงาน 8.00 น. เวลาเดียวกันทีมข่าวเที่ยงต้องมาแล้ว เพราะออนแอร์ประมาณ 11.00 น. ไม่เกิน 11.30 น. จบตอน 13.30 น. เวลานั้นทีมงานข่าวเย็นมาทำงานต่อ เพราะต้องออนแอร์ 16.00 – 16.30 น. จบปุ๊บทีมข่าวค่ำต้องมาเพื่อเตรียมออนแอร์ตอน 19.00 น. 

ไม่นับรายการอื่น ๆ อย่าง เปิดปากกับภาคภูมิ 15.30 น. ผมต้องมาตั้งแต่เที่ยงเพื่อประชุม ทำไปพร้อมกับคุย ไทยรัฐนิวส์โชว์ กับกองบรรณาธิการ

เพราะฉะนั้น ข้างในกับข้างนอกต่างกันที่รูปแบบ ตอนทำภาคสนามเราโฟกัสเรื่องต่อเรื่อง สมมติทำเรื่องทุนจีนสีเทา เราไปฟังตำรวจแถลงข่าว คุณชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ แถลงเพิ่ม เราโฟกัสเรื่องเดียวแต่ครอบคลุมที่สุด

ขณะที่ตอนทำรายการข่าว เราต้องโฟกัสทุกอย่างใน 2 ชั่วโมง ตีกลม ๆ มีข่าวประมาณ 20 เรื่อง แต่ละเรื่องมีย่อยอีกว่าจะลำดับอย่างไร อ่านอะไรบ้าง ความยุ่งเลยต่างกัน

คุณใช้อะไรประเมินว่าการทำงานวันนี้ดีหรือยัง

เรารู้สึกได้เองว่า ตอนนี้ยังสื่อสารไม่ดีพอ แต่เพราะมีงานทุกวัน KPI จึงถูกวัดในทุกวัน เพื่อเอามาประมวลว่าต้องปรับปรุงตรงไหน ผมวัดด้วยความรู้สึกว่าดีหรือไม่ดี ไม่นับเรื่องเรตติ้งที่เป็นหลักวิทยาศาสตร์ซึ่งต้องวัดผลทุกวันอยู่แล้ว

อะไรที่แปลว่าไม่ดีสำหรับคุณ

พูดติดขัด ลิ้นพัน เร็ว รัว รีบไปไหนไม่รู้ บางทีหาข้อมูลไม่ทัน ถ้าเสริมอีกหรือได้ถามเพิ่มอีกน่าจะดี

เวลาออกอากาศสด คุณต้องเล่าข่าว ดูสคริปต์ จ้องกล้อง คุยกับผู้ประกาศคู่ และฟังสิ่งที่โปรดิวเซอร์พูดผ่านหูฟัง เคยสมาธิหลุดบ้างไหม

พอเริ่มปุ๊บเหมือนตัดอย่างอื่นโดยไม่รู้ตัว ก่อนอ่านอาจมีบ้าง ผมเป็นแฟนบอลแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ถ้าวันนี้มีเตะแต่ไม่ได้ดูก็อาจจะคิด (หัวเราะ) แต่พอเข้าข่าวก็ไม่สนใจแล้ว

อีกอย่าง งานข่าวคืองานสด การดูข่าวก็ต้องดูสด แม้จะดูย้อนหลังได้ แต่ก็ต้องเสพวันต่อวัน สมาธิเลยต้องอยู่กับงาน เราคัตอ่านใหม่ไม่ได้ รายการทอล์กก็เหมือนกัน คู่สนทนากี่คนก็ต้องมีสมาธิ ฟังอย่างตั้งใจ ประมวลผลอย่างรวดเร็ว โต้ตอบออกไปให้ทัน จะไปบอกให้เขาอธิบายใหม่ไม่ได้

แล้วเวลาอ่านข่าวคู่กับผู้ประกาศอีกคน มีความท้าทายมากกว่าปกติไหม

การอ่านข่าวคู่กับผู้ประกาศอีกคนหรืออ่านคนเดียว มันก็มีความยากง่ายแตกต่างกันไป แต่มันคือชีวิตประจำวันไปหมดแล้ว (หัวเราะ) ความท้าทายกลายเป็นเรื่องการตอบรับจากคนดูมากกว่า อันนี้ท้าทายว่าจะทำอย่างไรให้มันกลายเป็นรายการของประชาชนเพื่อช่วยเหลือประชาชนได้

นั่นคือเป้าหมายที่อยากไปให้ถึงในตอนนี้

ใช่ จะทำอย่างไรให้รายการเป็นปากเป็นเสียงหรือที่พึ่งของประชาชนที่เดือดร้อนได้

ถ้าทำไปแล้ว 3 เดือน 5 เดือน 2 ปี คุณยังไม่ได้ช่วยเหลือประชาชนหรือเป็นปากเป็นเสียงให้กับเขาเลย ผมถือว่าไม่ใช่แล้ว นั่นแปลว่าจัดรายการไปวัน ๆ

แล้วผลตอบรับในความพยายามที่คุณและทีมงานทำเป็นอย่างไรบ้าง

มีคนโทรกลับมาว่า คดีคืบหน้า เราดีใจมาก ไม่ใช่แค่รายการเรา แต่รายการอื่นที่คนมาร้องขอความเป็นธรรมด้วย 

บางเรื่องเขาเดือดร้อนจริง ถูกฟัน ถูกรุมยำมาแทบตาย เจอคนมีเงิน มีอิทธิพลกว่า ถ้าเขาไม่ได้เป็นข่าว ผมว่าเขาอาจจะแย่หรือตาย พอได้มาคุย เราถามไปยังตำรวจ ส่งต่อให้เขาไปกระทรวงยุติธรรมเพื่อขอความคุ้มครอง ไปเรียกร้องเงินตามสิทธิของผู้ที่ตกเป็นเหยื่อที่ควรจะได้ เราดีใจ เพราะมันเกิดผลและได้ช่วยจริง ๆ 

คุณคิดว่าข่าวเปลี่ยนชีวิตคนได้จริงหรือ

ได้ ปัจจุบันทุกคนเป็นนักข่าวพลเมืองได้ เพราะมีสื่อในตัวเอง แต่บางทีถ้าไม่ใช่สื่อกระแสหลัก เสียงอาจไม่ดังพอ พอสื่อหลักเล่นเกิดการขับเคลื่อนของคนที่เกี่ยวข้อง

อย่างทุนจีนสีเทา คุณชูวิทย์เคยพูดเรื่องบ่อน จากนั้นก็มาถึงธุรกิจอื่นเพิ่ม ตอนนั้นยังไม่ขยายวงกว้าง พอสื่อเล่น ผมเชิญคุณชูวิทย์มา เอาบอร์ดมาเขียนให้ดู ทุนจีนสีเทาคืออะไร ต้องปราบตรงไหน สุดท้ายมีการขยายผลต่อ

ผมจะบอกว่าการคุยกับสื่อไม่ว่าจะรายการไหน ถ้าสื่อสนใจประเด็นสังคมที่ส่งผลกระทบต่อบุคคล สังคม และประเทศ แล้วนำมาสะท้อนออกไป ผมว่าสื่อช่วยชีวิตคนได้

คุณคิดอย่างไรที่หลายคนบอกว่า ไทยรัฐเป็นสำนักข่าวที่รายงานข่าวค่อนข้างบันเทิง มีสีสัน บางทีก็มีอภินิหาร ความเชื่อเข้ามา

ผมมองว่าเป็นคาแรกเตอร์เฉพาะตัวของผู้ประกาศแต่ละคนมากกว่า แต่ในแง่ของไทยรัฐทีวี เราตั้งใจว่าอยากเป็นเพื่อนกับคนดู สื่อสารให้เขาเข้าใจง่าย

เราตั้งใจว่าเป็นสถานีข่าว HD ให้คนดูข่าวชัด ๆ รวมไปถึงเทคโนโลยีข่าวและกราฟิกบนหน้าจอ เมื่อเป็นสถานีข่าว ข่าวในแต่ละช่วงจึงมีเวลานาน เช่น ไทยรัฐนิวส์โชว์ ยาวตั้งแต่ 19.00 – 22.40 น. ที่อื่นอย่างมากแค่ชั่วโมงครึ่ง เราเลยนิยามว่าข่าวต้องครบรส สดทั้งวัน ต่อให้นอกเหนือรายการข่าวอย่าง ตะลอนข่าว คู่กัดสะบัดข่าว เปิดปากกับภาคภูมิ ก็สด รายการเทปน้อยมาก

ช่วงเวลาหลายชั่วโมงเลยต้องทำให้ครบรสและครอบคลุม ด้วยความสามารถของกองบรรณาธิการและทุกคน เรารู้อยู่แล้วว่าข่าวแต่ละเรื่องโทนไหน เล่นได้มากหรือน้อย จริงจังแค่ไหน ต้องคุยกันช่วงที่บรีฟงาน ส่วนที่เหลือคือสไตล์ของแต่ละคน

ปัจจุบันการเล่าข่าว ขยี้ข่าว มากหรือน้อยไปคือสิ่งที่คนดูตัดสิน ต้องยอมรับว่าตอนนี้พฤติกรรมคนดูข่าวเองก็อาจเปลี่ยนไป เราอาจไม่ได้ต้องการผู้ประกาศข่าวที่นั่งนิ่ง ตัวตรง เราอาจต้องการคนที่มาเป็นเพื่อนในห้องรับแขก หรือเพื่อนในรถไฟฟ้า

คุณเคยต้องอ่านข่าวที่ไม่อยากอ่านไหม

ด้วยความเป็นมืออาชีพและวิชาชีพยังไงก็ต้องทำงาน เพราะเป็นข่าวที่เรารับผิดชอบ แต่ถ้าถามว่าข่าวไหนที่รู้สึกไม่ค่อยอยากเห็น คือข่าวเกี่ยวกับเด็ก เด็กจมน้ำ เด็กถูกทารุณ ประสบอุบัติเหตุ เพราะลูกเราก็วัยนี้

มีเสียงลือมาอีกว่า โปรแกรมของไทยรัฐมักมีแต่ข่าวอาชญากรรม ดูแล้วชีวิตหดหู่

ก็ใช่ แต่ถ้าดูจริง ๆ จะพอทราบว่าแบ่งเป็นช่วงเวลา ถ้าดูช่วง 19.00 – 20.00 น. เป็นแนวคนเมือง เศรษฐกิจ ปากท้อง สีสันบันเทิง ชุมนุม กินชาบูไม่จ่าย แต่พอ 20.00 น. จะเป็นแนวหนังอาชญากรรม กินเวลาไปถึง 21.30 น. อีกครึ่งชั่วโมงจะเบาลงมา แนวชีวิต ความเดือดร้อน อาจมีการเมืองมาหยอดตอนท้าย เราแบ่งโดยดูว่าคนกลุ่มไหนดูเราในแต่ละช่วงเวลา

แสดงว่าเราเปิดไปดูแต่ตอน 20.00 น. ตลอด เพราะเจอแต่ข่าวอาชญากรรม

(หัวเราะ) ขอบคุณที่เปิดมาดูเรานะครับ ถ้ามีเวลาพอก็อยากให้ดูตั้งแต่ต้นจนจบ จะได้เห็นว่าข่าวของเรามีหลากหลายรูปแบบ

ตอนนี้คนดูโทรทัศน์ก็น้อยลง คุณทำอย่างไรให้คนไม่เปลี่ยนช่อง

ขอตั้งต้นว่า หลายคนบอกว่าสื่อหลายอย่างจะตาย เพราะออนไลน์เข้ามา แต่ผมว่าสื่อไม่ตาย ทั้งหมดเป็นแค่แพลตฟอร์ม ทีวียังคงเป็นสื่อหลักที่คนดู คนรุ่นนี้ตอนนี้ไม่ดูทีวี แต่ในอนาคตเขาอาจจะไม่อยากดูโทรศัพท์เครื่องเล็ก ๆ แล้วก็ได้ เขาอาจเปิดทีวีดูจอใหญ่แทน

ถามว่าทำยังไงให้คนหยุดดู เราทำหน้าที่ให้ดีที่สุด ไม่ใช่แค่ผม แต่คนในวงการโทรทัศน์ต้องช่วยกันสร้างสรรค์งานให้เกิดการยอมรับและดึงดูดผู้คน ตั้งใจอ่านโจทย์เพื่อตอบโจทย์คนดู ทำงานแข่งขันกับโลกออนไลน์โดยหาเรื่องที่เป็นปัจจุบันและเป็นความจริงที่สุดมาเล่า

'อุ๋ย ภาคภูมิ' เบื้องหลังคนข่าวไทยรัฐทีวี ประสบการณ์ 25 ปีที่หวังให้ข่าวช่วยประชาชน
'อุ๋ย ภาคภูมิ' เบื้องหลังคนข่าวไทยรัฐทีวี ประสบการณ์ 25 ปีที่หวังให้ข่าวช่วยประชาชน

On this day

เป้าหมายตั้งแต่วันแรกที่คุณทำงานข่าวจนถึงตอนนี้ยังเหมือนเดิมไหม

ผมมาไกลเกินฝัน ความฝันแรกคืออยากเป็นคอลัมนิสต์เขียนเรื่องฟุตบอล ต่อมาก็เป็นนักข่าว ไม่ได้คิดว่าอยากเป็นผู้ประกาศข่าว มีรายการทอล์ก ได้รับรางวัลนาฏราช สาขาผู้ประกาศข่าวชายยอดเยี่ยม อันนี้ต้องขอบคุณทุกคน 

ตอนนี้ผมอยากให้รายการข่าวที่ทำ โดยเฉพาะ เปิดปากกับภาคภูมิ เป็นปากเป็นเสียง เป็นที่พึ่งของสังคมได้

แล้วความฝันที่จะเป็นนักข่าวกีฬาหายไปไหน

คือตอนเด็กผมชอบฟุตบอลและเป็นนักฟุตบอลในยุคเฟื่องฟูของข่าวและนิตยสาร สตาร์ซอคเก้อร์ หรือ สยามกีฬารายวัน เราก็อยากเป็นคอลัมนิสต์อย่าง คุณบอบู๋-บูรณิจฉ์ รัตนวิเชียร และ คุณแจ็คกี้-อดิสรณ์ พึ่งยา

แต่พอเข้าเรียนคณะนิเทศศาสตร์ เราซึมซับการเมืองโดยไม่รู้ตัว เพื่อนสนิทคนหนึ่งชื่อว่า พีระยุทธ โอรพันธ์ เขาชอบถือ มติชนรายสัปดาห์ กับ สยามรัฐ สัปดาห์วิจารณ์ ขณะที่เราถือ สตาร์ซอคเก้อร์ ทุกวัน บางทีอ่านของเราจบ ก็เอาของเพื่อนไปอ่าน รู้จักชื่อนักการเมือง รู้เรื่องรัฐสภาไปโดยไม่รู้ตัว

พอเรียนจบทำงานที่ศูนย์ข่าวแปซิฟิก พ.ศ. 2540 ไม่มีโต๊ะประจำ เขาส่งเราไปทำทุกอย่าง แต่เรายังไม่ทิ้งฝันว่าจะเป็นนักข่าวกีฬา เมื่อตอนมีกีฬาซีเกมส์ที่อินโดนีเซียเลยได้ไปทำข่าวกีฬาจริงจังเป็นเดือน จนค้นพบว่ามันไม่ใช่ เราต้องไปสัมภาษณ์นักกีฬาก่อนและหลังแข่ง ระหว่างเกมต้องจดทุกนาที ใครทำอะไรนาทีที่เท่าไหร่ พิมพ์ส่ง

พอไปทำข่าวการเมืองกลับชอบ ฟังเขาอภิปรายในสภาได้สบาย ฟังตั้งแต่ยุค เฉลิม อยู่บำรุง ยังอยู่ในสภาแล้วก็เขียนวิเคราะห์

ตอนนั้นเลยรู้ว่า ข่าวกีฬา เรามีความสุขในการเสพ แต่ข่าวการเมือง เศรษฐกิจ อาชญากรรม เรามีความสุขในการสื่อ

แล้วหลังจากนั้นคุณก็ไม่ได้ออกจากวงการอีกเลย

ใช่ พ.ศ. 2541 เข้าไปสอบเป็นนักข่าวการเมืองของช่อง 9 MCOT HD ดำเนินการโดย อสมท. ส่วนปัจจุบันทำที่ไทยรัฐทีวี รวมทั้งหมดก็ 25 ปีพอดี ตอนเป็นนักข่าวใหม่ ๆ ต้องไปรายงานสดการชุมนุม ด้านหลังตีกันก็เคยผ่านมา แต่พอหลัง ๆ เราเริ่มมาอ่านข่าวข้างใน กินเวลาประมาณ 10 ปีได้ ครึ่งหนึ่งของการทำงาน

'อุ๋ย ภาคภูมิ' เบื้องหลังคนข่าวไทยรัฐทีวี ประสบการณ์ 25 ปีที่หวังให้ข่าวช่วยประชาชน
'อุ๋ย ภาคภูมิ' เบื้องหลังคนข่าวไทยรัฐทีวี ประสบการณ์ 25 ปีที่หวังให้ข่าวช่วยประชาชน

อะไรคือจุดเปลี่ยนให้คุณเบนเข็มจากงานภาคสนามมานั่งอยู่ในสตูดิโอ

น่าจะเป็นเรื่องจังหวะชีวิตและความโชคดีของเรา พอมาทำงานที่แรกก็เป็นวิทยุ ทุกต้นชั่วโมง 5 – 10 นาทีจะมีข่าว สมัยก่อนศูนย์ข่าวแปซิฟิกจะผลิตข่าววิทยุให้กับสถานีในเครือกองทัพบกทั่วประเทศ ยุคแรก ๆ คือ คุณสมเกียรติ อ่อนวิมล, คุณกิตติ สิงหาปัด ขณะเดียวกันก็มีการรับจ้างผลิตรายการโทรทัศน์ เมื่อก่อนดังมากคือรายการ ตามล่าหาความจริง

ผมเข้าไปเพื่อผลิตข่าววิทยุ ตอนนั้นส่งตัวอย่างเสียงไปให้เขาฟัง เพราะนักข่าวที่นี่ต้องใช้เสียง

ขอฟังตัวอย่างหน่อย ต้องพูดว่าอะไร

ต่อไปนี้สถานีวิทยุในเครือกองทัพบกโดยศูนย์ข่าวแปซิฟิกเสนอข่าวจาก… (ทำเสียงแบบที่เคยได้ยินในวิทยุ)

แล้วโทรทัศน์ที่ต้องการนักข่าวก็จะเลือกมาจากนักข่าววิทยุ เพราะนักข่าววิทยุใช้เสียงได้ รายงานได้ ยุคนั้นออนไลน์ยังไม่มีบทบาท พอผมได้มาทำทีวีก็มีจังหวะให้เติบโต ผมไต่มาตามระดับเลย อ่านข่าวภาคเล็ก ๆ ต้นชั่วโมง ข่าวดึก ข่าวเช้า ข่าวเที่ยง ข่าวค่ำ จนตอนนี้มีรายการทอล์กของตัวเอง เพราะไทยรัฐทีวีให้โอกาส

คุณเคยชอบการฝังตัวอยู่ในรัฐสภา ตอนนี้ไม่ได้ทำอย่างนั้นแล้ว โหยหาการทำข่าวการเมืองบ้างไหม

ไม่ถึงขั้นนั้น เมื่อก่อนตอนที่ผมโต รายการข่าวมันเรียง การเมือง เศรษฐกิจ สังคม ต่างประเทศ กีฬา พยากรณ์อากาศ เพราะฉะนั้นเมื่อก่อนคนไทยจะได้ดูแต่ข่าวการเมืองอันดับแรก แต่เดี๋ยวนี้ไม่ใช่ คนไม่ได้อยากดูการเมืองตลอด เขามีช่องทางให้เลือก

คุณคิดว่าข่าวการเมืองยังเป็นสิ่งที่ประชาชนควรเสพไหม

ต้องแล้วแต่ว่าเขาสนใจเรื่องการเมืองไหม แต่ไม่ควรทิ้ง เราควรรู้ สอดส่อง หรือเฝ้าดูว่านักการเมืองกำลังทำอะไรให้บ้าง การจัดประชุม APEC ครั้งนี้เราได้อะไร ราคาน้ำมันแพงแก้ปัญหาอย่างไร เมื่อประชาชนมีคำถาม สื่อต้องไปถามให้ เรื่องแบบนี้ผมว่าเป็นข่าวการเมืองที่ควรรู้และสื่อควรบอก ประชาชนไม่ต้องรู้ก็ได้ว่า นักการเมืองคนไหนด่าใครว่าอะไร แต่ถ้าอยากรู้ก็ได้เช่นกัน 

'อุ๋ย ภาคภูมิ' เบื้องหลังคนข่าวไทยรัฐทีวี ประสบการณ์ 25 ปีที่หวังให้ข่าวช่วยประชาชน

สมัยนี้นักข่าวก็เหมือนอินฟลูเอนเซอร์คนหนึ่ง คุณเคยเช็กเรตติ้งของตัวเองบ้างไหม

(หัวเราะ) ไม่เคยเลย เพราะไม่ได้คิดว่าตัวเองเป็นคนดัง เราเป็นคนข่าวคนหนึ่ง แต่เวลาเดินออกไปข้างนอกก็มีคนทักบ้าง มาขอถ่ายรูปก็ดีใจแล้ว

แต่ต้องยอมรับว่าความดังเป็นแรงขับเคลื่อนสังคม คนในวงการข่าวที่น่าเชื่อถือมีเยอะมาก เขาไม่ได้ทำเพราะอยากดัง คุณสุทธิชัย หยุ่น, คุณสรยุทธ สุทัศนะจินดา, คุณกิตติ สิงหาปัด, คุณต๊ะ-นารากร ติยายน, คุณหนุ่ม-กรรชัย กำเนิดพลอย, คุณจอมขวัญ หลาวเพ็ชร์ หลายคนโด่งดัง แต่ไม่ได้ใช้ในการกอบโกย เขาหยิบอะไรขึ้นมาก็เกิดแรงกระเพื่อม พอคนพูดถึง หน่วยงานเข้ามา ผมเองก็เรียนรู้จากทุกคน ยกให้เป็นครู และนำมาพัฒนาตัวเอง

ในทุกวงการ ความโด่งดังเป็นสิ่งที่ต้องควบคุม ถ้าไม่อยู่ในครรลองก็เกิดความผิดพลาดกันได้

คุณคิดว่าการเป็นนักข่าวที่ดีต้องมีอะไรบ้าง

สารตั้งต้นคือต้องมีใจรัก เพราะถ้าไม่รักอยู่กับข่าวไม่ได้ ต้องหายใจเข้าออกเป็นข่าว มีจมูกข่าว เห็นเรื่องนี้แล้วได้กลิ่นว่ามันขยายผลต่อได้ มีความมุ่งมั่นตั้งใจ เมื่อโอกาสมาถึง คุณค่อยเอาความดีและความเก่งของคุณคว้าโอกาสตรงนั้นแล้วสร้างผลงานและตัวตนของคุณออกมา

ความทุ่มเทก็ต้องมีถึงขั้นจิตวิญญาณ มีความอยากรู้ อยากช่วยเหลือ อยากส่งต่อ ในหนึ่งวัน คุณจะต้องใช้ชีวิตอยู่กับมัน 60 – 70 เปอร์เซ็นต์ รวมทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลัง ต้องคุยกันทั้งวันเกี่ยวกับเรื่องข่าว

ช่วงที่ยุ่งที่สุด คุณทำงานติดกันนานขนาดไหน

24 ชั่วโมง เป็นวาระที่พิเศษหรือเหตุฉุกเฉิน เช่น ตอนที่ 13 หมูป่าติดถ้ำหลวง ไทยรัฐต้องล้มผังเป็นรายการข่าวทั้งวัน แต่ไม่ใช่อ่านคนเดียวตลอด อ่าน 4 – 5 ชั่วโมง พักหน่อย แล้วมาอ่านต่อ ไม่ได้กลับบ้านจนจบภารกิจแค่นั้นเอง

อย่างนี้ตอนกลับบ้านคุณก็คิดเรื่องข่าวด้วย

ก็คิดนะ แต่ถ้าเรากลับบ้านมันก็จะไม่ตลอด บางทีเห็นข่าว กรุ๊ปไลน์เด้ง สัญชาตญาณคนข่าวจะทำให้เราคุยเรื่องนั้นต่อ ถามผู้ใหญ่ว่าผมทำข่าวนี้ได้ไหม นี่คือชีวิต 24 ชั่วโมง แต่ไม่ได้ฝืนนะ มันชินแล้ว

เบื้องหลังความคิด ชีวิต และข่าวครบรสของ 'อุ๋ย-ภาคภูมิ พันธุ์สถิตย์' คนข่าวไทยรัฐที่ตกตะกอนว่า ความสุขอยู่แค่ปากซอย

On Cloud Nine

25 ปีผ่านไป งานข่าวคงต้องเคยทำให้ชีวิตคุณเสียสมดุลบ้าง

มีบ้างเวลาที่งานเยอะ ช่วงหนึ่งจัดวิทยุตอนเช้า 8.00 – 9.00 น. เสร็จแล้วกลางวันไปทำงานในกองบรรณาธิการข่าวต่อ พอตกกลางคืนไปอ่านข่าว เท่ากับทำตั้งแต่ 8.00 – 23.00 น. มีอีกช่วงคือเขาขอให้จัดเพิ่มเป็น 6.00 – 7.30 ด้วย เว้นแค่ 30 นาที บวกกับเสาร์-อาทิตย์ต้องอ่านข่าวตอนเช้า 

อันนี้ไม่เห็นหน้าลูกเมียของจริง ต้องมานั่งย้อนคิดกับตัวเองว่า เยอะเกินไปไหม เรามีความฝันเลยพุ่งทะยานไป แต่เมื่อถึงเวลา ช่วงหนึ่งของชีวิตจะบอกเราเองว่า สิ่งที่เราอยากเป็น อยากไป ยังไงก็ทิ้งครอบครัวไว้ข้างหลังไม่ได้ มันต้องมีสมดุลและความสุข

ครอบครัวสำคัญแค่ไหนสำหรับคุณ

ถ้าไม่มีครอบครัวสนับสนุนคงมาไม่ถึงจุดนี้

ภรรยาเจอผมตอนที่เป็นนักข่าวแล้ว เพราะฉะนั้น เขาเข้าใจธรรมชาติของเรา ลูกชายก็เกิดมาตอนที่พ่อเป็นนักข่าว ลูกก็ไม่เคยบอกว่าเราต้องไปเฝ้าเขาเตะบอล

ลำดับความสำคัญของผม อย่างแรกคือครอบครัว แค่ตัวไม่ได้อยู่ด้วย อย่างที่สองคืองาน

เบื้องหลังความคิด ชีวิต และข่าวครบรสของ 'อุ๋ย-ภาคภูมิ พันธุ์สถิตย์' คนข่าวไทยรัฐที่ตกตะกอนว่า ความสุขอยู่แค่ปากซอย

คุณคิดว่าตัวเองใช้ชีวิตที่ผ่านมาได้คุ้มค่าหรือยัง

ชีวิตข่าวคุ้มไม่คุ้มไม่แน่ใจ แต่ยังอยากทำแบบนี้ไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะมีคำตอบว่าไม่มีใครจ้างเราแล้ว หรือถ้าไม่มีใครจ้างก็ยังอยากทำเอง เพราะชีวิตทุกวันนี้หายใจเข้าออกเป็นการสื่อสาร อยากเป็นเหมือนคุณสุทธิชัย หยุ่น, คุณวีระ ธีรภัทร ที่ชีวิตยังอยู่ในวงการ ไม่รู้ว่าจุดหมายสุดท้ายจะไปได้ถึงขนาดนั้นหรือเปล่า

แล้วชีวิตส่วนตัวล่ะ

บอกเลยว่ายัง เพราะเรามีชีวิตในภาคการทำงานมากกว่าชีวิตส่วนตัว แต่ก็ยังมีความฝันที่คุยกับลูกและภรรยาอยู่ เช่น เราต้องไปดูบอลกันที่โอลด์แทรฟฟอร์ด ประเทศอังกฤษ ให้ได้ อันนี้ถึงเวลาค่อยไป มีความฝัน ภรรยาก็อยากไปเกาหลี ไปหา แจ็คสัน หวัง แต่ผมอยากไปหา ลิซ่า BLACKPINK ครับ (หัวเราะ)

ความสุขของคนยุ่ง ๆ อย่างคุณ หาได้จากไหนบ้าง

ชีวิตของผมไม่ได้ต่างจากคนทั่วไป ความสุขส่วนมากอยู่แค่ปากซอยบ้าน วนกันอยู่ในครอบครัว มีพ่อแม่ ภรรยาและลูก พอหยุดก็หาที่กินข้าว อาจไปเที่ยวบ้านญาติ มันคือความสุขที่สุขแล้ว ไม่รู้จะไปถวิลหาตรงไหนอีก นึกไม่ออกด้วยซ้ำว่ากิจกรรมหวือหวาอย่างอื่นคืออะไร เพราะไม่ได้ทำเลย (หัวเราะ)

แต่ชีวิตผมไม่ได้รันทดนะ นี่คือความสุขจริง ๆ ที่ผมเลือก เวลาน้อยต้องเก็บโกยความสุข แทบไม่อยากให้มันหล่นหายไปไหน

ถ้าไทยรัฐให้วันหยุดฟรี 1 สัปดาห์ ไม่นับรวมลาพักร้อน คุณจะทำอะไร

โห! ไปต่างประเทศเลย ไม่ญี่ปุ่นก็เกาหลี

แล้วถ้าให้ 1 เดือนเลยล่ะ

เยอะไป เดี๋ยวจะเที่ยวจนเบื่อ ขอสัก 12 วันก็เหลือเฟือ

คุณลาพักร้อนครั้งล่าสุดเมื่อไหร่

จำไม่ได้แล้ว นานมาก สมัยอยู่ที่ทำงานเก่า ตอนนั้นพัก 5 วันไปญี่ปุ่น แต่ตอนนี้อยู่ไทยรัฐมา 5 ปีแล้วยังไม่เคยลา

ถ้าอย่างนั้นคุณมีงานอดิเรกคลายเครียดบ้างไหม

ก็มีแค่สะสมเสื้อฟุตบอล ผมเป็นแฟนแมนยูฯ แต่ซื้อเสื้อทุกทีมไปเรื่อย ๆ ไม่ได้ประมูล ผมจะซื้อหลังจบฤดูกาล เพราะมันจะลดราคา ยกเว้นของแมนยูฯ ภรรยาบ่นแล้ว เพราะไม่มีที่เก็บ แต่ผมก็เอามาใส่นะ (หัวเราะ)

เบื้องหลังความคิด ชีวิต และข่าวครบรสของ 'อุ๋ย-ภาคภูมิ พันธุ์สถิตย์' คนข่าวไทยรัฐที่ตกตะกอนว่า ความสุขอยู่แค่ปากซอย

On the Way to a Dream

ชีวิตของคุณไต่เต้าขึ้นมาจากศูนย์ด้วยความสามารถและความพยายามของตัวเอง วันนี้คุณมีงานที่มั่นคง มีความสุข ได้ทำเพื่อสังคม คุณอยากขอบคุณใครบ้างที่ทำให้คุณก้าวมาถึงจุดนี้

ขอบคุณพ่อแม่ ขอบคุณภรรยาที่สนับสนุนเรา ขอบคุณลูกชายที่เข้าใจว่าพ่อทำงานตลอด ปิดเทอมก็ไม่ได้พาไปไกล ๆ ที่เหลือคือขอบคุณครูบาอาจารย์ที่เอ่ยชื่อไม่หมด ขอบคุณทุกที่ทำงานที่ให้โอกาสให้เราได้เติบโตขึ้นมา โดยเฉพาะไทยรัฐทีวี ขอบคุณจริง ๆ

(เสียงของเขาหายไป เราเงยหน้าจากสมุดจด)

(ซับน้ำตา) ไม่ใช่เพราะปัจจุบัน ผมอยู่ที่นี่เลยขอบคุณ แต่การอยู่ที่นี่ทำให้ผมได้ทำในสิ่งที่เป็นตัวเอง เพราะเราคือคนข่าว พออยู่ในสถานีข่าวมันก็ได้หายใจเข้าออกเป็นข่าว จังหวะชีวิตและลมมหายใจมันกลายเป็นสิ่งเดียวกัน…

ขอโทษครับ พอพูดแล้วจะร้องไห้

(เรายิ้มและพยักหน้า ทั้งห้องมีแต่ความเงียบ)

ผมไม่เคยคิดฝันว่าตัวเองจะมาไกลขนาดนี้ จนพอเป็นผู้ประกาศข่าวก็เริ่มมีฝันว่าอยากทำรายการทอล์ก พอผมได้คุยเรื่องการทำงานกับ คุณนิค-จิตสุภา วัชรพล หรือ คุณจูเนียร์-วัชร วัชรพล เขาถามผมว่า พี่อุ๋ยอยากทำอะไร ผมก็บอกว่า อยากทำรายการทอล์ก ผมไม่รู้ว่าจะทำได้ดีไหม แต่ผมอยากทำ ทางไทยรัฐให้โอกาสผมเลยคือรายการ เปิดปากกับภาคภูมิ นี่คือของขวัญชิ้นใหญ่

คงไม่มีสถานีโทรทัศน์ไหนที่ให้เวลาผมได้ทำรายการข่าวในแต่ละวันเยอะแยะขนาดนี้ ไม่รู้จะขอบคุณยังไง ใช้คำว่าขอบคุณก็ไม่รู้จะพอไหม เพราะโอกาสในหน้าที่การงานที่ได้ทำคือความมั่นคงของชีวิตที่ไปตอบโจทย์ความสุขของครอบครัว

ถ้าถามว่าผมไม่เหนื่อยเหรอ มีความสุขแล้วเหรอ นี่แหละคือความสุข เพราะมันร้อยรวมไปแล้วระหว่างชีวิตที่ทำงานและครอบครัว

เบื้องหลังความคิด ชีวิต และข่าวครบรสของ 'อุ๋ย-ภาคภูมิ พันธุ์สถิตย์' คนข่าวไทยรัฐที่ตกตะกอนว่า ความสุขอยู่แค่ปากซอย

Writer

วโรดม เตชศรีสุธี

วโรดม เตชศรีสุธี

นักจิบชามะนาวจากเมืองสรอง หลงใหลธรรมชาติ การเล่าเรื่อง และชอบสูดกลิ่นอายแห่งอารยธรรม

Photographer

Avatar

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load