แม้ พิ-พิริยะ กุลกาญจนาชีวิน จะเริ่มบ่นว่าอยากให้คนจดจำตัวเขาในแบบอื่นบ้าง แต่เพื่อให้ง่ายต่อความเข้าใจท่านผู้อ่าน ฉันขออนุญาตตั้งต้นเล่าเรื่องพิด้วยสิ่งนี้

อย่างที่รู้กัน TEDxBangkok เป็นการยก TED-เวทีทอล์กอันโด่งดังระดับโลกซึ่งชวนบุคคลน่าสนใจขึ้นมาเล่าเรื่องสร้างแรงบันดาลใจ-มาสู่กรุงเทพฯ และพิคืออดีตอาสาสมัครในงาน TEDxChiangmai ที่ได้แรงบันดาลใจจนร่วมทำให้เวทีนี้เกิดขึ้นจริง เขารับบทเป็น ‘Story Curator’ หรือภัณฑารักษ์คัดสรรและขัดเกลาเรื่องทั้งหมดที่จะถูกเล่าบนเวที

พิริยะ กุลกาญจนาชีวิน

TEDxBangkok เริ่มต้นในปี 2015 อาจกล่าวได้ว่าเป็นงานที่สร้างกระแสให้เกิดเวที TEDx อีกมากมายในไทย และเป็นงานที่ทำให้คนเริ่มรู้จัก ‘พิ TEDx’ เพราะสิ่งที่เขาทำใหม่มาก ใหญ่มาก และเขาก็ทำได้ดีมากทั้งที่เพิ่งอายุ 23 ปี

แต่เรื่องของพิไม่ได้จบอยู่เท่านั้น

‘Welcome glowers’ คือข้อความบนกระดาษโน้ตที่แปะอยู่ตรงประตูทางเข้า Glow Story เอเจนซี่แนวใหม่ของไทยที่พิร่วมก่อตั้งกับเพื่อนคือ ป่าน-ปิยพัทธ์ ปฏิโภคสุทธิ์ และ บี๋-นภัส มุทุตานนท์ หลังจบ TEDxBangkok ปีแรก

Glow ตั้งใจแก้โจทย์จากลูกค้าและสร้างการเปลี่ยนแปลงในสังคมด้วย ‘การเล่าเรื่อง’ เฉพาะเจาะจงลงไปอีก มันคือการเล่าเรื่องที่ไม่ยึดติดอยู่กับรูปแบบ

ลูกค้าต้องการคุยเรื่อง ‘ป่า’ โกลว์บิดมันกลายเป็นงาน ‘มาหาสมบัติ’ ที่เล่าเรื่องป่าให้คนเมืองฟังผ่านนิทรรศการ กิจกรรมสำหรับเด็ก จนถึงทอล์กหลากระดับความเข้มข้น อีกกรณีพวกเขาจัดทริป ‘เกิดอะไรขึ้นที่น่าน’ พา Influencer ลงพื้นที่สำรวจป่า เพื่อนำเรื่องราวกลับไปเผยแพร่สู่คนทั่วไป

กระทั่งประเด็นหนักหน่วงอย่าง  ‘ความตาย’ โกลว์ก็หีบห่อมันเป็น Last Talk งานที่ชวนวัยรุ่นคุยเรื่องความตายผ่านทอล์กน่าสนใจและโลงศพ

เท่านี้น่าจะพอสำหรับการจัดพิเข้าสู่หมวดเด็กรุ่นใหม่ที่ ‘น่าสนใจมาก’ แต่แล้วในปีนี้ ฉันก็เห็นเขาตั้งเป้าอยากให้งานของ Glow สร้างผลกระทบไกลกว่าแค่แรงบันดาลใจ ส่วนฟาก TEDx  ก็มีการนำเวที TEDx เข้าสู่โรงเรียนมัธยมในชื่อ TED Club และเลิกจัดงาน TEDx หลักบนเวทีใหญ่ แต่กระจายไปจัดเป็นเวทีเล็กในหลายสถานที่ในชื่อ TEDxBangkok Adventures

บ้าพลังขนาดนี้ จะไม่ให้ฉันมานั่งลงคุยกับเขาได้อย่างไร

และด้านล่างนี้ก็คือเรื่องเล่าเปี่ยมพลังจากชีวิตนักเล่าเรื่องวัย 26 ที่บอกว่าตัวเองคือปลาซึ่งเดินหน้ากระโดดสู่บ่อที่ใหญ่ขึ้นเสมอ

เรื่องเล่าที่อาจทำให้คุณต้องมอง ‘เด็กสมัยนี้’ ด้วยสายตาใหม่

พิริยะ กุลกาญจนาชีวิน

จำโมเมนต์แรกที่คุณเริ่มตกหลุมรักการเล่าเรื่องได้มั้ย

น่าจะเป็นตอนประถมเลยนะ ที่บ้านเราค่อนข้างเป็นบ้านที่คุยกันจริงจัง ตอนพ่อขับรถมาส่งที่โรงเรียนก็ไม่ได้เปิดเพลง แต่ถามนู่นถามนี่กับเรา เช่น เห็นคนขับซาเล้งแล้วคิดยังไง หรือเล่าเรื่องตลก รวมถึงไปดูข่าวแล้วมาเล่าให้เราฟัง เราก็เอาเรื่องที่พ่อเล่าไปคุยกับเพื่อน เพื่อนก็จะบอกว่า เออ ไอ้พิมันเล่าเรื่องสนุกดี ตลกดี เราก็เริ่มสนุกกับการเล่าเรื่อง รู้สึกว่าสร้างความบันเทิงให้คนได้ และทำให้เราที่เป็นไอ้แว่นตัวเล็ก น่าแกล้งได้รับการยอมรับ

คุณสนใจหัดเล่าเรื่องมาเรื่อยๆ ตั้งแต่เป็นหัวหน้าห้อง ประธานรุ่น เข้าชมรมโต้วาทีของมหาวิทยาลัย จนถึงเวที TEDx ที่จริงแล้ว ความสนุกของการเล่าเรื่องอยู่ตรงไหน  

เราเป็นคนประเภท Extrovert ที่จะได้รับพลังจากมนุษย์ ซึ่งการเป็นคนเล่าเรื่องไม่ว่าจะในรูปแบบไหน มันได้ปฏิสัมพันธ์กับคน เราก็สนุกและได้พลังจากมัน ไม่ว่าจะเป็นการเล่นคอนเสิร์ตแล้วบอกคนว่ากรี๊ดหน่อย ขอเสียงหน่อย เราพูดประโยคหนึ่งแล้วคนกรี๊ดว่ะ หรือการทำทอล์กอย่างทอล์กบนเวที TEDxBangkok ของน้าต๋อย เซมเบ้ เราเห็นคนเช็ดน้ำตากันครึ่งฮอลล์แล้วก็รู้สึกว่ามันคือเนื้อหาที่เราคัดสรรมา ทีมช่วยกันผลักดันจนทำปฏิกิริยาบางอย่างกับคน

ถ้าถามว่าเรามีนิสัยอะไรที่ชัดกว่าคนอื่น เราคิดว่าตัวเองเป็นคนอยากรู้อยากเห็นอย่างจริงจัง คือเราจบเอกจีนศึกษาจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สมัยเรียนเราชอบวิชาปรัชญาจีนมาก มีประโยคหนึ่งของขงจื๊อที่ใช้ในการทำงานตลอดซึ่งแปลเป็นไทยว่า ในถนนเส้นหนึ่ง 3 คนที่เดินมา ทุกคนเป็นครูเราได้ ถ้าเขามีข้อดีก็เรียนรู้ไว้ ถ้ามีข้อเสียก็ทบทวนว่าตัวเองมีสิ่งนั้นหรือเปล่า เรารู้สึกว่าเรื่องนี้โคตรจริง เราเป็นสายซี้กับป้าแม่บ้าน ซี้กับพี่ยาม รู้สึกว่าทุกคนมีเรื่องเจ๋งๆ หมด และมันคือชุดความคิดเดียวกับเวลาไปคุยหาข้อมูลจากสัปเหร่อ คุยกับชาวบ้านว่าทำไมพี่ถึงเผาป่า เราแค่อยากเข้าไปเข้าใจคนมากขึ้น แล้วช่วยหามุมเล่าเพื่อไปบอกคนอื่นอีกทีว่ามีคนทำสิ่งนี้อยู่นะ

พิริยะ กุลกาญจนาชีวิน พิริยะ กุลกาญจนาชีวิน

ทำไมคุณไม่เลือกทำอาชีพที่ได้เล่าเรื่องอย่างการเป็นสื่อ แต่กลับเลือกเปิดเอเจนซี่

เราอาจไม่ได้ตั้งต้นว่าฉันจะเป็นนักเล่าเรื่องขนาดนั้น ทุกอย่างเริ่มจากต้นทุนที่มี ตอนเราทำ TEDxBangkok ปีแรกจบ มีพี่ที่องค์กร Creative Move ซึ่งตอนนั้นกำลังจะจัดงาน Creative Citizen Talk มาถามว่าช่วยทำคอนเทนต์ได้มั้ย เราก็คิดว่าทำสิ่งนี้แบบได้ตังค์ก็ได้ด้วย รู้สึกว่ามีโอกาสในตลาด มีคนที่มองเห็นว่างานเสวนาที่ไม่ได้ทำแค่บอกวิทยากรว่า มาพูดให้ผมวันนี้หน่อยนะครับ แต่มีคนเข้าไปจัดเรียงให้เรื่องราวชัดขึ้น มันจะเพิ่มคุณค่าของเนื้อหาอีกมาก สร้างการเปลี่ยนแปลงได้เยอะขึ้นมาก

แล้วพอเราเจอเพื่อนร่วมก่อตั้ง Glow Story ซึ่งเป็นคนสายดีไซน์ที่บอกเราว่า TED ไม่ใช่แค่เรื่องบนเวที แต่รวมถึงเนื้อหาที่เจอหลังออกมาจากทอล์ก เช่น งานออกแบบ กลิ่น สี ซึ่งทำให้คนเข้าใจเนื้อหามากขึ้น พวกเราเลยใช้เวลา 2 – 3 เดือนในการสำรวจว่ามีโมเดลอะไรบ้างที่เราได้ทำสิ่งที่ชอบทั้งคู่แล้วก็น่าจะหาเงินได้ด้วย จนออกมาเป็น Glow Story ซึ่งตอนแรกเรียกตัวเองว่าเป็น Talk Event Organizer แต่แล้วเราก็รู้สึกว่า อ้าว ทริปก็ทำได้ นิทรรศการก็ทำได้ เพราะฉะนั้น แก่นไม่ใช่แค่เรื่องทอล์กแล้ว แต่แก่นคือการเล่าเรื่อง เราก็เลยเป็นเอเจนซี่ที่ลายเซ็นน่าจะเป็นเรื่องการไร้รูปแบบ ทอล์กไม่ได้เวิร์กเสมอไป รูปแบบทริปไม่ได้เวิร์กเสมอไป เราจับคู่รูปแบบที่ถูกต้องกับคนดู แล้วหาวิธีขัดเกลาให้ทั้งสองอย่างตรงกัน

พิริยะ กุลกาญจนาชีวิน

Glow Story เล่าได้ทุกเรื่องมั้ย

เส้นที่เราจะพยายามรักษาไว้ตลอดเวลาคือ ความจริง หมายถึงว่าสิ่งที่คนซึ่งจะมาเล่าเรื่องสบายใจที่จะเล่า สมมติว่าคุยกับพี่คนนี้ ได้เส้นเรื่องมาประมาณนี้ ถ้าเกิดเติมมุมนี้เข้าไปนะหล่อเลย แต่เขาบอกว่าเรื่องนี้ไม่ใช่สิ่งที่พี่เชื่อ เราจะไม่ข้ามเส้นนั้นเด็ดขาด แม้จะทำให้ Output ออกมาดีงามมากก็ตาม เพราะสุดท้ายแล้ว ผลลัพธ์ของเราในหลายรูปแบบ เราไม่ได้เล่าเองทั้งหมด คนที่มาเล่าต้องเชื่อในสิ่งที่เราเสนอ ปรับเข้าปาก แล้วนำเสนอด้วยตัวเอง อย่างวิทยากรของ TED เราไม่อยากให้เขากลับมาดูแล้วคิดว่าไม่น่าพูดสิ่งนั้นไปเลย เราว่ามันน่าจะเป็นความรับผิดชอบของเราในฐานะคนทำคอนเทนต์แบบนี้ด้วย

พิริยะ กุลกาญจนาชีวิน

คุณว่านักเล่าเรื่องที่ดีควรเป็นยังไง

รู้จักคนฟัง หมายถึงเราต้องรู้จักตัวเองก่อนว่ามีแพชชันกับอะไร สิ่งนี้สำคัญมาก แล้วเข้าใจว่าตัวเองจะคุยกับใคร ปัจจุบันนี้ทุกคนมีพื้นที่ให้พูดเยอะไปหมด แต่พอเขาไม่เห็นหน้าคนที่คุยด้วย การสื่อสารมันก็ลอยหายไป มันอาจเวิร์กกับคนกลุ่มหนึ่งก็ได้ แต่เขายิงไปไม่ถูกจุดหรือพุ่งไปไม่ถูกประเด็น อย่างเราเอง ทุกครั้งที่จะเขียนสเตตัสเฟซบุ๊ก เรามานั่งจดก่อนเลยว่าโพสต์นี้จะคุยกับใคร เช่น โพสต์นี้คนอ่านหลักคือวิทยากรเก่าที่เคยทำงานด้วย อาจเพราะเรารู้ชัดว่าคนที่ตามเราคาดหวังอะไรหรือเราจะพาเขาไปอีกจุดจากฐานเดิมได้ยังไง แล้ววิธีนี้ก็เป็นประโยชน์ในเชิงธุรกิจด้วย บริษัทเราแทบไม่จ้างพีอาร์เลยในหลายงาน เป็นเฟซบุ๊กเราเสียส่วนใหญ่ด้วยซ้ำ

ตอนนี้เทรนด์การเล่าเรื่องของโลกกำลังไปทางไหน

เรารู้สึกว่ารูปแบบของเนื้อหาคงหลากหลายขึ้น เพราะเมื่อคอนเทนต์เยอะไปหมด วิธีการรับแบบที่มีอยู่ไม่พอแล้ว ซึ่งเราเชื่อในความออฟไลน์ของการสื่อสาร เชื่อเรื่องประสบการณ์มาก เช่น ถ้าอวดสิ่งของในอินสตาแกรมคือเสี่ยวเลย แต่ถ้าอวดประสบการณ์ เราไปเที่ยวที่แปลก มาชูปิกชู มันคือความเท่ของยุคสมัย ทุกคนก็พยายามให้คุณค่ากับประสบการณ์กันมากขึ้น

อย่างที่สองคือ ความสนใจของคนสั้นลง ตัวอย่างเช่น เวลาทำ TEDx เราจะมีการโทรประชุมกับทีม TED ใหญ่ทุกปี ปีที่ผ่านมาเขาก็แชร์สถิติหลังบ้าน แต่ก่อน TED คือเวทีทอล์กความยาวไม่เกิน 18 นาที เพราะเกินกว่านี้คนไม่สนใจแล้ว แต่ทีม TED บอกว่าสถิติหลังบ้านของช่องยูทูบปีนี้ ’12 is the new 18′ คือเกิน 12 นาทีคนหลุดแล้ว นี่คือเนื้อหาของ TED ที่ขัดเกลาวิทยากรกันแรมปีนะ เวลาลดไปขนาดนี้ ซึ่งการที่ความสนใจของคนสั้นดีหรือไม่ดีก็ไม่รู้นะ แต่นักเล่าเรื่องต้องปรับตัวแน่นอน ต้องมีรูปแบบที่อิสระมากขึ้น เพราะเรารู้สึกว่ารูปแบบเดียวไม่สามารถเล่าทุกเรื่องได้ดีเสมอไป

พิริยะ กุลกาญจนาชีวิน

เคยกลัวมั้ยว่าคอนเทนต์ยุคนี้จะเยอะจนไม่ว่าคุณเล่าเรื่องอะไร ในรูปแบบไหน คนก็อาจมาฟังมาดู แต่พรุ่งนี้ก็จะลืม

กลัวนะ Glow Story เลยเรียกตัวเองว่าเป็น Glow 1.0 คือเราทำในส่วนของการสื่อสาร สิ่งที่เราอยากไปแต่ไม่รู้ว่าจะทำได้หรือเปล่า มันคือคำนี้ (ชี้ไปตรงกระดาษจดงานแผ่นใหญ่ที่แปะอยู่ในออฟฟิศ) ‘Provoke Behaviour Change for Better Society’ เรารู้สึกว่าที่ผ่านมาพอเราเป็น Story Telling Agency เราก็เป็นมือปืนรับจ้างที่บอกว่ากระสุนผมจะเล่าเรื่องได้ดีที่สุด ผมจะตั้งใจค้นคว้าข้อมูล ตั้งใจขัดเกลา แล้วนำเสนอออกมาให้ดีที่สุด เราสัญญาในส่วนเรื่องเล่า แต่เรารู้สึกว่าอยากมอบคุณค่าอีกขั้นให้สังคมหรือคนที่เราไปช่วยเล่าเรื่อง นั่นคือการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม

เรามี TED Talk เรื่องหนึ่งที่ชอบมากของ Joe Smith เขาเป็น NGOs สายอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม พอขึ้นเวที เขาไม่พูดเรื่องหมีขาว แต่บนนั้นมีโต๊ะตัวหนึ่ง มีกะละมังใส่น้ำแล้วก็มีกระดาษทิชชูกองเต็มเลย เขาเอามือจุ่มน้ำ สะบัด 12 ที เพื่อสาธิตว่าด้วยวิธีนี้ เขาใช้ทิชชูแค่ 1 แผ่น ทำอย่างนี้ประมาณ 3 รอบแล้วเดินลง เรารู้สึกว่าโคตรพีก ทุกวันนี้เวลาเข้าห้องน้ำก็ยังล้างมือแล้วสะบัดมือ 12 ที มันคือ 4 นาทีที่เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของไอ้เด็กแว่นคนหนึ่งที่อยู่เมืองไทย แล้วถ้าเกิดมันนับได้ มีกี่คนที่เปลี่ยนพฤติกรรมเพราะเขา

เราอยากทำคอนเทนต์แบบนี้ขึ้นมาเรื่อยๆ เพื่อเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมคน นำสังคมไปข้างหน้ามากกว่าแค่ปรับความเข้าใจและสร้างการตระหนักรู้ ตอนนี้ทีมเราก็โฟกัสเรื่อง Behavioral Economics หรือ Behavior Study มากๆ สิ่งที่อยากทำก็มีทั้งในเชิงของการออกแบบเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง หรือในเชิงการเป็นพาร์ตเนอร์เพื่อขยายกระแสสังคม

โพสต์อิต TEDxBangkok

ในบรรดาประเด็นที่คุณเล่า คุณเคยบอกว่าสนใจเรื่องการศึกษามากเป็นพิเศษ ความสนใจนี้เริ่มจากไหน

เราเคยเรียนในโรงเรียนที่มีเพื่อนโทรมาเล่าให้ฟังว่า ‘มึง กูไปทำแท้งมา’ แล้วเราก็บังเอิญได้ข้ามสะพานไปอยู่อีกฝั่งหนึ่ง คือฝั่งเด็กที่ได้รับโอกาสดีหน่อย รวมถึงได้ไปเห็นโอกาสในเมืองนอก เราเลยได้เห็นว่าเพื่อนเราที่อยู่ตรงนั้นเหมือนจะใกล้กัน แต่ความเหลื่อมล้ำเยอะมาก แล้วก็รู้สึกว่าตรงนั้นเป็นจุดตัดมากๆ สำหรับการกำหนดอนาคตของคน สังคม และประเทศชาติ ซึ่งถ้าเป้าหมายของเราคือการเปลี่ยนแปลง เราก็รู้สึกว่าการลงทุนในเรื่องการศึกษาคุ้มที่สุดแล้ว แม้มันอาจดูเป็นการลงทุนระยะยาว

ทำไมถึงนำเวที TED เข้าไปในโรงเรียน มันช่วยแก้ปัญหาอะไร

TED คือพื้นที่ และ Glow ไม่ได้เป็นนักทำคอนเทนต์ที่ดีที่สุด แต่สิ่งที่เราถนัดคือการสร้างพื้นที่ที่หลากหลายทั้งประเด็นและรูปแบบ เพราะฉะนั้น ถ้าองค์ความรู้ของ Glow กลับไปพัฒนา TED เราว่าการสร้างพื้นที่น่าจะเป็นจุดเด่นหรือจุดแข็งสำคัญที่ทำให้แบรนด์ TED ออกไปจากลิมิตของคำว่าแรงบันดาลใจได้ เราอยากแหกกรอบนี้ออกไป ตั้งคำถามว่าหลังจากนี้เราขยายผลได้หรือเปล่า

แล้วเราคิดว่ากลุ่มผู้ชมที่เป็นคนเมืองปัญญาชนไม่รู้สึกว่า TED เท่เหมือนเมื่อ 3 ปีที่แล้ว แต่มีผู้ชมอีกกลุ่มที่มี Pain Point มากๆ คือกลุ่มเด็ก เราคิดว่าพวกเขาก็เหมือนเรา แค่อยากได้พื้นที่ที่ได้รับการยอมรับ แต่พอระบบการศึกษามีพื้นที่แค่สำหรับเด็กหน้าห้อง ที่เหลือคือเด็กเลวเพราะเกรดไม่ดี เขาก็ไปหาพื้นที่อื่น ถ้ามันเป็นการขับรถเสียงดังตอนกลางคืนแล้วมีคนเฮให้ เขาก็ทำไปเรื่อยๆ มันเลยเป็นที่มาของ TED Club เราอยากเอาครูเข้ามาแล้วบ่มให้เห็นว่าการสร้างพื้นที่ตรงนี้ในโรงเรียนของคุณทำได้ยังไงบ้าง ปีนี้รับได้แค่ 30 คนก่อน แต่นั่นแปลว่าถ้าเราให้เขาสัญญาว่าจะกลับไปทำ TED Club ที่โรงเรียน สมมติมีแค่ 10 ทอล์กต่อโรงเรียน มันคือ 300 ทอล์กซึ่งไม่ได้ทำหน้าที่แค่ในเชิงเนื้อหา แต่เพิ่มความมั่นใจของเด็กคนหนึ่งที่ถ้าไม่ได้ขึ้นเวทีนี้จะไปเสพยาแล้วนะ

พิริยะ กุลกาญจนาชีวิน

แล้วทำไมปีนี้เวทีหลักของ TEDxBangkok ถึงไม่ได้เป็นเวทีใหญ่ การกระจายเวทีไปตามพื้นที่ต่างๆ สำคัญยังไง

เราและทีมเป็นส่วนเล็กๆ ในการผลักดันให้มีกระแส TEDx ในเมืองไทย เรามองว่าจุดนั้นอิ่มตัวแล้ว และเริ่มเสียดายคนเก่งๆ ที่มาอาสาสมัคร เพราะรูปแบบอีเวนต์ไม่ได้ตอบศักยภาพพวกเขาเท่าที่ควร เช่น เราเอาคนระดับดอกเตอร์มาเปิดประตู หรือเฌอปราง BNK 48 มาโบกไฟฉายให้ผู้ชม ซึ่ง TEDxBangkok มีความเป็นผู้บุกเบิกอยู่ในตัว ปีนี้เราเลยอยากบุกป่าไปหารูปแบบใหม่ๆ ที่ทำให้ไอเดียสร้างการเปลี่ยนแปลงได้มากกว่าเดิม อย่างที่บอกว่าเราเชื่อเรื่องประสบการณ์ เชื่อเรื่องพื้นที่ เพราะฉะนั้น TED Club มันตอบในเรื่องฝั่งพื้นที่ของระบบการศึกษา ส่วน TEDxBangkok Adventures ก็ให้รูปแบบประสบการณ์ที่ต่างไป เราเชื่อว่าถ้าขยายสิ่งนี้ได้จะดึงศักยภาพอาสาสมัครได้อีกเยอะมาก สมมติว่าธีมปีนี้คือการคมนาคม ถ้าเกิดมันมี 8 สายล่ะ เช่น เทคโนโลยี ขยะ และอาหาร แล้วคนก็ไปสัมผัสไอเดียในห้องครัว ในกองขยะ ในโรงเรียนร้าง รวมถึงทำให้เกิดผลที่เป็นการกระทำได้มากขึ้น เราว่าน่าจะเป็นการใช้เวลาของทุกคนได้คุ้มที่สุด

พิริยะ กุลกาญจนาชีวิน

ในวัย 26 คุณมองว่าตัวเองเป็นคนประสบความสำเร็จเร็วมั้ย

เรื่องที่เราประสบความสำเร็จเร็วที่สุดน่าจะเป็นการเข้าใจตัวเอง เช่น เรารู้ว่าชอบอยู่กับคนแบบไหน ชอบทำงานที่มีเนื้อหาแบบไหน ซึ่งที่จริงแต่ละยุคมีนิยามความสำเร็จของคนส่วนใหญ่ต่างกันไป เช่น คนยุคพ่อแม่เราพาลูกไปกินข้าวร้านอาหารดีๆ ได้คือความฟินแล้ว แต่ยุคเรามีข้าวกินแล้วมั้ง ก็เลยมองหาความสำเร็จหรือคุณค่าในชีวิตที่ต่างไป การเข้าใจตัวเองก็ช่วยตรงนี้ ทำให้รู้ว่าเราจะทุ่มเทกำลัง ทุ่มเทเวลาไปกับอะไร

เราเชื่อว่าทรัพยากรของตัวเองที่มีค่ามากที่สุดไม่ใช่เงิน แต่คือ Time กับ Trust เราอยากลงทุนเพื่อให้ได้เวลามากขึ้น และเชื่อว่าความเชื่อใจเป็นทรัพยากรสำคัญมาก เพราะเราทำงานกับตัวท็อปของทุกวงการ ซึ่งถ้าเขามองว่าน้องคนนี้ใช้ได้ก็จะนำมาซึ่งงานหรือความเชื่อใจจากผู้ใหญ่ แต่ถ้าเขาบอกว่าน้องคนนี้ห่วยก็จบเหมือนกัน เราก็นิยามความสำเร็จตัวเองจาก 2 ปัจจัยนี้ด้วย ถ้าลงทุนไปกับอะไรแล้วได้ 2 สิ่งนี้กลับมา โดยสิ่งที่ไปลงทุนเป็นความสุขของเราและช่วยให้ได้ดูแลคนรอบตัวเท่าที่ทำได้ เราก็โอเคแล้ว

พิริยะ กุลกาญจนาชีวิน

เป็นคนชัดเจนว่าตัวเองต้องการอะไรแบบนี้มาแต่ไหนแต่ไรหรือเปล่า

น่าจะเป็นการเลี้ยงดูจากพ่อที่เรารู้สึกว่าเขาโคตรเจ๋ง เขาเป็นคนพิการนะ กระดูกสันหลังคด เคยต้องใส่เฝือกเป็นเหมือนเสื้อเกราะ ต้องนั่งอยู่ในห้องดูเพื่อนเตะบอล ระหว่างนั้น สิ่งที่เขาทำได้ก็คืออ่านหนังสือเรียนหรือคิด เพราะฉะนั้น เขาจะเป็นคนที่คิดล่วงหน้าตลอดว่า ขั้นตอนต่อไปของตัวเองจะเป็นยังไงต่อ เพราะเสี่ยงมากไม่ได้ แล้วตอนเราเด็กๆ เขาเลยชวนคิดตลอดว่า เทอมนี้อยากได้อะไร เป้าหมายคืออะไร สิ่งนี้ค่อนข้างฝึกเรา เราเลยจะไม่ค่อย Hakuna Matata เท่าไหร่ (หัวเราะ)

อีกอย่างคือการวางแผนทำให้เราไม่พะวงหลัง อย่างน้อยพอเราเลือกทางที่มันยาก เสี่ยง ไม่รู้จะเป็นยังไง เราจะได้บอกคนข้างหลังได้ว่า โอเค รอเราหน่อย ตอนนี้อาจยังไม่ได้เป็นลูกชายที่ประสบความสำเร็จในด้านธุรกิจนะ แต่เรากำลังจะก้าวไปในเส้นทางนี้ และนี่คือเส้นที่เราชอบ เรามีความสำเร็จระหว่างทางไปให้เขาสบายใจ เช่น พอได้ลงในสื่อ เราก็เอาไปวางบนโต๊ะกินข้าว เขาดูแล้วก็ไม่พูดอะไร แต่ญาติมาก็อวดว่านี่ลูก การมีแผนทำให้เราวิ่งไปข้างหน้า ไปทางที่เราไม่รู้ว่าจะเป็นยังไงได้สุดกว่า

พิริยะ กุลกาญจนาชีวิน พิริยะ กุลกาญจนาชีวิน

แล้วเคยรู้สึกว่าความเป็นเด็กเป็นข้อจำกัดมั้ย

เราว่าเป็นข้อดี เพราะเราค้นพบสิ่งหนึ่งคือผู้ใหญ่ชอบให้เด็กมาก ยิ่งเด็กยิ่งได้ การที่เราเริ่มต้นตอนยังเด็กเลยได้รับการสนับสนุนจากผู้ใหญ่มาก แต่ขณะเดียวกัน เด็กก็มีเยอะและก็มีผู้ใหญ่บ่นว่าเด็กสมัยนี้เห็นแก่ตัว เอะอะลาออก แต่พอ Glow ชัดเจนมากว่าผมทำธุรกิจ ไม่ใช่กิจการเพื่อสังคมด้วยนะ ผมอยากสบายแต่อยากทำงานที่มีความสุขด้วยคืองานที่ช่วยคนแบบพี่ ผู้ใหญ่เขาก็จะเอ็นดู จะรู้สึกว่าเด็กมันตั้งใจ

เพื่อนที่ร่วมตั้ง Glow คยสอนเราเรื่องหนึ่งว่า ตอนทำงาน มี 2 ก้อน ก้อนแรกคือ Process ก้อนที่สองคือ Output ซึ่งทั้ง 2 ก้อนนี้ระเบิดพร้อมกันไม่ได้ บึ้มได้แค่ก้อนเดียว เช่น ถ้าระหว่างกระบวนการรู้สึกว่าน้องคนนี้เต็มที่มาก ถึงงานล้มเหลวก็ไม่เป็นไร ให้โอกาสเขา หรือระหว่างกระบวนการพวกน้องติดต่อยาก แต่ถ้างานออกมาดี ก็โอเค ถือว่าไปทุ่มทำงานมา แต่ถ้าระเบิด 2 อันพร้อมกันเมื่อไหร่นี่ฉิบหาย คือระหว่างทางมึงไม่ตั้งใจ และงานก็ออกมาห่วยด้วย มีการบอกปากต่อปากแน่ว่าอย่าไปใช้เจ้านี้ เพราะฉะนั้น เราว่าความเป็นเด็กมีข้อได้เปรียบในเชิงของคนพร้อมสนับสนุน แต่ถ้าเราไม่สามารถรักษาสมดุล 2 ก้อนนี้ ทำบึ้มพร้อมกันบ่อยๆ เราก็จะเป็นแค่เด็กที่ไม่มีฝีมือ เด็กที่ขาดประสบการณ์ เด็กที่ไม่เอาไหน เหมือนที่ผู้ใหญ่หลายคนเข้าพูดกัน

พิริยะ กุลกาญจนาชีวิน

จากวันที่เล่าเรื่องให้เพื่อนฟังตอนประถม ความสุขในการเล่าเรื่องเปลี่ยนไปจากตอนเด็กๆ มั้ย

เรายังทำเพื่อตัวเองอยู่เสมอแหละ แต่ถ้าพูดในเชิงของแก่นคือ เมื่อก่อนเรามองหาการยอมรับจากคนภายนอก แต่พอโตขึ้นมาเราเริ่มช่างแม่งมากขึ้น สนใจว่าคนนอกจะมองยังไงน้อยลง ให้ความสำคัญกับคนข้างในมากขึ้น

แก่เร็วนะเนี่ย

อาจเพราะได้รับการยอมรับเร็วมั้ง แล้วพอไปถึงตรงนั้นปุ๊บก็รู้สึกว่า อ้าว มันเท่านี้เหรอ มันคือการค้นชื่อตัวเองในกูเกิ้ลแล้วเจอบทความเพิ่มขึ้นมา 1 อันอย่างนี้เหรอ แล้วแต่ก่อนเราเป็นคนที่ไม่น่าทำงานด้วย เป็นคนที่แสวงหาความสำเร็จมาก ตอนทำค่ายอาสาจะบอกคนว่า ‘เฮ้ย ทำอันนี้ได้หรือเปล่า ทำไม่ได้ออกไปเลย’ คือเรารู้สึกว่าเราทำเพื่อประชาชน จะด้วยวิธีการอะไรไม่สนหรอก อีกคนต้องเสียใจก็ช่างมัน แต่ตอนนี้เราเริ่มเรียนรู้ว่าสุดท้ายคนที่อยู่กับเราก็คือคนรอบๆ นี่แหละ เราไปสร้างการเปลี่ยนแปลง ไปช่วยทุกคนเล่าเรื่องทีละคนไม่ได้ สิ่งที่ทำได้คือมอบความรักและเป็นคนสนับสนุนให้ 3 คนในทีม Glow หรือ 10 คน 50 คนในทีม TED แล้วให้เขาไปมอบความรักกับผู้ชมอีกเป็นพันคน ครูอีกเป็นร้อยคนได้ แบบนี้มันขยายผลได้มากกว่า

พิริยะ กุลกาญจนาชีวิน

สิ่งนี้เป็นการตกตะกอนจากช่วงเกณฑ์ทหารหลังเปิดบริษัทได้สักพัก เราเคยคิดว่าตัวเองทำสิ่งยิ่งใหญ่มาก เป็นพิ TEDx โคตรคูลเลย แต่มาค้นพบความจริงตอนเป็นทหารว่าสิ่งที่เราทำเป็นหยดน้ำเล็กๆ ในมหาสมุทรที่มืดมิด ในขณะที่เราบิลด์คนว่ามีแรงบันดาลใจนะ นึกถึงฝันในวัยเด็กกับน้าต๋อยกันนะครับ หรือมีคนดูทอล์กในคลิปหลักล้านวิว แต่ละปีมีผู้ชายเป็นแสนๆ คนเข้าไปในระบบหนึ่งแล้วมันล้างสมองเขาว่า มึงอย่าแหลม มึงเจริญด้วยความสามารถไม่ได้หรอก คนพวกนี้คือหัวหน้าครอบครัว คือคนหนุ่มที่จะกลับไปทำงานปีละเป็นแสนคน แล้วเราทำไอ้ทอล์กสิบแปดนาทีมันเปลี่ยนโลกจริงเหรอ แรงบันดาลใจมันไม่ทัน แล้วเราทำได้มากกว่านี้หรือเปล่า จากแต่ก่อนที่เรามองผลลัพธ์มาก มีทอล์กน้าต๋อย คนน้ำตาไหล เลยเห็นว่าอย่างนั้นมันไม่ยั่งยืน มันขยายไม่ได้ทั้งในเชิงการเปลี่ยนแปลงและในเชิงธุรกิจด้วย

เพราะฉะนั้น วิธีการทำงานของเราก็จะสร้างคนมากขึ้น สร้างแพลตฟอร์มมากขึ้น ในห้องเรามีโพสต์อิตแปะว่า ปีนี้เป้าหมายหลักคืออยากเป็นผู้สนับสนุนที่ดี หมายถึงรับฟังคนอื่นและให้เขามีความเป็นเจ้าของกับสิ่งที่ทำ เราเตือนตัวเองเสมอว่ามึงไม่ได้เก่งที่สุด

พิริยะ กุลกาญจนาชีวิน

Writer

ธารริน อดุลยานนท์

สาวอักษรฯ ผู้หลงรักการเขียนเสมอมา และฝันอยากสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ด้วยสิ่งที่มี ณ จุดที่ยืนอยู่ รวมผลงานการมองโลกผ่านตัวอักษรไว้ที่เพจ RINN

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

“ความสุขของเราจะเป็นยังไง ถ้าแก่ขึ้นแล้วมีความสนุกน้อยลง” 

คำพูดข้างต้นนี้ ไม่ใช่ข้อสงสัยของ The Cloud 

แต่เป็นสิ่งที่ ป้อง-ณวัฒน์ กุลรัตนรักษ์ เอ่ยถามรุ่นใหญ่ของวงการอย่าง ดู๋-สัญญา คุณากร และ ปิ๊บ-รวิชญ์ เทิดวงส์ ในกองถ่ายละครเรื่อง สายรุ้ง

หากมองในมุมคนดู พระเอกที่ชื่อ ป้อง ณวัฒน์ ก็คงเป็นคนสนุกสนาน มั่นใจ ติดตลกนิดหน่อย คล้าย ๆ บทบาทคนเจ้าชู้ที่เขามักเล่น 

สิ่งที่ The Cloud สงสัย คือนอกเหนือจากที่กล่าวมา เราต่างรับรู้เรื่องราวของป้องนอกจอแก้วน้อยมาก 

ไม่ต้องยกตัวอย่างที่ไหนไกล จะมีสักกี่คนที่รู้ว่าเขาเคยทำงานเป็นเศรษฐกรในกระทรวงการคลังมาก่อน และชื่นชม คีอานู รีฟส์ (Keanu Reeves)เป็นไอดอล ถึงขนาดตัดผมตามมาแล้ว

แม้ป้องจะย้ำหลายครั้งว่า ชีวิตของเขาราบเรียบ ธรรมดา บทสนทนาในวันนี้ก็มีทั้งเสียงหัวเราะสลับเสียงแอร์ดังหึ่ง มีทั้งคำถามที่ป้องตอบได้อย่างฉับไว มีทั้งคำตอบที่เขาใช้เวลานิ่งคิดไปนาน เมื่อถามถึงชีวิตในวัยต้องเปลี่ยนผ่านอีกครั้ง จากคนที่เคยมีกรอบไว้ให้ข้ามเส้นเพียงเท่านั้น และการแต่งงานมีครอบครัวดูจะไกลเกินฝัน

ไม่มีใครรู้หรอกว่าอะไรจะเกิดขึ้นในอนาคต – ป้องก็เช่นเดียวกัน 

แต่ภายใต้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด เศรษฐศาสตร์คงสอนให้เขาดื่มด่ำวันเวลาได้อย่างพึงพอใจสูงสุดในทุกวัน 

นี่คืออดีตและปัจจุบันของ ป้อง ณวัฒน์ ที่เราอยากให้คุณรู้

ชีวิตติด Midlife Crisis ของ ป้อง ณวัฒน์ อดีตนักเศรษฐกรผู้ฝันอยากเป็น คีอานู รีฟส์ เมืองไทย
ชีวิตติด Midlife Crisis ของ ป้อง ณวัฒน์ อดีตนักเศรษฐกรผู้ฝันอยากเป็น คีอานู รีฟส์ เมืองไทย

Active Income

กว่า 20 ปีในวงการบันเทิง เราไม่ค่อยเห็นคุณให้สัมภาษณ์จริงจังเลย ทั้งที่คุณคุยเก่งมากนะ เป็นเพราะอะไร 

คุยเก่งครับ คุยได้ สัมภาษณ์ได้ แต่ถ้าจะตอบแบบจริง ๆ เลยคือผมไม่รู้จะเล่าอะไร เพราะรู้สึกว่าเป็นคนที่ชีวิตราบเรียบ ปกติ ไม่ได้มีวีรกรรมอะไร ไม่คิดว่าจะมีใครสนใจชีวิตผม เป็นคนธรรมดาคนหนึ่ง

ทำไมคุณถึงมองว่าชีวิตตัวเองไม่น่าสนใจ

ชีวิตผมราบเรียบ เรียนชายล้วนที่โรงเรียนเซนต์คาเบรียล เอนทรานซ์คณะเศรษฐศาสตร์ ทำงานเป็นเศรษฐกร ก็เป็นไปตามสเต็ปปกติ ไม่ได้หวือหวา เวลาฟังเรื่องคนอื่นรู้สึกสนุกมาก มีนั่นมีนี่ เรามานั่งคิดกับตัวเองว่า เราไม่มีอะไรเลยนี่หว่า เวลามีใครมาเชิญไปเล่าเกี่ยวกับตัวเองก็ไม่รู้จะเล่าอะไร

อยากฟังคุณเล่าเรื่องสมัยที่เป็นเศรษฐกร

ผมอยู่สำนักบริหารหนี้สาธารณะ ยุคนั้นงานเยอะเลย เพราะว่าเป็นวิกฤตเศรษฐกิจปี 40 พอดี ที่เราได้เงินกู้จาก IMF ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าสำนักบริหารหนี้สาธารณะ หนี้สาธารณะก็คือหนี้ของประเทศที่เราแบกกันอยู่ทุกคน เราได้เงินกู้มาแต่ละอย่างมันจะมีเงื่อนไขของมันอยู่ ผมเข้าไปทำประมาณปีเดียว ได้ทำ Chiller Replacement Project คือมาเปลี่ยนเครื่องทำความเย็นเพื่อสิ่งแวดล้อม เป็นเงินกู้ที่ไม่มีดอกเบี้ยด้วย ซึ่งปกติเงินกู้จะมีดอกเบี้ยสูงมาก ถ้าคุณกู้มาทำ Infrastructure ทำถนน ไฟฟ้า ลงทุนเพื่อสาธารณูปโภค แต่นี่เป็นเงินกู้ที่ไม่มีดอกเบี้ย ก็ได้ทำโปรเจกต์นี้จนเสร็จ ถือว่าได้เป็นส่วนเล็ก ๆ ที่ทำให้โลกน่าอยู่ขึ้นนิดหนึ่ง

คุณจบ ป.ตรี จากคณะเศรษฐศาสตร์ เลือกต่อ ป.โท ในคณะเดิมอีก แล้วยังเลือกประกอบอาชีพเป็นเศรษฐกร คุณชอบอะไรในเศรษฐศาสตร์

มันเริ่มตอนเอนทรานซ์ ตอนที่เราเรียนเซนต์คาเบรียลก็ไม่ได้อะไรมาก วันที่จะเอนทรานซ์ค่อยมาคิด ช่วงนั้นยุค 90 วิศวะ นิเทศ ฮิตมาก คะแนนสูงมาก ส่วนหมอก็ฮิตตลอดเวลาอยู่แล้ว เราก็ไม่ได้เรียนเก่งมาก อยู่ในระดับกลาง ๆ วิศวะฮิตก็จริงแต่ตอนนั้นคิดว่าเราไม่อยากคิดเลขจนแก่ จะให้ไปเรียนนิเทศหรือรัฐศาสตร์ก็ไม่ค่อยชอบ แล้วบังเอิญมาเจอรุ่นพี่เจอญาติ ๆ ก็มาชวนว่าไม่สนใจเศรษฐศาสตร์หรือบริหารหรอ 

เป้าหมายของการบริหารคือ Max Profit ต้องการกำไรสูงสุดให้กับบริษัทแต่เป้าหมายของเศรษฐศาสตร์คือ Max Utility คือต้องการความพึงพอใจสูงสุด คอนเซ็ปต์ง่าย ๆ คือทำยังไงให้คนพึงพอใจสูงสุดภายใต้ทรัพยากรที่เรามีอยู่ ผมรู้สึกว่ามันดีนะ มันทำให้เรามีความสุขและจัดการทรัพยากรจำกัดให้ได้ผล 

เศรษฐศาสตร์เป็นคณะที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการ ก่อนหน้าที่จะรู้จักเศรษฐศาสตร์ คุณบริหารจัดการชีวิตตัวเองได้ดีไหม

ผมเป็นเด็กอยู่ในกรอบปกติ ผมไม่เคยมีวีรกรรมเกกมะเหรกเกเร ไม่โดดเรียน เราสนุกกับการมาโรงเรียนด้วยซ้ำ เพื่อนเยอะมาก เฮฮา วัยรุ่นเราอาจจะติดหล่อบ้างตามประสา เวลาไปเรียนพิเศษที่สยาม เจอผู้หญิงก็ตื่นเต้นแล้ว คุยไม่เป็น เราอยู่ชายล้วนมาตลอด 

เป็นชีวิตธรรมดาของเด็กผู้ชายคนหนึ่งที่ไม่ได้เกเรแล้วก็ไม่ได้เรียบร้อย ซึ่งตอนเด็กก็ยังไม่มีเป้าหมายในชีวิตเยอะ เศรษฐศาสตร์เป็นศาสตร์ที่ใช้ได้กับการจัดการทุกอย่างในชีวิตผม

คุณบอกว่าตัวเองอยู่ในกรอบมาตลอด แต่ในอินสตาแกรมของคุณเขียนไว้ว่า If you obey all the rules, you miss all the fun คุณได้คตินี้มาจากไหน

ก็แค่เอาขึ้นให้มันเท่ ๆ ไปอย่างนั้นแหละ (หัวเราะ) 

ได้มาจากรุ่นพี่คนหนึ่งเคยขึ้นเอาไว้ ผมรู้สึกว่ามันเจ๋งดี เพราะเราควรจะต้องหลุดนอกกรอบบ้าง แต่คำว่านอกกรอบของผมมันคือนิด ๆ หน่อย ๆ ไม่ใช่สุดโต่งเกินไป เราอยู่ในกรอบกันมาจนเคย ถ้าเราลองเลี้ยวไปบ้าง ได้ลองท้าทาย ได้เกเรนิด ออกนอกกรอบหน่อย มันก็น่าจะตื่นเต้นเร้าใจมากขึ้น

แล้วพอโตขึ้นมา เราก็จะรู้ว่ากฎทั้งหลายแหล่ที่อยู่ในสังคมมันตั้งโดยคน ซึ่งคนที่ตั้งก็อาจจะไม่ได้ฉลาดหรือเก่งไปกว่าคุณเลยก็ได้ ทำไมคุณถึงไม่ลองใช้ชีวิตนอกกรอบดูบ้าง

อย่างเรื่องแต่งงาน คนชอบถามผมทำไมไม่แต่งงาน มีลูก ผมมานั่งคิดว่า ใครเป็นคนคิดว่าต้องแต่งงานตอนอายุ 20 ปลาย ๆ 30 ต้น ๆ ต้องมีลูกตอนอายุเท่าไรถึงไม่แก่เกินไป 

แสดงว่าตอนนี้คุณยังไม่มีความคิดเรื่องแต่งงาน

แต่งได้ ถ้ารู้สึกว่าอยากอยู่กับเขา อยู่ด้วยแล้วมีความสุข ไม่ได้อยากแต่ง เพราะมึงแก่แล้วนะเว้ย เดี๋ยวมีลูกไม่ทันใช้ เพื่อนมึงแต่งกันหมดแล้วนะ แบบนี้ผมว่าไม่ใช่ ซึ่งใครเป็นคนกำหนด 

อย่างที่บอก เศรษฐศาสตร์สอนให้เรารู้ว่าความพึงพอใจของแต่ละคนไม่เหมือนกัน เราทำแบบที่เราชอบก็พอแล้ว

ชีวิตติด Midlife Crisis ของ ป้อง ณวัฒน์ อดีตนักเศรษฐกรผู้ฝันอยากเป็น คีอานู รีฟส์ เมืองไทย

Win-Win Situation

ชีวิตของคุณเริ่มออกนอกกรอบเมื่อไร

อาจจะเป็นตอนฝึกการแสดง จริง ๆ นะ 

เมื่อก่อนตอนทำงานปกติ ผมไม่ได้อยู่ในกรอบมาก แต่ก็ไม่กล้าฉีกออกมาเยอะ อย่างการแสดงก็เป็นอะไรที่ไกลตัวผมมากเลย เวลาออดิชัน เวลาเรียนการแสดง เราต้องกล้าแสดงออกเยอะ ๆ ต้องฉีกกรอบตัวเองมาก แรก ๆ เราอายมาก ไม่กล้าทำเลย แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่อยู่ตรงนั้นแล้วคนมาดูเรา อาจารย์มาดู ผู้บริหารมาดู คู่แสดงเราก็อยู่ตรงนี้แล้ว บางทีเราก็ต้องกลั้นเอาไว้ ลองดูสักครั้ง ถึงจะต้องฝืนตัวเองบางครั้งก็ตาม บางคนที่เขาเป็นคนสนุกสนาน Born to be เขาก็คงคิดว่าไม่เห็นยากเลย แต่สำหรับเรา กว่าจะกะเทาะเปลือกไข่ตรงนั้นออกมาได้ก็ใช้เวลาอยู่เหมือนกัน

ตอนไหนที่คุณรู้สึกหลงรักอาชีพนักแสดง

ทุกวันนี้ตื่นเช้าไปกองผมรู้สึกมีความสุข บางคนบ่นเหนื่อยจัง ขี้เกียจจัง ไม่สนุกเลย แต่ผมยังสนุกอยู่ ผมชอบการทำอะไรเป็นทีมมาก ชอบความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ผมจะซึ้งกับอะไรพวกนี้มาก เวลาดูหนังรักก็เลยไม่ค่อยอิน แต่ถ้าดูหนังเกี่ยวกับเพื่อนหรือกีฬาแม่งโคตรอิน (หัวเราะ) เมื่อก่อนหนังเรื่อง Remember the Titans สนุกมากนะ เกี่ยวกับอเมริกันฟุตบอล 

แล้วผมเคยทำงานออฟฟิศมาก่อนก็ยังไม่สนุกเท่านี้ ตื่นเช้าเวลาเดิม นั่งโต๊ะตัวเดิม ต่อให้เลื่อนยศ ได้มีห้องส่วนตัว แต่ผมว่ามันไม่ใช่ชีวิต 

ถ้าไม่เจออาชีพนักแสดง คิดว่าทุกวันนี้คุณจะยังอยู่ในแวดวงเศรษฐศาสตร์อยู่ไหม

อาจจะไม่ เพราะตอนที่ทำงานอยู่รู้สึกว่าคนเก่งเยอะเหลือเกิน เราอาจจะไม่รุ่งทางนี้ก็ได้ 

ประเด็นของการทำงานคือความสุขมากกว่า มันไม่ได้สนุกมากแต่มันก็ไม่ได้แย่ เราเองก็ทำได้ แต่ผมรู้สึกว่ามันต้องสนุกว่ะ ตื่นมาต้องรู้สึกอยากทำมัน ไม่ใช่ทำก็ได้ เพื่อเงิน เพื่อความก้าวหน้า เพราะถ้าคิดแบบนั้นกว่าจะมีความสุขไม่ต้องอายุ 50 – 60 หรอ เราควรมีความสุขระหว่างทางในทุก ๆ วันรึเปล่า

ตอนที่เป็นนักแสดงแรก ๆ มองตัวเองในเส้นทางสายนี้ไว้ยังไงบ้าง คิดไหมว่าจะโด่งดังขนาดนี้

โอ้โห ไม่เลย จากคนอยู่ในกรอบเรียนหนังสือปกติ ตอนเริ่มแรกมันก็ไกลตัวมากเลย เมื่อก่อนจะเป็นแมวมองเดินเอานามบัตรมาให้ตามห้าง ผมก็เคยได้อยู่เหมือนกันนะ (หัวเราะ) ละครเรื่องแรกที่เล่นคือ เลือดหงส์ ก็ยังคิดในใจอยู่เลยว่าจะมีเรื่องต่อไปรึเปล่าวะ เราก็ไม่ได้เล่นดีขนาดนั้น ถ้ามองย้อนไปจนถึงตอนนี้ เออ ก็ไม่น่าเชื่อว่าผมมาได้ถึงตรงนี้นะ

คุณคงรู้อยู่แล้วว่า ผู้คนขนานนามให้คุณเป็นเจ้าชายแห่งวงการนอกใจเมีย คิดว่าทำไมถึงมีแต่บทบาทแนวนี้เข้ามาหาคุณ

คือสื่อมีอิทธิพลกับคนมากนะ ผมเล่นละครมาหลายเรื่อง หลายบทบาท ต้องยอมรับว่าบทที่เมียเยอะ ๆ ดังมาก เรตติ้งดีมาก เช่น สงครามนางฟ้า ขุนแผน เมีย 2018 เป็นเรื่องที่มีเมียเยอะทั้งนั้นเลย เราก็ต้องทำตามตลาด บางครั้งคนเจอผมตามท้องถนน ก็คิดไว้เลยว่าผมเจ้าชู้กับมีแฟนเยอะ ซึ่งมันไม่จริง 

บางคนในจอดี๊ดี เจอข้างนอกแย่มาก มีเยอะแยะตามข่าว ถ้าอยากรู้จริง ๆ ก็มานั่งคุยกันแบบนี้สักชั่วโมงแล้วจะรู้ว่าเราเป็นยังไง แต่เราก็มองในแง่ดีว่า โอ๊ย เราคงเล่นดีมั้ง เขาเลยเชื่อมาถึงในชีวิตจริง คิดว่าเราเจ้าชู้ 

ถ้าให้ตั้งฉายาให้ตัวเอง คุณจะเป็นเจ้าชายแห่งวงการอะไร

(หัวเราะ) ไม่มีหรอก การเป็นเจ้าชายมันต้องเป็นเบอร์ 1 ของวงการนั้น ๆ ไม่ใช่หรอ

ลองสมมติ

ผมอยากเป็น คีอานู รีฟส์ เมืองไทย (หัวเราะดัง) 

ผมชอบคีอานูมาก เขาเป็นคนที่ไม่เคยได้รางวัลทางการแสดงเลย ไม่เคยได้ออสการ์ เหมือน ทอม ครูซ (Tom Cruise) ที่ไม่เคยได้อะไรเลย แต่เขาเล่นหนังดังทุกเรื่อง แล้วภาพลักษณ์ก็ดี เป็นคนติดดิน ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเป็นอิทธิพลจากสื่อด้วยรึเปล่า แต่เท่าที่เรารับรู้ คือเขาเข้าถึงง่าย เป็นที่นิยม แล้วก็หล่อด้วย

เมื่อก่อนตอนวัยรุ่นผมเคยไปตัดผมสกินเฮดทรง Speed (ภาพยนตร์ปี 1994 ที่โด่งดังมากของ คีอานู รีฟส์) ขุนแผน ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ตอนนั้นคิดอยู่ว่าจะเอาทรงผมแบบไหน ผมคงทำทรงแสกกลางแบบละครพีเรียดเรื่องอื่น ๆ ไม่รอด แล้วก็ขี้เกียจทำผมนาน ๆ ผมบอก พี่สันต์ ศรีแก้วหล่อ ผู้กำกับว่า “พี่ลองสกินเฮดให้ผมไหม แบบคีอานู” พี่สันต์พูดมาคำเดียวเลยว่า “ถ้ามึงคิดว่ารอดก็เอาเลย (หัวเราะ)”  บางครั้งเราต้องเปลี่ยนแปลงตัวเอง อาจจะหล่อน้อยลง แต่ก็ต้องเปลี่ยน 

ชีวิตติด Midlife Crisis ของ ป้อง ณวัฒน์ อดีตนักเศรษฐกรผู้ฝันอยากเป็น คีอานู รีฟส์ เมืองไทย

Demand & Supply

ในชีวิตนักแสดง บทบาทไหนที่ส่งผลกระทบกับตัวคุณมากที่สุด

สงครามนางฟ้า กระทบในแง่ดีด้วย เพราะก่อนหน้านี้เล่นเป็นพระเอกแสนดีมาก รักเดียวใจเดียว พอมาเล่นเรื่องนี้ต้องเป็นพระเอกร้าย ๆ และฟีดแบ็กดีมาก ทำให้เราแจ้งเกิดในวงการ เรื่องนี้ได้ พี่ป้อน นิพนธ์ มาเป็นผู้กำกับ ผมได้เรียนรู้จากพี่ป้อนเยอะมากเรื่องการแสดง 

แล้วก็ส่งผลให้ผมได้ไปประเทศจีน มีช่องอันฮุย ดังเรื่องบันเทิง ละครต่างประเทศจะมาอยู่ช่องนี้ เหมือนเราดู เปาบุ้นจิ้น ที่ต้องมาพากย์เสียงไทยทับ เขาก็เอาละครผมไปหลาย ๆ เรื่อง คนพากย์เสียงผมก็ยังเป็นคนเดิม แล้ว สงครามนางฟ้า เนี่ยมันดังมาก จนกระทั่งมีโปรเจกต์ให้ผมไปเล่นละครที่เมืองจีน ก็เลยรู้สึกว่าเป็นเรื่องที่มีผลกระทบกับชีวิตผมเยอะมาก และทำให้ผมได้แจ้งเกิดอีกครั้งที่เมืองจีน

กองถ่ายต่างประเทศมีความเหมือนหรือต่างกับไทยยังไง

บ้านเราเป็นละครแบบจันทร์-พุธ เรื่องหนึ่ง พฤหัส-อาทิตย์ เรื่องหนึ่ง แต่ที่นู่นสมมตินางเอกมาจากปักกิ่ง ผมมาจากเมืองไทย ตัวร้ายมาจากเซี่ยงไฮ้ ทุกคนหิ้วกระเป๋ามาอยู่ที่โรงแรมนี้ อยู่ที่เมืองนี้ด้วยกัน คิวถ่ายทุกวันจันทร์-อาทิตย์ จนเสร็จแล้วก็แยกย้าย ไม่เหมือนบ้านเราที่ถ่ายเสร็จก็กลับบ้าน ที่ต่างอีกก็คืองบเขาเยอะมาก ดูก็รู้เลยว่าโปรดักชันอลังการ 

ความกระตือรือร้นของนักแสดง ทีมงาน ความผูกพันในกอง คล้าย ๆ เมืองไทย รักกัน ช่วยเหลือกัน 

อาหารการกินก็ต่างหน่อย ผมเคยกินซุปหนึ่ง กิน ๆ ไปแล้วรู้สึกว่า เฮ้ย ซุปอะไรแปลก ๆ ลองไปดูในหม้อใหญ่ปุ๊บ โอโห กระดองเต่ามาเลย ผมก็บอกว่าคนไทยไม่กินเต่านะ เขาบอกว่า “Why? It’s a kind of fish. มันก็เป็นปลาชนิดหนึ่ง” 

เป็นประสบการณ์ที่ผมจำไม่ลืมเลย สนุกมาก การไปอยู่จีน 4 เดือน

คุณได้สกิลล์อะไรเพิ่มเติมกลับมาที่ไทยบ้าง

หนึ่ง ภาษาจีน พอพูดได้สื่อสารได้ 

สอง เราได้ประสบการณ์เรื่องการตรงต่อเวลา เช่น นางเอกทำงาน 8.00 น. เลิก 20.00 น. ผมเห็นกับตาเลยผู้กำกับเดินมาคุยกับเขาว่า ยังถ่ายไม่เสร็จ ขอถ่ายต่อได้ไหม เขาบอกว่า ไม่ได้ แล้วก็เก็บกระเป๋ากลับเลย ซึ่งเขาก็ไม่โกรธกัน เป็นมืออาชีพมาก ๆ 

ในเมืองไทยไม่มีทางนะ ยังไง ๆ ก็ต้องอยู่ หรือถ้าไปก็ต้องโดนด่าแน่ว่าไม่มีน้ำใจ แต่ที่นี่มันเป็นเรื่องปกติมาก เพราะเซ็นสัญญากันไว้ ประเทศเรายังมีความอะลุ่มอล่วย ผมมองว่ามันเป็นทั้งข้อดีและข้อไม่ดีที่ต้องปรับกันไป

แล้วบทบาทไหนที่ใกล้เคียงกับความเป็น ป้อง ณวัฒน์ มากที่สุด

คงเป็นบทคอเมดี้หน่อย ๆ ที่ไม่เครียด อย่างเรื่อง ซุป’ตาร์กับหญ้าอ่อน เล่นเป็นดาราอายุมากที่ยังไม่แต่งงานด้วย จนเรา เฮ้ย เขียนบทจากกูเหรอ (หัวเราะ) เวลาเข้าฉากละครที่เป็นคอเมดี้เบา ๆ ที่ไม่ได้ดราม่าเยอะก็ใช้ความเป็นตัวเองเข้าไปเล่นเยอะ เขาถามอะไรมาเราก็ตอบแบบนั้น สบาย ๆ เป็นธรรมชาติ 

จะได้เห็นอะไรใหม่ ๆ จากคุณบ้างในละครเรื่องล่าสุด สายรุ้ง

ใครเกิดทันละครตบจูบโบราณ อย่างที่ผมเคยเล่นก็เรื่อง เงาอโศก ผมว่า สายรุ้ง ก็เป็นละครแนวตบจูบ แต่เด็กรุ่นใหม่ถ้าดูละครตบจูบตอนนี้อาจจะรู้สึกเชย ไม่สมจริง 

โอ๋-คฑาเทพ ไทยวานิช ผู้กำกับนำเรื่องราวของ สายรุ้ง ที่ พี่แอน ทองประสม เคยเล่นมาเล่าใหม่ ให้มีความโมเดิร์น สนุกสนาน แต่มีกลิ่นอายของละครตบจูบยุคเก่าอยู่ ซึ่งมันยากนะที่จะเอาความเชย ความโบราณ มาปรับให้ทันสมัยและแซ่บขึ้น เป็นละครตบจูบเวอร์ชันปี 2022 อยากให้เด็กรุ่นใหม่ที่เกิดไม่ทันหรือคนที่เกิดทัน ลองมาดูว่าการนำเสนอแบบใหม่นี้มันเป็นยังไง

คุณเองถือว่าเป็นรุ่นพี่ในวงการ และที่ผ่านมาก็มักแสดงร่วมกับรุ่นน้อง แต่เรื่องนี้ต้องประกบกับรุ่นใหญ่ตัวจริงเสียเอง รู้สึกยังไงบ้าง

เรื่อง ซุป’ตาร์กับหญ้าอ่อน นางเอกอายุ 22 เอง บ้าบอมาก นักแสดงรุ่นใหม่คนอื่น ๆ เขาก็จะรู้สึกเกร็งที่ต้องเข้าฉากกับพี่ป้อง เช่นเดียวกันกับผมที่ต้องเข้าฉากกับพี่ดู๋-สัญญา คุณากร, พี่ปิ๊บ-รวิชญ์ เทิดวงส์, พี่บุ๋ม-ตรีรัก รักการดี ฯลฯ

อาหนิง-นิรุตติ์ ศิริจรรยา อาที่ผมเคารพมาก ผมเล่นกับแกเรื่องแรกคือทะเลริษยา ตอนนั้นก็เป็นเด็กวัยรุ่น เวลาเล่นแล้วพูดผิด ผมก็ขอโทษครับ เอาใหม่ได้ไหม อาหนิงพูดมาประโยคหนึ่งว่า “จะไปคิดอะไรมาก พูดผิดก็เทคใหม่ แค่นั้นเอง”

ผมรู้สึกว่า เออ มันแค่นี้เอง แล้วเขามีความเมตตาปราณีเรา น่ารักกับนักแสดงรุ่นใหม่ ๆ ผมก็เลยจำมาจนวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นนักแสดงรุ่นเล็กหรือนักแสดงใหม่ จะกี่เทปผมไม่เคยว่า ไม่เคยโกรธ เข้าใจเลย เพราะเราเคยเป็นอย่างนั้นมาก่อน เผลอ ๆ เราห่วยกว่าน้องคนนี้อีก ได้มาจากอาหนิงนี่แหละ แกไม่ได้สอนนะ แต่แกทำให้เห็น เรารู้สึกว่านักแสดงรุ่นพี่ รุ่นโตมันต้องทำกันอย่างนี้ พอละครเรื่องนี้มาเข้ากับพี่ดู๋ พี่ปิ๊บ ฯลฯ ก็ตื่นเต้นกดดัน แต่เขาก็ใจดีกันมาก จากที่เด็ก ๆ เคยเกร็งผม เรื่องนี้ผมก็มาเกร็งต่ออีกทีหนึ่ง (หัวเราะ)

คุณมีคำแนะนำอะไรให้กับนักแสดงรุ่นเล็กเวลาเข้าฉากด้วยบ้าง

คำแนะนำหลักผู้กำกับเป็นคนให้ แต่ถ้าน้องมาถามนอกรอบ ผมก็พยายามเอาจากประสบการณ์ที่เคยเจอ เพราะผมเชื่อเลยว่าตอนที่ผมเริ่มผมแย่กว่าเขา ผมไม่มีประสบการณ์ ไม่มีพรสวรรค์ ผมก็เลยเข้าใจปัญหาและเข้าใจสิ่งที่เขารู้สึก จะพยายามจินตนาการว่าตอนนั้นเราเป็นยังไงนะ เราต้องการคำแนะนำแบบไหน เราก็พยายามแนะนำแบบนั้น

ในต่างประเทศ มีดาราที่อยู่ในวงการนาน ประสบการณ์สูงหลายคนที่ยังได้รับบทเป็นพระเอก แต่ประเทศไทยดูไม่เป็นอย่างนั้น คุณคิดว่าทำไม

ทีมงาน นักแสดง โปรดักชัน ผู้กำกับ คนเขียนบท ของทั้งประเทศไทยมีฝีมือมาก แต่ไม่ว่าจะทำอะไรเราต้องทำตามตลาด ผมเคยเล่นละครเรื่องหนึ่งชื่อ กาหลมหรทึก เท่มาก สนุกมาก แต่เรตติ้งไม่ได้เลย คนไม่ชอบดู แล้วคนด่าละครไทยว่าอะไรบ้าง น้ำเน่า ตบจูบ เรตติ้งกลับดีและขายได้ เราก็ต้องทำตามตลาด 

ละครไทยจะยกระดับแค่ส่วนใดส่วนหนึ่งไม่ได้ คำถามคือทำไมสังคมยังต้องการละครแบบนี้อยู่ การศึกษา สภาพสังคม ทำให้รู้สึกว่าละครดีทำยาก ถึงวันนั้นผมก็คงรับบทเป็นพ่อ เป็นอะไรไป

ละครไทยมักจะมีแต่ละครชายหญิง หึงหวง ตบตี นักแสดงสวยหล่อ ตราบใดที่คอนเทนต์ของเรายังไม่ครอบคลุมด้านอื่น มันก็คงยากที่จะเป็นอย่างนั้น 

เมื่อก่อนช่อง 3 แข่งกับช่อง 7 ช่อง one31 ช่อง 5 ฯลฯ แต่ตอนนี้คู่แข่งของเราคือ สตรีมมิ่ง ซีรีส์เกาหลี ซีรีส์ต่างประเทศ ถ้าอยากให้คนกลับมาดูละครไทยก็ต้องทำให้มันเก่ง มันดี ถ้าอยากจะพัฒนาก็ต้องขยายพล็อตให้กว้างขึ้น นักแสดงหลากหลายมากขึ้น และตลาดต้องดูเรา 

ต้องยกระดับกันทั้งประเทศ แล้วของดี ๆ เก๋ ๆ จะตามมาเอง 

อะไรทำให้คนคนหนึ่งสามารถประกอบอาชีพเดียวมา 20 ปี และยังคิดจะทำต่อไปเรื่อย ๆ

การแสดงมีข้อดีหลายอย่าง สิ่งที่ผมชอบคือเวลาไปที่ไหนในประเทศไทยตอนนี้ ลามไปถึงเมืองจีนด้วย ทุกคนเหมือนเป็นเพื่อนผม ผมชอบความรู้สึกนี้มาก ไปเจอคนไม่รู้จักเขาก็จะ “เฮ้ย พี่ป้อง หวัดดี” ทุกคนรู้จักเรา ต้อนรับเรา ผมรู้สึกว่าทุกคนในประเทศนี้เป็นเพื่อนเราหมด 

ส่วนเรื่องงาน คนชอบถามมากเลยว่ามีบทอะไรยังไม่ได้เล่น แล้วอยากเล่นมาก คนอื่นก็จะตอบบทคนบ้า บทยาก ๆ ผมรู้สึกว่าข้อดีของการแสดงคือเราได้เป็นอะไรที่เราไม่เคยได้เป็นในชีวิตจริง ได้เป็นตำรวจ เป็นโจร เป็นหมอ แต่ถ้าเราเข้าฉากและมีสมาธิดี มันมี Magic Moment ที่เรารู้สึกเหมือนได้เป็นอย่างนั้นจริง ๆ นะ

คำถามที่ว่าทำไมถึงยังชอบอาชีพนี้อยู่และไม่เปลี่ยน เพราะว่าทุกครั้งที่ได้บทใหม่ ๆ มา ไม่ต้องวิลิศมาหรา ไม่ต้องเล่นเป็นคนโรคจิตหรืออะไรมากมาย แค่เป็นบทที่เราไม่เคยเล่น ไม่เคยเป็น ผมก็รู้สึกว่าผมกำลังจะได้เป็นคนใหม่แล้ว 

แต่มันก็มีคนที่ไม่ชอบคุณด้วยรึเปล่า

ไม่ค่อยนะครับ ผมก็เป็นคนกวนตีนไปเรื่อย ไม่ใช่แค่ผมนะ คนที่รับบทเป็นตัวโกงด้วย ไม่มีใครดูละครแล้วเกลียดคนแสดงหรอก นอกจากว่าผมพูดเรื่องการเมืองแล้วเขาจะเกลียดผมบ้างแค่นั้นแหละ (หัวเราะ) 

ชีวิตติด Midlife Crisis ของ ป้อง ณวัฒน์ อดีตนักเศรษฐกรผู้ฝันอยากเป็น คีอานู รีฟส์ เมืองไทย
ชีวิตติด Midlife Crisis ของ ป้อง ณวัฒน์ อดีตนักเศรษฐกรผู้ฝันอยากเป็น คีอานู รีฟส์ เมืองไทย

Invisible Hand

นอกจากเล่นละคร ออกงาน ชีวิตในวันธรรมดา ๆ ของ ป้อง ณวัฒน์ ทำอะไรบ้าง 

ผมเข้าฟิตเนสแน่นอน โชคดีที่ผมเป็นคนชอบออกกำลังกาย และฟิตเนสของผมมันไม่ใช่แค่ฟิตเนส แต่มันเป็นเหมือนสโมสร เพราะเพื่อนทุกคนอยู่ที่นั่นหมด เพื่อนสนิทที่สุดเข้าไปยังไงก็เจอ กลายเป็นว่าเราเข้าไปคุย กินข้าว กินกาแฟ บางทีกว่าจะได้เล่น โอโห นานมาก บางคนจะใช้เวลาพักผ่อนไปกับการเดินห้าง แต่ผมแช่อยู่ที่ฟิตเนสได้ทั้งวัน

ทั้งวัน?

ผมอยู่ได้ ไปถึงกินข้าว นั่งรอย่อย กินกาแฟ เล่นเกม หิวก็ไปกิน เสร็จก็ไปเล่น เป็นวันพักผ่อนของผมเลยการอยู่ที่ฟิตเนส ซึ่งมันก็ได้สุขภาพ ได้หุ่น เป็นผลพลอยได้ที่ดี บางคนบอกว่าไม่อยากออกกำลังกาย เบื่อ แต่โชคดีที่ไปแล้วผมมีความสุข สนุกกับมันมาก

เคยดูรายการหนึ่งที่ไปเปิดบ้านคุณแล้วเห็นห้องฟิตเนสใหญ่อลังการ

ต้องขอบคุณสปอนเซอร์ เขาบอกว่ามีเครื่องเล่นอีกหลายอย่างที่อยากลงแต่พื้นที่ไม่พอ ผมก็เลยบอกว่างั้นทุบห้องเลย

แล้วจริงไหมที่บ้านของคุณมีห้องที่สร้างไว้เผื่อลูก

ผมว่าคนเรามันไม่ได้สร้างบ้านทุก 5 ปี 10 ปีถูกไหม ผมก็ต้องแพลนไว้ว่าอันนี้เป็นห้องเรา ห้องลูก ห้องแม่บ้าน ห้องฟิตเนส 

เราผ่านชีวิตมาเยอะแล้ว อย่างที่บอก ใครเป็นคนตั้งกฎว่าเราทุกคนจะต้องแต่งงาน ผมไม่เอาแน่ ๆ นะ การแต่งงานตามโรงแรม ต้องไปยืนคล้องพวงมาลัย ถ่ายรูปกับแขก มีซุ้มเข้าไปในงาน มันไม่ใช่สไตล์ผมเลย แล้วใครเป็นคนกำหนดอีกว่าการแต่งงานต้องเป็นแบบนั้น 

ผมคิดไว้แล้วว่าถ้าแต่ง ผมจะแต่งไกล ๆ ในที่ที่คุ้นเคย คนที่ไปจะต้องเป็นคนที่รักเราจริง สนิทจริง ๆ เพราะต้องนั่งรถนั่งเรือไกลมาก ถ้าจัดที่กรุงเทพฯ คนอาจจะมาเพราะเกรงใจ แต่ถ้าเราแต่งไกลเขาไม่ไปก็ไม่กดดัน มันไม่น่าเกลียด ผมเคยคิดอย่างนี้นะ 

จากการรับบทเป็นคนเจ้าชู้มามากมาย ถ้า ป้อง ณวัฒน์ มีลูก คุณจะเป็นพ่อแบบไหน

ผมไม่ตามใจแน่ ๆ ตอนนี้ผมก็มีหลาน 2 คน ผมเป็นน้าสายโหด 

เวลาไปเดินตามที่สาธารณะแล้วเห็นเด็กเสียงดังโวยวาย เรายังไม่ชอบเลย ถ้าเป็นลูกเรา ผมรักลูกผมอยู่แล้ว แต่ผมต้องการให้คนอื่นรักลูกผมด้วย ลูกผมต้องเป็นเด็กมีสัมมาคารวะ ผมจะติวเข้มเลยว่า สวัสดีต้องมี ขอบคุณต้องมี เจอหน้าใครต้องไหว้ ผมจะไม่ตามใจลูก อยากให้ลูกเป็นเด็กมีวินัย

ความรู้สึกที่ได้เป็นน้าป้องของหลาน ๆ เป็นยังไง

ก็ดีเหมือนกันนะ ผมมีพี่สาวคนเดียวชื่อพี่แป้ง ค่อนข้างสนิทกันมาก บ้านที่สร้างก็อยู่ในรั้วเดียวกัน บ้านพ่อ บ้านผม บ้านพี่สาว เดินถึงกันหมด มันทำให้ผมไม่ค่อยเหงา 

วันที่พี่แป้งท้องลูกคนแรก ผมก็รู้สึกว่า “เรากำลังจะมีสมาชิกใหม่หรอ มีเด็กคนหนึ่งเกิดขึ้นมาในบ้านเรามันจะเป็นยังไงวะ” 

ตอนนี้เขามี 2 คนแล้ว ผมก็ได้เรียนรู้จากเขา ได้เห็นว่าเด็กมันจะมีช่วงวัยที่เริ่มดื้อ เริ่มรู้เรื่อง เหมือนการซ้อมเหมือนกันนะ เอาจริง ๆ ถ้าผมมีลูกตัวเองเลย อาจจะไม่เข้าใจและดูแลได้ไม่ดีเท่าการมีหลานมาให้ซ้อมมือ 

แต่คนเป็นน้าเป็นอาเนี่ย พอเด็กเบื่อหรืองอแงเราก็หนีได้ แต่คนเป็นพ่อเป็นแม่มันหนีไม่ได้ไง เป็นความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่ ผมก็ต้องพร้อมพอสมควร

งั้นหลังจากที่คุณได้เป็นน้าป้อง เวลาเห็นเด็กดื้อตามห้างยังรู้สึกเหมือนเดิมไหม

ผมก็เข้าใจมากขึ้น (หัวเราะ) คือเราไม่โทษเด็ก แต่จะโทษพ่อแม่เขา เด็กเป็นยังไงก็อยู่ที่การเลี้ยงดู 

เศรษฐศาสตร์ในชีวิต Midlife Crisis และไอดอลในดวงใจของ 'ป้อง ณวัฒน์' พระเอกละครผู้มีกรอบไว้ให้ข้าม

ป้อง ณวัฒน์ ในวัยนี้ เผชิญกับภาวะ Midlife Crisis บ้างไหม

เออ ใช่ (เสียงหนักแน่น) 

คุยกับเพื่อนรุ่นเดียวกันอยู่เหมือนกันว่า “เฮ้ย ความสุขของเรามันคืออะไร”

โอเค เราไม่ได้รวยมหาศาล แต่ก็ไม่ได้เดือดร้อนเรื่องเงินมาก เราก็อยู่ของเราได้ อาจจะเพราะว่าอยู่คนเดียว ไม่มีใคร ความสนุกของแต่ละคนไม่เหมือนกัน แต่ความสนุกของผมมันเป็นความสุขของเด็ก กิจกรรมที่ผมชอบทำมันคือกิจกรรมของเด็ก เล่นกีฬา เตะบอล ตีแบด เล่นฟิตเนส เล่นเกม 

เลยมานั่งคิดว่าพอเราแก่ขึ้นมา ไอ้ความสนุกพวกนี้ก็ต้องลดลงสิ เพราะเราจะไปเล่นเหมือนเดิมไม่ได้แล้ว ถ้าอย่างนั้นต้องทำยังไงถึงจะมีความสุขกับชีวิต

บางทีตื่นมาก็รู้สึกเบื่อ ๆ ว่าชีวิตมันคืออะไรนะ เราต้องการอะไร เพื่อนบางคนก็บอกว่าหรือเราไม่มีเมียมีลูกก็เลยไม่มีอะไรให้โฟกัส ถ้ามีอาจจะดีก็ได้ ผมก็สงสัยนะว่ามันจะดีจริงหรอ ไม่มีใครรู้หรอก ผมก็พยายามศึกษาอยู่เหมือนกัน แต่เห็นเขาบอกว่าพอผ่านช่วง Midlife ไปแล้ว มันจะดีขึ้น จริงไหม

ผมก็เคยถามพี่ ๆ ในกองถ่ายนะ อย่างพี่ปิ๊บ พี่ดู๋ ว่า “ความสุขของเราจะเป็นยังไง ถ้าแก่ขึ้นแล้วมีความสนุกน้อยลง” 

พี่ ๆ เขาบอกว่ามันจะค่อย ๆ เปลี่ยนไป ก็ยังรอดูอยู่ว่ามันจะเปลี่ยนไปยังไงบ้าง

แล้วตอนนี้เริ่มรู้สึกว่าความสนุกของตัวเองลดน้อยลงหรือยัง

มันมาเป็นช่วง ๆ เหมือนกันนะ บางทีก็เป็น ไม่รู้เหมือนกัน ผมอาจจะยังอยู่ในช่วง Midlife Crisis พอดี ว่าแต่คอนเซ็ปต์ของ Midlife จริง ๆ มันคืออะไรนะ ผู้ชายบางคนอายุ 40 – 50 กลับไปเอามอเตอร์ไซค์มาขี่ พยายามพิสูจน์ตัวเองว่ายังเด็กอยู่ ยังซ่าได้เหมือนเดิม แบบนี้เหรอ

คงเป็นช่วงที่ชีวิตเดินทางมาถึงจุดหนึ่ง แล้วย้อนกลับมาทบทวนตัวตนจริง ๆ ของตัวเองกับเวลาที่เหลืออยู่มากขึ้น บางคนหมดไฟ เบื่อหน่าย บางคนอยากลองท้าทายตัวเอง

เหมือนการตั้งคำถามว่าความสุขคืออะไรอย่างนี้ไหม เราไม่ได้มีพร้อมมหาศาล แต่เราก็มีอยู่ได้สบาย ๆ แล้วก็รู้สึกว่า “แล้วยังไงต่อวะ”

ถ้าอย่างนั้น คุณมองเห็นภาพตัวเองตอนอายุ 50 ไหม

(หัวเราะ) เป็นคำถามที่เหมือนตอนอายุ 20 กว่าแล้วคนถามว่าเมื่อไหร่จะแต่งงาน ผมก็ตอบว่า 30 พอถึง 30 คนก็ถามอีกว่าเมื่อไหร่จะแต่งงาน ผมก็ตอบว่า 32 พอ 32 คนก็ถามอีก ผมก็บอกว่า 35 เพิ่มไปเรื่อย ๆ 

เคยลองจินตนาการไหมว่าจะเป็นคนแก่แบบไหน

โห เรื่องบั้นปลายนี่ผมรู้สึกว่าเป็นปมด้อยมากกว่าคนอื่นมากเลย

เพราะผมยังไม่แต่งงาน ถ้าแต่งตอนนี้ก็คือช้าแล้ว ผมอาจจะเป็นคนแก่ที่เหงาก็ได้ อาจจะเป็นคนแก่ที่ไม่มีใครอยู่ด้วยก็ได้ หรือต่อให้มีเมียมีลูก ลูกผมก็อาจจะยังเล็กมากก็ได้ 

หรือจริง ๆ แล้วนี่คือสิ่งที่คุณกลัวจนทำให้รู้สึกเหมือนเผชิญกับภาวะ Midlife Crisis

(เขานิ่งคิดไปนาน)

คำถามยาก

ผมแค่หวังว่าวันนั้นจะยังมีความสุขกับชีวิตอยู่ ยังตื่นเช้ามาแล้วอยากไปทำงาน สุขภาพก็น่าจะยังดีอยู่มั้ง ไม่มีใครรู้หรอก

ขอองค์ประกอบ 3 อย่างที่สำคัญที่สุดในชีวิตตอนนี้

งาน มิตรภาพ ครอบครัว 

พ่อผมเพิ่งผ่าตัดมา จากที่เขาไม่เคยป่วยเลย ทำให้รู้สึกว่าเขาอายุมากแล้ว และเราเป็นคนไม่ชอบเสียใจภายหลัง 

ผมไม่เคยย้ายออกไปอยู่ข้างนอกเลยนะ ซึ่งผมจะย้ายไปก็ได้ ถึงจะอยู่บ้านคนละหลังก็เดินถึงกันหมด การที่ผมสร้างบ้านให้มีทางเชื่อม เพราะว่าวันหนึ่งถ้าเกิดพวกเขาเป็นอะไรไป ผมจะวิ่งไปช่วยได้ทัน อย่างน้อยเพื่อให้ผมไม่ต้องรู้สึกเสียใจภายหลัง 

จากทั้งหมดทั้งมวลที่กล่าวมา คุณอยากให้ผู้คนนึกถึงอะไรถ้าพูดถึงผู้ชายที่ชื่อ ป้อง ณวัฒน์

อยากเป็นแค่พี่ป้อง (หัวเราะ) 

อย่างที่บอกว่าชีวิตผมราบเรียบ แค่เป็น Just พี่ป้อง ก็เป็นสิ่งที่น่าดีใจแล้ว ดีกว่าเขาไม่รู้จักเราเลย 

อยากให้เขารู้จักเราแบบที่เรารู้จักคีอานู รีฟส์ เป็นพระเอกที่คนชอบ เป็น Nice Guy เป็นตัวของตัวเอง อยากทำอะไรก็ทำ 

แล้วก็อย่าเพิ่งตั้งธงว่าผมเจ้าชู้เหมือนในละครก็พอ

เศรษฐศาสตร์ในชีวิต Midlife Crisis และไอดอลในดวงใจของ 'ป้อง ณวัฒน์' พระเอกละครผู้มีกรอบไว้ให้ข้าม

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load