แม้ พิ-พิริยะ กุลกาญจนาชีวิน จะเริ่มบ่นว่าอยากให้คนจดจำตัวเขาในแบบอื่นบ้าง แต่เพื่อให้ง่ายต่อความเข้าใจท่านผู้อ่าน ฉันขออนุญาตตั้งต้นเล่าเรื่องพิด้วยสิ่งนี้

อย่างที่รู้กัน TEDxBangkok เป็นการยก TED-เวทีทอล์กอันโด่งดังระดับโลกซึ่งชวนบุคคลน่าสนใจขึ้นมาเล่าเรื่องสร้างแรงบันดาลใจ-มาสู่กรุงเทพฯ และพิคืออดีตอาสาสมัครในงาน TEDxChiangmai ที่ได้แรงบันดาลใจจนร่วมทำให้เวทีนี้เกิดขึ้นจริง เขารับบทเป็น ‘Story Curator’ หรือภัณฑารักษ์คัดสรรและขัดเกลาเรื่องทั้งหมดที่จะถูกเล่าบนเวที

พิริยะ กุลกาญจนาชีวิน

TEDxBangkok เริ่มต้นในปี 2015 อาจกล่าวได้ว่าเป็นงานที่สร้างกระแสให้เกิดเวที TEDx อีกมากมายในไทย และเป็นงานที่ทำให้คนเริ่มรู้จัก ‘พิ TEDx’ เพราะสิ่งที่เขาทำใหม่มาก ใหญ่มาก และเขาก็ทำได้ดีมากทั้งที่เพิ่งอายุ 23 ปี

แต่เรื่องของพิไม่ได้จบอยู่เท่านั้น

‘Welcome glowers’ คือข้อความบนกระดาษโน้ตที่แปะอยู่ตรงประตูทางเข้า Glow Story เอเจนซี่แนวใหม่ของไทยที่พิร่วมก่อตั้งกับเพื่อนคือ ป่าน-ปิยพัทธ์ ปฏิโภคสุทธิ์ และ บี๋-นภัส มุทุตานนท์ หลังจบ TEDxBangkok ปีแรก

Glow ตั้งใจแก้โจทย์จากลูกค้าและสร้างการเปลี่ยนแปลงในสังคมด้วย ‘การเล่าเรื่อง’ เฉพาะเจาะจงลงไปอีก มันคือการเล่าเรื่องที่ไม่ยึดติดอยู่กับรูปแบบ

ลูกค้าต้องการคุยเรื่อง ‘ป่า’ โกลว์บิดมันกลายเป็นงาน ‘มาหาสมบัติ’ ที่เล่าเรื่องป่าให้คนเมืองฟังผ่านนิทรรศการ กิจกรรมสำหรับเด็ก จนถึงทอล์กหลากระดับความเข้มข้น อีกกรณีพวกเขาจัดทริป ‘เกิดอะไรขึ้นที่น่าน’ พา Influencer ลงพื้นที่สำรวจป่า เพื่อนำเรื่องราวกลับไปเผยแพร่สู่คนทั่วไป

กระทั่งประเด็นหนักหน่วงอย่าง  ‘ความตาย’ โกลว์ก็หีบห่อมันเป็น Last Talk งานที่ชวนวัยรุ่นคุยเรื่องความตายผ่านทอล์กน่าสนใจและโลงศพ

เท่านี้น่าจะพอสำหรับการจัดพิเข้าสู่หมวดเด็กรุ่นใหม่ที่ ‘น่าสนใจมาก’ แต่แล้วในปีนี้ ฉันก็เห็นเขาตั้งเป้าอยากให้งานของ Glow สร้างผลกระทบไกลกว่าแค่แรงบันดาลใจ ส่วนฟาก TEDx  ก็มีการนำเวที TEDx เข้าสู่โรงเรียนมัธยมในชื่อ TED Club และเลิกจัดงาน TEDx หลักบนเวทีใหญ่ แต่กระจายไปจัดเป็นเวทีเล็กในหลายสถานที่ในชื่อ TEDxBangkok Adventures

บ้าพลังขนาดนี้ จะไม่ให้ฉันมานั่งลงคุยกับเขาได้อย่างไร

และด้านล่างนี้ก็คือเรื่องเล่าเปี่ยมพลังจากชีวิตนักเล่าเรื่องวัย 26 ที่บอกว่าตัวเองคือปลาซึ่งเดินหน้ากระโดดสู่บ่อที่ใหญ่ขึ้นเสมอ

เรื่องเล่าที่อาจทำให้คุณต้องมอง ‘เด็กสมัยนี้’ ด้วยสายตาใหม่

พิริยะ กุลกาญจนาชีวิน

จำโมเมนต์แรกที่คุณเริ่มตกหลุมรักการเล่าเรื่องได้มั้ย

น่าจะเป็นตอนประถมเลยนะ ที่บ้านเราค่อนข้างเป็นบ้านที่คุยกันจริงจัง ตอนพ่อขับรถมาส่งที่โรงเรียนก็ไม่ได้เปิดเพลง แต่ถามนู่นถามนี่กับเรา เช่น เห็นคนขับซาเล้งแล้วคิดยังไง หรือเล่าเรื่องตลก รวมถึงไปดูข่าวแล้วมาเล่าให้เราฟัง เราก็เอาเรื่องที่พ่อเล่าไปคุยกับเพื่อน เพื่อนก็จะบอกว่า เออ ไอ้พิมันเล่าเรื่องสนุกดี ตลกดี เราก็เริ่มสนุกกับการเล่าเรื่อง รู้สึกว่าสร้างความบันเทิงให้คนได้ และทำให้เราที่เป็นไอ้แว่นตัวเล็ก น่าแกล้งได้รับการยอมรับ

คุณสนใจหัดเล่าเรื่องมาเรื่อยๆ ตั้งแต่เป็นหัวหน้าห้อง ประธานรุ่น เข้าชมรมโต้วาทีของมหาวิทยาลัย จนถึงเวที TEDx ที่จริงแล้ว ความสนุกของการเล่าเรื่องอยู่ตรงไหน  

เราเป็นคนประเภท Extrovert ที่จะได้รับพลังจากมนุษย์ ซึ่งการเป็นคนเล่าเรื่องไม่ว่าจะในรูปแบบไหน มันได้ปฏิสัมพันธ์กับคน เราก็สนุกและได้พลังจากมัน ไม่ว่าจะเป็นการเล่นคอนเสิร์ตแล้วบอกคนว่ากรี๊ดหน่อย ขอเสียงหน่อย เราพูดประโยคหนึ่งแล้วคนกรี๊ดว่ะ หรือการทำทอล์กอย่างทอล์กบนเวที TEDxBangkok ของน้าต๋อย เซมเบ้ เราเห็นคนเช็ดน้ำตากันครึ่งฮอลล์แล้วก็รู้สึกว่ามันคือเนื้อหาที่เราคัดสรรมา ทีมช่วยกันผลักดันจนทำปฏิกิริยาบางอย่างกับคน

ถ้าถามว่าเรามีนิสัยอะไรที่ชัดกว่าคนอื่น เราคิดว่าตัวเองเป็นคนอยากรู้อยากเห็นอย่างจริงจัง คือเราจบเอกจีนศึกษาจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สมัยเรียนเราชอบวิชาปรัชญาจีนมาก มีประโยคหนึ่งของขงจื๊อที่ใช้ในการทำงานตลอดซึ่งแปลเป็นไทยว่า ในถนนเส้นหนึ่ง 3 คนที่เดินมา ทุกคนเป็นครูเราได้ ถ้าเขามีข้อดีก็เรียนรู้ไว้ ถ้ามีข้อเสียก็ทบทวนว่าตัวเองมีสิ่งนั้นหรือเปล่า เรารู้สึกว่าเรื่องนี้โคตรจริง เราเป็นสายซี้กับป้าแม่บ้าน ซี้กับพี่ยาม รู้สึกว่าทุกคนมีเรื่องเจ๋งๆ หมด และมันคือชุดความคิดเดียวกับเวลาไปคุยหาข้อมูลจากสัปเหร่อ คุยกับชาวบ้านว่าทำไมพี่ถึงเผาป่า เราแค่อยากเข้าไปเข้าใจคนมากขึ้น แล้วช่วยหามุมเล่าเพื่อไปบอกคนอื่นอีกทีว่ามีคนทำสิ่งนี้อยู่นะ

พิริยะ กุลกาญจนาชีวิน พิริยะ กุลกาญจนาชีวิน

ทำไมคุณไม่เลือกทำอาชีพที่ได้เล่าเรื่องอย่างการเป็นสื่อ แต่กลับเลือกเปิดเอเจนซี่

เราอาจไม่ได้ตั้งต้นว่าฉันจะเป็นนักเล่าเรื่องขนาดนั้น ทุกอย่างเริ่มจากต้นทุนที่มี ตอนเราทำ TEDxBangkok ปีแรกจบ มีพี่ที่องค์กร Creative Move ซึ่งตอนนั้นกำลังจะจัดงาน Creative Citizen Talk มาถามว่าช่วยทำคอนเทนต์ได้มั้ย เราก็คิดว่าทำสิ่งนี้แบบได้ตังค์ก็ได้ด้วย รู้สึกว่ามีโอกาสในตลาด มีคนที่มองเห็นว่างานเสวนาที่ไม่ได้ทำแค่บอกวิทยากรว่า มาพูดให้ผมวันนี้หน่อยนะครับ แต่มีคนเข้าไปจัดเรียงให้เรื่องราวชัดขึ้น มันจะเพิ่มคุณค่าของเนื้อหาอีกมาก สร้างการเปลี่ยนแปลงได้เยอะขึ้นมาก

แล้วพอเราเจอเพื่อนร่วมก่อตั้ง Glow Story ซึ่งเป็นคนสายดีไซน์ที่บอกเราว่า TED ไม่ใช่แค่เรื่องบนเวที แต่รวมถึงเนื้อหาที่เจอหลังออกมาจากทอล์ก เช่น งานออกแบบ กลิ่น สี ซึ่งทำให้คนเข้าใจเนื้อหามากขึ้น พวกเราเลยใช้เวลา 2 – 3 เดือนในการสำรวจว่ามีโมเดลอะไรบ้างที่เราได้ทำสิ่งที่ชอบทั้งคู่แล้วก็น่าจะหาเงินได้ด้วย จนออกมาเป็น Glow Story ซึ่งตอนแรกเรียกตัวเองว่าเป็น Talk Event Organizer แต่แล้วเราก็รู้สึกว่า อ้าว ทริปก็ทำได้ นิทรรศการก็ทำได้ เพราะฉะนั้น แก่นไม่ใช่แค่เรื่องทอล์กแล้ว แต่แก่นคือการเล่าเรื่อง เราก็เลยเป็นเอเจนซี่ที่ลายเซ็นน่าจะเป็นเรื่องการไร้รูปแบบ ทอล์กไม่ได้เวิร์กเสมอไป รูปแบบทริปไม่ได้เวิร์กเสมอไป เราจับคู่รูปแบบที่ถูกต้องกับคนดู แล้วหาวิธีขัดเกลาให้ทั้งสองอย่างตรงกัน

พิริยะ กุลกาญจนาชีวิน

Glow Story เล่าได้ทุกเรื่องมั้ย

เส้นที่เราจะพยายามรักษาไว้ตลอดเวลาคือ ความจริง หมายถึงว่าสิ่งที่คนซึ่งจะมาเล่าเรื่องสบายใจที่จะเล่า สมมติว่าคุยกับพี่คนนี้ ได้เส้นเรื่องมาประมาณนี้ ถ้าเกิดเติมมุมนี้เข้าไปนะหล่อเลย แต่เขาบอกว่าเรื่องนี้ไม่ใช่สิ่งที่พี่เชื่อ เราจะไม่ข้ามเส้นนั้นเด็ดขาด แม้จะทำให้ Output ออกมาดีงามมากก็ตาม เพราะสุดท้ายแล้ว ผลลัพธ์ของเราในหลายรูปแบบ เราไม่ได้เล่าเองทั้งหมด คนที่มาเล่าต้องเชื่อในสิ่งที่เราเสนอ ปรับเข้าปาก แล้วนำเสนอด้วยตัวเอง อย่างวิทยากรของ TED เราไม่อยากให้เขากลับมาดูแล้วคิดว่าไม่น่าพูดสิ่งนั้นไปเลย เราว่ามันน่าจะเป็นความรับผิดชอบของเราในฐานะคนทำคอนเทนต์แบบนี้ด้วย

พิริยะ กุลกาญจนาชีวิน

คุณว่านักเล่าเรื่องที่ดีควรเป็นยังไง

รู้จักคนฟัง หมายถึงเราต้องรู้จักตัวเองก่อนว่ามีแพชชันกับอะไร สิ่งนี้สำคัญมาก แล้วเข้าใจว่าตัวเองจะคุยกับใคร ปัจจุบันนี้ทุกคนมีพื้นที่ให้พูดเยอะไปหมด แต่พอเขาไม่เห็นหน้าคนที่คุยด้วย การสื่อสารมันก็ลอยหายไป มันอาจเวิร์กกับคนกลุ่มหนึ่งก็ได้ แต่เขายิงไปไม่ถูกจุดหรือพุ่งไปไม่ถูกประเด็น อย่างเราเอง ทุกครั้งที่จะเขียนสเตตัสเฟซบุ๊ก เรามานั่งจดก่อนเลยว่าโพสต์นี้จะคุยกับใคร เช่น โพสต์นี้คนอ่านหลักคือวิทยากรเก่าที่เคยทำงานด้วย อาจเพราะเรารู้ชัดว่าคนที่ตามเราคาดหวังอะไรหรือเราจะพาเขาไปอีกจุดจากฐานเดิมได้ยังไง แล้ววิธีนี้ก็เป็นประโยชน์ในเชิงธุรกิจด้วย บริษัทเราแทบไม่จ้างพีอาร์เลยในหลายงาน เป็นเฟซบุ๊กเราเสียส่วนใหญ่ด้วยซ้ำ

ตอนนี้เทรนด์การเล่าเรื่องของโลกกำลังไปทางไหน

เรารู้สึกว่ารูปแบบของเนื้อหาคงหลากหลายขึ้น เพราะเมื่อคอนเทนต์เยอะไปหมด วิธีการรับแบบที่มีอยู่ไม่พอแล้ว ซึ่งเราเชื่อในความออฟไลน์ของการสื่อสาร เชื่อเรื่องประสบการณ์มาก เช่น ถ้าอวดสิ่งของในอินสตาแกรมคือเสี่ยวเลย แต่ถ้าอวดประสบการณ์ เราไปเที่ยวที่แปลก มาชูปิกชู มันคือความเท่ของยุคสมัย ทุกคนก็พยายามให้คุณค่ากับประสบการณ์กันมากขึ้น

อย่างที่สองคือ ความสนใจของคนสั้นลง ตัวอย่างเช่น เวลาทำ TEDx เราจะมีการโทรประชุมกับทีม TED ใหญ่ทุกปี ปีที่ผ่านมาเขาก็แชร์สถิติหลังบ้าน แต่ก่อน TED คือเวทีทอล์กความยาวไม่เกิน 18 นาที เพราะเกินกว่านี้คนไม่สนใจแล้ว แต่ทีม TED บอกว่าสถิติหลังบ้านของช่องยูทูบปีนี้ ’12 is the new 18′ คือเกิน 12 นาทีคนหลุดแล้ว นี่คือเนื้อหาของ TED ที่ขัดเกลาวิทยากรกันแรมปีนะ เวลาลดไปขนาดนี้ ซึ่งการที่ความสนใจของคนสั้นดีหรือไม่ดีก็ไม่รู้นะ แต่นักเล่าเรื่องต้องปรับตัวแน่นอน ต้องมีรูปแบบที่อิสระมากขึ้น เพราะเรารู้สึกว่ารูปแบบเดียวไม่สามารถเล่าทุกเรื่องได้ดีเสมอไป

พิริยะ กุลกาญจนาชีวิน

เคยกลัวมั้ยว่าคอนเทนต์ยุคนี้จะเยอะจนไม่ว่าคุณเล่าเรื่องอะไร ในรูปแบบไหน คนก็อาจมาฟังมาดู แต่พรุ่งนี้ก็จะลืม

กลัวนะ Glow Story เลยเรียกตัวเองว่าเป็น Glow 1.0 คือเราทำในส่วนของการสื่อสาร สิ่งที่เราอยากไปแต่ไม่รู้ว่าจะทำได้หรือเปล่า มันคือคำนี้ (ชี้ไปตรงกระดาษจดงานแผ่นใหญ่ที่แปะอยู่ในออฟฟิศ) ‘Provoke Behaviour Change for Better Society’ เรารู้สึกว่าที่ผ่านมาพอเราเป็น Story Telling Agency เราก็เป็นมือปืนรับจ้างที่บอกว่ากระสุนผมจะเล่าเรื่องได้ดีที่สุด ผมจะตั้งใจค้นคว้าข้อมูล ตั้งใจขัดเกลา แล้วนำเสนอออกมาให้ดีที่สุด เราสัญญาในส่วนเรื่องเล่า แต่เรารู้สึกว่าอยากมอบคุณค่าอีกขั้นให้สังคมหรือคนที่เราไปช่วยเล่าเรื่อง นั่นคือการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม

เรามี TED Talk เรื่องหนึ่งที่ชอบมากของ Joe Smith เขาเป็น NGOs สายอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม พอขึ้นเวที เขาไม่พูดเรื่องหมีขาว แต่บนนั้นมีโต๊ะตัวหนึ่ง มีกะละมังใส่น้ำแล้วก็มีกระดาษทิชชูกองเต็มเลย เขาเอามือจุ่มน้ำ สะบัด 12 ที เพื่อสาธิตว่าด้วยวิธีนี้ เขาใช้ทิชชูแค่ 1 แผ่น ทำอย่างนี้ประมาณ 3 รอบแล้วเดินลง เรารู้สึกว่าโคตรพีก ทุกวันนี้เวลาเข้าห้องน้ำก็ยังล้างมือแล้วสะบัดมือ 12 ที มันคือ 4 นาทีที่เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของไอ้เด็กแว่นคนหนึ่งที่อยู่เมืองไทย แล้วถ้าเกิดมันนับได้ มีกี่คนที่เปลี่ยนพฤติกรรมเพราะเขา

เราอยากทำคอนเทนต์แบบนี้ขึ้นมาเรื่อยๆ เพื่อเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมคน นำสังคมไปข้างหน้ามากกว่าแค่ปรับความเข้าใจและสร้างการตระหนักรู้ ตอนนี้ทีมเราก็โฟกัสเรื่อง Behavioral Economics หรือ Behavior Study มากๆ สิ่งที่อยากทำก็มีทั้งในเชิงของการออกแบบเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง หรือในเชิงการเป็นพาร์ตเนอร์เพื่อขยายกระแสสังคม

โพสต์อิต TEDxBangkok

ในบรรดาประเด็นที่คุณเล่า คุณเคยบอกว่าสนใจเรื่องการศึกษามากเป็นพิเศษ ความสนใจนี้เริ่มจากไหน

เราเคยเรียนในโรงเรียนที่มีเพื่อนโทรมาเล่าให้ฟังว่า ‘มึง กูไปทำแท้งมา’ แล้วเราก็บังเอิญได้ข้ามสะพานไปอยู่อีกฝั่งหนึ่ง คือฝั่งเด็กที่ได้รับโอกาสดีหน่อย รวมถึงได้ไปเห็นโอกาสในเมืองนอก เราเลยได้เห็นว่าเพื่อนเราที่อยู่ตรงนั้นเหมือนจะใกล้กัน แต่ความเหลื่อมล้ำเยอะมาก แล้วก็รู้สึกว่าตรงนั้นเป็นจุดตัดมากๆ สำหรับการกำหนดอนาคตของคน สังคม และประเทศชาติ ซึ่งถ้าเป้าหมายของเราคือการเปลี่ยนแปลง เราก็รู้สึกว่าการลงทุนในเรื่องการศึกษาคุ้มที่สุดแล้ว แม้มันอาจดูเป็นการลงทุนระยะยาว

ทำไมถึงนำเวที TED เข้าไปในโรงเรียน มันช่วยแก้ปัญหาอะไร

TED คือพื้นที่ และ Glow ไม่ได้เป็นนักทำคอนเทนต์ที่ดีที่สุด แต่สิ่งที่เราถนัดคือการสร้างพื้นที่ที่หลากหลายทั้งประเด็นและรูปแบบ เพราะฉะนั้น ถ้าองค์ความรู้ของ Glow กลับไปพัฒนา TED เราว่าการสร้างพื้นที่น่าจะเป็นจุดเด่นหรือจุดแข็งสำคัญที่ทำให้แบรนด์ TED ออกไปจากลิมิตของคำว่าแรงบันดาลใจได้ เราอยากแหกกรอบนี้ออกไป ตั้งคำถามว่าหลังจากนี้เราขยายผลได้หรือเปล่า

แล้วเราคิดว่ากลุ่มผู้ชมที่เป็นคนเมืองปัญญาชนไม่รู้สึกว่า TED เท่เหมือนเมื่อ 3 ปีที่แล้ว แต่มีผู้ชมอีกกลุ่มที่มี Pain Point มากๆ คือกลุ่มเด็ก เราคิดว่าพวกเขาก็เหมือนเรา แค่อยากได้พื้นที่ที่ได้รับการยอมรับ แต่พอระบบการศึกษามีพื้นที่แค่สำหรับเด็กหน้าห้อง ที่เหลือคือเด็กเลวเพราะเกรดไม่ดี เขาก็ไปหาพื้นที่อื่น ถ้ามันเป็นการขับรถเสียงดังตอนกลางคืนแล้วมีคนเฮให้ เขาก็ทำไปเรื่อยๆ มันเลยเป็นที่มาของ TED Club เราอยากเอาครูเข้ามาแล้วบ่มให้เห็นว่าการสร้างพื้นที่ตรงนี้ในโรงเรียนของคุณทำได้ยังไงบ้าง ปีนี้รับได้แค่ 30 คนก่อน แต่นั่นแปลว่าถ้าเราให้เขาสัญญาว่าจะกลับไปทำ TED Club ที่โรงเรียน สมมติมีแค่ 10 ทอล์กต่อโรงเรียน มันคือ 300 ทอล์กซึ่งไม่ได้ทำหน้าที่แค่ในเชิงเนื้อหา แต่เพิ่มความมั่นใจของเด็กคนหนึ่งที่ถ้าไม่ได้ขึ้นเวทีนี้จะไปเสพยาแล้วนะ

พิริยะ กุลกาญจนาชีวิน

แล้วทำไมปีนี้เวทีหลักของ TEDxBangkok ถึงไม่ได้เป็นเวทีใหญ่ การกระจายเวทีไปตามพื้นที่ต่างๆ สำคัญยังไง

เราและทีมเป็นส่วนเล็กๆ ในการผลักดันให้มีกระแส TEDx ในเมืองไทย เรามองว่าจุดนั้นอิ่มตัวแล้ว และเริ่มเสียดายคนเก่งๆ ที่มาอาสาสมัคร เพราะรูปแบบอีเวนต์ไม่ได้ตอบศักยภาพพวกเขาเท่าที่ควร เช่น เราเอาคนระดับดอกเตอร์มาเปิดประตู หรือเฌอปราง BNK 48 มาโบกไฟฉายให้ผู้ชม ซึ่ง TEDxBangkok มีความเป็นผู้บุกเบิกอยู่ในตัว ปีนี้เราเลยอยากบุกป่าไปหารูปแบบใหม่ๆ ที่ทำให้ไอเดียสร้างการเปลี่ยนแปลงได้มากกว่าเดิม อย่างที่บอกว่าเราเชื่อเรื่องประสบการณ์ เชื่อเรื่องพื้นที่ เพราะฉะนั้น TED Club มันตอบในเรื่องฝั่งพื้นที่ของระบบการศึกษา ส่วน TEDxBangkok Adventures ก็ให้รูปแบบประสบการณ์ที่ต่างไป เราเชื่อว่าถ้าขยายสิ่งนี้ได้จะดึงศักยภาพอาสาสมัครได้อีกเยอะมาก สมมติว่าธีมปีนี้คือการคมนาคม ถ้าเกิดมันมี 8 สายล่ะ เช่น เทคโนโลยี ขยะ และอาหาร แล้วคนก็ไปสัมผัสไอเดียในห้องครัว ในกองขยะ ในโรงเรียนร้าง รวมถึงทำให้เกิดผลที่เป็นการกระทำได้มากขึ้น เราว่าน่าจะเป็นการใช้เวลาของทุกคนได้คุ้มที่สุด

พิริยะ กุลกาญจนาชีวิน

ในวัย 26 คุณมองว่าตัวเองเป็นคนประสบความสำเร็จเร็วมั้ย

เรื่องที่เราประสบความสำเร็จเร็วที่สุดน่าจะเป็นการเข้าใจตัวเอง เช่น เรารู้ว่าชอบอยู่กับคนแบบไหน ชอบทำงานที่มีเนื้อหาแบบไหน ซึ่งที่จริงแต่ละยุคมีนิยามความสำเร็จของคนส่วนใหญ่ต่างกันไป เช่น คนยุคพ่อแม่เราพาลูกไปกินข้าวร้านอาหารดีๆ ได้คือความฟินแล้ว แต่ยุคเรามีข้าวกินแล้วมั้ง ก็เลยมองหาความสำเร็จหรือคุณค่าในชีวิตที่ต่างไป การเข้าใจตัวเองก็ช่วยตรงนี้ ทำให้รู้ว่าเราจะทุ่มเทกำลัง ทุ่มเทเวลาไปกับอะไร

เราเชื่อว่าทรัพยากรของตัวเองที่มีค่ามากที่สุดไม่ใช่เงิน แต่คือ Time กับ Trust เราอยากลงทุนเพื่อให้ได้เวลามากขึ้น และเชื่อว่าความเชื่อใจเป็นทรัพยากรสำคัญมาก เพราะเราทำงานกับตัวท็อปของทุกวงการ ซึ่งถ้าเขามองว่าน้องคนนี้ใช้ได้ก็จะนำมาซึ่งงานหรือความเชื่อใจจากผู้ใหญ่ แต่ถ้าเขาบอกว่าน้องคนนี้ห่วยก็จบเหมือนกัน เราก็นิยามความสำเร็จตัวเองจาก 2 ปัจจัยนี้ด้วย ถ้าลงทุนไปกับอะไรแล้วได้ 2 สิ่งนี้กลับมา โดยสิ่งที่ไปลงทุนเป็นความสุขของเราและช่วยให้ได้ดูแลคนรอบตัวเท่าที่ทำได้ เราก็โอเคแล้ว

พิริยะ กุลกาญจนาชีวิน

เป็นคนชัดเจนว่าตัวเองต้องการอะไรแบบนี้มาแต่ไหนแต่ไรหรือเปล่า

น่าจะเป็นการเลี้ยงดูจากพ่อที่เรารู้สึกว่าเขาโคตรเจ๋ง เขาเป็นคนพิการนะ กระดูกสันหลังคด เคยต้องใส่เฝือกเป็นเหมือนเสื้อเกราะ ต้องนั่งอยู่ในห้องดูเพื่อนเตะบอล ระหว่างนั้น สิ่งที่เขาทำได้ก็คืออ่านหนังสือเรียนหรือคิด เพราะฉะนั้น เขาจะเป็นคนที่คิดล่วงหน้าตลอดว่า ขั้นตอนต่อไปของตัวเองจะเป็นยังไงต่อ เพราะเสี่ยงมากไม่ได้ แล้วตอนเราเด็กๆ เขาเลยชวนคิดตลอดว่า เทอมนี้อยากได้อะไร เป้าหมายคืออะไร สิ่งนี้ค่อนข้างฝึกเรา เราเลยจะไม่ค่อย Hakuna Matata เท่าไหร่ (หัวเราะ)

อีกอย่างคือการวางแผนทำให้เราไม่พะวงหลัง อย่างน้อยพอเราเลือกทางที่มันยาก เสี่ยง ไม่รู้จะเป็นยังไง เราจะได้บอกคนข้างหลังได้ว่า โอเค รอเราหน่อย ตอนนี้อาจยังไม่ได้เป็นลูกชายที่ประสบความสำเร็จในด้านธุรกิจนะ แต่เรากำลังจะก้าวไปในเส้นทางนี้ และนี่คือเส้นที่เราชอบ เรามีความสำเร็จระหว่างทางไปให้เขาสบายใจ เช่น พอได้ลงในสื่อ เราก็เอาไปวางบนโต๊ะกินข้าว เขาดูแล้วก็ไม่พูดอะไร แต่ญาติมาก็อวดว่านี่ลูก การมีแผนทำให้เราวิ่งไปข้างหน้า ไปทางที่เราไม่รู้ว่าจะเป็นยังไงได้สุดกว่า

พิริยะ กุลกาญจนาชีวิน พิริยะ กุลกาญจนาชีวิน

แล้วเคยรู้สึกว่าความเป็นเด็กเป็นข้อจำกัดมั้ย

เราว่าเป็นข้อดี เพราะเราค้นพบสิ่งหนึ่งคือผู้ใหญ่ชอบให้เด็กมาก ยิ่งเด็กยิ่งได้ การที่เราเริ่มต้นตอนยังเด็กเลยได้รับการสนับสนุนจากผู้ใหญ่มาก แต่ขณะเดียวกัน เด็กก็มีเยอะและก็มีผู้ใหญ่บ่นว่าเด็กสมัยนี้เห็นแก่ตัว เอะอะลาออก แต่พอ Glow ชัดเจนมากว่าผมทำธุรกิจ ไม่ใช่กิจการเพื่อสังคมด้วยนะ ผมอยากสบายแต่อยากทำงานที่มีความสุขด้วยคืองานที่ช่วยคนแบบพี่ ผู้ใหญ่เขาก็จะเอ็นดู จะรู้สึกว่าเด็กมันตั้งใจ

เพื่อนที่ร่วมตั้ง Glow คยสอนเราเรื่องหนึ่งว่า ตอนทำงาน มี 2 ก้อน ก้อนแรกคือ Process ก้อนที่สองคือ Output ซึ่งทั้ง 2 ก้อนนี้ระเบิดพร้อมกันไม่ได้ บึ้มได้แค่ก้อนเดียว เช่น ถ้าระหว่างกระบวนการรู้สึกว่าน้องคนนี้เต็มที่มาก ถึงงานล้มเหลวก็ไม่เป็นไร ให้โอกาสเขา หรือระหว่างกระบวนการพวกน้องติดต่อยาก แต่ถ้างานออกมาดี ก็โอเค ถือว่าไปทุ่มทำงานมา แต่ถ้าระเบิด 2 อันพร้อมกันเมื่อไหร่นี่ฉิบหาย คือระหว่างทางมึงไม่ตั้งใจ และงานก็ออกมาห่วยด้วย มีการบอกปากต่อปากแน่ว่าอย่าไปใช้เจ้านี้ เพราะฉะนั้น เราว่าความเป็นเด็กมีข้อได้เปรียบในเชิงของคนพร้อมสนับสนุน แต่ถ้าเราไม่สามารถรักษาสมดุล 2 ก้อนนี้ ทำบึ้มพร้อมกันบ่อยๆ เราก็จะเป็นแค่เด็กที่ไม่มีฝีมือ เด็กที่ขาดประสบการณ์ เด็กที่ไม่เอาไหน เหมือนที่ผู้ใหญ่หลายคนเข้าพูดกัน

พิริยะ กุลกาญจนาชีวิน

จากวันที่เล่าเรื่องให้เพื่อนฟังตอนประถม ความสุขในการเล่าเรื่องเปลี่ยนไปจากตอนเด็กๆ มั้ย

เรายังทำเพื่อตัวเองอยู่เสมอแหละ แต่ถ้าพูดในเชิงของแก่นคือ เมื่อก่อนเรามองหาการยอมรับจากคนภายนอก แต่พอโตขึ้นมาเราเริ่มช่างแม่งมากขึ้น สนใจว่าคนนอกจะมองยังไงน้อยลง ให้ความสำคัญกับคนข้างในมากขึ้น

แก่เร็วนะเนี่ย

อาจเพราะได้รับการยอมรับเร็วมั้ง แล้วพอไปถึงตรงนั้นปุ๊บก็รู้สึกว่า อ้าว มันเท่านี้เหรอ มันคือการค้นชื่อตัวเองในกูเกิ้ลแล้วเจอบทความเพิ่มขึ้นมา 1 อันอย่างนี้เหรอ แล้วแต่ก่อนเราเป็นคนที่ไม่น่าทำงานด้วย เป็นคนที่แสวงหาความสำเร็จมาก ตอนทำค่ายอาสาจะบอกคนว่า ‘เฮ้ย ทำอันนี้ได้หรือเปล่า ทำไม่ได้ออกไปเลย’ คือเรารู้สึกว่าเราทำเพื่อประชาชน จะด้วยวิธีการอะไรไม่สนหรอก อีกคนต้องเสียใจก็ช่างมัน แต่ตอนนี้เราเริ่มเรียนรู้ว่าสุดท้ายคนที่อยู่กับเราก็คือคนรอบๆ นี่แหละ เราไปสร้างการเปลี่ยนแปลง ไปช่วยทุกคนเล่าเรื่องทีละคนไม่ได้ สิ่งที่ทำได้คือมอบความรักและเป็นคนสนับสนุนให้ 3 คนในทีม Glow หรือ 10 คน 50 คนในทีม TED แล้วให้เขาไปมอบความรักกับผู้ชมอีกเป็นพันคน ครูอีกเป็นร้อยคนได้ แบบนี้มันขยายผลได้มากกว่า

พิริยะ กุลกาญจนาชีวิน

สิ่งนี้เป็นการตกตะกอนจากช่วงเกณฑ์ทหารหลังเปิดบริษัทได้สักพัก เราเคยคิดว่าตัวเองทำสิ่งยิ่งใหญ่มาก เป็นพิ TEDx โคตรคูลเลย แต่มาค้นพบความจริงตอนเป็นทหารว่าสิ่งที่เราทำเป็นหยดน้ำเล็กๆ ในมหาสมุทรที่มืดมิด ในขณะที่เราบิลด์คนว่ามีแรงบันดาลใจนะ นึกถึงฝันในวัยเด็กกับน้าต๋อยกันนะครับ หรือมีคนดูทอล์กในคลิปหลักล้านวิว แต่ละปีมีผู้ชายเป็นแสนๆ คนเข้าไปในระบบหนึ่งแล้วมันล้างสมองเขาว่า มึงอย่าแหลม มึงเจริญด้วยความสามารถไม่ได้หรอก คนพวกนี้คือหัวหน้าครอบครัว คือคนหนุ่มที่จะกลับไปทำงานปีละเป็นแสนคน แล้วเราทำไอ้ทอล์กสิบแปดนาทีมันเปลี่ยนโลกจริงเหรอ แรงบันดาลใจมันไม่ทัน แล้วเราทำได้มากกว่านี้หรือเปล่า จากแต่ก่อนที่เรามองผลลัพธ์มาก มีทอล์กน้าต๋อย คนน้ำตาไหล เลยเห็นว่าอย่างนั้นมันไม่ยั่งยืน มันขยายไม่ได้ทั้งในเชิงการเปลี่ยนแปลงและในเชิงธุรกิจด้วย

เพราะฉะนั้น วิธีการทำงานของเราก็จะสร้างคนมากขึ้น สร้างแพลตฟอร์มมากขึ้น ในห้องเรามีโพสต์อิตแปะว่า ปีนี้เป้าหมายหลักคืออยากเป็นผู้สนับสนุนที่ดี หมายถึงรับฟังคนอื่นและให้เขามีความเป็นเจ้าของกับสิ่งที่ทำ เราเตือนตัวเองเสมอว่ามึงไม่ได้เก่งที่สุด

พิริยะ กุลกาญจนาชีวิน

Writer

Avatar

ธารริน อดุลยานนท์

สาวอักษรฯ ผู้หลงรักการเขียนเสมอมา และฝันอยากสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ด้วยสิ่งที่มี ณ จุดที่ยืนอยู่ รวมผลงานการมองโลกผ่านตัวอักษรไว้ที่เพจ RINN

Photographer

Avatar

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

ไม่ว่าจะสนใจกีฬาสนุกเกอร์หรือไม่ ผมอยากชวนให้นึกภาพตาม

เด็กชายคนหนึ่งอายุ 8 ขวบ หัดเล่นสนุกเกอร์ โดยมีพ่อซึ่งแทงสนุกเกอร์ไม่เป็นคอยให้คำแนะนำ และเรียนรู้กันเองพ่อลูก โดยไม่พึ่งพาโค้ชอาชีพแต่อย่างใด ท่าแทงของเขาถูกคนในวงการล้อกันสนุกปากเนื่องจากประหลาดและแตกต่างจากคนทั่วไป บางคนถึงขั้นดูถูกว่าเด็กคนนี้ไม่มีอนาคตในเส้นทางสนุกเกอร์

เด็กคนที่ว่า ตอนอายุ 10 ขวบ เขาได้ 2 เหรียญเงินจากกีฬาเยาวชนแห่งชาติ

ตอนอายุ 11 ขวบ เขาคว้าแชมป์สนุกเกอร์นักเรียนภาคนครหลวง

ตอนอายุ 12 ขวบ เขาเอาชนะนักสนุกเกอร์มือโปรได้ในการแข่งขัน 6 แดงนานาชาติ

ตอนอายุ 13 ขวบ ได้ 1 เหรียญทอง และ 1 เหรียญทองแดง กีฬาเยาวชนแห่งชาติ ที่จังหวัดกาญจนบุรี

ตอนอายุ 14 ขวบ คว้าแชมป์แสงโสม 6 แดง โอเพ่น

ตอนอายุ 15 ขวบ คว้าแชมป์เยาวชนแห่งประเทศไทยรุ่นอายุไม่เกิน 21 ปี และติดทีมชาติเป็นครั้งแรก

ซึ่งที่ไล่เรียงมานี้เป็นความสำเร็จเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น-หาใช่ทั้งหมด

เด็กคนนั้นชื่อ ซันนี่-อรรคนิธิ์ ส่งเสริมสวัสดิ์ ฉายาของเขาคือ ซันนี่ สายล่อฟ้า

ผมรู้จักซันนี่ขณะเขาอายุ 22 ปีผ่านข่าวกีฬาที่ไหลมาในหน้าไทม์ไลน์เฟซบุ๊ก หลังจากที่เขาต่อสู้กับ Ronnie O’Sullivan (รอนนี่ โอซุลลิแวน) นักสอยคิวชาวอังกฤษได้อย่างสูสีในรายการ UK Championship 2017 โดยแพ้ไปฉิวเฉียด 6 ต่อ 5 เฟรม

สำหรับคนที่ไม่ได้ติดตามข่าวคราววงการสนุกเกอร์อาจไม่รู้ว่า รอนนี่ โอซุลลิแวน คือนักสนุกเกอร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่ง คล้ายเป็นตำนานที่ยังมีชีวิต เขาคว้าแชมป์มาแล้วนับไม่ถ้วนและเป็นเจ้าของสถิติมากมาย

ไม่ว่าจะมองมุมไหน ทั้งดีกรีและประสบการณ์ ในแมตช์นั้นนักสอยคิวชาวไทยควรพ่ายแพ้อย่างหมดรูป จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่สื่อมวลชนจะพากันยกย่องนักสนุกเกอร์ดาวรุ่งผู้นี้ที่ต่อสู้จนเกือบเอาชนะนักสอยคิวเจ้าบ้านอย่างรอนนี่ได้

สิ่งที่น่าสนใจไม่ใช่เพียงผลงานบนโต๊ะ หากใครรู้เรื่องราวชีวิตของเขากว่าจะก้าวมาถึงตรงนี้ ย่อมเห็นตรงกันว่าซันนี่ฝ่าฟันอะไรมามากมายเกินวัย

จากนักเรียนโฮมสคูลเขาต่อสู้จนกลายเป็นนักสนุกเกอร์อาชีพ จากแกะดำในวงการสนุกเกอร์ไทยเขาสู้ต่อจนกลายเป็นดาวรุ่งที่วงการสนุกเกอร์โลกยอมรับ

ผม ซันนี่ และคุณพ่อของเขา สรายุธ ส่งเสริมสวัสดิ์ นั่งคุยกันข้างๆ โต๊ะสนุกเกอร์ที่ตั้งอยู่กลางบ้านก่อนจะถึงเวลาซ้อมของเขา และจากการพูดคุยกันผมพบว่าชีวิตของสองพ่อลูกคล้ายเกมสนุกเกอร์ไม่น้อย บางเฟรมชนะสบายๆ ในขณะที่บางเฟรมก็พ่ายแพ้หมดรูปจนเกือบถอดใจยอมแพ้

โชคดีที่สำหรับชีวิต ยังมีเฟรมถัดไปให้แก้มือ

เฟรมที่ 1

ความจริงหลายเรื่องที่เขาและผู้เป็นพ่อช่วยกันเล่าข้างโต๊ะที่ปูด้วยผ้าสักหลาดสีเขียวฟังแล้วสร้างความรู้สึกหลากหลาย

ทั้งประหลาดใจ ประทับใจ ภูมิใจ เศร้าใจ สุขใจ อิ่มใจ ปะปนกันไปครบรสชาติชีวิต

ย้อนกลับไปในวัยเด็ก ซันนี่มีชีวิตที่แตกต่างจากเด็กส่วนใหญ่ตรงที่เขาเลือกเส้นทางการศึกษาแบบโฮมสคูลแทนที่จะเข้าศึกษาในระบบอย่างเด็กคนอื่นๆ

“ตอนแรกผมก็ไปโรงเรียนอยู่อาทิตย์หนึ่งแล้วไม่ชอบ รู้สึกมันวุ่นวายเสียงดัง อีกอย่างเราต้องนั่งเรียนบวกเลขหลักเดียว ซึ่งผมทำได้หมดแล้ว มันก็เลยเกิดอาการเบื่อ ตอนกลางวันไม่ง่วงแต่ก็โดนบังคับให้นอน คนที่ไม่หลับไม่นอนจะโดนตี เราก็แกล้งหลับ ถึงเวลาเราก็แกล้งตื่น พอพ่อถามว่าเป็นยังไงบ้าง ผมก็บอกพ่อ ซึ่งพ่อมีประสบการณ์ไม่ค่อยดีกับโรงเรียนอยู่แล้วแต่พ่อไม่ได้บอกว่าอะไร พ่อก็เลยไปศึกษากฎหมาย ตอนนั้นมี พ.ร.บ. การศึกษาปี 2542 ออกมารองรับโฮมสคูลพอดี ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ใหม่มากในวงการศึกษาไทย ช่วงนั้นที่บ้านผมทำขนมเค้กขาย เราก็เรียนที่บ้าน แล้วก็ช่วยทำไปด้วย เมื่อก่อนตรงนี้เป็นพวกเตาอบ พวกเครื่องทำขนมปัง” ซันนี่ย้อนเล่า

อย่างที่เขาว่าไว้ พื้นที่ที่มีโต๊ะสนุกเกอร์ตั้งอยู่แต่ก่อนเป็นพื้นที่ของเตาอบและเครื่องทำขนมปัง จนกระทั่งวันที่สนุกเกอร์กลายเป็นเครื่องมือที่หล่อเลี้ยงทุกชีวิตในบ้านหลังนี้

ตอน 8 ขวบผมอยากเล่นกีฬา คุณพ่อก็ให้เลือกระหว่างกอล์ฟ สนุกเกอร์ และยิงปืน เพราะคุณพ่อเป็นนักกีฬายิงปืนทีมชาติ เคยได้รองแชมป์เยาวชนเอเชีย แต่ตอนนั้นเราเด็กมาก รู้สึกว่าการยิงปืนมันอันตราย ก็เลยเลือกระหว่างกอล์ฟกับสนุกเกอร์ พ่อก็พาไปดูการแข่งขัน แล้วผมชอบสนุกเกอร์มากกว่า”

บางทีการเริ่มต้นบนเส้นทางยาวไกลมันก็ไม่ได้มีอะไรซับซ้อน และวันนั้นเขาก็ก้าวเท้าเข้าสู่เส้นทางสนุกเกอร์โดยที่ไม่รู้เลยว่าปลายทางของเส้นทางนี้จะนำพาเขาไปสู่ดินแดนที่ไม่อาจจะจินตนาการได้

“ตอนนั้นเราไม่ได้เริ่มต้นด้วยความคาดหวัง มันเป็นแค่โปรเจกต์หนึ่ง” ผู้เป็นพ่อเล่าลงลึกในรายละเอียดเมื่อแรกเริ่ม “การศึกษาในโรงเรียนจะมีกิจกรรมนอกหลักสูตรใช่ไหม แต่โฮมสคูลคุณสามารถแปลงกิจกรรมนอกหลักสูตรได้ ซึ่งการเล่นสนุกเกอร์ของซันนี่ถือเป็นโครงงานระยะยาว มันไม่เหมือนโครงงานทำแม่เหล็กไฟฟ้า ไอ้นั่นมันทำแป๊บเดียวก็เสร็จ เดี๋ยวก็ต้องหาโครงงานอย่างอื่นอีกใช่มั้ย แต่อันนี้ไม่ใช่

“โครงงานนี้มันสอนทั้งเรื่องการปฏิบัติตัวในสังคม การเรียนรู้กติกาสังคม การอยู่ร่วมกับคนอื่น การแข่งขันกับคนอื่น จะได้รู้ว่าน้ำใจนักกีฬาเป็นยังไง ความรับผิดชอบในการเป็นนักกีฬาเป็นยังไง มันสอนหมดเลยนะ มันรวมอยู่ในนี้หมดแล้วคุณจะเอาอะไร อย่างสถิติเราก็สอนบนโต๊ะได้ แทงลูกน้ำเงินหลุมยาวสิบลูก จดไว้ว่าแทงลงกี่ลูก แล้วก็มาหารดูค่าเฉลี่ย คือพอเราเก็บสถิติอย่างนี้เราจะได้เอาข้อมูลพวกนี้มาประมวลผล ปรับปรุงแก้ไข แล้วเราก็เริ่มวงจรนี้ใหม่ ลองทำ เก็บผล ประมวลผล ทดลองทำใหม่ นี่คือขั้นตอนทางสถิติ ซึ่งนำไปสู่การพัฒนา

สถิติเขาใช้เพื่อการพัฒนารู้หรือเปล่า” คุณพ่อหัวเราะหลังคำถามชวนคิดต่อบ้านเมืองที่การเก็บสถิติต่างๆ ยังไม่แข็งแรงนัก

“ครั้งแรกเป็นยังไง จับไม้แล้วรู้สึกว่าเกิดมาเพื่อสิ่งนี้เลยไหม” ผมย้อนถามชายตรงหน้าถึงวันแรกที่จับไม้คิว

“ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่ครั้งแรกในชีวิต ผมจับลูกมาตั้ง แทงลูกน้ำเงินหลุมกลาง

“แล้วแทงทีแรกก็ลงเลย

เฟรมที่ 2

หนึ่งในเรื่องที่น่าประหลาดใจที่สุดสำหรับผมคือการที่ซันนี่หัดแทงสนุกเกอร์กับผู้เป็นพ่อซึ่งไม่ได้มีวิชาสนุกเกอร์ใดๆ ติดตัว แทนที่จะจ้างโค้ชมากประสบการณ์มาปูพื้นฐาน

เรียนรู้ไปพร้อมกัน-พ่อของนักสนุกเกอร์หนุ่มว่าอย่างนั้น

“เนื่องจากผมมีความรู้พื้นฐานด้านฟิสิกส์ ด้านคณิตศาสตร์ ผมเป็นคนคิดง่ายๆ เกี่ยวกับเรื่องวิธีการแทง ผมคิดว่า เฮ้ย ทำไมถึงแทงลง” ผู้เป็นพ่อเล่าเมื่อผมถามถึงวิธีการสอน “ผมก็มาคิดว่าจะแทงยังไง แล้วก็บอกว่า ลูกลองทำซิ ทำตามที่พ่อบอกนะ ก็คือพ่อลูกเล่นด้วยกัน เด็กๆ เขาก็ยังไม่รู้หรอกว่าทำไมต้องเป็นแบบนั้น แล้วมันจะดีหรือไม่ดี แต่เขาทำ ไอ้เราก็ต้องมาประมวลผล เรื่องระบบเหลี่ยมในการแทง

“คุณเคยแทงมั้ยล่ะ วันนี้เราแทงตรงนี้แล้วลง พออีกวันหนึ่ง หรืออีกชั่วโมง พอไม่ใช่ตรงนั้นแล้วกลับแทงไม่ลงแล้ว แทงหนาไปหรือบางไป แล้วสุดท้ายเราจะเอาอะไรมาเป็นบรรทัดฐาน แล้วเรื่องเหลี่ยมมันเป็นธรรมชาติที่เปลี่ยนแปลงหรือมันควรจะไม่เปลี่ยนแปลง เราก็ต้องคิด”

“คือเอาวิธีคิดแบบวิทยาศาสตร์มาใช้” ผมถามทวนตามที่เข้าใจ

“อ้าว ก็มันไม่มีทางอื่น เราก็ต้องเอาสิ่งที่เราเรียนรู้ในอดีตมาเป็นรากฐานในการสร้างแนวความคิดของเรา ผมเรียนรู้ใหม่หมดเลย ผมไม่ได้ไปทางที่คนอื่นเขาใช้กัน เพราะว่าอะไรรู้มั้ย” ว่าถึงตรงนี้ผู้เป็นพ่อนิ่งเงียบให้ผมคิดตาม ก่อนจะพูดต่อ

“ผมดูว่า 20 ปีที่ผ่านมามีใครเก่งกว่า ต๋อง ศิษย์ฉ่อย มั้ย เฮ้ย นอกจากจะไม่มีใครเก่งกว่าคุณต๋องแล้ว คนที่เก่งแก่ๆ ทั้งนั้นเลยว่ะ ผมรู้แล้ว แสดงว่าเทคนิคการเรียนรู้วิธีการแทงสนุกเกอร์ในระยะ 20 ปีที่ผ่านมาไม่สามารถทำให้เด็กรุ่นใหม่แซงหน้าคุณต๋องหรือแม้แต่แซงหน้า รมย์ สุรินทร์ ได้ คิดดูแล้วกัน แล้วมันจะเหลืออะไร คิดง่ายๆ เลย ถ้าเราไปฝึกตามคนอื่น เราก็อยู่กลุ่มข้างหลังเขา”

เมื่อคิดได้อย่างนั้นพ่อลูกจึงออกแบบวิธีการซ้อมและรูปแบบการแทงด้วยตัวเอง

“เราก็พยายามดูว่าคนเก่งๆ เขาแทงยังไง แต่ในชีวิตจริงมันไม่มีใครบอกคุณหรอกว่ากูเก่งขึ้นมาเพราะกูซ้อมแบบนี้ ตอนนั้นมีคนชื่อ PJ Nolan เขาทำโปรแกรมการซ้อมนักกีฬาขึ้นมาลงเว็บไซต์ เพื่อดึงดูดให้คนไปซ้อมกับเขา เราก็ไปดึงวิธีมาเลย นอกนั้นก็ออกแบบเองบ้าง อ่อนจุดไหนเราก็ออกแบบเอง แบบฝึกแต่ละอันมันก็จะมีจุดประสงค์ในการซ้อม”

ไม่แปลกที่ในวงการสนุกเกอร์ไทยซันนี่จะเป็นคล้ายตัวประหลาด หรือจะว่าเป็นแกะดำก็ไม่ผิดนัก หลายคนอาจไม่รู้ว่าครั้งหนึ่งตอน 9 ขวบซันนี่เคยเข้าไปยังศูนย์ฝึกสนุกเกอร์ที่รายล้อมด้วยนักกีฬารุ่นพี่ โดยการแนะนำของผู้ใหญ่ในวงการสนุกเกอร์ที่เห็นแววของเขา แต่ก็อยู่ได้เพียง 5 เดือน

“ตอนนั้นเขาประเมินเลยว่าซันนี่ไม่มีอนาคต” ชายผู้เป็นพ่อเล่าถึงความอึดอัดในช่วงเวลานั้น โชคดีอย่างหนึ่งของกีฬาคือมันวัดผลกันได้ผ่านการแข่งขัน ไม่ใช่วัดกันด้วยถ้อยคำของใครคนใดคนหนึ่ง

“ตอนนั้นฟังแล้วท้อมั้ย” ผมถาม ก่อนที่ผู้เป็นพ่อจะชิงตอบ

จะไปท้อทำไม ถ้าชีวิตคุณมัวไปท้อกับคำพูดของคนอื่นก็ตายแล้ว”

เฟรมที่ 3

ตลอดชีวิตของซันนี่เผชิญคำสบประมาทและคำถากถางมานับไม่ถ้วน แต่เขาก็ใช้ผลงานบนโต๊ะปิดปากทุกเสียงได้เสมอๆ

ถ้วยรางวัลในไทยเขากวาดมาแล้วเกือบทุกรายการที่ลงแข่ง-จะเอาอะไรอีก

หนึ่งในสิ่งที่เขาโดนวิจารณ์มากที่สุดคือวิธีการแทงที่ผิดหลักการที่คนทั่วไปว่าถูกต้อง แม้กระทั่งทุกวันนี้เขาก็ยังคงโดนคนเข้ามาคอมเมนต์ต่อว่ากันอย่างสนุกปาก

“มีอะไรที่คุณทำแล้วคนบอกว่ามันผิดบ้าง” ผมถามให้เขาแจกแจง

“ท่ายืน มันไม่ตรงในตำราเลย” ซันนี่ตอบสิ่งที่เขาโดนโจมตีมากที่สุด

“ทั้งหมด ทุกอย่าง” คุณพ่อเสริม “ขนาด Joe Johnson (โจ จอห์นสัน) ที่เป็นคอมเมนเตเตอร์เห็นซันนี่แทงยังบ่นออกทีวีเลยนะ เขานั่งคู่อยู่กับ John Parrott (จอห์น แพร์ร็อตต์) ซึ่งทั้งสองคนนี้เคยเป็นแชมป์โลกทั้งคู่ ตอนนั้นซันนี่กำลังแทงเข้าเบรก เกินร้อยแต้มแล้ว โจบอกว่ายังไงคนที่สอนเด็กคนนี้คงไม่สอนให้แทงแบบนี้หรอก มันตลก คือเขาว่าเรา ทีนี้คนพากย์อีกคนก็เงียบ แล้วสักพักก็พูดว่า แต่เด็กคนนี้เขากำลังจะชนะรอนนี่ โอซุลลิแวน นะ เขาคงไม่สนใจหรอกว่าจะยืนยังไง ขอให้เขาแทงชนะก็แล้วกัน คือเหมือนเขาเถียงกันเอง”

“แล้วเวลาได้ยินคนวิจารณ์ท่าทางการแทง เคยคิดไหมว่าต้องปรับให้ถูกต้องตามที่เขาว่า” ผมถามในสิ่งที่สงสัย

“ไม่ครับ ก็ผมใช้แล้วมันได้ผลน่ะ” ซันนี่ตอบทันที

“จะบอกให้ว่าเราไม่ได้ตั้งเป้ากับการยืนสวย หรือการยืนให้ถูกต้อง คือคุณไม่ใช่หุ่นยนต์ที่จะต้องยืนท่าเดิมทุกครั้ง ถูกไหม แต่มันต้องยืนถนัดเท่านั้นเอง ไม่ปวดขา ไม่ปวดหลัง และลง” พ่อของซันนี่เน้นที่คำท้าย

“ในโลกนี้มีอีกคนที่ทุกคนบอกผิดคือ John McEnroe (จอห์น แมคเอนโร) เขาโดนมากที่สุดเลย คนบอกว่ามึงต้องเป็นโรคปวดหลังแน่ๆ ถ้ามึงเสิร์ฟท่านี้ แต่โอ้โห เขาเสิร์ฟเก่งฉิบหาย

“หรือในยุคของผมมีนักเทนนิสคนนึงชื่อ Björn Borg (บียอร์น บอร์ก) สมัยนั้นมีตำราออกมาเลย วิจารณ์หมดเลยว่าเขาผิดทุกอย่าง การจับไม้ การตี วงสวิง แต่หลังจากที่คนวิจารณ์ว่าเขาผิด ไอ้นี่เป็นแชมป์วิมเบิลดัน 7 สมัย คือเขามีวิธีในการตีที่ล้ำหน้ากว่าคนยุคนั้น ตรงนี้คือสิ่งที่เราบอกว่าถ้าอย่างนั้น ในเมื่อเราเรียนรู้ร่วมกัน เราก็จะทำอะไรที่มันมากกว่า โดยหวังว่าถ้าไม่ดีมันก็เละไปเลย

“ลองดู ชีวิตหนึ่งน่ะ ใช่ไหม” ชายผู้เป็นพ่อและโค้ชทิ้งคำถามโดยไม่ต้องการคำตอบจากผม

เฟรมที่ 4

หนึ่งในรายการที่เปลี่ยนชีวิตซันนี่มากที่สุดคือการแข่งขันสนุกเกอร์เยาวชนชิงแชมป์เอเชียที่เมืองปักกิ่ง ประเทศจีน เมื่อปี 2015

ผู้คว้าแชมป์รายการนี้จะได้สิทธิ์เข้าร่วมการแข่งขันสนุกเกอร์อาชีพโลก ซึ่งปัจจุบันหากไม่นับซันนี่ มีนักสอยคิวชาวไทยเพียง 3 คนเท่านั้นที่ได้สิทธิ์ในการแข่งขันสนุกเกอร์ระดับอาชีพ

“ซันนี่ถูกส่งไปตาย” พ่อของเขาว่าอย่างนั้นเมื่อพูดถึงการแข่งขันในครั้งนั้น “คือจีนเขาเป็นเจ้าภาพ นักกีฬาของเขาได้แทงบนโต๊ะที่เขาซ้อมมา แล้วถามว่าจีนไม่อยากได้แชมป์ตรงนี้เหรอ เขาจะยอมให้เราเปิดเพลงชาติไทยเหรอ”

นักสอยคิวหนุ่มเล่าว่าในขณะที่ชาติอื่นส่งนักกีฬาเข้าร่วมได้เพียง 2 – 3 คน แต่จีนส่งนักสนุกเกอร์เข้าแข่งขันถึง 10 คน ซึ่ง 3 ใน 10 คือสุดยอดดาวรุ่งที่ดีที่สุดของประเทศ

“บนผนังเขาติดรูป 3 คนนี้ ขนาดใหญ่เท่าตัวคน” ซันนี่เล่าให้เห็นภาพ

สุดท้ายนักสอยคิวทีมชาติไทยผู้นี้สามารถฝ่าฟันเข้ารอบชิงชนะเลิศไปพบกับ Yuan Sijun นักสอยคิวที่อยู่ในรูปขนาดเท่าตัวคนที่่เขาเล่า

เหมือนอะไรจะไม่เป็นใจเมื่อ 4 เฟรมแรกซันนี่แพ้รวด ซึ่งตามกฎการแข่งขัน หากใครชนะ 6 ใน 11 เฟรมก่อนจะเป็นผู้คว้าชัยไปครอง ถึงตอนนั้นกองเชียร์ต่างถอดใจเพราะมองมุมใดนักสนุกเกอร์ชาวไทยก็กลับมายาก เล่นที่บ้านเขาเมืองเขา กองเชียร์ก็กองเชียร์เขา แต่คล้ายซันนี่เกิดมาเพื่อสร้างเรื่องไม่ธรรมดาให้เกิดขึ้น เมื่อหลังจากนั้นนักสอยคิวชาวไทยชนะรวด 6 เฟรม คว้าตั๋วไปลุยเวทีสนุกเกอร์อาชีพโลกกลับบ้านได้สำเร็จ

แต่เหมือนโชคชะตาเล่นตลก เมื่อเขาพบว่าคุณสมบัติตัวเองไม่เข้าข่ายนักกีฬาที่สมาคมบิลเลียดแห่งประเทศไทยจะสนับสนุนงบในการเดินทางไปแข่งขันอาชีพโลก ไม่ต้องพูดถึงสปอนเซอร์สนับสนุนใดๆ เพราะเขาลุยกันมาเพียงสองคนพ่อลูก

เมื่อไม่มีเงินซื้อตั๋วเครื่องบินและจ่ายค่าที่พัก ความฝันในการบินไปอังกฤษเพื่อเข้าแข่งขันสนุกเกอร์ชิงแชมป์โลกจึงเป็นหมัน

“มันเหมือนเราอยู่ฝั่งนี้แล้วเห็นฝั่งข้างหน้า แต่สะพานมันขาด” ซันนี่เปรียบเปรยช่วงเวลาที่เกือบทำให้เขาเลิกเล่นสนุกเกอร์

“ตอนนั้นผมขับรถอยู่ ก็สงสัยว่าลูกเบื่อเหรอ ลูกเป็นอะไร ทำไมดูไม่กระตือรือร้น แล้วซันนี่ก็ร้องไห้ ผมตกใจเลย แล้วเขาพูดว่าอะไรรู้ไหม เขาบอกว่า เขานึกว่าพอได้แชมป์แล้วพ่อแม่จะได้สบายสักที ผมได้ยินแล้วผมร้องไห้เลย นี่คือจิตใจของลูกเราจริงๆ แล้วตรงนั้นทำให้ผมฮึด คิดหาทางที่จะดึงเขาขึ้นมาจากหลุมนี้

“มันฆ่าเรา แต่เราไม่ตาย” ไม่แน่ใจว่าประโยคนี้คุณพ่อตั้งใจบอกใครบางคนหรือสื่อสารกับโชคชะตา

“ถามว่าตอนนั้นเราเฟลแล้วทำยังไง ผมก็ตั้งโปรแกรมเลย ให้ความหวัง ถามเขาว่ายังอยากเล่นอยู่มั้ย ซึ่งเขาก็ไม่ค่อยอยากเท่าไหร่แล้วล่ะ แต่ผมก็บอกว่าจะเลิกก็ได้ แต่ลูกผ่านมาขนาดนี้แล้ว ลูกต้องไปชิงแชมป์โลกเว้ย ไม่รู้ ลูกได้สิทธิ์แล้ว จะปล่อยมันไปอย่างนี้ได้ยังไง คุณต้องไปเล่นที่นั่น ที่เชฟฟิลด์

“ไม่รู้แหละ เชฟฟิลด์อยู่ตรงไหน แต่เราจะไป”

เฟรมที่ 5

คุณต้องชนะการแข่งขันดิวิชั่น 1 ให้ได้ 2 รายการ เพื่อให้ได้เงิน 3 แสนบาท” พ่อของนักสนุกเกอร์ตรงหน้าพูดถึงแผนการที่จะหาเงินบินไปแข่งขันรายการชิงแชมป์โลกที่อังกฤษ

สุดท้ายซันนี่ก็ขึ้นจากหลุมได้จริงๆ เมื่อสามารถคว้าแชมป์ดิวิชั่น 1 ในประเทศมาครองได้ 2 รายการตามที่พ่อวางไว้ แถมด้วยเงินรางวัลพิเศษอีก 3 หมื่นบาทจากการทำเบรกสูงสุดของการแข่งขัน

“ตอนได้เงินมาแม่ของซันนี่ก็ถามว่า จะให้ลูกออกไปอีกเหรอ ที่เขาถามเพราะตอนนั้นที่บ้านก็ต้องการใช้เงิน ถ้าไปคือเงินก้อนนี้ละลายหายไปแน่นอน เพราะคุณไปแข่งชิงแชมป์โลกครั้งแรก คุณยังไม่มีประสบการณ์อะไรเลย แล้วถ้าตกรอบแรกไม่ได้เงินรางวัลอะไรเลยนะ เท่ากับเงิน 3 แสนคือหมดเลย” คุณพ่อเล่าถึงช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ

“แล้วทำไมยอมเสียเงิน 3 แสน” ผมสงสัย

“ก็ตอนนั้นคิดว่าลูกเราคงเลิกเล่นสนุกเกอร์แหงอยู่แล้ว อย่างน้อยเราก็จะได้พูดได้ว่าครั้งหนึ่งกูไปมาแล้วนะ มันเป็นครั้งหนึ่งในชีวิตที่คุณต้องทำ คุณเล่นมาสิบกว่าปีเพื่ออะไร เพื่อที่จะไปเล่นในรายการชิงแชมป์โลกครั้งหนึ่งไง ตกรอบแรกก็ไป ไม่รู้ล่ะ” ท้ายคำตอบผมเห็นรอยยิ้มปรากฏบนใบหน้าผู้เป็นพ่อ

จริงอย่างที่พ่อซันนี่ว่าไว้ เมื่อสุดท้ายเขาตกรอบแรกสนุกเกอร์ชิงแชมป์โลก โดยแพ้รุ่นพี่ร่วมชาติอย่าง เอฟ นครนายก ไปอย่างสูสี 10 ต่อ 9 เฟรม แต่ที่ไม่เหมือนที่พ่อเขาว่าคือซันนี่ไม่ได้กลับบ้านมือเปล่าแต่อย่างใด

แม้เขาจะไม่ได้เงินรางวัล แต่วันนั้นเขาได้พบกับชายปริศนา ผู้ที่คล้ายว่าฟ้าส่งมาให้ต่ออายุซันนี่บนเวทีสนุกเกอร์โลก

“ตอนจะกลับปรากฏว่ามีคนอินเดียคนหนึ่งมาถามว่าไปแข่งรอบคัดเลือกที่เปรสตันไหม เพราะที่นั่นกำลังจะมีแข่งรอบคัดเลือก 3 รายการคือ Indian Open ที่อินเดีย Riga Masters ที่ลัตเวีย แล้วก็ World Open ที่จีน เราก็บอกเขาว่าไม่ไปหรอก แล้วผมก็เล่าเรื่องของเราให้เขาฟัง พอเขารู้ว่าเรามีปัญหาทางการเงิน เขาก็บอกว่าไปเถอะ เดี๋ยวไอออกเงินให้ ทั้งค่าตั๋วเครื่องบิน ค่าโรงแรม ให้ลูกได้สัมผัสเกม ครั้งหนึ่งในชีวิต เพราะเขาเองก็มีลูกเล่นสนุกเกอร์เหมือนกัน”

แปลกดี บางเรื่องราวที่เขาเล่าทำให้ผมรู้สึกว่ามนุษย์ช่างเป็นสิ่งมีชีวิตที่น่ารังเกียจ ในขณะที่บางเรื่องเล่ากลับทำให้ผมรู้สึกว่ามนุษย์ช่างเป็นสิ่งมีชีวิตที่งดงาม

จากการแข่งขันรอบคัดเลือก 3 รายการนั้น ซันนี่สามารถคว้าสิทธิ์ไปแข่งขัน Indian Open ได้สำเร็จ และเป็นเวทีนี้เองที่วงการสนุกเกอร์โลกเริ่มมองเห็นความสามารถของเด็กหนุ่มวัยเพียง 21 ปีเมื่อเขาสามารถทะลุเข้าถึงรอบ 8 คนสุดท้าย โดยในรอบ 2 เขาเอาชนะ Mark Davis (มาร์ก เดวิส) นักสนุกเกอร์ชื่อดังไปได้ 4 ต่อ 2 เฟรม

“ตอนเดินออกมาจากสนามทุกคนก็ให้กำลังใจ” ซันนี่เล่าถึงบรรยากาศวันที่เขาตกรอบ 8 คนสุดท้าย “Anthony McGill (แอนโทนี่ แมคกิลล์) นักสนุกเกอร์ชาวสกอตแลนด์ เขารู้ว่าผมจะเลิก เพราะเราบอกว่ารายการสุดท้ายแล้ว ไม่มีเงิน

“เขาเดินมาบอกว่า ยูอย่าเลิกนะ ยูเป็นนักสนุกเกอร์ระดับอายุเท่านี้ที่ดีที่สุดของโลกแล้ว”

เฟรมที่ 6

สุดท้ายเขาก็ไม่ได้เลิกแทงสนุกเกอร์แต่อย่างใด

ตรงกันข้าม กลับไปไกลกว่าเดิมเมื่อผู้เป็นพ่อตัดสินใจเอาบ้านไปจำนอง เพื่อนำเงินมาเป็นทุนตั้งต้นในการพาลูกชายเดินสายแข่งขันสนุกเกอร์อาชีพ

ซึ่งการแข่งขันที่คล้ายเป็นการป่าวประกาศกับชาวโลกว่า ฉันคือของจริง ก็คือแมตช์ที่นักสอยคิววัย 22 พบกับ รอนนี่ โอซุลลิแวน ในการแข่งขัน UK Championship ซึ่งถือเป็นการแข่งขันสนุกเกอร์รายการที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลก

อย่างที่ว่าไว้ตั้งแต่ต้น มองมุมใดก็ไม่มีใครกล้าคิดว่าซันนี่จะเอาชนะรอนนี่ได้ เพราะดีกรีของทั้งสองแตกต่างกันเกินไป พูดก็พูดเถอะ ตอนที่รอนนี่เข้าสู่การแข่งขันระดับอาชีพครั้งแรกซันนี่ยังไม่ลืมตาดูโลกเลยด้วยซ้ำ

แต่ภาพที่ปรากฏผ่านการถ่ายทอดสดไปทั่วอังกฤษและทั่วโลกผ่านช่อง BBC และ Eurosport เมื่อเริ่มการแข่งขันคือ นักสนุกเกอร์ชาวไทยออกนำรอนนี่ 2 ต่อ 0 เฟรม และต่อสู้ได้อย่างไม่เกรงกลัวศักดิ์ศรีของคู่ต่อสู้ผู้เป็นตำนานแต่อย่างใด ก่อนจะแพ้ไปอย่างฉิวเฉียด 6 ต่อ 5 เฟรม

เป็นความพ่ายแพ้ที่น่าเสียดาย แต่ไม่มีอะไรให้เสียใจ ตรงกันข้ามนี่เป็นเรื่องที่น่าภูมิใจมากๆ ด้วยซ้ำ

ในชีวิตคนเราจะมีสักกี่ครั้งกันที่มีโอกาสภูมิใจกับความพ่ายแพ้

“วันนั้นนักข่าวทุกคนเดินมาจับมือผม แล้วก็บอกว่าสิ่งที่ซันนี่ทำในคืนนี้เป็นสิ่งที่เขาไม่ได้เห็นมาหลายปีแล้ว และหวังว่าแมตช์ที่รอนนี่เจอกับซันนี่จะได้รับเลือกให้เป็น match of the year” คุณพ่อเล่าด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม

ตราบใดที่ไม่มีใครล่วงรู้อนาคต คงไม่มีใครบอกได้ว่านับจากวันนี้ชีวิตของซันนี่จะพบเจออะไรบ้าง จะสำเร็จหรือล้มเหลวก็มีโอกาสเป็นไปได้ทั้งหมด ตัวอย่างของรุ่นพี่ในวงการสนุกเกอร์มีให้เห็นมากมาย แต่เชื่อเถอะว่าเหตุการณ์ในวันนั้นจะตราตรึงอยู่ในใจเขาและเป็นแหล่งพลังงานยามก้าวไปบนเส้นทางเขาที่เลือกเดิน

“บรรยากาศวันนั้นมันวิเศษมาก ยิ่งใหญ่มาก” ซันนี่ย้อนเล่าเหตุการณ์สำคัญในชีวิต “พอแข่งเสร็จรอนนี่เขาก็เก็บของเดินออกไป ซึ่งปกติคนดูก็จะเดินออกตาม แต่วันนั้นคนยังนั่งกันอยู่เต็มฮอลล์ คนดูเหล่านี้เขาต้องรอบัตรคิว 3 ชั่วโมงกว่าเพื่อจะเข้ามาดูรอนนี่แข่ง ซึ่งตอนนั้นผมก้มลงไปเก็บของอยู่

“พอตอนผมลุกขึ้นมา คนดูในนั้นก็ยืนขึ้นปรบมือ standing ovation”

แม้วันนั้นเขาจะพบกับความพ่ายแพ้ แต่ผมค่อนข้างแน่ใจว่าเขาเดินออกจากสนามแข่งขันอย่างผู้ชนะ

Writer

Avatar

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load