แม้ พิ-พิริยะ กุลกาญจนาชีวิน จะเริ่มบ่นว่าอยากให้คนจดจำตัวเขาในแบบอื่นบ้าง แต่เพื่อให้ง่ายต่อความเข้าใจท่านผู้อ่าน ฉันขออนุญาตตั้งต้นเล่าเรื่องพิด้วยสิ่งนี้

อย่างที่รู้กัน TEDxBangkok เป็นการยก TED-เวทีทอล์กอันโด่งดังระดับโลกซึ่งชวนบุคคลน่าสนใจขึ้นมาเล่าเรื่องสร้างแรงบันดาลใจ-มาสู่กรุงเทพฯ และพิคืออดีตอาสาสมัครในงาน TEDxChiangmai ที่ได้แรงบันดาลใจจนร่วมทำให้เวทีนี้เกิดขึ้นจริง เขารับบทเป็น ‘Story Curator’ หรือภัณฑารักษ์คัดสรรและขัดเกลาเรื่องทั้งหมดที่จะถูกเล่าบนเวที

พิริยะ กุลกาญจนาชีวิน

TEDxBangkok เริ่มต้นในปี 2015 อาจกล่าวได้ว่าเป็นงานที่สร้างกระแสให้เกิดเวที TEDx อีกมากมายในไทย และเป็นงานที่ทำให้คนเริ่มรู้จัก ‘พิ TEDx’ เพราะสิ่งที่เขาทำใหม่มาก ใหญ่มาก และเขาก็ทำได้ดีมากทั้งที่เพิ่งอายุ 23 ปี

แต่เรื่องของพิไม่ได้จบอยู่เท่านั้น

‘Welcome glowers’ คือข้อความบนกระดาษโน้ตที่แปะอยู่ตรงประตูทางเข้า Glow Story เอเจนซี่แนวใหม่ของไทยที่พิร่วมก่อตั้งกับเพื่อนคือ ป่าน-ปิยพัทธ์ ปฏิโภคสุทธิ์ และ บี๋-นภัส มุทุตานนท์ หลังจบ TEDxBangkok ปีแรก

Glow ตั้งใจแก้โจทย์จากลูกค้าและสร้างการเปลี่ยนแปลงในสังคมด้วย ‘การเล่าเรื่อง’ เฉพาะเจาะจงลงไปอีก มันคือการเล่าเรื่องที่ไม่ยึดติดอยู่กับรูปแบบ

ลูกค้าต้องการคุยเรื่อง ‘ป่า’ โกลว์บิดมันกลายเป็นงาน ‘มาหาสมบัติ’ ที่เล่าเรื่องป่าให้คนเมืองฟังผ่านนิทรรศการ กิจกรรมสำหรับเด็ก จนถึงทอล์กหลากระดับความเข้มข้น อีกกรณีพวกเขาจัดทริป ‘เกิดอะไรขึ้นที่น่าน’ พา Influencer ลงพื้นที่สำรวจป่า เพื่อนำเรื่องราวกลับไปเผยแพร่สู่คนทั่วไป

กระทั่งประเด็นหนักหน่วงอย่าง  ‘ความตาย’ โกลว์ก็หีบห่อมันเป็น Last Talk งานที่ชวนวัยรุ่นคุยเรื่องความตายผ่านทอล์กน่าสนใจและโลงศพ

เท่านี้น่าจะพอสำหรับการจัดพิเข้าสู่หมวดเด็กรุ่นใหม่ที่ ‘น่าสนใจมาก’ แต่แล้วในปีนี้ ฉันก็เห็นเขาตั้งเป้าอยากให้งานของ Glow สร้างผลกระทบไกลกว่าแค่แรงบันดาลใจ ส่วนฟาก TEDx  ก็มีการนำเวที TEDx เข้าสู่โรงเรียนมัธยมในชื่อ TED Club และเลิกจัดงาน TEDx หลักบนเวทีใหญ่ แต่กระจายไปจัดเป็นเวทีเล็กในหลายสถานที่ในชื่อ TEDxBangkok Adventures

บ้าพลังขนาดนี้ จะไม่ให้ฉันมานั่งลงคุยกับเขาได้อย่างไร

และด้านล่างนี้ก็คือเรื่องเล่าเปี่ยมพลังจากชีวิตนักเล่าเรื่องวัย 26 ที่บอกว่าตัวเองคือปลาซึ่งเดินหน้ากระโดดสู่บ่อที่ใหญ่ขึ้นเสมอ

เรื่องเล่าที่อาจทำให้คุณต้องมอง ‘เด็กสมัยนี้’ ด้วยสายตาใหม่

พิริยะ กุลกาญจนาชีวิน

จำโมเมนต์แรกที่คุณเริ่มตกหลุมรักการเล่าเรื่องได้มั้ย

น่าจะเป็นตอนประถมเลยนะ ที่บ้านเราค่อนข้างเป็นบ้านที่คุยกันจริงจัง ตอนพ่อขับรถมาส่งที่โรงเรียนก็ไม่ได้เปิดเพลง แต่ถามนู่นถามนี่กับเรา เช่น เห็นคนขับซาเล้งแล้วคิดยังไง หรือเล่าเรื่องตลก รวมถึงไปดูข่าวแล้วมาเล่าให้เราฟัง เราก็เอาเรื่องที่พ่อเล่าไปคุยกับเพื่อน เพื่อนก็จะบอกว่า เออ ไอ้พิมันเล่าเรื่องสนุกดี ตลกดี เราก็เริ่มสนุกกับการเล่าเรื่อง รู้สึกว่าสร้างความบันเทิงให้คนได้ และทำให้เราที่เป็นไอ้แว่นตัวเล็ก น่าแกล้งได้รับการยอมรับ

คุณสนใจหัดเล่าเรื่องมาเรื่อยๆ ตั้งแต่เป็นหัวหน้าห้อง ประธานรุ่น เข้าชมรมโต้วาทีของมหาวิทยาลัย จนถึงเวที TEDx ที่จริงแล้ว ความสนุกของการเล่าเรื่องอยู่ตรงไหน  

เราเป็นคนประเภท Extrovert ที่จะได้รับพลังจากมนุษย์ ซึ่งการเป็นคนเล่าเรื่องไม่ว่าจะในรูปแบบไหน มันได้ปฏิสัมพันธ์กับคน เราก็สนุกและได้พลังจากมัน ไม่ว่าจะเป็นการเล่นคอนเสิร์ตแล้วบอกคนว่ากรี๊ดหน่อย ขอเสียงหน่อย เราพูดประโยคหนึ่งแล้วคนกรี๊ดว่ะ หรือการทำทอล์กอย่างทอล์กบนเวที TEDxBangkok ของน้าต๋อย เซมเบ้ เราเห็นคนเช็ดน้ำตากันครึ่งฮอลล์แล้วก็รู้สึกว่ามันคือเนื้อหาที่เราคัดสรรมา ทีมช่วยกันผลักดันจนทำปฏิกิริยาบางอย่างกับคน

ถ้าถามว่าเรามีนิสัยอะไรที่ชัดกว่าคนอื่น เราคิดว่าตัวเองเป็นคนอยากรู้อยากเห็นอย่างจริงจัง คือเราจบเอกจีนศึกษาจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สมัยเรียนเราชอบวิชาปรัชญาจีนมาก มีประโยคหนึ่งของขงจื๊อที่ใช้ในการทำงานตลอดซึ่งแปลเป็นไทยว่า ในถนนเส้นหนึ่ง 3 คนที่เดินมา ทุกคนเป็นครูเราได้ ถ้าเขามีข้อดีก็เรียนรู้ไว้ ถ้ามีข้อเสียก็ทบทวนว่าตัวเองมีสิ่งนั้นหรือเปล่า เรารู้สึกว่าเรื่องนี้โคตรจริง เราเป็นสายซี้กับป้าแม่บ้าน ซี้กับพี่ยาม รู้สึกว่าทุกคนมีเรื่องเจ๋งๆ หมด และมันคือชุดความคิดเดียวกับเวลาไปคุยหาข้อมูลจากสัปเหร่อ คุยกับชาวบ้านว่าทำไมพี่ถึงเผาป่า เราแค่อยากเข้าไปเข้าใจคนมากขึ้น แล้วช่วยหามุมเล่าเพื่อไปบอกคนอื่นอีกทีว่ามีคนทำสิ่งนี้อยู่นะ

พิริยะ กุลกาญจนาชีวิน พิริยะ กุลกาญจนาชีวิน

ทำไมคุณไม่เลือกทำอาชีพที่ได้เล่าเรื่องอย่างการเป็นสื่อ แต่กลับเลือกเปิดเอเจนซี่

เราอาจไม่ได้ตั้งต้นว่าฉันจะเป็นนักเล่าเรื่องขนาดนั้น ทุกอย่างเริ่มจากต้นทุนที่มี ตอนเราทำ TEDxBangkok ปีแรกจบ มีพี่ที่องค์กร Creative Move ซึ่งตอนนั้นกำลังจะจัดงาน Creative Citizen Talk มาถามว่าช่วยทำคอนเทนต์ได้มั้ย เราก็คิดว่าทำสิ่งนี้แบบได้ตังค์ก็ได้ด้วย รู้สึกว่ามีโอกาสในตลาด มีคนที่มองเห็นว่างานเสวนาที่ไม่ได้ทำแค่บอกวิทยากรว่า มาพูดให้ผมวันนี้หน่อยนะครับ แต่มีคนเข้าไปจัดเรียงให้เรื่องราวชัดขึ้น มันจะเพิ่มคุณค่าของเนื้อหาอีกมาก สร้างการเปลี่ยนแปลงได้เยอะขึ้นมาก

แล้วพอเราเจอเพื่อนร่วมก่อตั้ง Glow Story ซึ่งเป็นคนสายดีไซน์ที่บอกเราว่า TED ไม่ใช่แค่เรื่องบนเวที แต่รวมถึงเนื้อหาที่เจอหลังออกมาจากทอล์ก เช่น งานออกแบบ กลิ่น สี ซึ่งทำให้คนเข้าใจเนื้อหามากขึ้น พวกเราเลยใช้เวลา 2 – 3 เดือนในการสำรวจว่ามีโมเดลอะไรบ้างที่เราได้ทำสิ่งที่ชอบทั้งคู่แล้วก็น่าจะหาเงินได้ด้วย จนออกมาเป็น Glow Story ซึ่งตอนแรกเรียกตัวเองว่าเป็น Talk Event Organizer แต่แล้วเราก็รู้สึกว่า อ้าว ทริปก็ทำได้ นิทรรศการก็ทำได้ เพราะฉะนั้น แก่นไม่ใช่แค่เรื่องทอล์กแล้ว แต่แก่นคือการเล่าเรื่อง เราก็เลยเป็นเอเจนซี่ที่ลายเซ็นน่าจะเป็นเรื่องการไร้รูปแบบ ทอล์กไม่ได้เวิร์กเสมอไป รูปแบบทริปไม่ได้เวิร์กเสมอไป เราจับคู่รูปแบบที่ถูกต้องกับคนดู แล้วหาวิธีขัดเกลาให้ทั้งสองอย่างตรงกัน

พิริยะ กุลกาญจนาชีวิน

Glow Story เล่าได้ทุกเรื่องมั้ย

เส้นที่เราจะพยายามรักษาไว้ตลอดเวลาคือ ความจริง หมายถึงว่าสิ่งที่คนซึ่งจะมาเล่าเรื่องสบายใจที่จะเล่า สมมติว่าคุยกับพี่คนนี้ ได้เส้นเรื่องมาประมาณนี้ ถ้าเกิดเติมมุมนี้เข้าไปนะหล่อเลย แต่เขาบอกว่าเรื่องนี้ไม่ใช่สิ่งที่พี่เชื่อ เราจะไม่ข้ามเส้นนั้นเด็ดขาด แม้จะทำให้ Output ออกมาดีงามมากก็ตาม เพราะสุดท้ายแล้ว ผลลัพธ์ของเราในหลายรูปแบบ เราไม่ได้เล่าเองทั้งหมด คนที่มาเล่าต้องเชื่อในสิ่งที่เราเสนอ ปรับเข้าปาก แล้วนำเสนอด้วยตัวเอง อย่างวิทยากรของ TED เราไม่อยากให้เขากลับมาดูแล้วคิดว่าไม่น่าพูดสิ่งนั้นไปเลย เราว่ามันน่าจะเป็นความรับผิดชอบของเราในฐานะคนทำคอนเทนต์แบบนี้ด้วย

พิริยะ กุลกาญจนาชีวิน

คุณว่านักเล่าเรื่องที่ดีควรเป็นยังไง

รู้จักคนฟัง หมายถึงเราต้องรู้จักตัวเองก่อนว่ามีแพชชันกับอะไร สิ่งนี้สำคัญมาก แล้วเข้าใจว่าตัวเองจะคุยกับใคร ปัจจุบันนี้ทุกคนมีพื้นที่ให้พูดเยอะไปหมด แต่พอเขาไม่เห็นหน้าคนที่คุยด้วย การสื่อสารมันก็ลอยหายไป มันอาจเวิร์กกับคนกลุ่มหนึ่งก็ได้ แต่เขายิงไปไม่ถูกจุดหรือพุ่งไปไม่ถูกประเด็น อย่างเราเอง ทุกครั้งที่จะเขียนสเตตัสเฟซบุ๊ก เรามานั่งจดก่อนเลยว่าโพสต์นี้จะคุยกับใคร เช่น โพสต์นี้คนอ่านหลักคือวิทยากรเก่าที่เคยทำงานด้วย อาจเพราะเรารู้ชัดว่าคนที่ตามเราคาดหวังอะไรหรือเราจะพาเขาไปอีกจุดจากฐานเดิมได้ยังไง แล้ววิธีนี้ก็เป็นประโยชน์ในเชิงธุรกิจด้วย บริษัทเราแทบไม่จ้างพีอาร์เลยในหลายงาน เป็นเฟซบุ๊กเราเสียส่วนใหญ่ด้วยซ้ำ

ตอนนี้เทรนด์การเล่าเรื่องของโลกกำลังไปทางไหน

เรารู้สึกว่ารูปแบบของเนื้อหาคงหลากหลายขึ้น เพราะเมื่อคอนเทนต์เยอะไปหมด วิธีการรับแบบที่มีอยู่ไม่พอแล้ว ซึ่งเราเชื่อในความออฟไลน์ของการสื่อสาร เชื่อเรื่องประสบการณ์มาก เช่น ถ้าอวดสิ่งของในอินสตาแกรมคือเสี่ยวเลย แต่ถ้าอวดประสบการณ์ เราไปเที่ยวที่แปลก มาชูปิกชู มันคือความเท่ของยุคสมัย ทุกคนก็พยายามให้คุณค่ากับประสบการณ์กันมากขึ้น

อย่างที่สองคือ ความสนใจของคนสั้นลง ตัวอย่างเช่น เวลาทำ TEDx เราจะมีการโทรประชุมกับทีม TED ใหญ่ทุกปี ปีที่ผ่านมาเขาก็แชร์สถิติหลังบ้าน แต่ก่อน TED คือเวทีทอล์กความยาวไม่เกิน 18 นาที เพราะเกินกว่านี้คนไม่สนใจแล้ว แต่ทีม TED บอกว่าสถิติหลังบ้านของช่องยูทูบปีนี้ ’12 is the new 18′ คือเกิน 12 นาทีคนหลุดแล้ว นี่คือเนื้อหาของ TED ที่ขัดเกลาวิทยากรกันแรมปีนะ เวลาลดไปขนาดนี้ ซึ่งการที่ความสนใจของคนสั้นดีหรือไม่ดีก็ไม่รู้นะ แต่นักเล่าเรื่องต้องปรับตัวแน่นอน ต้องมีรูปแบบที่อิสระมากขึ้น เพราะเรารู้สึกว่ารูปแบบเดียวไม่สามารถเล่าทุกเรื่องได้ดีเสมอไป

พิริยะ กุลกาญจนาชีวิน

เคยกลัวมั้ยว่าคอนเทนต์ยุคนี้จะเยอะจนไม่ว่าคุณเล่าเรื่องอะไร ในรูปแบบไหน คนก็อาจมาฟังมาดู แต่พรุ่งนี้ก็จะลืม

กลัวนะ Glow Story เลยเรียกตัวเองว่าเป็น Glow 1.0 คือเราทำในส่วนของการสื่อสาร สิ่งที่เราอยากไปแต่ไม่รู้ว่าจะทำได้หรือเปล่า มันคือคำนี้ (ชี้ไปตรงกระดาษจดงานแผ่นใหญ่ที่แปะอยู่ในออฟฟิศ) ‘Provoke Behaviour Change for Better Society’ เรารู้สึกว่าที่ผ่านมาพอเราเป็น Story Telling Agency เราก็เป็นมือปืนรับจ้างที่บอกว่ากระสุนผมจะเล่าเรื่องได้ดีที่สุด ผมจะตั้งใจค้นคว้าข้อมูล ตั้งใจขัดเกลา แล้วนำเสนอออกมาให้ดีที่สุด เราสัญญาในส่วนเรื่องเล่า แต่เรารู้สึกว่าอยากมอบคุณค่าอีกขั้นให้สังคมหรือคนที่เราไปช่วยเล่าเรื่อง นั่นคือการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม

เรามี TED Talk เรื่องหนึ่งที่ชอบมากของ Joe Smith เขาเป็น NGOs สายอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม พอขึ้นเวที เขาไม่พูดเรื่องหมีขาว แต่บนนั้นมีโต๊ะตัวหนึ่ง มีกะละมังใส่น้ำแล้วก็มีกระดาษทิชชูกองเต็มเลย เขาเอามือจุ่มน้ำ สะบัด 12 ที เพื่อสาธิตว่าด้วยวิธีนี้ เขาใช้ทิชชูแค่ 1 แผ่น ทำอย่างนี้ประมาณ 3 รอบแล้วเดินลง เรารู้สึกว่าโคตรพีก ทุกวันนี้เวลาเข้าห้องน้ำก็ยังล้างมือแล้วสะบัดมือ 12 ที มันคือ 4 นาทีที่เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของไอ้เด็กแว่นคนหนึ่งที่อยู่เมืองไทย แล้วถ้าเกิดมันนับได้ มีกี่คนที่เปลี่ยนพฤติกรรมเพราะเขา

เราอยากทำคอนเทนต์แบบนี้ขึ้นมาเรื่อยๆ เพื่อเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมคน นำสังคมไปข้างหน้ามากกว่าแค่ปรับความเข้าใจและสร้างการตระหนักรู้ ตอนนี้ทีมเราก็โฟกัสเรื่อง Behavioral Economics หรือ Behavior Study มากๆ สิ่งที่อยากทำก็มีทั้งในเชิงของการออกแบบเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง หรือในเชิงการเป็นพาร์ตเนอร์เพื่อขยายกระแสสังคม

โพสต์อิต TEDxBangkok

ในบรรดาประเด็นที่คุณเล่า คุณเคยบอกว่าสนใจเรื่องการศึกษามากเป็นพิเศษ ความสนใจนี้เริ่มจากไหน

เราเคยเรียนในโรงเรียนที่มีเพื่อนโทรมาเล่าให้ฟังว่า ‘มึง กูไปทำแท้งมา’ แล้วเราก็บังเอิญได้ข้ามสะพานไปอยู่อีกฝั่งหนึ่ง คือฝั่งเด็กที่ได้รับโอกาสดีหน่อย รวมถึงได้ไปเห็นโอกาสในเมืองนอก เราเลยได้เห็นว่าเพื่อนเราที่อยู่ตรงนั้นเหมือนจะใกล้กัน แต่ความเหลื่อมล้ำเยอะมาก แล้วก็รู้สึกว่าตรงนั้นเป็นจุดตัดมากๆ สำหรับการกำหนดอนาคตของคน สังคม และประเทศชาติ ซึ่งถ้าเป้าหมายของเราคือการเปลี่ยนแปลง เราก็รู้สึกว่าการลงทุนในเรื่องการศึกษาคุ้มที่สุดแล้ว แม้มันอาจดูเป็นการลงทุนระยะยาว

ทำไมถึงนำเวที TED เข้าไปในโรงเรียน มันช่วยแก้ปัญหาอะไร

TED คือพื้นที่ และ Glow ไม่ได้เป็นนักทำคอนเทนต์ที่ดีที่สุด แต่สิ่งที่เราถนัดคือการสร้างพื้นที่ที่หลากหลายทั้งประเด็นและรูปแบบ เพราะฉะนั้น ถ้าองค์ความรู้ของ Glow กลับไปพัฒนา TED เราว่าการสร้างพื้นที่น่าจะเป็นจุดเด่นหรือจุดแข็งสำคัญที่ทำให้แบรนด์ TED ออกไปจากลิมิตของคำว่าแรงบันดาลใจได้ เราอยากแหกกรอบนี้ออกไป ตั้งคำถามว่าหลังจากนี้เราขยายผลได้หรือเปล่า

แล้วเราคิดว่ากลุ่มผู้ชมที่เป็นคนเมืองปัญญาชนไม่รู้สึกว่า TED เท่เหมือนเมื่อ 3 ปีที่แล้ว แต่มีผู้ชมอีกกลุ่มที่มี Pain Point มากๆ คือกลุ่มเด็ก เราคิดว่าพวกเขาก็เหมือนเรา แค่อยากได้พื้นที่ที่ได้รับการยอมรับ แต่พอระบบการศึกษามีพื้นที่แค่สำหรับเด็กหน้าห้อง ที่เหลือคือเด็กเลวเพราะเกรดไม่ดี เขาก็ไปหาพื้นที่อื่น ถ้ามันเป็นการขับรถเสียงดังตอนกลางคืนแล้วมีคนเฮให้ เขาก็ทำไปเรื่อยๆ มันเลยเป็นที่มาของ TED Club เราอยากเอาครูเข้ามาแล้วบ่มให้เห็นว่าการสร้างพื้นที่ตรงนี้ในโรงเรียนของคุณทำได้ยังไงบ้าง ปีนี้รับได้แค่ 30 คนก่อน แต่นั่นแปลว่าถ้าเราให้เขาสัญญาว่าจะกลับไปทำ TED Club ที่โรงเรียน สมมติมีแค่ 10 ทอล์กต่อโรงเรียน มันคือ 300 ทอล์กซึ่งไม่ได้ทำหน้าที่แค่ในเชิงเนื้อหา แต่เพิ่มความมั่นใจของเด็กคนหนึ่งที่ถ้าไม่ได้ขึ้นเวทีนี้จะไปเสพยาแล้วนะ

พิริยะ กุลกาญจนาชีวิน

แล้วทำไมปีนี้เวทีหลักของ TEDxBangkok ถึงไม่ได้เป็นเวทีใหญ่ การกระจายเวทีไปตามพื้นที่ต่างๆ สำคัญยังไง

เราและทีมเป็นส่วนเล็กๆ ในการผลักดันให้มีกระแส TEDx ในเมืองไทย เรามองว่าจุดนั้นอิ่มตัวแล้ว และเริ่มเสียดายคนเก่งๆ ที่มาอาสาสมัคร เพราะรูปแบบอีเวนต์ไม่ได้ตอบศักยภาพพวกเขาเท่าที่ควร เช่น เราเอาคนระดับดอกเตอร์มาเปิดประตู หรือเฌอปราง BNK 48 มาโบกไฟฉายให้ผู้ชม ซึ่ง TEDxBangkok มีความเป็นผู้บุกเบิกอยู่ในตัว ปีนี้เราเลยอยากบุกป่าไปหารูปแบบใหม่ๆ ที่ทำให้ไอเดียสร้างการเปลี่ยนแปลงได้มากกว่าเดิม อย่างที่บอกว่าเราเชื่อเรื่องประสบการณ์ เชื่อเรื่องพื้นที่ เพราะฉะนั้น TED Club มันตอบในเรื่องฝั่งพื้นที่ของระบบการศึกษา ส่วน TEDxBangkok Adventures ก็ให้รูปแบบประสบการณ์ที่ต่างไป เราเชื่อว่าถ้าขยายสิ่งนี้ได้จะดึงศักยภาพอาสาสมัครได้อีกเยอะมาก สมมติว่าธีมปีนี้คือการคมนาคม ถ้าเกิดมันมี 8 สายล่ะ เช่น เทคโนโลยี ขยะ และอาหาร แล้วคนก็ไปสัมผัสไอเดียในห้องครัว ในกองขยะ ในโรงเรียนร้าง รวมถึงทำให้เกิดผลที่เป็นการกระทำได้มากขึ้น เราว่าน่าจะเป็นการใช้เวลาของทุกคนได้คุ้มที่สุด

พิริยะ กุลกาญจนาชีวิน

ในวัย 26 คุณมองว่าตัวเองเป็นคนประสบความสำเร็จเร็วมั้ย

เรื่องที่เราประสบความสำเร็จเร็วที่สุดน่าจะเป็นการเข้าใจตัวเอง เช่น เรารู้ว่าชอบอยู่กับคนแบบไหน ชอบทำงานที่มีเนื้อหาแบบไหน ซึ่งที่จริงแต่ละยุคมีนิยามความสำเร็จของคนส่วนใหญ่ต่างกันไป เช่น คนยุคพ่อแม่เราพาลูกไปกินข้าวร้านอาหารดีๆ ได้คือความฟินแล้ว แต่ยุคเรามีข้าวกินแล้วมั้ง ก็เลยมองหาความสำเร็จหรือคุณค่าในชีวิตที่ต่างไป การเข้าใจตัวเองก็ช่วยตรงนี้ ทำให้รู้ว่าเราจะทุ่มเทกำลัง ทุ่มเทเวลาไปกับอะไร

เราเชื่อว่าทรัพยากรของตัวเองที่มีค่ามากที่สุดไม่ใช่เงิน แต่คือ Time กับ Trust เราอยากลงทุนเพื่อให้ได้เวลามากขึ้น และเชื่อว่าความเชื่อใจเป็นทรัพยากรสำคัญมาก เพราะเราทำงานกับตัวท็อปของทุกวงการ ซึ่งถ้าเขามองว่าน้องคนนี้ใช้ได้ก็จะนำมาซึ่งงานหรือความเชื่อใจจากผู้ใหญ่ แต่ถ้าเขาบอกว่าน้องคนนี้ห่วยก็จบเหมือนกัน เราก็นิยามความสำเร็จตัวเองจาก 2 ปัจจัยนี้ด้วย ถ้าลงทุนไปกับอะไรแล้วได้ 2 สิ่งนี้กลับมา โดยสิ่งที่ไปลงทุนเป็นความสุขของเราและช่วยให้ได้ดูแลคนรอบตัวเท่าที่ทำได้ เราก็โอเคแล้ว

พิริยะ กุลกาญจนาชีวิน

เป็นคนชัดเจนว่าตัวเองต้องการอะไรแบบนี้มาแต่ไหนแต่ไรหรือเปล่า

น่าจะเป็นการเลี้ยงดูจากพ่อที่เรารู้สึกว่าเขาโคตรเจ๋ง เขาเป็นคนพิการนะ กระดูกสันหลังคด เคยต้องใส่เฝือกเป็นเหมือนเสื้อเกราะ ต้องนั่งอยู่ในห้องดูเพื่อนเตะบอล ระหว่างนั้น สิ่งที่เขาทำได้ก็คืออ่านหนังสือเรียนหรือคิด เพราะฉะนั้น เขาจะเป็นคนที่คิดล่วงหน้าตลอดว่า ขั้นตอนต่อไปของตัวเองจะเป็นยังไงต่อ เพราะเสี่ยงมากไม่ได้ แล้วตอนเราเด็กๆ เขาเลยชวนคิดตลอดว่า เทอมนี้อยากได้อะไร เป้าหมายคืออะไร สิ่งนี้ค่อนข้างฝึกเรา เราเลยจะไม่ค่อย Hakuna Matata เท่าไหร่ (หัวเราะ)

อีกอย่างคือการวางแผนทำให้เราไม่พะวงหลัง อย่างน้อยพอเราเลือกทางที่มันยาก เสี่ยง ไม่รู้จะเป็นยังไง เราจะได้บอกคนข้างหลังได้ว่า โอเค รอเราหน่อย ตอนนี้อาจยังไม่ได้เป็นลูกชายที่ประสบความสำเร็จในด้านธุรกิจนะ แต่เรากำลังจะก้าวไปในเส้นทางนี้ และนี่คือเส้นที่เราชอบ เรามีความสำเร็จระหว่างทางไปให้เขาสบายใจ เช่น พอได้ลงในสื่อ เราก็เอาไปวางบนโต๊ะกินข้าว เขาดูแล้วก็ไม่พูดอะไร แต่ญาติมาก็อวดว่านี่ลูก การมีแผนทำให้เราวิ่งไปข้างหน้า ไปทางที่เราไม่รู้ว่าจะเป็นยังไงได้สุดกว่า

พิริยะ กุลกาญจนาชีวิน พิริยะ กุลกาญจนาชีวิน

แล้วเคยรู้สึกว่าความเป็นเด็กเป็นข้อจำกัดมั้ย

เราว่าเป็นข้อดี เพราะเราค้นพบสิ่งหนึ่งคือผู้ใหญ่ชอบให้เด็กมาก ยิ่งเด็กยิ่งได้ การที่เราเริ่มต้นตอนยังเด็กเลยได้รับการสนับสนุนจากผู้ใหญ่มาก แต่ขณะเดียวกัน เด็กก็มีเยอะและก็มีผู้ใหญ่บ่นว่าเด็กสมัยนี้เห็นแก่ตัว เอะอะลาออก แต่พอ Glow ชัดเจนมากว่าผมทำธุรกิจ ไม่ใช่กิจการเพื่อสังคมด้วยนะ ผมอยากสบายแต่อยากทำงานที่มีความสุขด้วยคืองานที่ช่วยคนแบบพี่ ผู้ใหญ่เขาก็จะเอ็นดู จะรู้สึกว่าเด็กมันตั้งใจ

เพื่อนที่ร่วมตั้ง Glow คยสอนเราเรื่องหนึ่งว่า ตอนทำงาน มี 2 ก้อน ก้อนแรกคือ Process ก้อนที่สองคือ Output ซึ่งทั้ง 2 ก้อนนี้ระเบิดพร้อมกันไม่ได้ บึ้มได้แค่ก้อนเดียว เช่น ถ้าระหว่างกระบวนการรู้สึกว่าน้องคนนี้เต็มที่มาก ถึงงานล้มเหลวก็ไม่เป็นไร ให้โอกาสเขา หรือระหว่างกระบวนการพวกน้องติดต่อยาก แต่ถ้างานออกมาดี ก็โอเค ถือว่าไปทุ่มทำงานมา แต่ถ้าระเบิด 2 อันพร้อมกันเมื่อไหร่นี่ฉิบหาย คือระหว่างทางมึงไม่ตั้งใจ และงานก็ออกมาห่วยด้วย มีการบอกปากต่อปากแน่ว่าอย่าไปใช้เจ้านี้ เพราะฉะนั้น เราว่าความเป็นเด็กมีข้อได้เปรียบในเชิงของคนพร้อมสนับสนุน แต่ถ้าเราไม่สามารถรักษาสมดุล 2 ก้อนนี้ ทำบึ้มพร้อมกันบ่อยๆ เราก็จะเป็นแค่เด็กที่ไม่มีฝีมือ เด็กที่ขาดประสบการณ์ เด็กที่ไม่เอาไหน เหมือนที่ผู้ใหญ่หลายคนเข้าพูดกัน

พิริยะ กุลกาญจนาชีวิน

จากวันที่เล่าเรื่องให้เพื่อนฟังตอนประถม ความสุขในการเล่าเรื่องเปลี่ยนไปจากตอนเด็กๆ มั้ย

เรายังทำเพื่อตัวเองอยู่เสมอแหละ แต่ถ้าพูดในเชิงของแก่นคือ เมื่อก่อนเรามองหาการยอมรับจากคนภายนอก แต่พอโตขึ้นมาเราเริ่มช่างแม่งมากขึ้น สนใจว่าคนนอกจะมองยังไงน้อยลง ให้ความสำคัญกับคนข้างในมากขึ้น

แก่เร็วนะเนี่ย

อาจเพราะได้รับการยอมรับเร็วมั้ง แล้วพอไปถึงตรงนั้นปุ๊บก็รู้สึกว่า อ้าว มันเท่านี้เหรอ มันคือการค้นชื่อตัวเองในกูเกิ้ลแล้วเจอบทความเพิ่มขึ้นมา 1 อันอย่างนี้เหรอ แล้วแต่ก่อนเราเป็นคนที่ไม่น่าทำงานด้วย เป็นคนที่แสวงหาความสำเร็จมาก ตอนทำค่ายอาสาจะบอกคนว่า ‘เฮ้ย ทำอันนี้ได้หรือเปล่า ทำไม่ได้ออกไปเลย’ คือเรารู้สึกว่าเราทำเพื่อประชาชน จะด้วยวิธีการอะไรไม่สนหรอก อีกคนต้องเสียใจก็ช่างมัน แต่ตอนนี้เราเริ่มเรียนรู้ว่าสุดท้ายคนที่อยู่กับเราก็คือคนรอบๆ นี่แหละ เราไปสร้างการเปลี่ยนแปลง ไปช่วยทุกคนเล่าเรื่องทีละคนไม่ได้ สิ่งที่ทำได้คือมอบความรักและเป็นคนสนับสนุนให้ 3 คนในทีม Glow หรือ 10 คน 50 คนในทีม TED แล้วให้เขาไปมอบความรักกับผู้ชมอีกเป็นพันคน ครูอีกเป็นร้อยคนได้ แบบนี้มันขยายผลได้มากกว่า

พิริยะ กุลกาญจนาชีวิน

สิ่งนี้เป็นการตกตะกอนจากช่วงเกณฑ์ทหารหลังเปิดบริษัทได้สักพัก เราเคยคิดว่าตัวเองทำสิ่งยิ่งใหญ่มาก เป็นพิ TEDx โคตรคูลเลย แต่มาค้นพบความจริงตอนเป็นทหารว่าสิ่งที่เราทำเป็นหยดน้ำเล็กๆ ในมหาสมุทรที่มืดมิด ในขณะที่เราบิลด์คนว่ามีแรงบันดาลใจนะ นึกถึงฝันในวัยเด็กกับน้าต๋อยกันนะครับ หรือมีคนดูทอล์กในคลิปหลักล้านวิว แต่ละปีมีผู้ชายเป็นแสนๆ คนเข้าไปในระบบหนึ่งแล้วมันล้างสมองเขาว่า มึงอย่าแหลม มึงเจริญด้วยความสามารถไม่ได้หรอก คนพวกนี้คือหัวหน้าครอบครัว คือคนหนุ่มที่จะกลับไปทำงานปีละเป็นแสนคน แล้วเราทำไอ้ทอล์กสิบแปดนาทีมันเปลี่ยนโลกจริงเหรอ แรงบันดาลใจมันไม่ทัน แล้วเราทำได้มากกว่านี้หรือเปล่า จากแต่ก่อนที่เรามองผลลัพธ์มาก มีทอล์กน้าต๋อย คนน้ำตาไหล เลยเห็นว่าอย่างนั้นมันไม่ยั่งยืน มันขยายไม่ได้ทั้งในเชิงการเปลี่ยนแปลงและในเชิงธุรกิจด้วย

เพราะฉะนั้น วิธีการทำงานของเราก็จะสร้างคนมากขึ้น สร้างแพลตฟอร์มมากขึ้น ในห้องเรามีโพสต์อิตแปะว่า ปีนี้เป้าหมายหลักคืออยากเป็นผู้สนับสนุนที่ดี หมายถึงรับฟังคนอื่นและให้เขามีความเป็นเจ้าของกับสิ่งที่ทำ เราเตือนตัวเองเสมอว่ามึงไม่ได้เก่งที่สุด

พิริยะ กุลกาญจนาชีวิน

Writer

Avatar

ธารริน อดุลยานนท์

สาวอักษรฯ ผู้หลงรักการเขียนเสมอมา และฝันอยากสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ด้วยสิ่งที่มี ณ จุดที่ยืนอยู่ รวมผลงานการมองโลกผ่านตัวอักษรไว้ที่เพจ RINN

Photographer

Avatar

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

22 กุมภาพันธ์ 2561
66

“รีบไหม ถ้าไม่รีบเดี๋ยวอยู่กินข้าวมันไก่กันก่อน”

มีหรือผมจะปฏิเสธ เมื่อเจ้าของประโยคดังกล่าวคือ ไตรภพ ลิมปพัทธ์ พิธีกรรายการที่ทำให้น้ำย่อยในกระเพาะทำงานผิดปกติเสมอๆ อย่าง ครัวคุณต๋อย

หลังตอบรับไม่นาน ข้าวมันไก่เนื้อน่องพร้อมน้ำซุปและน้ำจิ้มก็วางอยู่ตรงหน้า หลังจากชิมเพียงไม่กี่คำผมพอจะสรุปได้ว่านี่คือข้าวมันไก่ที่อร่อยที่สุดร้านหนึ่งเท่าที่ผมเคยกินในชีวิต แต่ไม่แน่ใจว่าความอร่อยนั้นมาจากความหอมของข้าวมัน ความนุ่มของเนื้อบริเวณน่อง ความกลมกล่อมของน้ำจิ้ม หรือมาจากความหิวที่เกิดจากบทสนทนาก่อนหน้ามื้ออาหารกันแน่

ก่อนจะถึงอาหารมื้อนี้เรานั่งคุยกันเกือบ 3 ชั่วโมงที่บ้านของเขา บทสนทนาเวียนวนหลากหลายเรื่อง แต่เรื่องที่เขาคุยอย่างออกรสชาติที่สุดมีอยู่ 2 เรื่อง คือหลักศาสนา และศาสตร์ของรสชาติ

“ผมมีชีวิตนี้ขึ้นมาได้ทุกวันนี้เพราะท่านพุทธทาส แล้วชีวิตผมเป็นอย่างนี้ได้เพราะพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ผมไม่มีอย่างอื่นในชีวิต” พิธีกรวัย 62 บอกผมว่าอย่างนั้น

ส่วนเรื่องอาหาร คงไม่ต้องอธิบายอะไรมากนัก จากวันแรกที่รายการ ครัวคุณต๋อย ออกอากาศเมื่อ พ.ศ. 2556 จนถึงตอนนี้ เขาต่อยอดจนกลายเป็นสิ่งต่างๆ มากมาย ทั้งนิตยสาร แอพพลิเคชัน และงาน ‘ครัวคุณต๋อย Expo’ ที่ครั้งล่าสุดมีคนมาร่วมงานกว่า 800,000 คน และงานครั้งที่ 3 กำลังจะจัดในวันที่ 1 – 4 มีนาคม นี้

เขาคิดเช่นไร ฝันสิ่งใด กับรายการที่มีชื่อตัวเองอยู่ในนั้น และวันนี้วัยนี้เขาเชื่ออะไร ปรารถนาสิ่งใด คือสิ่งที่ผมสงสัย

ที่ผ่านมาผมนั่งฟังเขาในฐานะผู้ถามมานับไม่ถ้วน มาวันนี้ผมอยากนั่งฟังเขาในฐานะผู้ตอบบ้าง

ไตรภพ ลิมปพัทธ์

คุณเคยบอกว่าบ้านเรามีรายการอาหารมาแล้ว 50 ปี แล้วทำไมตอนนั้นคุณถึงลุกขึ้นมาทำสิ่งที่มีคนทำกันมาตั้งนานแล้ว

ผมทำรายการ ครัวคุณต๋อย เพราะผมไม่เชื่อ ผมไม่เชื่อรายการอาหาร 50 ปีที่ผมดูมาว่าคนหนึ่งคนจะทำได้ทุกอย่างแล้วอร่อย ผมไม่เชื่อว่าวันนี้คุณสอนผมทำแกงเนื้ออยู่ พรุ่งนี้คุณสอนผมทำเต้าหู้ทอด มะรืนนี้คุณจะสอนผมทำทองหยิบ อีกวันคุณจะสอนผมทำสเต๊ก แล้วอร่อยทุกอย่าง มันเป็นไปไม่ได้ อาหารมันคนละประเภทเลย

เมื่อผมไม่เชื่อ ผมก็เลยบอกว่านี่คือช่องว่างของรายการทีวีที่ชื่อ ครัวคุณต๋อย นี่คือช่องว่างอย่างแท้จริงเพราะว่าเราจะไม่ใช้คนคนเดียวสอน พอคิดรูปแบบรายการเสร็จเรียบร้อยก็เลยไปเสนอสถานี ตอนนั้นก็ไปบอกนายประวิทย์ (ประวิทย์ มาลีนนท์) ว่าเราจะทำรายการโดยเอาผู้รู้จริงที่เป็นเจ้าของสูตรจริงๆ มาสอนจริงๆ

ตอนเสนอสถานี เขาตอบรับทันทีเลยไหม

ทางสถานีบอกว่าเป็นไปไม่ได้ เพราะว่าสูตรอาหารเป็นสิ่งที่คนหวง ไม่มีใครเขาให้กัน ส่วนใหญ่ที่เรารู้ว่าทำแกงเนื้ออย่างไรก็รู้ที่เป็นสูตรกลาง อย่างผัดผักบุ้งของครัวเจ๊ง้อ เขาก็ไม่บอกหรอกว่าผัดยังไงมันถึงกรอบ ถึงอร่อยอย่างนี้ นายประวิทย์ก็บอกว่าทำไม่ได้หรอก แต่ผมบอกว่าผมทำได้ เขาก็ถามผมว่า ‘ทำได้เพราะอะไร ทำไมคุณมั่นใจว่าทำได้’ ผมบอกว่า ผมทำได้สิ เพราะผมรู้จักกับคนพวกนี้มายี่สิบ สามสิบ สี่สิบปี ทุกคน ผมกิน ผมรู้จัก ไปมาหาสู่กันตลอด เพราะฉะนั้น คนพวกนี้ถ้าผมขอ ยังไงเขาก็ให้

แล้วผมก็บอกว่าเงื่อนไขที่ผมจะทำคือหนึ่ง ทำ 5 วัน และสอง ทำตามวิถีของผม เขาก็ถามว่าคุณมั่นใจได้ยังไง คุณไม่ได้เป็นเชฟ ผมก็บอกว่า ผมไม่ใช่เชฟหรอก แต่ผมมีลิ้น ลิ้นพวกผมนี่ประเสริฐมาก เพราะลิ้นพวกผมได้ผ่านการฝึกปรือ ผ่านอะไรต่างๆ มามากมาย เพราะฉะนั้น ผมก็จะใช้ลิ้นของผม ประกอบกับเอาคนที่มีฝีมือที่สุดในประเทศนี้มาออกรายการ หลังจากคุยกันครั้งที่หนึ่ง ครั้งที่สองเขาก็ต่อรองกลับมาว่า 3 วันได้ไหม 5 วันไม่ได้หรอก ผมบอกไม่ได้ ไม่ต้องต่อรอง ถ้า 5 วันถึงทำ ไม่ 5 วันก็ไม่ทำ

5 วัน กับ 3 วัน ต่อสัปดาห์ฟังเผินๆ เหมือนจะไม่ต่างกัน ทำไมถึงไม่ยอม

ไม่เหมือน ยังไงก็ไม่เหมือน จุดที่เราจับไม่เหมือนกับจุดที่สถานีจับ เรารู้ว่าเรามีกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งที่อยู่บ้าน กลุ่มที่ช่วงเวลานั้นเขาว่าง บางคนเกษียณเรียบร้อยแล้ว มีเงินทองทุกอย่าง แต่ความรู้ในเรื่องอาหารเรื่องสถานที่อาจจะด้อย ซึ่งเราสามารถทำรายการได้ทั้งห้าวัน เขาดูแน่นอน

คุยกันจนสุดท้ายเราจำคำพูดคุณประวิทย์ได้เลย เขาบอก ‘ต๋อยพูดไม่รู้เรื่อง’ เราก็เลยบอกว่า ‘ที่นายคบกับผมมา 30 ปี ผมเคยพูดรู้เรื่องเหรอ’ เขาก็บอกว่าถ้าอย่างนั้น ทำแล้ว 4 เดือน ถ้าไม่ประสบความสำเร็จเราต้องมาคุยกันใหม่นะ คือนายประวิทย์เป็นคนดีนะ เขาจะไม่พูดว่า ไม่อย่างนั้นผมเอาออก เขาจะไม่พูดคำนี้แน่ แต่คำว่า ‘เราค่อยคุยกันใหม่’ มันหมายความลึกซึ้งหลายนัยมากๆ เราก็บอกนายประวิทย์ว่า ไม่ต้องสี่ดงสี่เดือนหรอก ทำไปเดือนสองเดือน ถ้าไม่ดังผมเลิก เขาก็บอก โอ้โห ขี้คุย

แล้วคุณไปเอาความมั่นใจขนาดนั้นมาจากไหน

ผมไม่ได้มั่นใจในตัวผมเลย อย่าเข้าใจผิด ผมมั่นใจในตัวคนที่ผมเอามาต่างหาก ผมบอกว่าเชื่อผมเถอะ คนอย่างเจ๊ง้อ อย่างบ้านอัยการที่ทำขนม ซึ่งไม่มีวันให้สูตรใครเพราะเขาทำขนมใหญ่โต อย่างขนมหวานโชติมา ซึ่งสำหรับผมเขาคือเจ้าแม่ของขนมหวาน อย่างเจ๊เตี้ยเพชรบุรีที่ผมเรียกว่าเพชรในตม เพราะว่าสมัยก่อนคนน้อยคนจะรู้จักเขา หรือว่าร้านฉั่วคิมเฮง คนเหล่านี้ที่ผมรู้จักเป็นยอดฝีมือทั้งนั้น

แล้วคำว่าเดือนนึงของผมมันล่อเข้าไป 20 ตอนนะ เพราะฉะนั้น 2 เดือนนี่ 40 ตอนแล้วนะ ถ้าเป็นรายการคนอื่นปีนึงประมาณ 45 – 50 ตอนเองนะ แล้วสุดท้ายพอออกอากาศ 2 เดือนก็ดังเลย

จุดไหนที่บอกคุณว่ามันดัง

เรตติ้งไง เรตติ้งมันขึ้นอย่างมหาศาล คนนิยมชมชอบ แล้ววันที่เราทำตอนผัดผักบุ้งสูตรเจ๊ง้อ วันนั้นผักบุ้งในตลาดหายทุกตลาด เราจำได้เลย ทุกคนพอบ่ายเย็นก็รีบวิ่งไปซื้อผักบุ้งแล้วมาทำ

ไตรภพ ลิมปพัทธ์

แล้วตอนไปขอสูตรเจ๊ง้อเขาตกใจไหม

เขาก็บอกว่าเอาออกทีวีเลยหรอ ต้องบอกสูตรด้วยเหรอ โอ้โห ไม่เคยบอกใครเลยนะในชีวิต เจ๊ง้อเขาก็จะเน้นคำนี้ว่าไม่เคยบอกใครเลยนะในชีวิต เราก็บอกเขาว่าต้องบอก บอกให้ออกก็ออกหน่า บอกให้ทำก็ทำหน่า แค่นั้น

ทำไมมั่นใจว่าเขาจะยอมบอกสูตรอาหารซึ่งเป็นเครื่องมือทำมาหากินของเขา

มั่นใจ เพราะว่าเวลาคนเราคบหากันมันจะรู้ว่าอะไรเป็นอะไร และผมเคยบอกกับหลายๆ คนที่เป็นเจ้าของสูตรว่า ต่อให้คุณเอาสูตรนี้ออกอากาศไปแล้ว คนทุกคนในประเทศทำได้เหมือนคุณหมดเลย แต่เวลาเขาจะไปกิน เขาจะไปกินที่ไหน เขาก็ต้องไปกินกับเจ้าของสูตรอยู่ดี แล้วสมมติคนที่ได้สูตรไปเป็นร้านอาหาร ต่อให้เขาทำได้เรียบร้อยแล้ว กว่าเขาจะประสบความสำเร็จเขาก็ต้องใช้เวลาเท่ากับที่คุณใช้มาคือ 20 – 30 ปี เพราะอาหารหนึ่งร้านจะมาบอกว่าอร่อยแค่ผัดผักบุ้ง มันเป็นไปไม่ได้ ใครจะมากิน แล้วกว่าจะมาเป็นเจ๊ง้อมันต้องมี history ต่างๆ มากมาย แล้วสำคัญที่สุดคือความน่าเชื่อถือ ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ทำกันได้ง่ายๆ ทุกคนฟังผมก็เข้าใจ เมื่อเข้าใจก็เลยยอม

ซึ่งหลังจากที่ร้านของเจ๊ง้อออกอากาศ คนก็ถล่มทลาย ซึ่งคนไม่เข้าใจ แต่เราเข้าใจตั้งแต่แรกแล้ว ถามว่าคนที่เห็นสูตรแล้วไปทำอาหารในหนึ่งร้อยคนคุณคิดว่ามีกี่คน ผมบอกคุณจริงๆ เลยนะ ไม่เกิน 10 – 20 คน ที่เหลือ 80 คนมุ่งไปกินที่ร้าน เพราะฉะนั้น ร้านเจ๊ง้อหรือร้านใครก็ตามที่มาออกรายการผม หลังจากนั้นร้านก็จะทำมาหากินแบบบ้าไปเลย คนจะไปกันแบบถล่มทลาย

แล้วเคยเจอร้านที่ปฏิเสธ ไม่ยอมบอกสูตร บ้างไหม

มี ทำไมจะไม่มี ผมเข้าใจ เป็นสิทธิของเขา

ไม่โกรธไม่เคือง

บ้า จะไปโกรธเขาทำไม บางเจ้าที่ปฏิเสธทุกวันนี้ผมยังไปกินอยู่เลย ไม่ได้หมายความว่าเขาปฏิเสธผมแล้วเธอกับฉันไม่ต้องคุยกัน เลิกคบกัน ถ้าเขาไม่ยอมออกก็เรื่องของเขา แต่ว่าเขายังอร่อยแล้วมันเรื่องอะไรที่จะไม่กินล่ะ เพราะแค่เขาไม่มาออกรายการเราเหรอ มันไม่เห็นจะเกี่ยวกันเลย

ต๋อย ไตรภพ

ความอร่อยมันเป็นเรื่องของรสนิยม แล้วคุณแยกออกได้ยังไงว่าร้านไหนอร่อยกว่าร้านอื่นๆ

คนเราอร่อยไม่เหมือนกัน เพราะเฟลเวอร์ของเราไม่เท่ากัน การลิ้มชิมรสหรือการลอง และประสบการณ์ ไม่เท่ากัน คุณว่าแกงจืดที่ถูกต้องมันควรจะหวาน เค็ม หรือจืด

แกงจืดที่ถูกต้องต้องมีรสเค็มนำ แค่เค็มนำไม่ใช่เค็มปี๋ แต่แกงจืดที่จืดมันไม่ใช่แกงจืด คนที่ไม่เคยกินก็จะไม่รู้ แต่คนที่เคยกินแกงจืดที่มีเค็มปะแล่มนิดๆ จะตกใจว่า เฮ้ย อร่อย แล้วถามว่าแกงจืดที่ใส่พริกไทยดำกับไม่ใส่พริกไทยดำต่างกันไหม ฟ้ากับเหว หรือถ้าคุณเป็นนักกินข้าวต้มปลากะพงจริงๆ คุณจะพบว่าบางร้านคุณไม่อยากกินเพราะมันเหม็นคาว ในขณะที่บางร้านคุณกินแล้วมีความสุข แล้วถามว่าข้าวต้มปลากะพงจริงๆ ต้องเป็นยังไง ระหว่างเหม็นคาวกับไม่มีกลิ่นเลย เพราะฉะนั้น คุณถามว่าอะไรอร่อย คุณก็ต้องมีประสบการณ์ไง อร่อยคืออย่างนี้ไง อร่อยคือ experience เมื่อคุณมี experience มากๆ ในที่สุดคุณก็จะกลายเป็น expert มันเป็นเรื่องธรรมดามาก

มีอะไรที่คุณกินแล้วอร่อย แต่คนอื่นบอกไม่อร่อยบ้างไหม

มีเยอะแยะไป แล้วเป็นคำพูดติดปากของคนไทย สมมติคุณกินอันนี้แล้วไม่ชอบ คุณจะพูดคำว่าไม่อร่อย ซึ่งนี่คือนิสัยของคนกิน แม้กระทั่งลูกผมก็เป็น เมื่อก่อนเขาไม่ได้ทำรายการ ครัวคุณต๋อย ผมไม่เคยว่าเขาเลย แต่วันหนึ่งเมื่อเขามาช่วยกิจการผม ถ้าวันไหนเขาบอกไม่อร่อยนี่โดนเลย ผมบอกมานั่งนี่ มาคุยกัน แล้วผมบอกเลยว่าอย่าพูดอย่างนี้อีก อันนี้คืออร่อย แต่เธอกินไม่เป็น เธอไม่รู้จักว่าความอร่อยคืออะไร คือไม่ชอบไม่เป็นไรนะ แต่ไม่ชอบให้เธอบอกว่าไม่ชอบ อย่าไปพูดว่าไม่อร่อย มันผิด ห้ามพูดจนเดี๋ยวนี้เขาพูดถูกแล้วว่าหนูไม่ชอบ

คือผมรู้ว่าอะไรอร่อย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าผมจะชอบทุกอย่างที่ผมกิน ผมกินของเป็นพันอย่าง จะชอบทุกอย่างได้ยังไง ถ้าถามว่าอันนี้อร่อยมั้ย ใช่ได้เว้ย แต่กินไหม ไม่กิน ถามว่าทำไมไม่กิน ก็ไม่ชอบ อาลัวเจ้านี้สุดยอด ทั้งหอมทั้งนุ่มทั้งนวลทุกอย่างเลย อร่อยมาก แต่เราบอกไม่เอาไม่ชอบ ต่อให้อร่อยไม่เห็นจำเป็นต้องกินเลย

คือคุณเซนซิทีฟกับคำว่า ‘ไม่อร่อย’ มาก

มันไม่ได้เซนซิทีฟกับผม มันเซนซิทีฟกับคนทำของดีๆ แล้วคุณไม่รู้จักของเขา ไปพูดว่าของเขาไม่อร่อย เซนซิทีฟกับเขามากๆ มันเจ็บปวดมากๆ อุ้ย ปลาร้าไม่กิน แหวะ มันเป็นสิทธิของคุณที่คุณจะไม่ชอบ แต่ไม่ใช่บอกว่าไม่เห็นอร่อยเลย อันนี้ผิดแล้ว คุณไม่รู้จักแล้วมาพูดว่าไม่เห็นอร่อยได้ยังไง

แล้วคุณเคยกินอะไรในรายการที่รู้สึกว่าพอกินได้ แต่จำเป็นต้องบอกว่าอร่อยบ้างไหม

ไม่มี แล้วเมนูนั้นไม่มีทางได้ออกรายการนี้ เพราะว่ากระบวนการที่จะได้ออกรายการนี้วุ่นวายมากและเรื่องเยอะมากสำหรับเจ้าของร้านอาหาร เจ้าของร้านอาหารแทบอยากจะฆ่าตัวตายกันเลย ผมไม่ได้พูดเล่น เพราะกว่าจะได้ออกคือหนึ่ง เราจะมี pre-test มีคนของเราไปชิมก่อนว่าได้เรื่องไหม สมมติว่าดี เขาก็จะมาบอกผมว่าได้เรื่อง หรือมาบอกหัวหน้างานอีกคนหนึ่งก่อน พอหัวหน้างานชิมแล้วบอกว่าได้เรื่องก็จะเอามาให้ผมชิมอีกที ถ้าได้เรื่องถึงได้ออก เพราะฉะนั้น กระบวนการมันวุ่นวายมาก บางคนเขาก็จะใช้ทางลัดคือหิ้วของมาเองเป็นหม้อเลย มาหาผมในวันอัด แล้วสมมติผมกินแล้วอร่อย ผมก็จะบอกว่าอันนี้ดีนะ แล้วกลับไปกินที่ร้าน

ทำไมยังต้องกลับไปกินที่ร้านอีก

แล้วคุณรู้มั้ยล่ะว่าใครทำมา

รอบคอบมาก

มันไม่ใช่เรื่องรอบคอบ แต่ถ้าพลาดคือฉิบหายได้เลย เพราะฉะนั้น ก็จะกลับไปกินที่ร้าน ถ้าโอเค เหมือนกัน ใช่ ทีมถ่ายถึงจะออกไปถ่าย อย่างกระบวนการคัดสรรกว่าจะเป็นอย่างนี้ได้มันค่อนข้างยุ่งยาก

นอกจากรายการโทรทัศน์ ครัวคุณต๋อย ยังต่อยอดไปเป็นนิตยสาร และอีเวนต์อย่าง ‘ครัวคุณต๋อย Expo’ ทำไมถึงคุณถึงทำหลายอย่างขนาดนั้น

แล้วคุณคิดว่าทีวีมันจะอยู่ไปอีกนานเท่าไหร่ คุณว่าทีวีแบบประเทศนี้จะอยู่ได้อีกนานเท่าไหร่ ทุกคนต้องคิด ผมทำธุรกิจผมก็ต้องคิดว่าอันนี้ต่อไปมันจะดีหรือไม่ดี สมมติคุณผลิตรถใช้น้ำมันแล้วอยู่ๆ วันหนึ่งเขาเปลี่ยนไปเป็นไฟฟ้าหมดแล้วคุณจะทำยังไง คุณคิดว่าคนที่นั่งทำรถน้ำมันอยู่เขาไม่คิดเหรอว่าจะไปขายใคร ทุกวันนี้เรามีเฟซบุ๊ก มีแอพพลิเคชันของเรา มีไลน์ แล้วผมมีงานอีกเยอะ ต่อไปนี้ทุกร้านที่มาออก ครัวคุณต๋อย เราเดลิเวอรี่หมด แล้วเรากำลังจะมีสถาบันครัวคุณต๋อย ผมจะเป็นเจ้าเดียวที่กล้าพูดได้เลยว่าสถาบันผม สมมติว่าเรียนผัดผักบุ้งก็มีเจ๊ง้อมาสอน คุณจบอะไรก็มาเรียนได้ ไม่จบอะไรก็ได้ แต่คุณต้องตั้งใจในการทำอาหาร

แล้วไม่ใช่สถาบันอย่างเดียว ต่อไปจะเป็นหลักสูตรแม่ครัวพ่อครัว จะเรียกเชฟหรือไม่เรียกเชฟก็ได้ จะเรียกอะไรก็เรียกไป แต่จะเป็นหลักสูตรหนึ่งที่อยู่ในมหาวิทยาลัย มันจะเป็นประโยชน์อย่างมหาศาลที่จะทำให้อาหารการกินที่ดีๆ จะได้อยู่ต่อไป

ต๋อย ไตรภพ ไตรภพ ลิมปพัทธ์

ถ้าให้ย้อนมอง คุณคิดว่าอะไรทำให้รายการ ครัวคุณต๋อย ประสบความสำเร็จ อะไรทำให้คนมางาน ‘ครัวคุณต๋อย Expo’ กว่า 800,000 คน

ผมพูดแล้วมันก็ซ้ำ ผมตอบไปเรียบร้อยแล้วคือเขาเชื่อไง reliable ตัวเดียว ขอให้เชื่อใจ

เห็นคุณย้ำคำนี้เสมอในทุกสื่อ

มันเป็นเรื่องจริง ผมไม่ปิดบัง แล้วผมพยายามบอกคนที่ทำงานเกี่ยวกับสื่อทุกคนว่า ถ้าคุณสร้างความเชื่อใจให้เขาไม่ได้ คุณไม่มีที่อยู่หรอก ทุกวันนี้คุณสร้างความหวือหวาได้ สร้างกระแสได้ ในตอนนั้นๆ แล้วก็จบ แต่ความเชื่อใจมันอาศัยเวลา คุณไปพูดกับคนว่า เชื่อผมเถอะๆ ไม่ได้ คุณต้องมีความจริงใจ เมื่อเขาเห็นความจริงใจที่เรามีเขาจึงเชื่อใจ

ผมเป็นรายการเดียวที่กล้าพูดว่า ออกรายการผมไม่มีเสียตังค์ แถมมาแล้วยังได้ตังค์ ผมไม่เก็บตังค์ใคร แล้วผมไม่ได้ว่าคนที่เขาเก็บเงินนะ เรื่องของเขา แต่ไม่ใช่วิธีของผม ผมไม่ทำ ผมเป็นรายการอาหารรายการเดียวด้วยที่ไม่มีป้ายข้างหลังเป็นน้ำมันไอ้นี่ เป็นซอสไอ้นั่น

มีเหตุผลใช่ไหมที่ปฏิเสธเงินที่จะเข้ามา

แน่นอน (เสียงสูง) ก็ผมไม่ชี้นำคนดูว่าถ้าจะทำไอ้นี่ต้องใช้น้ำมันยี่ห้อนี้ ก็ผมพูดอยู่ปาวๆ ว่าน้ำมันหมูดีที่สุด ถ้ามันมีรูปน้ำมันหมูมาติดผมก็อาจจะโอเคด้วย (หัวเราะ) แล้วก็มีคนพูดว่านมสดแทนกะทิได้ ผมบอกว่ามันแทนได้ตอนไม่มี ไม่ใช่แทนได้เพราะมันแทนได้ ผมเลยเป็นรายการเดียวที่ไม่มีป้าย

มีใครเตือนไหมว่ามันทำให้เสียโอกาสในการหารายได้นะ

เยอะแยะไป

ไตรภพ ลิมปพัทธ์

แล้วคุณตอบว่ายังไง

รวยแล้ว ผมพูดจริง คำว่ารวยแล้วหมายความว่าผมรู้วิธีทำงานให้ขายได้แค่นั้นเอง แล้วความน่าเชื่อถือมันประเมินเป็นเงินไม่ได้หรอก

ทำมาขนาดนี้ อยากรู้ว่าโดยส่วนตัวคุณมีแพสชันอะไรในอาหาร

ไม่มี ผมไม่ใช่คนมีแพสชันในใดๆ ทั้งสิ้น เพียงแต่ถ้าผมจะทำอะไรสักอย่างในชีวิต ผมจะตั้งใจทำมันให้ดีที่สุด ในคำว่าทำมันให้ดีที่สุด ผมก็ต้องศึกษา ทีนี้ในเรื่องอาหาร ผมอาจจะเป็นคนโชคดีที่มียายที่ทำอาหารอร่อยที่สุดในโลก และผมเป็นคนปักษ์ใต้ คนปักษ์ใต้กินรสจัดอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น ลิ้นของคนที่กินของรสจัดมันจะเข้าใจเรื่องรสชาติเยอะ

อย่างคนธรรมดาเขาจะกินแกงฟักกับหมูสามชั้นใช่ไหม แต่ยายผมไม่ใช่ แกงฟักต้องใส่ปลาสีเสียด คนปักษ์ใต้ใส่ปลาสีเสียดเข้าไป ความเค็ม ความคาว ของปลาสีเสียดกับฟักที่ดูดความคาวนี้เข้าไปมันทำให้อร่อยมากยิ่งขึ้น เพราะฉะนั้น เราจะมีอะไรอย่างนี้อยู่ในสมองอยู่แล้ว ตำน้ำพริกเหมือนกัน เราจะตำยังไงให้อร่อย เรารู้ว่าถ้าวันนี้จะตำน้ำพริก เราต้องการกินสดวันนี้ เราก็จะเอาพริกไปเผาหน่อยนึง กระเทียมเผานิดนึง ฉะนั้น สิ่งเหล่านี้มันก็จะอยู่ในกมลสันดานอยู่แล้ว แต่ถ้าถามว่าเป็นคนที่รักการทำอาหารไหม เราไม่มี ไม่รัก

ปกติเข้าครัวบ้างไหม

ไม่มี ไม่เคย คำว่าไม่เคยคือให้เข้าไปเพื่อทำกับข้าวนี่อย่าฝันเลย ไม่มีทาง ไม่ใช่คนแบบนั้น แต่เป็นคนที่เข้าใจทุกขั้นตอนจริงๆ ผมจำได้ว่าตอนที่ทำรายการ ครัวคุณต๋อย ยี่หร่ามันหายไปจากตลาดนานแล้ว เพราะคนจะใช้แต่กะเพรา ผมก็ไปพูดออกรายการ พยายามหาร้านที่ทำยี่หร่ามาออกรายการให้ได้ จนวันหนึ่งยี่หร่าก็กลับมาอยู่ในตลาดอาหาร คือผัดเผ็ดเนื้อจะอร่อยให้ตายยังไงมันก็สู้ยี่หร่าเนื้อไม่ได้ หรือคุณผัดกะเพราเนื้อกับยี่หร่าเนื้อมันก็ต่างกันฟ้ากับเหว เราต้องมีความรู้ในสิ่งเหล่านี้ ต้องรู้ว่าอะไรเป็นอะไร

แล้วปกติคุณเป็นคนเลือกกินไหม

เลือก เลือกยิ่งกว่าเลือกอีก

เวลาทำงาน ข้าวกล่องในกองกินได้ไหม

ได้ คือลูกน้องผมเขาดูแลผมค่อนข้างดีมาก พูดจริงๆ ในกองผมต่อให้อาหารที่ให้ช่างฉากกินก็อร่อย แล้วช่างฉากกินยังไงผมก็กินอย่างนั้น แต่ถามว่าเวลาอาต๋อยไปกองอื่นทำยังไง ผมก็จะถามว่าคุณแยกออกหรือเปล่าว่าระหว่างเวลาที่คุณทำงานกับเวลาที่คุณไปหาอะไรอร่อยกินมันคนละเวลากัน สำหรับผมตอนทำงานอะไรก็กิน ไม่มีแม้แต่หนเดียวในชีวิตด้วยซ้ำที่ผมนั่งที่กองแล้วบอกว่าอันนี้อร่อยหรือไม่อร่อย กินได้หรือกินไม่ได้ ไม่มี ผมกินได้หมดทุกอย่าง ลูกน้องผมยังพูดเลยว่ากินได้หมดทุกอย่างเลยเหรอ เราก็ตอบว่านี่มันทำงาน คือถ้าคุณแยกถูกชีวิตคุณจะง่าย ชีวิตจะไม่ลำบาก คือคนเดี๋ยวนี้จะเอาแต่ตัวเองแล้วจะเปลี่ยนสังคม ซึ่งมันผิดนะ ผมต้องเปลี่ยนตัวเอง จัดการตัวเองถึงจะถูก ไม่ใช่จัดการสังคม

ไตรภพ ลิมปพัทธ์ ต๋อย ไตรภพ

ย้อนมองผลงานของคุณไล่ตั้งแต่ ฝันที่เป็นจริง, ทไวไลท์โชว์, เกมเศรษฐี, ทูไนท์โชว์ มาจนถึง ครัวคุณต๋อ  แล้วอยากรู้ว่าคุณมีสูตรอะไรในการเอาชนะใจกลุ่มผู้ชมที่เป็นแมสได้เสมอๆ

เรื่องการคิดรูปแบบรายการแล้วทำให้เหมาะสมมันก็เรื่องหนึ่ง มนุษย์ต้องคิดตรงนี้เป็นเพราะเราเป็นนักธุรกิจ กับอีกเรื่องหนึ่งคือเวลาจะทำรายการอะไรก็จริงใจออกไปแค่นั้นเอง มันไม่มีอย่างอื่น ความน่าเชื่อถือมันไม่มีสูตรพิสดารกว่านั้น รายการผมที่คนเขายังดูกันอยู่ก็เพราะเขาเชื่อถือ ผมไม่เคยเปลี่ยนตัวตามกระแสโลก ผมจับกระแสโลกแล้วมาคิดว่าต้องทำยังไงกับมัน แต่ผมไม่เคยคิดว่าสมัยนี้เขาเป็นอย่างนี้ก็เลยต้องเป็นอย่างนี้ ผมไม่เป็นด้วย ผมไม่เอาด้วย ทีนี้คุณจะเป็นคนแบบนี้ได้ก็ต้องมีรากฐานที่แข็งแรงจริงๆ ซึ่งผมมี

คุณต้องถามตัวเองว่าทุกวันนี้คุณทำงานหาเงินหรือทำงานหาความสุข ชีวิตผมทำงานเพื่อหาความสุข ผมทำอย่างนั้นมาตลอดชีวิต ถ้าผมทำงานหาเงินตอนนี้ทำไมผมไม่ทำเกมโชว์ คนพูดทุกวันว่าทำไมไม่เอา ฝันที่เป็นจริง กลับมาทำอีก ผมบอก ไม่ใช่ ผมทำงานหาความสุขไม่ได้ทำงานหาเงิน สำหรับผมการทำงานต้องมีความสุข และถ้าคุณทำ คุณก็ต้องรู้จักหน้าที่ ซึ่งถ้าคุณทำตามหน้าที่แล้วยังมีความสุขได้ คุณจะเหนือคนอีกเป็นล้านๆ คนบนโลกใบนี้ เพราะคุณจะยังยิ้มได้

ฟังดูคุณมีความสุขกับสิ่งที่ทำมาก อยากรู้ว่าชีวิตคุณมีความทุกข์บ้างไหม

(นิ่งคิดนาน) ผมพยายามหาจริงๆ เลยนะ แต่ผมไม่มี ผมไม่รู้จะตอบยังไง

มีมนุษย์ที่ไม่มีความทุกข์ด้วยเหรอ

คุณเข้าใจทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ไหม ถ้าคุณเข้าใจ คุณก็ต้องเข้าใจต่อไปว่าทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกนี้เป็นทุกข์ เพราะคำว่าทุกข์แปลว่า ภาวะที่ทนอยู่ไม่ได้ คือการปรับเปลี่ยนตลอดเวลา เปลี่ยนแปลงเสมอ การไม่คงตัว มันถึงทำให้เกิดภาวะที่เป็นทุกข์ แล้วถ้าคุณเข้าใจว่าทุกอย่างมันเป็นเช่นนั้น เหมือนคุณรู้ว่าไอ้นี่เผ็ด กินเข้าไปยังไงก็เผ็ด แล้วคุณจะตกใจ ประหลาดใจ คุณจะงงงวยกับมันได้ยังไง สำหรับผมมันเป็นภาวะแบบนั้น

ก็ในเมื่อทุกอย่างมันเป็นทุกข์ มันเป็นภาวะที่เป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว มันไม่เที่ยง คำว่าไม่เที่ยงคือนั่งอยู่เช้าๆ สบายไม่มีปัญหาอะไร ตกเย็นสมมติว่าเขาโทรมาว่าบริษัทไฟไหม้ ลูกโดนรถชน เมียตาย หรืออะไรก็แล้วแต่ มันเป็นภาวะที่ไม่เที่ยงถูกไหม ซึ่งภาวะอย่างนี้เกิดได้ไหม แล้วถ้าคุณรู้ว่ามันเกิดขึ้นได้ แล้วจะอะไรอีกเหรอ

สิ่งที่ผมรักที่สุดในชีวิตคือคุณยาย ผมถึงชอบพูดถึงคุณยายบ่อยๆ ผมดูแลคุณยายผมดีที่สุดเท่าที่มนุษย์คนหนึ่งจะทำให้ได้ แล้ววันหนึ่งยายผมตายต่อหน้าต่อตาผมเลย ทุกคนในตระกูลร้องไห้กันหมด มีผมคนเดียวที่ไม่ร้องไห้ จะร้องทำไม ก็คนเรามันตายได้ไม่ใช่เหรอ ตอนที่เขาปิดเครื่องช่วยหายใจผมก็บอกว่าลาก่อนนะยาย แล้วผมก็เป็นคนเอาศพยายขึ้นรถไปวัดด้วยกัน พี่ผมนั่งร้องไห้ใหญ่ ทุกคนร้อง มีผมคนเดียวไม่ร้อง

เจ็บปวดไหม เศร้าไหม

ผมเจ็บปวด แต่ผมไม่ร้อง

คุณเก่งมาก ไม่ร้องไห้

มันไม่ใช่เรื่องเก่ง เป็นเรื่องความเข้าใจ ความเข้าใจตรงนี้ถ้าคุณไม่ฝึกหัด ไม่ฝึกฝน ไม่เรียนรู้ ไม่ทำซ้ำ มันจะไม่อยู่กับคุณหรอก มันจะอยู่กับคุณต่อเมื่อคุณเข้าใจว่าก็คนเราตายได้ ถามว่ายายผมตายแล้วไปไหน ถ้าถามผม ในความเชื่อของผม ยายผมทำดีมาตลอดชีวิต ที่ที่ยายไปดีกว่านี้แน่นอน สมมติคุณเรียกที่นี่ว่าโลกมนุษย์ ที่นั่นคือสวรรค์ แต่ถ้ายายผมทำเลว เป็นคนใช้ไม่ได้ ยายผมก็ต้องตกนรก แต่ไม่เกี่ยวกับกรณีนี้นะ ไม่ว่ายายผมจะตกนรกหรือขึ้นสวรรค์ก็ไม่ได้เอฟเฟกต์กับผม เพราะมันก็เป็นเรื่องที่ยายผมทำเอง เป็นกรรมของยาย แล้วจะให้ผมทำยังไง

ตอนนั้นทุกคนบอกเลยถ้ายายตายผมตายแน่นอน เพราะอาต๋อยรักยายมาก ยายผมก่อนท่านจะเสียชีวิต ท่านอยู่โรงพยาบาลเอกชนมาสามสี่เดือน ในขณะที่ทุกคนบอกว่าให้ย้ายไปอยู่โรงพยาบาลรัฐ ผมบอกเลยว่าไม่ย้าย ไม่ต้องยุ่ง เสียวันละ 80,000 ทุกวัน ห้าเดือนหกเดือนก็เสียไป ไม่ต้องยุ่ง ผมมีตังค์ ทำไมล่ะ ก็โรงพยาบาลนั้นใกล้ผม ผมไปทำงานตอนเช้าก็เห็นยาย กลับมาตอนเย็นก็เห็นยาย โอเค ถ้าไปอยู่โรงพยาบาลรัฐอาจจะเสียแค่วันละหมื่น ประหยัดไป 70,000 แต่ผมไม่เห็นมีความจำเป็นต้องประหยัดไป 70,000 แล้วไม่เห็นยาย มันคิดคนละแบบ แล้วมันไม่ใช่เรื่องเสียดายหรือไม่เสียดาย แต่มันคือมีเงินที่จะทำอย่างนี้ได้หรือเปล่า แล้วเดี๋ยวก่อนนะ คุณเก็บเงินทุกวันนี้ไว้เพื่ออะไรเหรอ ก็ไม่ใช่เพื่อยามเจ็บไข้ได้ป่วยเหรอ สำหรับผมคือใช่ ผมไม่มีปัญหา

คุณดูเป็นคนเข้าใจกับสิ่งที่หลายคนหวาดกลัวอย่างความตาย

แน่นอน ถึงได้บอกว่าเวลาที่คุณเอาคำจำกัดความมาใช้กับผม บอกว่า โห ผมเก่งมากเลย ผมจะรับไม่ได้ คือมันไม่เห็นจะเก่งตรงไหนเลย มันเป็นเรื่องธรรมดามากๆ ก็คนมันต้องตาย

อย่างเมียผมตอนนี้เขาเป็นมะเร็ง วันที่เขาเป็นมะเร็งแล้วมาบอก ลูกผมนั่งอยู่ตรงนี้ 2 คนร้องไห้โฮเลย พอเขามาบอกผม ผมก็บอกว่า อืม รักษา บอกแค่นี้ ให้รักษา ไปหาหมอที่ดีที่สุด แล้วเมียผมก็บอกว่า กลุ้มใจมากเลย เดี๋ยวกุมภาพันธ์จะต้องให้คีโม ผมบอกว่าถ้าอย่างนั้น ปลายเดือนมกราคมไปเที่ยวกัน ผมก็พาเมียผมไปเที่ยว แล้วค่อยมาให้คีโมทีหลัง ถามว่าถ้าคุณเป็นมะเร็งคุณจะมีใจไปเที่ยวไหมล่ะ แต่เขามี เก่งไหมเนี่ย อันนี้แหละเก่ง (หัวเราะ)

ผมก็พาไปโน่นนี่เต็มไปหมด แล้วแต่เขาต้องการ ผมไม่ได้ใช้ชีวิตเพื่อตัวเอง ผมไม่ได้มีชีวิตอยู่เพื่อตัวผมเอง ตัวผมเองไม่เคยมีเรื่องอะไรเลยนะ ผมไม่เคยเดือดร้อน ในชีวิตผมไม่เคยเดือดร้อน (เน้นเสียง) ในชีวิตผมไม่เคยมีปัญหา ในชีวิตผมไม่เคยปวดหัว ตั้งแต่จำความได้ ไม่เคยแบบทุกข์ใจเว้ยที่ตัวเองเป็นอย่างนี้ ไม่เคย

ไตรภพ ลิมปพัทธ์

แล้วตอนนั้นที่บริษัทไม่มีงาน 8 – 9 เดือนล่ะ

ไม่ทุกข์ ไม่สนเลย นอนสบาย นั่งเล่นหมากรุกทุกวัน แฮปปี้มีความสุข เมียกับลูกยังมาถามเลยว่า ต้องทำตัวยังไง ผมบอกว่า ทำตัวยังไงก็ได้ อย่าผิดจากเดิม แล้วให้ทำดีกว่าเดิมได้ด้วย เช่น เคยไปสปาเดือนละ 2 ครั้ง ไปมัน 4 ครั้งเลย คือชีวิตเขามันไม่เกี่ยวกันกับที่ผมไม่มีงานทำ แต่ถ้าผมไม่มีตังค์ ถ้าผมไม่ได้ทำไว้ดีแล้ว ไม่ได้มีเงินเก็บไว้บ้าง ก็อาจจะต้องบอกเขาว่า มีเท่านี้นะ จะใช้ยังไงก็ลองมาดูกันนะ แต่มันไม่อยู่ในภาวะนั้น ไม่อยู่ในฐานะนั้น จะไปกลุ้มหาอะไร กลุ้มทำไม ต้องโง่แน่ๆ เลยถ้ากลุ้ม

คุณยายเสียก็ไม่ร้องไห้ ตอนที่รู้ว่าภรรยาเป็นมะเร็งก็ไม่ร้องไห้ แล้วคนอย่างไตรภพเคยร้องไห้มั้ย

เคย โดนหมากัด โดนตี ตอนเด็กๆ

แล้วตอนที่บรรลุนิติภาวะแล้วเคยร้องไห้อีกไหม

โอ้โห ยากมากๆ ไม่มี ร้องไห้เป็นเรื่องขำ ไม่มีทาง ซาบซึ้งใจอะไรก็ตามในรายการก็ไม่ร้อง ตอนทำ ฝันที่เป็นจริง โห คนเขาร้องไห้กันทั้งเมือง ซาบซึ้งใจ ผมก็ไม่ร้อง ผมมองว่านั่นเป็นเรื่องที่ดีมาก เป็นเรื่องดีของเขา ผมก็มองแบบ สุดยอด เยี่ยมเว้ย แต่ผมไม่ได้ร้องไห้

คุณดูปล่อยวางได้กับหลายอย่างในชีวิต แต่ทำไมกับการทำงานคุณดูยังยึดติดกับมันว่าต้องดี ต้องได้อย่างที่ต้องการ

ไม่ใช่ยึดติดเลย เป็นเรื่องของการทำหน้าที่ ผมเป็นคนที่รู้จักคำว่าหน้าที่ดีที่สุดคนหนึ่งในโลก ก่อนอื่นคุณต้องรู้จัก nature ผมก่อน ผมมี nature เป็นคนขี้เกียจ ผมเป็นคนขี้เกียจมากๆ ผมเป็นคนขี้เกียจที่สุดในโลก เท่าที่ผมเคยเห็นคนขี้เกียจมา สมมตินอนอยู่ตรงนี้แล้วผมคันหู ไม้เขี่ยหูอยู่ตรงนั้น ผมยังต้องคิดแล้วคิดอีกว่าผมควรจะลุกจากตรงนี้ไปเพื่อหยิบไม้เขี่ยหูมาเขี่ยมั้ย ผมขี้เกียจขนาดนั้น แต่ผมพบว่าความขี้เกียจต้องถูกเอาชนะได้โดยการไม่ขี้เกียจ ผมเลยต้องปรับตัวเองใหม่ ผมจึงกลายเป็นคนขี้เกียจที่ชงกาแฟก็ชงเอง ล้างแก้วกาแฟก็ล้างเอง อะไรที่อยู่ในซิงค์ล้างจานทั้งหมดผมก็ล้างให้ เมียผมจะโกรธผมมาก ถามว่าเธอไปล้างทำไม แต่ผมไม่ได้ทำให้เขา เขาไม่เคยรู้ ผมทำให้ตัวผมเอง ถ้าอะไรที่เป็นภารกิจ ผมต้องทำ ผมไม่เคยลุกจากที่นอนแล้วไม่จัดที่นอน ผมทำทุกอย่างเองหมดเพราะผมขี้เกียจ ไม่อย่างนั้นคุณจะฆ่ามันได้ยังไงล่ะ ถ้าคุณไม่มีวิริยะ มันเป็นธรรมดานะ ไม่ใช่เรื่องผิดธรรมดา คนที่สอนผมคือพระพุทธเจ้า ถ้าโยมขี้เกียจขนาดนี้ โยมก็ต้องขยัน

แต่ผมไม่ได้ยึดติดกับการทำงาน ไม่สน เวลาที่ประสบความสำเร็จก็ประสบไป คุณถามคนพวกนี้ได้ (ชี้ไปที่ลูกน้อง) เวลาประสบความสำเร็จผมเคยคุยมั้ย ผมไม่เคยพูดถึงเรื่องความสำเร็จที่ผมได้รับในชีวิต คำถามที่เขาจะได้ยินจากผมคือ มีปัญหาอะไรหรือเปล่า มีก็บอกมี ไม่มีก็บอกไม่มี จบ ผมไม่เคยพูดเรื่องที่ผ่านเลยแล้ว ว่าเก่งอย่างนั้นอย่างนี้ ไม่เคย

อดีตไม่มีความหมายเลยหรือ

ไม่มี รางวัลผมก็ไม่เก็บ รางวัลผมอยู่ในกล่องหมด ผมไม่มีสน บางคนเขามาพูดว่าตอนนั้นเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ผมบอก ตอนไหนเหรอ ผมจำไม่ได้จริงๆ

ตอนที่ผมได้รางวัลเมขลาตัวแรก พอเขาประกาศชื่อ ไตรภพ ลิมปพัทธ์ ผมขึ้นเวทีไป เอามือไปรับ แล้วตอนที่ผมจับรางวัลปุ๊บผมยูเรก้าทันทีเลย มันวินาทีนั้นเลยนะว่า อ๋อ ไอ้นี่เหรอที่จะทำให้กูเสียคน ที่จะทำให้กูเปลี่ยนไป ตั้งแต่นั้นมารางวัลทุกตัวถึงอยู่ใต้บันไดหมด ไม่เคยโชว์รางวัล ไม่มีห้องเก็บรางวัล ซึ่งถ้าผมไม่ได้รับความสำเร็จ หรือไม่เคยได้อะไรอย่างนี้ ผมอาจจะกลายเป็นคนต้องการความสำเร็จก็ได้ ผมอาจจะกลายเป็นคนที่ทะยานอยาก แต่เมื่อผมเคยได้มามันเปลี่ยนให้ผมหนักแน่นขึ้น มั่นคงขึ้น

คุณดูไม่ยึดติดกับอะไร แล้วสิ่งต่างๆ ที่ทำอยู่ทุกวันนี้ทำไปเพื่ออะไร ยังมีอะไรให้ไขว่คว้า

ไม่มีๆ ไม่ได้อยากทำเลย ก็บอกแล้วว่าขี้เกียจ แต่ผมทำเพื่อพวกเขา จงใช้ชีวิตอยู่เพื่อคนอื่นเถอะ เพราะคนอื่นมีความสุข เราจะได้ไม่มีทุกข์ คิดง่ายมากๆ เลย จงอย่าใช้ชีวิตเพื่อตัวเองเลย เพราะบางทีการใช้ชีวิตเพื่อตัวเองมันต้องเบียดเบียนผู้อื่น แล้วมันอาจจะทำให้ผู้อื่นเป็นทุกข์ แล้วเมื่อเขาเป็นทุกข์เราก็จะเป็นทุกข์ด้วย

อย่างที่บอก ชีวิตผมไม่มีอะไรเลย เสื้อผ้า รองเท้า ไม่เคยซื้อ ห้างสรรพสินค้าไม่เคยเดินมา 30 ปี ผมไม่เคยไปไหน ถ้าไม่ใช่งานไม่มีทางไป แล้วเวลาไปลูกน้องเขาต้องจูงผมตลอด เพราะผมเดินไม่ถูก อย่างบ้านผมอยู่ตรงนี้มา 20 – 30 ปีแล้ว แต่ผมได้ไปเมืองทองธานีก็เพราะผมจัดครัวคุณต๋อย Expo ก่อนหน้านี้ผมก็ไม่เคยไป

คือชีวิตคุณมีแค่บ้านกับที่ทำงาน

ใช่ๆ แล้วจะให้ไปไหน (หัวเราะ)

ไตรภพ ลิมปพัทธ์ ไตรภพ ลิมปพัทธ์

แล้วชีวิตคุณเอา input มาจากไหน

ผมก็หาความรู้ของผมสิ ทำไมผมต้องเข้าห้างด้วยเหรอ ผมไม่ต้องเข้าผมก็หาความรู้ได้ ผมอยากดูหนัง หนังเรื่องนี้เขาบอกดี ผมก็บอกไปเอามา แค่นั้น

เห็นลูกน้องคุณแซวว่าเพลง คุกกี้เสี่ยงทาย ของ BNK48 ก็รู้จัก

เออๆ (หัวเราะ) อ้าว ทำไมผมจะไม่รู้ ผมรู้จักหมด ผมพูดได้เลย ผมรู้ว่าสิ่งนี้จะดังเมื่อ 3 ปีที่แล้ว เพราะสิ่งนี้เกิดที่ญี่ปุ่น แล้วไปทำที่ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย แล้วคนที่นั่นบ้ามากๆ ก็เริ่มประสบความสำเร็จ ผมรู้ก่อนจะดังในประเทศไทย

ดูจากสิ่งที่ว่ามาและงานที่คุณทำ เหมือนคุณเป็นคนที่มีเซนส์ในการคาดเดาว่าอะไรจะดัง

ไม่ใช่เซนส์ สังคมมันเป็นอย่างนั้น ภาพรวมทั้งหมดเป็นอย่างนั้น ถ้าเอาจิ๊กซอว์มาต่อๆ กันคุณจะเห็นว่าโลกเดี๋ยวนี้เป็นยังไง

คุณจะได้ยินคำนี้จากผมมาสิบกว่าปียี่สิบปีแล้วว่า โลกยุคหน้ามนุษย์จะเป็น individual person แต่ไม่เคยมีใครฟังผม เพราะว่าตอนที่ผมพูดเมื่อยี่สิบปีที่แล้วมนุษย์ชอบ gathering ออกมารวมกันเยอะๆ ไปคอนเสิร์ต ไปเฮ แต่ผมบอกว่าไม่ใช่ โลกยุคหน้ามนุษย์จะเป็น individual person จะโดดเดี่ยวมากขึ้น แล้วมันก็เป็นจริงตามนี้

เดี๋ยวนี้ทุกคนโดดเดี่ยวมาก ทุกคนก็นึกว่ากูมีเพื่อน มีเฟซบุ๊กมีอะไร แต่ความจริงไม่มีเลย มึงไม่มี คนที่มาลงเขาก็จะอวดตัวเขาว่าเขาเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ไอ้นี่บางทีดูเขาเสร็จก็รังเกียจเขาอีก ทำให้ตัวเองไกลจากเขามากขึ้น ไม่ใช่ว่าเล่นเฟซบุ๊กแล้วใกล้กับเขามากขึ้นนะ บางคนเขาไปปารีส แล้วเขาก็นั่งอยู่ในร้านกาแฟสวยๆ แล้วก็ถ่ายรูปสวยๆ มาลง ไอ้คนนั่งดูแทนที่จะคิดว่า เฮ้ย เราจะไปปารีสดีไหม เปล่าเลย โหย หมั่นไส้มัน ซึ่งความหมั่นไส้ก็ทำให้เกิดระยะทางห่างขึ้นไปอีก มนุษย์ก็เริ่มโดดเดี่ยวขึ้น โดดเดี่ยวขึ้น ผมพูดมาตั้งนานแล้วว่ามนุษย์จะโดดเดี่ยว แล้วก็โดดเดี่ยวจริงๆ

ในฐานะผู้มาก่อน คุณพอมองออกไหมว่าพวกเราจะหลุดพ้นจากความโดดเดี่ยวเหล่านี้ไปได้ยังไง

ไม่มีทาง มันเป็นนวัตกรรม โลกเข้ามาสู่ยุคซึ่งเครื่องมือเครื่องไม้เป็นอย่างนี้ จนวันนึงไอ้ยุคนี้พังไป แล้วโลกก็จะกลับมาอยู่รวมกันกันอีกทีนึง แล้วก็พังอีก แล้วก็กลับมารวมกัน แล้วก็พังอีก มันจะเป็นอย่างนั้น มันเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา มันไม่เที่ยง มันเป็นวัฏฏะ เป็นอิทัปปัจจยตา เมื่อสิ่งนี้มีสิ่งนี้จึงมี เพราะสิ่งนี้เกิดขึ้นสิ่งนี้จึงเกิดขึ้น เพราะสิ่งนี้ดับไปสิ่งนี้จึงดับไป มันเป็นอย่างนี้แน่นอน คุณต้องอยู่เป็นผู้เข้าใจ ไม่ใช่อยู่เป็นผู้ที่อยากให้มันเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ คุณอยากไม่ได้หรอก

ไตรภพ

แล้วทุกวันนี้คุณมีเฟซบุ๊กมั้ย

มี เอาไว้ส่อง ก็ผมทำงาน ผมก็ต้องเอาไว้ส่อง เวลาเขาพูดเรื่องนี้ขึ้นมาผมก็ต้องดูว่ามันเป็นยังไง แต่ผมไม่เคยโพสต์อะไรเลยแม้แต่อันเดียว ถามว่าผมมีอินสตาแกรมมั้ย มี เอาไว้ส่อง แต่ไม่โพสต์

ทำไมถึงไม่โพสต์อะไรเลย

ก็ชีวิตผมมันไม่มีอะไร (เน้นเสียง) คุณว่าถ้าผมถ่ายต้นไม้ 30 วันแล้วโพสต์ทุกวันมันจะเป็นยังไง เฟซบุ๊กผมคงมีรูปต้นไม้เต็มไปหมดเลย เพราะชีวิตผมไม่มีอะไรเลย แล้วต้นไม้ก็ไม่ใช่ของผม ของเมียผม เขาเป็นคนชอบต้นไม้

ในชีวิตคุณคุยกับคนมาแล้วมากมาย ถ้าให้ย้อนมอง คุณพอจะเห็นจุดร่วมอะไรของมนุษย์บ้างไหม

โง่

มีมนุษย์ที่ฉลาดไหม

มี พระพุทธเจ้าไง คนที่เข้าใจว่าจะต้องหาวิชามาแทนที่อวิชชา แต่คนในโลกโง่มากกว่าฉลาดอยู่แล้ว เพราะมีอวิชชาครอบงำอยู่ อวิชชาแปลว่า ความไม่รู้ความจริง ความไม่รู้สิ่งที่ถูกต้อง สิ่งหนึ่งที่มนุษย์ไม่เคยเปลี่ยน เปลี่ยนน้อยมาก เปลี่ยนเฉพาะบุคคล คือเรื่องนี้เรื่องเดียว

เวลาพูดคุณพูดต้องพูดให้ถึงแก่น จะไปพูดทำไมว่ามีไฟฟ้า มีประปา อันนั้นฉลาด แต่ฉลาดในเรื่องของวิทยาศาสตร์ ฉลาดในเรื่องของรูปร่างตัวตน ไม่ได้ฉลาดในเรื่องของจิตใจ เอาง่ายๆ ผมถามคุณว่า ที่คุณทำสิ่งต่างๆ ทุกวันนี้เพื่ออะไร คุณมีชีวิตอยู่ทุกวันนี้เพื่ออะไร คุณตอบได้ไหม สมมติผมถามคุณแค่นี้ ‘คุณมีชีวิตอยู่ทุกวันนี้เพื่ออะไร’ คุณลองตอบสิ คุณตอบไม่ได้ เพราะอะไรรู้เปล่า เพราะคุณไม่ได้นึก ที่คุณตอบช้าเพราะคุณไม่ถามตัวเอง ไม่ใช่เพราะคุณมีหลายคำตอบ คุณไม่เคยรู้เลยว่าคุณอยู่เพื่ออะไร บ้าไหมนี่ แล้วผมถามคุณต่อไปว่าคุณบ้าหรือดี คุณมีชีวิตอยู่โดยคุณไม่รู้ว่าคุณมีชีวิตอยู่เพื่ออะไร

ไตรภพ

Writer

Avatar

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load