แม้ พิ-พิริยะ กุลกาญจนาชีวิน จะเริ่มบ่นว่าอยากให้คนจดจำตัวเขาในแบบอื่นบ้าง แต่เพื่อให้ง่ายต่อความเข้าใจท่านผู้อ่าน ฉันขออนุญาตตั้งต้นเล่าเรื่องพิด้วยสิ่งนี้

อย่างที่รู้กัน TEDxBangkok เป็นการยก TED-เวทีทอล์กอันโด่งดังระดับโลกซึ่งชวนบุคคลน่าสนใจขึ้นมาเล่าเรื่องสร้างแรงบันดาลใจ-มาสู่กรุงเทพฯ และพิคืออดีตอาสาสมัครในงาน TEDxChiangmai ที่ได้แรงบันดาลใจจนร่วมทำให้เวทีนี้เกิดขึ้นจริง เขารับบทเป็น ‘Story Curator’ หรือภัณฑารักษ์คัดสรรและขัดเกลาเรื่องทั้งหมดที่จะถูกเล่าบนเวที

พิริยะ กุลกาญจนาชีวิน

TEDxBangkok เริ่มต้นในปี 2015 อาจกล่าวได้ว่าเป็นงานที่สร้างกระแสให้เกิดเวที TEDx อีกมากมายในไทย และเป็นงานที่ทำให้คนเริ่มรู้จัก ‘พิ TEDx’ เพราะสิ่งที่เขาทำใหม่มาก ใหญ่มาก และเขาก็ทำได้ดีมากทั้งที่เพิ่งอายุ 23 ปี

แต่เรื่องของพิไม่ได้จบอยู่เท่านั้น

‘Welcome glowers’ คือข้อความบนกระดาษโน้ตที่แปะอยู่ตรงประตูทางเข้า Glow Story เอเจนซี่แนวใหม่ของไทยที่พิร่วมก่อตั้งกับเพื่อนคือ ป่าน-ปิยพัทธ์ ปฏิโภคสุทธิ์ และ บี๋-นภัส มุทุตานนท์ หลังจบ TEDxBangkok ปีแรก

Glow ตั้งใจแก้โจทย์จากลูกค้าและสร้างการเปลี่ยนแปลงในสังคมด้วย ‘การเล่าเรื่อง’ เฉพาะเจาะจงลงไปอีก มันคือการเล่าเรื่องที่ไม่ยึดติดอยู่กับรูปแบบ

ลูกค้าต้องการคุยเรื่อง ‘ป่า’ โกลว์บิดมันกลายเป็นงาน ‘มาหาสมบัติ’ ที่เล่าเรื่องป่าให้คนเมืองฟังผ่านนิทรรศการ กิจกรรมสำหรับเด็ก จนถึงทอล์กหลากระดับความเข้มข้น อีกกรณีพวกเขาจัดทริป ‘เกิดอะไรขึ้นที่น่าน’ พา Influencer ลงพื้นที่สำรวจป่า เพื่อนำเรื่องราวกลับไปเผยแพร่สู่คนทั่วไป

กระทั่งประเด็นหนักหน่วงอย่าง  ‘ความตาย’ โกลว์ก็หีบห่อมันเป็น Last Talk งานที่ชวนวัยรุ่นคุยเรื่องความตายผ่านทอล์กน่าสนใจและโลงศพ

เท่านี้น่าจะพอสำหรับการจัดพิเข้าสู่หมวดเด็กรุ่นใหม่ที่ ‘น่าสนใจมาก’ แต่แล้วในปีนี้ ฉันก็เห็นเขาตั้งเป้าอยากให้งานของ Glow สร้างผลกระทบไกลกว่าแค่แรงบันดาลใจ ส่วนฟาก TEDx  ก็มีการนำเวที TEDx เข้าสู่โรงเรียนมัธยมในชื่อ TED Club และเลิกจัดงาน TEDx หลักบนเวทีใหญ่ แต่กระจายไปจัดเป็นเวทีเล็กในหลายสถานที่ในชื่อ TEDxBangkok Adventures

บ้าพลังขนาดนี้ จะไม่ให้ฉันมานั่งลงคุยกับเขาได้อย่างไร

และด้านล่างนี้ก็คือเรื่องเล่าเปี่ยมพลังจากชีวิตนักเล่าเรื่องวัย 26 ที่บอกว่าตัวเองคือปลาซึ่งเดินหน้ากระโดดสู่บ่อที่ใหญ่ขึ้นเสมอ

เรื่องเล่าที่อาจทำให้คุณต้องมอง ‘เด็กสมัยนี้’ ด้วยสายตาใหม่

พิริยะ กุลกาญจนาชีวิน

จำโมเมนต์แรกที่คุณเริ่มตกหลุมรักการเล่าเรื่องได้มั้ย

น่าจะเป็นตอนประถมเลยนะ ที่บ้านเราค่อนข้างเป็นบ้านที่คุยกันจริงจัง ตอนพ่อขับรถมาส่งที่โรงเรียนก็ไม่ได้เปิดเพลง แต่ถามนู่นถามนี่กับเรา เช่น เห็นคนขับซาเล้งแล้วคิดยังไง หรือเล่าเรื่องตลก รวมถึงไปดูข่าวแล้วมาเล่าให้เราฟัง เราก็เอาเรื่องที่พ่อเล่าไปคุยกับเพื่อน เพื่อนก็จะบอกว่า เออ ไอ้พิมันเล่าเรื่องสนุกดี ตลกดี เราก็เริ่มสนุกกับการเล่าเรื่อง รู้สึกว่าสร้างความบันเทิงให้คนได้ และทำให้เราที่เป็นไอ้แว่นตัวเล็ก น่าแกล้งได้รับการยอมรับ

คุณสนใจหัดเล่าเรื่องมาเรื่อยๆ ตั้งแต่เป็นหัวหน้าห้อง ประธานรุ่น เข้าชมรมโต้วาทีของมหาวิทยาลัย จนถึงเวที TEDx ที่จริงแล้ว ความสนุกของการเล่าเรื่องอยู่ตรงไหน  

เราเป็นคนประเภท Extrovert ที่จะได้รับพลังจากมนุษย์ ซึ่งการเป็นคนเล่าเรื่องไม่ว่าจะในรูปแบบไหน มันได้ปฏิสัมพันธ์กับคน เราก็สนุกและได้พลังจากมัน ไม่ว่าจะเป็นการเล่นคอนเสิร์ตแล้วบอกคนว่ากรี๊ดหน่อย ขอเสียงหน่อย เราพูดประโยคหนึ่งแล้วคนกรี๊ดว่ะ หรือการทำทอล์กอย่างทอล์กบนเวที TEDxBangkok ของน้าต๋อย เซมเบ้ เราเห็นคนเช็ดน้ำตากันครึ่งฮอลล์แล้วก็รู้สึกว่ามันคือเนื้อหาที่เราคัดสรรมา ทีมช่วยกันผลักดันจนทำปฏิกิริยาบางอย่างกับคน

ถ้าถามว่าเรามีนิสัยอะไรที่ชัดกว่าคนอื่น เราคิดว่าตัวเองเป็นคนอยากรู้อยากเห็นอย่างจริงจัง คือเราจบเอกจีนศึกษาจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สมัยเรียนเราชอบวิชาปรัชญาจีนมาก มีประโยคหนึ่งของขงจื๊อที่ใช้ในการทำงานตลอดซึ่งแปลเป็นไทยว่า ในถนนเส้นหนึ่ง 3 คนที่เดินมา ทุกคนเป็นครูเราได้ ถ้าเขามีข้อดีก็เรียนรู้ไว้ ถ้ามีข้อเสียก็ทบทวนว่าตัวเองมีสิ่งนั้นหรือเปล่า เรารู้สึกว่าเรื่องนี้โคตรจริง เราเป็นสายซี้กับป้าแม่บ้าน ซี้กับพี่ยาม รู้สึกว่าทุกคนมีเรื่องเจ๋งๆ หมด และมันคือชุดความคิดเดียวกับเวลาไปคุยหาข้อมูลจากสัปเหร่อ คุยกับชาวบ้านว่าทำไมพี่ถึงเผาป่า เราแค่อยากเข้าไปเข้าใจคนมากขึ้น แล้วช่วยหามุมเล่าเพื่อไปบอกคนอื่นอีกทีว่ามีคนทำสิ่งนี้อยู่นะ

พิริยะ กุลกาญจนาชีวิน พิริยะ กุลกาญจนาชีวิน

ทำไมคุณไม่เลือกทำอาชีพที่ได้เล่าเรื่องอย่างการเป็นสื่อ แต่กลับเลือกเปิดเอเจนซี่

เราอาจไม่ได้ตั้งต้นว่าฉันจะเป็นนักเล่าเรื่องขนาดนั้น ทุกอย่างเริ่มจากต้นทุนที่มี ตอนเราทำ TEDxBangkok ปีแรกจบ มีพี่ที่องค์กร Creative Move ซึ่งตอนนั้นกำลังจะจัดงาน Creative Citizen Talk มาถามว่าช่วยทำคอนเทนต์ได้มั้ย เราก็คิดว่าทำสิ่งนี้แบบได้ตังค์ก็ได้ด้วย รู้สึกว่ามีโอกาสในตลาด มีคนที่มองเห็นว่างานเสวนาที่ไม่ได้ทำแค่บอกวิทยากรว่า มาพูดให้ผมวันนี้หน่อยนะครับ แต่มีคนเข้าไปจัดเรียงให้เรื่องราวชัดขึ้น มันจะเพิ่มคุณค่าของเนื้อหาอีกมาก สร้างการเปลี่ยนแปลงได้เยอะขึ้นมาก

แล้วพอเราเจอเพื่อนร่วมก่อตั้ง Glow Story ซึ่งเป็นคนสายดีไซน์ที่บอกเราว่า TED ไม่ใช่แค่เรื่องบนเวที แต่รวมถึงเนื้อหาที่เจอหลังออกมาจากทอล์ก เช่น งานออกแบบ กลิ่น สี ซึ่งทำให้คนเข้าใจเนื้อหามากขึ้น พวกเราเลยใช้เวลา 2 – 3 เดือนในการสำรวจว่ามีโมเดลอะไรบ้างที่เราได้ทำสิ่งที่ชอบทั้งคู่แล้วก็น่าจะหาเงินได้ด้วย จนออกมาเป็น Glow Story ซึ่งตอนแรกเรียกตัวเองว่าเป็น Talk Event Organizer แต่แล้วเราก็รู้สึกว่า อ้าว ทริปก็ทำได้ นิทรรศการก็ทำได้ เพราะฉะนั้น แก่นไม่ใช่แค่เรื่องทอล์กแล้ว แต่แก่นคือการเล่าเรื่อง เราก็เลยเป็นเอเจนซี่ที่ลายเซ็นน่าจะเป็นเรื่องการไร้รูปแบบ ทอล์กไม่ได้เวิร์กเสมอไป รูปแบบทริปไม่ได้เวิร์กเสมอไป เราจับคู่รูปแบบที่ถูกต้องกับคนดู แล้วหาวิธีขัดเกลาให้ทั้งสองอย่างตรงกัน

พิริยะ กุลกาญจนาชีวิน

Glow Story เล่าได้ทุกเรื่องมั้ย

เส้นที่เราจะพยายามรักษาไว้ตลอดเวลาคือ ความจริง หมายถึงว่าสิ่งที่คนซึ่งจะมาเล่าเรื่องสบายใจที่จะเล่า สมมติว่าคุยกับพี่คนนี้ ได้เส้นเรื่องมาประมาณนี้ ถ้าเกิดเติมมุมนี้เข้าไปนะหล่อเลย แต่เขาบอกว่าเรื่องนี้ไม่ใช่สิ่งที่พี่เชื่อ เราจะไม่ข้ามเส้นนั้นเด็ดขาด แม้จะทำให้ Output ออกมาดีงามมากก็ตาม เพราะสุดท้ายแล้ว ผลลัพธ์ของเราในหลายรูปแบบ เราไม่ได้เล่าเองทั้งหมด คนที่มาเล่าต้องเชื่อในสิ่งที่เราเสนอ ปรับเข้าปาก แล้วนำเสนอด้วยตัวเอง อย่างวิทยากรของ TED เราไม่อยากให้เขากลับมาดูแล้วคิดว่าไม่น่าพูดสิ่งนั้นไปเลย เราว่ามันน่าจะเป็นความรับผิดชอบของเราในฐานะคนทำคอนเทนต์แบบนี้ด้วย

พิริยะ กุลกาญจนาชีวิน

คุณว่านักเล่าเรื่องที่ดีควรเป็นยังไง

รู้จักคนฟัง หมายถึงเราต้องรู้จักตัวเองก่อนว่ามีแพชชันกับอะไร สิ่งนี้สำคัญมาก แล้วเข้าใจว่าตัวเองจะคุยกับใคร ปัจจุบันนี้ทุกคนมีพื้นที่ให้พูดเยอะไปหมด แต่พอเขาไม่เห็นหน้าคนที่คุยด้วย การสื่อสารมันก็ลอยหายไป มันอาจเวิร์กกับคนกลุ่มหนึ่งก็ได้ แต่เขายิงไปไม่ถูกจุดหรือพุ่งไปไม่ถูกประเด็น อย่างเราเอง ทุกครั้งที่จะเขียนสเตตัสเฟซบุ๊ก เรามานั่งจดก่อนเลยว่าโพสต์นี้จะคุยกับใคร เช่น โพสต์นี้คนอ่านหลักคือวิทยากรเก่าที่เคยทำงานด้วย อาจเพราะเรารู้ชัดว่าคนที่ตามเราคาดหวังอะไรหรือเราจะพาเขาไปอีกจุดจากฐานเดิมได้ยังไง แล้ววิธีนี้ก็เป็นประโยชน์ในเชิงธุรกิจด้วย บริษัทเราแทบไม่จ้างพีอาร์เลยในหลายงาน เป็นเฟซบุ๊กเราเสียส่วนใหญ่ด้วยซ้ำ

ตอนนี้เทรนด์การเล่าเรื่องของโลกกำลังไปทางไหน

เรารู้สึกว่ารูปแบบของเนื้อหาคงหลากหลายขึ้น เพราะเมื่อคอนเทนต์เยอะไปหมด วิธีการรับแบบที่มีอยู่ไม่พอแล้ว ซึ่งเราเชื่อในความออฟไลน์ของการสื่อสาร เชื่อเรื่องประสบการณ์มาก เช่น ถ้าอวดสิ่งของในอินสตาแกรมคือเสี่ยวเลย แต่ถ้าอวดประสบการณ์ เราไปเที่ยวที่แปลก มาชูปิกชู มันคือความเท่ของยุคสมัย ทุกคนก็พยายามให้คุณค่ากับประสบการณ์กันมากขึ้น

อย่างที่สองคือ ความสนใจของคนสั้นลง ตัวอย่างเช่น เวลาทำ TEDx เราจะมีการโทรประชุมกับทีม TED ใหญ่ทุกปี ปีที่ผ่านมาเขาก็แชร์สถิติหลังบ้าน แต่ก่อน TED คือเวทีทอล์กความยาวไม่เกิน 18 นาที เพราะเกินกว่านี้คนไม่สนใจแล้ว แต่ทีม TED บอกว่าสถิติหลังบ้านของช่องยูทูบปีนี้ ’12 is the new 18′ คือเกิน 12 นาทีคนหลุดแล้ว นี่คือเนื้อหาของ TED ที่ขัดเกลาวิทยากรกันแรมปีนะ เวลาลดไปขนาดนี้ ซึ่งการที่ความสนใจของคนสั้นดีหรือไม่ดีก็ไม่รู้นะ แต่นักเล่าเรื่องต้องปรับตัวแน่นอน ต้องมีรูปแบบที่อิสระมากขึ้น เพราะเรารู้สึกว่ารูปแบบเดียวไม่สามารถเล่าทุกเรื่องได้ดีเสมอไป

พิริยะ กุลกาญจนาชีวิน

เคยกลัวมั้ยว่าคอนเทนต์ยุคนี้จะเยอะจนไม่ว่าคุณเล่าเรื่องอะไร ในรูปแบบไหน คนก็อาจมาฟังมาดู แต่พรุ่งนี้ก็จะลืม

กลัวนะ Glow Story เลยเรียกตัวเองว่าเป็น Glow 1.0 คือเราทำในส่วนของการสื่อสาร สิ่งที่เราอยากไปแต่ไม่รู้ว่าจะทำได้หรือเปล่า มันคือคำนี้ (ชี้ไปตรงกระดาษจดงานแผ่นใหญ่ที่แปะอยู่ในออฟฟิศ) ‘Provoke Behaviour Change for Better Society’ เรารู้สึกว่าที่ผ่านมาพอเราเป็น Story Telling Agency เราก็เป็นมือปืนรับจ้างที่บอกว่ากระสุนผมจะเล่าเรื่องได้ดีที่สุด ผมจะตั้งใจค้นคว้าข้อมูล ตั้งใจขัดเกลา แล้วนำเสนอออกมาให้ดีที่สุด เราสัญญาในส่วนเรื่องเล่า แต่เรารู้สึกว่าอยากมอบคุณค่าอีกขั้นให้สังคมหรือคนที่เราไปช่วยเล่าเรื่อง นั่นคือการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม

เรามี TED Talk เรื่องหนึ่งที่ชอบมากของ Joe Smith เขาเป็น NGOs สายอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม พอขึ้นเวที เขาไม่พูดเรื่องหมีขาว แต่บนนั้นมีโต๊ะตัวหนึ่ง มีกะละมังใส่น้ำแล้วก็มีกระดาษทิชชูกองเต็มเลย เขาเอามือจุ่มน้ำ สะบัด 12 ที เพื่อสาธิตว่าด้วยวิธีนี้ เขาใช้ทิชชูแค่ 1 แผ่น ทำอย่างนี้ประมาณ 3 รอบแล้วเดินลง เรารู้สึกว่าโคตรพีก ทุกวันนี้เวลาเข้าห้องน้ำก็ยังล้างมือแล้วสะบัดมือ 12 ที มันคือ 4 นาทีที่เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของไอ้เด็กแว่นคนหนึ่งที่อยู่เมืองไทย แล้วถ้าเกิดมันนับได้ มีกี่คนที่เปลี่ยนพฤติกรรมเพราะเขา

เราอยากทำคอนเทนต์แบบนี้ขึ้นมาเรื่อยๆ เพื่อเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมคน นำสังคมไปข้างหน้ามากกว่าแค่ปรับความเข้าใจและสร้างการตระหนักรู้ ตอนนี้ทีมเราก็โฟกัสเรื่อง Behavioral Economics หรือ Behavior Study มากๆ สิ่งที่อยากทำก็มีทั้งในเชิงของการออกแบบเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง หรือในเชิงการเป็นพาร์ตเนอร์เพื่อขยายกระแสสังคม

โพสต์อิต TEDxBangkok

ในบรรดาประเด็นที่คุณเล่า คุณเคยบอกว่าสนใจเรื่องการศึกษามากเป็นพิเศษ ความสนใจนี้เริ่มจากไหน

เราเคยเรียนในโรงเรียนที่มีเพื่อนโทรมาเล่าให้ฟังว่า ‘มึง กูไปทำแท้งมา’ แล้วเราก็บังเอิญได้ข้ามสะพานไปอยู่อีกฝั่งหนึ่ง คือฝั่งเด็กที่ได้รับโอกาสดีหน่อย รวมถึงได้ไปเห็นโอกาสในเมืองนอก เราเลยได้เห็นว่าเพื่อนเราที่อยู่ตรงนั้นเหมือนจะใกล้กัน แต่ความเหลื่อมล้ำเยอะมาก แล้วก็รู้สึกว่าตรงนั้นเป็นจุดตัดมากๆ สำหรับการกำหนดอนาคตของคน สังคม และประเทศชาติ ซึ่งถ้าเป้าหมายของเราคือการเปลี่ยนแปลง เราก็รู้สึกว่าการลงทุนในเรื่องการศึกษาคุ้มที่สุดแล้ว แม้มันอาจดูเป็นการลงทุนระยะยาว

ทำไมถึงนำเวที TED เข้าไปในโรงเรียน มันช่วยแก้ปัญหาอะไร

TED คือพื้นที่ และ Glow ไม่ได้เป็นนักทำคอนเทนต์ที่ดีที่สุด แต่สิ่งที่เราถนัดคือการสร้างพื้นที่ที่หลากหลายทั้งประเด็นและรูปแบบ เพราะฉะนั้น ถ้าองค์ความรู้ของ Glow กลับไปพัฒนา TED เราว่าการสร้างพื้นที่น่าจะเป็นจุดเด่นหรือจุดแข็งสำคัญที่ทำให้แบรนด์ TED ออกไปจากลิมิตของคำว่าแรงบันดาลใจได้ เราอยากแหกกรอบนี้ออกไป ตั้งคำถามว่าหลังจากนี้เราขยายผลได้หรือเปล่า

แล้วเราคิดว่ากลุ่มผู้ชมที่เป็นคนเมืองปัญญาชนไม่รู้สึกว่า TED เท่เหมือนเมื่อ 3 ปีที่แล้ว แต่มีผู้ชมอีกกลุ่มที่มี Pain Point มากๆ คือกลุ่มเด็ก เราคิดว่าพวกเขาก็เหมือนเรา แค่อยากได้พื้นที่ที่ได้รับการยอมรับ แต่พอระบบการศึกษามีพื้นที่แค่สำหรับเด็กหน้าห้อง ที่เหลือคือเด็กเลวเพราะเกรดไม่ดี เขาก็ไปหาพื้นที่อื่น ถ้ามันเป็นการขับรถเสียงดังตอนกลางคืนแล้วมีคนเฮให้ เขาก็ทำไปเรื่อยๆ มันเลยเป็นที่มาของ TED Club เราอยากเอาครูเข้ามาแล้วบ่มให้เห็นว่าการสร้างพื้นที่ตรงนี้ในโรงเรียนของคุณทำได้ยังไงบ้าง ปีนี้รับได้แค่ 30 คนก่อน แต่นั่นแปลว่าถ้าเราให้เขาสัญญาว่าจะกลับไปทำ TED Club ที่โรงเรียน สมมติมีแค่ 10 ทอล์กต่อโรงเรียน มันคือ 300 ทอล์กซึ่งไม่ได้ทำหน้าที่แค่ในเชิงเนื้อหา แต่เพิ่มความมั่นใจของเด็กคนหนึ่งที่ถ้าไม่ได้ขึ้นเวทีนี้จะไปเสพยาแล้วนะ

พิริยะ กุลกาญจนาชีวิน

แล้วทำไมปีนี้เวทีหลักของ TEDxBangkok ถึงไม่ได้เป็นเวทีใหญ่ การกระจายเวทีไปตามพื้นที่ต่างๆ สำคัญยังไง

เราและทีมเป็นส่วนเล็กๆ ในการผลักดันให้มีกระแส TEDx ในเมืองไทย เรามองว่าจุดนั้นอิ่มตัวแล้ว และเริ่มเสียดายคนเก่งๆ ที่มาอาสาสมัคร เพราะรูปแบบอีเวนต์ไม่ได้ตอบศักยภาพพวกเขาเท่าที่ควร เช่น เราเอาคนระดับดอกเตอร์มาเปิดประตู หรือเฌอปราง BNK 48 มาโบกไฟฉายให้ผู้ชม ซึ่ง TEDxBangkok มีความเป็นผู้บุกเบิกอยู่ในตัว ปีนี้เราเลยอยากบุกป่าไปหารูปแบบใหม่ๆ ที่ทำให้ไอเดียสร้างการเปลี่ยนแปลงได้มากกว่าเดิม อย่างที่บอกว่าเราเชื่อเรื่องประสบการณ์ เชื่อเรื่องพื้นที่ เพราะฉะนั้น TED Club มันตอบในเรื่องฝั่งพื้นที่ของระบบการศึกษา ส่วน TEDxBangkok Adventures ก็ให้รูปแบบประสบการณ์ที่ต่างไป เราเชื่อว่าถ้าขยายสิ่งนี้ได้จะดึงศักยภาพอาสาสมัครได้อีกเยอะมาก สมมติว่าธีมปีนี้คือการคมนาคม ถ้าเกิดมันมี 8 สายล่ะ เช่น เทคโนโลยี ขยะ และอาหาร แล้วคนก็ไปสัมผัสไอเดียในห้องครัว ในกองขยะ ในโรงเรียนร้าง รวมถึงทำให้เกิดผลที่เป็นการกระทำได้มากขึ้น เราว่าน่าจะเป็นการใช้เวลาของทุกคนได้คุ้มที่สุด

พิริยะ กุลกาญจนาชีวิน

ในวัย 26 คุณมองว่าตัวเองเป็นคนประสบความสำเร็จเร็วมั้ย

เรื่องที่เราประสบความสำเร็จเร็วที่สุดน่าจะเป็นการเข้าใจตัวเอง เช่น เรารู้ว่าชอบอยู่กับคนแบบไหน ชอบทำงานที่มีเนื้อหาแบบไหน ซึ่งที่จริงแต่ละยุคมีนิยามความสำเร็จของคนส่วนใหญ่ต่างกันไป เช่น คนยุคพ่อแม่เราพาลูกไปกินข้าวร้านอาหารดีๆ ได้คือความฟินแล้ว แต่ยุคเรามีข้าวกินแล้วมั้ง ก็เลยมองหาความสำเร็จหรือคุณค่าในชีวิตที่ต่างไป การเข้าใจตัวเองก็ช่วยตรงนี้ ทำให้รู้ว่าเราจะทุ่มเทกำลัง ทุ่มเทเวลาไปกับอะไร

เราเชื่อว่าทรัพยากรของตัวเองที่มีค่ามากที่สุดไม่ใช่เงิน แต่คือ Time กับ Trust เราอยากลงทุนเพื่อให้ได้เวลามากขึ้น และเชื่อว่าความเชื่อใจเป็นทรัพยากรสำคัญมาก เพราะเราทำงานกับตัวท็อปของทุกวงการ ซึ่งถ้าเขามองว่าน้องคนนี้ใช้ได้ก็จะนำมาซึ่งงานหรือความเชื่อใจจากผู้ใหญ่ แต่ถ้าเขาบอกว่าน้องคนนี้ห่วยก็จบเหมือนกัน เราก็นิยามความสำเร็จตัวเองจาก 2 ปัจจัยนี้ด้วย ถ้าลงทุนไปกับอะไรแล้วได้ 2 สิ่งนี้กลับมา โดยสิ่งที่ไปลงทุนเป็นความสุขของเราและช่วยให้ได้ดูแลคนรอบตัวเท่าที่ทำได้ เราก็โอเคแล้ว

พิริยะ กุลกาญจนาชีวิน

เป็นคนชัดเจนว่าตัวเองต้องการอะไรแบบนี้มาแต่ไหนแต่ไรหรือเปล่า

น่าจะเป็นการเลี้ยงดูจากพ่อที่เรารู้สึกว่าเขาโคตรเจ๋ง เขาเป็นคนพิการนะ กระดูกสันหลังคด เคยต้องใส่เฝือกเป็นเหมือนเสื้อเกราะ ต้องนั่งอยู่ในห้องดูเพื่อนเตะบอล ระหว่างนั้น สิ่งที่เขาทำได้ก็คืออ่านหนังสือเรียนหรือคิด เพราะฉะนั้น เขาจะเป็นคนที่คิดล่วงหน้าตลอดว่า ขั้นตอนต่อไปของตัวเองจะเป็นยังไงต่อ เพราะเสี่ยงมากไม่ได้ แล้วตอนเราเด็กๆ เขาเลยชวนคิดตลอดว่า เทอมนี้อยากได้อะไร เป้าหมายคืออะไร สิ่งนี้ค่อนข้างฝึกเรา เราเลยจะไม่ค่อย Hakuna Matata เท่าไหร่ (หัวเราะ)

อีกอย่างคือการวางแผนทำให้เราไม่พะวงหลัง อย่างน้อยพอเราเลือกทางที่มันยาก เสี่ยง ไม่รู้จะเป็นยังไง เราจะได้บอกคนข้างหลังได้ว่า โอเค รอเราหน่อย ตอนนี้อาจยังไม่ได้เป็นลูกชายที่ประสบความสำเร็จในด้านธุรกิจนะ แต่เรากำลังจะก้าวไปในเส้นทางนี้ และนี่คือเส้นที่เราชอบ เรามีความสำเร็จระหว่างทางไปให้เขาสบายใจ เช่น พอได้ลงในสื่อ เราก็เอาไปวางบนโต๊ะกินข้าว เขาดูแล้วก็ไม่พูดอะไร แต่ญาติมาก็อวดว่านี่ลูก การมีแผนทำให้เราวิ่งไปข้างหน้า ไปทางที่เราไม่รู้ว่าจะเป็นยังไงได้สุดกว่า

พิริยะ กุลกาญจนาชีวิน พิริยะ กุลกาญจนาชีวิน

แล้วเคยรู้สึกว่าความเป็นเด็กเป็นข้อจำกัดมั้ย

เราว่าเป็นข้อดี เพราะเราค้นพบสิ่งหนึ่งคือผู้ใหญ่ชอบให้เด็กมาก ยิ่งเด็กยิ่งได้ การที่เราเริ่มต้นตอนยังเด็กเลยได้รับการสนับสนุนจากผู้ใหญ่มาก แต่ขณะเดียวกัน เด็กก็มีเยอะและก็มีผู้ใหญ่บ่นว่าเด็กสมัยนี้เห็นแก่ตัว เอะอะลาออก แต่พอ Glow ชัดเจนมากว่าผมทำธุรกิจ ไม่ใช่กิจการเพื่อสังคมด้วยนะ ผมอยากสบายแต่อยากทำงานที่มีความสุขด้วยคืองานที่ช่วยคนแบบพี่ ผู้ใหญ่เขาก็จะเอ็นดู จะรู้สึกว่าเด็กมันตั้งใจ

เพื่อนที่ร่วมตั้ง Glow คยสอนเราเรื่องหนึ่งว่า ตอนทำงาน มี 2 ก้อน ก้อนแรกคือ Process ก้อนที่สองคือ Output ซึ่งทั้ง 2 ก้อนนี้ระเบิดพร้อมกันไม่ได้ บึ้มได้แค่ก้อนเดียว เช่น ถ้าระหว่างกระบวนการรู้สึกว่าน้องคนนี้เต็มที่มาก ถึงงานล้มเหลวก็ไม่เป็นไร ให้โอกาสเขา หรือระหว่างกระบวนการพวกน้องติดต่อยาก แต่ถ้างานออกมาดี ก็โอเค ถือว่าไปทุ่มทำงานมา แต่ถ้าระเบิด 2 อันพร้อมกันเมื่อไหร่นี่ฉิบหาย คือระหว่างทางมึงไม่ตั้งใจ และงานก็ออกมาห่วยด้วย มีการบอกปากต่อปากแน่ว่าอย่าไปใช้เจ้านี้ เพราะฉะนั้น เราว่าความเป็นเด็กมีข้อได้เปรียบในเชิงของคนพร้อมสนับสนุน แต่ถ้าเราไม่สามารถรักษาสมดุล 2 ก้อนนี้ ทำบึ้มพร้อมกันบ่อยๆ เราก็จะเป็นแค่เด็กที่ไม่มีฝีมือ เด็กที่ขาดประสบการณ์ เด็กที่ไม่เอาไหน เหมือนที่ผู้ใหญ่หลายคนเข้าพูดกัน

พิริยะ กุลกาญจนาชีวิน

จากวันที่เล่าเรื่องให้เพื่อนฟังตอนประถม ความสุขในการเล่าเรื่องเปลี่ยนไปจากตอนเด็กๆ มั้ย

เรายังทำเพื่อตัวเองอยู่เสมอแหละ แต่ถ้าพูดในเชิงของแก่นคือ เมื่อก่อนเรามองหาการยอมรับจากคนภายนอก แต่พอโตขึ้นมาเราเริ่มช่างแม่งมากขึ้น สนใจว่าคนนอกจะมองยังไงน้อยลง ให้ความสำคัญกับคนข้างในมากขึ้น

แก่เร็วนะเนี่ย

อาจเพราะได้รับการยอมรับเร็วมั้ง แล้วพอไปถึงตรงนั้นปุ๊บก็รู้สึกว่า อ้าว มันเท่านี้เหรอ มันคือการค้นชื่อตัวเองในกูเกิ้ลแล้วเจอบทความเพิ่มขึ้นมา 1 อันอย่างนี้เหรอ แล้วแต่ก่อนเราเป็นคนที่ไม่น่าทำงานด้วย เป็นคนที่แสวงหาความสำเร็จมาก ตอนทำค่ายอาสาจะบอกคนว่า ‘เฮ้ย ทำอันนี้ได้หรือเปล่า ทำไม่ได้ออกไปเลย’ คือเรารู้สึกว่าเราทำเพื่อประชาชน จะด้วยวิธีการอะไรไม่สนหรอก อีกคนต้องเสียใจก็ช่างมัน แต่ตอนนี้เราเริ่มเรียนรู้ว่าสุดท้ายคนที่อยู่กับเราก็คือคนรอบๆ นี่แหละ เราไปสร้างการเปลี่ยนแปลง ไปช่วยทุกคนเล่าเรื่องทีละคนไม่ได้ สิ่งที่ทำได้คือมอบความรักและเป็นคนสนับสนุนให้ 3 คนในทีม Glow หรือ 10 คน 50 คนในทีม TED แล้วให้เขาไปมอบความรักกับผู้ชมอีกเป็นพันคน ครูอีกเป็นร้อยคนได้ แบบนี้มันขยายผลได้มากกว่า

พิริยะ กุลกาญจนาชีวิน

สิ่งนี้เป็นการตกตะกอนจากช่วงเกณฑ์ทหารหลังเปิดบริษัทได้สักพัก เราเคยคิดว่าตัวเองทำสิ่งยิ่งใหญ่มาก เป็นพิ TEDx โคตรคูลเลย แต่มาค้นพบความจริงตอนเป็นทหารว่าสิ่งที่เราทำเป็นหยดน้ำเล็กๆ ในมหาสมุทรที่มืดมิด ในขณะที่เราบิลด์คนว่ามีแรงบันดาลใจนะ นึกถึงฝันในวัยเด็กกับน้าต๋อยกันนะครับ หรือมีคนดูทอล์กในคลิปหลักล้านวิว แต่ละปีมีผู้ชายเป็นแสนๆ คนเข้าไปในระบบหนึ่งแล้วมันล้างสมองเขาว่า มึงอย่าแหลม มึงเจริญด้วยความสามารถไม่ได้หรอก คนพวกนี้คือหัวหน้าครอบครัว คือคนหนุ่มที่จะกลับไปทำงานปีละเป็นแสนคน แล้วเราทำไอ้ทอล์กสิบแปดนาทีมันเปลี่ยนโลกจริงเหรอ แรงบันดาลใจมันไม่ทัน แล้วเราทำได้มากกว่านี้หรือเปล่า จากแต่ก่อนที่เรามองผลลัพธ์มาก มีทอล์กน้าต๋อย คนน้ำตาไหล เลยเห็นว่าอย่างนั้นมันไม่ยั่งยืน มันขยายไม่ได้ทั้งในเชิงการเปลี่ยนแปลงและในเชิงธุรกิจด้วย

เพราะฉะนั้น วิธีการทำงานของเราก็จะสร้างคนมากขึ้น สร้างแพลตฟอร์มมากขึ้น ในห้องเรามีโพสต์อิตแปะว่า ปีนี้เป้าหมายหลักคืออยากเป็นผู้สนับสนุนที่ดี หมายถึงรับฟังคนอื่นและให้เขามีความเป็นเจ้าของกับสิ่งที่ทำ เราเตือนตัวเองเสมอว่ามึงไม่ได้เก่งที่สุด

พิริยะ กุลกาญจนาชีวิน

Writer

ธารริน อดุลยานนท์

สาวอักษรฯ ผู้หลงรักการเขียนเสมอมา และฝันอยากสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ด้วยสิ่งที่มี ณ จุดที่ยืนอยู่ รวมผลงานการมองโลกผ่านตัวอักษรไว้ที่เพจ RINN

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

หากคุณเป็นหนึ่งในสามล้านห้าที่ติดตามเพจข่าวอาชญากรรมที่ชื่อ ‘อีจัน’ คุณเคยสงสัยไหมว่า อีจันเป็นใคร

หรือคุณเคยสงสัยไหมว่า อีจันเป็นผู้ชายหรือผู้หญิง อายุเท่าไหร่ แล้วทำไมอีจันจึงพาตัวเองไปอยู่ในคดีฆาตกรรมต่างๆ ไม่เว้นแต่ละวัน

ผมเองเก็บกุมความสงสัยเหล่านั้นไว้ในใจ จนกระทั่งวันหนึ่งก็ได้เบาะแสถึงผู้ที่เรียกตัวเองว่า ‘อีจัน’ จากการแนะนำของนักข่าวรุ่นพี่ที่เคารพคนหนึ่ง และพยายามติดต่อขอสัมภาษณ์ จนในที่สุดเราก็นัดหมายกันบ่ายวันหนึ่งในฤดูฝน

สิ่งที่ดึงดูดให้ผมอยากคุยกับใครสักคนที่ไม่รู้แม้แต่ชื่อเสียงเรียงนามคือ ผลงานของเขา (หรือเธอ) ปฏิเสธได้ยากว่า ข่าวที่อีจันนำเสนอมีอิทธิพลต่อโลกโซเชียลฯ ไม่น้อย ยอดตัวเลขคนกดไลก์เพจเกิน 3 ล้านภายในระยะเวลาไม่ถึงครึ่งปีบ่งบอกอะไรได้มากมายในยุคที่เราก้มๆ เงยๆ อยู่ในโลกออนไลน์แทบทั้งวัน-ทุกวัน

นอกจากความหวือหวาแบบสื่อยุคใหม่ อีจันยังมีความเจาะลึก กัดไม่ปล่อย แบบนักข่าวยุคเก่า ซึ่งหาได้ยากบนโลกออนไลน์

นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ผมเดินทางไปสัมภาษณ์โดยแทบไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับผู้ที่ผมกำลังจะสัมภาษณ์ ไม่รู้ชื่อนามสกุล ไม่รู้รูปพรรณสัณฐาน ไม่รู้เส้นทางชีวิตที่ผ่านมา ไม่รู้นิสัยใจคอ ข้อมูลเดียวที่ผมรู้มาจากข้อความที่อยู่ในช่อง ‘Info’ เพจเฟซบุ๊กอีจัน

เพจอีจันเกิดขึ้นจากการรวมตัวของนักข่าวอาชญากรรม ที่มีประสบการณ์ทำข่าวคดีมายาวนานกว่า 20 ปี และเห็นความอยุติธรรมที่มีในสังคมอย่างมากมายในทุกระดับ และทุกชนชั้น

พวกเราอีจันจึงเชื่อว่า การทำข่าวเผยแพร่ ตีแผ่ความจริง และยืนข้างความเป็นธรรม โดยปราศจากผลประโยชน์มืด คือ ความจำเป็นที่ยิ่งใหญ่ที่สังคมต้องการ

ดังนั้น อีจันจึงจะเป็นเพจที่ประกาศ แต่เรื่องจริง และมุ่งมั่นในการสร้างความรู้ทันต่อทุกกลโกง และความไม่เป็นธรรมในทุกรูปแบบของสังคม

เมื่อรถโดยสารของผมถึงที่หมาย ผมเดินลัดเลาะตามคำอธิบายของเสียงจากปลายสาย จนมาหยุดยืนอยู่ที่หน้าสำนักงานแห่งหนึ่ง เท่าที่สังเกตภายในห้องทำงานขนาดราว 35 ตารางเมตร บรรจุนักข่าวและทีมงานกว่าสิบชีวิต

หญิงสาวซึ่งเป็นเลขาฯ ของแหล่งข่าวเดินนำผมไปยังห้องประชุม

พี่จัน คนที่นัดมาแล้วค่ะ” ผู้เป็นเลขาฯ บอก ก่อนจะกวักมือเรียกผมเข้าไปในห้องนั้น

อีจัน หรือ พี่จัน ของน้องๆ ในทีม นั่งอยู่ตรงหน้าผม

ตรงหน้าของเธอ-ใช่ อีจันเป็นผู้หญิง มีโน้ตบุ๊กหนึ่งเครื่อง กระดาษเอสี่หนึ่งแผ่น และกล่องปากกาหลากหลายสีแบบที่นักเรียนใช้จดเลกเชอร์วางอยู่ข้างๆ พร้อมที่จะทำงานทันทีหากมีสายโทรศัพท์เข้าจากนักข่าวที่ลงพื้นที่

และเมื่อเธอให้สัญญาณของการเริ่มต้นสนทนา คำถามต่างๆ ที่ค้างคาก็พรั่งพรูออกมาราวห่าฝนที่เพิ่งหยุดลงไปเมื่อเช้า

อีจัน

ขอถามสิ่งที่ทุกคนคงอยากรู้ก่อน อีจันเป็นใคร

เราเป็นนักข่าว เราเรียกตัวเองว่าเป็นนักข่าวเสมอ ต่อให้ไม่อยู่องค์กรก็เถอะ เพราะว่างานเราเป็นงานข่าว แต่มันเป็นงานข่าวที่เรารับจ้างผลิตข่าวที่เป็นรายการ ฉะนั้นหมวกที่เราใส่อยู่ตลอดเวลาก็คือการทำข่าวอาชญากรรมเชิงซับซ้อน

เราเริ่มชีวิตนักข่าวอาชญากรรมที่ไอทีวี ตอนแรกเราเป็นนักข่าวสายการเมืองมาก่อนที่เนชั่น แล้วก็เปลี่ยนมาเป็นอาชญากรรม เพราะว่าวันหนึ่งเราจะรู้ว่าความจริงคืออะไร ข่าวการเมืองมันเป็นข่าวนามธรรม แตะต้องไม่ได้ ทุกอย่างมันเป็นคำพูด แต่ถ้าเป็นอาชญากรรม เวลาตายตายจริง ความจริงมันอยู่ตรงหน้า เกิดความรู้สึกขึ้นจริงๆ ไม่ต้องโกหก หรือถ้าโกหกมึงก็โกหกจริงๆ แล้วเราชอบสิ่งนี้ เราชอบความจริง ข่าวอาชญากรรมคือของจริง ถ้าเขาสูญเสียก็คือเขาสูญเสียจริงๆ ไม่มีเรื่องที่เราต้องคิดซับซ้อน แต่สิ่งที่คิดซับซ้อนจะไปอยู่ที่กลโกง ความชั่วร้ายของมนุษย์

เราทำสิ่งนี้มาตลอด 10 ปี ทำรายการอาชญากรรมตั้งแต่รายการ ทำผิดอย่าเผลอ, ห้องสืบสวนหมายเลข 9, อาชญากรรมหน้า 1 จนมาถึงตอนนี้รายการ แฟ้มสืบสวน รูปแบบคือการนำเสนอคดีที่มีความสลับซับซ้อน ดูยาก เอามาย่อยให้ดูง่ายและมีความเป็นดราม่า เหมือนหนังอาชญากรรมหนึ่งเรื่อง นี่คือสไตล์เราที่ทำมาตั้งแต่ต้นจนถึงปัจจุบัน แต่เราไม่ใช่นักข่าวเปิดหน้าเนาะ ฉะนั้นจะรู้เฉพาะคนที่อยู่ในวงการ แต่จะไม่รู้ในวงกว้าง เพราะเราเป็นคนไม่เปิดตัว

มีความจำเป็นอะไรหรือเปล่าที่ต้องปิดว่าตัวเองเป็นใคร

ไม่ เราขี้เกียจ (หัวเราะ) เราเป็นคนไม่ชอบสังคมวงกว้าง เราไม่ไปสมาคมนักข่าว ถ้าเราต้องการจะอยู่ในวงการแบบนั้น เราก็อยู่องค์กรไปแล้วล่ะ นึกออกไหม เรามาจากไอทีวี เราผ่านองค์กรใหญ่มา เราเรียนรู้งาน เรียนรู้สังคม เรียนรู้ความชอบของตัวเอง ในที่สุดเรารู้ว่าเราไม่ได้ชอบสังคมแบบนั้น แต่เราชอบทำข่าว เราก็เลยมาสร้างบริษัทของเราเล็กๆ อยู่ในองค์กรที่เรามีความคิดแบบหนึ่ง สร้างวัฒนธรรมองค์กรของตัวเอง และเป็นองค์กรที่อยากทำอะไรก็ได้ คล่องแคล่ว ไม่มีตัวตน ไร้ร่องรอย ไม่มีอีโก้ ไม่มีหมวก ไม่มีอะไรเลย นอกจากตัวเอง แล้วก็เคารพตัวเอง เคารพงานมากๆ เคารพความจริงมากๆ เคารพทุกสิ่งที่เราทำ

คือเราจะบอกเด็กๆ ในทีมเสมอว่า พวกเราไม่มีอะไรเลยเนาะ บริษัทเราก็แทบจะอยู่ในรู ไม่มีมาร์เก็ตติ้ง แต่ก็มีคนเรียกเราไปทำงานตลอด งานไม่เคยขาด เราไม่มีอะไรเลย ถ้าเราจะอยู่ได้เราต้องเจ๋ง เราถึงจะทำสิ่งนี้ได้และยืนระยะมาถึง 10 ปีโดยที่คุณไม่ต้องโฆษณาตัวเอง

ทำยังไงถึงมีงานตลอด 10 ปีทั้งที่คุณไม่โปรโมตตัวเอง

คุณต้องเคารพงาน งานของเราต้องเดอะเบสต์ แหล่งข่าวจะต้องรักเรา อยากได้อะไรเราต้องได้ เอ็กซ์คลูซีฟแค่ไหนถ้าเราจะเอาเราต้องได้ ถามว่าเขาจะให้เราเพราะอะไร เพราะเขาเคารพเรา เคารพในงานเรา เขาชอบงานเรา สมมติมีแหล่งข่าวสักคน เราเชื่อว่าคนคนนั้นจะจำเราจนถึงปัจจุบัน ถ้าใครได้คุยกับเราจะจำกันจนถึงวันนี้

เพราะอะไรแหล่งข่าวจึงจดจำคุณได้

เพราะว่าเราเคารพงานของเราทุกชิ้น เราไม่เคยมั่ว เราไม่บิด ไม่ว่าเขาจะพูดอะไรขึ้นมาเราจะทำความเข้าใจมันอย่างจริงใจ แล้วเราก็จะไม่ทำอะไรละเมิด อะไรที่เขาไม่สบายใจแล้วเราได้ประโยชน์ก็ไม่ทำ อีกอันที่ตั้งไว้เป็นปณิธานก็คือ ช่วยอะไรได้จะช่วย ต่อให้เราองค์กรเราเล็กกระจิ๋วหลิว บางทีเราก็ปิดคดีให้แหล่งข่าวได้ บางทีเราจับคนร้ายให้เขาได้ บางทีเขาได้เงินคืนจากการถูกโกง สำหรับเราแค่นี้พอแล้ว เราแค่ต้องการให้งานของเราเป็นประโยชน์จริงๆ

แล้วสิ่งหนึ่งที่เราทำ และเราเชื่อว่าไม่ค่อยมีใครทำก็คือการติดตามเคส ทีมเราจะทำตั้งแต่ทำไมจึงเกิด แล้วหลังจากเกิด มีผลอะไร แล้วมีอะไรที่เราต้องตามต่อ ส่วนใหญ่คนจะไม่ตามแล้ว พอหมดกระแสทุกคนจะลืมแหล่งข่าวคนนี้ไป แต่สำหรับทีมเรา บางคนยังโทรหากันอยู่เลย บางคนก็คบกันมาเป็นเพื่อนจนถึงบัดนี้ จบแล้วก็ยังคุยกัน คือเราไม่ได้ทำงานแบบผ่าน ความสัมพันธ์เราจึงไม่ผ่านด้วย บางคนก็ยังเจอกัน บางคนก็ยังเอาของมาให้ เหมือนเป็นเพื่อนกันไป คือเราเจอกันในช่วงชีวิตยากลำบาก คนจะมาเจอเราได้คือช่วงชีวิตยากลำบากนะ ฉะนั้นจึงบอกว่า อย่าเจอจันเลย (หัวเราะ)

คือเราไม่ได้ทำงานเพื่อนำเสนอข่าวออกไปเท่านั้น แต่เราต้องการผลมากกว่านั้น เราต้องการความคอมพลีตของบางคดีเท่าที่เราทำได้นะ ไม่ใช่ว่าปิดได้ทุกคดี ทำอีจันนี่คดีเข้ามาเยอะมาก

อีจัน

สิ่งที่คุณทำไม่ใช่หน้าที่ของตำรวจเหรอ

เราว่ามันเป็นหน้าที่สื่อนะ (นิ่งคิด) ใช่มั้ย สื่อคือใคร สื่อคือคนที่นำเสนอข้อมูลที่ถูกต้องให้กับสังคม แล้วก็มีหน้าที่เฝ้าระวัง คอยบอกสังคมว่ามันเกิดอะไรขึ้น คอยให้สังคมรู้เท่าทันว่าตอนนี้กลโกงมันเปลี่ยนไปขนาดไหนแล้ว ในขณะเดียวกัน เราสร้างสังคมที่ปลอดภัยได้ถ้าเพียงแต่สังคมรู้จักตระหนักและช่วยเหลือกัน ฉะนั้นการแจ้งเบาะแสโดยใช้สื่อเป็นเรื่องสำคัญ หรือการใช้สื่อเป็นคนกลางประสานกับตำรวจก็เป็นสิ่งที่ชาวบ้านทำไม่ได้ ชาวบ้านไปพูดให้ตำรวจเข้าใจคดีไม่ได้ เราเป็นข้อต่อที่ดีได้ เราจะไปนั่งฟังชาวบ้าน เราชอบฟังคน เราเป็นนักสรุป เราก็สกัดเป็นประเด็นแล้วก็ประสานตำรวจ คดีนี้มันเป็นแบบนี้ มีเบาะแสประมาณนี้ ถ้าประเด็นมาชัด แนวสืบจะชัด พอแนวสืบชัด และตำรวจมีศักยภาพ มันจะไปต่อได้

เราตอบไม่ได้ว่าคือหน้าที่สื่อมั้ย แต่เราทำได้น่ะ แล้วเรารู้สึกว่าเราทำแล้วได้ประโยชน์ มันเป็นสิ่งที่หายไปในบางเคส จิ๊กซอว์ตรงนี้มันหายไป จิ๊กซอว์ที่เชื่อมระหว่างแหล่งข่าวกับคนที่มีศักยภาพในการจัดการ ฉะนั้น เวลาเราเห็นปัญหา เราสามารถบอกได้ว่า มันขาดจิ๊กซอว์นี้อยู่ แล้วแค่ต่อจิ๊กซอว์นี้เข้าไปคดีมันอาจจะคลี่คลายได้ ซึ่งเราทำได้เพราะว่าเรารู้จักคนเยอะ เราทำได้เพราะเป็นนักข่าว เราทำได้เพราะเราทำงานกับตำรวจมาเยอะ แล้วเราไม่ได้ทำงานกับตำรวจแบบคนขอข่าวนะ เราไม่ใช่คนขอข่าว แต่เราเป็นคนแลกข่าว เราร่วมกันทำงาน ไม่ใช่ไปขอตำรวจว่า พี่คะมีอะไรบ้างคะ

ทำไมถึงเลือกที่จะแลกข่าว

เพราะเราทำงานไง เราเป็นคนทำข่าว ไม่ใช่คนขอข่าว คือเขาพูดอะไรเราก็อยากรู้แหละ แต่ในขณะเดียวกัน ข่าวข่าวหนึ่งมันไม่ได้เกิดจากการที่เราไปนั่งฟังคนคนหนึ่งพูดแล้วเป็นข่าว แต่มันเกิดจากการทำข่าว เพราะข่าวหนึ่งข่าวมันคือสถานการณ์ที่ไม่ใช่คนคนเดียวจะตอบอะไรได้ทั้งหมด มันต้องกี่คนล่ะ ก็แล้วแต่กระบวนการ ถ้ามันต้องไปถึงขั้นอัยการก็คืออัยการ ถ้ามันต้องไปถึงขั้นศาลก็คือขั้นศาล เราต้องตามไปจนจบ แล้วเราจะเห็นภาพรวมของเรื่องเรื่องหนึ่ง ของคดีหนึ่งคดี

กับแหล่งข่าวบางคน ถ้าพูดความจริงแล้วตัวเองจะเดือดร้อน เขายอมพูดกับคุณไหม

ก็เห็นยอมเล่ากันนะ เชื่อมั้ยว่าตอนที่เรายังลงสนาม ถ้าเจอผู้ต้องหา ผู้ต้องหาจะอยากคุยกับเรา เราเป็นนักข่าวนี่แหละ ตำรวจก็จะอยากคุยกับเรา โจรก็อยากคุยกับเรา แปลกมาก

โจรเขารู้จักคุณมาก่อนมั้ย

โจรบางคนเป็นแฟนคลับเรานะ (หัวเราะ) มีอยู่เคสหนึ่งยังจำได้จนถึงวันนี้ ตอนนั้นเราทำรายการ ทำผิดอย่าเผลอ แล้วมีคนร้องเรียนเคสนึงมา เราก็ไล่จับ แล้วจับไม่ได้ ก็ออนแอร์ไปว่าพลาด จับไม่ได้ โดนมันหลอก แล้วเราก็บอกในรายการไว้ว่า “แล้วเจอกัน”

เราเป็นคนทำแฟ้มคดี เราจะมีแฟ้ม บางคดีปิดแล้วก็เก็บ คดีที่ยังไม่ปิดมันจะยังอยู่บนโต๊ะเราเสมอ แล้วมีจังหวะต่อได้เราจะต่อ เคสนั้นผ่านไปนานเท่าไหร่ไม่รู้ แล้วอยู่ๆ มันต่อได้ โจรเขาใช้โทรศัพท์หรืออะไรสักอย่าง เขาปรากฏตัวที่โรงแรมแห่งหนึ่ง เราก็เอาทีมลงไปกับตำรวจ เตรียมกล้องเตรียมอะไรพร้อม ก็คุยกับพนักงานโรงแรมว่าเราเป็นใคร เคสนี้เป็นแบบนี้ เราขอความร่วมมือหน่อย ก็ถามเขาว่า “คนที่มาพักเป็นใคร” เขาก็เปิดให้ดูว่าเป็นคนนี้ “แล้วไปไหน” เพิ่งออกไปประมาณ 2 ทุ่ม ปกติเขาจะเข้ามาเวลานี้ “โอเค ขอบคุณมาก แล้วเขาเข้าประตูไหน” พอรู้แล้วเราก็เดินสำรวจ เราเป็นคนต้องเซอร์เวย์สถานที่ทุกครั้ง เช็กว่ามีทางเข้ากี่ทาง แล้วจังหวะนั้นเดินสวนกับโจรพอดี เราดูทะเบียนราษฎร์ก็รู้ว่าใช่ เราหันหลังเดินตามทันที แล้วเราก็เรียก “เฮ้ย” คือตั้งใจให้หยุด แต่เขาวิ่งเลย เราก็วิ่งไล่จับ กระชากเสื้อเลย แล้วทีมก็มา เราก็ถามว่า แค่เฮ้ยทำไมต้องวิ่ง เขาบอกว่า “แค่เฮ้ยผมก็รู้แล้วว่าเสียงพี่ ผมดูรายการพี่ทุกตอน” ตอนนั้นเราเป็นพิธีกรปิดหน้า แต่เราลงเสียง เขาบอกว่า “แล้วผมรู้ด้วยว่าวันนึงผมจะเจอพี่ ผมจะเกม เพราะพี่บอกว่า แล้วเจอกัน”

ถ้าให้วิเคราะห์ คุณคิดว่าทำไมผู้ต้องหาจึงอยากคุยกับคุณ

เพราะเราคุยง่าย คือพอถึงเวลานึงเขาก็คือมนุษย์คนหนึ่ง เราก็อยากทำความเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น เล่าซิ ไปทำอีท่าไหน คิดอะไร แล้วรู้ไหมว่าจะเจออะไร แล้วมีปัญหามั้ย แล้วจะให้ช่วยอะไรมั้ย คำถามเรามีไม่เยอะหรอกเวลาคุยกับโจร เราแค่อยากรู้ว่าแผนประทุษกรรมตรงกับที่เราคิดมั้ย เราจะมีข้อมูลอยู่ว่าเขาทำอะไรบ้าง บางอันที่เรายังต่อจิ๊กซอว์ไม่ได้เราก็ถาม ถามเสร็จก็จบ ที่เหลือก็ถามว่าแล้วเป็นยังไง ติดต่อทางบ้านได้หรือยัง ให้โทรให้มั้ย เอาขนมมั้ย กินข้าวผัดมั้ย คือเราดูแลทั้งโจรทั้งผู้เสียหาย เราเป็นคนตรงกลาง เราก็คุยหมด คุณเคยเห็นเวลานักข่าวเลือกข้างมั้ย เขาจะคุยกับข้างนึง ไม่คุยกับอีกข้างนึง แต่เราไม่เป็น เราคุยกับทุกคน

ทำไมคุณคุยกับทุกคน เพราะบางคนอาจจะคิดว่าทำไมต้องไปคุยกับคนร้าย ทำไมต้องให้ความสำคัญกับคนเลว

แล้วทำไมต้องไม่คุยล่ะ มีเหตุผลมั้ย เกลียดเขาเหรอ ไม่เกี่ยว เราไม่เกี่ยวกับเขา เขาเลวก็ฟังเขา อยากรู้ว่าทำไมเขาจึงเลว จริงไหม เลวก็เลว เราต้องฟัง คำถามคือฟังแล้วโง่หรือเปล่าล่ะ ฟังแล้วโดนเขาใช้เป็นเครื่องมือหรือเปล่าล่ะ เวลาฟังแล้วต้องไม่โง่ บางทีเจอเคสบางเคสก็ต้องบอกเขาว่ามึงเลวจริงๆ ว่ะ รู้สึกผิดบ้างมั้ย คือเราต้องดูให้ชัดว่าเส้นถูกเส้นผิดคือเส้นไหน ถ้ากลัวคนเลียนแบบ ก็ต้องบอกให้ชัดว่าสิ่งที่เขากระทำมันมีผล ไม่อย่างนั้นคนจะเข้าใจผิด เหมือนกับเคสเปรี้ยวที่บางสื่อเล่นเยอะเกินไป บางทีมันอยู่ที่วิธีเล่า ความจริงมันคือความจริงอยู่แล้ว แต่บางครั้งเวลาเล่าทำให้ความจริงมันเปลี่ยน ต้องระวัง

นักข่าวสามารถมีน้ำเสียง มีความเห็นได้ไหม

ของเรามีน้ำเสียง กัด ด่า มีหมด

คุณไม่คิดว่านักข่าวมีหน้าที่เพียงเสนอข้อเท็จจริงเหรอ

ก็เราเป็นแค่คนคนหนึ่ง เพจอีจันเป็นแค่คนคนหนึ่ง ไม่ได้อยู่สำนักไหนนี่

นี่คือข้อดีของการที่อีจันเป็นเพจใช่ไหม

อิสระ เผอิญว่าเพจอีจันมันคือนวัตกรรมใหม่สำหรับเรา มันคือการทำข่าวอีกแบบหนึ่ง จากที่เป็นรายการทีวีแล้วมาทำออนไลน์ เราคิดเหมือนเดิมไม่ได้ เพราะสื่อมันคนละชนิด คนเสพมีวิธีคิดแตกต่างกัน เราต้องตีโจทย์ให้ได้ว่าคนในนี้ (นิ้วเคาะที่โน้ตบุ๊กตรงหน้า) เขาเป็นยังไง กับคนในทีวีเป็นยังไง มันต่างกัน

อีจัน อีจัน

แล้วพบหรือยังว่าแตกต่างกันยังไง ระหว่างการทำรายการทีวีกีบทำเพจอีจัน

เราค้นพบว่าคนในนี้มีอิสระมากกว่า เราไม่มีข้อจำกัดของทีวี ไม่มีข้อจำกัดของอะไรเลยที่มันเคยเป็นข้อจำกัด เราไม่มีเซนเซอร์เว้ย (ยิ้ม) เราไม่มีเวลาที่บอกว่าต้อง 40 นาทีเว้ย แล้วเราก็รู้สึกว่าเพจเราเป็นมนุษย์ได้ ถ้าเราอ่านเพจสำนักข่าว เราไม่รู้ว่าสำนักข่าวเป็นใครใช่มั้ย แต่อีจันไม่ใช่ อีจันต้องมีความรู้สึก

ทำไมต้องมีความรู้สึก มันสำคัญยังไง

เพราะมนุษย์มันทัชมนุษย์ ถ้าคุณต้องการสื่อสารกับมนุษย์คุณต้องทัชมนุษย์ คุณไม่ได้ทัชกราฟิก คุณไม่ได้ทัชแบรนด์ ในความรู้สึกของเรานะ แล้วเราเชื่อว่าวิธีนี้มันสื่อสารกับมนุษย์ได้ดีที่สุด สมมติว่าเราจะเล่าเรื่องนี้ เราต้องหากลุ่มเป้าหมายให้ชัดว่าใครฟัง แล้วเขาจะฟังแบบไหน เราสื่อเหมือนกัน แต่จะสื่อยังไงให้เขาได้ 80 เปอร์เซ็นต์ ไม่ใช่เราเล่าแบบเดิมแล้วเขาจะได้ คอนเทนต์ดีก็ไม่ได้แปลว่ามันจะได้ผล ถ้าคุณไม่ทำแพ็กเกจจิ้งหรือรูปแบบที่มันถูกต้องกับคนเสพ รูมันกลม เราเป็นสี่เหลี่ยมยัดเข้าไปมันไม่เข้านะ แล้วทำยังไงให้มันเข้า

เราเป็นคนที่เขียนหนังสือดีนะ และเราเขียนหนังสือยาวได้ด้วย คนที่ชอบอ่านจะชอบมาก แต่มันไม่ได้ผลกับออนไลน์ เราเคยลองแล้ว ในวันที่เพจอีจันเกิดใหม่เราก็เขียน มีคนอ่านนะ สามคน (หัวเราะ) คือคนไม่อ่าน เด็กในออฟฟิศยังไม่อ่าน เด็กรุ่นใหม่เขาไม่อ่านหนังสือแล้ว แล้วตอนที่อีจันเกิดอย่าลืมว่าเราเริ่มจากศูนย์ วันที่ทำเรายังโพสต์ไม่เป็นเลย

ปกติคุณใช้เฟซบุ๊กอยู่แล้วหรือเปล่า

เราก็เล่นเฟซบุ๊กเหมือนคนธรมดา แล้วพอมีความคิดว่าจะทำออนไลน์ก็เรียกประชุมเด็กในออฟฟิศว่าพี่จันจะทำออนไลน์

ทำไมอยู่ดีๆ คิดจะทำออนไลน์

เราคิดมานานแล้ว เรารู้ว่าโลกมันเปลี่ยนแล้ว มันจะต้องมูฟแล้ว แต่เราหาทางมูฟไม่เจอ เพราะว่าเราไม่ใช่คนถนัดเรื่องนี้ แต่จังหวะนั้นเป็นจังหวะที่ออฟฟิศมีเด็กเข้ามาใหม่ ใครจะเชื่อว่าคนที่สร้างเพจอีจันคือเด็กฝึกงาน

โชคดีองค์กรเราเล็ก เราเป็นพี่ใหญ่ ก็บอกทุกคนว่าตอนนี้จะเกิดโปรเจกต์ตัวนี้ขึ้นมา ขอให้ทุกคนหันหน้ามาให้ความสำคัญกับสิ่งนี้ แต่ตอนที่เริ่มต้นเราก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไร มันเป็นไปได้จริงหรือเปล่า ก็ประชุมทั้งวันเลย ประชุมกันบ่อยมาก เด็กๆ ก็นั่งสอน พี่จันครับเฟซบุ๊กเป็นแบบนี้ ยูทูบเป็นแบบนี้ เขาสอนออนไลน์เรา เข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง เริ่มตั้งแต่เปิดเพจเฟซบุ๊กก่อน จุดแรกคือทำให้มีอีจันขึ้นมาก่อนในโลกใบนี้ แล้วจะทำคอนเทนต์อะไรเราเป็นคนกำหนด พอกำหนดก็จะมีเด็กๆ คอยบอก ภาษามันไม่ได้พี่จัน มันยาวไป (หัวเราะ) อ้าวเหรอ ก็นั่งแลกกัน ต้องแชร์หมด

คุณดูเป็นนักข่าวที่ไม่ค่อยยึดติดกับโลกเดิม

เราไม่มีอีโก้ ช่วงนั้นเราทำงานเยอะมาก ตีสองตีสามยังนั่งเล่นเฟซบุ๊กอยู่เลย เพื่อให้ได้ภาษา เราเป็นคนที่มีภาษาหนังสือ เพราะเราเป็นคนอ่านหนังสือ ฉะนั้นจะเห็นว่าภาษาของอีจันจะค่อนข้างเป๊ะ แต่บางอันก็มีลูกเล่น เราเอาสองอันมาผสมกัน คือเราต้องการความน่าเชื่อถือ แต่เราก็ต้องการความหวือหวา ฉะนั้นเราจะมีพาดหัวที่หวือหวา พอส่วนของเนื้อหาเราจะมีโครงสร้าง แต่เราจะไม่เขียนข่าวแบบโบราณ เราจะจับแต่ประเด็นที่เราต้องการแล้วมันทัชที่สุดเอามาใส่ รูปแบบพวกนี้เกิดจากการเรียนผิดเรียนถูก ลองโพสต์ดู แล้วก็สรุปกันว่า อ่อ แบบนี้ไม่ใช่ แบบนี้ใช่ เราลองทุกวัน มีของใหม่ไว้เล่นทุกวัน

อีจันมีหลายรูปแบบการนำเสนอมาก มันไม่มีแพตเทิร์น เราหมุนตามคอนเทนต์ วิดีโอก็มีหลายแบบ บางอันแค่แถลงข่าวแล้วใส่ซับไตเติล ซึ่งอันนี้ง่ายสุด หรือบางอันเล่าเป็นเรื่องก็มีการตัดคลิป หรือบางอันวิเคราะห์ หรือบางอันเป็นคลิปใหญ่ คือถ้าคุณเคารพคอนเทนต์คุณจะต้องบิดการเล่าให้เข้ากับคอนเทนต์ คุณไปดูสิ เราเล่าไม่เหมือนกันสักข่าวนึง เพราะแต่ละวิธีมันส่งอารมณ์ไม่เหมือนกัน

คุณเลือกยังไงว่าจะทำข่าวไหน

เราต้องเดาทางให้ออก ถ้าไปสู้กันในวันที่นักข่าวส่วนกลางมาทำข่าวนั้นกันหมด เราแพ้ หนึ่งคือ อุปกรณ์ไม่พร้อม เข้าไม่ถึงแหล่งข่าวเพราะคนไปเป็นร้อย ข่าวแบบนี้เราไม่สู้เพราะรู้ว่าเราแพ้ เราต้องดึงเกมให้ได้ ต้องรู้ว่าข่าวนี้เป็นข่าวที่ดี คู่แข่งน้อย ถ้าเราไหวตัวทัน ส่งทีมไปก่อน ถ้ามีสื่อใหญ่แชร์เราก็จบแล้ว เราถือว่าเราชนะ แล้วถามว่าทำไมเขาจึงแชร์ ก็เพราะมันไม่มีสื่ออื่นไป แล้วทำยังไงเราถึงชนะได้ เราก็ต้องอ่านเกมขาด พอมีข่าวอย่างนี้เยอะขึ้นคนก็เริ่มรู้จักอีจันมากขึ้น

ที่คุณว่า “ต้องรู้ว่าข่าวนี้เป็นข่าวที่ดี” ข่าวที่ดีเป็นยังไง

ข่าวที่มีความอินกับมนุษย์ สำหรับเรานะ ไม่ใช่ทุกคนตายจะเป็นข่าวใหญ่ การอ่านเกมตรงนี้สำคัญมากว่าคดีนี้จะเป็นคดีใหญ่หรือคดีไม่ใหญ่ ซึ่งมันก็มีวิธีคิดปกติ อย่างคดีเณรปลื้มเราไปก่อนเลย วันที่ขุดศพเณรปลื้มเราไลฟ์เฟซบุ๊กยอดแตะ 1 แสน ตอนแรกเราเห็นข่าวปุ๊บ เช็กข่าวกับผู้การฯ เราสั่งจองตั๋วเครื่องบินเดี๋ยวนั้นเลย คือเห็นแล้วมันรู้เลย

อีจัน

ทำไมชื่อเพจถึงเป็นอีจัน ไม่เป็นคุณจัน หรือพี่จัน

อันนี้ไม่ตอบได้มั้ย ขอเก็บไว้ก่อน แต่มันมีที่มา เราตั้งชื่อกันนานพอสมควร มีหลายชื่อ แล้วก็มาจบที่ชื่อนี้ เอาเป็นว่าวันที่เกิดคำนี้ขึ้นมา สิ่งแรกที่เราต้องทำเลยคือเราต้องถอดความเป็นตัวเราออกไปให้ได้ เพราะว่าสิ่งที่เราเคยทำทั้งหมดกับสิ่งที่มีอยู่ในอินเทอร์เน็ตมันคือตัวเดียวกัน แต่คนละรูปแบบ ดังนั้นถ้าเราถอดออกไม่หมด เราจะเอางานเดิมไปยัดในออนไลน์

ในชีวิตไม่เคยมีใครเรียกอี (หัวเราะ) สองสามอาทิตย์นะที่ไม่มีใครยอมเอ่ยชื่อเพจในออฟฟิศ จนทุกคนเริ่มชิน เพราะมันคือแบรนด์ มันไม่ใช่เรียกตามความหมายนั้น

ตั้งแต่ทำเพจอีจันมา มันเคยทำคุณเดือดร้อนบ้างหรือยัง

เราทำข่าวอาชญากรรมมา 20 ปี เชื่อไหมว่าเรายังไม่เคยถูกฟ้องหมิ่นประมาทเลยสักครั้ง มันเป็นหน้าที่เรานะที่ต้องเล่าความจริงให้ได้โดยไม่ละเมิด บางคนเลือกที่จะไม่เล่าเพราะกลัวถูกฟ้อง แต่เราจะเล่า ถ้ามันเหี้ยเราจะเล่า เราจะถามตัวเองเสมอนะเวลาจะเล่าอะไรบางอย่างซึ่งมันเป็นเรื่องสำคัญที่สังคมต้องรู้ เราจะเขียนบนความจริง เราเชื่อในกฎหมาย ถ้าเราเขียนความจริงแล้วเราถูกฟ้อง เราจะมีข้อต่อสู้ ดังนั้นด้วยความที่เราเชื่อในสิ่งนี้ ทุกครั้งที่เราเขียนแล้วเกิดความคิดว่าจริงหรือไม่จริง เราจะตรวจสอบทันที เช็กให้ชัวร์ก่อนที่งานจะออกไป บางครั้งเที่ยงคืนเรายังให้น้องโทรถามแหล่งข่าวอยู่เลย ถ้าเราคั้นเอาความจริงออกมาได้ เราเชื่อว่าความจริงจะคุ้มครองเรา

ส่วนอันไหนไม่มีหลักฐานเราก็ต้องบิดวิธีเล่า ด้วยเหตุนี้จึงมีนิทานอีจัน นิทานอีจันไม่สามารถเล่าเป็นข่าวได้ แต่เราต้องเล่า เพราะว่าบางข้อมูลเป็นข้อมูลที่สังคมต้องรู้ แต่เราต้องเล่าเป็นนิทาน นี่คือวิธีระวังของเรา ถ้าทุกคนกลัวจะถูกฟ้องมันจะทำให้งานเราถูกตัดหน้างานไปครึ่งนึง ทำอะไรก็ฟ้องได้หมดแหละ

ปกติคุณดูซีรีส์สืบสวนสอบสวนบ้างไหม

ชอบ เราชอบดู CSI ชอบดูหนังสืบสวน เราชอบรายการข่าว เราชอบ 60 Minutes แต่ซีรีส์เกาหลีเราก็ดู ซีรีส์เกาหลีมีวิธีเล่าเรื่องที่สนุกมาก เวลาเราดูหนังเราดูวิธีเล่าเรื่อง ถ้าหนังไม่ดีดูแป๊บเดียวก็เลิก

บางคนบอกว่าชีวิตจริงยิ่งกว่าในหนัง คุณคิดอย่างนั้นไหม

เราพูดอย่างนี้ดีกว่าว่า มนุษย์มีชีวิตไม่เหมือนกัน ที่เรื่องเรื่องหนึ่งมาเป็นหนังได้เพราะมันมีไดนามิก มีขึ้นมีลง มีพีก มีเปลี่ยน มีคาดไม่ถึง แล้วก็มีทางแยก ชีวิตคนก็เป็นแบบนั้นแหละ เพียงแต่ว่าความเข้มข้นของแต่ละคนมันไม่เหมือนกัน อย่างเราอาจจะใช้ชีวิตเรียบง่าย เราไม่ค่อยมีอะไรหวือหวา แต่อย่างคดีน้องจูนที่โดนสามีทุบหน้า อย่างนี้มีไดนามิกมาก เรื่องเขายิ่งกว่าหนัง เรื่องเขาควรจะเอามาทำหนังด้วยซ้ำ

ถามว่าถ้าให้เราดูชีวิตคน เราก็จะดูในเรื่องของเหตุและผล ความเป็นมา ก็เขาคิดได้เท่านั้นเลยทำแบบนี้ ความเลวของมนุษย์มันไปได้แค่ไหน อย่างบังฟัต คดีฆ่า 8 ศพ อาจจะไม่ใช่คนที่เราอยากคุยด้วยเลยก็ได้ คนที่ยิงเด็กได้ อย่างนี้เราจะไม่ค่อยอยากคุย เพราะว่ามันเกินกว่าที่เราจะเข้าใจ

ถ้าต้องคุยคุยได้มั้ย

เขาจะทนได้มั้ยล่ะ คำแรกที่เราจะต้องถาม “ทำไมมึงเหี้ยจังวะ มึงยิงเด็กได้” นี่ไม่ใช่คนที่เราอยากคุย แต่ถ้าเป็นเปรี้ยว เราอยากคุย เปรี้ยวมีวิธีคิดบางอย่าง เปรี้ยวมีที่มาที่ไป เปรี้ยวมีวิธีสั่งสมความเป็นอาชญากร เขาเป็นอาชญากรในวิธีคิดเขา เขาเกิดมาแล้วถูกกระทำบางอย่าง แล้วก็นำมาสู่สิ่งนี้ คนอย่างนี้มีอยู่ในสังคมมากมาย ซึ่งเราควรจะต้องเรียนรู้แล้วตั้งรับด้วยซ้ำ มันอาจจะเป็นคนข้างๆ คุณก็ได้ ชีวิตคุณไม่มีทางหลีกหนีอาชญากร คนพวกนี้อยู่ใกล้ตัวคุณมาก คนอย่างเปรี้ยว คนอย่างหมูหยอง ที่พูดเรื่องฆ่าคนเหมือนมด คุณจำไว้เลยนะ แผนประทุษกรรมของคนพวกนี้มันใกล้เราเข้ามาทุกทีๆ มันเดินปะปนอยู่แบบนี้ตลอด นี่คือความจริงที่คุณจะต้องเรียนรู้

คุณห้ามพูดว่า “ในโลกใบนี้มีความโหดร้ายอยู่จริง แต่ถ้าเราไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวเราจะไม่เจอ” นี่เป็นความคิดที่ผิด คุณต้องรู้ว่าในโลกใบนี้มันปะปนไปด้วยความดีและความเลวเสมอ คุณต้องรู้ว่าสิ่งที่อยู่ใกล้ๆ คุณกำลังเป็นสีเทา ก่อนที่มันจะดำ ถ้าคุณไม่รู้ พอมันดำคุณจะทำอะไรไม่ได้เลย ฉะนั้นก่อนที่ไฟมันจะร้อน คุณต้องรู้ว่าอุณหภูมิเปลี่ยนแล้ว

อีจัน

แล้วเพจอีจันทำหน้าที่ให้ทุกคนตระหนักถึงสิ่งนี้หรือเปล่า

เราไม่พูดตรงๆ เราไม่สอน เพราะว่าคนในออนไลน์สอนไม่ได้ เป็นธรรมชาติ คนในออนไลน์รู้มากกว่าเรา เราต้องยอมเขา ลูกเพจจะไม่ได้เรียนรู้โดยตรง แต่เรียนรู้ผ่านวิธีเล่า ผ่านอะไรบางอย่างที่จะกระตุ้นเตือนบ่อยๆ เช่น เราเล่าในนิทานอีจันเรื่อง พ่อข่มขืนลูก แล้ววันนึงลูกเติบโตมามีลูก แล้วเขาก็ฆ่าลูกตัวเอง

เราเล่าเรื่องนี้ทำไม เราไม่ได้เล่าให้สังคมรุนแรงมากขึ้น แต่เราบอกเขาว่า เรื่องมันเศร้ามากนะ ฉะนั้นจำไว้หน่อย ถ้าคุณได้ยินเด็กมาร้องบอกคุณว่าเขาโดนกระทำ คุณต้องช่วยเขา ก่อนที่วันนึงเขาจะกลายเป็นอาชญากร แล้ววันนึงเขาอาจจะไม่ได้ฆ่าลูกตัวเองนะ แต่เขาฆ่าคุณด้วย แสดงว่าสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเราคือเมื่อได้ยินความทุกข์ยาก คุณต้องรีบช่วย แจ้งมาที่เราก็ได้ แจ้งตำรวจก็ได้ คุณต้องช่วย ไม่ใช่ปล่อยให้เด็กโตมาแล้วเกิดเหตุการณ์แบบนั้น

คุณว่าในโลกที่อาชญากรอยู่ปะปนกับเรา เราควรจะใช้ชีวิตยังไง

วิธีอยู่ในโลกใบนี้ไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าการอยู่บนความจริง เราต้องรู้ก่อนว่าโลกมันเป็นอย่างนี้แหละ ต้องยอมรับมันก่อน สองคือ อย่าพาตัวไปอยู่ในจุดจุดนั้น ถ้าเรารู้ว่ามันเสี่ยง สมมติว่าเราจะต้องเดินทางไปในที่เปลี่ยว คุณก็ต้องระวัง คุณก็ต้องเอาเพื่อนไป คุณก็ต้องมีโทรศัพท์ที่ชาร์จเต็ม แต่ส่วนใหญ่คนที่ถูกหลอกจะมีลักษณะของเหยื่ออยู่แล้ว เช่น เชื่อคนง่าย ขี้กลัว คิดไปเอง ฟุ้งซ่าน ทำให้เขาเกิดภาวะที่ว่าคนพูดอะไรก็เชื่อ เขาใช้ความเชื่อมากกว่าการพิสูจน์ ฉะนั้นคนแบบนี้จะตกเป็นเหยื่อง่าย เตือนคนพวกนี้ก็เตือนไม่ได้ ต้องให้เขาเรียนรู้ เดี๋ยวก็ฉลาดขึ้น คนจะฉลาดขึ้นทุกครั้งที่มีปัญหา

คุณอยู่กับข่าวฆาตกรรม เห็นคนฆ่าแกงกันมาทั้งชีวิตการทำข่าว มันทำให้คุณสูญสิ้นศรัทธาในความเป็นมนุษย์มั้ย

มันก็คือเรื่องที่เกิดขึ้น จำไว้ว่าทุกอย่างมีเหตุกับมีผล เมื่อมีเหตุ ผลย่อมเกิด ดับเหตุ ก็ดับผล เท่านั้นเอง เรื่องมันมีแค่นี้ มันไม่ได้ตีรวม เรื่องบางเรื่องทำให้เราหดหู่ใจ แต่มันก็เป็นเรื่องเรื่องหนึ่งที่เกิดขึ้นแล้วเท่านั้นเอง เราไม่เอาเรื่องทุกเรื่องมาปนกัน มันคือสิ่งที่เกิดขึ้นแต่ไม่ได้แปลว่าทุกอย่างเป็นเหมือนกันไปหมด เพราะทุกอย่างมันเป็นไปตามเหตุตามผล แปลกไหม เราใช้อารมณ์ในการทำงานแต่เราไม่ใช้อารมณ์ในการใช้ชีวิต เราไม่ใช้อารมณ์กับเรื่องที่เกิดขึ้น ฉะนั้นจึงไม่แปลกที่เราจะนั่งคุยกับผู้ต้องหาได้ ถ้ามันไม่เกินเส้นเกินไป มันมีอยู่ไม่กี่ข้อที่เราจะไม่เคารพคนพวกนั้น อย่างฆ่าเด็ก ฆ่าข่มขืน เราไม่เคารพ เจอก็ไม่อยากคุยกับคนพวกนี้

จำวันแรกที่เพจแตะหลักล้านได้มั้ย

เราทำอะไรกันอยู่ก็ไม่รู้ เพราะเวลายอดในเพจขึ้นคือเวลาที่เรายุ่ง ระหว่างที่มันขึ้นช่วงนั้นจะมีข่าวพีกทุกครั้ง ข่าวจะทำให้เราลอยขึ้นแบบก้าวกระโดด แล้วเราจะไม่เคยรู้ว่าเรากำลังก้าวกระโดด จนกระทั่งเราทำงานเสร็จหรือข่าวซา เราถึงได้มาดูว่า อ้าว ยอดขึ้นแล้วเหรอ

วันที่ยอดไลก์เพจขึ้น 3 ล้านไม่มีใครรู้ตัวเลยนะ เพราะกำลังตามข่าวเปรี้ยว ซึ่งเรื่องเยอะมาก เราปั่นข่าวกันแทบไม่ทัน เราจำได้เลยว่ากราฟิกฉลอง 3 ล้านเป็นกราฟิกที่ง่อยมาก (หัวเราะ) มีพี่ที่คอยมอนิเตอร์บอกว่า 3 ล้านแล้ว เราก็ยังถามว่าแล้วไงล่ะ คือคลิปเรายังคาอยู่ที่คอมทุกเครื่องเลย ก็มีคนถามว่า อ้าว ไม่มีกราฟิกฉลอง 3 ล้านเหรอ เราก็คิด ยังจะเอากราฟิกอีกเหรอ อารมณ์นั้นคืองานกูไม่เสร็จ ลูกเพจรอกูอยู่

มีฉลองกันมั้ย

มีสัญญากันว่าถ้าครบล้านเราจะพาเด็กไปเที่ยว ตอนนั้นที่สัญญาน่าจะมียอดสักประมาณ 5 แสน ซึ่งเราคิดว่าคงปีหน้าถึงครบล้าน หันมาอีกที 3 ล้านแล้วเราก็ยังไม่ได้พาเด็กไปไหน (หัวเราะ) เพิ่งจะได้พาไปเมื่อต้นเดือนนี้เอง ซึ่งมันเลย 3 ล้านมาตั้งเยอะแล้ว

ตัวเลขคนกดไลก์เพจเกิน 3 ล้านภายใน 6 เดือนบอกอะไรคุณบ้าง

มันบอกว่าคนชอบเสพข่าวนะ ใครว่าข่าวเป็นเรื่องยาก คนชอบข่าว คนชอบข้อมูลตรง คนชอบไดนามิก หมายความว่าอะไรที่ไม่เป็นแพตเทิร์นมากเกินไป เราว่าสิ่งที่เราตีโจทย์มาทั้งหมดมันตอบโจทย์ ทุกอย่างอยู่ที่คอนเทนต์และวิธีเล่า แล้วนี่คือคำตอบที่ทำให้รู้ว่าคนต้องการอะไร พอรู้ว่าคนต้องการอะไร จุดแข็งของเราอีกข้อนึงก็คือ เราตอบทุกครั้งที่มันมีความต้องการ

คุณเป็นคนที่ให้ค่ากับตัวเลขคนไลก์ไหม

ให้ค่ากับความฉลาดของเรา แปลว่าเราเข้าใจคนดู ถ้าเราทำได้ดีไม่ได้แปลว่าเราเก่งนะ แต่แปลว่าเราตีโจทย์แตก มีเท่านั้นเอง ข่าวข่าวหนึ่งจะนำเสนอด้วยวิธีไหนอ่านให้ออก ถ้าเราอ่านออกก็จบ ทุกอย่างแข่งกันแค่นี้เอง เราไม่ได้แข่งกับใครเลยนะ เราแข่งกับคอนเทนต์ เราถึงบอกว่าเราต้องเคารพคอนเทนต์มากๆ

เราถามเด็กว่า ทำงาน 1 ชิ้นเหนื่อยมั้ย 3 ชั่วโมงกว่าจะเสร็จ ถ้าเหนื่อย ก็ทำให้มันดีที่สุด ทำให้เต็มที่ ฝากผลงานไว้ แล้วก็จบ หน้าที่เราทำแค่นี้ แต่ถ้าคุณใช้ 3 ชั่วโมงนี้ห่วย คุณก็เสียเวลา 3 ชั่วโมงนี้ไป แล้วคุณจะทำไปทำไม คุณนั่งทำเพราะต้องมีงานออกเหรอ ไม่ใช่ แต่สิ่งที่คุณทำมันมีคุณค่ากับคนดู มันมีคุณค่ากับสังคม คุณต้องรู้ว่าสิ่งที่คุณทำมันคืออะไร

อีจัน

เหมือนทุกคนในทีมเชื่อว่ากำลังทำสิ่งที่มีคุณค่ากันอยู่

มันไม่ใช่ความเชื่อนะ มันคือความจริง เช่นจับโจรได้ เช่นผู้เสียหายได้เงินคืน เช่นประกาศเบาะแสเจอเด็ก เช่นเราช่วยคนได้ทัน นี่คือความจริง

ความสุขของคนทำข่าวอาชญากรรมคือตอนไหน

สำหรับเราการปิดคดีคือเรื่องที่ดีที่สุด เพราะไม่อย่างนั้นมันจะอยู่ในหัว คุณไขคดีไม่ออก มันคิดตลอดนะ คุณจะโล่งเมื่อคดีนั้นมันตอบคำถามคุณได้ พอคุณได้ตัวคนร้ายมามันจะกระจ่างทุกข้อ จริงๆ แล้วคนที่เป็นนักสืบทุกคนก็เป็นแบบนี้นะ เราเข้าใจเลยว่าทำไมนักสืบใหญ่ๆ ก่อนจะรับคดีเขาจะคิดเยอะ เพราะพอรับปุ๊บมันเลิกไม่ได้ มันจะคิด คิด คิด จนจบคดี ฉะนั้นวันที่ปิดคดีได้เราเข้าใจเลยว่าทำไมเขาถึงกินเบียร์กัน เวลาเราร่วมสืบกับตำรวจ ซีนที่ดีที่สุดคือซีนกินเบียร์ ตำรวจเปิดเบียร์เมื่อไหร่แสดงว่าคดีจบแล้ว

คัฟเวอร์เฟซบุ๊กคุณเขียนว่า ‘อย่าสิ้นหวัง ความยุติธรรม…มีจริง’ คุณเชื่ออย่างนั้นจริงหรือ

‘อย่าสิ้นหวัง ความยุติธรรม…มีจริง’ เป็นชิพชิพหนึ่งที่เราใส่เข้าไปในสังคม คือมีจริงหรือไม่จริงไม่ต้องสนใจ แต่สนใจเถอะว่าในสังคมเราต้องมีความยุติธรรม เพราะในความเป็นจริงเราต้องการสิ่งนี้ เราจะมานั่งบอกทำไมว่ากูไม่เชื่อหรอกว่าในสังคมมีความยุติธรรม เราไม่ได้มีหน้าที่นั่งด่าความมืด แต่เรามีหน้าที่เปิดแสงสว่างให้ความมืดมันหายไป เพราะฉะนั้นเราต้องทำหน้าที่ เราต้องแกะคดี เราต้องดิ้นรนหาความยุติธรรมต่อไป

เราไม่ได้โกหกนะ ประโยคที่ว่า ‘อย่าเพิ่งสิ้นหวัง ความยุติธรรม…มีจริง’ ไม่มีคำไหนโกหกเลย ถ้าคุณเชื่อว่ามันมีอยู่จริง คุณก็ต้องไป อย่าสิ้นหวัง สักวันมันจะเจอ

อีจัน

Writer

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load