คุณใหม่-สิริกิติยา เจนเซน เป็นธิดาในทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี

เรียนจบปริญญาตรีสาขาเอเชียศึกษา จากมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก เคยฝึกงานกับนักออกแบบชาวญี่ปุ่น Yohji Yamamoto และทำงานกับ Hermès ที่นิวยอร์ก

หลังจากใช้ชีวิตที่อเมริกานานถึง 30 ปี คุณใหม่ก็กลับมาทำงานด้านประวัติศาสตร์ที่ประเทศไทย ด้วยการรับราชการตำแหน่งนักอักษรศาสตร์ปฏิบัติการ กลุ่มประวัติศาสตร์ สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ ช่วยราชการที่สำนักสถาปัตยกรรม กรมศิลปากร

คุณใหม่สนใจเรื่องประวัติศาสตร์ แต่ไม่ได้สนใจแค่การอนุรักษ์อาคาร เธออยากให้คนมีความรู้ความเข้าใจในสถานที่นั้นๆ ด้วย เพราะถ้าคนไม่เห็นความสำคัญก็ยากจะช่วยกันดูแล

คุณใหม่เลยพยายามขับเคลื่อนงานด้านการเก็บข้อมูล (Documentation) และการตีความเพื่อเผยแพร่ (Interpretation)

ประวัติศาสตร์, วังหน้า, คุณใหม่ เจนเซน, คุณใหม่ สิริยากร เจนเซ่น

นิทรรศการ วังน่านิมิต ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ซึ่งคุณใหม่เป็นผู้อำนวยการโครงการ คือการรวบรวมข้อมูลเรื่องวังหน้ามาเผยแพร่ให้คนทั่วไปได้เข้าใจถึงความสำคัญ

นอกจากนี้ คุณใหม่ยังชวน The Cloud จัดกิจกรรม Walk with The Cloud 08 : The Hidden Palace คุณใหม่จะพาผู้สนใจไปเดินทำความรู้จักวังหน้าด้วยกันแบบสุดพิเศษ!

และนี่คือบทสนทนากับคุณใหม่ ว่าด้วยเรื่องราวเกี่ยวกับงานด้านประวัติศาสตร์ วังหน้า การใช้เวลาว่างเดินไปคุยกับคนตามชุมชน การเอาชนะความกลัว ชีวิตที่ต้องเปลี่ยนแปลงตลอด การใช้จักรยานในนิวยอร์ก การแบกเป้ปีนเขาไปเที่ยวโบสถ์โบราณที่เอธิโอเปีย การปีนเขาคนเดียวในโอมาน การถ่ายรูปด้วยเลนส์เก่า และกิจกรรมพิเศษที่กำลังจะทำร่วมกับ The Cloud

ที่ผ่านมาคุณใหม่ไม่ค่อยให้สัมภาษณ์ออกสื่อสักเท่าไหร่

เราเป็นคนขี้อาย ไม่ค่อยกล้าให้สัมภาษณ์ มีคนขอสัมภาษณ์บ้างเหมือนกัน มีคนอยากเห็นว่าแต่ละวันเราทำงานอะไรบ้าง บางทีเราก็อยู่หน้าคอมพิวเตอร์ทั้งวัน เลยไม่อยากให้สัมภาษณ์ กลัวคนเบื่อ (หัวเราะ)

สิ่งที่คนส่วนใหญ่อยากรู้เกี่ยวกับคุณใหม่คืออะไร

บางทีคนเห็นเราไกลๆ เห็นเราเวลาไปงาน เห็นเราจากภาพถ่ายหรือสื่อต่างๆ ก็ดูไม่ค่อยออกว่าตัวตนของเราเป็นอย่างไร คิดว่าเขาคงอยากรู้จักตัวตนของเรามากขึ้น

ตอนอยู่ที่อเมริกาคุณใหม่เป็นวัยรุ่นแบบไหน

ช่วงมัธยมจะขี้อาย ตอนนี้ก็ขี้อาย แต่ตอนนั้นยิ่งกว่านี้อีก เป็นเด็กที่ไม่ค่อยมั่นใจ เรียนก็ไม่เก่งมาก ถ้ารู้จักกันเราจะเป็นคนตลก ตอนเรียนวิชาการแสดงถูกจับให้เล่นเป็นตัวตลกทุกครั้ง เป็นคนสบายๆ ง่ายๆ ไม่ค่อยออกไปเที่ยวกับเพื่อน ชอบอยู่กับบ้าน ใช้ชีวิตง่ายมาก บ้านอยู่ใกล้ทะเล ชอบไปเล่นน้ำกับเพื่อน กลับเมืองไทยปีละครั้งสองครั้ง นิสัยเหมือนเด็กฝรั่งมากกว่า

เหตุการณ์สึนามิส่งผลกับชีวิตวัยรุ่นของคุณใหม่ยังไงบ้าง

เราอาจจะพูดถึงเหตุการณ์ช่วงนั้นลำบาก ช่วงนั้นเป็นช่วงที่ลำบาก ซึ่งมันก็ลำบากสำหรับทุกคน ตอนแรกเราก็ตกใจ แต่มันทำให้เราเริ่มคิดว่าพรุ่งนี้เราอาจจะไม่ได้อยู่ต่อก็ได้ ถ้ามัวแต่นั่งกลัวทั้งวันเราจะเสียโอกาสหลายๆ อย่าง ทำให้เราเริ่มกล้ามากขึ้น เราเคยกลัวอะไรก็จะทำเลย เคยไปกระโดดร่มจากเครื่องบินด้วย หลังจากสึนามิเราเริ่มเป็นแบบนั้น เลยตัดสินใจย้ายไปอยู่นิวยอร์ก

การย้ายไปเรียนที่นิวยอร์กสำคัญยังไง

เราอยู่ที่แคลิฟอร์เนียมา 19 ปี อยากเรียนที่ NYU (New York University) มานานแล้ว แต่เรากลัว เคยมีคนบอกว่าอย่าเรียนที่นี่เลย เราเลยเลิกคิด พอเราไม่อยากเป็นคนขี้กลัวแล้ว อยากเป็นผู้ใหญ่แล้ว เราคิดว่าถ้าจะเปลี่ยนแปลงอะไรก็ต้องเปลี่ยนเลย เราตัดสินใจย้ายไปอยู่นิวยอร์กคนเดียวโดยที่ไม่รู้จักใครในเมืองนั้นเลย เราเร่ิมห่างจากครอบครัวเป็นครั้งแรก ถ้าอยู่ใกล้ครอบครัวเราอาจจะไม่ค่อยกล้าแสดงออก พอมาอยู่นิวยอร์กเราก็กล้ามากขึ้น เป็นตัวของตัวเองมากขึ้น พยายามตั้งใจเรียนให้ได้คะแนนสูงๆ ได้พบคนที่นิสัยคล้ายๆ กัน สนใจศิลปะ ประวัติศาสตร์ ชอบผจญภัยเหมือนกัน เป็นเมืองที่ทำให้เราได้พัฒนาตัวเองขึ้นมาก

ประวัติศาสตร์, วังหน้า, คุณใหม่ เจนเซน, คุณใหม่ สิริยากร เจนเซ่น

เป็นผู้หญิงตัวคนเดียวในเมืองใหญ่ กลัวไหม

ไม่กลัว มันเป็นเมืองที่ปลอดภัยนะ แต่ต้องเข้าใจว่าไม่ใช่ว่าทุกคนในเมืองใหญ่จะเป็นคนดี เราเคยถูกคนเดินตาม ก็ต้องระวังตัวตลอด ต้องไม่ทำตัวอินโนเซนต์ แต่เมืองใหญ่ที่ไหนก็เป็นแบบนี้

นอกเวลาเรียนคุณใหม่ชอบทำอะไร

เที่ยวพิพิธภัณฑ์ ช่วงนั้นเป็น Introvert ชอบอยู่คนเดียว ไปไหนก็ไปคนเดียว บางทีก็ไปพิพิธภัณฑ์ทั้งวัน เราเดินได้ทั้งวัน ไม่ก็นั่งอ่านหนังสือ

ชอบเล่นกีฬาด้วย

เราถนัดกีฬาทางน้ำ ตอนเด็กๆ เคยเล่นกระดานโต้คลื่น ว่ายน้ำในทะเล ชอบกีฬาทุกอย่างที่อยู่ในน้ำ ตอนอยู่นิวยอร์กปั่นจักรยานบ่อยมาก ถ้าไม่จำเป็นต้องนั่งรถไฟใต้ดิน เราจะปั่นจักรยานไปตลอด เพราะได้ช่วยดูแลโลก แล้วก็ได้ออกกำลังกายด้วย เราใช้ Citi Bike (จักรยานสาธารณะของนิวยอร์ก) บางทีก็ปั่นข้ามสะพาน มันเป็นจักรยานที่ใหญ่และหนัก ดูไม่ค่อยน่ารักเท่าไหร่ ปั่นไปไหนคนก็ล้อตลอด เรามีจักรยานเสือหมอบของตัวเองคันหนึ่ง เอาไว้ปั่นไกลๆ นอกเมือง เป็นจักรยานที่เก็บไว้กับตัวตลอด ถ้าใช้ในเมืองก็กลัวว่าจอดทิ้งไว้จะหาย แล้วเราก็วิ่งฮาล์ฟมาราธอน ตอนนี้ไม่ค่อยได้วิ่งแล้วเพราะข้อเท้าไม่ค่อยดี เมื่อก่อนยังไปปั่นจักรยานที่สุวรรณภูมิบ้าง แต่ตอนนี้ไม่ได้ไปแล้ว ว่ายน้ำอย่างเดียว

เริ่มสนใจประวัติศาสตร์ตอนไหน

ตอนเรียนมหาวิทยาลัยเราเรียนด้านเอเชียศึกษา เพราะเราอยากทำงานร่วมกับคนเอเชีย ก็ต้องเข้าใจวัฒนธรรมของคนเอเชีย ถ้าไม่เข้าใจกันคงคุยกันไม่รู้เรื่อง เราไม่ได้เรียนเรื่องประวัติศาสตร์โดยตรง แต่เรียนทุกอย่าง ทั้งวรรณกรรมและหนังที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ มานุษยวิทยา เราสนใจความเป็นมาของสิ่งต่างๆ เร่ิมตรงไหน เปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ส่งผลต่ออะไรบ้าง

ประวัติศาสตร์, วังหน้า, คุณใหม่ เจนเซน, คุณใหม่ สิริยากร เจนเซ่น

ความสนุกของประวัติศาสตร์คืออะไร

ประวัติศาสตร์มีหลายมุมมอง มีมุมที่เคยมีคนอธิบายไว้ มุมที่ถูกบันทึกอย่างเป็นทางการ และมุมของคนทั่วไปที่อยู่ในเหตุการณ์ซึ่งไม่เคยมีคนบันทึกไว้ แล้วประวัติศาตร์ก็ยังถูกบันทึกไว้ในวรรณกรรม สถาปัตยกรรม ศิลปะ หลายประเทศสอนประวัติศาสตร์ไม่เก่งเท่าไหร่ ให้ท่องจำอย่างเดียว เราต้องเข้าใจว่าประวัติศาสตร์เปลี่ยนแปลงได้ เมื่อโลกเปลี่ยน วิธีคิดของคนที่มีต่อโลกก็เปลี่ยน ศิลปะก็เปลี่ยน สถาปัตยกรรมก็เปลี่ยน สิ่งที่ถูกบันทึกก็เปลี่ยน เราต้องคุยกันแบบนี้

การเรียนประวัติศาสตร์เอเชียในอเมริกาต่างจากการเรียนในเอเชียไหม

คนสอนแต่ละคนก็มีมุมมองไม่เหมือนกันอยู่แล้ว เวลาที่เราฟังประวัติศาสตร์หลายๆ มุมเหมือนจะไม่ใช่ก้อนเดียวกัน แต่จริงๆ แล้วมันเป็นก้อนเดียวกัน เพียงแต่เป็นคนละส่วน คนอเมริกันมีวิธีคิดแบบหนึ่ง เวลาสอนเขาก็จะบอกว่าคนเอเชียทำแบบนี้เพราะแบบนี้ แต่คนเอเชียก็มองอีกแบบ เมื่อมาอยู่ที่เอเชียเราก็จะเข้าใจภาพรวมทั้งหมด

พอเรียนจบทำไมถึงเริ่มทำงานในวงการแฟชั่น

ช่วงนั้นยังไม่อยากทำงานวิชาการ กลัวจะไม่ได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ เรายังเป็นเด็กอยู่ ถ้าลองไปทำงานอีกด้านหนึ่งก่อนก็ไม่เสียหาย ก็เปิดหนังสือพิมพ์หางาน แล้วสมัครฝึกงานกับนักออกแบบชาวญี่ปุ่น Yohji Yamamoto งานแฟชั่นเป็นสิ่งที่สนุกดี แต่สุดท้ายเราก็ชอบงานที่ค่อนข้างเป็นวิชาการ เป็นประวัติศาสตร์ ช่วงที่ทำงานกับ Hermès หัวหน้าของเราเคยทำงานที่ Costume Institute ซึ่งเอาเรื่องเครื่องแต่งกายของคนยุคก่อนมาเล่าให้คนเข้าใจว่าเมื่อก่อนคนแต่งตัวแบบนั้นเพราะอะไร เล่าถึงประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมของคน ทำให้เราเห็นว่า ประวัติศาสตร์กับความคิดสร้างสรรค์ไปด้วยกันได้ เลยคิดว่าอยากจะกลับมาทำงานด้านประวัติศาสตร์

ประวัติศาสตร์, วังหน้า, คุณใหม่ เจนเซน, คุณใหม่ สิริยากร เจนเซ่น ประวัติศาสตร์, วังหน้า, คุณใหม่ เจนเซน, คุณใหม่ สิริยากร เจนเซ่น

ทำไมถึงเลือกกลับมาทำงานด้านประวัติศาสตร์ที่ไทย

ตอนอายุ 30 เป็นช่วงที่คิดว่าถ้าจะเปลี่ยนเส้นทางชีวิตก็ต้องเปลี่ยนตอนนี้ เริ่มแก่แล้ว (หัวเราะ) ที่ผ่านมา ภาษาไทยก็ไม่ค่อยได้พูด เมืองไทยก็ไม่ค่อยได้กลับ วัฒนธรรมไทยก็ไม่ได้เข้าใจลึกซึ้งเท่าไหร่ เราชอบประวัติศาสตร์ไทยมานาน แต่ไม่เคยเรียนด้านนี้แบบจริงจัง ได้เรียนตอนเด็กๆ บ้าง ได้เห็นตอนไปงานบ้าง เหตุผลหนึ่งก็คืออยากกลับมาเพื่อเข้าใจสิ่งเหล่านี้มากขึ้น เข้าใจตัวเองมากขึ้น อยู่ใกล้ชิดคนไทยมากขึ้น

การกลับมาเมืองไทยครั้งนี้ชีวิตเปลี่ยนไปยังไงบ้าง

นิวยอร์กเป็นเมืองที่อยู่แล้วไม่อยากไปที่อื่น เป็นเมืองที่สบาย เพื่อนก็เยอะ เราอยู่นิวยอร์กมา 12 ปี ในความคิดเรา คนเราไม่ควรอยู่ที่หนึ่งนานเกินไป เพราะชีวิตจะเริ่มนิ่ง คนเราต้องการการเปลี่ยนแปลงตลอด จะได้พัฒนาตัวเองตลอด คนอื่นถ้าคุ้นกับสถานที่คุ้นกับคนแล้วจะไม่ค่อยกล้าไปที่อื่น แต่เรากลับคิดว่าถ้าคุ้นเมื่อไหร่ควรไปได้แล้ว

อีกเรื่องคือ ถ้าเราอยากเปลี่ยนมาทำสิ่งที่เราอยากทำมาตลอด ไม่เริ่มจากจุดนี้ก็อาจจะช้าไป เพราะเราอยู่ในจุดที่อาจจะสบายเกินไปแล้ว มันก็จะเป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ

ต้องปรับตัวเรื่องไหนมากที่สุด

เราเป็นคนพูดตรง ตอนนี้ก็ยังพูดตรงอยู่ แต่ดีขึ้นหน่อย (หัวเราะ) ต้องใช้เวลาปรับเยอะเหมือนกัน เมื่อก่อนเราคิดเหมือนคนอเมริกัน คิดอะไรก็พูด มันก็เป็นไปตามนั้น แต่อยู่เมืองไทยต้องระมัดระวังหน่อยหนึ่ง (หัวเราะ) เราต้องทำความเข้าใจคนมากขึ้น ต้องคิดถึงใจของคนอื่นมากขึ้น สิ่งหนึ่งที่ได้เรียนรู้ก็คือ การย้ายไปอยู่ที่ใหม่ ทุกคนคิดว่าเขาไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนเพื่อคนอื่นหรือเปลี่ยนเพื่อเมือง แต่เราคิดว่า เราต้องยอมปรับตัวเพื่อให้เข้ากับคนอื่น ต้องเข้าใจคนที่อยู่ในสถานที่นั้น และเข้าใจตัวเอง บางคนย้ายไปไหนก็ไม่สำเร็จเพราะเขาพยายามให้คนที่อยู่รอบตัวปรับตามเขา

ตอนกลับมาเมืองไทยเราพยายามมีเพื่อนคนไทยอย่างเดียว พยายามคุยภาษาไทยมากขึ้น แม้ว่าจะเป็นคนขี้อาย ไม่ค่อยพูดภาษาไทยเท่าไหร่ ก็ต้องบังคับให้พูด กลัวแค่ไหนก็ต้องบังคับตัวเองให้พูด

กลัวพูดผิด

เป็นคนขี้อาย ขนาดภาษาอังกฤษยังไม่ค่อยกล้าคุยเลย ถ้าไม่รู้จักกันจะไม่คุยเลย ภาษาไทยยิ่งกลัวเข้าไปใหญ่ กลัวโดนล้อ ตอนกลับมาต้องปรับตัวเยอะเหมือนกัน วันไหนต้องออกไปเจอคนเยอะๆ คืนก่อนนั้นเราจะนอนไม่ค่อยหลับ พอไปลงพื้นที่คุยกับคนเราก็กลัวเขา เขาก็กลัวเรา ต่างคนต่างกลัว (หัวเราะ) คนที่ไม่รู้จักกันคงสงสัยว่าทำไมคนนี้พูดแล้วสั่น

แก้ปัญหานี้ยังไง

พยายามออกไปคุยกับคน เข้าไปในวัดก็คุยกับรองเจ้าอาวาส พอคุยกับคนเยอะขึ้นก็ดีขึ้น แล้วก็เริ่มเข้าใจคนไทยมากขึ้น

คุยเรื่องอะไรกัน

เรื่องทั่วไป ชีวิตเป็นยังไง เราสนใจวิธีคิดของทุกคน ชอบเข้าใจหลายๆ มุม ชอบคุยเรื่องความรู้สึกที่มีต่อสถานที่ ความรู้สึกต่อประวัติศาสตร์ เราเรียนประวัติศาสตร์ไทยจากการนั่งฟัง จากการลงพื้นที่ไปคุยกับคน ได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์ไทยเพิ่มขึ้นทุกวัน อาจจะรู้ไม่ถึงระดับที่ควรจะต้องรู้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ก็ต้องใช้เวลา

 ประวัติศาสตร์, วังหน้า, คุณใหม่ เจนเซน, คุณใหม่ สิริยากร เจนเซ่น

 ประวัติศาสตร์, วังหน้า, คุณใหม่ เจนเซน, คุณใหม่ สิริยากร เจนเซ่น

ดีกว่าการอ่านหนังสือไหม

หนังสือก็อ่าน แต่เราเน้นคุยกับคนมากกว่า เพราะวิธีบันทึกประวัติศาสตร์เมื่อก่อนก็คือการพูด ช่วงปีแรกที่มาทำงานที่กรมฯ เขาไปทำงานที่ไหนเราก็จะขอตามไปด้วย ไปฟังอย่างเดียวเลย บางคนถามว่าทำไมไม่ค่อยพูด ไม่ค่อยสนใจหรือเปล่า ไม่ใช่นะ ถ้ามัวแต่คิดว่าจะพูด เราจะไม่ฟัง ถ้าไม่ฟังก็จะไม่ได้เรียนรู้อะไร สุดสัปดาห์ถ้าไม่ได้ทำงานเราก็จะออกไปศึกษาประวัติศาสตร์ ไปเดินย่านเก่าในกรุงเทพฯ คนเดียว

ไปที่ไหน

เราเคยอ่านหนังสือเกี่ยวกับสถาปัตยกรรมที่ได้รางวัล อ่านเรื่องหอไตรของวัดระฆังฯ แล้วอยากเรียนรู้เรื่องนี้ ก็ไปที่วัดเลย เดินตรงไปที่หอไตร เจอคนที่ดูแลหอไตรมา 30 ปี ก็นั่งคุยกันชั่วโมงสองชั่วโมง เขาอธิบายให้ฟังว่าจิตรกรรมฝาผนังหมายความว่าอะไร ซ่อมเมื่อไหร่ ปัญหาในการอนุรักษ์คืออะไร ประวัติศาสตร์เป็นสิ่งที่เข้าไปศึกษาเองได้ เราเรียนแบบนี้

ประทับใจที่ไหนเป็นพิเศษ

หลายที่ ตอนไปเมืองกาญจน์ศึกษาเรื่องสงครามโลกครั้งที่ 2 มีโอกาสได้คุยกับคนที่คุณปู่ของเขาอยู่ในเหตุการณ์ และคนออสเตรเลียที่อยู่ในเหตุการณ์ มุมมองของเขาไม่เหมือนกันเลย เลยต้องมีการคุยกับคนหลายๆ ฝ่าย ยิ่งเป็นเรื่องสงครามโลกครั้งที่ 2 ยิ่งมีหลายมุม

เมืองจันท์เราก็ชอบมาก ไม่ใช่แค่เพราะทุเรียนอร่อย (หัวเราะ) แต่มีชุมชนที่เข้มแข็ง โครงการบ้านหลวงราชไมตรีทำได้ดีมาก เอาตึกเก่ามาพัฒนาเป็นที่พัก ให้คนในชุมชนได้เข้ามาร่วมเป็นเจ้าของ ให้เกียรติเขา ให้งานเขา อาหารเช้าที่เสิร์ฟก็มาจากอาหารในชุมชน คนที่ทำงานในนั้นก็เป็นคนในชุมชน

เขาบันทึก (Documentation) การทำงานไว้ทุกขั้นตอน ถ้าชุมชนจะทำโครงการแบบนี้อีกก็ย้อนกลับไปดูได้ ส่วนของการตีความเพื่อสื่อความหมาย (Interpretation) ในศูนย์การเรียนรู้ก็เอาข้อมูลที่คนทั่วไปอาจจะเข้าถึงยาก มานำเสนอด้วยวิธีที่ง่าย เช่น รูปถ่าย แผนผัง หรืออาร์ตเวิร์ก ดูแล้วเข้าใจได้ทันทีว่าประวัติศาสตร์และการเปลี่ยนแปลงในเมืองนี้คืออะไร คนในชุมชนก็ภูมิใจ

เห็นโครงการแบบนี้แล้วรู้สึกว่ามันเป็นไปได้ แต่ต้องมีส่วนผสมที่ดีมากๆ เป็นเมืองที่ให้โอกาสคน ซึ่งบางทีเราไม่ค่อยนึกถึงคนเท่าไหร่ นึกถึงแต่สิ่งก่อสร้าง ถ้าเราไม่สนใจคน ประวัติศาสตร์ก็จะหยุดนิ่งไปต่อไม่ได้

 ประวัติศาสตร์, วังหน้า, คุณใหม่ เจนเซน, คุณใหม่ สิริยากร เจนเซ่น

การทำงานอนุรักษ์อาคารเก่าต้องสนใจคนในมุมไหน

ตอนนี้คนสนใจแต่การอนุรักษ์สิ่งก่อสร้าง แต่เราดูแลตึกอย่างเดียวไม่ได้ เราต้องดูแลจิตใจคนด้วย ถ้าเราอนุรักษ์โบราณสถานแห่งหนึ่ง แต่คนที่อยู่รอบพื้นที่นั้นไม่เข้าใจความสำคัญของที่นี่ ไม่เข้าใจว่าความเชื่อของคนยุคที่สร้างคืออะไร ทำไมถึงสร้างแบบนี้ เขาก็จะดูแลไม่ถูก จะไม่เข้าใจว่านี่คือสิ่งที่ต้องทำงานร่วมกันเพื่อปกป้องดูแล ถ้าตึกอยู่แต่คนไม่อยู่ วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ ก็ไม่ไปต่อ

เป็นวิธีคิดที่ใหม่มาก

ใช่ เราสนใจอยากเข้าไปเก็บข้อมูล แล้วเอาข้อมูลนั้นไปสื่อสารให้คนเข้าใจวัฒนธรรมของตัวเอง ให้เห็นว่าประวัติศาสตร์เป็นสิ่งที่อยู่ใกล้ตัว ศึกษาได้ คุยกันได้ ถ้าทำให้คนเห็นความสำคัญได้ ประวัติศาสตร์ก็จะไปต่อได้

มีตัวอย่างไหนที่น่าสนใจบ้าง

ที่เกาหลีใต้ เมื่อก่อนวัฒนธรรมของเขาเคยถูกทำลายไปหลายครั้ง เขารู้สึกว่าต้องทำงานหนักเพื่อเก็บส่วนที่เหลือเอาไว้ ถ้าไม่รีบมันจะหายไป เด็กรุ่นใหม่จะไม่รู้จักศิลปวัฒนธรรมแบบดั้งเดิมแล้ว ไม่รู้จักวิธีเขียน วิธีทำงานศิลปะ ตอนนี้เขาพยายามรื้อฟื้นทุกอย่างกลับมาเพื่อให้ประวัติศาสตร์ได้ดำเนินต่อเนื่องไป ของแบบนี้ถ้าหายไปแล้วจะรื้อฟื้นกลับมายากมาก บางอย่างที่รื้อฟื้นไม่ได้แล้วก็ต้องเอาวิธีการของประเทศอื่นมาใช้ เขาพยายามเน้นไปที่เรื่องของคน ให้การศึกษากับคน ทำให้คนเข้าใจ

สนใจวังหน้าในมุมไหน

เราสนใจเรื่องการเปลี่ยนแปลง สนใจสิ่งที่คนอาจจะไม่ได้มอง อาจจะเข้าไปไม่ถึง วังหน้าเป็นเรื่องของคน และเป็นสิ่งก่อสร้างหลักช่วงต้นรัตนโกสินทร์ แต่คนอาจจะไม่รู้จัก ไม่รู้ว่าเมื่อก่อนเคยใหญ่โต เคยมีความสำคัญมาก มีการเปลี่ยนแปลงตลอด สำนักของเรามีโครงการศึกษาโบราณคดี มีการขุดค้นเกี่ยวกับวังหน้าโดยตรง ส่วนหนึ่งของสนามหลวงเมื่อก่อนเป็นที่ฝึกรบของวังหน้า ขุดลงไปก็เจอปืนใหญ่ ปืนเก่า ช่วงสร้างพระเมรุก็เจอของเก่า ซึ่งเราปล่อยไว้ งานโบราณคดีไม่ได้ขุดทุกอย่าง เพราะอาจมีผลกระทบได้ เราต้องศึกษาว่าควรขุดขึ้นมาไหม ถ้าไม่จำเป็นก็ปล่อยไว้

เราอยากเอาข้อมูลทั้งหมดที่ทุกคนทำไว้แล้วมาปรับเพื่อเผยแพร่กับคนนอกกรมฯ มีการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยบ้าง เรายังต้องศึกษามากกว่านี้อีกเยอะ ต้องขุดค้น ต้องหาข้อมูลจากเมืองไทยและเมืองนอก เพราะบางทีรูปเก่าก็ไม่ได้อยู่แค่ในประเทศไทย ต้องใช้เวลา เราไม่อยากรอให้ได้ข้อมูลครบร้อยเปอร์เซ็นต์ค่อยเผยแพร่ ไม่อย่างนั้นคงต้องรอกันเป็นสิบปี

ประวัติศาสตร์, วังหน้า, คุณใหม่ เจนเซน, คุณใหม่ สิริยากร เจนเซ่น

ทำไมถึงชวน The Cloud ทำกิจกรรม Walk with The Cloud เรื่องวังหน้า

โครงการเฟสนี้มีนิทรรศการที่หอศิลป์กรุงเทพฯ เล่าถึงความเปลี่ยนแปลงทางประวัติศาสตร์ สิ่งที่หายไปแล้วแต่อยากให้คนนึกถึง The Cloud เคยพาคนไปเดินพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติมาแล้ว แต่โครงการนี้ไม่เหมือนกัน เพราะจะเล่าเรื่องการเปลี่ยนแปลงในประวัติศาสตร์ ตอนเดินอาจจะยากหน่อย เพราะจะเน้นในสิ่งที่มองไม่เห็นด้วยตา การเดินครั้งนี้จะทำให้รู้ว่าวังหน้าใหญ่แค่ไหน สำคัญระดับไหน ทำไมถึงมีการเปลี่ยนแปลง เราจะพูดถึงช่วงต้นรัตนโกสินทร์บ้างเพื่อให้เข้าใจภาพรวม แต่จะเน้นช่วงรัชกาลที่ 4 และ 5

จะไม่เหมือนการบรรยายในห้องเรียนใช่ไหม

ไม่เหมือน เป็นการคุยกันของวิทยากรแบบไม่มีผิด ไม่มีถูก เราจะคุยกันเรื่องการเปลี่ยนแปลงโดยผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ อาจารย์พรธรรม ธรรมวิมล เป็นสถาปนิกที่เชี่ยวชาญเรื่องผังเมือง จะเล่าว่าทำไมยุคเก่าถึงตั้งวังหน้าแบบนี้ อาจารย์พีรศรี โพวาทอง เน้นเรื่องสถาปัตยกรรมโดยตรง อาจารย์สันติ เล็กสุขุม เป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องจิตรกรรมฝาผนัง เราคุยกับอาจารย์สันติแล้วถูกใจมาก เพราะเป็นคนที่เข้าใจว่าประวัติศาสตร์เป็นสิ่งที่ไม่มีวันถูกต้อง มันเปลี่ยนแปลงตลอด มีการขุดค้นได้ข้อมูลใหม่ เราต้องเอาข้อมูลนั้นเข้าไปถึงคน ให้คนเริ่มตั้งคำถาม ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงเมื่อไหร่ เราก็คุยกันใหม่ได้เลย

งาน ‘วังน่านิมิต’ ครั้งนี้คุณใหม่ลงมือทำด้วยตัวเองเยอะมาก

มันเป็นโปรเจกต์ใหญ่ชิ้นแรกที่เราสนใจ ทุ่มเทมาก ลงมือทำเยอะ เพราะเราอยากทำทุกอย่างให้ดีที่สุดเพื่อจะได้เรียนรู้และมีประสบการณ์ในทุกด้าน เราเป็นทั้ง Project Director และ Project Manager ต้องเข้าไปหาและประสานงานคนด้วยตัวเอง ต้องขอความช่วยเหลือจากคน ทริปนี้เราเป็นคนจัดเส้นทางการเดิน เป็นคนนำประเด็นพูดคุยว่าจะไปทางไหน ถ้าเป็นหัวหน้างานแล้วไม่ได้ลงไปเอง อยู่ในห้องอย่างเดียวก็คุมทุกอย่างไม่ได้ จะเป็นปัญหาพอสมควร

เวลาเจอปัญหาจัดการยังไง

เราไม่เคยทำโครงการแบบนี้มาก่อน รู้แค่เราอยากทำแบบนี้ เป้าหมายคือแบบนี้ การทำงานที่ใหญ่ขนาดนี้อาจจะมีบางส่วนที่ทำให้บางคนไม่พอใจบ้าง เราอาจจะไม่ได้ทำถูกต้องร้อยเปอร์เซ็นต์ ทำผิดพลาดบ้าง ถ้ามัวแต่กลุ้มใจว่าทำไมถึงผิดพลาด ก็จะอยู่กับที่ไม่มีอะไรดีขึ้น เราต้องยอมรับก่อนว่าถ้าเข้าไปทำงานด้านที่เราไม่เคยทำมาก่อน ต้องกล้าทำ ถ้าทำผิดก็ต้องกล้ายอมรับ ต้องฟังคนอื่นว่าทำไมคุณถึงทำผิด คราวหน้าจะได้ไม่ทำแบบนี้อีก การยอมรับว่าทำผิดเป็นโอกาสดีที่จะได้เรียนรู้เพื่อพัฒนาตัวเอง

เวลาทำผิดมีคนกล้าเตือนไหม

เราอยากให้คนเตือนนะ เป็นไปไม่ได้ที่เราจะทำทุกอย่างให้ถูกต้องร้อยเปอร์เซ็นต์ ส่วนใหญ่ก็จะมีผู้ใหญ่คอยเตือนว่าคราวหน้าคุณใหม่ลองทำแบบนี้ก็ได้นะ อาจจะดีกว่า

เวลามีปัญหาคุณใหม่ปรึกษาใคร

คุยกับทุกคนนะ เวลาเหนื่อยๆ นี่ระบายกับทุกคนเลย (หัวเราะ) คำแนะนำที่เราได้มาคือ ถ้านี่คือสถานการณ์ที่แย่ที่สุดแล้วก็ถือว่าโชคดี เพราะบางอย่างอาจจะยากกว่านี้อีกเยอะเลย ถ้าเหตุการณ์ผ่านไปแล้วก็ให้มันผ่านไป อย่าบ่น (หัวเราะ)

วันที่ไปเดินสำรวจเส้นทางอากาศร้อนอบอ้าวมากและต้องเดินไกลมาก คุณใหม่ก็เดินไปพร้อมทีมงาน ร่มก็ไม่กาง ปกติคุณใหม่ใช้ชีวิตแบบนี้หรือ

ก็เป็นแบบนี้มาตลอด ตอนอยู่อเมริกาเราก็อยู่คนเดียวแบบคนธรรมดา ตอนนี้ก็ธรรมดา (หัวเราะ) ตอนกลับมาก็ตกใจเหมือนกัน ต้องปรับตัว เพราะเราไม่ชินที่มีคนตามเยอะๆ เราเป็นคนง่ายๆ ชอบความร้อนอยู่แล้ว เลยไม่ได้คิดถึงเรื่องร้อน

ประวัติศาสตร์, วังหน้า, คุณใหม่ เจนเซน, คุณใหม่ สิริยากร เจนเซ่น

ประวัติศาสตร์, วังหน้า, คุณใหม่ เจนเซน, คุณใหม่ สิริยากร เจนเซ่น

ไม่กลัวดำ

ตัวดำอยู่แล้ว ไม่เป็นไร (หัวเราะ)

คุณใหม่ชอบเที่ยว

เที่ยวเยอะเลย (หัวเราะ)

สงกรานต์ที่ผ่านมาไปทำอะไรที่เอธิโอเปีย

มีหลายคนสงสัยเหมือนกัน (หัวเราะ) เราอยากไปที่นี่มาก เพราะได้ฟังคนเล่า เห็นรูปถ่าย และฟังพอดแคสต์เกี่ยวกับศาสนาคริสต์ในเอธิโอเปีย เอธิโอเปียเป็นประเทศที่มีภาษาของตัวเองซึ่งเก่าแก่มากๆ ทางตอนเหนือเป็นที่ตั้งของจักรวรรดิอัคซูไมท์ตั้งแต่ก่อนคริสตกาล เป็นจักรวรรดิสำคัญแห่งแรกที่นับถือศาสนาคริสต์ ที่นี่เลยมีประวัติศาสตร์สำคัญที่เกี่ยวกับศาสนาคริสต์ ศาสนาคริสต์ในแอฟริกาถือว่าพระเยซูเป็นทั้งมนุษย์และพระเจ้า แต่ศาสนาคริสต์ในเอธิโอเปียไม่เหมือนที่อื่น เพราะถือว่าพระเยซูเป็นพระเจ้าอย่างเดียว เลยมีความพิเศษและเก่าแก่มาก

หาคนไปด้วยยากไหม

เราไปกัน 2 คนกับเพื่อนสนิท เขาเป็นคนอเมริกันเชื้อสายญี่ปุ่น ครอบครัวเขาอยู่อเมริกามาร้อยปีแล้ว เป็นเพื่อนผู้หญิงที่เราเดินทางด้วยตลอด ไปเที่ยวอาร์เจนตินาด้วยกันเดือนหนึ่ง พม่า ตุรกี เปรู ทุก 3 ปีเราจะไปเที่ยวด้วยกัน เขาจะแต่งงานเดือนกรกฎาคมนี้ เราเลยบอกว่านี่เป็นทริปสละโสดของเธอ (หัวเราะ) แฟนเขาขอไปด้วย เราก็บอกว่าไม่ได้ นี่เป็นทริปของสองสาวเท่านั้น เราก็ไปเที่ยวกันแบบลุยเลย

ไปลุยที่ไหนกันบ้าง

ทางตอนเหนือมีโบสถ์เก่าที่สร้างในช่วงต้นคริสตกาล เก่ากว่าโบถส์ลาลีเบลาที่ขุดอยู่ใต้ดินที่ดังๆ อีก เราต้องเดินประมาณชั่วโมงหนึ่ง แล้วก็ปีนเขาขึ้นไปแบบใช้อุปกรณ์ปีนเขา มีเชือกผูกเอว เพราะโบสถ์อยู่บนเขา ภาพเขียนเก่าบนเพดานโบสถ์สภาพดีมาก เพราะคนไม่ค่อยเข้าไปถึง แดดก็ไม่ค่อยโดน อากาศก็แห้ง ไม่ชื้นเหมือนเมืองไทย วันนั้นเราเดินไป 28 กิโลเมตร มันมาก ปีนเขา ดูบ้านเก่า แล้วก็พักที่บ้านดินในชุมชน เหมือนที่ชาวบ้านเขาอยู่กัน ไม่มีเครื่องทำความร้อน หนาวมาก ห้องน้ำก็ต้องออกมาเข้าข้างนอก เป็นแบบขุดหลุม

ประวัติศาสตร์, วังหน้า, คุณใหม่ เจนเซน, คุณใหม่ สิริยากร เจนเซ่น

ชอบเที่ยวแบบนี้

ใช่ เราชอบความสบายนะ แต่ถ้าจะไปประเทศอื่นเราก็อยากเข้าใจวัฒนธรรมของเขา เราไม่อยากไปทำสิ่งที่ทำที่เมืองไทยก็ได้ เราอยากเห็นสิ่งที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ช้อปปิ้งก็ทำได้นะ แต่อาจจะแค่วันสองวัน ส่วนใหญ่เราชอบออกไปเที่ยว ไปเดินเขา ชอบลุยมากกว่า

มีทริปแปลกๆ อีกไหม

ก็มีเยอะนะ เราเคยไปพม่าตอนที่เปิดประเทศใหม่ๆ ตอนนั้นไม่มีใครไปเลย ผู้หญิง 2 คนไปเที่ยวพุกามกัน เช่าจักรยานวันละ 6 เหรียญฯ (200 บาท) ปั่นไปเรื่อยๆ ไปดูเจดีย์ กินอาหารริมน้ำกัน อาร์เจนตินาก็เป็นเมืองที่สนุก ตอนนั้นไปแบบไม่แพงเท่าไหร่ ที่พักคืนละ 11 เหรียญ (380 บาท) ไปขึ้นเขากัน

เคยไปเที่ยวคนเดียวไหม

เคยไปเมืองจีนคนเดียว เราอยากไปดูแพนด้าที่เฉิงตูมาก ขี้เกียจชวนใคร บังเอิญมีเพื่อนของเพื่อนสนิทอยู่ที่นั่น เป็นคนจีน เขาอยากฝึกภาษาอังกฤษ เลยขอพาเราเที่ยว พาไปดูแพนด้า ไปดูพระพุทธรูปใหญ่ เป็นเมืองที่อาหารอร่อย สนุกดี แพนด้าก็น่ารักดี แต่มันดูขี้เกียจหน่อยหนึ่ง (หัวเราะ) โอมานเป็นอีกที่ที่ชอบ ไปคนเดียวเหมือนกัน สวยมาก มีอะไรแปลกๆ เยอะ มีภูเขาที่เป็นเหมือนแกรนด์แคนยอนของเขา ช่วงนั้นเป็นช่วงกุหลาบบาน ตอนปีนเขาจะได้กลิ่นกุหลาบทั่วไปหมด อีกที่ชื่อทะเลสาบวาดิ ถ้าจะไปถ้ำต้องปีนเขาแล้วว่ายน้ำไป คนแถวน้ันชอบมาเมืองไทย พอรู้ว่าเป็นคนไทยเขาจะดีใจมาก เป็นประเทศที่เราชอบมาก

ทำไมถึงชอบถ่ายรูปด้วยเลนส์เก่า

เราไม่ได้เป็นช่างภาพนะ แต่เราชอบถ่ายรูปมาตั้งแต่เด็กๆ หลายคนบอกว่ามุมมองของเราดี น่าจะจัดแสดงภาพถ่ายนะ เราใช้เลนส์เก่าเพราะเป็นคนประหยัด (หัวเราะ) ตอนเริ่มถ่ายรูปเราก็ซื้อกล้อง Mirrorless มา ตอนนั้นเลนส์แพงมากเลย เราเข้าไปดูในอีเบย์ว่าซื้อเลนส์อะไรได้บ้าง ก็ไปเจอคนซ่อมกล้องคนหนึ่งอายุ 70 แล้วมั้ง เขาแนะนำว่าลองใช้เลนส์แบบนี้ๆ นะ เลยเริ่มจากตรงนั้น พอเป็นเพื่อนกับเขา เขาก็สอนเราว่าต้องถ่ายแบบนี้ เราใช้เลนส์เก่าแบบโฟกัสด้วยมือ ก่อนถ่ายต้องคิดเยอะขึ้น ต้องคิดว่ามันโฟกัสหรือเปล่า ไม่ใช่ถ่ายไปเรื่อยๆ เพราะลบได้ เราชอบตรงที่ได้คิด หลังจากนั้นก็ติดเลย เคยซื้อเลนส์ที่เป็นโฟกัสอัตโนมัติมาใช้เหมือนกัน แต่ไม่นานก็ต้องย้อนกลับไปใช้เลนส์เก่า เพราะมันมีเอกลักษณ์ของมัน การเอาเลนส์เก่ามาใช้กับกล้องใหม่มันไม่ลงตัวร้อยเปอร์เซ็นต์ต้องใช้ตัวแปลง มันจะมีส่วนที่เป็นเงาๆ บ้าง เราชอบตรงนี้แหละ

เพื่อนบางคนบอกว่าเขาไม่มีเงินซื้อกล้องแพงๆ เราว่ามันไม่ได้ขึ้นกับกล้อง แต่ขึ้นกับตาของคน บางคนถ่ายด้วยโทรศัพท์มือถือมุมมองของเขาก็ยังสวย เหมือนเขาเห็นในสิ่งที่คนอื่นไม่เห็น

ประวัติศาสตร์, วังหน้า, คุณใหม่ เจนเซน, คุณใหม่ สิริยากร เจนเซ่น

เวลาไปเที่ยวชอบถ่ายอะไร

ตอนเด็กๆ คนล้อว่าเราไม่ชอบถ่ายคน ชอบถ่ายธรรมชาติ ถ้ามีคนยืนอยู่ในรูป เราจะบอกให้เขาออกไป (หัวเราะ) แต่ตอนนี้ชอบถ่ายรูปคน ชอบโมเมนต์ของคน บางทีเราก็ไม่ค่อยกล้าถ่าย อย่างที่นิวยอร์กคนเขาถือ แต่คนพม่าไม่ถือ ชอบให้ถ่ายรูป ก็ง่ายเลย

สายสิญจน์ที่ข้อมือสำคัญกับคุณใหม่ยังไง

หลายคนคิดว่าศาสนาพุทธคือการไปวัดแล้วขอพร สายสิญจน์แบบนี้อาจจะเอาไว้ขอให้ได้แฟนหรือขอให้สอบได้ แต่สำหรับเราศาสนาพุทธไม่ได้เป็นแบบนั้น ไม่ได้สอนว่าขอแล้วจะได้ แต่สอนให้มีสติ สายสิญจน์คือสิ่งที่ทำให้เรามีสติอยู่กับตัว เส้นหนึ่งเราได้มาจากวัดที่เชียงใหม่ อีกเส้นได้มาจากวัดอรุณฯ ตอนที่พาเพื่อนชาวต่างชาติไปคุยกับรองเจ้าอาวาสเรื่องศาสนา ประวัติศาสตร์ การอนุรักษ์ อีกเส้นซื้อมาจากวัดพูที่ลาวตอนไปเที่ยวกับเพื่อน เป็นสัญลักษณ์ของมิตรภาพและการเดินทาง เรามีสายสิญจน์แบบนี้เยอะเหมือนกัน

ชอบตัวละครไหนในซีรีส์ Game of Thrones ที่สุด

Arya Stark เขาเป็นผู้หญิงที่มั่นใจและกล้า ไม่กลัวอะไรเลย ซื่อสัตย์ ทำทุกอย่างเพื่อปกป้องครอบครัว เพื่อคนที่เขารัก ถ้าเขารักใครเขาจะไม่ท้ิงไป เราชอบนิสัยเขา เขาเป็นคนที่เท่

เป็นท่านหญิงที่ไม่เหมือนท่านหญิงเท่าไหร่ ดูลุยๆ อินดี้ๆ เหมือนคุณใหม่ไหม

เราก็ไม่เคยฆ่าคนนะ (หัวเราะ) เขาเป็นคนที่สนุก จริงจัง จริงใจ นิสัยอาจจะคล้ายกัน เราก็เลยชอบเขา เรื่องนี้สนุกจริงๆ ดูแล้วติดเลย

มีครั้งหนึ่งที่คุณใหม่เคยสั่งกาแฟแล้วพนักงานถามว่าชื่ออะไร รู้สึกยังไงบ้างเวลาที่คนไม่รู้จัก

ก็ไม่รู้สึกอะไร (หัวเราะ) เราชอบความเป็นส่วนตัวอยู่แล้ว คนไม่รู้จักก็ดีเหมือนกัน จะได้มีอิสระหน่อยหนึ่ง เราใช้ชีวิตอยู่เมืองนอกตลอด เพิ่งกลับมา อาจจะไม่มีข่าวให้คนรู้จัก ก็ไม่ได้หวังจะให้คนรู้จักนะ ไม่รู้จักก็ไม่เป็นไร เราไม่ได้คิดอะไรเลยจริงๆ

หลังจากนั้นสักพักก็มีคนเดินมาที่โต๊ะเพื่อขอถ่ายรูป เขาบอกว่าเป็นแฟนคลับคุณใหม่ ตอนนั้นรู้สึกยังไงบ้าง

ก็ตกใจ ถ้ามีคนรู้จักเราจะตกใจกว่าคนไม่รู้จัก เพราะเราไม่ได้เป็นคนดัง ก็จะตกใจ อาย หน้าก็จะแดงขึ้น (หัวเราะ) แต่ถ่ายรูปได้นะ ไม่ได้คิดอะไร ให้คุยกันก็คุยได้ ไม่มีปัญหา

ประวัติศาสตร์, วังหน้า, คุณใหม่ เจนเซน, คุณใหม่ สิริยากร เจนเซ่น

Writer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

ถ้าคุณเปิดไทยรัฐทีวี ช่อง 32 ระหว่างเวลา 19.00 – 22.40 น. คุณต้องคุ้นเคยกับชายคนนี้

อุ๋ย-ภาคภูมิ พันธุ์สถิตย์ คนข่าวดาวเด่นแห่ง ไทยรัฐนิวส์โชว์ (ประจำวันจันทร์-ศุกร์ บางทีก็เห็นกัน 7 วันต่อสัปดาห์) ดารารับเชิญตามโอกาสใน ข่าวใส่ไข่ และล่าสุดเป็นเจ้าของรายการใหม่ เปิดปากกับภาคภูมิ ออกอากาศทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 15.30 – 16.15 น.

หากไม่ได้มานั่งคุยกัน คงไม่รู้เบื้องหลังการใช้ชีวิตที่คิดอะไรก็มีแต่ข่าว ๆๆ ของเขา แต่นั่นคือกิจวัตรประจำวันที่อุ๋ยพึงพอใจ เพราะข่าวและชีวิตร้อยเรียงเป็นลมหายใจเดียวกัน 

มีเวลาน้อยต้องสุขให้คุ้ม มีงานอดิเรกบ้างนิดหน่อย มีวันลาพักร้อนที่ไม่ได้ใช้มา 5 ปี มีประสบการณ์มากกว่า 2 ทศวรรษในการทำข่าวภาคสนาม เกาะติดนักการเมืองในทำเนียบและสภา ก่อนเปลี่ยนบทบาทมาสู่ผู้ประกาศข่าวที่มีเป้าหมายคือการช่วยเหลือประชาชน และมีเบื้องหลังความสำเร็จเป็นครอบครัวที่เข้าใจในทุกสิ่งที่ ‘นักข่าว’ ‘สามี’ และ ‘พ่อ’ คนนี้ทำ

อุ๋ยและเรานั่งอยู่ในสตูดิโอรายการ เปิดปากกับภาคภูมิ แต่ครั้งนี้เราสลับบทบาทกัน 

The Cloud คือผู้ดำเนินรายการ และภาคภูมิคือแขกรับเชิญที่มาเปิดปาก เปลื้องชีวิตส่วนตัวและการทำงานอย่างหมดเปลือก

'อุ๋ย ภาคภูมิ' เบื้องหลังคนข่าวไทยรัฐทีวี ประสบการณ์ 25 ปีที่หวังให้ข่าวช่วยประชาชน
'อุ๋ย ภาคภูมิ' เบื้องหลังคนข่าวไทยรัฐทีวี ประสบการณ์ 25 ปีที่หวังให้ข่าวช่วยประชาชน

On Duty

วันนี้คุณเข้างานเช้ากว่าปกติ 3 ชั่วโมงเพื่อมาพูดคุยกับเรา ชีวิตปกติของคุณเป็นอย่างไร

ปกติผมมาถึงไทยรัฐตอน 12.00 น. ออกจากตึกอีกทีตอน 23.00 น. สมัยก่อนทำงาน 7 วัน เพราะมีรายการเดียว แต่ช่วงนี้ได้หยุดเสาร์-อาทิตย์ เพราะมี 2 รายการคือ ไทยรัฐนิวส์โชว์ และ เปิดปากกับภาคภูมิ

เราพอรู้ว่าคุณเคยวิ่งข่าวภาคสนามมาก่อน แต่ตอนนี้มานั่งอ่านข่าว งานข้างในยุ่งน้อยกว่าไหม

ข้างในไม่ใช่ว่าไม่ยุ่ง ในกองบรรณาธิการข่าวโทรทัศน์เต็มไปด้วยสิ่งที่ต้องเตรียม เป็นเครื่องจักรที่หมุนไม่หยุด

ข่าวเช้าออนแอร์ 6.00 – 8.00 น. ทีมข่าวเช้าต้องมาตอนตี 3 จบงาน 8.00 น. เวลาเดียวกันทีมข่าวเที่ยงต้องมาแล้ว เพราะออนแอร์ประมาณ 11.00 น. ไม่เกิน 11.30 น. จบตอน 13.30 น. เวลานั้นทีมงานข่าวเย็นมาทำงานต่อ เพราะต้องออนแอร์ 16.00 – 16.30 น. จบปุ๊บทีมข่าวค่ำต้องมาเพื่อเตรียมออนแอร์ตอน 19.00 น. 

ไม่นับรายการอื่น ๆ อย่าง เปิดปากกับภาคภูมิ 15.30 น. ผมต้องมาตั้งแต่เที่ยงเพื่อประชุม ทำไปพร้อมกับคุย ไทยรัฐนิวส์โชว์ กับกองบรรณาธิการ

เพราะฉะนั้น ข้างในกับข้างนอกต่างกันที่รูปแบบ ตอนทำภาคสนามเราโฟกัสเรื่องต่อเรื่อง สมมติทำเรื่องทุนจีนสีเทา เราไปฟังตำรวจแถลงข่าว คุณชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ แถลงเพิ่ม เราโฟกัสเรื่องเดียวแต่ครอบคลุมที่สุด

ขณะที่ตอนทำรายการข่าว เราต้องโฟกัสทุกอย่างใน 2 ชั่วโมง ตีกลม ๆ มีข่าวประมาณ 20 เรื่อง แต่ละเรื่องมีย่อยอีกว่าจะลำดับอย่างไร อ่านอะไรบ้าง ความยุ่งเลยต่างกัน

คุณใช้อะไรประเมินว่าการทำงานวันนี้ดีหรือยัง

เรารู้สึกได้เองว่า ตอนนี้ยังสื่อสารไม่ดีพอ แต่เพราะมีงานทุกวัน KPI จึงถูกวัดในทุกวัน เพื่อเอามาประมวลว่าต้องปรับปรุงตรงไหน ผมวัดด้วยความรู้สึกว่าดีหรือไม่ดี ไม่นับเรื่องเรตติ้งที่เป็นหลักวิทยาศาสตร์ซึ่งต้องวัดผลทุกวันอยู่แล้ว

อะไรที่แปลว่าไม่ดีสำหรับคุณ

พูดติดขัด ลิ้นพัน เร็ว รัว รีบไปไหนไม่รู้ บางทีหาข้อมูลไม่ทัน ถ้าเสริมอีกหรือได้ถามเพิ่มอีกน่าจะดี

เวลาออกอากาศสด คุณต้องเล่าข่าว ดูสคริปต์ จ้องกล้อง คุยกับผู้ประกาศคู่ และฟังสิ่งที่โปรดิวเซอร์พูดผ่านหูฟัง เคยสมาธิหลุดบ้างไหม

พอเริ่มปุ๊บเหมือนตัดอย่างอื่นโดยไม่รู้ตัว ก่อนอ่านอาจมีบ้าง ผมเป็นแฟนบอลแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ถ้าวันนี้มีเตะแต่ไม่ได้ดูก็อาจจะคิด (หัวเราะ) แต่พอเข้าข่าวก็ไม่สนใจแล้ว

อีกอย่าง งานข่าวคืองานสด การดูข่าวก็ต้องดูสด แม้จะดูย้อนหลังได้ แต่ก็ต้องเสพวันต่อวัน สมาธิเลยต้องอยู่กับงาน เราคัตอ่านใหม่ไม่ได้ รายการทอล์กก็เหมือนกัน คู่สนทนากี่คนก็ต้องมีสมาธิ ฟังอย่างตั้งใจ ประมวลผลอย่างรวดเร็ว โต้ตอบออกไปให้ทัน จะไปบอกให้เขาอธิบายใหม่ไม่ได้

แล้วเวลาอ่านข่าวคู่กับผู้ประกาศอีกคน มีความท้าทายมากกว่าปกติไหม

การอ่านข่าวคู่กับผู้ประกาศอีกคนหรืออ่านคนเดียว มันก็มีความยากง่ายแตกต่างกันไป แต่มันคือชีวิตประจำวันไปหมดแล้ว (หัวเราะ) ความท้าทายกลายเป็นเรื่องการตอบรับจากคนดูมากกว่า อันนี้ท้าทายว่าจะทำอย่างไรให้มันกลายเป็นรายการของประชาชนเพื่อช่วยเหลือประชาชนได้

นั่นคือเป้าหมายที่อยากไปให้ถึงในตอนนี้

ใช่ จะทำอย่างไรให้รายการเป็นปากเป็นเสียงหรือที่พึ่งของประชาชนที่เดือดร้อนได้

ถ้าทำไปแล้ว 3 เดือน 5 เดือน 2 ปี คุณยังไม่ได้ช่วยเหลือประชาชนหรือเป็นปากเป็นเสียงให้กับเขาเลย ผมถือว่าไม่ใช่แล้ว นั่นแปลว่าจัดรายการไปวัน ๆ

แล้วผลตอบรับในความพยายามที่คุณและทีมงานทำเป็นอย่างไรบ้าง

มีคนโทรกลับมาว่า คดีคืบหน้า เราดีใจมาก ไม่ใช่แค่รายการเรา แต่รายการอื่นที่คนมาร้องขอความเป็นธรรมด้วย 

บางเรื่องเขาเดือดร้อนจริง ถูกฟัน ถูกรุมยำมาแทบตาย เจอคนมีเงิน มีอิทธิพลกว่า ถ้าเขาไม่ได้เป็นข่าว ผมว่าเขาอาจจะแย่หรือตาย พอได้มาคุย เราถามไปยังตำรวจ ส่งต่อให้เขาไปกระทรวงยุติธรรมเพื่อขอความคุ้มครอง ไปเรียกร้องเงินตามสิทธิของผู้ที่ตกเป็นเหยื่อที่ควรจะได้ เราดีใจ เพราะมันเกิดผลและได้ช่วยจริง ๆ 

คุณคิดว่าข่าวเปลี่ยนชีวิตคนได้จริงหรือ

ได้ ปัจจุบันทุกคนเป็นนักข่าวพลเมืองได้ เพราะมีสื่อในตัวเอง แต่บางทีถ้าไม่ใช่สื่อกระแสหลัก เสียงอาจไม่ดังพอ พอสื่อหลักเล่นเกิดการขับเคลื่อนของคนที่เกี่ยวข้อง

อย่างทุนจีนสีเทา คุณชูวิทย์เคยพูดเรื่องบ่อน จากนั้นก็มาถึงธุรกิจอื่นเพิ่ม ตอนนั้นยังไม่ขยายวงกว้าง พอสื่อเล่น ผมเชิญคุณชูวิทย์มา เอาบอร์ดมาเขียนให้ดู ทุนจีนสีเทาคืออะไร ต้องปราบตรงไหน สุดท้ายมีการขยายผลต่อ

ผมจะบอกว่าการคุยกับสื่อไม่ว่าจะรายการไหน ถ้าสื่อสนใจประเด็นสังคมที่ส่งผลกระทบต่อบุคคล สังคม และประเทศ แล้วนำมาสะท้อนออกไป ผมว่าสื่อช่วยชีวิตคนได้

คุณคิดอย่างไรที่หลายคนบอกว่า ไทยรัฐเป็นสำนักข่าวที่รายงานข่าวค่อนข้างบันเทิง มีสีสัน บางทีก็มีอภินิหาร ความเชื่อเข้ามา

ผมมองว่าเป็นคาแรกเตอร์เฉพาะตัวของผู้ประกาศแต่ละคนมากกว่า แต่ในแง่ของไทยรัฐทีวี เราตั้งใจว่าอยากเป็นเพื่อนกับคนดู สื่อสารให้เขาเข้าใจง่าย

เราตั้งใจว่าเป็นสถานีข่าว HD ให้คนดูข่าวชัด ๆ รวมไปถึงเทคโนโลยีข่าวและกราฟิกบนหน้าจอ เมื่อเป็นสถานีข่าว ข่าวในแต่ละช่วงจึงมีเวลานาน เช่น ไทยรัฐนิวส์โชว์ ยาวตั้งแต่ 19.00 – 22.40 น. ที่อื่นอย่างมากแค่ชั่วโมงครึ่ง เราเลยนิยามว่าข่าวต้องครบรส สดทั้งวัน ต่อให้นอกเหนือรายการข่าวอย่าง ตะลอนข่าว คู่กัดสะบัดข่าว เปิดปากกับภาคภูมิ ก็สด รายการเทปน้อยมาก

ช่วงเวลาหลายชั่วโมงเลยต้องทำให้ครบรสและครอบคลุม ด้วยความสามารถของกองบรรณาธิการและทุกคน เรารู้อยู่แล้วว่าข่าวแต่ละเรื่องโทนไหน เล่นได้มากหรือน้อย จริงจังแค่ไหน ต้องคุยกันช่วงที่บรีฟงาน ส่วนที่เหลือคือสไตล์ของแต่ละคน

ปัจจุบันการเล่าข่าว ขยี้ข่าว มากหรือน้อยไปคือสิ่งที่คนดูตัดสิน ต้องยอมรับว่าตอนนี้พฤติกรรมคนดูข่าวเองก็อาจเปลี่ยนไป เราอาจไม่ได้ต้องการผู้ประกาศข่าวที่นั่งนิ่ง ตัวตรง เราอาจต้องการคนที่มาเป็นเพื่อนในห้องรับแขก หรือเพื่อนในรถไฟฟ้า

คุณเคยต้องอ่านข่าวที่ไม่อยากอ่านไหม

ด้วยความเป็นมืออาชีพและวิชาชีพยังไงก็ต้องทำงาน เพราะเป็นข่าวที่เรารับผิดชอบ แต่ถ้าถามว่าข่าวไหนที่รู้สึกไม่ค่อยอยากเห็น คือข่าวเกี่ยวกับเด็ก เด็กจมน้ำ เด็กถูกทารุณ ประสบอุบัติเหตุ เพราะลูกเราก็วัยนี้

มีเสียงลือมาอีกว่า โปรแกรมของไทยรัฐมักมีแต่ข่าวอาชญากรรม ดูแล้วชีวิตหดหู่

ก็ใช่ แต่ถ้าดูจริง ๆ จะพอทราบว่าแบ่งเป็นช่วงเวลา ถ้าดูช่วง 19.00 – 20.00 น. เป็นแนวคนเมือง เศรษฐกิจ ปากท้อง สีสันบันเทิง ชุมนุม กินชาบูไม่จ่าย แต่พอ 20.00 น. จะเป็นแนวหนังอาชญากรรม กินเวลาไปถึง 21.30 น. อีกครึ่งชั่วโมงจะเบาลงมา แนวชีวิต ความเดือดร้อน อาจมีการเมืองมาหยอดตอนท้าย เราแบ่งโดยดูว่าคนกลุ่มไหนดูเราในแต่ละช่วงเวลา

แสดงว่าเราเปิดไปดูแต่ตอน 20.00 น. ตลอด เพราะเจอแต่ข่าวอาชญากรรม

(หัวเราะ) ขอบคุณที่เปิดมาดูเรานะครับ ถ้ามีเวลาพอก็อยากให้ดูตั้งแต่ต้นจนจบ จะได้เห็นว่าข่าวของเรามีหลากหลายรูปแบบ

ตอนนี้คนดูโทรทัศน์ก็น้อยลง คุณทำอย่างไรให้คนไม่เปลี่ยนช่อง

ขอตั้งต้นว่า หลายคนบอกว่าสื่อหลายอย่างจะตาย เพราะออนไลน์เข้ามา แต่ผมว่าสื่อไม่ตาย ทั้งหมดเป็นแค่แพลตฟอร์ม ทีวียังคงเป็นสื่อหลักที่คนดู คนรุ่นนี้ตอนนี้ไม่ดูทีวี แต่ในอนาคตเขาอาจจะไม่อยากดูโทรศัพท์เครื่องเล็ก ๆ แล้วก็ได้ เขาอาจเปิดทีวีดูจอใหญ่แทน

ถามว่าทำยังไงให้คนหยุดดู เราทำหน้าที่ให้ดีที่สุด ไม่ใช่แค่ผม แต่คนในวงการโทรทัศน์ต้องช่วยกันสร้างสรรค์งานให้เกิดการยอมรับและดึงดูดผู้คน ตั้งใจอ่านโจทย์เพื่อตอบโจทย์คนดู ทำงานแข่งขันกับโลกออนไลน์โดยหาเรื่องที่เป็นปัจจุบันและเป็นความจริงที่สุดมาเล่า

'อุ๋ย ภาคภูมิ' เบื้องหลังคนข่าวไทยรัฐทีวี ประสบการณ์ 25 ปีที่หวังให้ข่าวช่วยประชาชน
'อุ๋ย ภาคภูมิ' เบื้องหลังคนข่าวไทยรัฐทีวี ประสบการณ์ 25 ปีที่หวังให้ข่าวช่วยประชาชน

On this day

เป้าหมายตั้งแต่วันแรกที่คุณทำงานข่าวจนถึงตอนนี้ยังเหมือนเดิมไหม

ผมมาไกลเกินฝัน ความฝันแรกคืออยากเป็นคอลัมนิสต์เขียนเรื่องฟุตบอล ต่อมาก็เป็นนักข่าว ไม่ได้คิดว่าอยากเป็นผู้ประกาศข่าว มีรายการทอล์ก ได้รับรางวัลนาฏราช สาขาผู้ประกาศข่าวชายยอดเยี่ยม อันนี้ต้องขอบคุณทุกคน 

ตอนนี้ผมอยากให้รายการข่าวที่ทำ โดยเฉพาะ เปิดปากกับภาคภูมิ เป็นปากเป็นเสียง เป็นที่พึ่งของสังคมได้

แล้วความฝันที่จะเป็นนักข่าวกีฬาหายไปไหน

คือตอนเด็กผมชอบฟุตบอลและเป็นนักฟุตบอลในยุคเฟื่องฟูของข่าวและนิตยสาร สตาร์ซอคเก้อร์ หรือ สยามกีฬารายวัน เราก็อยากเป็นคอลัมนิสต์อย่าง คุณบอบู๋-บูรณิจฉ์ รัตนวิเชียร และ คุณแจ็คกี้-อดิสรณ์ พึ่งยา

แต่พอเข้าเรียนคณะนิเทศศาสตร์ เราซึมซับการเมืองโดยไม่รู้ตัว เพื่อนสนิทคนหนึ่งชื่อว่า พีระยุทธ โอรพันธ์ เขาชอบถือ มติชนรายสัปดาห์ กับ สยามรัฐ สัปดาห์วิจารณ์ ขณะที่เราถือ สตาร์ซอคเก้อร์ ทุกวัน บางทีอ่านของเราจบ ก็เอาของเพื่อนไปอ่าน รู้จักชื่อนักการเมือง รู้เรื่องรัฐสภาไปโดยไม่รู้ตัว

พอเรียนจบทำงานที่ศูนย์ข่าวแปซิฟิก พ.ศ. 2540 ไม่มีโต๊ะประจำ เขาส่งเราไปทำทุกอย่าง แต่เรายังไม่ทิ้งฝันว่าจะเป็นนักข่าวกีฬา เมื่อตอนมีกีฬาซีเกมส์ที่อินโดนีเซียเลยได้ไปทำข่าวกีฬาจริงจังเป็นเดือน จนค้นพบว่ามันไม่ใช่ เราต้องไปสัมภาษณ์นักกีฬาก่อนและหลังแข่ง ระหว่างเกมต้องจดทุกนาที ใครทำอะไรนาทีที่เท่าไหร่ พิมพ์ส่ง

พอไปทำข่าวการเมืองกลับชอบ ฟังเขาอภิปรายในสภาได้สบาย ฟังตั้งแต่ยุค เฉลิม อยู่บำรุง ยังอยู่ในสภาแล้วก็เขียนวิเคราะห์

ตอนนั้นเลยรู้ว่า ข่าวกีฬา เรามีความสุขในการเสพ แต่ข่าวการเมือง เศรษฐกิจ อาชญากรรม เรามีความสุขในการสื่อ

แล้วหลังจากนั้นคุณก็ไม่ได้ออกจากวงการอีกเลย

ใช่ พ.ศ. 2541 เข้าไปสอบเป็นนักข่าวการเมืองของช่อง 9 MCOT HD ดำเนินการโดย อสมท. ส่วนปัจจุบันทำที่ไทยรัฐทีวี รวมทั้งหมดก็ 25 ปีพอดี ตอนเป็นนักข่าวใหม่ ๆ ต้องไปรายงานสดการชุมนุม ด้านหลังตีกันก็เคยผ่านมา แต่พอหลัง ๆ เราเริ่มมาอ่านข่าวข้างใน กินเวลาประมาณ 10 ปีได้ ครึ่งหนึ่งของการทำงาน

'อุ๋ย ภาคภูมิ' เบื้องหลังคนข่าวไทยรัฐทีวี ประสบการณ์ 25 ปีที่หวังให้ข่าวช่วยประชาชน
'อุ๋ย ภาคภูมิ' เบื้องหลังคนข่าวไทยรัฐทีวี ประสบการณ์ 25 ปีที่หวังให้ข่าวช่วยประชาชน

อะไรคือจุดเปลี่ยนให้คุณเบนเข็มจากงานภาคสนามมานั่งอยู่ในสตูดิโอ

น่าจะเป็นเรื่องจังหวะชีวิตและความโชคดีของเรา พอมาทำงานที่แรกก็เป็นวิทยุ ทุกต้นชั่วโมง 5 – 10 นาทีจะมีข่าว สมัยก่อนศูนย์ข่าวแปซิฟิกจะผลิตข่าววิทยุให้กับสถานีในเครือกองทัพบกทั่วประเทศ ยุคแรก ๆ คือ คุณสมเกียรติ อ่อนวิมล, คุณกิตติ สิงหาปัด ขณะเดียวกันก็มีการรับจ้างผลิตรายการโทรทัศน์ เมื่อก่อนดังมากคือรายการ ตามล่าหาความจริง

ผมเข้าไปเพื่อผลิตข่าววิทยุ ตอนนั้นส่งตัวอย่างเสียงไปให้เขาฟัง เพราะนักข่าวที่นี่ต้องใช้เสียง

ขอฟังตัวอย่างหน่อย ต้องพูดว่าอะไร

ต่อไปนี้สถานีวิทยุในเครือกองทัพบกโดยศูนย์ข่าวแปซิฟิกเสนอข่าวจาก… (ทำเสียงแบบที่เคยได้ยินในวิทยุ)

แล้วโทรทัศน์ที่ต้องการนักข่าวก็จะเลือกมาจากนักข่าววิทยุ เพราะนักข่าววิทยุใช้เสียงได้ รายงานได้ ยุคนั้นออนไลน์ยังไม่มีบทบาท พอผมได้มาทำทีวีก็มีจังหวะให้เติบโต ผมไต่มาตามระดับเลย อ่านข่าวภาคเล็ก ๆ ต้นชั่วโมง ข่าวดึก ข่าวเช้า ข่าวเที่ยง ข่าวค่ำ จนตอนนี้มีรายการทอล์กของตัวเอง เพราะไทยรัฐทีวีให้โอกาส

คุณเคยชอบการฝังตัวอยู่ในรัฐสภา ตอนนี้ไม่ได้ทำอย่างนั้นแล้ว โหยหาการทำข่าวการเมืองบ้างไหม

ไม่ถึงขั้นนั้น เมื่อก่อนตอนที่ผมโต รายการข่าวมันเรียง การเมือง เศรษฐกิจ สังคม ต่างประเทศ กีฬา พยากรณ์อากาศ เพราะฉะนั้นเมื่อก่อนคนไทยจะได้ดูแต่ข่าวการเมืองอันดับแรก แต่เดี๋ยวนี้ไม่ใช่ คนไม่ได้อยากดูการเมืองตลอด เขามีช่องทางให้เลือก

คุณคิดว่าข่าวการเมืองยังเป็นสิ่งที่ประชาชนควรเสพไหม

ต้องแล้วแต่ว่าเขาสนใจเรื่องการเมืองไหม แต่ไม่ควรทิ้ง เราควรรู้ สอดส่อง หรือเฝ้าดูว่านักการเมืองกำลังทำอะไรให้บ้าง การจัดประชุม APEC ครั้งนี้เราได้อะไร ราคาน้ำมันแพงแก้ปัญหาอย่างไร เมื่อประชาชนมีคำถาม สื่อต้องไปถามให้ เรื่องแบบนี้ผมว่าเป็นข่าวการเมืองที่ควรรู้และสื่อควรบอก ประชาชนไม่ต้องรู้ก็ได้ว่า นักการเมืองคนไหนด่าใครว่าอะไร แต่ถ้าอยากรู้ก็ได้เช่นกัน 

'อุ๋ย ภาคภูมิ' เบื้องหลังคนข่าวไทยรัฐทีวี ประสบการณ์ 25 ปีที่หวังให้ข่าวช่วยประชาชน

สมัยนี้นักข่าวก็เหมือนอินฟลูเอนเซอร์คนหนึ่ง คุณเคยเช็กเรตติ้งของตัวเองบ้างไหม

(หัวเราะ) ไม่เคยเลย เพราะไม่ได้คิดว่าตัวเองเป็นคนดัง เราเป็นคนข่าวคนหนึ่ง แต่เวลาเดินออกไปข้างนอกก็มีคนทักบ้าง มาขอถ่ายรูปก็ดีใจแล้ว

แต่ต้องยอมรับว่าความดังเป็นแรงขับเคลื่อนสังคม คนในวงการข่าวที่น่าเชื่อถือมีเยอะมาก เขาไม่ได้ทำเพราะอยากดัง คุณสุทธิชัย หยุ่น, คุณสรยุทธ สุทัศนะจินดา, คุณกิตติ สิงหาปัด, คุณต๊ะ-นารากร ติยายน, คุณหนุ่ม-กรรชัย กำเนิดพลอย, คุณจอมขวัญ หลาวเพ็ชร์ หลายคนโด่งดัง แต่ไม่ได้ใช้ในการกอบโกย เขาหยิบอะไรขึ้นมาก็เกิดแรงกระเพื่อม พอคนพูดถึง หน่วยงานเข้ามา ผมเองก็เรียนรู้จากทุกคน ยกให้เป็นครู และนำมาพัฒนาตัวเอง

ในทุกวงการ ความโด่งดังเป็นสิ่งที่ต้องควบคุม ถ้าไม่อยู่ในครรลองก็เกิดความผิดพลาดกันได้

คุณคิดว่าการเป็นนักข่าวที่ดีต้องมีอะไรบ้าง

สารตั้งต้นคือต้องมีใจรัก เพราะถ้าไม่รักอยู่กับข่าวไม่ได้ ต้องหายใจเข้าออกเป็นข่าว มีจมูกข่าว เห็นเรื่องนี้แล้วได้กลิ่นว่ามันขยายผลต่อได้ มีความมุ่งมั่นตั้งใจ เมื่อโอกาสมาถึง คุณค่อยเอาความดีและความเก่งของคุณคว้าโอกาสตรงนั้นแล้วสร้างผลงานและตัวตนของคุณออกมา

ความทุ่มเทก็ต้องมีถึงขั้นจิตวิญญาณ มีความอยากรู้ อยากช่วยเหลือ อยากส่งต่อ ในหนึ่งวัน คุณจะต้องใช้ชีวิตอยู่กับมัน 60 – 70 เปอร์เซ็นต์ รวมทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลัง ต้องคุยกันทั้งวันเกี่ยวกับเรื่องข่าว

ช่วงที่ยุ่งที่สุด คุณทำงานติดกันนานขนาดไหน

24 ชั่วโมง เป็นวาระที่พิเศษหรือเหตุฉุกเฉิน เช่น ตอนที่ 13 หมูป่าติดถ้ำหลวง ไทยรัฐต้องล้มผังเป็นรายการข่าวทั้งวัน แต่ไม่ใช่อ่านคนเดียวตลอด อ่าน 4 – 5 ชั่วโมง พักหน่อย แล้วมาอ่านต่อ ไม่ได้กลับบ้านจนจบภารกิจแค่นั้นเอง

อย่างนี้ตอนกลับบ้านคุณก็คิดเรื่องข่าวด้วย

ก็คิดนะ แต่ถ้าเรากลับบ้านมันก็จะไม่ตลอด บางทีเห็นข่าว กรุ๊ปไลน์เด้ง สัญชาตญาณคนข่าวจะทำให้เราคุยเรื่องนั้นต่อ ถามผู้ใหญ่ว่าผมทำข่าวนี้ได้ไหม นี่คือชีวิต 24 ชั่วโมง แต่ไม่ได้ฝืนนะ มันชินแล้ว

เบื้องหลังความคิด ชีวิต และข่าวครบรสของ 'อุ๋ย-ภาคภูมิ พันธุ์สถิตย์' คนข่าวไทยรัฐที่ตกตะกอนว่า ความสุขอยู่แค่ปากซอย

On Cloud Nine

25 ปีผ่านไป งานข่าวคงต้องเคยทำให้ชีวิตคุณเสียสมดุลบ้าง

มีบ้างเวลาที่งานเยอะ ช่วงหนึ่งจัดวิทยุตอนเช้า 8.00 – 9.00 น. เสร็จแล้วกลางวันไปทำงานในกองบรรณาธิการข่าวต่อ พอตกกลางคืนไปอ่านข่าว เท่ากับทำตั้งแต่ 8.00 – 23.00 น. มีอีกช่วงคือเขาขอให้จัดเพิ่มเป็น 6.00 – 7.30 ด้วย เว้นแค่ 30 นาที บวกกับเสาร์-อาทิตย์ต้องอ่านข่าวตอนเช้า 

อันนี้ไม่เห็นหน้าลูกเมียของจริง ต้องมานั่งย้อนคิดกับตัวเองว่า เยอะเกินไปไหม เรามีความฝันเลยพุ่งทะยานไป แต่เมื่อถึงเวลา ช่วงหนึ่งของชีวิตจะบอกเราเองว่า สิ่งที่เราอยากเป็น อยากไป ยังไงก็ทิ้งครอบครัวไว้ข้างหลังไม่ได้ มันต้องมีสมดุลและความสุข

ครอบครัวสำคัญแค่ไหนสำหรับคุณ

ถ้าไม่มีครอบครัวสนับสนุนคงมาไม่ถึงจุดนี้

ภรรยาเจอผมตอนที่เป็นนักข่าวแล้ว เพราะฉะนั้น เขาเข้าใจธรรมชาติของเรา ลูกชายก็เกิดมาตอนที่พ่อเป็นนักข่าว ลูกก็ไม่เคยบอกว่าเราต้องไปเฝ้าเขาเตะบอล

ลำดับความสำคัญของผม อย่างแรกคือครอบครัว แค่ตัวไม่ได้อยู่ด้วย อย่างที่สองคืองาน

เบื้องหลังความคิด ชีวิต และข่าวครบรสของ 'อุ๋ย-ภาคภูมิ พันธุ์สถิตย์' คนข่าวไทยรัฐที่ตกตะกอนว่า ความสุขอยู่แค่ปากซอย

คุณคิดว่าตัวเองใช้ชีวิตที่ผ่านมาได้คุ้มค่าหรือยัง

ชีวิตข่าวคุ้มไม่คุ้มไม่แน่ใจ แต่ยังอยากทำแบบนี้ไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะมีคำตอบว่าไม่มีใครจ้างเราแล้ว หรือถ้าไม่มีใครจ้างก็ยังอยากทำเอง เพราะชีวิตทุกวันนี้หายใจเข้าออกเป็นการสื่อสาร อยากเป็นเหมือนคุณสุทธิชัย หยุ่น, คุณวีระ ธีรภัทร ที่ชีวิตยังอยู่ในวงการ ไม่รู้ว่าจุดหมายสุดท้ายจะไปได้ถึงขนาดนั้นหรือเปล่า

แล้วชีวิตส่วนตัวล่ะ

บอกเลยว่ายัง เพราะเรามีชีวิตในภาคการทำงานมากกว่าชีวิตส่วนตัว แต่ก็ยังมีความฝันที่คุยกับลูกและภรรยาอยู่ เช่น เราต้องไปดูบอลกันที่โอลด์แทรฟฟอร์ด ประเทศอังกฤษ ให้ได้ อันนี้ถึงเวลาค่อยไป มีความฝัน ภรรยาก็อยากไปเกาหลี ไปหา แจ็คสัน หวัง แต่ผมอยากไปหา ลิซ่า BLACKPINK ครับ (หัวเราะ)

ความสุขของคนยุ่ง ๆ อย่างคุณ หาได้จากไหนบ้าง

ชีวิตของผมไม่ได้ต่างจากคนทั่วไป ความสุขส่วนมากอยู่แค่ปากซอยบ้าน วนกันอยู่ในครอบครัว มีพ่อแม่ ภรรยาและลูก พอหยุดก็หาที่กินข้าว อาจไปเที่ยวบ้านญาติ มันคือความสุขที่สุขแล้ว ไม่รู้จะไปถวิลหาตรงไหนอีก นึกไม่ออกด้วยซ้ำว่ากิจกรรมหวือหวาอย่างอื่นคืออะไร เพราะไม่ได้ทำเลย (หัวเราะ)

แต่ชีวิตผมไม่ได้รันทดนะ นี่คือความสุขจริง ๆ ที่ผมเลือก เวลาน้อยต้องเก็บโกยความสุข แทบไม่อยากให้มันหล่นหายไปไหน

ถ้าไทยรัฐให้วันหยุดฟรี 1 สัปดาห์ ไม่นับรวมลาพักร้อน คุณจะทำอะไร

โห! ไปต่างประเทศเลย ไม่ญี่ปุ่นก็เกาหลี

แล้วถ้าให้ 1 เดือนเลยล่ะ

เยอะไป เดี๋ยวจะเที่ยวจนเบื่อ ขอสัก 12 วันก็เหลือเฟือ

คุณลาพักร้อนครั้งล่าสุดเมื่อไหร่

จำไม่ได้แล้ว นานมาก สมัยอยู่ที่ทำงานเก่า ตอนนั้นพัก 5 วันไปญี่ปุ่น แต่ตอนนี้อยู่ไทยรัฐมา 5 ปีแล้วยังไม่เคยลา

ถ้าอย่างนั้นคุณมีงานอดิเรกคลายเครียดบ้างไหม

ก็มีแค่สะสมเสื้อฟุตบอล ผมเป็นแฟนแมนยูฯ แต่ซื้อเสื้อทุกทีมไปเรื่อย ๆ ไม่ได้ประมูล ผมจะซื้อหลังจบฤดูกาล เพราะมันจะลดราคา ยกเว้นของแมนยูฯ ภรรยาบ่นแล้ว เพราะไม่มีที่เก็บ แต่ผมก็เอามาใส่นะ (หัวเราะ)

เบื้องหลังความคิด ชีวิต และข่าวครบรสของ 'อุ๋ย-ภาคภูมิ พันธุ์สถิตย์' คนข่าวไทยรัฐที่ตกตะกอนว่า ความสุขอยู่แค่ปากซอย

On the Way to a Dream

ชีวิตของคุณไต่เต้าขึ้นมาจากศูนย์ด้วยความสามารถและความพยายามของตัวเอง วันนี้คุณมีงานที่มั่นคง มีความสุข ได้ทำเพื่อสังคม คุณอยากขอบคุณใครบ้างที่ทำให้คุณก้าวมาถึงจุดนี้

ขอบคุณพ่อแม่ ขอบคุณภรรยาที่สนับสนุนเรา ขอบคุณลูกชายที่เข้าใจว่าพ่อทำงานตลอด ปิดเทอมก็ไม่ได้พาไปไกล ๆ ที่เหลือคือขอบคุณครูบาอาจารย์ที่เอ่ยชื่อไม่หมด ขอบคุณทุกที่ทำงานที่ให้โอกาสให้เราได้เติบโตขึ้นมา โดยเฉพาะไทยรัฐทีวี ขอบคุณจริง ๆ

(เสียงของเขาหายไป เราเงยหน้าจากสมุดจด)

(ซับน้ำตา) ไม่ใช่เพราะปัจจุบัน ผมอยู่ที่นี่เลยขอบคุณ แต่การอยู่ที่นี่ทำให้ผมได้ทำในสิ่งที่เป็นตัวเอง เพราะเราคือคนข่าว พออยู่ในสถานีข่าวมันก็ได้หายใจเข้าออกเป็นข่าว จังหวะชีวิตและลมมหายใจมันกลายเป็นสิ่งเดียวกัน…

ขอโทษครับ พอพูดแล้วจะร้องไห้

(เรายิ้มและพยักหน้า ทั้งห้องมีแต่ความเงียบ)

ผมไม่เคยคิดฝันว่าตัวเองจะมาไกลขนาดนี้ จนพอเป็นผู้ประกาศข่าวก็เริ่มมีฝันว่าอยากทำรายการทอล์ก พอผมได้คุยเรื่องการทำงานกับ คุณนิค-จิตสุภา วัชรพล หรือ คุณจูเนียร์-วัชร วัชรพล เขาถามผมว่า พี่อุ๋ยอยากทำอะไร ผมก็บอกว่า อยากทำรายการทอล์ก ผมไม่รู้ว่าจะทำได้ดีไหม แต่ผมอยากทำ ทางไทยรัฐให้โอกาสผมเลยคือรายการ เปิดปากกับภาคภูมิ นี่คือของขวัญชิ้นใหญ่

คงไม่มีสถานีโทรทัศน์ไหนที่ให้เวลาผมได้ทำรายการข่าวในแต่ละวันเยอะแยะขนาดนี้ ไม่รู้จะขอบคุณยังไง ใช้คำว่าขอบคุณก็ไม่รู้จะพอไหม เพราะโอกาสในหน้าที่การงานที่ได้ทำคือความมั่นคงของชีวิตที่ไปตอบโจทย์ความสุขของครอบครัว

ถ้าถามว่าผมไม่เหนื่อยเหรอ มีความสุขแล้วเหรอ นี่แหละคือความสุข เพราะมันร้อยรวมไปแล้วระหว่างชีวิตที่ทำงานและครอบครัว

เบื้องหลังความคิด ชีวิต และข่าวครบรสของ 'อุ๋ย-ภาคภูมิ พันธุ์สถิตย์' คนข่าวไทยรัฐที่ตกตะกอนว่า ความสุขอยู่แค่ปากซอย

Writer

วโรดม เตชศรีสุธี

วโรดม เตชศรีสุธี

นักจิบชามะนาวจากเมืองสรอง หลงใหลธรรมชาติ การเล่าเรื่อง และชอบสูดกลิ่นอายแห่งอารยธรรม

Photographer

Avatar

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load