เชื่อไหมว่า วันหนึ่งคุณอาจตื่นมาเจอวิดีโอตัวเองกำลังพูดสิ่งที่คุณไม่เคยพูดและจะไม่มีทางพูด

การรู้เท่าทันสื่อเป็นประเด็นยอดฮิตในโลกยุคโซเชียลมีเดีย ตั้งแต่ข่าวที่เขียนโดยไม่มีมูลความจริง มาเป็นรูปภาพที่ผ่านการตัดต่อ จนตอนนี้โลกดำเนินมาถึงจุดที่สร้างวิดีโอปลอมได้แล้ว

การทำวิดีโอใบหน้าเสมือนจากข้อมูลเก่า โดยไม่ต้องรบกวนเวลาเจ้าตัวมาอัดวิดีโอจริงเลยแม้แต่น้อย คืองานวิจัยจบปริญญาเอกที่ University of Washington ของ ดร.เอก-ศุภศรณ์ สุวจนกรณ์ นักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ชาวไทย

งานชิ้นนี้ทำให้เขาดังเปรี้ยงจนเขาได้รับเชิญไปพูดใน TED2018 ที่แวนคูเวอร์เมื่อช่วงต้นปี (ดูได้ที่นี่) และได้ทำวิจัยต่อยอดจากงานนี้ระหว่างอยู่ในโปรแกรม Google AI Residency อีกด้วย

ดร.ศุภศรณ์ สุวจนกรณ์, คนไทยที่ทำงาน Google

ตอนนี้ชายหนุ่มเลือกกลับมาเป็นอาจารย์ที่ VISTEC และจะขึ้นพูดในงาน Digital Thailand Big Bang 2018 ในช่วงปลายสัปดาห์นี้ เราจึงเห็นว่าเป็นวาระอันดีที่จะชวนเขามาพูดคุยกับเกี่ยวกับที่มาที่ไป รายละเอียด และผลกระทบของการทำวิดีโอจำลองใบหน้า ก่อนการสนทนาจะต่อเนื่องไปถึงสถานการณ์ในวงการเทคโนโลยีโลก และการปรับความเข้าใจเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์กันเสียใหม่

กว่าจะมาเป็นวิดีโอปลอมที่ส่งผลกระทบต่อเราในชีวิตจริง เบื้องหลังเป็นอย่างไร นี่คือคำตอบจากปากผู้เชี่ยวชาญโดยตรง

ดร.ศุภศรณ์ สุวจนกรณ์, คนไทยที่ทำงาน Google

ก่อนจะพูดถึงสิ่งที่คุณทำ อยากให้คุณอธิบายก่อนว่าคนในสายงาน    Computer Vision เขาทำอะไรกัน

ขอบเขตงานของเราน่าจะบอกได้ว่าอยู่ในสาย Computer Vision โจทย์ในสายนี้มี 2 ประเภทหลักๆ ประเภทหนึ่งคือ การพยายามเข้าใจระบบการมองเห็นของคนว่าทำงานอย่างไร ทำไมเราเห็นโต๊ะแล้วรู้ว่าเป็นโต๊ะ เห็นคนนี้แล้วรู้ว่าเป็นคนนี้ ไม่ใช่คนนั้น ส่วนโจทย์อีกประเภทคือ เราจะทำให้คอมพิวเตอร์มองเห็นเหมือนคนได้อย่างไร โดยอาจไม่ต้องเป็นวิธีเดียวกับคนก็ได้ งานเราจะค่อนไปทางประเภทที่ 2 มากกว่า คือหาทางทำให้คอมดูภาพหน้าคน แล้วปั้นโมเดลสามมิติขึ้นมาใหม่จากภาพนั้น

นี่เป็นเรื่องยากสำหรับคอมพิวเตอร์เหรอ

คอมอาจเจ๋งมากเวลาแก้ปัญหาบางอย่าง เช่นการคิดเลข แต่บางปัญหาที่เราคิดว่าง่าย มันกลับยากมาก เช่นเรื่องการมองเห็น โจทย์นี้มีต้นตออยู่ว่า อาจารย์ที่ MIT ให้เด็กปริญญาตรีทำซัมเมอร์โปรเจกต์ ลองเอากล้องไปต่อกับคอมดูซิ แล้วให้คอมบอกว่าตัวเองเห็นอะไร ทำมาตั้งแต่ปี 1966 จนถึงตอนนี้ 50 ปีมาแล้วก็ยังแก้โจทย์ไม่ได้

ตอนนี้คอมอาจบอกได้แม่นยำระดับหนึ่ง เช่นเอารูปแมวให้ดูก็จะพอรู้ว่าเป็นแมว แต่ถ้าแมวมันเริ่มเดิน ทำท่าทางเบี้ยวๆ คอมก็อาจจะเห็นเป็นอย่างอื่น หรือมีงานวิจัยหนึ่งที่เอารูปแมวมา แล้วแก้นิดหน่อยแบบที่คนมองแล้วดูไม่ออกว่าแตกต่าง ขยับบางพิกเซลสูงขึ้น บางพิกเซลต่ำลง เท่านี้คอมก็คิดว่าเป็นอย่างอื่นเรียบร้อย มันเปราะบางมากๆ เรียกว่ายังสู้กับเด็กทารกไม่ค่อยได้ด้วยซ้ำ

แปลว่าสมองกลกับสมองคนยังต่างกันมาก

ต่างกันอยู่แล้ว คือวิธีหนึ่งที่จะสร้างสมองกล เรียกว่า Neural Network ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากระบบประสาทในสมองก็จริง แต่ในเชิงโครงสร้างมันไม่เหมือนสมองเลยแม้แต่นิดเดียว คนที่สร้างไม่ต้องศึกษาสมองคนก่อนด้วยซ้ำ อาจเรียกว่าได้แรงบันดาลใจมาจากสมอง แค่นั้น พวกรูปแบบการเชื่อมต่อทั้งหลายคือคนออกแบบเองหมด ท้ายที่สุดแล้ว เราอาจสร้างคอมที่คิดอ่านเห็นเหมือนคนได้ โดยที่ไม่ต้องรู้เลยด้วยซ้ำว่าคนรับรู้โลกอย่างไร

คอมจะได้เปรียบตรงที่มันเห็นข้อมูลเยอะกว่า มนุษย์ไม่มีทางไปนั่งดูรูปเป็นล้านๆ รูปก่อนตอบคำถามได้ เช่นสมมติให้แยกประเภทนก คอมจะบอกได้ว่านกเป็นพันธุ์อะไรๆ เพราะมันมีข้อมูลพวกนั้น ในขณะที่คนธรรมดาที่ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญนกไม่มีทางรู้อยู่แล้ว แต่ถ้าเป็นเรื่องง่ายๆ เช่นแยกนกออกจากวัว คนไม่ทำพลาดอยู่แล้ว คอมก็อาจจะผิดได้

นี่เป็นปัญหาหนึ่งในการทำให้คอมเรียนรู้ คือคนสั่งสมความรู้พวกนี้ผ่านการเห็นโลกตลอดเวลา แต่คอมมันเริ่มจากศูนย์ ต้องเรียนจากเท่าที่มี อย่างจะทำรถยนต์ไร้คนขับก็ต้องเรียนจากข้อมูลรถ จะทำให้มันจำแนกรูปแมวก็ต้องเรียนจากข้อมูลแมว เลยยังไม่รู้ว่าจะใส่ความรู้ประเภทนี้เข้าไปในคอมยังไง

ดร.ศุภศรณ์ สุวจนกรณ์, คนไทยที่ทำงาน Google

อะไรทำให้คุณสนใจงานสายนี้

ตอนได้เรียนเกี่ยวกับสายนี้ในมหาวิทยาลัย แล้วมีหลายโปรเจกต์ที่เรานึกไม่ถึงว่าคนหรือคอมพิวเตอร์จะทำได้ เราว่ามันเหมือน Magic ดี

สิ่งที่นึกไม่ถึง เช่นอะไร

ตอนเรียนปริญญาตรีที่ Cornell University มีอาจารย์คนหนึ่งเอาโปรเจกต์ที่เขาทำมาให้ดู เขาหยิบรูปสถานที่ท่องเที่ยวธรรมดาๆ จากออนไลน์ แล้วปั้นโมเดลสามมิติของเมืองทั้งเมืองขึ้นมาได้จากแค่รูปภาพเปล่าๆ เราประทับใจมาก พอจะเรียนปริญญาเอก เลยตามไปเรียนกับอาจารย์ที่ปรึกษาของอาจารย์คนนั้นเลย เพราะเราอยากไปต่อว่าถ้าไม่ใช่รูปของสถานที่ท่องเที่ยว แต่เป็นรูปของหน้าคน จะทำได้หรือเปล่า ปัญหาคือไม่ได้ เพราะหน้าคนค่อนข้างเรียบเนียน ต่างจากอาคารสถานที่ที่มีด้านมุมชัดเจน เลยต้องมิวิธีใหม่มาสร้าง

กระบวนการกว่าจะเป็นหน้าเสมือนได้ ต้องคำนึงถึงอะไรบ้าง

โจทย์ใหญ่คือ ถ้าจะจำลองคนหนึ่งคน ต้องจำลองอะไรบ้างถึงจะเหมือน ตอนแรกก็ได้แค่รูปร่างของหน้าตา แต่ไม่มีสีผิว ไม่มีสีหน้า ไม่มีผิวสัมผัส ก็ต้องทำสิ่งนั้นเพิ่มเติมเข้าไปให้เหมือนมากขึ้น เราเลยมองต่อไปว่า คนมันต้องเคลื่อนไหว มีลักษณะท่าทาง เหมือนเวลาฟังเราพูดอยู่คุณจะพยักหน้าตาม บางคนอาจจะไม่พยักหน้า บางคนอาจจะแสดงสีหน้า มันเป็นลักษณะพิเศษของคนคนนั้น ที่เราจำลองโดยการให้คอมเรียนรู้จากวิดีโอ

ต่อจากนั้น เราก็คิดว่าถ้ามีเสียงของคนคนนั้นมา จะทำวิดีโอให้คนคนนั้นพูดตามเสียงได้หรือเปล่า อย่างตอนนี้คุณอัดเสียงที่เราให้สัมภาษณ์อยู่ จะสร้างวิดีโอตอนเราให้สัมภาษณ์ เราต้องเรียนรู้อะไรบ้างเพื่อให้ทำได้ ลักษณะการพูดของเรา หรือการทำรูปปากเวลาเราพูดคำต่างๆ

ตั้งใจอยากให้งานวิจัยนี้เอาไปใช้ทำอะไรได้บ้าง

โปรเจกต์ที่เป็นแรงบันดาลใจของงานนี้เป็นของมหาวิทยาลัย University of Southern California เขาทำโฮโลแกรมของเหยื่อการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยการพาเขามาสัมภาษณ์ในสตูดิโอที่อัดวิดีโอเขา แล้วก็ถามคำถามไปสักพันคำถาม ให้เขาตอบไปเรื่อยๆ ก่อนจะเอาวิดีโอที่ได้มาทำเป็นโฮโลแกรม ภายในโฮโลแกรมก็จะมีระบบที่ทำให้คนมานั่งถามตอบกับโฮโลแกรมนั้นได้ มันเจ๋งกว่าการเรียนจากหนังสือหรือดูวิดีโอเฉยๆ เยอะ เพราะเราจะได้มี Interaction กับคนจริงๆ แล้วยิ่งเป็นเรื่องเปราะบางอย่างการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ มันให้ความรู้สึกได้เยอะ การฟังจากคน การเข้าใจความรู้สึกเขาตอนนั้น มันเป็นเรื่องที่สำคัญมาก

เราเลยมาคิดว่าอยากให้ทำแบบนี้กับใครก็ได้โดยที่ไม่ต้องเอาเขามานั่งอัดในสตูดิโอ สมมติเราอยากนั่งคุยกับไอน์สไตน์ เรามีวิดีโอเขาอยู่มากมาย แต่จะให้ไปนั่งดูวิดีโอเป็นพันๆ ชั่วโมงก็คงไม่ใช่ มันไม่เหมือนการคุยกับคนจริงๆ เราเลยพยายามหาวิธีเอาวิดีโอทั้งหลายมาประมวลผลให้เป็นโมเดลที่เหมือนเขาจริงๆ พูดแบบเขาจริงๆ เพื่อช่วยให้เข้าใจเขาได้ลึกซึ้งขึ้น

ดร.ศุภศรณ์ สุวจนกรณ์, คนไทยที่ทำงาน Google ดร.ศุภศรณ์ สุวจนกรณ์, คนไทยที่ทำงาน Google

ความตั้งใจนี้ก่อเกิดเป็นผลแล้วบ้างหรือยัง

ยังไม่มีที่ออกมาเป็นชิ้น แต่มีคนติดต่อมาหลายอย่างอยู่ มีเจ้าหนึ่งจากบอลลีวูด เขามีนักแสดงคนหนึ่งที่แก่แล้ว และอยากสร้างเวอร์ชันเด็กของเขา คนนั้นเป็นดาราตั้งแต่เด็ก เราเลยมีข้อมูลเขาเยอะมาก ก็จะสร้างใบหน้าเสมือนด้วยวิธีของเราได้

อีกด้านที่เอาไปใช้ได้มาก คือใน Virtual Reality สมมติว่าถ้าจะคุยกันในโลกเสมือน แต่ในโลกความจริงทั้งสองคนมันใส่เครื่อง VR บังหน้าอยู่ จะคุยกันอย่างไร วิธีหนึ่งคือการสร้างโมเดลหน้าคนขึ้นมาเป็น Avatar เพื่อใช้คุยกันในนั้น อาจทำได้ด้วยการสร้างโมเดลเขาขึ้นมาก่อน แล้วใช้เสียงเป็นตัวกำหนดว่าโมเดลจะขยับหน้าอย่างไร

หรือแค่เรื่องการเปลี่ยนเสียงพูดให้กลายเป็นรูปปาก ก็อาจเอาไปใช้ได้เวลาทำ Voice Dubbing เวลาที่เอาหนังต่างชาติมาพากย์เสียง ปากนักแสดงจะไม่ตรงกับเสียง ก็ใช้ตัวนี้ไปแก้ปากเขาให้ตรงได้

เพราะงานนี้หรือเปล่าที่ทำให้ได้เข้าไปทำงานกับกูเกิล

ไม่ใช่ งานนี้ไม่เชิงว่าเกี่ยวกับงานที่ทำในกูเกิลซะทีเดียว แค่ว่าถ้าอยากพัฒนางานนี้ต่อไป ให้ได้โมเดลออกมาทั้งหัว มันจะติดปัญหาบางอย่าง ซึ่งตอนเราเข้าไปกูเกิลก็พยายามแก้ปัญหานี้เป็นหลัก งานวิจัยที่ออกมามันเลยอาจจะดูไม่ค่อยตรงสักเท่าไร แต่จริงๆ มีความเกี่ยวข้องกัน

แล้วถ้าอย่างนั้น ทำไมถึงไปทำที่กูเกิลแทนที่จะทำวิจัยในมหาวิทยาลัยต่อ

บอกที่มาก่อน คือตอนนั้นเราจบเอก มีประสบการณ์แค่ปีสองปีเอง เลยอยากเรียนรู้เพิ่มเติม แต่กำลังเลือกอยู่ว่าจะทำ Post-doc หรือจะเข้ากูเกิล ซึ่งถ้าไม่ใช่สาย Computer Vision ก็อาจจะไปทำ Post-doc ในมหาวิทยาลัยแล้ว แต่พอเป็นสายนี้ เวลาทำวิจัยมันต้องใช้ข้อมูลและพลังประมวลผลเยอะ ซึ่งไม่มีที่ไหนมีสองสิ่งนี้เยอะเท่ากูเกิลอีกแล้ว ถ้าไปดูตามสถิติ จะพบว่า Google Brain ซึ่งคือส่วนที่ทำวิจัยด้าน AI ของกูเกิลตีพิมพ์ผลงานวิจัยเยอะกว่ามหาวิทยาลัยทั้งหมดในโลกเลย ถ้าจะเข้าไปเรียนหรือทำอะไรด้านนี้ เลยคิดว่าที่นี่น่าสนใจกว่า

ชีวิตในกูเกิลเป็นอย่างไร

เราอยู่ที่สำนักงานใหญ่ของกูเกิลเลย ในพื้นที่ของเขามีตึกอยู่เกือบร้อยตึกได้ มีโรงอาหารสามสิบกว่าที่ และมีอาหารให้พนักงานฟรี แต่ละที่จะมีอาหารคนละประเภทให้เลือก มีอาหารฝรั่ง อินเดีย จีน เวียดนาม เกาหลี เมดิเตอเรเนียน ฟิวชัน ก็ต้องบ่นหน่อยว่าอาหารไทยจะไม่ค่อยไทยเท่าไร อะไรก็ตามที่ใส่น้ำกะทิเข้าไปก็จะกลายเป็นอาหารไทยแล้ว จะมั่วๆ นิดหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้แย่ขนาดนั้น

ความพิเศษของกูเกิลที่น่าจะต่างจากเมืองไทยแน่ๆ คือเราจะเข้าออกงานกี่โมงก็ได้ ไม่มีเช็กอะไรทั้งนั้น เราเองบางทีบ่ายสองก็ลงไปว่ายน้ำ แล้วก็ขึ้นมาปั่นงานต่อ ในบริษัทมีของล่อลวงเยอะ มีห้องซักผ้าพร้อมน้ำยาซักผ้าอะไรให้เสร็จสรรพ มีห้องนอน ห้องอาบน้ำ ห้องนั่งสมาธิ เรียกว่าอยู่เป็นบ้านได้เลย

ดร.ศุภศรณ์ สุวจนกรณ์, คนไทยที่ทำงาน Google

มีเรื่องอะไรที่แปลกใจบ้างไหม

ในห้องน้ำชายมีผ้าอนามัยแจกด้วย! คือห้องน้ำบางห้องของกูเกิลจะมีสิ่งอำนวยความสะดวก เช่น น้ำยาบ้วนปาก ไหมขัดฟัน ยาสีฟัน อยู่แล้ว ในห้องน้ำหญิงก็มีสิ่งอำนวยความสะดวกของผู้หญิง แต่ทีนี้ถ้าเป็นผู้หญิงที่ภายนอกเป็นผู้ชาย จะเข้าห้องน้ำหญิงก็ไม่ค่อยเหมาะเท่าไหร่ เขาเลยมีผ้าอนามัยไว้ในห้องน้ำชายด้วย แต่เราก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเอามาไว้นอกห้องน้ำเลยไม่ได้หรอ

เรื่องความหลากหลายเป็นสิ่งที่เขาให้ความสำคัญมาก อเมริกาเป็นศูนย์รวมของคนหลายเชื้อชาติ และกูเกิลเองก็เชื่อว่ากลุ่มคนที่มีภูมิหลังแตกต่างกันจะคิดแก้ปัญหาใหม่ๆ ได้ดีกว่ากลุ่มคนที่เหมือนกัน และการจะเข้าใจตลาดทั่วโลกก็ต้องใช้คนจากวัฒนธรรมนั้นมาช่วยบอก

ตอนอยู่ไทย เราหน้าตาไม่ต่างกันมาก ดูทีวีช่องคล้ายๆ กัน ซึมซับวัฒนธรรมเดียวกัน แต่พอมาทำงานในที่ซึ่งมีคนจากที่ต่างๆ เลยมีหลายประเด็นที่เราต้องหยุดและฉุกคิดมากขึ้น

กลับมาที่งานวิจัยหน้าเสมือน ที่ผ่านมาเสียงตอบรับเป็นอย่างไรบ้าง

มีหลายสำนักข่าวเหมือนกันที่เขียนโจมตีงานนี้ ซึ่งเราว่าเป็นเรื่องดีนะ เพราะมันจะอันตรายถ้าคนไม่รู้ว่าตอนนี้เรามีเทคโนโลยีที่ทำอะไรแบบนี้ได้แล้ว เหมือนตอนโฟโต้ช็อปออกมาครั้งแรก คนก็กังวลเหมือนกัน แต่พอคนเข้าใจว่ามันทำได้ก็ไม่น่ากลัว ตอนนี้ถ้าคนเห็นวิดีโออะไร ก็จะหยุดคิดก่อนนิดหนึ่งว่ามันอาจไม่ได้เป็นจริงนะ สื่อก็ช่วยทำให้คนรู้และเข้าใจในระดับหนึ่ง

ถ้าอย่างนั้นเราควรเป็นห่วงถึงอันตรายที่เกิดจากงานนี้แค่ไหน

ผ่านมาปีหนึ่งก็ไม่ได้มีอะไรเกิดขึ้นนะ (หัวเราะ) คือถ้ามองมุมหนึ่งก็ไม่รู้จะกลัวไปทำไม เพราะในหนังมันเฟกทุกอย่างอยู่แล้ว อย่างที่เราเห็นในหนัง Star Wars หรือ Pirates of the Caribbean ที่ทำหน้านักแสดงตอนเด็กขึ้นมาใหม่ได้สมจริงมากๆ แต่งานนี้อาจจะน่ากลัวกว่าแค่ตรงที่คนทั่วไปทำได้ ทำจากอะไรก็ได้ โดยไม่ต้องเข้าถึงตัวนักแสดงคนนั้น

แต่นักวิจัยไม่ค่อยกลัวกันหรอก เพราะเราเข้าใจทั้งหมด ทั้งข้อจำกัดและความเป็นไปได้

ข้อจำกัดกับความเป็นไปได้หมายถึงอะไร

ในวิดีโอปลอมมันจะมีสัญญาณบางอย่างที่คนจับไม่ได้ เช่นแถวๆ คอ ที่มันจะปั้นไม่ได้แนบเนียนสมบูรณ์เหมือนวิดีโอจริง ถ้าใช้คอมช่วยเช็กก็อาจจะหาทางตรวจสอบเจอได้

เราก็ต้องหาวิธีป้องกันไว้ด้วยระดับหนึ่ง หมายถึงอะไรก็ตามที่ทำให้คนไม่นำสิ่งนี้ไปใช้ในทางที่ผิด เช่น การสร้างงานวิจัยเพื่อตรวจสอบว่าวิดีโอจริงหรือไม่จริง โดยการบอกว่าพิกเซลนี้ ในทางทฤษฎีแล้วไม่มีทางเป็นไปได้ มีหลักฐานเป็นชิ้นเป็นอัน พอมีงานวิจัยแบบนี้ การจะเอาวิดีโอปลอมไปใช้หลอกคนก็จะเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยคุ้มค่าแล้ว เพราะถ้าทำวิดีโอออกมาเสร็จแล้วตรวจสอบได้ทันทีว่าปลอม ในทางปฏิบัติมันไม่คุ้ม เทียบกับการเขียนข่าวมั่วโดยใช้ข้อความอย่างเดียว มันง่ายกว่าเยอะ และตรวจสอบไม่ได้ด้วย

ถ้าเรามีวิธีป้องกันมากพอ มันก็ทำให้ใช้ไปในทางที่ผิดไม่ค่อยได้เอง

แล้วคนธรรมดาอย่างเราๆ จะทำอะไรได้บ้าง

        ถ้าสำหรับคนทั่วไป คิดว่าให้มองด้วยวิจารณญาณดีกว่า เหมือนกับอ่านข่าว ดูรูปทั่วไป นั่นแหละ

ดร.ศุภศรณ์ สุวจนกรณ์, คนไทยที่ทำงาน Google ดร.ศุภศรณ์ สุวจนกรณ์, คนไทยที่ทำงาน Google

สรุปคือไม่น่าเป็นห่วงเท่าไร

ถ้ามองว่ารัฐบาลควรวางระเบียบจัดการกับเรื่องไหนก่อน คิดว่าตอนนี้มีเรื่องอื่นน่าเป็นห่วงมากกว่า ถ้าให้เรียงลำดับความยากในการจับผิด วิดีโอง่ายสุดเลย เพราะมันเป็นภาพต่อกันเป็นหมื่นๆ ภาพในเวลาไม่กี่วินาที การที่จะทำออกมาได้สมบูรณ์แบบทุกเฟรมมันยากมาก ถ้ามีอะไรผิดไปนิดหนึ่งก็จับผิดได้แล้ว แล้วพอเป็นรูปก็ยากขึ้น เพราะมีแค่ 1 รูป คนใช้โฟโต้ช็อปเป็นวันๆ เพื่อ 1 รูปได้ อาจจะทำให้จับผิดยากขึ้น แต่ตัวหนังสือเนี่ยไม่รู้จะทำอย่างไรเลย คนไม่มีทางบอกได้ว่ามันจริงหรือไม่จริงเลย ถ้าจะเป็นห่วง เป็นห่วงเรื่องอื่นพวกนั้นก่อนดีกว่า เรื่องวิดีโอปลอมไว้ทีหลังได้

อันตรายที่จะเกิดจากงานวิจัยเป็นสิ่งที่ควรคิดก่อนจะเริ่มทำงานวิจัยเลยหรือเปล่า

ถ้าตอบว่าควรมั้ยก็ควร แต่ในทางปฏิบัติบางทีมันบอกยาก งานวิจัยที่เป็นพื้นฐานมากๆ อย่างการศึกษาอะตอมงี้ เราควรศึกษาเรื่องอะตอมหรือเปล่าถ้ามันจะนำไปสู่ระเบิดปรมาณู แล้วอย่างงานวิจัยของสายคอม ณ จุดนั้นมันไม่รู้เลยว่าจะต้องคิดอะไรบ้าง สิ่งที่ทำได้คือ เวลาที่วิจัยออกมาแล้ว ควรจะคิดเรื่องศักยภาพของมันและวิธีป้องกันที่บอกไป แต่ตัวงานวิจัย คิดว่าเป็นวิทยาศาสตร์มากกว่า

ตกลงแล้วเราควรกังวลเรื่องอันตรายจากความฉลาดของคอมมากแค่ไหน

เรื่องปัญญาประดิษฐ์ที่เขากังวลกันคือ Singularity หรือจุดที่มันฉลาดพอที่จะพัฒนาตัวเองแล้วก็ฉลาดไปเรื่อยๆ ซึ่งนักวิจัยเองก็มีความเห็นแบ่งเป็นสองฝ่าย มีทั้งฝั่งที่คิดว่าเราควรกังวลว่ามันจะเก่งกว่าเราในทุกด้าน และฝั่งที่ไม่คิดแบบนั้น

ซึ่งเราก็บอกไม่ได้ว่าตกลงควรกลัวไหม เพราะเราอยู่ฝั่งที่ไม่กลัวมันเท่าไรตอนนี้ คิดว่ามันยังอีกไกลจากจุดที่ว่า อย่างที่บอกว่าตอนนี้แค่เรื่องมองเห็น บางทีมันยังแย่กว่าเด็กทารกด้วยซ้ำ

ดร.ศุภศรณ์ สุวจนกรณ์, คนไทยที่ทำงาน Google ดร.ศุภศรณ์ สุวจนกรณ์, คนไทยที่ทำงาน Google

เท่าที่คุณเล่ามา ต่างจากภาพน่ากลัวๆ ของปัญญาประดิษฐ์ในสื่อมากเลย

คิดดูแล้วมันก็ค่อนข้างเมกเซนส์นะ ก็ดราม่ามันดึงดูดคนได้ดีกว่าด้านบวกอยู่แล้ว พวกนี้มันมีประโยชน์มากมาย ด้านการแพทย์อาจจะชัดเลย เช่นอะไรที่หมอทำไม่ได้ แต่คอมพวกนี้ทำได้แล้วช่วยชีวิตคนได้ก็มีเยอะเหมือนกัน แต่มันไม่น่าตื่นเต้นเท่า ใครจะไปสร้างหนังดีๆ ต้องสร้างหนังแบบโลกถล่มถึงจะขายออก

เราว่าการนำเทคโนโลยีไปใช้ในด้านบวกมันต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์เยอะ แต่ด้านร้ายมันเห็นง่าย แค่เห็นด้านนั้นชัดกว่าเฉยๆ ไม่ได้แปลว่าตัวงานวิจัยจะหนักไปด้านใดด้านหนึ่ง

แต่ข้อดีของหนังพวกนี้ก็มี คือมันทำให้คนตื่นตัว เตรียมแก้ปัญหาก่อนที่มันจะเกิด ถึงตอนนี้จะคิดว่าจุดนั้นมันยังค่อนข้างไกล แต่กฎระเบียบบางอย่างก็ต้องวางแล้วแน่ๆ เช่นรถยนต์ไร้คนขับ ต้องมีกฎเกณฑ์ข้อบังคับแล้ว ส่วนปัญญาประดิษฐ์แบบรวมๆ อาจจะยังเร็วไป

แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าอันไหนควรกลัว อันไหนไม่ควร

ดีที่สุดคือ ถ้ารัฐจะทำอะไรไม่ควรคุยกันเอง เพราะถ้าคุยกันเองก็จะ โอ๊ย โลกจะแตก คอมจะครองโลกแล้ว ให้เอานักวิจัยเข้าไปช่วยออกความคิดเห็นด้วย ถึงนักวิจัยจะมีความเห็นต่างกันไป แต่ความเห็นจากคนภายในจริงๆ ยังไงก็เป็นความคิดเห็นที่มีข้อมูลมากกว่า

ดร.ศุภศรณ์ สุวจนกรณ์, คนไทยที่ทำงาน Google

Digital Thailand Big Bang 2018: Thailand Big Data เป็นงานที่จะทำให้คนไทยเห็นโอกาสจากการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อทำให้คุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจดีขึ้น

ภายในงานประกอบด้วยนิทรรศการเกี่ยวกับการนำเทคโนโลยีดิจิทัลไปใช้พัฒนาเศรษฐกิจและสังคม สัมมนาที่พาผู้รู้เกี่ยวกับดิจิทัลด้านต่างๆ จากทั่วโลกมาเล่าเรื่องเทคโนโลยียุคนี้ให้ฟัง และกิจกรรมการแข่งขันหลากหลายรูปแบบ

งานวันที่ 19 – 23 กันยายน 2018

ดร.ศุภศรณ์จะขึ้นพูดวันที่ 22 กันยายน ช่วงบ่าย ที่ Big Bang Stage

รายละเอียดเพิ่มเติมที่ digitalthailandbigbang.com

Writer

อลิษา ลิ้มไพบูลย์

นักอยากเขียนผู้เรียนปรัชญาเพื่อเยียวยาอาการคิดมาก เวลาว่างใช้ไปกับการร้องคอรัสเล่นๆ แบบจริงจัง และดูหนังอย่างจริงจังไปเล่นๆ

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

“ตีลูกกอล์ฟให้ถึงดวงจันทร์ ถึงพลาดก็ยังอยู่ท่ามกลางดวงดาว”

ประโยคสุดคลาสสิกจากโฆษณา ‘ทีมกอล์ฟสิงห์’ เมื่อหลายสิบปีก่อน น่าจะเป็นคำที่เหมาะสมที่สุดสำหรับใช้เปิดเรื่องราวของ ธงชัย ใจดี

ไม่มีใครในประเทศไทยไม่รู้จักชื่อของเขา เพราะนี่คือนักกีฬาชายไทยที่ก้าวออกไปเป็นดวงดาวที่ส่องแสงสว่างอยู่ในวงการกอล์ฟอาชีพโลก ตลอด 2 ทศวรรษที่ผ่านมา

12 แชมป์เอเชียน ทัวร์ 8 โทรฟี่ยูโรเปียน ทัวร์ และ 1 พีจีเอ ทัวร์ แชมเปียนส์ บนแผ่นดินอเมริกา อีกทั้งยังทำเงินรางวัลสะสมตลอดอาชีพการเล่นกอล์ฟได้ทะลุ 600 ล้านบาท

ประวัติศาสตร์หน้าแล้วหน้าเล่าของวงการกอล์ฟไทย ถูกขีดเขียนโดย ธงชัย ใจดี ทั้งที่เขาเริ่มต้นทุกอย่างช้ากว่าคนอื่น กว่าจะจับก้านเหล็กหวดวงสวิงครั้งแรกก็ตอนอายุ 16 ปีแล้ว แถมออกสตาร์ทเทิร์นโปรตอนวัยแตะเลข 3

ในวันนั้นแทบไม่มีใครเชื่อเลยว่า ธงชัย ใจดี จะมาได้ไกลขนาดนี้ แต่โปรผู้นี้ก็สวมหัวใจสิงห์อันกล้าแกร่ง ออกเดินทางไปสู่การแข่งขันระดับโลกจนประสบความสำเร็จกลับมา และส่งต่อแรงบันดาลใจไม่รู้จบให้แก่นักกอล์ฟไทยในยุคหลังจากนั้น 

3,000

แสงแดดประเทศไทยสาดส่องและแผดเผาผิวหนังของร่างชายคนหนึ่งจนมีริ้วรอยไหม้เกรียม ทว่าตัวเขายังคงปาดเหงื่อที่ไหลริน เดินแบกถุงกอล์ฟด้วยตัวเอง ไปตีลูกให้ลงหลุมแล้วหลุมเล่าอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย เพื่อให้ได้ตัวเลขอย่างที่เขาตั้งใจวันละ 3,000 ครั้ง

เขาปลุกตัวเองตื่นตั้งแต่ตี 5 และซ้อมหนักจนถึง 3 ทุ่มของทุกวันตลอดระยะเวลา 1 ปี โดยมีเป้าหมายและความฝันในการไปคัดตัว สู่การเป็น ‘นักกอล์ฟทีมชาติไทย’

แต่ระหว่างบอกเล่าเรื่องราวในอดีต ธงชัยกลับยิ้มที่มุมปากและเอ่ยว่า “ที่ผมบังคับตัวเองให้ฝึกซ้อมได้หนักขนาดนี้ เพราะชีวิตผมเคยลำบากมากกว่านั้นเยอะ ฝึกแค่นี้สำหรับผมสบายมาก

“ผมเห็นกอล์ฟมาตั้งแต่เกิด เพราะบ้านอยู่ติดกับสนาม แต่ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะได้มีโอกาสมาเล่น เพราะนี่เป็นกีฬาสำหรับคนที่มีเงินมากถึงจะเล่นได้ อีกอย่างตัวผมไม่ได้สนใจกอล์ฟด้วย ผมชอบเล่นฟุตบอลมากกว่า

“สนามกอล์ฟของทหารที่ลพบุรีนี่แหละคือสนามฟุตบอลของผมกับเพื่อน ๆ ตอนดึกผมกับพรรคพวกจะแอบข้ามรั้วเข้าไปเตะบอลกัน เพราะฟุตบอลเป็นกีฬาที่ไม่ต้องใช้เงินมาก ลูกฟุตบอลแค่ลูกเดียวก็เล่นกันได้เป็นกลุ่มแล้ว”

ธงชัยอาจไม่เคยคิดฝันว่าวันหนึ่งจะได้กลายมาเป็น ‘นักกีฬาชาวไทย’ ที่แฟนกอล์ฟทั่วโลกรู้จัก แต่การเติบโตอยู่ข้าง ๆ กรีนหญ้า ก็คงส่งอิทธิพลไม่น้อยให้เขาได้ซึมซับกีฬาชนิดนี้เข้าไปโดยไม่รู้ตัว เริ่มจากการประดิษฐ์ไม้กอล์ฟโดยใช้ไม้ไผ่บ้าง พลาสติกบ้าง เพื่อเล่นสนุกกับเพื่อน ๆ

ไปจนถึงการเข้าไปงมหาลูกที่ตีตกในคลองของสนามกอล์ฟ เพื่อนำมาขายต่อ หาเงินค่าขนมไปโรงเรียน ธงชัยก็เคยทำเป็นประจำมาตั้งแต่อายุ 7 ขวบ

แชมป์ PGA Tour แรกในวัย 52 ของ ‘ธงชัย ใจดี’ โปรระดับโลกที่เริ่มจากงมลูกกอล์ฟในสนามขาย

“ซื้อลูกกอล์ฟไหมครับ” ธงชัยในวัยหนุ่มเอ่ยปากถามลูกค้าที่เข้ามาตีกอล์ฟในสนาม นั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขาได้มารู้จักนักธุรกิจในจังหวัดท่านหนึ่ง

“ตอนนั้นผมอายุ 16 ปี เป็นจังหวะเดียวกับที่ข้อเท้าเริ่มมีปัญหา ส่งผลต่อการเล่นฟุตบอล ผมก็เอาลูกกอล์ฟมาขายให้กับนักธุรกิจคนนั้น ท่านเอ่ยปากพูดขึ้นมาว่า ‘ลองตีให้ดูหน่อยสิ’ ผมก็ปฏิเสธไปเพราะผมตีไม่เป็น อุปกรณ์ก็ไม่มี

“แต่ท่านก็ลองให้ผมหัดตีกอล์ฟเรื่อย ๆ บางครั้งก็แอบเดินตามท่านไปตี 4 – 5 หลุม ที่บอกว่าต้องแอบเพราะผมไม่ได้เป็นเมมเบอร์ ถ้าสารวัตรทหารเห็น ผมต้องโดนไล่ออกจากสนามแน่ ไม้กอล์ฟอันแรกในชีวิตผมก็ได้มาจากไม้เก่าของท่าน รวมถึงท่านยังเป็นคนที่เสียค่าสมัครสมาชิกกอล์ฟคลับให้ผมอีกด้วย”

ในความคิดของ ธงชัย ใจดี เขาคิดแค่ว่าเมื่อได้รับโอกาสให้ได้มาสัมผัสกับกีฬาชนิดนี้แล้ว สิ่งเดียวที่คงทำได้ดีที่สุด คือ พยายามตอบแทนด้วยผลงานที่ดีที่สุด เท่าที่เด็กหนุ่มคนหนึ่งจะทำได้ในทุกรายการที่เดินทางไปแข่ง ทั้งแมตช์การกุศลและตามทัวร์นาเมนต์สมัครเล่น

“ครั้งแรกที่ผมลงแข่งกอล์ฟสมัครเล่นในประเทศไทย ผมเห็นเสื้อแข่งของนักกีฬาหลายคนติดโลโก้ ‘สิงห์’ เพราะสิงห์สนับสนุนวงการกอล์ฟไทยมายาวนาน ผมน่าจะเป็นเจเนอเรชันที่ 2 – 3 ของสิงห์แล้วด้วยซ้ำ จวบจนถึงวันนี้ สิงห์สนับสนุนนักกอล์ฟไทยมาน่าจะเจเนอเรชันที่ 10 แล้วมั้งครับ

“ผมเคยคิดนะว่า ถ้าวันหนึ่งได้มีโลโก้สิงห์มาติดอยู่บนเสื้อแข่งบ้างคงเท่ไม่น้อย จนกระทั่ง พี่เปี๊ยก-ศุภพร มาพึ่งพงศ์ (ผู้บรรยายกีฬา) แนะนำให้ผมรู้จักกับ คุณสันติ ภิรมย์ภักดี นายก็ให้การสนับสนุนผมมาโดยตลอด ตั้งแต่ปี 1995 จนถึงทุกวันนี้ ยาวนานไหมครับ”

อย่างที่ธงชัยบอก ไม่ใช่แค่เขาคนเดียวที่มีสปอนเซอร์เป็นสิงห์ แต่เขาพบเห็นนักกีฬาจำนวนมากในไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันได้รับเงินเดือนจากบุญรอดบริวเวอรี่ รวมถึงการสนับสนุนจนกลายเป็นรากฐานสำหรับการพัฒนากอล์ฟในเมืองไทย เพราะนักกอล์ฟที่ลงแข่งเกือบทั้งหมด ล้วนมีสิงห์เป็นผู้ให้โอกาสและอยู่เคียงข้างพวกเขา

แชมป์ PGA Tour แรกในวัย 52 ของ ‘ธงชัย ใจดี’ โปรระดับโลกที่เริ่มจากงมลูกกอล์ฟในสนามขาย

เรียนรู้จากความลำบาก 

แม้ธงชัยเริ่มต้นจับไม้กอล์ฟครั้งแรกตอนเรียนอยู่ชั้น ม.4 ซึ่งค่อนข้างช้า แต่ความขยันฝึกซ้อม ก็ทำให้ภายในระยะเวลา 3 ปี ธงชัย ใจดี ยกระดับตัวเองขึ้นมาเป็นดาวรุ่งที่ตีกอล์ฟได้ไม่ธรรมดา

เขาจึงได้บรรจุเข้ารับราชการที่ศูนย์สงครามพิเศษ ลพบุรี ในโควตานักกีฬากอล์ฟ เพื่อแข่งขันให้หน่วยในกีฬากองทัพบก และที่นี่เอง ธงชัยได้พบกับบทเรียนชีวิตที่สอนให้เขารู้จักคำว่า ‘อดทน ระเบียบวินัย และการเอาชนะใจตัวเอง’

“ผมไม่ได้นึกถึงการเป็นโปรกอล์ฟเลย คิดแค่ว่ากีฬานี้ทำให้ผมได้เป็นข้าราชการ มีเงินเดือน มีสวัสดิการเลี้ยงดูครอบครัว เลยอยากซ้อมและเล่นให้เต็มที่ ให้คุ้มกับโอกาสที่ได้มา 

“มันยากมากสำหรับผมในตอนนั้น เพราะผมบรรจุแบบไม่ได้ผ่านการเป็นนักเรียนนายสิบมาก่อน ก็เลยต้องปรับตัวค่อนข้างเยอะ เราต้องอดทน มีระเบียบวินัย มีความเข้มแข็งทั้งด้านร่างกายและจิตใจ เพราะสังคมทหารมีแค่เจ้านายกับลูกน้อง เราต้องทนให้ได้ ถ้าไม่ไหวก็ต้องลาออกไป

“ชีวิตการเป็นทหารของผม ทำงานครึ่งวัน อีกครึ่งวันซ้อมกอล์ฟ ถ้าวันไหนเข้าเวรก็ทำงานเต็มวัน ไม่ได้ซ้อม ถ้าช่วงของการฝึก ผมจะไม่ได้ซ้อมเลย ด้วยความที่หน่วยของผมเป็นหน่วยรบ จึงต้องถูกส่งไปฝึกหลักสูตรพลร่ม 1 ปี และหลังจากนั้นก็ถูกส่งไปเรียนหลักสูตรจู่โจม เป็นเวลา 3 เดือนที่ไม่ได้กลับบ้านเลย

“นั่นคือช่วงเวลาที่หนักสุดแล้วในชีวิต ในตอนที่ฝึกหลักสูตรจู่โจม จะกินก็ไม่ได้กิน จะนอนก็ไม่ได้นอน บางวันโดนฝึกแบบ 24 ชั่วโมง บางสัปดาห์ไม่ได้อาบน้ำเลยในช่วงการฝึก เพราะเป็นการจำลองสถานการณ์รบ มีทั้งภูเขา ทะเล และป่าเบื้องต้น

“สิ่งที่ได้เรียนรู้จากวันนั้นคือ ถ้าร่างกายเราไหว เราจะไปถึงจุดหมายที่ตั้งใจไว้อย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเจอกับความยากลำบากแค่ไหน ผมก็จะไม่ท้อและถอดใจ

“ตอนที่ฝึกหลักสูตรจู่โจม ผมลำบากมาก เสียเหงื่อไปเป็นโอ่งได้ แต่ก็ผ่านมาแล้ว จนได้เครื่องหมายเสือคาบดาบมาประดับบนอก

“ดังนั้น ทุกเรื่องในชีวิตไม่ว่าจะหนักหนาแค่ไหน เราก็จะต้องผ่านไปให้ได้ ผมนำสิ่งที่ได้เรียนรู้เรื่องความอดทน การดูแลร่างกาย ระเบียบวินัย มาปรับใช้กับตัวเองในตอนเล่นกอล์ฟ

“ผมเคยฝึกซ้อมวันละ 12 – 13 ชั่วโมง ตีวันละ 2,000 – 3,000 ครั้ง เพราะผมอยากติดทีมชาติมาก ซ้อมอย่างนี้อยู่ 1 ปีเต็ม ผมบอกกับตัวเองว่า ต้องทำให้ได้ตามเป้าหมายที่ตั้งใจไว้ ถึงแม้จะเหนื่อยมากก็ตาม

“เพราะลำบากกว่านี้ผมก็เคยทำมาแล้ว การเป็นทหารสอนให้เป็นคนที่อดทนจริง ๆ”

แชมป์ PGA Tour แรกในวัย 52 ของ ‘ธงชัย ใจดี’ โปรระดับโลกที่เริ่มจากงมลูกกอล์ฟในสนามขาย

อย่ามองกลับหลัง

ผลพวงจากความสำเร็จในการกวาดเหรียญทองซีเกมส์ 1995 ที่จังหวัดเชียงใหม่ของทีมกอล์ฟชายไทย ทั้งประเภทเดี่ยวและทีม ย่อมสร้างความคาดหวังให้กับคนไทย เมื่อมหกรรมกีฬาเอเชียนเกมส์ 1998 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพเวียนมาถึง บรรยากาศรอบสนามจึงเต็มไปด้วยกองเชียร์ที่แห่เข้ามา เพราะอยากเห็น ‘กอล์ฟชายไทย’ กอบโกยเหรียญระดับทวีปมาครองต่อหน้าคนทั้งชาติ

“จากการฝึกซ้อมหนักตลอด 1 ปี ผมก็ได้ติดทีมชาติไทย ตอนปี 1995 และอยู่ในทีมชุดที่คว้าเหรียญทองซีเกมส์ที่เชียงใหม่

“ช่วงเก็บตัวซ้อมทีมชาติเกือบ 5 ปี ผมได้เรียนรู้หลายอย่าง ผมไม่ใช่นักกอล์ฟที่ทักษะดีมากนัก ช่วงแรกผมตีโดยอาศัยความรู้สึก แต่ก็ได้รับการขัดเกลาและคำแนะนำต่าง ๆ ในทีมชาติมีเก็บสถิติด้วย

“ทำให้ตอนหลังออกสวิงได้ดีขึ้น จนช่วง 1 ปีก่อนแข่งเอเชียนเกมส์ 1998 ตอนนั้นเป็นช่วงพีกที่สุดของผม ซ้อมดีมาก และเริ่มมองถึงการออกไปเป็นโปรกอล์ฟอาชีพแล้ว

“พอถึงช่วงเวลาแข่งเอเชียนเกมส์ ปรากฏว่าเรากดดันตัวเองจนเล่นพลาด เพราะแฟน ๆ กีฬาชาวไทยและสื่อมวลชนเริ่มตั้งความหวังกับกอล์ฟชายไทยว่าไปถึงเหรียญทองได้

“ผมไม่มีประสบการณ์ในการรับมือกับแรงกดดันขนาดนั้น ทุกอย่างในสนามจึงออกมาไม่เหมือนที่เคยทำได้ตอนซ้อม มันจึงเป็นอีกหนึ่งบทเรียนให้ตัวเอง”

จบการแข่งขันเอเชียนเกมส์ในบ้านเราปี 1998 กอล์ฟทีมชาติไทยกลับบ้านแบบมือเปล่า ไม่ได้แม้กระทั่งเหรียญทองแดงติดมือกลับมาเลย

ธงชัย ใจดี ยอมรับว่าเขาผิดหวังและเสียใจกับผลงาน แต่ก็ไม่ปล่อยให้อดีตย้อนกลับมาทำร้ายตัวเอง ความพ่ายแพ้เป็นเรื่องปกติที่ทุกคนต้องพบเจอ ฉะนั้น เราต่างเรียนรู้จากประสบการณ์ที่ผ่านมาได้ จงอย่าให้อดีตที่ไม่เป็นดั่งใจ มาฉุดรั้งตัวเราไม่ให้ไปสู่ความสำเร็จในอนาคต

“เป็นธรรมดาถ้าเราตั้งใจทำอะไรสักอย่าง แล้วมันไม่เป็นไปตามที่ตัวเองต้องการก็ย่อมเสียใจ แต่ความพ่ายแพ้ไม่ได้ทำให้เราตาย เรายังมีชีวิตและลมหายใจอยู่

“เราต้องเข้าใจก่อนว่าไม่มีนักกอล์ฟคนไหนในโลกที่ชนะได้ทุกสนาม เราแค่ต้องเรียนรู้กับมัน เติบโตก้าวต่อไป ผมเลยไม่ได้อยู่กับความเสียใจนานนัก เพราะผมจะไม่หันหลังกลับไปมองอดีต มันผ่านไปแล้ว ไม่มีใครย้อนเวลากลับไปได้

“ตอนที่ผมตัดสินใจอยากออกไปเทิร์นโปร ผมรู้ตัวว่าจะต้องเจอกับคนเก่งอีกมากมาย ผมต้องเล่นคนเดียว ไม่เหมือนตอนเป็นมือสมัครเล่นที่ส่วนใหญ่เราเล่นเป็นทีม วันไหนเราเล่นไม่ดี ก็ยังมีเพื่อนร่วมทีมช่วย

“ผมรู้ว่ากอล์ฟอาชีพอาจทำให้ผมต้องพบเจอกับความผิดหวังอีกนับครั้งไม่ถ้วน ยิ่งระดับการแข่งขันสูงขึ้น ก็ยิ่งท้าทายมากขึ้น แต่ผมก็พร้อมที่จะออกเผชิญหน้ากับมัน เพราะมีเป้าหมายที่ชัดเจนว่า เราอยากพัฒนาตัวเองให้ไปได้ไกลกว่าเดิม”

สวมหัวใจสิงห์

ลมหนาวปลายปี 1999 ผ่านพัดเข้ามากระทบร่างของ ธงชัย ใจดี เหมือนเป็นสัญญาณบ่งบอกว่า การเริ่มต้นในเส้นทางนักกอล์ฟอาชีพกำลังเริ่มต้นขึ้นแล้ว

ไม่มีใครรู้ว่าชายไทยวัย 30 ปีที่เพิ่งเทิร์นโปรจะไปได้ไกลแค่ไหน แม้กระทั่งตัวเขาเอง รวมถึงผู้สนับสนุนที่กล้าลงทุนเม็ดเงิน เพื่อสานฝันให้ธงชัยเปลี่ยนสถานะจากมือสมัครเล่นมาเป็น ‘โปรกอล์ฟอาชีพ’

แต่ในวันหนึ่งที่ธงชัยเริ่มมีความฝันใหญ่ขึ้น นั่นคือการเทิร์นโปรแข่งในระดับเอเชียน ทัวร์ เขายอมรับว่าลำพังแค่ตัวเขาคนเดียว คงไม่มีทางไปถึงจุดนั้นได้แน่นอน เนื่องจากการเล่นอาชีพมีค่าใช้จ่ายสูง

สันติ ภิรมย์ภักดี จึงเป็นคนที่เขานึกถึง ธงชัยตัดสินใจหอบความฝันไปบอกเล่ากับผู้ใหญ่ที่ตนเรียกว่า ‘นาย’ และบทสนทนาก็จบลงเพียงระยะเวลาสั้น ๆ

พร้อมไหม ถ้าพร้อมแล้วจะรออะไร ทันทีที่สิ้นประโยคนี้จากผู้บริหารบุญรอดบริวเวอรี่ ประตูสู่เวทีระดับโลกของ ธงชัย ใจดี ก็เปิดกว้างออกทันที

“ทุกครั้งที่ผมชนะ ท่านจะเป็นคนแรกที่ส่งข้อความมาแสดงความยินดี บางปีผมอาจทำผลงานได้ไม่ดี ท่านก็มีแต่กำลังใจให้ตลอด ‘สู้ ๆ ไม่เป็นไร ปีหน้าเอาใหม่ เล่นกอล์ฟให้สนุก’

“ทุกครั้งที่ออกไปแข่งขัน ผมจึงพยายามสู้กับทุกอุปสรรคที่ผ่านเข้ามา ไม่ว่าจะยากแค่ไหน ผมก็สู้เต็มที่ให้สมกับที่ได้รับโอกาส

“คุณสันติท่านเป็นคนที่มีแต่ให้ ไม่เคยหวังสิ่งใดตอบแทน ขอให้เรามีอนาคตที่ดี เลี้ยงดูครอบครัวได้ และเป็นคนดีของสังคมก็พอ ท่านไม่ได้ต้องการอะไรอย่างอื่นจากเราเลย

“พวกเราทีมนักกอล์ฟของสิงห์เคยถามคุณสันตินะครับว่า เราจะตอบแทนสิ่งเหล่านี้ได้อย่างไร คุณสันติตอบกลับทุกคนมาว่า ไม่ต้องตอบแทนอะไรท่านเลย เมื่อไหร่ที่ประสบความสำเร็จแล้ว อย่าลืมที่จะส่งต่อโอกาสเหล่านั้นให้กับคนอื่น ๆ ใช้ประสบการณ์ที่มีสร้างคนรุ่นต่อ ๆ ไป” เจ้าของโรงเรียนสอนกอล์ฟธงชัย ใจดี และผู้ก่อตั้งมูลนิธิธงชัย ใจดี เพื่อสานต่อโอกาสให้เด็กยากไร้ได้เล่นกอล์ฟเผย

วงสวิงสู่ดวงดาวของ ‘ธงชัย ใจดี’ จากเด็กงมลูกกอล์ฟในสนามขาย สู่นักกอล์ฟศึกเอเชีย ยุโรป และแชมป์ PGA Tour ในวัย 52 ปี

ชนะใจตัวเองและสนามให้ได้ก่อน

ปีแรกในการเป็นนักกอล์ฟอาชีพในเอเชียน ทัวร์ ของ ธงชัย ใจดี จบลงแบบมือเปล่า ทำได้ดีสุดคือติดท็อป 5 ในบางรายการ

ทว่าเพียงไม่กี่เดือนต่อมาหลังจากนั้น ธงชัยก็พุ่งทะยานขึ้นไปสู่การเป็นมือ 1 ของทัวร์ เดินหน้ากวาดแชมป์ต่อเนื่องแทบทุกปี อย่างน้อยปีละ 1 รายการ จนทำเงินรางวัลสะสมสูงสุดในฤดูกาลของเอเชียน ทัวร์ ได้ถึง 3 ปี

ไม่เพียงเท่านั้น หนึ่งในรายการที่เขาชนะเลิศ (เมย์แบงก์ มาเลเซียน โอเพ่น ปี 2004) จัดเป็นทัวร์นาเมนต์โคแซงชั่น จึงทำให้ธงชัยได้สิทธิ์ไปเล่นยูโรเปียน ทัวร์ แบบไม่ต้องคัดเลือก ซึ่งเวลานั้นไม่ค่อยมีนักกอล์ฟชายจากภูมิภาคเอเชียที่ได้ไปแข่งในยูโรเปียน ทัวร์ ที่ระดับความเข้มข้นและเงินรางวัลสูงกว่าเอเชียน ทัวร์

“ผมเป็นโปรไทยยุคแรก ๆ ที่ได้เล่นยูโรเปียน ทัวร์ แบบเต็มตัว ปีแรกที่ได้เล่นในยุโรป ผมตกรอบบ่อยมาก เพราะเราไม่เคยเล่นในสภาพอากาศแบบนี้

“บ้านเราฝนตกเม็ดใหญ่ก็เลิกแข่งแล้วใช่ไหม แต่ที่ยุโรป บางวันเจอกับลม ฝน และหนาว เราก็ต้องเล่นให้ได้ อุณหภูมิ 2 องศาเซลเซียสก็ต้องตีต่อ

“ผมท้อเหมือนกันในช่วงปีแรก เคยคิดจะเลิกก็มี แต่มาคิดอีกที ตอนเป็นทหารลำบากกว่านี้ยังทนได้เลย ก็ต้องสู้ต่อไป ตราบใดที่ร่างกายยังไหวอยู่

“อย่างเรื่องภาษา ตอนมาใหม่ ๆ ผมก็ยังพูดไม่ค่อยได้ เวลาเดินทางไปต่างประเทศผมเคยกลัวด่านตรวจคนเข้าเมือง กลัวกรอกข้อมูลไม่ถูก แต่เรื่องภาษาจำเป็นมากหากอยากจะแข่งในยุโรป ผมจึงซื้อหนังสือ เรียนพูดอังกฤษ 96 ชั่วโมงด้วยตนเอง มาอ่าน ศึกษาด้วยตัวเอง ผมอ่านหนังสือเล่มนี้ทุกครั้งที่เข้าห้องน้ำ ทุกวันนี้ก็ยังพกติดตัวมาอ่านอยู่

“ผมพยายามสังเกตว่า เวลานักกอล์ฟให้สัมภาษณ์เขาพูดอะไรกันบ้าง ก็ฝึกจากตรงนั้น เรื่องแกรมมาร์ผมอาจไม่เก่ง เพราะผมเน้นจำเป็นประโยค เป็นคำที่ใช้ในการเล่นกอล์ฟมากกว่า แต่ตอนนี้ก็สื่อสารได้ดีขึ้นเรื่อย ๆ แล้ว

“ผมเคยใส่เสื้อกันฝนตัวใหญ่ซ้อมกลางแดดบ้านเรานี่แหละ เหงื่อออกท่วมตัวเลย แต่ก็ต้องทนเพื่อให้ตัวเองชินกับเสื้อกันฝน เวลาไปแข่งจริงที่ยุโรป หากต้องหยิบเสื้อกันฝนมาใส่ เราก็จะตีได้ไม่มีปัญหา”

จากที่เคยตกรอบอย่างสม่ำเสมอในปีแรก ธงชัยเริ่มปรับตัวได้ดีขึ้นในปีต่อ ๆ มา จนอันดับดีขึ้นและก้าวขึ้นเป็นอีกหนึ่งนักกอล์ฟแถวหน้าของการแข่งขันในยุโรป ด้วยการกวาดแชมป์ยูโรเปียน ทัวร์ มาครองถึง 8 รายการ

เขายืนยันว่า ทุกความสำเร็จล้วนมาจากการฝึกซ้อมหนักและความกล้าที่จะเดินต่อไป แม้ช่วงเริ่มต้นอาจต้องพบกับความผิดหวังเข้ามารบกวนใจบ่อยครั้ง แต่เขาก็เลือกปักหลักยืนสู้กับมันหลุมแล้วหลุมเล่า จนสุดท้ายก็ปักหมุดหมายของนักกอล์ฟไทยบนทวีปยุโรปได้อย่างเต็มภาคภูมิ

“ผมเป็นคนที่ไม่ได้มีพื้นฐานดี แต่ขยันซ้อม ชอบเรียนรู้ตลอดเวลา และพยายามหาโอกาสให้ตัวเองเสมอ ผมไม่กลัวที่จะก้าวต่อไปในสเต็ปที่ใหญ่ขึ้น ถ้าเราคิดออกมา (เล่นอาชีพในยูโรเปียน ทัวร์) แล้ว เราก็ต้องสู้ให้ถึงที่สุด มันไม่ตายหรอกครับ เพราะถ้าตาย นักกอล์ฟที่มาแข่งในยุโรปคงตายหมดแล้ว

“อย่าเพิ่งคิดว่าตัวเองสู้ไม่ได้ เราเป็นคนไทย สรีระเป็นรอง หรือเราสู้ไม่ได้ เพราะเราไม่คุ้นกับอากาศ อย่าเอาสิ่งเหล่านี้มาเป็นข้อจำกัดให้ไม่กล้าที่จะออกมา

“เพราะถ้าเราชนะใจตัวเองไม่ได้ เอาชนะสนามไม่ได้ ก็คงเป็นแชมป์ไม่ได้หรอกครับ หากผมมายุโรปแล้วไม่สู้ เล่นแค่หวังเข้ารอบ ผมจะมาทำไม”

ตีลูกกอล์ฟให้ถึงดวงจันทร์

ความสำเร็จและเงินรางวัลที่กอบโกยได้มากมายหลายร้อยล้านบาทในยูโรเปียน ทัวร์ ไม่ได้ทำให้เขาอิ่มตัวกับอาชีพนี้จนหมดความท้าทายและไฟในการแข่งขัน

ตรงกันข้าม สถานการณ์โควิด-19 ที่แพร่ระบาดหนักทั่วยุโรป จนทำให้เขาไม่ได้แข่งขันนานถึง 14 เดือน กลับยิ่งปลุกไฟในตัวธงชัยให้กระหาย อยากไปแสดงความท้าทายใหม่ ด้วยการคว้าแชมป์ในสหรัฐอเมริกา ดินแดนที่เป็นแหล่งรวมตัวของสุดยอดนักกอล์ฟมือดีแถวหน้าของโลก

“ช่วงที่เป็นมือ 1 เอเชีย และติดท็อป 50 ของโลก ผมเคยมีโอกาสไปแข่งขันที่อเมริกาบ้าง ปีละไม่กี่แมตช์ แต่ผลงานของผมไม่ค่อยดีนัก เพราะนักกีฬาเจ้าถิ่นเขาคุ้นสนามมากกว่า อีกทั้งรูปแบบการเล่นก็แตกต่าง ที่อเมริกาต้องตีลูกให้สูง มันยาก

“ไม่เหมือนที่ยุโรป ตอนนี้ผมปรับตัวได้ สนุกกับการแข่งขัน เพราะเรามีประสบการณ์ ผมจึงมีเป้าหมายอยากเอาชนะรายการในอเมริกาให้ได้ จนมาถึงปี 2020 – 2021 โควิด-19 ระบาดหนัก ทำให้ในยุโรปไม่มีทัวร์แข่ง ส่วนที่อเมริกาเริ่มมีการผ่อนปรน

“แล้วก็มีทัวร์สำหรับซีเนียร์ (การแข่งขันสำหรับนักกอล์ฟที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป) เรายิ่งรู้สึกสนุกและอยากเข้าไปเล่น เพราะมีแต่คนเก่ง ๆ หลายคนที่เคยชื่นชม เคยติดตามดูเขามานาน บางคนเราไม่เคยมีโอกาสเล่นกับเขาในยุคที่เขารุ่งเรือง แต่วันนี้เราก็ได้มาแข่งกับเขาในสนามเดียวกัน

“ผมเลยตัดสินใจบินมาอยู่อเมริกา 9 เดือนเต็ม ตั้งแต่เดือนเมษายน-ธันวาคม 2021 เพื่อคัดตัวเข้าร่วมการแข่งขัน ผมต้องเริ่มตั้งแต่ไปคัดตัวกับนักกอล์ฟนับพันคน เพื่อหา 5 คนเข้าไปเล่น เนื่องจากช่วงโควิด-19 มีการจัดอันดับใหม่ ผมจึงต้องมาคัดตัวทุกรายการเพื่อเก็บสะสมคะแนน และหาโอกาสให้ตัวเองได้ลงเล่นในทัวร์แต่ละรายการ”

ธงชัย ใจดี ไม่เคยชนะการแข่งขันอาชีพประเภทเดี่ยวมานานถึง 6 ปีแล้ว นับตั้งแต่ครั้งสุดท้ายได้แชมป์ เฟรนช์ โอเพ่น ปี 2016 ทว่าความพ่ายแพ้ไม่อาจหยุดยั้งให้เขาล้มเลิกหรือคิดแขวนก้านเหล็ก ธงชัยยังคงออกไปคัดตัวและลงแข่งในทุกโอกาสที่มีสิทธิ์

จนมาถึงรายการ American Family Insurance Championship ซึ่งเป็น PGA Tour Champions ที่มีเงินรางวัลสูง ซึ่งผู้ชนะจะได้รับเงินสูงถึง 360,000 เหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 12.24 ล้านบาท) โปรวัย 52 ปี คัดตัวไม่ผ่านในรอบ Monday Qualifiers เขาจึงตัดสินใจจะกลับไปฝึกซ้อมที่เมืองแอตแลนตา โดยได้จองตั๋วเครื่องบินสำหรับเดินทางแล้ว

วงสวิงสู่ดวงดาวของ ‘ธงชัย ใจดี’ จากเด็กงมลูกกอล์ฟในสนามขาย สู่นักกอล์ฟศึกเอเชีย ยุโรป และแชมป์ PGA Tour ในวัย 52 ปี

กระทั่งทางผู้จัดการแข่งขันแจ้งว่ามีการเปลี่ยนแปลงกฎ ธงชัยจึงได้รับโควตาเข้าร่วมทัวร์นาเมนต์ และเรื่องราวหลังจากนั้นก็เป็นประวัติศาสตร์…

“ในวันที่อายุมากขึ้น แน่นอนว่าสายตาเราไม่คมชัดเหมือนเดิม อ่านไลน์ไม่ขาดเหมือนแต่ก่อน แต่นั่นก็ทำให้เราต้องทำการบ้านเยอะขึ้น สิ่งสำคัญคือการดูแลร่างกายก่อนบินมาแข่งที่อเมริกา ผมใช้เวลาถึง 3 วันในการตรวจร่างกายทุกอย่าง สแกน MRI เพื่อเช็กว่าส่วนไหนบกพร่อง หลังเป็นอย่างไร สมอง ช่องท้อง หัวใจ ทุกอย่างโอเคไหม

“เพราะการจะเป็นแชมป์ คุณต้องฟิตสมบูรณ์พร้อมทั้งสัปดาห์ แข่ง 4 วัน คุณต้องรักษาระดับการเล่นให้สม่ำเสมอ ถ้าไม่พร้อมจริงก็ไม่มีทางเป็นแชมป์ได้เลย ผมไปถึงสนามนี้ ตอนแรกก็ไม่คาดคิดว่าจะเป็นแชมป์หรอก

“แต่พอได้ลองซ้อม ผมยังคุยกับแคดดี้เลยว่า สนามเข้าทางผมมาก ทั้งที่ไม่เคยลงแข่งที่นี่ ผมใช้เวลาในการกลิ้งลูกหาจังหวะ เช็กบนกรีนนานมาก ถ้าเราเปิดดี เราก็มีโอกาส

“ผมโชคร้ายที่หลุมทำคะแนนตีไปติดต้นไม้ ทำให้สถานการณ์ผมตามหลัง แต่ในจังหวะถัดมา ผมทำเบอร์ดี้ได้ยาวทีเดียว ผมจึงพลิกนำ 1 คะแนนก่อนแข่งหลุมสุดท้าย”

ธงชัยได้รับเสียงปรบมือจากผู้ชมทั่วประเทศ ซึ่งต่างชื่นชมในหัวใจอันเป็นนักสู้ของโปรไทยวัย 52 ปี ไม่ว่าจะตกอยู่ในสถานการณ์ยากลำบากแค่ไหน เขาก็ฝ่าฟันจนได้สัมผัสแชมป์ PGA Tour Champions เป็นครั้งแรกในชีวิต

แม้เป็นการแข่งขันระดับซีเนียร์ แต่ความโหดหินก็ไม่น้อยเลย และนี่คงเป็นอีกหนึ่งย่างก้าวที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งเขาได้ส่งต่อแรงบันดาลใจให้โปรไทยรุ่นต่อ ๆ ไป กล้าที่จะออกไปสู่เวทีระดับโลก

“น้อง ๆ รุ่นใหม่พัฒนาขึ้นเยอะ ปัจจุบันเรามีนักกอล์ฟไทยใน LPGA นับ 10 คน ส่วนในเอเชียน ทัวร์ เรามีคนไทยเล่นอยู่เกือบครึ่งของทัวร์ เพราะนักกอล์ฟบ้านเรามีศักยภาพขึ้นมาก และทางสิงห์เองก็ให้การสนับสนุนเด็กไทยมาตลอด ตั้งแต่รุ่นก่อนหน้าผมจนถึงรุ่นใหม่

“อย่าง โปรแพตตี้-ปภังกร ธวัชธนกิจ ก็เป็นแชมป์ระดับเมเจอร์ LPGA มาแล้ว หรืออย่าง น้องทีเค-รัชชานนท์ ฉันทนานุวัฒน์ คนนี้น่าจับตามอง เพราะอายุแค่ 15 ปี แต่น้องขยัน มุ่งมั่นเกินวัย จนเอาชนะในรายการอาชีพของผู้ใหญ่ได้ รอแค่จังหวะและโอกาสเท่านั้น

“ถ้าเมื่อไหร่ก็ตามที่น้อง ๆ มีโอกาส อยากให้น้องทุกคนในทีมกอล์ฟของสิงห์ตั้งใจและทำมันให้ได้ เพราะมันอาจเปลี่ยนชีวิตน้องได้เลย เช่น หากได้ลงแข่งในรายการโคแซงชั่น ก็อยากให้น้องพยายามเล่นให้ดีที่สุด เพื่อจะได้คว้าสิทธิ์ไปแข่งในยูโรเปียน ทัวร์ แบบไม่ต้องคัดตัว

“ผมอยากให้น้อง ๆ เด็กไทยรุ่นใหม่ได้ออกมาเล่นทัวร์ใหญ่ ๆ เพื่อนำชื่อเสียงกลับไปสู่ประเทศไทย”

คำโฆษณาของสิงห์ เคยบอกว่า “ตีลูกกอล์ฟให้ถึงดวงจันทร์ ถึงพลาดก็ยังอยู่ท่ามกลางดวงดาว” คงเป็นไตเติ้ลที่เหมาะสมกับชีวิตของผู้ชายที่ชื่อ ธงชัย ใจดี ในวัย 52 ปี

เขาอาจเริ่มต้นช้าและไม่ได้มีต้นทุนชีวิตที่เป็นแต้มต่อ แต่เพราะความมานะบากบั่น ไม่เคยกลัวล้มเหลวและขยันทุ่มเทให้กับกีฬาชนิดนี้แบบสุดตัวอย่างไม่เปลี่ยนแปลง ล้วนเป็นปัจจัยที่ส่งให้เขามาไกลเกินกว่าจะมีใครจินตนาการ หากมองจากวันแรกที่จับไม้กอล์ฟตอนอายุ 16 ปี

“สิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงเลยในตัวผมคือ ผมสู้ ผมไม่ท้อ และมีเป้าหมายชัดเจน ถ้าวันนี้ทำสำเร็จเป้าหมายที่หนึ่ง ผมก็ต้องมองหาเป้าหมายใหม่เพื่อให้ตัวเองได้เดินหน้าต่อไป ผมเหลือแชมป์เมเจอร์ที่ยังไม่เคยได้ ก็ยังเป็นเกียรติยศที่ผมอยากคว้ามาครองให้ได้

“ตราบใดที่ผมยังมีชีวิตอยู่ ผมก็ยังจะเล่นกอล์ฟต่อไป สู้มันไปทุกวัน จนกว่าจะเดินไม่ได้ ผมถึงค่อยเลิกเล่น แต่ถ้าตอนนี้ผมยังเดินไหว ยังตีได้ในระดับนี้ ผมคงไม่มีทางล้มเลิกความฝัน ผมยังคงตื่นมาและพร้อมที่จะสู้กับชีวิตในเช้าวันใหม่เสมอครับ”

Writer

อลงกต เดือนคล้อย

เจ้าของเพจ alongwrite และบรรณาธิการบทสัมภาษณ์แห่ง Main Stand

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load