“ชีวิตเราอยู่กับการสร้างภาพ”

เย็นวันหนึ่งในร้านกาแฟย่านอ่อนนุช เข้-จุฬญาณนนท์ ศิริผล เอ่ยประโยคนี้ระหว่างการสนทนา ความเงียบเกิดขึ้นเสี้ยววินาที ก่อนเสียงหัวเราะของฉันจะดังขึ้นตามด้วยเสียงหัวเราะของเขา

ช่วยไม่ได้, คำนี้ฟังดูความหมายเชิงลบในทีแรก แต่เมื่อพิจารณาอีกที ฉันก็เห็นว่ามันสะท้อนตัวตนเข้ในเชิงบวกได้อย่างดี เพราะพอร์ตโฟลิโอของชายหนุ่มที่ระบุสถานะตัวเองในเฟซบุ๊กว่าเป็น artist/filmmaker คนนี้เต็มไปด้วยผลงานหนังสั้นยาวเหยียด แทบทุกเรื่องมีรางวัลและประวัติการได้รับคัดเลือกไปฉายในต่างประเทศพ่วงท้าย ยังไม่นับงานศิลปะที่เล่าเรื่องผ่านภาพซึ่งจัดแสดงใน BACC และแกลเลอรี่น้อยใหญ่

ตัวอย่างเช่นงานใหญ่ล่าสุดที่ชื่อ Museum of Kirati ใน BANGKOK CITYCITY GALLERY ซึ่งเข้เลือกหยิบบทประพันธ์อมตะของศรีบูรพาอย่าง ข้างหลังภาพ มาเล่าด้วยน้ำเสียงใหม่ผ่านการสร้าง ‘พิพิธภัณฑ์’ ที่เปรียบเหมือนอนุสรณ์รำลึกถึงคุณหญิงกีรติ

ถ้าว่ากันในน้ำเนื้อของงาน เข้เติบโตจากเด็กหนุ่มที่ทำหนังสั้นด้วยประเด็นส่วนตัวอย่างครอบครัว สู่ศิลปินหนุ่มที่ชวนคนสนทนาถึงประเด็นใหญ่เข้มข้นอย่างความเชื่อ สังคมและการเมือง ซึ่งหากถามว่าจะแยกเขาออกจากคนอีกนับร้อยพันที่พูดเรื่องนี้อย่างไร คำตอบคือ ‘วิธีเล่า’ ของเข้นั้นโดดเด่นจนเห็นครั้งแรกก็รับรองว่าจะจำแม่นไปอีกนาน

ไวยกรณ์เชิงทดลอง ความแปลกประหลาด และอารมณ์ขันเชิงเสียดสีคือสิ่งที่อบอวลอยู่ในงานเขาเสมอ

ล่าสุด เข้ได้รับคัดเลือกให้เข้าร่วม Ten Years Thailand โปรเจกต์หนังสั้นที่ชวนผู้กำกับมองอนาคตอีก 10 ปีข้างหน้าของเมืองไทย ซึ่งมีผู้กำกับรุ่นพี่ชั่วโมงบินสูงเป็นสมาชิกอีก 3 คนคือ อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล, วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง และ อาทิตย์ อัสสรัตน์ โปรเจกต์นี้ได้รับการคัดเลือกให้ฉายในรอบปฐมทัศน์ของงานยักษ์สำหรับสายหนังอย่างเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ปีนี้

แน่นอน หนังสั้นซึ่งเขานิยามว่าเป็นแนว ‘ไซไฟย้อนยุค’ ย่อมกรุ่นกลิ่นอายเรื่องสังคมการเมือง

และนี่คือบทสนทนาของฉันกับเข้ที่ไม่มีศัพท์เชิงเทคนิคซับซ้อน แต่ว่าด้วยเรื่องโลกศิลปะและบ้านเมืองในสายตา ‘นักสร้างภาพ’ รุ่นใหม่ผู้ได้รับการยอมรับจากเวทีทั้งในและนอกประเทศ

ก่อนเข้จะบินสู่ฝรั่งเศส พาภาพที่เขาสร้างสู่สายตาผู้ชม

เข้ จุฬญาณนนท์

จากเด็กมัธยมปลายที่ทำหนังสั้นจากเรื่องในครอบครัว อะไรทำให้คุณหันมาสนใจการเมืองอย่างจริงจัง

เราเริ่มสนใจการเมืองตอนประมาณ พ.ศ. 2552 ที่มีการชุมนุมคนเสื้อแดงในกรุงเทพฯ ตรงอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เพราะรู้สึกว่าการเมืองเริ่มใกล้ตัวมากขึ้น มีการปิดถนน ชุมนุม ในพื้นที่ที่เป็นการสัญจรสาธารณะซึ่งส่งผลกับตัวเรามาก เราที่เป็นคนกรุงเทพฯ ก็เริ่มตั้งคำถามว่ามันเกิดอะไรขึ้น ทำไมถึงมีการชุมนุม ทำไมคนต่างจังหวัดถึงเสียเวลายอมเข้ามาในกรุงเทพฯ มีอะไรที่อยู่เบื้องลึกเบื้องหลังที่เราไม่รู้หรือเปล่า

 เราเลยทำหนังสะท้อนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพราะทำอย่างอื่นไม่ได้ เช่น หนังสั้นเรื่อง A Brief History of Memory หรือประวัติศาสตร์ขนาดย่อของความทรงจำ เราไปสัมภาษณ์แม่ที่ลูกชายโดนยิงตอน พ.ศ. 2552 ว่าเกิดอะไรขึ้นในช่วงนั้น โดยเชื่อมโยงเหตุการณ์ปี 2553 เข้ามาอยู่ด้วย เป็นการพยายามเอามุมของคนตัวเล็กในสังคมที่เป็นเหยื่อของเหตุการณ์การเมืองมาเพื่อให้เห็นถึงความรุนแรงที่เกิดขึ้น พูดถึงความสูญเสีย พูดถึงความเศร้า

ทำไมถึงคิดว่าสิ่งที่ทำได้คือการสร้างหนังเท่านั้น  

ตอนเด็กเราชอบวาดรูป โตมาชอบถ่ายรูป แล้วก็มาทำหนัง ชีวิตอยู่กับการสร้างภาพ เราก็เลยคิดว่างานที่ทำจะเป็นอะไรได้บ้าง เราเชื่อในพลังของภาพเคลื่อนไหว แล้วก็มองว่าภาพยนตร์สื่อสารกับคนจำนวนหนึ่งผ่านแพลตฟอร์มยุคปัจจุบันอย่างยูทูบได้ รวมถึงมีวิธีสื่อสารกับคนต่างประเทศได้ด้วย เช่น การส่งหนังไปตามเทศกาลต่างๆ ทำให้เขาเข้าใจว่าเราคิดยังไงต่อประเทศตัวเอง ซึ่งมันอาจผิด อาจมีคนไม่เห็นด้วยก็ได้ แต่เราว่าโอกาสที่ได้พูดเป็นสิ่งสำคัญ เมื่อรูปแบบของหนังเชื่อมโยงตัวเรา ตัวหนัง โลก และผู้คนในโลกเข้าหากันได้ เราเลยเลือกวัสดุนี้เพื่อสื่อสารสิ่งที่เราคิด

 

คุณให้สัมภาษณ์ว่าหนังสั้นในโปรเจกต์ Ten Years Thailand ได้แรงบันดาลใจจากการเมืองไทยในอดีต ทำไมเมื่อทำหนังที่พูดถึงอนาคต คุณถึงไม่มองไปข้างหน้าจากปัจจุบันเลย

โจทย์ที่ให้พูดถึงอนาคตยากในแง่ที่ว่าจะไม่ยึดโยงกับอดีตหรือปัจจุบันเลยไม่ได้ มันจะเป็นหนังมาเลยแล้วบอกว่านี่เป็น Ten Years Thailand ก็จะงงๆ ซึ่งเรามองว่าอนาคตคือผลพวงจากปัจจุบัน และปัจจุบันก็เป็นผลพวงจากอดีตอีกที  

ผลพวงที่เราคิดคืออำนาจรัฐที่ถูกเขียนขึ้นผ่านรัฐธรรมนูญ มันน่าจะยังมีสิ่งที่แก้ไขไม่ได้ในอีก 10 ปีต่อจากนี้ แล้วเราก็อาจมองโลกในแง่ร้าย เพราะตอนนี้เราอยู่ในลูปของการรัฐประหาร เลือกตั้ง แล้วก็รัฐประหารอีก เราคิดว่าอนาคตก็อาจเป็นไปได้ที่ยังอยู่ในลูปนี้ ก็เลยเลือกทำหนังสั้นที่เล่าถึงอนาคตซึ่งย้อนรอยกลับไปเหมือนอดีตที่เป็นโลกยุคแอนะล็อกก่อนมีอินเตอร์เน็ต ผ่านการดำเนินเรื่องของตัวละครที่เป็นเด็กมัธยม 

Ten Years Thailand

Ten Years Thailand

แล้วทำไมต้องเล่าผ่านรูปแบบหนังไซไฟ

เรานิยามหนังสั้นเรื่องนี้ว่าเป็นไซไฟย้อนยุค ที่เลือกทำแนวนี้เพราะอยากท้าทายวาทกรรมที่บอกว่าหนังไซไฟเป็นประเภทหนังที่ทำไม่ค่อยได้ในเมืองไทย เพราะทำแล้วคนดูจะไม่เชื่อว่าสังคมไทยจะมีความเป็นวิทยาศาสตร์ มีตรรกะเหตุผลขนาดนั้น ซึ่งเราอยากจะท้าทายวาทกรรมตรงนั้งเราเลือกทำไซไฟแบบที่เป็นวิทยาศาสตร์ในแบบสังคมเรา คือมีเรื่องความเชื่อ มีเรื่องสิ่งเหนือธรรมชาติมาเกี่ยวข้องด้วย

 

เราเห็นเรื่องสังคมและการเมืองแทรกอยู่ในงานคุณเสมอ คุณมองว่าการทำงานศิลปะหรือทำหนังต้องรับใช้สังคมมั้ย

เราว่าคนทำงานสร้างสรรค์ไม่จำเป็นต้องแบกภาระว่าต้องเปลี่ยนโลกขนาดนั้น ศิลปะทุกแบบมีประโยชน์ใช้สอยของมัน มีงานศิลปะแบบที่บางคนมองว่าสวยดี ใช้เป็นของตกแต่งได้ ขณะเดียวกัน ศิลปะกับการเมืองก็มีประโยชน์อีกรูปแบบ นั่นคือการขับเคลื่อนความคิดหรือตั้งคำถามกับกรอบที่สังคมมีอยู่ ไม่จำเป็นต้องมาตัดสินว่าอะไรดีกว่ากัน และไม่จำเป็นต้องประท้วง ไม่จำเป็นต้องแหกขนบก็เป็นงานศิลปะที่ดีได้

 

แล้วเวลาสร้างงานที่เกี่ยวกับสังคมและการเมือง คุณเองรู้สึกว่าแบกภาระไว้บนหลังมั้ย

ทุกครั้งที่เราสร้างงานออกมาโดยเฉพาะงานภาพเคลื่อนไหว เรารู้สึกว่าคนดูเป็นส่วนหนึ่งของงานที่กำลังสร้าง เราจะคิดว่าคนดูรู้สึกหรือคิดอะไรกับงาน เพราะอย่างนี้เลยมีคนพูดว่า ที่จริงแล้ว เราไม่ได้กำกับหนัง แต่กำกับความคิดความรู้สึกของคนดูที่มีต่อหนังที่กำลังทำ ซึ่งถ้างานศิลปะแบบอื่น เช่น ภาพวาด ศิลปินอาจคิดแค่ว่าจะลงสีลงเส้นภาพที่อยู่ตรงหน้ายังไง เหมือนเป็นบทสนทนาระหว่างตัวผลงานกับคนสร้าง แต่เราว่าหนังเป็นอีกแบบหนึ่ง มันจำเป็นต้องมีการสื่อสารกับผู้ชม เพราะฉะนั้น สิ่งที่เราใส่ใจคือผู้ชมจะได้อะไรจากงาน แล้วตัวหนังไปเชื่อมโยงในชีวิตของคนดูยังไงบ้าง

จุฬญาณนนท์ ศิริผล

 

แต่คุณเคยคิดมั้ยว่างานตัวเองเป็นงานแนวทดลองที่ดูยาก

มีงานแนวทดลองที่ดูง่ายมั้ย (หัวเราะ)

 

แค่สงสัยว่าถ้าคุณคิดถึงคนดูแต่นำเสนอสารผ่านงานที่เข้าใจยาก บางทีคนที่เข้าใจอาจเป็นแค่ปัญญาชนกลุ่มหนึ่งหรือเปล่า คนดูทั่วไปจะเข้าใจมั้ย

เราใส่ใจคนดู แต่อาจไม่ใช่ร้อยเปอร์เซ็นต์ อย่างที่บอกว่าหนังอาจไม่เหมือนภาพวาดคือมีคนดูเข้ามาร่วมดูผลงานชิ้นนี้ด้วย เพราะฉะนั้น เราเลยไม่ได้เปิดเผยสารในงานให้คนดูเห็นแบบ 100 เปอร์เซ็นต์ อาจจะเปิดแค่ครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งคือความสนุกที่จะให้คนเข้ามาสร้างเรื่องราวของตัวเอง ทำความเข้าใจกับงานผ่านประสบการณ์ที่ต่างกันตามภูมิหลังชีวิต คนมาดูงานของเราจึงต้องเป็นคนดูที่ Active ในการมาร่วมตั้งคำถาม มาร่วมต่อจิ๊กซอว์ ไม่ใช่เด็กที่เราจะป้อนทุกอย่างให้กิน

ขณะเดียวกัน ถ้าปกปิดอะไรบางอย่างแล้วบอกว่า มันเป็นศิลปะครับ พูดอย่างนั้นมันก็ดูง่าย แต่เราว่าศิลปินหรือคนทำหนังควรต้องอธิบายชุดความคิดได้ว่าโครงสร้างงานนี้เป็นยังไงหรือเป็นอะไรได้บ้าง เราคิดว่ามิติของงานที่ลึกลงไปกว่าสิ่งที่มองเห็นเป็นสิ่งน่าสนใจมาก

 

เสน่ห์ของการทำงานแนวทดลองอยู่ตรงไหน

มันมีคำว่าหนังตลาด คือหนังที่มีสูตรสำเร็จว่าทำแบบนี้แล้วต้องได้ตังค์แน่นอน ทำแบบนี้แล้วต้องดัง แต่เราชอบตรงที่หนังทดลองเป็นการก้าวออกไปจากขอบเขตของความกลัวการไม่ประสบความสำเร็จ หรือขอบเขตของความไม่ปลอดภัย เพราะเมื่ออยู่ในพื้นที่ปลอดภัยเราจะทำสิ่งเดิมซ้ำๆ แต่การทดลองเป็นการท้าทายกรอบที่เคยมีอยู่ ซึ่งส่วนมากคือกรอบของความเป็นภาพยนตร์ สมมติว่าวัสดุในการสร้างภาพยนตร์ต้องใช้กล้อง ต้องใช้ฟิล์ม ก็มีคนทำหนังทดลองที่ตั้งคำถามว่า เราไม่ใช้กล้องได้มั้ย แค่ใช้เหล็กมาขูดบนฟิล์มให้เป็นภาพได้มั้ย ในขณะเดียวกัน หนังทดลองก็ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการต่อสู้ทางการเมืองด้วย เช่น ในอดีตฝั่งตะวันตกใช้หนังทดลองเป็นหนังใต้ดินที่สามารถพูดในสิ่งที่สังคมไม่อยากให้พูด หรือว่าท้าทายกรอบหรือขนบทางสังคม ตัวรูปแบบกับเนื้อหาของมันเลยไปด้วยกัน

จุฬญาณนนท์ ศิริผล

นอกจากแนวทดลอง เราว่าหนังคุณยังมีความไม่ค่อยปกติอยู่ด้วยนะ

เพราะว่าเราไม่ปกติ (หัวเราะ) คือเราอยู่ในสังคมที่ไม่ปกติเท่าไหร่ เมื่อวานก็คุยกับคนทำหนังด้วยกันว่าสังคมไทยมีความ Magical Realism หมายถึงตรรกะในบ้านเราไม่ค่อยถูกต้องเท่าไหร่ ถึงแม้เราอยู่ในเมืองที่มีเหตุผลของมัน แต่ในเหตุผลนั้นก็มีความประนีประนอม ความหย่อนยาน มีพื้นที่ทับซ้อน เลยเหมือนพูดไม่ได้ว่าเหตุผลจริงๆ คืออะไรกันแน่ และอาจไม่ได้มีเหตุผลเดียวด้วย มีสิ่งที่ดำมืดอยู่ เราก็เลยมีวัตถุดิบเยอะมากเพราะมีเรื่องที่ไม่ปกติซึ่งหยิบมาทำเป็นงานได้เกิดขึ้นในประเทศทุกวัน แล้วเวลานำเสนอ เราก็นำเสนอออกมาด้วยท่าทีไม่ปกติ

แต่งานเราจะมีอารมณ์ขันอยู่เยอะด้วย ซึ่งคงเป็นวิธีการที่เราเอาตัวรอดในโลกที่ไม่ปกติ เราคิดว่าอารมณ์ขัน การเสียดสี หรือการตั้งคำถามแบบขำๆ เป็นเครื่องมือในการนำเสนอเรื่องราวที่อ่อนไหว และตั้งคำถามกับสิ่งที่ปกติเราอาจไม่กล้าตั้งคำถาม

เข้ จุฬญาณนนท์

กลัวมั้ยว่าพูดด้วยท่าทีตลกแล้วคนจะไม่จริงจังกับเรื่องที่คุณกำลังสื่อสาร

มีคนวิจารณ์เหมือนกันว่างานเราตลก ดูไม่จริงจังกับสิ่งที่ทำ แต่เราคิดว่าการนำเสนอด้วยวิธีการเดิมซ้ำๆ ตลกทุกเรื่อง ความตลกตรงนั้นจะกลายเป็นความจริงจัง เช่น เราทำ Museum of Kirati ซึ่งสื่อสารว่าประวัติศาสตร์ที่สร้างขึ้นผ่านมิวเซียมมีอำนาจ เช่น มิวเซียมของบุคคลสำคัญสักคนก็มีคนที่มีอำนาจมาเลือกว่าจะจดจำบุคคลนั้นยังไง เราก็เริ่มต้นจากรีเมกหนังเรื่อง ข้างหลังภาพ ที่ญี่ปุ่น พอมีคนญี่ปุ่นมาดูหรือคนไทยมาเห็น เขาก็บอกว่าตลกดี เพราะเราทำหนังที่เล่นเป็น 2 ตัวละครเลย แอ็กติ้งก็ห่วยๆ แข็งๆ  ซึ่งเขาอาจมองว่ามันเป็นงานศิลปะที่แย่ แต่ในฐานะคนทำงาน เรารู้สึกว่าต้องยืนหยัดที่จะทำงานให้มันตลก ต้องมั่นใจว่าความตลกตรงนี้คือความซีเรียสของเรา เราก็เลยสร้างความตลกนี้ต่อเนื่องมาตลอด 3-4 ปี จนมาถึงนิทรรศการซึ่งเป็นงานจบที่ BANGKOK CITYCITY GALLERY มันกลายเป็นความไม่ปกติซึ่งจริงจังมาก เราต้องทำพิพิธภัณฑ์ขึ้นมาจริงๆ ต้องนิมนต์พระมาสวดมนต์เปิด พรมน้ำมนต์ เจิมประติมากรรม มันไม่ใช่การตลกไปวันๆ และเราต้องมั่นใจด้วยว่าสิ่งที่ทำจะสร้างบางอย่างขึ้นมาได้

คนที่เป็นศิลปินมักไม่ค่อยมั่นใจว่างานเราจะดีมั้ย คนอื่นจะคิดยังไงกับเรา แต่ตอนที่เราเรียนปริญญาโทด้าน Visual Art ที่มหาวิทยาลัยศิลปากร อาจารย์ซึ่งเป็นศิลปินเหมือนกันบอกว่าคุณต้องยืนยันว่างานคุณต้องเป็นแบบนี้ เราก็เลยคิดว่า โอเค เราจะตลกไปเรื่อยๆ ซึ่งถ้าเรายอมแพ้ตั้งแต่แรกว่างานแค่ตลกไปวันๆ ไม่ทำต่อ มันก็จะไม่เกิดความไม่ปกติตรงนี้ ซึ่งพอเราจริงจัง คนดูก็จะเข้าใจได้ว่าเราจริงจังแค่เล่าผ่านรูปแบบของความตลก ความตลกนี้ก็จะมีพลังของมันเอง

Museum of Kirati

BANGKOK CITYCITY GALLERY

งานของคุณได้รางวัลมาเยอะ แต่การเป็นงานนอกกระแสอาจทำให้คนไทยไม่ค่อยตอบรับเท่าที่ควร เวลาเจอปฏิกิริยาแบบนั้นคุณท้อใจบ้างมั้ย

ผลตอบรับที่เราได้ยังมาจากกลุ่มคนที่สนใจวัฒนธรรมทางเลือก ซึ่งส่วนมากเขาก็รู้สึกว่างานเราน่าสนใจ สำหรับเราเท่านี้ถือว่าโอเคแล้ว แต่ถ้าพูดถึงการจะไปไกลกว่านั้น เราก็ไม่ได้รู้สึกว่ามีปัญหากับการไปสู่คนวงกว้างนะ แค่การจะไปตรงนั้นต้องมีสิ่งที่เราเชื่อหรือสนใจอยู่ด้วย เราเปลี่ยนไปทำสิ่งที่ตลาดต้องการเพื่อให้มีชื่อเสียงหรือเป็นที่รู้จักโดยปราศจากสิ่งที่สนใจจริงๆ ไม่ได้ และคิดว่าไม่จำเป็นต้องไปไกลขนาดนั้น ถ้าตัวเราจะหายไป

 

ซึ่งนั่นเรียกว่ามีปัญหากับการไปสู่คนวงกว้างหรือเปล่า

ก็จริง ถ้าอย่างนั้นคงมีปัญหาแหละ (หัวเราะ)

 

แต่คุณเลือกแล้ว

ใช่ ทำสิ่งที่อาจดูไม่ปกติในสายตาคนทั่วไปแต่เรามีความสุขน่าจะดีกว่า

เข้ จุฬญาณนนท์ ศิริผล

ถ้าหยิบโจทย์แบบ Ten Years  Thailand มาใช้กับโลกศิลปะไทย คุณว่าอีก 10 ปีความสัมพันธ์ของคนไทยกับศิลปะจะดีขึ้นกว่านี้มั้ย

ก็ยังเดาไม่ค่อยได้เท่าไหร่ (หัวเราะ) เรามองว่าสิ่งที่ควรทำคือทำให้ระบบนิเวศของงานสร้างสรรค์ในด้านต่างๆ ครบวงจร เช่น มีภัณฑารักษ์ ผู้จัดการด้านศิลปะ สื่อที่สนใจ และนักวิจารณ์ ถ้าทุกตำแหน่งมีครบ แล้วอธิบายคนทั่วไปได้ว่างานศิลปะของศิลปินเหล่านี้สำคัญกับคนดูยังไง ทำไมต้องมาเสพงาน เสพแล้วความเข้าใจหรือความคิดของคุณจะเปลี่ยนไปยังไง คนก็จะเห็นความสำคัญของศิลปะมากขึ้น

แต่ปีนี้ก็จะมีเทศกาลศิลปะใหญ่ๆ เกิดขึ้นหลายงาน ซึ่งเราคิดว่างานเหล่านี้จะทำให้คนในวงการศิลปะได้มาทำงานร่วมกัน รวมถึงน่าจะถูกพูดผ่านสื่อ ผ่านสาธารณชนเยอะ และบางงานก็จะจัดทุก 2 ปี เพราะฉะนั้น ในอนาคตทุก 2 ปีจะมีการนำเสนองานศิลปะของทั้งศิลปินไทยเองและศิลปินต่างประเทศที่เชิญมา ทั้งหมดนี้น่าจะทำให้ศิลปะร่วมสมัยกับคนในสังคมใกล้กันมากขึ้น และคนก็น่าจะได้เห็นว่าศิลปะกับคนที่อยู่ในวันนี้ เวลานี้ไม่ได้แยกขาดจากกัน

จุฬญาณนนท์ ศิริผล

Facebook l 10 Years Thailand 

Writer

ธารริน อดุลยานนท์

สาวอักษรฯ ผู้หลงรักการเขียนเสมอมา และฝันอยากสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ด้วยสิ่งที่มี ณ จุดที่ยืนอยู่ รวมผลงานการมองโลกผ่านตัวอักษรไว้ที่เพจ RINN

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

“กามุสตา”

เรากล่าวคำทักทายกับชายร่างใหญ่ใจดีผู้บินลัดฟ้ามาจากฟิลิปปินส์

ดินแดนเจ็ดพันเกาะ บ้านเกิดนักชกระบือนามอย่าง แมนนี ปาเกียว ชาติผู้ถือครองมงกุฎนางงามจักรวาลมากเป็นสถิติทวีปเอเชียด้วยจำนวน 4 สมัย แหล่งปลูกมะพร้าวระดับโลก หรือแม้แต่รถจี๊ปนีย์สีเจ็บที่แล่นลิ่วทั่วท้องถนน… ทั้งหมดนี้คือบางตัวอย่างที่ชาวต่างชาตินึกได้ทันทียามเอ่ยถึงแผ่นดินเกิดของชายผู้นี้ แต่หากเจาะจงให้นึกถึงเฉพาะชื่ออาหาร หลายคนกลับจนปัญญาที่จะตอบ

จอร์ดี้ นาวาร์รา (Jordy Navarra) ทราบดีว่าอาหารฟิลิปปินส์ที่เขาหลงใหลไม่ค่อยติดโผเรื่องแรก ๆ ที่คนชาติอื่นมักนึกถึงเวลาถามถึงจุดเด่นจุดดังของประเทศเขา แต่ขณะเดียวกัน มันก็เป็นความท้าทายชั้นดีที่ช่วยขับดันให้เชฟชาวฟิลิปปินส์คนหนึ่งก้าวไปถึงดวงดาวได้ในวันนี้

จอร์ดี้ นาวาร์รา เจ้าของร้านอาหารฟิลิปปินส์ร้านเดียวที่ติดท็อป 50 เอเชีย 3 ปีซ้อน

บุคคลซึ่งใคร ๆ ต่างขนานนามเขาว่า ‘เชฟจอร์ดี้’ เกิดที่เมืองใหญ่ใกล้ท่าอากาศยานแห่งชาติ คลุกคลีกับแผงขายอาหารพื้นบ้านตั้งแต่เล็ก เคยมีความฝันอยากเป็นสารพัดสิ่ง ไม่เว้นแม้แต่เป็นมือกลอง ก่อนมาลงเอยที่การเข้าคอร์สฝึกปรือเป็นเชฟอย่างจริงจังในวัย 23 ที่เขาบ่นว่าเริ่มต้นช้าไปหน่อย

ก้าวแรกของเขาอาจมาช้า ทว่าก้าวต่อ ๆ มาของเขาฉับไวยิ่ง ภายในไม่กี่ปีที่เขาเปิดร้าน Toyo Eatery ที่มุ่งขายอาหารและการบริการสไตล์ฟิลิปีโนในย่านมากาตีอันศิวิไลซ์ ร้านนี้ก็ได้รับการประกาศเกียรติคุณให้ติด 50 อันดับร้านอาหารดีเด่นทั่วเอเชียในรายการ Asia’s 50 Best Restaurants

นับเนื่องมาจนถึงวันที่บทความนี้ได้เผยแพร่ Toyo Eatery ก็ยังเป็นหนึ่งเดียวจากฟิลิปปินส์ที่ผงาดขึ้นไปอยู่ในรายชื่อร้านดังกล่าวถึง 3 ปีติด ทัดเทียมร้านดังจากจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ฮ่องกง สิงคโปร์ และไทย ซึ่งล้วนแล้วแต่เสิร์ฟอาหารที่มีชื่อเสียงมากกว่าในสายตานานาชาติ

จอร์ดี้ นาวาร์รา เจ้าของร้านอาหารฟิลิปปินส์ร้านเดียวที่ติดท็อป 50 เอเชีย 3 ปีซ้อน

เชฟจอร์ดี้ย้ำเสมอว่า เขามีวันนี้ได้เพราะความขยัน หมั่นตักตวงความรู้ใหม่ ๆ จากทุกที่ และทุกคนที่ได้พบเผชิญในแต่ละวัน และทุกการเดินทางของเชฟชาวปินอยคนนี้ เขาไม่เพียงมอบความรู้แก่ผู้อื่น หากเขายังเป็นฝ่ายได้รับความรู้และประสบการณ์อันทรงคุณค่าจากผู้อื่นเสมอไป

เป็นโอกาสอันดีที่ สิริ ศาลา เชิญเชฟจอร์ดี้และพลพรรคชาว Toyo Eatery มาแสดงฝีมือการทำอาหารสไตล์ฟิลิปีโนในงาน The Travelling Chefs Series เมื่อกลางเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เราจึงชวนเขามาแลกเปลี่ยนประสบการณ์เรื่องปูมหลังชีวิต พร้อมทั้งเสวนากันถึงเรื่องอร่อย ๆ ของฟิลิปปินส์และไทยตามความรู้สึกของเชฟใหญ่แห่งกรุงมะนิลา ผู้ยืนกรานว่าชอบอาหารไทยทุกเมนู!

จอร์ดี้ นาวาร์รา เจ้าของร้านอาหารฟิลิปปินส์ร้านเดียวที่ติดท็อป 50 เอเชีย 3 ปีซ้อน

ชื่อและนามสกุลของคุณคล้ายชื่อคนสเปนมาก

เป็นปกติของชาวฟิลิปีโนครับ เราเคยตกเป็นอาณานิคมสเปนนานกว่า 300 ปี เราก็ได้รับอิทธิพลมาจากอดีตเจ้าอาณานิคมมาหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นชื่อคนหรือภาษา คำว่า Kamusta ที่เราทักกันเมื่อครู่ ก็มาจากคำทักทายในภาษาสเปนว่า โกโม เอสตา (¿cómo está?) แปลว่า “คุณเป็นอย่างไร?”

ช่วยเล่าประวัติส่วนตัวคร่าว ๆ ให้คนไทยรู้จักหน่อยได้ไหม เริ่มจากเรื่องบ้านเกิดของคุณก็ได้

ผมเกิดและโตมาในเมืองปาราญาเก (Parañaque) อยู่ใต้กรุงมะนิลา คุณแม่ของผมเป็นคนที่นั่น ส่วนคุณพ่อมาจากเมืองบูตูอัน (Butuan) ทางเหนือของเกาะมินดาเนา เกาะที่อยู่ใต้สุดของประเทศ

ที่บ้านเกิดคุณมีชื่อเสียงด้านไหนบ้างครับ

มันอยู่ใกล้สนามบินมาก (หัวเราะ) ถ้าจะพูดถึงเรื่องอาหาร แถวนั้นมีของว่างยามบ่ายที่เรียกว่า ซาโกตกูลามัน (sago’t gulaman) เยอะมาก เป็นเครื่องดื่มที่ทำจากเม็ดสาคู แต่เพราะเป็นเขตเมือง อาหารหลายอย่างก็ปนเปกัน ไม่ได้มีอาหารอะไรเป็นพิเศษสำหรับที่นั่น แต่ก็เพราะที่นั่นอยู่ไม่ไกลจากทะเลด้วย อาหารริมทางที่เป็นซีฟู้ดก็จะเยอะหน่อย ที่นั่นเราจะมีแดมปา (Dampa) เป็นแผงขายอาหารที่ซื้ออาหารทะเลสด ๆ โดยมีคนปรุงให้เรากินได้หลังจากนั้น ผมโตมากับสิ่งเหล่านี้

เพราะอะไรคุณถึงมาเป็นเชฟ

อาหารเป็นความทรงจำที่เปี่ยมสุขของผมมาตลอด เป็นสิ่งที่ผมชอบตลอดมา ทุกคนที่บ้านผม โตมากับการกินดีอยู่ดี คุณยายผม คุณยายทวดผม ล้วนเคยทำอาชีพเกี่ยวกับผลไม้ ถึงตัวผมจะไม่ได้อาศัยอยู่กับพวกท่าน แต่ภูมิหลังที่มีญาติผู้ใหญ่เป็นคนในวงการอาหารก็ชักนำให้ผมเข้าสู่วงการนี้

พอผมเติบโตขึ้น ผมยิ่งรู้สึกว่าโลกของอาหารมีแต่เรื่องใหม่ ๆ และน่าสนใจสำหรับผมทั้งนั้น ภัตตาคารและร้านอาหารเป็นสถานที่สุดแสนวิเศษในสายตาของผม ผมเพลิดเพลินกับการเรียนรู้ขั้นตอนการทำ เทคนิค และวัตถุดิบต่าง ๆ รวมถึงการได้พบปะผู้คนใหม่ ๆ โดยเฉพาะคนที่มีใจรักในสิ่งเดียวกัน ทุก ๆ วันผมได้เรียนรู้สิ่งใหม่ ทุกการเดินทางผมได้เรียนรู้ทุกอย่างเพิ่มขึ้น และรู้สึกว่าที่เคยรู้มีน้อยลงไปทุกที ดังนั้น จึงพูดได้ว่าผมสนุกมากกับการได้ค้นพบสิ่งใหม่ ๆ ครับ

คุณเป็นเชฟมืออาชีพมาได้กี่ปีแล้ว

10 – 12 ปีครับ

ปกติคุณถนัดทำอาหารประเภทไหน

แปลกไหมถ้าผมจะตอบว่าผมไม่มีแนวอาหารที่ถนัดชัดเจนเลย ผมไม่กล้าเรียกตัวเองว่าเป็นยอดฝีมือด้านไหนหรอกนะ ผมเพียงแค่ชอบเรียนรู้เรื่องวัตถุดิบและเทคนิคการทำอาหารจานใหม่ไปเรื่อย ๆ ที่เมื่อครู่ผมพูดถึงแดมปาที่มีคนปรุงสดให้กินก็คล้าย ๆ กัน นั่นคือวิธีการเดียวกับการเตรียมอาหารของผม ผมจะดูก่อนว่าในครัวผมมีวัตถุดิบอะไรบ้าง แล้วจึงปรุงออกมาตามข้อจำกัดที่มี

จอร์ดี้ นาวาร์รา เจ้าของร้านอาหารฟิลิปปินส์ร้านเดียวที่ติดท็อป 50 เอเชีย 3 ปีซ้อน

เคยคิดไหมว่าถ้าไม่เป็นเชฟ คุณจะไปทำอาชีพไหนแทน

เคยสิ ก่อนมาทำอาหารเป็นอาชีพ ผมเคยสนใจทั้งกีฬา ทั้งดนตรี ถ้าคุณถามลูกทีมของผม พวกเขาก็จะตอบว่า ผมเคยอยากเป็นมือกลอง (ยิ้ม) อีกอาชีพที่ผมสนใจอาจจะเป็นเกษตรกร เพราะพวกเขาคือต้นน้ำของการทำครัว เป็นผู้ผลิตวัตถุดิบให้เชฟได้ใช้ ก็เป็นอีกอาชีพที่น่าสนใจในสายตาผม

แต่คุณก็เลือกมาเป็นเชฟ

ใช่ครับ ผมฝึกอยู่ที่ภัตตาคารในสหราชอาณาจักร ต่อด้วยฮ่องกงนานหลายปี ก่อนคิดได้ว่าอาหารที่เราได้ทำในร้านเหล่านั้นไม่ใช่รากเหง้าของเรา จึงกลับมาเปิดร้านของตัวเองที่ฟิลิปปินส์ในปี 2016

อาชีพเชฟเป็นที่นิยมมากแค่ไหนในประเทศของคุณครับ

ทุกวันนี้เป็นที่ยอมรับมากขึ้นเยอะแล้ว ตั้งแต่ราว 15 – 20 ปีมานี้เอง ผมเองก็เริ่มต้นอาชีพเชฟค่อนข้างช้า อายุประมาณ 23 เพิ่งจะมาเริ่ม สมัยนั้นพ่อครัวไม่ใช่อาชีพที่คนฟิลิปปินส์ที่เรียนจบไฮสกูลนึกว่าจะมาทำได้ ผมมีลูกพี่ลูกน้องคนหนึ่งเป็นเชฟ ตอนเขาบอกกับพ่อเขาว่าอยากเป็นเชฟอาชีพ เท่านั้นแหละ เขาโดนพ่อด่ายับเลยว่าเป็นเชฟแล้วจะเลี้ยงตัวเองได้ยังไง ไม่เหมือนสมัยนี้ที่ยอมรับมากขึ้น ถ้าลูกหลานอยากเป็นเชฟ หลายครอบครัวก็พร้อมจะสนับสนุน ผมเลยมีความสุขมากที่มีคนสนใจอาชีพของเรามากขึ้น ๆ

จอร์ดี้ นาวาร์รา เจ้าของร้านอาหารฟิลิปปินส์ร้านเดียวที่ติดท็อป 50 เอเชีย 3 ปีซ้อน

ทราบมาว่าคุณเป็นเชฟระดับแนวหน้าของฟิลิปปินส์ เพราะเหตุใดคุณถึงก้าวมายืนในจุดนี้ได้

ย้อนกลับไปตอนที่ผมเพิ่งเปิดร้านใหม่ ความคิดที่จะทำอาหารฟิลิปปินส์โดยการทำความเข้าใจกับวัตถุดิบท้องถิ่นยังไม่เป็นที่แพร่หลายนักในตอนนั้น ร้านอาหารในฟิลิปปินส์ใช้แต่วัตถุดิบนำเข้า ชาวไร่ชาวสวนที่ทำเกษตรอินทรีย์ก็เพาะปลูกแต่พืชผักของตะวันตก ถ้าเราไปถามพวกเขาว่าคุณมีผลิตผลอะไรบ้าง เขาก็จะตอบว่ามีผักกาด มีถั่วแขก เบบี้แครอท หรือหัวผักกาดแดง แต่ไม่มีพืชพันธุ์ของฟิลิปปินส์แท้ ๆ อยู่เลย นี่ทำให้ผมตั้งคำถามว่า แล้วเราจะซื้อพืชผักของฟิลิปปินส์ได้จากที่ไหนกันนะ

ที่แย่กว่านั้นคือคนฟิลิปปินส์ไม่ค่อยเชื่อมั่นในวัฒนธรรมอาหารของเราเอง อาหารฟิลิปปินส์ถูกตีค่าเป็นแค่อาหารบ้าน ๆ สมมติว่าถ้าชาวต่างชาติอย่างคุณไปฟิลิปปินส์เพื่อทำธุรกิจหรือเยี่ยมเพื่อนฝูงก็ตามแต่ ร้านอาหารที่คนท้องถิ่นจะพาคุณไปรับประทานก็มีแต่ร้านสเปนหรือร้านญี่ปุ่น เวลามีงานเลี้ยงฉลอง คนก็จะพากันไปเลี้ยงอาหารสเปน อาหารญี่ปุ่น หรือแม้กระทั่งอาหารจีนที่พวกเขามองว่าพิเศษกว่า 

อาหารฟิลิปปินส์กินกันแค่เฉพาะในครอบครัว ในบ้านเดียวกัน ผมว่าความก้าวหน้าของผมในอาชีพเชฟเกี่ยวข้องโดยตรงกับการที่ผู้คนเริ่มยอมรับอาหารฟิลิปปินส์กันมากขึ้นนะ เพราะที่จริงแล้วคนฟิลิปปินส์ก็แยกย้ายไปทำงานอยู่ในครัวและโรงแรมทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นอาบูดาบี ดูไบ สหรัฐอเมริกา ยุโรป บนเรือสำราญ หรือแม้แต่ในร้านเบเกอรี่ฝรั่งเศส แต่แทบไม่มีใครทำอาหารฟิลิปปินส์ขายกันเลย เพราะงั้นสำหรับผม ผมรู้สึกว่าคนฟิลิปปินส์เรามีพรสวรรค์ทางการทำอาหาร แต่พวกเราต้องภูมิใจในสิ่งที่เรามีก่อน และผมคิดว่าอาชีพของผมเกี่ยวข้องโดยตรงกับเรื่องนี้

จอร์ดี้ นาวาร์รา เจ้าของร้านอาหารฟิลิปปินส์ร้านเดียวที่ติดท็อป 50 เอเชีย 3 ปีซ้อน

นั่นจึงเป็นจุดเด่นของร้าน Toyo Eatery ในกรุงมะนิลาของคุณ

ว่าอย่างนั้นก็คงได้ครับ ร้านนี้ผมเป็นผู้ร่วมก่อตั้งกับภรรยาของผม เมย์ นาวาร์รา (May Navarra) ตั้งอยู่ที่เมืองมากาตี ซึ่งเป็นเมืองใหญ่เมืองหนึ่งในเขตมหานครมะนิลา เรามุ่งเน้นนำเสนออาหารฟิลิปปินส์ที่ปรุงขึ้นตามรสชาติ เค้าโครงด้านกลิ่น (Flavor Profile) วัตถุดิบที่ใช้ และเทคนิควิธีการปรุง ทั้งหมดเป็นไปตามแบบฉบับชาวฟิลิปีโน ดังนั้นร้านอาหารของเราจึงไม่ได้เป็นแค่ร้านอาหาร หากเป็นพื้นที่นำเสนอวัฒนธรรมอาหารของชาติเราด้วย

อะไรคือความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในอาชีพเชฟของคุณ

การเอาตัวรอดจากโรคโควิดมาได้นี่แหละครับ ท่ามกลางวิกฤตทั่วโลก การรักษาลูกน้องทุกคนในทีมที่อยากอยู่ต่อ ให้ยังอยู่กับเราได้ทั้งหมด ยังคงเปิดร้าน ทำหน้าที่ของเราได้อยู่ในช่วงที่ยากลำบากที่สุดเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่สุดแล้วครับ เวลานี้ผมเลยมีความสุขมากที่มันกำลังจะผ่านพ้นไปแล้ว และผมกำลังจะได้ทำในสิ่งที่รักต่อไป

แล้วความสำเร็จเรื่องอื่นที่ไม่เกี่ยวกับการทำอาหารล่ะครับ

การได้เห็นลูกน้องที่ทำงานกับผมค่อย ๆ เติบโตในเส้นทางอาชีพของเขา ที่ผ่านมามีทั้งคนที่ยังอยู่กับเราและก้าวหน้าเรื่อย ๆ รวมทั้งมีบางคนแยกออกไปเปิดร้านเพื่อไล่ตามความฝันของตัวเขาเอง ซึ่งผมมองว่าพวกเราต่างก็จะประสบความสำเร็จในฐานะผู้ประกอบธุรกิจให้บริการในกรุงมะนิลาเหมือนกัน เพื่อจะผลักดันให้ธุรกิจการให้บริการของฟิลิปปินส์ก้าวไปข้างหน้า พวกเราจำเป็นที่จะต้องมีแนวคิดมากมายในการสร้างสรรค์คุณภาพสูง และต้องใช้คนของเรามากขึ้นในการผลักดันอย่างต่อเนื่อง ถ้าธุรกิจแขนงนี้ดีขึ้น ทั้งชาวสวนผู้ผลิตวัตถุดิบ แขกผู้มาใช้บริการ และทุก ๆ คนก็จะได้รับผลดีไปด้วย ซึ่งทุกภาคส่วนของเราจำเป็นต้องช่วยกันพัฒนาต่อไปทุกปี 

ผมภูมิใจมากที่วันนี้ได้มาเยือนประเทศไทย มาเยือนสิริ ศาลา เพราะก่อนหน้านี้สัก 10 ปี 12 ปี หรือ 15 ปี คงไม่มีใครคิดว่าเชฟอาหารฟิลิปปินส์อย่างผมจะได้รับเชิญจากต่างชาติให้มาทำอาหารฟิลิปปินส์ เพราะแม้แต่คนฟิลิปปินส์ด้วยกันเองเรายังไม่รู้สึกภูมิใจในสิ่งที่เรามีอยู่เลย ดูเหมือนว่าตอนนี้โลกหันมามองในสิ่งที่เรากำลังทำแล้ว และผมภูมิใจมากทีเดียว

ในความรู้สึกของเชฟ การเป็นเชฟที่ดีต้องมีคุณสมบัติใดบ้าง

อืม ในความคิดของผม คำจำกัดความของการเป็นเชฟมันซับซ้อนขึ้นมากเลย เมื่อก่อนถ้าพูดถึงการเป็นเชฟ คุณก็จะคิดถึงเฉพาะชีวิตในห้องครัวใช่ไหม แต่ทุกวันนี้การเป็นเชฟมีอะไรมากกว่านั้นเยอะ เชฟที่ดีต้องรู้จักการพัฒนาฝีมือลูกทีม มีสัมพันธภาพที่ดีกับผู้ผลิตอย่างชาวไร่ชาวสวนและชุมชนของพวกเขา และยังต้องสื่อสารแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับลูกมือในครัว รวมทั้งบุคคลภายนอกด้วย นอกจากนี้ปัจจุบันเรายังต้องรู้จักเดินทางเพื่อเฟ้นหาประสบการณ์ใหม่ ๆ ฉะนั้นแล้ว ส่วนตัวผมคิดว่าเชฟที่ดีต้องรู้จักรักษาสมดุลในหน้าที่ทุกอย่าง พร้อมกับทำหน้าที่บริหารร้านให้ดีไปด้วย ซึ่งบ่อยครั้งผมก็รู้สึกว่ามันยากที่จะทำหมดทุกอย่างนะ

จอร์ดี้ นาวาร์รา เจ้าของร้านอาหารฟิลิปปินส์ร้านเดียวที่ติดท็อป 50 เอเชีย 3 ปีซ้อน

ตลอดชีวิตการเป็นเชฟ คุณเคยได้รับรางวัลใหญ่ใดบ้างที่อยากมาแบ่งปันให้เราฟัง

ร้าน Toyo Eatery ของผมเพิ่งเปิดตัวในปี 2016 แล้วในอีก 2 ปีถัดมา เราก็ได้รับรางวัล Miele One To Watch Award 2018 อีกหนึ่งปีถัดจากนั้นเราก็ได้รับเลือกให้ติด 50 อันดับร้านอาหารที่ดีที่สุดในเอเชียในปี 2019 เป็นครั้งแรกโดยติดอันดับที่ 43 จาก 50 อันดับ และยังติด 50 อันดับติดต่อกันอีก 2 ปี ในปี 2020 และ 2021 สำหรับพวกเรา นี่เป็นเรื่องที่น่าทึ่งมาก

ขอตัวอย่างเมนูแนะนำของ Toyo Eatery หน่อยสิครับ

ผมอยากแนะนำให้รู้จักเมนู บาฮาย คูโบ (Bahay Kubo) ที่จริงแล้วชื่อ บาฮาย คูโบ เป็นชื่อเพลงพื้นบ้านที่เด็ก ๆ ทุกคนร้องได้ เป็นเพลงที่สอนให้เด็กฟิลิปปินส์ได้รู้จักกับผักชนิดต่าง ๆ เนื้อเพลงก็จะร้องเกี่ยวกับกระท่อมที่รายล้อมไปด้วยสวนผัก มีผักทั้งหมด 18 ชนิดในเพลง

ในการทำเมนูนี้ ผมก็นำผักทั้ง 18 ชนิดนั้นแหละมาปรุงรวมกันในจานเดียวเหมือนทำสลัด เพลงนี้เป็นเพลงที่ฟิลิปีโนทุกคนรู้จักอยู่แล้ว เมื่อลูกค้าของเราได้เห็นมัน เขาก็จะรู้สึกใกล้ชิดหรือผูกพันกับมัน และได้เข้าใจปรัชญาอาหารของร้านเรา ซึ่งมีจุดขายคือวัตถุดิบที่สะท้อนความเป็นฟิลิปปินส์ด้วย

ทุกวันนี้คุณทำงานอย่างไรบ้าง

นอกจากร้าน Toyo Eatery แล้ว ผมกับภรรยายังเปิดร้านเบเกอรี่ชื่อว่า Panaderya Toyo อีกด้วย เบเกอรี่นี้เราเปิดในปี 2017 สำหรับร้านนี้ เราก็ยังพยายามติดตามเสาะหาวิธีการทำอาหารฟิลิปปินส์ในรูปแบบของขนม ภรรยาของผมก็ช่วยทำร้านนี้ด้วย เธอทำทุกอย่างในร้านนี้ 

นอกเหนือจากสองร้านที่กล่าวมา เรายังเปิดออฟฟิศแห่งใหม่ที่จะใช้เป็นที่ศึกษาวัตถุดิบต่าง ๆ ของอาหารฟิลิปปินส์ ที่นี่ผมกับกลุ่มผู้ร่วมงานจะมาหารือกัน พูดคุยเกี่ยวกับวัฒนธรรมอาหารและงานฝีมือที่ถูกประเมินค่าไว้ต่ำเกินไป พร้อมทั้งหาวิธีนำเสนอสิ่งนั้น มอบประสบการณ์ที่ดีขึ้นสำหรับร้านอาหาร และใช้เวลากับการศึกษาวัสดุการทำ ส่วนผสมอาหาร และรวบรวมความรู้เกี่ยวกับผลไม้ประจำฤดูกาล อะไรทำนองนี้ครับ

จอร์ดี้ นาวาร์รา เจ้าของร้านอาหารฟิลิปปินส์ร้านเดียวที่ติดท็อป 50 เอเชีย 3 ปีซ้อน

ฤดูกาลในฟิลิปปินส์มีผลต่อการเลือกวัตถุดิบอย่างไรครับ

ที่เห็นชัดที่สุดคือเรื่องผลไม้ครับ ในประเทศฟิลิปปินส์ มีฤดูกาลย่อย ๆ สำหรับเก็บเกี่ยวผลผลิตบางอย่างที่แม้แต่ผมยังจำเป็นต้องพยายามเรียนรู้และทำความเข้าใจกับมันอยู่เลย เมื่อฤดูกาลมาถึง เราอยากจะรู้วิธีเลือกเฟ้นใช้วัตถุดิบให้เกิดประโยชน์

จะว่าไปไทยกับฟิลิปปินส์ก็อยู่ไม่ไกลจากกันนัก มีผลไม้ตามฤดูกาลเหมือนกันไหมครับ

เรียกว่าคล้ายกันดีกว่า พวกเรามีฤดูมรสุมเหมือนกันก็จริง แต่พืชผักผลไม้บางอย่างก็ไม่ได้ออกผลช่วงเดียวกัน อย่างทุเรียนของไทย ผมทราบมาว่าหน้าทุเรียนของที่นี่คือฤดูร้อน ประมาณเดือนพฤษภาคมใช่ไหมครับ แต่ที่ฟิลิปปินส์ ทุเรียนของเราจะออกผลช่วงตุลาคม เลยจากฤดูฝนไปแล้ว

ในมุมมองของคุณ อาหารฟิลิปปินส์มีลักษณะอย่างไร

สั้น ๆ คำเดียวเลย เปรี้ยวครับ

เปรี้ยวแบบมะนาวน่ะเหรอครับ

อาหารของเรามีรสเปรี้ยวจากหลายอย่าง เปรี้ยวจากมะนาวก็มี จากผลไม้อื่น ๆ ในตระกูลซิตรัสก็เยอะ มีรสเปรี้ยวจากน้ำส้มสายชูหรือผ่านกระบวนการหมัก เปรี้ยวจากกรดแล็กติก หลายอย่างก็เปรี้ยวจี๊ดจ๊าดมาก

มีเมนูใดที่โด่งดังมาก ๆ

แต่ละปีมันเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ บางปีผู้คนตื่นเต้นกับเมนูหนึ่ง แล้วปีต่อมาก็หันไปนิยมชมชอบอีกเมนูหนึ่งแทน อย่างตอนนี้เมนูที่กำลังมาแรงในแวดวงอาหารฟิลิปปินส์คือ คีนีเลา (Kinilaw) ครับ

คืออะไรครับ

คีนีเลาเป็นทั้งชื่ออาหารและกรรมวิธีการทำ เฉกเช่นเดียวกับอะโดโบ (Adobo) อาหารประจำชาติฟิลิปปินส์ที่เป็นเนื้อสัตว์หมักน้ำส้มสายชูและกระเทียม นำไปทอดจนเกรียม คำนี้ก็เป็นได้ทั้งคำนามและกริยา ถ้าพูดว่า “ฉันกินอะโดโบ (I eat adobo)” หรือ “ฉันอะโดโบ (I adobo)” ก็มีความหมายทั้งคู่

กลับมาที่คีนีเลา คือการเปลี่ยนผิวเนื้อวัตถุดิบที่นำมาทำด้วยกรดซึ่งให้ความเปรี้ยว ส่วนใหญ่จะนำปลาหรืออาหารทะเลอื่น ๆ มาทำ มีบ้างที่นำผักมาคีนีเลา แต่กรรมวิธีการหมักดองที่ให้รสเปรี้ยวจะต่างกัน แต่ละภูมิภาคก็มีสารทำความเปรี้ยวในแบบของเขา เช่น บางที่ใช้กะทิ บางที่ใช้ผัก บางที่ใช้ผลไม้

ฟังเชฟปินอยคนดัง เล่าเรื่องอาหารฟิลิปปินส์ และอาหารไทยในมุมที่คุณอาจไม่เคยนึก

วัตถุดิบที่ใช้มากในอาหารฟิลิปปินส์

กระเทียมกับน้ำส้มสายชูครับ แต่ว่าน้ำส้มสายชูของฟิลิปปินส์หมักได้จากหลายอย่าง เช่น หมักจากมะพร้าว จากตาล และจากผลไม้ชนิดอื่น ๆ ด้วย

อาหารฟิลิปปินส์ที่คุณชอบมากที่สุดคือเมนูไหน และไม่ชอบเมนูไหน

ที่ผมชอบมากสุดคงเป็นบาร์บีคิวสไตล์ฟิลิปีโน เพราะมันเป็นอาหารที่เราจะกินกันในวาระพิเศษ ในวัยเด็กผมจะได้กินก็ต่อเมื่อไม่มีใครทำอาหารที่บ้าน หรืออย่างเวลามีงานปาร์ตี้ ก็จะเป็นสิ่งหนึ่งที่อยู่คู่กับการเฉลิมฉลองของเราตลอด ผมจึงมีความทรงจำที่ดีเยี่ยมกับมัน ส่วนเมนูที่ไม่ชอบที่สุดก็คงเป็นบาร์บีคิวที่ทำจากตับไก่ครับ เพราะคนชอบย่างจนสุกเกินไป แล้วตับไก่ชิ้นนั้นก็จะแข็ง แต่ถึงผมจะไม่ชอบ ผมก็ลองกินเสมอนะ บางที่ทำแล้วผมก็ชอบ แต่ว่าที่ไหนที่ทำไม่อร่อย ผมกินไม่หมดเลย จะเห็นว่าที่ชอบและไม่ชอบก็เป็นบาร์บีคิวเหมือนกัน จะต่างกันก็แค่เนื้อที่มาทำแค่นั้นเอง (หัวเราะ)

คุณคงทราบว่าในประเทศไทย เราแบ่งอาหารออกเป็น 4 ภูมิภาค ได้แก่ ภาคกลาง เหนือ อีสาน และใต้ ในประเทศฟิลิปปินส์มีการแบ่งประเภทอาหารแบบนี้หรือไม่ครับ

ถ้าให้ผมแบ่งก็คงแบ่งได้ประมาณ 3 หรือ 4 ภาค หมู่เกาะฟิลิปปินส์แบ่งออกเป็น 3 ส่วนที่สำคัญ คือเกาะลูซอนที่เป็นเกาะใหญ่ทางเหนือสุด วิซายาส และเกาะมินดาเนา

อาหารในมะนิลาเกิดจากความผสมผสานกันระหว่างอาหารหลาย ๆ ถิ่น เพราะผู้คนจากทุกสารทิศหลั่งไหลเข้ามาอยู่ในเมืองหลวง ถ้าเป็นตอนเหนือของเกาะลูซอนก็จะนิยมรสขมหน่อย มีอาหารดังชื่อว่า ปาปาอีตัน (Papaitan) ชื่อนี้แปลตรงตัวว่า ‘ขม’ เป็นซุปเครื่องในวัวที่มีรสขมตามชื่อ แล้วยังมีสตูว์เนื้อแพะที่ทำมาจากน้ำดีแพะ ให้รสขมเข้าไปอีก พวกเราเลยสรุปได้ว่า คนฟิลิปปินส์ภาคเหนือชอบอาหารขม

ถัดลงไปทางใต้คือแถบหมู่เกาะวิซายาส แถวนี้ล้อมรอบด้วยทะเล มีเกาะมากมาย อาหารทะเลและคีนีเลาจึงแพร่หลายมาก ใต้สุดของฟิลิปปินส์คือเกาะมินดาเนา ประชากรส่วนใหญ่บนเกาะนั้นเป็นมุสลิม อาหารที่พวกเขารับประทานกันก็จะเป็นอาหารฮาลาล ต่างจากส่วนอื่น ๆ ของประเทศที่นับถือคริสต์

คุณพ่อผมมาจากมินดาเนาตอนเหนือที่ยังเป็นถิ่นชาวคริสต์อยู่ อาหารที่บ้านเกิดของท่านก็จะผสมผสานกันระหว่างอาหารของวิซายาสกับมินดาเนา พวกเขาใช้สมุนไพรที่ต่างจากพื้นที่อื่น มีเครื่องดื่มเฉพาะตัว คีนีเลาของที่นั่นก็จะใส่น้ำกะทิด้วย ส่วนผสมอาหารบางอย่างก็จะพบได้เฉพาะในภาคนั้นครับ

ฟังเชฟปินอยคนดัง เล่าเรื่องอาหารฟิลิปปินส์ และอาหารไทยในมุมที่คุณอาจไม่เคยนึก

อาหารฟิลิปปินส์คล้ายกับอาหารของชนชาติใดมากที่สุด

ฟิลิปปินส์ได้รับอิทธิพลทางวัฒนธรรมมาจากหลายชนชาติ ประวัติศาสตร์ของเราพัวพันกับการตกเป็นฝ่ายถูกล่าอาณานิคมมานานโข เราตกเป็นเมืองขึ้นสเปนนานเกือบ 350 ปี ตามด้วยสหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่นก็เข้ามาในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ก่อนที่สหรัฐฯ จะกลับมาปลดปล่อยเราเป็นอิสระ นอกจากนี้ยังมีชาวจีนเดินทางเข้ามามาก ทุกชาติที่เข้ามามอบผลิตผลและสิ่งต่าง ๆ ที่ส่งอิทธิพลต่ออาหารการกินของเรา

แล้วอาหารฟิลิปปินส์แต่ละภูมิภาคยังมีความแตกต่างกันสุด ๆ ไปเลย เพราะชนพื้นเมืองเดิมของแต่ละภาคในประเทศของเราเป็นกลุ่มชนคนละเผ่ากัน ตัวอย่างเช่นชาวตากาล็อก ชาวอีโลกาโน ชาวซีบัวโน ทุกภาคก็จะมีรสนิยมทางอาหาร รส และกลิ่นที่ไม่เหมือนกัน อย่างที่เราได้คุยถึงเรื่องนี้ไปแล้ว

ฟังเชฟปินอยคนดัง เล่าเรื่องอาหารฟิลิปปินส์ และอาหารไทยในมุมที่คุณอาจไม่เคยนึก

ถ้าเป็นอย่างนั้น อาหารที่ประเทศของคุณได้รับอิทธิพลใดมากกว่ากัน ระหว่างนักล่าอาณานิคมกับชนพื้นเมืองที่อยู่มาแต่เดิม

เรื่องนี้ตอบได้ยาก เนื่องจากยุคก่อนที่พวกเราจะตกเป็นอาณานิคมของสเปน แทบไม่มีการจดบันทึกใด ๆ เลย เรารู้จักอาหารพื้นเมืองของฟิลิปปินส์ในยุคนั้นผ่านบันทึกของอันโตนิโอ ปีกาเฟตตา นักสำรวจที่จดบันทึกการเดินทางรอบโลกให้กับเฟอร์ดินานด์ มาเจลลัน สิ่งที่เขาจดบันทึกมาจากมุมมองของคนนอก แต่ถ้าลองอ่านคำบรรยายดูแล้ว จะพบว่าอาหารของชนพื้นเมืองฟิลิปปินส์ยุคนั้นก็คล้ายกับคีนีเลาและซีนีกัง (Sinigang) ที่คนฟิลิปปินส์ในปัจจุบันยังกินกันอยู่ ผมเลยสันนิษฐานได้ว่า คีนีเลากับซีนีกังคงเป็นอาหารพื้นเมืองเดิมก่อนตกเป็นเมืองขึ้น

แล้วเมื่อสเปนเข้ามา พวกเขาได้นำศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกเข้ามาด้วย ซึ่งส่งอิทธิพลมหาศาลกับวัฒนธรรมของเรา แม้แต่เรื่องอาหารก็ได้รับผลกระทบจากศาสนาด้วย

ศาสนาส่งผลกับอาหารด้วยหรือครับ

ครับ การสร้างโบสถ์ก็เป็นตัวอย่างหนึ่ง ชาวสเปนใช้ไข่ขาวในขั้นตอนการสร้าง ทำให้เหลือไข่แดงเยอะมาก ไข่แดงที่เหลือก็จะถูกนำมาทำขนมหวานแบบสเปน ซึ่งในฟิลิปปินส์เรามีของหวานที่ทำจากไข่แดงผสมกับน้ำตาลเยอะ มีความเป็นไปได้ว่ามีที่มาจากการสร้างโบสถ์ของสเปน

อีกอย่างหนึ่งคือเวลาเราพูดถึงว่าสเปนปกครองฟิลิปปินส์ แต่ในความเป็นจริงสเปนไม่ได้ปกครองพวกเราโดยตรง แต่ให้เม็กซิโกที่ในอดีตเป็นเขตอาณานิคมใหญ่ของสเปนปกครองพวกเราอีกทีหนึ่ง ฉะนั้นอิทธิพลทางวัฒนธรรมต่าง ๆ รวมทั้งอาหารที่ฟิลิปปินส์ได้รับอิทธิพลจากสเปน แท้จริงคือรับผ่านเม็กซิโกมาอีกทอด กระทั่งเดี๋ยวนี้ก็ยังมีอาหารฟิลิปปินส์หลายเมนูที่ว่ากันว่าดูเหมือนอาหารสเปน ถ้าดูดี ๆ ก็จะรู้ว่าคล้ายกับอาหารเม็กซิกันมากกว่าอาหารสเปนในเมืองแม่ครับ

ฟังเชฟปินอยคนดัง เล่าเรื่องอาหารฟิลิปปินส์ และอาหารไทยในมุมที่คุณอาจไม่เคยนึก

ในปัจจุบันคุณคิดว่าอาหารฟิลิปปินส์เป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติมากแค่ไหน

ผมคิดว่าคนต่างชาติพอจะรู้ แต่ยังไม่เป็นที่รู้จักทั่วไปเหมือนกับอาหารไทย ครั้งหนึ่งผมเคยไปออกงานอีเวนต์ที่ CIA Institute of America พร้อมกับ เชฟต้น-ธิติฏฐ์ ทัศนาขจร พอเชฟต้นถามว่าใครรู้จักอาหารไทยหรือเคยกินอาหารไทย ทุกคนในห้องยกมือกันใหญ่ คนอเมริกันก็ยังบอกว่า “I love Thai food” แต่พอผมถามถึงอาหารฟิลิปปินส์ มีแต่คนฟิลิปปินส์ที่รู้จักและเคยกิน ถึงอย่างนั้นผมก็คิดว่าเป็นเรื่องที่ดีนะ เพราะว่าคนส่วนใหญ่กำลังอยากรู้จักอาหารของประเทศผม แล้วผมได้รับเชิญไปที่นั่น ก็เป็นหน้าที่ของผมที่จะแบ่งปันความรู้และเรื่องราวของชาติตัวเองให้ชาวต่างชาติได้รู้จัก

นับรวมครั้งนี้ด้วย คุณมาประเทศไทยกี่ครั้งแล้ว

ผมเคยมาเที่ยวไทยกับครอบครัวตั้งแต่เด็ก ๆ หลังแต่งงานก็ได้มาเที่ยวพร้อมกับภรรยา หรือมากับเพื่อนฝูง รวมกัน 3 – 4 ครั้ง แต่ถ้าได้รับเชิญมาในฐานะเชฟอาชีพ นี่เป็นครั้งที่ 2 รวมทั้งหมดก็ 5 – 6 ครั้งได้ครับ

คุณชอบอะไรในเมืองไทย

แน่นอนว่าอาหารมาเป็นที่หนึ่ง มากี่ครั้งก็ได้รู้เรื่องใหม่ ๆ เกี่ยวกับอาหารไทยทุกครั้ง ถ้าไม่นับอาหาร ที่ผมชื่นชอบมากคือผู้คน คนไทยใจดีมาก ทุกคนดีกับผมอย่างเหลือเชื่อ ทั้งใจดี บริการดี แล้วก็ชอบกรุงเทพฯ ที่ใครหลายคนว่าเป็นเมืองใหญ่ เหมือนเป็นป่าคอนกรีตไปแล้ว แต่ผมก็ยังรับรู้ได้ถึงความเป็นธรรมชาติ มีแม่น้ำลำคลอง ซึ่งของพวกนี้แทบไม่มีเหลือในเมืองใหญ่ของฟิลิปปินส์แล้ว

ฟังเชฟปินอยคนดัง เล่าเรื่องอาหารฟิลิปปินส์ และอาหารไทยในมุมที่คุณอาจไม่เคยนึก

ทราบมาว่าคุณชอบอาหารริมทาง (Street Food) ของไทยมาก เพราะอะไรถึงชอบครับ

คุณภาพสตรีทฟู้ดที่ฟิลิปปินส์ยังไม่ดีเท่าที่นี่ ผมรู้สึกว่าสตรีทฟู้ดของฟิลิปปินส์หาซื้อได้ยากกว่า และต้องจ่ายแพงกว่าเพื่อให้ได้วัตถุดิบคุณภาพดีขนาดนี้ แล้วดูเหมือนว่าสตรีทฟู้ดที่นั่นจะยังไม่ได้รับการส่งเสริมเท่าไรนัก แต่ที่เมืองไทย คุณภาพอาหารดีตั้งแต่ระดับสตรีทฟู้ดที่ขายกันข้างทางไปจนถึงร้านอาหารดัง ๆ กระทั่งอาหารที่ขายกันใน 7-Eleven ก็ยังดีกว่าที่ประเทศของผม

คนฟิลิปปินส์โดยทั่วไปรู้จักหรือเคยรับประทานอาหารไทยกันไหม

น่าจะรู้จักครับ เพราะที่กรุงมะนิลาก็มีโรงแรมดุสิตธานีไปเปิดสาขาที่นั่นนานมาแล้ว และยังมีภัตตาคารอาหารไทยที่เลื่องชื่อมากอีกด้วย

มีเมนูอาหารไทยในดวงใจหรือยัง

เยอะแยะไปหมด ผมชอบแกงเหลืองที่เผ็ด ๆ ข้าวหอมมะลิของไทยก็หอมหวนชวนรับประทานมาก แกงมัสมั่น ส้มตำ ข้าวเหนียวหมูปิ้ง หมูฝอย โจ๊ก ข้าวต้ม ผมชอบหมดเลย ดูเหมือนคนไทยจะกินอาหารเช้าได้หลากหลายดีนะ รู้สึกว่าพวกคุณมีการเริ่มต้นวันใหม่ที่ดี (ยิ้ม)

เช่นเดียวกับอาหารฟิลิปปินส์ที่ถามไปแล้ว มีเมนูที่ไม่ชอบเลยบ้างไหมครับ

ไม่มีเลย แต่จะบอกให้ก็ได้ว่าตอนแรกผมไม่ค่อยชอบข้าวเหนียวมะม่วง ไม่เข้าใจว่า Mango Sticky Rice มีอะไรพิเศษ เพราะร้านที่ผมเคยไปกินร้านแรกก็ธรรมดา แต่พอได้กินข้าวเหนียวมะม่วงของร้านหนึ่ง ข้าวเหนียวหอมกรุ่น มะม่วงเย็นกำลังดี ผมก็เริ่มชอบอาหารชนิดนี้ขึ้นมา

พูดได้ว่าตอนนี้ผมชอบอาหารทุกอย่างของประเทศไทยเลยล่ะ ทุกอย่างที่ได้กินในการมาไทยครั้งนี้ทำให้ผมได้รับรู้สิ่งใหม่ ๆ หลายประเด็นมาก เป็นต้นว่าผัดไทย เมื่อก่อนผมเคยคิดว่าเป็นอาหารเก่าแก่ที่มีมาแต่โบราณนานเนิ่น ทว่าที่จริงมันเพิ่งมีมาไม่ถึง 100 ปีนี้เอง พวกคุณอาจจะรู้ดีอยู่แล้ว แต่นี่เป็นความรู้ใหม่มากสำหรับผม

ฟังเชฟปินอยคนดัง เล่าเรื่องอาหารฟิลิปปินส์ และอาหารไทยในมุมที่คุณอาจไม่เคยนึก

ความคล้ายคลึงกันระหว่างอาหารฟิลิปปินส์และอาหารไทยคืออะไร

พวกเราได้พูดกันมาเยอะแล้ว ว่าทั้งสองประเทศมีสภาพอากาศที่คล้ายกัน พืชพรรณวัตถุดิบหลายอย่างก็มีเหมือนกัน การใช้งานก็คล้ายกัน แต่รสนิยมการกินค่อนข้างต่างน่ะครับ ตัวอย่างเช่นน้ำปลา คนฟิลิปปินส์ก็มี กระบวนการหมักก็เหมือนกับคนไทย แต่รสชาติของที่นั่นจะเข้มกว่า น้ำปลาของไทยรสอ่อนกว่า นอกจากน้ำปลา เราก็มีผลไม้สกุลส้มเหมือนกัน มีมะพร้าวเยอะเหมือนกัน แต่กรรมวิธีการนำส้มและมะพร้าวมาทำอาหารนั้นแตกต่างกันมากทีเดียว คนไทยชอบกินเผ็ด คนฟิลิปปินส์ชอบกินเปรี้ยว

ถ้าต้องแนะนำอาหารฟิลิปปินส์ให้คนไทยลองชิมสักเมนู คุณจะเลือกเมนูไหนมาแนะนำพวกเรา

ขอแบ่งเป็นของคาวกับของหวานแล้วกันนะครับ ถ้าเป็นของคาว ผมอยากแนะนำ ซีซิก (Sisig) ที่เป็นอาหารจานร้อนคล้าย ๆ ยำของไทย ทำโดยนำส่วนใบหน้าและหน้าท้องหมูมาสับเป็นชิ้นเล็ก ๆ แล้วทอดในจานร้อน จะใส่พริกก็ได้ถ้าพวกคุณอยากเพิ่มความจัดจ้านให้กับมัน 

ส่วนของหวาน ขอแนะนำ ฮาโลฮาโล (Halo-halo) แปลว่า ‘รวมมิตร’ ก็คล้าย ๆ กับของหวานของไทยนั่นแหละ เพียงแต่รวมมิตรแบบฟิลิปปินส์นี้จะใส่รวมส่วนผสมแทบทุกอย่าง มากกว่าของไทย แล้วแต่ละถิ่นแต่ละภาคก็จะมีส่วนผสมที่ใส่ไม่เหมือนกันด้วย

หลังกลับไปที่ฟิลิปปินส์แล้ว คุณจะนำประสบการณ์ที่ได้รับจากการมาไทยครั้งนี้ไปประยุกต์ใช้กับการทำอาหารของคุณอย่างไร

อย่างหนึ่งเลยคือเรื่องน้ำกะทิซึ่งผมไม่เคยเอะใจมาก่อน ที่ฟิลิปปินส์ น้ำมะพร้าวก็คือน้ำมะพร้าว กะทิก็คือกะทิ แต่ของคนไทยจะมีหัวกะทิ หางกะทิ ที่ก่อให้เกิดความแตกต่างได้ อย่างที่สองคือเรื่องรสชาติเผ็ดที่คนไทยติดปาก ผมคิดว่าถ้าผมกับพวกลูกมือกลับไป พวกเราคงจะทำอาหารให้เผ็ดขึ้นกว่าเดิมหน่อยกระมัง (หัวเราะ)

สุดท้ายนี้ เชฟจอร์ดี้อยากฝากอะไรถึงคนไทยที่ใฝ่ฝันอยากเป็นเชฟบ้างไหมครับ

สำหรับใครที่ปรารถนาอยากเป็นเชฟอาชีพ คำแนะนำจากผมคือคุณต้องหมั่นฝึกฝนพัฒนาตัวเองอยู่ทุก ๆ วัน ชีวิตการทำงานในห้องครัวมีความกดดันมาก มีหลากหลายสิ่งอย่างเกิดขึ้น บางอย่างดำเนินต่อไปด้วยความยุ่งยาก ถ้าคุณใส่ใจกับการฝึกฝนตนเองอย่างที่ผมกล่าวไว้ อะไร ๆ ก็จะง่ายขึ้น บางวันอาจมีเรื่องยากผ่านเข้ามา คุณก็ต้องสู้ต่อไป พยายามเข้าไว้ในทุก ๆ วันของชีวิต ที่สำคัญคือต้องอย่าหยุดเรียนรู้ และต้องขยันศึกษาจากทุกคนที่เข้ามาพานพบ ไม่ว่าคนคนนั้นจะเป็นใคร นี่คือคติของผมครับ

ฟังเชฟปินอยคนดัง เล่าเรื่องอาหารฟิลิปปินส์ และอาหารไทยในมุมที่คุณอาจไม่เคยนึก

Writer

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

ชอบอ่านเขียนตั้งแต่จำความได้ สนใจวิชาสังคมศึกษาตั้งแต่จบอนุบาล ใฝ่รู้ประวัติศาสตร์ตั้งแต่อยู่ประถม หัดแต่งนวนิยายตั้งแต่เรียนมัธยม เขียนงานสารพัดด้วยนามปากกา “แพทริก เหล่า” ตั้งแต่เข้ามหา’ลัย

Photographer

ณัฐสุชา เลิศวัฒนนนท์

เรียนวารสาร เที่ยวไปถ่ายรูปไปคืองานอดิเรก และหลงใหลช่วงเวลา Magic Hour ของทุกๆวัน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load