“ชีวิตเราอยู่กับการสร้างภาพ”

เย็นวันหนึ่งในร้านกาแฟย่านอ่อนนุช เข้-จุฬญาณนนท์ ศิริผล เอ่ยประโยคนี้ระหว่างการสนทนา ความเงียบเกิดขึ้นเสี้ยววินาที ก่อนเสียงหัวเราะของฉันจะดังขึ้นตามด้วยเสียงหัวเราะของเขา

ช่วยไม่ได้, คำนี้ฟังดูความหมายเชิงลบในทีแรก แต่เมื่อพิจารณาอีกที ฉันก็เห็นว่ามันสะท้อนตัวตนเข้ในเชิงบวกได้อย่างดี เพราะพอร์ตโฟลิโอของชายหนุ่มที่ระบุสถานะตัวเองในเฟซบุ๊กว่าเป็น artist/filmmaker คนนี้เต็มไปด้วยผลงานหนังสั้นยาวเหยียด แทบทุกเรื่องมีรางวัลและประวัติการได้รับคัดเลือกไปฉายในต่างประเทศพ่วงท้าย ยังไม่นับงานศิลปะที่เล่าเรื่องผ่านภาพซึ่งจัดแสดงใน BACC และแกลเลอรี่น้อยใหญ่

ตัวอย่างเช่นงานใหญ่ล่าสุดที่ชื่อ Museum of Kirati ใน BANGKOK CITYCITY GALLERY ซึ่งเข้เลือกหยิบบทประพันธ์อมตะของศรีบูรพาอย่าง ข้างหลังภาพ มาเล่าด้วยน้ำเสียงใหม่ผ่านการสร้าง ‘พิพิธภัณฑ์’ ที่เปรียบเหมือนอนุสรณ์รำลึกถึงคุณหญิงกีรติ

ถ้าว่ากันในน้ำเนื้อของงาน เข้เติบโตจากเด็กหนุ่มที่ทำหนังสั้นด้วยประเด็นส่วนตัวอย่างครอบครัว สู่ศิลปินหนุ่มที่ชวนคนสนทนาถึงประเด็นใหญ่เข้มข้นอย่างความเชื่อ สังคมและการเมือง ซึ่งหากถามว่าจะแยกเขาออกจากคนอีกนับร้อยพันที่พูดเรื่องนี้อย่างไร คำตอบคือ ‘วิธีเล่า’ ของเข้นั้นโดดเด่นจนเห็นครั้งแรกก็รับรองว่าจะจำแม่นไปอีกนาน

ไวยกรณ์เชิงทดลอง ความแปลกประหลาด และอารมณ์ขันเชิงเสียดสีคือสิ่งที่อบอวลอยู่ในงานเขาเสมอ

ล่าสุด เข้ได้รับคัดเลือกให้เข้าร่วม Ten Years Thailand โปรเจกต์หนังสั้นที่ชวนผู้กำกับมองอนาคตอีก 10 ปีข้างหน้าของเมืองไทย ซึ่งมีผู้กำกับรุ่นพี่ชั่วโมงบินสูงเป็นสมาชิกอีก 3 คนคือ อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล, วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง และ อาทิตย์ อัสสรัตน์ โปรเจกต์นี้ได้รับการคัดเลือกให้ฉายในรอบปฐมทัศน์ของงานยักษ์สำหรับสายหนังอย่างเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ปีนี้

แน่นอน หนังสั้นซึ่งเขานิยามว่าเป็นแนว ‘ไซไฟย้อนยุค’ ย่อมกรุ่นกลิ่นอายเรื่องสังคมการเมือง

และนี่คือบทสนทนาของฉันกับเข้ที่ไม่มีศัพท์เชิงเทคนิคซับซ้อน แต่ว่าด้วยเรื่องโลกศิลปะและบ้านเมืองในสายตา ‘นักสร้างภาพ’ รุ่นใหม่ผู้ได้รับการยอมรับจากเวทีทั้งในและนอกประเทศ

ก่อนเข้จะบินสู่ฝรั่งเศส พาภาพที่เขาสร้างสู่สายตาผู้ชม

เข้ จุฬญาณนนท์

จากเด็กมัธยมปลายที่ทำหนังสั้นจากเรื่องในครอบครัว อะไรทำให้คุณหันมาสนใจการเมืองอย่างจริงจัง

เราเริ่มสนใจการเมืองตอนประมาณ พ.ศ. 2552 ที่มีการชุมนุมคนเสื้อแดงในกรุงเทพฯ ตรงอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เพราะรู้สึกว่าการเมืองเริ่มใกล้ตัวมากขึ้น มีการปิดถนน ชุมนุม ในพื้นที่ที่เป็นการสัญจรสาธารณะซึ่งส่งผลกับตัวเรามาก เราที่เป็นคนกรุงเทพฯ ก็เริ่มตั้งคำถามว่ามันเกิดอะไรขึ้น ทำไมถึงมีการชุมนุม ทำไมคนต่างจังหวัดถึงเสียเวลายอมเข้ามาในกรุงเทพฯ มีอะไรที่อยู่เบื้องลึกเบื้องหลังที่เราไม่รู้หรือเปล่า

 เราเลยทำหนังสะท้อนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพราะทำอย่างอื่นไม่ได้ เช่น หนังสั้นเรื่อง A Brief History of Memory หรือประวัติศาสตร์ขนาดย่อของความทรงจำ เราไปสัมภาษณ์แม่ที่ลูกชายโดนยิงตอน พ.ศ. 2552 ว่าเกิดอะไรขึ้นในช่วงนั้น โดยเชื่อมโยงเหตุการณ์ปี 2553 เข้ามาอยู่ด้วย เป็นการพยายามเอามุมของคนตัวเล็กในสังคมที่เป็นเหยื่อของเหตุการณ์การเมืองมาเพื่อให้เห็นถึงความรุนแรงที่เกิดขึ้น พูดถึงความสูญเสีย พูดถึงความเศร้า

ทำไมถึงคิดว่าสิ่งที่ทำได้คือการสร้างหนังเท่านั้น  

ตอนเด็กเราชอบวาดรูป โตมาชอบถ่ายรูป แล้วก็มาทำหนัง ชีวิตอยู่กับการสร้างภาพ เราก็เลยคิดว่างานที่ทำจะเป็นอะไรได้บ้าง เราเชื่อในพลังของภาพเคลื่อนไหว แล้วก็มองว่าภาพยนตร์สื่อสารกับคนจำนวนหนึ่งผ่านแพลตฟอร์มยุคปัจจุบันอย่างยูทูบได้ รวมถึงมีวิธีสื่อสารกับคนต่างประเทศได้ด้วย เช่น การส่งหนังไปตามเทศกาลต่างๆ ทำให้เขาเข้าใจว่าเราคิดยังไงต่อประเทศตัวเอง ซึ่งมันอาจผิด อาจมีคนไม่เห็นด้วยก็ได้ แต่เราว่าโอกาสที่ได้พูดเป็นสิ่งสำคัญ เมื่อรูปแบบของหนังเชื่อมโยงตัวเรา ตัวหนัง โลก และผู้คนในโลกเข้าหากันได้ เราเลยเลือกวัสดุนี้เพื่อสื่อสารสิ่งที่เราคิด

 

คุณให้สัมภาษณ์ว่าหนังสั้นในโปรเจกต์ Ten Years Thailand ได้แรงบันดาลใจจากการเมืองไทยในอดีต ทำไมเมื่อทำหนังที่พูดถึงอนาคต คุณถึงไม่มองไปข้างหน้าจากปัจจุบันเลย

โจทย์ที่ให้พูดถึงอนาคตยากในแง่ที่ว่าจะไม่ยึดโยงกับอดีตหรือปัจจุบันเลยไม่ได้ มันจะเป็นหนังมาเลยแล้วบอกว่านี่เป็น Ten Years Thailand ก็จะงงๆ ซึ่งเรามองว่าอนาคตคือผลพวงจากปัจจุบัน และปัจจุบันก็เป็นผลพวงจากอดีตอีกที  

ผลพวงที่เราคิดคืออำนาจรัฐที่ถูกเขียนขึ้นผ่านรัฐธรรมนูญ มันน่าจะยังมีสิ่งที่แก้ไขไม่ได้ในอีก 10 ปีต่อจากนี้ แล้วเราก็อาจมองโลกในแง่ร้าย เพราะตอนนี้เราอยู่ในลูปของการรัฐประหาร เลือกตั้ง แล้วก็รัฐประหารอีก เราคิดว่าอนาคตก็อาจเป็นไปได้ที่ยังอยู่ในลูปนี้ ก็เลยเลือกทำหนังสั้นที่เล่าถึงอนาคตซึ่งย้อนรอยกลับไปเหมือนอดีตที่เป็นโลกยุคแอนะล็อกก่อนมีอินเตอร์เน็ต ผ่านการดำเนินเรื่องของตัวละครที่เป็นเด็กมัธยม 

Ten Years Thailand

Ten Years Thailand

แล้วทำไมต้องเล่าผ่านรูปแบบหนังไซไฟ

เรานิยามหนังสั้นเรื่องนี้ว่าเป็นไซไฟย้อนยุค ที่เลือกทำแนวนี้เพราะอยากท้าทายวาทกรรมที่บอกว่าหนังไซไฟเป็นประเภทหนังที่ทำไม่ค่อยได้ในเมืองไทย เพราะทำแล้วคนดูจะไม่เชื่อว่าสังคมไทยจะมีความเป็นวิทยาศาสตร์ มีตรรกะเหตุผลขนาดนั้น ซึ่งเราอยากจะท้าทายวาทกรรมตรงนั้งเราเลือกทำไซไฟแบบที่เป็นวิทยาศาสตร์ในแบบสังคมเรา คือมีเรื่องความเชื่อ มีเรื่องสิ่งเหนือธรรมชาติมาเกี่ยวข้องด้วย

 

เราเห็นเรื่องสังคมและการเมืองแทรกอยู่ในงานคุณเสมอ คุณมองว่าการทำงานศิลปะหรือทำหนังต้องรับใช้สังคมมั้ย

เราว่าคนทำงานสร้างสรรค์ไม่จำเป็นต้องแบกภาระว่าต้องเปลี่ยนโลกขนาดนั้น ศิลปะทุกแบบมีประโยชน์ใช้สอยของมัน มีงานศิลปะแบบที่บางคนมองว่าสวยดี ใช้เป็นของตกแต่งได้ ขณะเดียวกัน ศิลปะกับการเมืองก็มีประโยชน์อีกรูปแบบ นั่นคือการขับเคลื่อนความคิดหรือตั้งคำถามกับกรอบที่สังคมมีอยู่ ไม่จำเป็นต้องมาตัดสินว่าอะไรดีกว่ากัน และไม่จำเป็นต้องประท้วง ไม่จำเป็นต้องแหกขนบก็เป็นงานศิลปะที่ดีได้

 

แล้วเวลาสร้างงานที่เกี่ยวกับสังคมและการเมือง คุณเองรู้สึกว่าแบกภาระไว้บนหลังมั้ย

ทุกครั้งที่เราสร้างงานออกมาโดยเฉพาะงานภาพเคลื่อนไหว เรารู้สึกว่าคนดูเป็นส่วนหนึ่งของงานที่กำลังสร้าง เราจะคิดว่าคนดูรู้สึกหรือคิดอะไรกับงาน เพราะอย่างนี้เลยมีคนพูดว่า ที่จริงแล้ว เราไม่ได้กำกับหนัง แต่กำกับความคิดความรู้สึกของคนดูที่มีต่อหนังที่กำลังทำ ซึ่งถ้างานศิลปะแบบอื่น เช่น ภาพวาด ศิลปินอาจคิดแค่ว่าจะลงสีลงเส้นภาพที่อยู่ตรงหน้ายังไง เหมือนเป็นบทสนทนาระหว่างตัวผลงานกับคนสร้าง แต่เราว่าหนังเป็นอีกแบบหนึ่ง มันจำเป็นต้องมีการสื่อสารกับผู้ชม เพราะฉะนั้น สิ่งที่เราใส่ใจคือผู้ชมจะได้อะไรจากงาน แล้วตัวหนังไปเชื่อมโยงในชีวิตของคนดูยังไงบ้าง

จุฬญาณนนท์ ศิริผล

 

แต่คุณเคยคิดมั้ยว่างานตัวเองเป็นงานแนวทดลองที่ดูยาก

มีงานแนวทดลองที่ดูง่ายมั้ย (หัวเราะ)

 

แค่สงสัยว่าถ้าคุณคิดถึงคนดูแต่นำเสนอสารผ่านงานที่เข้าใจยาก บางทีคนที่เข้าใจอาจเป็นแค่ปัญญาชนกลุ่มหนึ่งหรือเปล่า คนดูทั่วไปจะเข้าใจมั้ย

เราใส่ใจคนดู แต่อาจไม่ใช่ร้อยเปอร์เซ็นต์ อย่างที่บอกว่าหนังอาจไม่เหมือนภาพวาดคือมีคนดูเข้ามาร่วมดูผลงานชิ้นนี้ด้วย เพราะฉะนั้น เราเลยไม่ได้เปิดเผยสารในงานให้คนดูเห็นแบบ 100 เปอร์เซ็นต์ อาจจะเปิดแค่ครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งคือความสนุกที่จะให้คนเข้ามาสร้างเรื่องราวของตัวเอง ทำความเข้าใจกับงานผ่านประสบการณ์ที่ต่างกันตามภูมิหลังชีวิต คนมาดูงานของเราจึงต้องเป็นคนดูที่ Active ในการมาร่วมตั้งคำถาม มาร่วมต่อจิ๊กซอว์ ไม่ใช่เด็กที่เราจะป้อนทุกอย่างให้กิน

ขณะเดียวกัน ถ้าปกปิดอะไรบางอย่างแล้วบอกว่า มันเป็นศิลปะครับ พูดอย่างนั้นมันก็ดูง่าย แต่เราว่าศิลปินหรือคนทำหนังควรต้องอธิบายชุดความคิดได้ว่าโครงสร้างงานนี้เป็นยังไงหรือเป็นอะไรได้บ้าง เราคิดว่ามิติของงานที่ลึกลงไปกว่าสิ่งที่มองเห็นเป็นสิ่งน่าสนใจมาก

 

เสน่ห์ของการทำงานแนวทดลองอยู่ตรงไหน

มันมีคำว่าหนังตลาด คือหนังที่มีสูตรสำเร็จว่าทำแบบนี้แล้วต้องได้ตังค์แน่นอน ทำแบบนี้แล้วต้องดัง แต่เราชอบตรงที่หนังทดลองเป็นการก้าวออกไปจากขอบเขตของความกลัวการไม่ประสบความสำเร็จ หรือขอบเขตของความไม่ปลอดภัย เพราะเมื่ออยู่ในพื้นที่ปลอดภัยเราจะทำสิ่งเดิมซ้ำๆ แต่การทดลองเป็นการท้าทายกรอบที่เคยมีอยู่ ซึ่งส่วนมากคือกรอบของความเป็นภาพยนตร์ สมมติว่าวัสดุในการสร้างภาพยนตร์ต้องใช้กล้อง ต้องใช้ฟิล์ม ก็มีคนทำหนังทดลองที่ตั้งคำถามว่า เราไม่ใช้กล้องได้มั้ย แค่ใช้เหล็กมาขูดบนฟิล์มให้เป็นภาพได้มั้ย ในขณะเดียวกัน หนังทดลองก็ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการต่อสู้ทางการเมืองด้วย เช่น ในอดีตฝั่งตะวันตกใช้หนังทดลองเป็นหนังใต้ดินที่สามารถพูดในสิ่งที่สังคมไม่อยากให้พูด หรือว่าท้าทายกรอบหรือขนบทางสังคม ตัวรูปแบบกับเนื้อหาของมันเลยไปด้วยกัน

จุฬญาณนนท์ ศิริผล

นอกจากแนวทดลอง เราว่าหนังคุณยังมีความไม่ค่อยปกติอยู่ด้วยนะ

เพราะว่าเราไม่ปกติ (หัวเราะ) คือเราอยู่ในสังคมที่ไม่ปกติเท่าไหร่ เมื่อวานก็คุยกับคนทำหนังด้วยกันว่าสังคมไทยมีความ Magical Realism หมายถึงตรรกะในบ้านเราไม่ค่อยถูกต้องเท่าไหร่ ถึงแม้เราอยู่ในเมืองที่มีเหตุผลของมัน แต่ในเหตุผลนั้นก็มีความประนีประนอม ความหย่อนยาน มีพื้นที่ทับซ้อน เลยเหมือนพูดไม่ได้ว่าเหตุผลจริงๆ คืออะไรกันแน่ และอาจไม่ได้มีเหตุผลเดียวด้วย มีสิ่งที่ดำมืดอยู่ เราก็เลยมีวัตถุดิบเยอะมากเพราะมีเรื่องที่ไม่ปกติซึ่งหยิบมาทำเป็นงานได้เกิดขึ้นในประเทศทุกวัน แล้วเวลานำเสนอ เราก็นำเสนอออกมาด้วยท่าทีไม่ปกติ

แต่งานเราจะมีอารมณ์ขันอยู่เยอะด้วย ซึ่งคงเป็นวิธีการที่เราเอาตัวรอดในโลกที่ไม่ปกติ เราคิดว่าอารมณ์ขัน การเสียดสี หรือการตั้งคำถามแบบขำๆ เป็นเครื่องมือในการนำเสนอเรื่องราวที่อ่อนไหว และตั้งคำถามกับสิ่งที่ปกติเราอาจไม่กล้าตั้งคำถาม

เข้ จุฬญาณนนท์

กลัวมั้ยว่าพูดด้วยท่าทีตลกแล้วคนจะไม่จริงจังกับเรื่องที่คุณกำลังสื่อสาร

มีคนวิจารณ์เหมือนกันว่างานเราตลก ดูไม่จริงจังกับสิ่งที่ทำ แต่เราคิดว่าการนำเสนอด้วยวิธีการเดิมซ้ำๆ ตลกทุกเรื่อง ความตลกตรงนั้นจะกลายเป็นความจริงจัง เช่น เราทำ Museum of Kirati ซึ่งสื่อสารว่าประวัติศาสตร์ที่สร้างขึ้นผ่านมิวเซียมมีอำนาจ เช่น มิวเซียมของบุคคลสำคัญสักคนก็มีคนที่มีอำนาจมาเลือกว่าจะจดจำบุคคลนั้นยังไง เราก็เริ่มต้นจากรีเมกหนังเรื่อง ข้างหลังภาพ ที่ญี่ปุ่น พอมีคนญี่ปุ่นมาดูหรือคนไทยมาเห็น เขาก็บอกว่าตลกดี เพราะเราทำหนังที่เล่นเป็น 2 ตัวละครเลย แอ็กติ้งก็ห่วยๆ แข็งๆ  ซึ่งเขาอาจมองว่ามันเป็นงานศิลปะที่แย่ แต่ในฐานะคนทำงาน เรารู้สึกว่าต้องยืนหยัดที่จะทำงานให้มันตลก ต้องมั่นใจว่าความตลกตรงนี้คือความซีเรียสของเรา เราก็เลยสร้างความตลกนี้ต่อเนื่องมาตลอด 3-4 ปี จนมาถึงนิทรรศการซึ่งเป็นงานจบที่ BANGKOK CITYCITY GALLERY มันกลายเป็นความไม่ปกติซึ่งจริงจังมาก เราต้องทำพิพิธภัณฑ์ขึ้นมาจริงๆ ต้องนิมนต์พระมาสวดมนต์เปิด พรมน้ำมนต์ เจิมประติมากรรม มันไม่ใช่การตลกไปวันๆ และเราต้องมั่นใจด้วยว่าสิ่งที่ทำจะสร้างบางอย่างขึ้นมาได้

คนที่เป็นศิลปินมักไม่ค่อยมั่นใจว่างานเราจะดีมั้ย คนอื่นจะคิดยังไงกับเรา แต่ตอนที่เราเรียนปริญญาโทด้าน Visual Art ที่มหาวิทยาลัยศิลปากร อาจารย์ซึ่งเป็นศิลปินเหมือนกันบอกว่าคุณต้องยืนยันว่างานคุณต้องเป็นแบบนี้ เราก็เลยคิดว่า โอเค เราจะตลกไปเรื่อยๆ ซึ่งถ้าเรายอมแพ้ตั้งแต่แรกว่างานแค่ตลกไปวันๆ ไม่ทำต่อ มันก็จะไม่เกิดความไม่ปกติตรงนี้ ซึ่งพอเราจริงจัง คนดูก็จะเข้าใจได้ว่าเราจริงจังแค่เล่าผ่านรูปแบบของความตลก ความตลกนี้ก็จะมีพลังของมันเอง

Museum of Kirati

BANGKOK CITYCITY GALLERY

งานของคุณได้รางวัลมาเยอะ แต่การเป็นงานนอกกระแสอาจทำให้คนไทยไม่ค่อยตอบรับเท่าที่ควร เวลาเจอปฏิกิริยาแบบนั้นคุณท้อใจบ้างมั้ย

ผลตอบรับที่เราได้ยังมาจากกลุ่มคนที่สนใจวัฒนธรรมทางเลือก ซึ่งส่วนมากเขาก็รู้สึกว่างานเราน่าสนใจ สำหรับเราเท่านี้ถือว่าโอเคแล้ว แต่ถ้าพูดถึงการจะไปไกลกว่านั้น เราก็ไม่ได้รู้สึกว่ามีปัญหากับการไปสู่คนวงกว้างนะ แค่การจะไปตรงนั้นต้องมีสิ่งที่เราเชื่อหรือสนใจอยู่ด้วย เราเปลี่ยนไปทำสิ่งที่ตลาดต้องการเพื่อให้มีชื่อเสียงหรือเป็นที่รู้จักโดยปราศจากสิ่งที่สนใจจริงๆ ไม่ได้ และคิดว่าไม่จำเป็นต้องไปไกลขนาดนั้น ถ้าตัวเราจะหายไป

 

ซึ่งนั่นเรียกว่ามีปัญหากับการไปสู่คนวงกว้างหรือเปล่า

ก็จริง ถ้าอย่างนั้นคงมีปัญหาแหละ (หัวเราะ)

 

แต่คุณเลือกแล้ว

ใช่ ทำสิ่งที่อาจดูไม่ปกติในสายตาคนทั่วไปแต่เรามีความสุขน่าจะดีกว่า

เข้ จุฬญาณนนท์ ศิริผล

ถ้าหยิบโจทย์แบบ Ten Years  Thailand มาใช้กับโลกศิลปะไทย คุณว่าอีก 10 ปีความสัมพันธ์ของคนไทยกับศิลปะจะดีขึ้นกว่านี้มั้ย

ก็ยังเดาไม่ค่อยได้เท่าไหร่ (หัวเราะ) เรามองว่าสิ่งที่ควรทำคือทำให้ระบบนิเวศของงานสร้างสรรค์ในด้านต่างๆ ครบวงจร เช่น มีภัณฑารักษ์ ผู้จัดการด้านศิลปะ สื่อที่สนใจ และนักวิจารณ์ ถ้าทุกตำแหน่งมีครบ แล้วอธิบายคนทั่วไปได้ว่างานศิลปะของศิลปินเหล่านี้สำคัญกับคนดูยังไง ทำไมต้องมาเสพงาน เสพแล้วความเข้าใจหรือความคิดของคุณจะเปลี่ยนไปยังไง คนก็จะเห็นความสำคัญของศิลปะมากขึ้น

แต่ปีนี้ก็จะมีเทศกาลศิลปะใหญ่ๆ เกิดขึ้นหลายงาน ซึ่งเราคิดว่างานเหล่านี้จะทำให้คนในวงการศิลปะได้มาทำงานร่วมกัน รวมถึงน่าจะถูกพูดผ่านสื่อ ผ่านสาธารณชนเยอะ และบางงานก็จะจัดทุก 2 ปี เพราะฉะนั้น ในอนาคตทุก 2 ปีจะมีการนำเสนองานศิลปะของทั้งศิลปินไทยเองและศิลปินต่างประเทศที่เชิญมา ทั้งหมดนี้น่าจะทำให้ศิลปะร่วมสมัยกับคนในสังคมใกล้กันมากขึ้น และคนก็น่าจะได้เห็นว่าศิลปะกับคนที่อยู่ในวันนี้ เวลานี้ไม่ได้แยกขาดจากกัน

จุฬญาณนนท์ ศิริผล

Facebook l 10 Years Thailand 

Writer

ธารริน อดุลยานนท์

สาวอักษรฯ ผู้หลงรักการเขียนเสมอมา และฝันอยากสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ด้วยสิ่งที่มี ณ จุดที่ยืนอยู่ รวมผลงานการมองโลกผ่านตัวอักษรไว้ที่เพจ RINN

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

พี่ก้อง-ทรงกลด บางยี่ขัน โทรศัพท์หาผมเมื่อวันก่อนว่า เขาเพิ่งไปกินขนมเค้กที่ร้าน Windows Café & Restaurant ซึ่งตั้งอยู่ในโรงแรมสไตล์โคโลเนียลเปิดใหม่ที่เชียงใหม่ชื่อ Sela

แน่นอน พี่ก้องไม่ได้โทรมาแค่จะบอกว่า เค้กร้านนี้อร่อย ผมควรไปชิม ใจความจากปลายสายระบุถึงเรื่องราวของคนทำเค้กที่เจ้าตัวเพิ่งไปกินมา

“เชฟชื่อคริส เป็นคนอังกฤษ เคยทำขนมเสิร์ฟเชื้อพระวงศ์ที่นั่น ตอนนี้เขาย้ายมาเปิดร้านอยู่เชียงใหม่…”

เหล่านี้คือข้อมูลบางส่วนที่ผมได้รับ พร้อมเบอร์ติดต่อที่พี่ก้องได้มาจากเจ้าของ Windows Café & Restaurant 

“ลองไปคุยดู น่าสนใจดีครับ” แกว่าอย่างนั้น

นั่นแหละครับ

หลังการนัดหมายเสร็จสิ้น เชฟคริสส่งโลเคชันมาทางไลน์ ร้านของเขาอยู่ไม่ห่างจากโรงแรม Sela เท่าไหร่นัก ออกจากตัวเมืองเชียงใหม่ทางถนนเลียบคลองชลประทาน เลยสี่แยกสะเมิงไปสักพัก จนพ้นปั๊มน้ำมัน ปตท. ก็กลับรถข้ามคลอง จากนั้นเลี้ยวซ้ายเข้าซอย ก็จะเห็นดอยสุเทพเป็นฉากหลัง

ร้านนี้ตั้งอยู่ที่ตำบลน้ำแพร่ อำเภอหางดง หลังการทักทาย ผมตั้งใจจะถามว่า ทำไมคนทำอาหารเก่ง ๆ นิยมมาปลูกบ้านหรือเปิดร้านในย่านหรืออำเภอนี้กันนัก อาจเป็นเรื่องบังเอิญ หรือมีใครเป็นตัวตั้งตัวตีชักชวน แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ถาม

ลักษณะของร้านเป็นบ้านชั้นเดียวล้อมรอบด้วยสวน โต๊ะอาหารถูกจัดเรียงไว้บนสนามหญ้า ส่วนพื้นที่ในอาคารเป็นห้องครัว ไม่สิ ต้องเรียกว่าเป็นโถงทำครัว เพราะมีขนาดใหญ่เท่าบ้านทั้งหลัง เคาน์เตอร์ทำอาหารพร้อมอ่างล้างจาน 6 จุด เตาแก๊สและเตาอบอย่างละ 4 เตา ตู้เย็นขนาดเล็กอีก 6 ตู้ และไซส์จัมโบ้อีก 1 ตู้ นี่คือภาพที่ผมเห็นโดยคร่าว ไม่ใช่ทั้งหมด

“เรียกว่าเป็นการชดเชยชีวิตที่ผ่านมาก็ได้ ผมเคยทำงานแค่ในห้องครัวเล็ก ๆ บนเรือ” เจ้าของสถานที่ผายมือเพื่อกะระยะขนาดห้องครัวในอดีต “พอจะทำห้องครัวเป็นของตัวเองบ้าง เลยขอกว้างขวางหน่อย อยากให้มันเป็นเหมือนสนามเด็กเล่นน่ะ”

ถึงจุดนั้น ผมก็ได้ทราบข้อมูลใหม่ คู่สนทนาไม่ใช่แค่เชฟเบเกอรี่ แต่เป็นเชฟที่ทำอาหารครอบจักรวาล ซึ่งประจำการอยู่บนเรือยอชต์ เขาทำอาชีพนี้ต่อเนื่องมากว่า 20 ปี จนเกษียณ

เชฟคริส เชฟเรือยอชต์ผู้เคยสอนครอบครัวเจ้าชายเอ็ดเวิร์ดทำอาหาร กับร้านที่เชียงใหม่
เชฟคริส เชฟเรือยอชต์ผู้เคยสอนครอบครัวเจ้าชายเอ็ดเวิร์ดทำอาหาร กับร้านที่เชียงใหม่

สถานที่แห่งนี้มีชื่อว่า Limeleaf Kitchen นอกจากเป็นร้านอาหารเปิดใหม่ที่เสิร์ฟบาร์บีคิว สลัด และเบเกอรี่ รวมถึงเมนูพิเศษ ๆ ตามวาระ เชฟคริสยังตั้งใจให้ที่นี่เป็นโรงเรียนสอนทำอาหารด้วย หากแตกต่างจากที่อื่นตรงที่มีคอร์สพิเศษสำหรับผู้ที่ประสงค์อยากเป็นเชฟบนเรือแบบเขา

ส่วน คริสโตเฟอร์ ริชาร์ด โจนส์ (Christopher Richard Jones) คือชื่อจริงของเขา หนุ่มใหญ่ชาวอังกฤษที่เคยเป็นเชฟประจำเรือยอชต์ชั้นนำอย่าง Enigma, Perini Navi และอื่น ๆ พาผู้คนล่องมหาสมุทรมาแล้วทั่วโลก ลูกค้าที่เคยฝากท้องไว้กับเขามีตั้งแต่มหาเศรษฐี เซเลบริตี้ ศิลปิน และนักแสดงฮอลลีวูด รวมถึงครอบครัวของเจ้าชายเอ็ดเวิร์ดและโซฟี เคาน์เตสแห่งเวสเซกซ์

เชฟคริส เชฟเรือยอชต์ผู้เคยสอนครอบครัวเจ้าชายเอ็ดเวิร์ดทำอาหาร กับร้านที่เชียงใหม่

คริสใช้ชีวิตในวัยเลข 3 ถึงเลข 5 นำหน้า ทำอาหารบนเรือ 8 เดือนต่อปี และใช้ช่วงหยุดพักผ่อนอีก 4 เดือนที่เหลือในอังกฤษ ฝรั่งเศส และสเปน กระทั่งช่วงปีท้าย ๆ ที่เขาเลือกใช้ชีวิตช่วงหยุดยาวประจำปีที่ประเทศไทย ท้ายที่สุดเขาก็ตัดสินใจใช้ชีวิตในวัยหลัง 55 ปี ปักหลักที่เชียงใหม่ 12 เดือนต่อปี ด้วยการเปิดร้านพ่วงโรงเรียนสอนทำอาหาร ซึ่งก็คือสถานที่ที่เรานัดหมายกันในวันนี้

“แปลว่าลูกค้าร้านคุณจะได้กินอาหารแบบเดียวกับที่เจ้าชายเอ็ดเวิร์ดเคยกินน่ะสิ” ผมแซว

“ผมไม่คิดว่านั่นเป็นจุดขายนะ” เขาตอบ “และอันที่จริง นอกจากที่เคยสอนลูก ๆ พวกเขาทำขนม ผมก็จำไม่ได้แล้วว่าทำอาหารอะไรเสิร์ฟพวกเขา”

มรดกจากเกลียวคลื่น

“ก่อนคุยกัน ขอผมอวดห้องนี้หน่อย”

มุมด้านในสุด ซ้ายมือของโถงทำอาหาร คริสเปิดประตูนำผมสู่อีกพื้นที่ เขาเรียกมันด้วยอารมณ์ขันว่า ‘ห้องแห่งความลับ’

ห้องมีขนาดไม่ถึง 5 ตารางเมตร แอร์เย็นฉ่ำ อันที่จริงก็ไม่ต่างอะไรจากห้องเย็นที่ใช้เก็บวัตถุดิบประกอบอาหารในร้านอาหารทั่วไป กระนั้นเมื่อพินิจชั้นวางที่เต็มไปด้วยโหลบรรจุของเหลวและทัพเพอร์แวร์บรรจุวัตถุดิบ ซึ่งเจ้าของห้องแปะสติกเกอร์ชื่อกำกับและแยกไว้อย่างเป็นระเบียบ บ๊วยหมักในโถวอดก้า น้ำส้มสายชูที่หมักจากพลัม น้ำผึ้งป่าสำหรับหมักไวน์ พริกฆาลาเปญโญดอง เบียร์ที่ทำจากขิง ถั่วตองกา กัวร์กัมจากอินเดีย ไปจนถึงหัวเชื้อราโคจิ เป็นอาทิ ผมเลยถามย้ำ ไหนคุณบอกจะขายบาร์บีคิวเป็นหลัก

“ทั้งหมดนี้เป็นมรดกที่ผมได้จากการทำงานบนเรือ” ชายผู้ยืนอยู่กลางห้องกล่าว

“มรดก” ผมทวนคำ “หมายถึงคุณเก็บทั้งหมดนี้มาจากห้องครัวบนเรืองั้นหรือ”

“ไม่ใช่แบบนั้น” เขาหัวเราะ “ห้องครัวบนเรือบางลำเล็กกว่าห้องนี้เท่าหนึ่งได้ ไม่มีทางเก็บวัตถุดิบพวกนี้ได้หมด ที่ผมหมายถึงคือการที่คุณเป็นเชฟคนเดียวบนเรือที่เดินทางอยู่ตลอดเวลา คุณจำเป็นต้องทำอาหารตามความต้องการของลูกค้าให้ได้หลากหลายที่สุด ซึ่งหมายถึงตั้งแต่ซูชิไปจนถึงเคบับเลยน่ะ

“ไอ้ความหลากหลายตรงนี้แหละที่ทำให้ผมรักการเรียนรู้ รวมถึงชอบสะสมวัตถุดิบจากเมืองต่าง ๆ ที่เรือไปเทียบท่า เพื่อทดลองพัฒนาเมนูด้วยตัวเอง พอย้ายมาปักหลักที่นี่ นิสัยนี้มันก็ติดตัวผมมาด้วย ผมเลยมองว่านี่เป็นมรดก” คริสอธิบาย

หลังจบวิทยาลัยด้านการทำอาหารที่อังกฤษ คริสทำงานแรกในแผนก Food & Beverage ของโรงแรมในฝรั่งเศส ก่อนมาเป็นเชฟส่วนตัวให้ธนาคารหรูแห่งหนึ่งที่ลอนดอน จากนั้นเรียนต่อการจัดการโรงแรมที่ไบร์ทตัน และจบออกมาได้งานกับบริษัทที่เป็นเจ้าของโรงแรม The Ritz London ซึ่งบริษัทนั้นก็เป็นเจ้าของเรือยอชต์ที่จอดเทียบท่าอยู่ในบาร์เซโลนาด้วย และเขาเดินทางไปกับเรือครั้งแรกที่นั่น

เชฟคริส เชฟเรือยอชต์ผู้เคยสอนครอบครัวเจ้าชายเอ็ดเวิร์ดทำอาหาร กับร้านที่เชียงใหม่
เชฟคริส เชฟเรือยอชต์ผู้เคยสอนครอบครัวเจ้าชายเอ็ดเวิร์ดทำอาหาร กับร้านที่เชียงใหม่

“มันไม่ใช่งานที่สนุกหรอก แค่นั่งอยู่เฉย ๆ เจอคลื่นแรง ๆ คุณก็อาจเมาแล้ว แต่ผมต้องเตรียมอาหารไปด้วยในห้องครัวที่เล็กและแคบ สิ่งอำนวยความสะดวกก็ไม่ได้ครบเหมือนทุกวันนี้ ที่สำคัญคือคุณต้องอยู่บนเรือราว 8 เดือนต่อปี พอเรือเทียบท่าส่งลูกค้าขึ้นฝั่ง อีกวันลูกค้ารายใหม่ก็มา เราก็ต้องออกเรือกันต่อ ทริปหนึ่งอาจใช้เวลาอยู่กลางทะเล 12 วัน แต่ถ้าขึ้นไปถึงนอร์เวย์หรือเกาะแอนติกาก็ใช้เวลาเกือบเดือน

“ตอนเริ่มงานใหม่ ๆ ผมก็คิดว่าไม่เป็นไร อย่างน้อยรายได้ก็ดี ทำงานเก็บเงินไปสักพักแล้วค่อยว่ากัน… รู้ตัวอีกทีก็อยู่มา 20 ปีแล้ว” เขาหัวเราะ

“แล้วอะไรทำให้คุณทำงานนี้ได้นานขนาดนั้น เพราะได้เที่ยวหรือ” ผมถามต่อ

“ก็ไม่เชิง เอาจริง ๆ ถ้าคุณไปเทียบท่าอยู่เมืองเดิมเกิน 4 ครั้ง คุณจะพบว่ามันไม่ใช่เรื่องของการท่องเที่ยวอีกต่อไป” เขาตอบ “แต่อย่างที่ผมบอก มันคือการได้เรียนรู้ พอเรือเทียบท่าที่ไหน ผมก็มักจะไปตระเวนกินอาหาร แวะร้านหนังสือเพื่อซื้อหนังสือทำอาหารท้องถิ่นกลับมา และที่สำคัญคือการได้ไปจ่ายตลาดหาซื้อวัตถุดิบมาทำอาหาร ในบางเมืองผมอาจแวะไปดูฟุตบอล หรือดู Formula 1 บ้าง แต่กิจวัตรหลัก ๆ ของผมคือชิมอาหาร ซื้อหนังสือ และจ่ายตลาด”

“คุณเรียนรู้การทำอาหารทั้งหมดจากบนเรือหรือ”

“ก็ไม่เชิงอีก ปฏิเสธไม่ได้ว่างานบนเรือเป็นจุดเปลี่ยน แต่ก็ไม่ใช่ทั้งหมด หลายครั้งผมก็เรียนรู้จากช่วงหยุดยาวประจำปี อย่างไปศึกษาเรื่องอาหารโมเลกุลจาก El Bulli ที่บาร์เซโลนา หรือเดินทางมาเรียนอาหารไทยที่เมืองไทย ผมมองว่าถ้าเรารักที่จะเรียนรู้ อยู่ไหนมันก็เรียนรู้ได้หมด แค่ผมโชคดีที่ได้เดินทางไปกับเรือ” เขาตอบ

เว้นวรรคอีกสักพัก คล้ายเขารู้สึกว่ายังอธิบายได้ไม่เคลียร์นัก

“ยกตัวอย่างแบบนี้ คุณรู้จักหัวเชื้อราโคจิไหม คนญี่ปุ่นใช้มันหมักกับสิ่งต่าง ๆ เพื่อทำเครื่องปรุงมาเป็นร้อย ๆ ปีแล้ว แต่สิ่งนี้กลับใหม่สำหรับคนตะวันตกอย่างผม โคจิทำให้ผมหมักเนื้อ Dry-aged ได้ในเวลา 2 วัน จากเดิมที่ใช้เวลา 45 วัน เพื่อให้ได้ผลลัพธ์แบบเดียวกัน องค์ความรู้เหล่านี้มันอยู่กับวิถีผู้คนในพื้นที่ต่าง ๆ หลากหลายไปหมด อากาศที่ต่างกันเพียงเล็กน้อย วัตถุดิบแบบเดียวกันก็ให้รสชาติไม่เหมือนกัน ไหนจะตำรับอาหารของชนเผ่าในภูมิภาคต่าง ๆ อีก อะไรคือความสนุกของการได้ทำอาหารไปพร้อมกับเดินทางด้วยเรือ คือการมีโอกาสเข้าถึงเรื่องพวกนี้นั่นแหละครับ” คริสขยายความ

เชฟคริส เชฟเรือยอชต์ผู้เคยสอนครอบครัวเจ้าชายเอ็ดเวิร์ดทำอาหาร กับร้านที่เชียงใหม่
เชฟคริส เชฟเรือยอชต์ผู้เคยสอนครอบครัวเจ้าชายเอ็ดเวิร์ดทำอาหาร กับร้านที่เชียงใหม่

เพลย์กราวนด์คิทเช่น

ประตูห้องแห่งความลับถูกปิด (ผมตั้งข้อสังเกตกับเขาว่ามันควรเรียกว่า Laboratory เสียมากกว่า ซึ่งคริสเห็นด้วย) เจ้าของสถานที่นำเรากลับมาสู่โถงทำอาหารกลางบ้าน พื้นที่ที่เขาเรียกมันว่า Playground

อีกหนึ่งหลักฐานเชิงประจักษ์ที่สะท้อนว่า แพสชันอันล้นเหลือในการเป็นเชฟของคริส หาใช่เพียงการได้เรียนรู้ แต่ยังรวมถึงการได้ ‘ทำอาหาร’

คริสเล่าว่าเขาปลูกบ้านหลังนี้เมื่อ 5 ปีที่แล้ว วางแผนว่าจะใช้เป็นชั้นเรียนสอนทำอาหาร โดยเน้นที่คอร์สการประกอบอาหารบนเรือ ที่ต้องรับมือกับข้อจำกัดด้วยเทคนิคอันหลากหลาย ขณะเดียวกัน ด้วยความที่ตลอดอาชีพที่ผ่านมา ส่วนใหญ่เขาต้องทำอาหารบนเรือเพียงลำพัง เลยตั้งใจให้ครัวแห่งนี้เป็นสถานที่ต้อนรับเชฟจากที่ต่าง ๆ มาเปิดคอร์สสอนทำอาหารเฉพาะทางแก่ผู้ที่สนใจ หรืออย่างเรียบง่ายที่สุด คือการมีเพื่อนเชฟสักคนมาร่วมทำอาหารกับเขาบ้าง

“เลยมองว่านี่เป็นเพลย์กราวนด์น่ะ” เขาสรุป

“การเป็นเชฟบนเรือมันเหงาขนาดนั้นเลยหรือ” ผมยังไม่ยอมลงจากเรือ

“ถ้าในแง่ของการทำอาหารคนเดียวก็ใช่ มีบางครั้งถ้าได้ประจำบนเรือที่มีขนาดใหญ่หน่อย ผมก็จะมีผู้ช่วยอีกคนหนึ่ง แต่ส่วนใหญ่ผมจะทำงานในเรือเล็กมากกว่า แต่ให้พูดจริง ๆ ก็ไม่เหงาขนาดนั้นหรอก”

เหมือนเพิ่งนึกขึ้นได้ เขาเล่าว่าความสนุกอีกอย่างที่ทำให้เขาทำงานบนเรือได้ต่อเนื่องจนลืมความคิดจะลาออกตอนหนุ่ม ๆ คือการได้ทำอาหารร่วมกับลูกค้า

เชฟคริส เชฟเรือยอชต์ผู้เคยสอนครอบครัวเจ้าชายเอ็ดเวิร์ดทำอาหาร กับร้านที่เชียงใหม่

“ลูกค้าเรือส่วนใหญ่ ถ้าไม่ใช่กลุ่มเพื่อนก็เป็นครอบครัว ความที่ผมเป็นเชฟคนเดียวบนนั้น เราจึงเหมือนเป็นสมาชิกกับครอบครัวเขากลาย ๆ บางครั้งลูกค้าก็มาทำอาหารร่วมกับผม หรือไม่ก็ให้ผมสอนทำอาหาร ครั้งหนึ่งเรือที่ผมประจำการได้ต้อนรับครอบครัวของเจ้าชายเอ็ดเวิร์ด ผมก็มีโอกาสสอนลูก ๆ ของพวกเขาทำเค้กและสโคน” คริสเล่า

ทั้งนี้ ด้วยฝีมือทำอาหารของคริสที่ติดปากติดใจครอบครัวจากราชวงศ์อังกฤษครอบครัวนี้ หลังเรือเทียบท่า พวกเขาจึงชวนคริสให้ติดตามไปเป็นเชฟส่วนตัวในการเดินทางพักผ่อน (บนบก) อีกหลายครั้ง ผมขอให้เชฟเล่าถึงช่วงเวลาดังกล่าว แต่เขาประสงค์จะเก็บรายละเอียดส่วนตัวนี้ไว้ เผยเพียงว่าพวกเขาเป็นครอบครัวติดดินและน่ารัก นั่นเป็นอีกช่วงเวลาที่เขามีความสุขกับการทำงาน

“แน่นอน เราต้องเจอลูกค้าหลากหลายประเภท แบบที่ปาร์ตี้เมากันทั้งวันทั้งคืน หรือพวกมหาเศรษฐีที่เครซี่มาก ๆ ขนาดสั่งให้เฮลิคอปเตอร์ไปซื้อคาเวียร์ก็มี แต่ส่วนใหญ่ที่เจอจะอัธยาศัยดี และเราเชื่อมโยงกันได้ด้วยอาหาร” เขาตอบ เงียบสักพัก และเล่าต่อ

“อย่างที่บอก ชีวิตบนเรือยอชต์ในฐานะลูกเรือมันไม่สะดวกสบายเท่าไหร่หรอก แต่พอได้ทำอาหารให้คนกิน แล้วพวกเขาชอบมัน เท่านี้เลย ชดเชยได้แล้ว”

“คุณเคยมีความคิดจะไปทำงานบนเรือใหญ่ ๆ ที่น่าจะสบายกว่าอย่างเรือสำราญบ้างไหม” ผมถามอีก

“ไม่เลย” เขาปฏิเสธทันควัน

“ผมมองว่าปฏิสัมพันธ์แบบนี้มันไม่อาจเกิดขึ้นได้บนเรือสำราญ เพราะคุณต้องทำอาหารให้คนจำนวน 3,000 – 4,000 คนกิน มันเต็มไปด้วยเงื่อนไขมากมาย และหลายครั้งอาหารที่เสิร์ฟบนนั้น ก็เป็นอาหารสำเร็จรูปที่เราต้องนำมาอบไมโครเวฟเสิร์ฟ จึงมีเส้นบาง ๆ ระหว่างการทำอาหารกับการเสิร์ฟอาหาร ซึ่งผมชอบทำอาหาร เรือยอชต์ยึดโยงกับผมแบบนี้”

“แต่งานเลี้ยงต้องมีวันเลิกราใช่ไหม” ผมคล้ายว่าจะรู้ทัน จึงถามแทรก

“แน่นอนที่สุด”

เชฟคริสโตเฟอร์ อดีตเชฟเรือยอชต์ที่เดินทางรอบโลก ลงหลักทำร้าน Limeleaf Kitchen และโรงเรียนสอนทำอาหารที่เชียงใหม่
เชฟคริสโตเฟอร์ อดีตเชฟเรือยอชต์ที่เดินทางรอบโลก ลงหลักทำร้าน Limeleaf Kitchen และโรงเรียนสอนทำอาหารที่เชียงใหม่

เทียบท่าที่เชียงใหม่

ครั้งแรกที่คริสเห็นชายฝั่งประเทศไทย คือช่วงที่เขาเป็นเชฟบนเรือที่ล่องจากสิงคโปร์ไปยังเกาะลังกาวีในมาเลเซีย

ครั้งที่ 2 เกิดขึ้นหลังจากนั้นไม่นาน เขาเดินทางมาร่วมงานกับบริษัทล่องเรือยอชต์ ซึ่งประจำการที่ท่าเรือในภูเก็ต “แต่นั่นก็เป็นเวลาสั้น ๆ และผมก็แทบไม่ได้ไปไหนเลย” เขาบอก

อย่างเป็นทางการคือครั้งที่ 3 นั่นคือราวสิบกว่าปีที่แล้ว ชายหนุ่มในยามนั้นใช้วันหยุดประจำปี 4 เดือน เดินทางมาท่องเที่ยวในภาคเหนือของไทย และเรียนทำอาหารที่เชียงใหม่ การเดินทางในครั้งนั้นส่งผลสำคัญต่อชีวิตของเขามาจนทุกวันนี้

“ไม่รู้สิ อาจเป็นเพราะรสชาติอาหาร หรือไม่ก็ป่าและภูเขา คุณนึกออกไหม ผมอยู่บนเรือมาเกือบทั้งชีวิต มองไปทางไหนก็เจอแต่ทะเล พอมาเชียงใหม่ครั้งแรก มันต่างไปอย่างสิ้นเชิง พอปีต่อมาก็กลับมาที่นี่อีก แล้วจากนั้นก็หาเวลามาเรื่อย ๆ และคิดว่าเราน่าจะมีบ้านเล็ก ๆ บนดอยสักหลังนะ” เขาว่า

เชฟคริสโตเฟอร์ อดีตเชฟเรือยอชต์ที่เดินทางรอบโลก ลงหลักทำร้าน Limeleaf Kitchen และโรงเรียนสอนทำอาหารที่เชียงใหม่

นั่นทำให้เขาได้พบกับ หน่อย-ณัฐนิชา อิ่มอาคม ชาวกาญจนบุรีที่มาลงหลักปักฐานทำโฮมสเตย์แนวอนุรักษ์ธรรมชาติอยู่ก่อนแล้ว ชื่อ Limeleaf Eco-Lodge บนดอยไม่ไกลจากน้ำพุร้อนแม่ขะจาน อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย หน่อยแนะนำให้คริสปลูกกระท่อมไม่ไกลจากที่พักของเธอ เพื่อให้เป็นที่พักหลักในช่วงที่เขาหยุดจากงานเรือ

นับแต่นั้น จากเดิมที่เขามีบ้านหลังแรกที่อยู่บนเรือยอชต์ และบ้านหลังที่ 2 คืออพาร์ตเมนต์ในเกาะมายอร์กา คริสได้ยกเลิกสัญญาเช่าที่พักที่สเปนหลังนั้น และเปลี่ยนมาใช้เวลาในช่วงวันหยุดบนดอยที่เชียงราย เขาเริ่มพัฒนาความสัมพันธ์กับหน่อยอยู่หลายปี ทั้งสองเข้าพิธีวิวาห์เมื่อ 4 ปีที่แล้ว และคริสตัดสินใจลาออกจากงานที่ทำมากว่า 20 ปี เมื่อราว 2 ปีก่อน ท้ายที่สุด เขาย้ายมาปักหลักที่เชียงใหม่แบบ For Good เมื่อปลายปีที่ผ่านมา

“อะไรที่เป็นจุดเปลี่ยนน่ะหรือ” คริสทวนคำถาม “เมื่อคุณประสบอาการปวดหลังเรื้อรัง หรือไม่อยากนอนเตียง 2 ชั้นบนเรือ เพื่อฟังเสียงกรนจากลูกเรือคนอื่นอีกแล้วน่ะสิ” เขาหัวเราะ

“ผมอายุมากแล้ว ก็คิดว่าได้เวลาลงจากเรือจริง ๆ และมีครอบครัวเสียที” ชายวัยย่าง 57 ปีตอบ

เดาได้ไม่ยาก หลังเกษียณจากงานประจำ สิ่งที่คริสยังคงทำต่อไปคืออาหาร

และอย่างไม่ต้องสงสัย Limeleaf Kitchen คือชีวิตเขาหลังจากนี้

เชฟคริสโตเฟอร์ อดีตเชฟเรือยอชต์ที่เดินทางรอบโลก ลงหลักทำร้าน Limeleaf Kitchen และโรงเรียนสอนทำอาหารที่เชียงใหม่

“อย่างที่บอกว่าตอนแรกจะทำโรงเรียนสอนทำอาหารด้วย ตั้งใจจะเปิดเมื่อ 2 ปีที่แล้ว แต่โควิดก็ดันมาเสียก่อน เลยเลื่อนเปิดมาจนถึงตอนนี้ อาจจะยังไม่เปิดสอนเต็มตัว แต่จะเปิดร้านทำบาร์บีคิว สลัดบาร์ และเบเกอรี่ มีจัดบุฟเฟต์บ้างบางวัน แล้วค่อย ๆ พัฒนาเมนูอื่น ๆ ไป” เจ้าของร้านเล่า

นอกจากจะได้ชิมอาหารของอดีตเชฟบนเรือที่ทำเมนูได้หลากหลายแล้ว อีกสิ่งที่คริสภูมิใจนำเสนอคือ ผัก ผลไม้ และวัตถุดิบออร์แกนิกอีกหลากหลาย ซึ่งถูกนำมาบรรจุอยู่ในเมนคอร์สและขนมเค้กของร้าน เขาและหน่อยลงมือปลูกไว้ในสวนหลังบ้านบนดอยที่แม่ขะจาน รวมถึงวัตถุดิบท้องถิ่นที่เขามักเล่นแร่แปรธาตุ เพื่อให้ได้มาซึ่งตำรับหรือรสชาติใหม่ ๆ อยู่เสมอ

“ผมชอบเชียงใหม่เพราะเป็นเมืองที่มีความหลากหลายของอาหารและวัตถุดิบประกอบอาหารในทุกระดับ แต่ที่สำคัญกว่านั้น คือการมีเครือข่ายคนทำอาหาร ซึ่งรวมกันอย่างเข้มแข็ง เพราะตอนผมมาที่นี่ใหม่ ๆ ผมไม่รู้จักใครเลย แล้วมาวันหนึ่งผมเห็นร้าน Windows Café & Restaurant มาเปิดแถว ๆ บ้าน ก็เลยลองนำเค้กไปเสนอขาย คุณพิ้งค์ เจ้าของร้าน พอเขาซื้อ เขาก็แนะนำให้ผมรู้จักคนอื่น ๆ หรือที่ผมรู้จัก เชฟแนนลีลวัฒน์ มั่นคงติพันธ์ (เจ้าของ Cuisine de Garden – ผู้เขียน) เขาก็พาผมไปรู้จักเชฟคนอื่น ๆ ทำให้ผมมีคอนเนกชันต่อไปเรื่อย ๆ

“ผมรู้สึกว่าเครือข่ายนี้เหมือนกลุ่มเพื่อน ที่มักเอาแหล่งวัตถุดิบหรือข้อมูลมาแบ่งปันกัน แตกต่างจากเมื่อก่อนที่เชฟมักจะผูกขาด Supplier ของตัวเอง ซึ่งผลดีของการมีเครือข่ายนี้ยังมาตกที่เกษตรกร จะได้ขายผลผลิตที่มีคุณภาพของเขาได้มากขึ้นด้วย สิ่งเหล่านี้ทำให้การทำอาหารที่นี่เป็นเรื่องสนุก เพราะมีเพื่อนที่พร้อมจะร่วมสนุกกับคุณอยู่ตลอดเวลา” เขายิ้ม

เป็นอีกครั้งที่เขาใช้คำว่า ‘สนุก’ เป็นคุณศัพท์ประกอบการทำอาหาร

“ว่าแต่พอมาปักหลักกับที่แบบนี้แล้ว คุณยังคิดถึงงานบนเรืออยู่ไหม” ผมสงสัย

เงียบไปสักพัก

“ไม่นะ” เขาตอบ ก่อนนำสายตาไปยังเคาน์เตอร์ครัวที่เรียงต่อกัน 3 แถว “แต่ก็มีบ้างบางครั้งที่ยังไม่ชินกับครัวที่ใหญ่ขนาดนี้…

“แล้วก็พื้นห้อง ที่มันไม่โคลงเคลงอีกต่อไปแล้วน่ะ” เขาจบประโยคด้วยรอยยิ้ม

เชฟคริสโตเฟอร์ อดีตเชฟเรือยอชต์ที่เดินทางรอบโลก ลงหลักทำร้าน Limeleaf Kitchen และโรงเรียนสอนทำอาหารที่เชียงใหม่

Limeleaf Kitchen 

ที่ตั้ง : 25/6 หมู่ 10 ตำบลน้ำแพร่ อำเภอหางดง เชียงใหม่ (แผนที่

วัน-เวลาทำการ : เปิดบริการวันพุธ-อาทิตย์ เวลา 10.00 – 16.00 น.

โทรศัพท์ : 09 7012 1948

Facebook : Limeleaf Kitchen

Writer

จิรัฏฐ์​ ประเสริฐทรัพย์

ประกอบอาชีพรับจ้างทำหนังสือ แปลหนังสือ และผลิตสื่อ ใช้ชีวิตอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ มีงานอดิเรกคือเขียนเรื่องสั้นและนวนิยาย ผลงานล่าสุดคือรวมเรื่องสั้น ประวัติศาสตร์ที่เพิ่งเศร้า

Photographer

กรินทร์ มงคลพันธ์

ช่างภาพอิสระชาวเชียงใหม่ผู้รักจักรยานไม่น้อยไปกว่าลูก ซึ่งความรักที่มีต่อทั้งสองมากกว่าการถ่ายรูปด้วยซ้ำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load