“ชีวิตเราอยู่กับการสร้างภาพ”

เย็นวันหนึ่งในร้านกาแฟย่านอ่อนนุช เข้-จุฬญาณนนท์ ศิริผล เอ่ยประโยคนี้ระหว่างการสนทนา ความเงียบเกิดขึ้นเสี้ยววินาที ก่อนเสียงหัวเราะของฉันจะดังขึ้นตามด้วยเสียงหัวเราะของเขา

ช่วยไม่ได้, คำนี้ฟังดูความหมายเชิงลบในทีแรก แต่เมื่อพิจารณาอีกที ฉันก็เห็นว่ามันสะท้อนตัวตนเข้ในเชิงบวกได้อย่างดี เพราะพอร์ตโฟลิโอของชายหนุ่มที่ระบุสถานะตัวเองในเฟซบุ๊กว่าเป็น artist/filmmaker คนนี้เต็มไปด้วยผลงานหนังสั้นยาวเหยียด แทบทุกเรื่องมีรางวัลและประวัติการได้รับคัดเลือกไปฉายในต่างประเทศพ่วงท้าย ยังไม่นับงานศิลปะที่เล่าเรื่องผ่านภาพซึ่งจัดแสดงใน BACC และแกลเลอรี่น้อยใหญ่

ตัวอย่างเช่นงานใหญ่ล่าสุดที่ชื่อ Museum of Kirati ใน BANGKOK CITYCITY GALLERY ซึ่งเข้เลือกหยิบบทประพันธ์อมตะของศรีบูรพาอย่าง ข้างหลังภาพ มาเล่าด้วยน้ำเสียงใหม่ผ่านการสร้าง ‘พิพิธภัณฑ์’ ที่เปรียบเหมือนอนุสรณ์รำลึกถึงคุณหญิงกีรติ

ถ้าว่ากันในน้ำเนื้อของงาน เข้เติบโตจากเด็กหนุ่มที่ทำหนังสั้นด้วยประเด็นส่วนตัวอย่างครอบครัว สู่ศิลปินหนุ่มที่ชวนคนสนทนาถึงประเด็นใหญ่เข้มข้นอย่างความเชื่อ สังคมและการเมือง ซึ่งหากถามว่าจะแยกเขาออกจากคนอีกนับร้อยพันที่พูดเรื่องนี้อย่างไร คำตอบคือ ‘วิธีเล่า’ ของเข้นั้นโดดเด่นจนเห็นครั้งแรกก็รับรองว่าจะจำแม่นไปอีกนาน

ไวยกรณ์เชิงทดลอง ความแปลกประหลาด และอารมณ์ขันเชิงเสียดสีคือสิ่งที่อบอวลอยู่ในงานเขาเสมอ

ล่าสุด เข้ได้รับคัดเลือกให้เข้าร่วม Ten Years Thailand โปรเจกต์หนังสั้นที่ชวนผู้กำกับมองอนาคตอีก 10 ปีข้างหน้าของเมืองไทย ซึ่งมีผู้กำกับรุ่นพี่ชั่วโมงบินสูงเป็นสมาชิกอีก 3 คนคือ อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล, วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง และ อาทิตย์ อัสสรัตน์ โปรเจกต์นี้ได้รับการคัดเลือกให้ฉายในรอบปฐมทัศน์ของงานยักษ์สำหรับสายหนังอย่างเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ปีนี้

แน่นอน หนังสั้นซึ่งเขานิยามว่าเป็นแนว ‘ไซไฟย้อนยุค’ ย่อมกรุ่นกลิ่นอายเรื่องสังคมการเมือง

และนี่คือบทสนทนาของฉันกับเข้ที่ไม่มีศัพท์เชิงเทคนิคซับซ้อน แต่ว่าด้วยเรื่องโลกศิลปะและบ้านเมืองในสายตา ‘นักสร้างภาพ’ รุ่นใหม่ผู้ได้รับการยอมรับจากเวทีทั้งในและนอกประเทศ

ก่อนเข้จะบินสู่ฝรั่งเศส พาภาพที่เขาสร้างสู่สายตาผู้ชม

เข้ จุฬญาณนนท์

จากเด็กมัธยมปลายที่ทำหนังสั้นจากเรื่องในครอบครัว อะไรทำให้คุณหันมาสนใจการเมืองอย่างจริงจัง

เราเริ่มสนใจการเมืองตอนประมาณ พ.ศ. 2552 ที่มีการชุมนุมคนเสื้อแดงในกรุงเทพฯ ตรงอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เพราะรู้สึกว่าการเมืองเริ่มใกล้ตัวมากขึ้น มีการปิดถนน ชุมนุม ในพื้นที่ที่เป็นการสัญจรสาธารณะซึ่งส่งผลกับตัวเรามาก เราที่เป็นคนกรุงเทพฯ ก็เริ่มตั้งคำถามว่ามันเกิดอะไรขึ้น ทำไมถึงมีการชุมนุม ทำไมคนต่างจังหวัดถึงเสียเวลายอมเข้ามาในกรุงเทพฯ มีอะไรที่อยู่เบื้องลึกเบื้องหลังที่เราไม่รู้หรือเปล่า

 เราเลยทำหนังสะท้อนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพราะทำอย่างอื่นไม่ได้ เช่น หนังสั้นเรื่อง A Brief History of Memory หรือประวัติศาสตร์ขนาดย่อของความทรงจำ เราไปสัมภาษณ์แม่ที่ลูกชายโดนยิงตอน พ.ศ. 2552 ว่าเกิดอะไรขึ้นในช่วงนั้น โดยเชื่อมโยงเหตุการณ์ปี 2553 เข้ามาอยู่ด้วย เป็นการพยายามเอามุมของคนตัวเล็กในสังคมที่เป็นเหยื่อของเหตุการณ์การเมืองมาเพื่อให้เห็นถึงความรุนแรงที่เกิดขึ้น พูดถึงความสูญเสีย พูดถึงความเศร้า

ทำไมถึงคิดว่าสิ่งที่ทำได้คือการสร้างหนังเท่านั้น  

ตอนเด็กเราชอบวาดรูป โตมาชอบถ่ายรูป แล้วก็มาทำหนัง ชีวิตอยู่กับการสร้างภาพ เราก็เลยคิดว่างานที่ทำจะเป็นอะไรได้บ้าง เราเชื่อในพลังของภาพเคลื่อนไหว แล้วก็มองว่าภาพยนตร์สื่อสารกับคนจำนวนหนึ่งผ่านแพลตฟอร์มยุคปัจจุบันอย่างยูทูบได้ รวมถึงมีวิธีสื่อสารกับคนต่างประเทศได้ด้วย เช่น การส่งหนังไปตามเทศกาลต่างๆ ทำให้เขาเข้าใจว่าเราคิดยังไงต่อประเทศตัวเอง ซึ่งมันอาจผิด อาจมีคนไม่เห็นด้วยก็ได้ แต่เราว่าโอกาสที่ได้พูดเป็นสิ่งสำคัญ เมื่อรูปแบบของหนังเชื่อมโยงตัวเรา ตัวหนัง โลก และผู้คนในโลกเข้าหากันได้ เราเลยเลือกวัสดุนี้เพื่อสื่อสารสิ่งที่เราคิด

 

คุณให้สัมภาษณ์ว่าหนังสั้นในโปรเจกต์ Ten Years Thailand ได้แรงบันดาลใจจากการเมืองไทยในอดีต ทำไมเมื่อทำหนังที่พูดถึงอนาคต คุณถึงไม่มองไปข้างหน้าจากปัจจุบันเลย

โจทย์ที่ให้พูดถึงอนาคตยากในแง่ที่ว่าจะไม่ยึดโยงกับอดีตหรือปัจจุบันเลยไม่ได้ มันจะเป็นหนังมาเลยแล้วบอกว่านี่เป็น Ten Years Thailand ก็จะงงๆ ซึ่งเรามองว่าอนาคตคือผลพวงจากปัจจุบัน และปัจจุบันก็เป็นผลพวงจากอดีตอีกที  

ผลพวงที่เราคิดคืออำนาจรัฐที่ถูกเขียนขึ้นผ่านรัฐธรรมนูญ มันน่าจะยังมีสิ่งที่แก้ไขไม่ได้ในอีก 10 ปีต่อจากนี้ แล้วเราก็อาจมองโลกในแง่ร้าย เพราะตอนนี้เราอยู่ในลูปของการรัฐประหาร เลือกตั้ง แล้วก็รัฐประหารอีก เราคิดว่าอนาคตก็อาจเป็นไปได้ที่ยังอยู่ในลูปนี้ ก็เลยเลือกทำหนังสั้นที่เล่าถึงอนาคตซึ่งย้อนรอยกลับไปเหมือนอดีตที่เป็นโลกยุคแอนะล็อกก่อนมีอินเตอร์เน็ต ผ่านการดำเนินเรื่องของตัวละครที่เป็นเด็กมัธยม 

Ten Years Thailand

Ten Years Thailand

แล้วทำไมต้องเล่าผ่านรูปแบบหนังไซไฟ

เรานิยามหนังสั้นเรื่องนี้ว่าเป็นไซไฟย้อนยุค ที่เลือกทำแนวนี้เพราะอยากท้าทายวาทกรรมที่บอกว่าหนังไซไฟเป็นประเภทหนังที่ทำไม่ค่อยได้ในเมืองไทย เพราะทำแล้วคนดูจะไม่เชื่อว่าสังคมไทยจะมีความเป็นวิทยาศาสตร์ มีตรรกะเหตุผลขนาดนั้น ซึ่งเราอยากจะท้าทายวาทกรรมตรงนั้งเราเลือกทำไซไฟแบบที่เป็นวิทยาศาสตร์ในแบบสังคมเรา คือมีเรื่องความเชื่อ มีเรื่องสิ่งเหนือธรรมชาติมาเกี่ยวข้องด้วย

 

เราเห็นเรื่องสังคมและการเมืองแทรกอยู่ในงานคุณเสมอ คุณมองว่าการทำงานศิลปะหรือทำหนังต้องรับใช้สังคมมั้ย

เราว่าคนทำงานสร้างสรรค์ไม่จำเป็นต้องแบกภาระว่าต้องเปลี่ยนโลกขนาดนั้น ศิลปะทุกแบบมีประโยชน์ใช้สอยของมัน มีงานศิลปะแบบที่บางคนมองว่าสวยดี ใช้เป็นของตกแต่งได้ ขณะเดียวกัน ศิลปะกับการเมืองก็มีประโยชน์อีกรูปแบบ นั่นคือการขับเคลื่อนความคิดหรือตั้งคำถามกับกรอบที่สังคมมีอยู่ ไม่จำเป็นต้องมาตัดสินว่าอะไรดีกว่ากัน และไม่จำเป็นต้องประท้วง ไม่จำเป็นต้องแหกขนบก็เป็นงานศิลปะที่ดีได้

 

แล้วเวลาสร้างงานที่เกี่ยวกับสังคมและการเมือง คุณเองรู้สึกว่าแบกภาระไว้บนหลังมั้ย

ทุกครั้งที่เราสร้างงานออกมาโดยเฉพาะงานภาพเคลื่อนไหว เรารู้สึกว่าคนดูเป็นส่วนหนึ่งของงานที่กำลังสร้าง เราจะคิดว่าคนดูรู้สึกหรือคิดอะไรกับงาน เพราะอย่างนี้เลยมีคนพูดว่า ที่จริงแล้ว เราไม่ได้กำกับหนัง แต่กำกับความคิดความรู้สึกของคนดูที่มีต่อหนังที่กำลังทำ ซึ่งถ้างานศิลปะแบบอื่น เช่น ภาพวาด ศิลปินอาจคิดแค่ว่าจะลงสีลงเส้นภาพที่อยู่ตรงหน้ายังไง เหมือนเป็นบทสนทนาระหว่างตัวผลงานกับคนสร้าง แต่เราว่าหนังเป็นอีกแบบหนึ่ง มันจำเป็นต้องมีการสื่อสารกับผู้ชม เพราะฉะนั้น สิ่งที่เราใส่ใจคือผู้ชมจะได้อะไรจากงาน แล้วตัวหนังไปเชื่อมโยงในชีวิตของคนดูยังไงบ้าง

จุฬญาณนนท์ ศิริผล

 

แต่คุณเคยคิดมั้ยว่างานตัวเองเป็นงานแนวทดลองที่ดูยาก

มีงานแนวทดลองที่ดูง่ายมั้ย (หัวเราะ)

 

แค่สงสัยว่าถ้าคุณคิดถึงคนดูแต่นำเสนอสารผ่านงานที่เข้าใจยาก บางทีคนที่เข้าใจอาจเป็นแค่ปัญญาชนกลุ่มหนึ่งหรือเปล่า คนดูทั่วไปจะเข้าใจมั้ย

เราใส่ใจคนดู แต่อาจไม่ใช่ร้อยเปอร์เซ็นต์ อย่างที่บอกว่าหนังอาจไม่เหมือนภาพวาดคือมีคนดูเข้ามาร่วมดูผลงานชิ้นนี้ด้วย เพราะฉะนั้น เราเลยไม่ได้เปิดเผยสารในงานให้คนดูเห็นแบบ 100 เปอร์เซ็นต์ อาจจะเปิดแค่ครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งคือความสนุกที่จะให้คนเข้ามาสร้างเรื่องราวของตัวเอง ทำความเข้าใจกับงานผ่านประสบการณ์ที่ต่างกันตามภูมิหลังชีวิต คนมาดูงานของเราจึงต้องเป็นคนดูที่ Active ในการมาร่วมตั้งคำถาม มาร่วมต่อจิ๊กซอว์ ไม่ใช่เด็กที่เราจะป้อนทุกอย่างให้กิน

ขณะเดียวกัน ถ้าปกปิดอะไรบางอย่างแล้วบอกว่า มันเป็นศิลปะครับ พูดอย่างนั้นมันก็ดูง่าย แต่เราว่าศิลปินหรือคนทำหนังควรต้องอธิบายชุดความคิดได้ว่าโครงสร้างงานนี้เป็นยังไงหรือเป็นอะไรได้บ้าง เราคิดว่ามิติของงานที่ลึกลงไปกว่าสิ่งที่มองเห็นเป็นสิ่งน่าสนใจมาก

 

เสน่ห์ของการทำงานแนวทดลองอยู่ตรงไหน

มันมีคำว่าหนังตลาด คือหนังที่มีสูตรสำเร็จว่าทำแบบนี้แล้วต้องได้ตังค์แน่นอน ทำแบบนี้แล้วต้องดัง แต่เราชอบตรงที่หนังทดลองเป็นการก้าวออกไปจากขอบเขตของความกลัวการไม่ประสบความสำเร็จ หรือขอบเขตของความไม่ปลอดภัย เพราะเมื่ออยู่ในพื้นที่ปลอดภัยเราจะทำสิ่งเดิมซ้ำๆ แต่การทดลองเป็นการท้าทายกรอบที่เคยมีอยู่ ซึ่งส่วนมากคือกรอบของความเป็นภาพยนตร์ สมมติว่าวัสดุในการสร้างภาพยนตร์ต้องใช้กล้อง ต้องใช้ฟิล์ม ก็มีคนทำหนังทดลองที่ตั้งคำถามว่า เราไม่ใช้กล้องได้มั้ย แค่ใช้เหล็กมาขูดบนฟิล์มให้เป็นภาพได้มั้ย ในขณะเดียวกัน หนังทดลองก็ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการต่อสู้ทางการเมืองด้วย เช่น ในอดีตฝั่งตะวันตกใช้หนังทดลองเป็นหนังใต้ดินที่สามารถพูดในสิ่งที่สังคมไม่อยากให้พูด หรือว่าท้าทายกรอบหรือขนบทางสังคม ตัวรูปแบบกับเนื้อหาของมันเลยไปด้วยกัน

จุฬญาณนนท์ ศิริผล

นอกจากแนวทดลอง เราว่าหนังคุณยังมีความไม่ค่อยปกติอยู่ด้วยนะ

เพราะว่าเราไม่ปกติ (หัวเราะ) คือเราอยู่ในสังคมที่ไม่ปกติเท่าไหร่ เมื่อวานก็คุยกับคนทำหนังด้วยกันว่าสังคมไทยมีความ Magical Realism หมายถึงตรรกะในบ้านเราไม่ค่อยถูกต้องเท่าไหร่ ถึงแม้เราอยู่ในเมืองที่มีเหตุผลของมัน แต่ในเหตุผลนั้นก็มีความประนีประนอม ความหย่อนยาน มีพื้นที่ทับซ้อน เลยเหมือนพูดไม่ได้ว่าเหตุผลจริงๆ คืออะไรกันแน่ และอาจไม่ได้มีเหตุผลเดียวด้วย มีสิ่งที่ดำมืดอยู่ เราก็เลยมีวัตถุดิบเยอะมากเพราะมีเรื่องที่ไม่ปกติซึ่งหยิบมาทำเป็นงานได้เกิดขึ้นในประเทศทุกวัน แล้วเวลานำเสนอ เราก็นำเสนอออกมาด้วยท่าทีไม่ปกติ

แต่งานเราจะมีอารมณ์ขันอยู่เยอะด้วย ซึ่งคงเป็นวิธีการที่เราเอาตัวรอดในโลกที่ไม่ปกติ เราคิดว่าอารมณ์ขัน การเสียดสี หรือการตั้งคำถามแบบขำๆ เป็นเครื่องมือในการนำเสนอเรื่องราวที่อ่อนไหว และตั้งคำถามกับสิ่งที่ปกติเราอาจไม่กล้าตั้งคำถาม

เข้ จุฬญาณนนท์

กลัวมั้ยว่าพูดด้วยท่าทีตลกแล้วคนจะไม่จริงจังกับเรื่องที่คุณกำลังสื่อสาร

มีคนวิจารณ์เหมือนกันว่างานเราตลก ดูไม่จริงจังกับสิ่งที่ทำ แต่เราคิดว่าการนำเสนอด้วยวิธีการเดิมซ้ำๆ ตลกทุกเรื่อง ความตลกตรงนั้นจะกลายเป็นความจริงจัง เช่น เราทำ Museum of Kirati ซึ่งสื่อสารว่าประวัติศาสตร์ที่สร้างขึ้นผ่านมิวเซียมมีอำนาจ เช่น มิวเซียมของบุคคลสำคัญสักคนก็มีคนที่มีอำนาจมาเลือกว่าจะจดจำบุคคลนั้นยังไง เราก็เริ่มต้นจากรีเมกหนังเรื่อง ข้างหลังภาพ ที่ญี่ปุ่น พอมีคนญี่ปุ่นมาดูหรือคนไทยมาเห็น เขาก็บอกว่าตลกดี เพราะเราทำหนังที่เล่นเป็น 2 ตัวละครเลย แอ็กติ้งก็ห่วยๆ แข็งๆ  ซึ่งเขาอาจมองว่ามันเป็นงานศิลปะที่แย่ แต่ในฐานะคนทำงาน เรารู้สึกว่าต้องยืนหยัดที่จะทำงานให้มันตลก ต้องมั่นใจว่าความตลกตรงนี้คือความซีเรียสของเรา เราก็เลยสร้างความตลกนี้ต่อเนื่องมาตลอด 3-4 ปี จนมาถึงนิทรรศการซึ่งเป็นงานจบที่ BANGKOK CITYCITY GALLERY มันกลายเป็นความไม่ปกติซึ่งจริงจังมาก เราต้องทำพิพิธภัณฑ์ขึ้นมาจริงๆ ต้องนิมนต์พระมาสวดมนต์เปิด พรมน้ำมนต์ เจิมประติมากรรม มันไม่ใช่การตลกไปวันๆ และเราต้องมั่นใจด้วยว่าสิ่งที่ทำจะสร้างบางอย่างขึ้นมาได้

คนที่เป็นศิลปินมักไม่ค่อยมั่นใจว่างานเราจะดีมั้ย คนอื่นจะคิดยังไงกับเรา แต่ตอนที่เราเรียนปริญญาโทด้าน Visual Art ที่มหาวิทยาลัยศิลปากร อาจารย์ซึ่งเป็นศิลปินเหมือนกันบอกว่าคุณต้องยืนยันว่างานคุณต้องเป็นแบบนี้ เราก็เลยคิดว่า โอเค เราจะตลกไปเรื่อยๆ ซึ่งถ้าเรายอมแพ้ตั้งแต่แรกว่างานแค่ตลกไปวันๆ ไม่ทำต่อ มันก็จะไม่เกิดความไม่ปกติตรงนี้ ซึ่งพอเราจริงจัง คนดูก็จะเข้าใจได้ว่าเราจริงจังแค่เล่าผ่านรูปแบบของความตลก ความตลกนี้ก็จะมีพลังของมันเอง

Museum of Kirati

BANGKOK CITYCITY GALLERY

งานของคุณได้รางวัลมาเยอะ แต่การเป็นงานนอกกระแสอาจทำให้คนไทยไม่ค่อยตอบรับเท่าที่ควร เวลาเจอปฏิกิริยาแบบนั้นคุณท้อใจบ้างมั้ย

ผลตอบรับที่เราได้ยังมาจากกลุ่มคนที่สนใจวัฒนธรรมทางเลือก ซึ่งส่วนมากเขาก็รู้สึกว่างานเราน่าสนใจ สำหรับเราเท่านี้ถือว่าโอเคแล้ว แต่ถ้าพูดถึงการจะไปไกลกว่านั้น เราก็ไม่ได้รู้สึกว่ามีปัญหากับการไปสู่คนวงกว้างนะ แค่การจะไปตรงนั้นต้องมีสิ่งที่เราเชื่อหรือสนใจอยู่ด้วย เราเปลี่ยนไปทำสิ่งที่ตลาดต้องการเพื่อให้มีชื่อเสียงหรือเป็นที่รู้จักโดยปราศจากสิ่งที่สนใจจริงๆ ไม่ได้ และคิดว่าไม่จำเป็นต้องไปไกลขนาดนั้น ถ้าตัวเราจะหายไป

 

ซึ่งนั่นเรียกว่ามีปัญหากับการไปสู่คนวงกว้างหรือเปล่า

ก็จริง ถ้าอย่างนั้นคงมีปัญหาแหละ (หัวเราะ)

 

แต่คุณเลือกแล้ว

ใช่ ทำสิ่งที่อาจดูไม่ปกติในสายตาคนทั่วไปแต่เรามีความสุขน่าจะดีกว่า

เข้ จุฬญาณนนท์ ศิริผล

ถ้าหยิบโจทย์แบบ Ten Years  Thailand มาใช้กับโลกศิลปะไทย คุณว่าอีก 10 ปีความสัมพันธ์ของคนไทยกับศิลปะจะดีขึ้นกว่านี้มั้ย

ก็ยังเดาไม่ค่อยได้เท่าไหร่ (หัวเราะ) เรามองว่าสิ่งที่ควรทำคือทำให้ระบบนิเวศของงานสร้างสรรค์ในด้านต่างๆ ครบวงจร เช่น มีภัณฑารักษ์ ผู้จัดการด้านศิลปะ สื่อที่สนใจ และนักวิจารณ์ ถ้าทุกตำแหน่งมีครบ แล้วอธิบายคนทั่วไปได้ว่างานศิลปะของศิลปินเหล่านี้สำคัญกับคนดูยังไง ทำไมต้องมาเสพงาน เสพแล้วความเข้าใจหรือความคิดของคุณจะเปลี่ยนไปยังไง คนก็จะเห็นความสำคัญของศิลปะมากขึ้น

แต่ปีนี้ก็จะมีเทศกาลศิลปะใหญ่ๆ เกิดขึ้นหลายงาน ซึ่งเราคิดว่างานเหล่านี้จะทำให้คนในวงการศิลปะได้มาทำงานร่วมกัน รวมถึงน่าจะถูกพูดผ่านสื่อ ผ่านสาธารณชนเยอะ และบางงานก็จะจัดทุก 2 ปี เพราะฉะนั้น ในอนาคตทุก 2 ปีจะมีการนำเสนองานศิลปะของทั้งศิลปินไทยเองและศิลปินต่างประเทศที่เชิญมา ทั้งหมดนี้น่าจะทำให้ศิลปะร่วมสมัยกับคนในสังคมใกล้กันมากขึ้น และคนก็น่าจะได้เห็นว่าศิลปะกับคนที่อยู่ในวันนี้ เวลานี้ไม่ได้แยกขาดจากกัน

จุฬญาณนนท์ ศิริผล

Facebook l 10 Years Thailand 

Writer

ธารริน อดุลยานนท์

สาวอักษรฯ ผู้หลงรักการเขียนเสมอมา และฝันอยากสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ด้วยสิ่งที่มี ณ จุดที่ยืนอยู่ รวมผลงานการมองโลกผ่านตัวอักษรไว้ที่เพจ RINN

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

ครั้นสิ้นสุดบทสนทนาอันยาวนานกับ เกม-สิทธิโชค ศรีโช บนโต๊ะกินข้าวที่ลานตาไปด้วยอาหารที่เขาออกแบบมาเพื่อเราโดยเฉพาะ เราคิดอยู่นานว่าจะนิยามตัวชาวขอนแก่นรายนี้ว่าอย่างไรให้ครอบคลุมตัวตนและสิ่งที่เขาทำมาทั้งหมด

เขาเคยเป็นนักศึกษานิเทศศิลป์ที่หลงใหลใน Cookbook มากกว่าตำราออกแบบ

เคยเป็นเด็กจบใหม่ที่พกช้อนทองเหลืองติดตัว เพราะฝันอยากเป็นนักชิมมืออาชีพ

เคยเป็นบรรณาธิการด้านอาหารของนิตยสาร Health & Cuisine อันเลื่องชื่อในวันวาน

เคยเป็นคนเขียนสคริปต์รายการอาหารที่มีคนดูแตะหลักแสนเพียงชั่วข้ามคืน

เคยเป็นนักออกแบบอาหารเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของน้อง ๆ เด็กนักเรียน

และกำลังเป็นยูทูบเบอร์ที่นำเสนอเรื่องราวของอาหารอีสานเมนูต่าง ๆ อย่างเจาะลึก ถึงขั้นพาไปชมแหล่งผลิตวัตถุดิบในแต่ละจาน

เชิญคุณผู้อ่านกลั้นน้ำลายไว้อย่าให้สอ แล้วไปอ่านเรื่องราวชีวิตที่หอมกรุ่นด้วยกลิ่นของอร่อยของ ‘กูรูอาหาร’ แห่งเมืองดอกคูนกันเถอะ

สิทธิโชค ศรีโช กูรูอาหารชาวบ้านไผ่ ผู้ผันตัวจากนักออกแบบกราฟิกเป็นนักออกแบบความอร่อย

คนบ้านไผ่

“บ้านไผ่ขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองที่มีของกินอร่อยครับ คนจากหลาย ๆ อำเภอเข้ามาที่บ้านไผ่ก็เพื่อมาหาซื้อของกิน” เกมให้คำจำกัดความบ้านเกิดของตนเอง

“ที่นี่อยู่ห่างจากตัวเมืองมา 44 กิโลเมตร เป็นจุดความเจริญจุดแรก ๆ ของจังหวัดขอนแก่น เพราะมีรถไฟจากภาคกลางเชื่อมความเจริญมาถึง สมัยก่อนบ้านไผ่เป็นแค่เมืองเล็ก ๆ เมื่อรถไฟผ่านก็เกิดการเคลื่อนย้ายของกลุ่มคนเข้ามา เช่น คนจีน คนโคราช บ้านไผ่จึงค่อย ๆ พัฒนาจากกิ่งอำเภอเป็นอำเภอในที่สุด”

สิทธิโชค ศรีโช กูรูอาหารชาวบ้านไผ่ ผู้ผันตัวจากนักออกแบบกราฟิกเป็นนักออกแบบความอร่อย
เมนู Amuse Bouche นี้มีชื่อว่า ‘มาตุ้ม มาโฮม’ แปลว่า การมารวมตัวกัน เกิดจากการนำอาหารของชาวจีน เวียดนาม และโคราช ในบ้านไผ่ มาจัดรวมไว้ในเชี่ยนหมากอีสาน

ความเจริญของอำเภอบ้านไผ่ที่เกมลืมตาดูโลก พิสูจน์ได้จากการมีโรงหนังถึง 3 แห่งในอำเภอเดียว มีห้างสรรพสินค้าซึ่งภายในมีลานสเก็ต และยังมีเหลาหรือภัตตาคารจีนหลายแห่ง

“ร้านอาหารร้านไหนที่คนเขาว่ามันอร่อยและพอจะพาไปได้ ยาย ตา หรือพ่อแม่ก็จะพาเราไปกิน ส่วนใหญ่ก็เป็นเหลาจีน เราได้กินผัดโป๊ยเซียน หอยจ๊อ กระเพาะปลา ไม่ก็ข้าวผัด นอกจากอาหารจีน ก็ยังมีร้านไอศกรีมโฮมเมดที่คนจีนมาทำ มีร้านขายเค้กของคนจีนสมัยก่อนที่บีบหน้าเป็นรูปกุหลาบ มีรอยัลไอซิ่ง ที่ตอนเด็ก ๆ ตื่นตาตื่นใจ อีกครั้งหนึ่งที่เป็นประสบการณ์ชีวิต คือครั้งแรกที่ได้กินข้าวผัดอเมริกันในร้านที่ขายอาหารแนวฝรั่ง กลับมาแล้วอาเจียนเลย เพราะเป็นครั้งแรกที่ได้กินข้าวที่เอาไปผัดกับเนย

“อาหารเฉพาะตัวของบ้านไผ่ก็มีเยอะนะครับ มีคำกล่าวว่า “ใครมาบ้านไผ่แล้วไม่กินกุนเชียงก็เหมือนยังไม่มาบ้านไผ่” สมัยเด็ก ๆ เราเรียกมันว่า ‘หมูหวาน’ แล้วพอมาเจอหมูหวานในกรุงเทพฯ ก็งงว่าทำไมมันไม่เหมือนหมูหวานที่บ้านเรา หรืออย่างกวยจั๊บบ้านไผ่ก็จะเป็นกวยจั๊บเส้นใหญ่ ไม่เหมือนของอุบลฯ ที่เป็นเส้นเล็ก เจอเพื่อนสมัยเรียนมหาลัยเป็นคนอุบลฯ ก็เถียงกันเป็นบ้าเป็นหลังเลยว่า กวยจั๊บของจริงมันต้องเป็นเส้นใหญ่หรือเส้นเล็ก แล้วยังมีผัดไทยใส่ซอสเย็นตาโฟ ใส่หมู ใส่เต้าเจี้ยว วิธีการปรุงคล้าย ๆ หมี่โคราช เพราะคนขายย้ายมาจากโคราช เราเรียกมันว่าผัดไทยสีชมพู ถ้าเป็นคนภาคกลางคงไม่เรียกสิ่งนี้ว่าผัดไทย (ยิ้ม)”

สิทธิโชค ศรีโช กูรูอาหารชาวบ้านไผ่ ผู้ผันตัวจากนักออกแบบกราฟิกเป็นนักออกแบบความอร่อย
ผัดไทยสีชมพูประจำอำเภอบ้านไผ่ พหุลักษณ์ประจำอำเภอ

ครอบ-ครัว

ไม่เพียงเกิดมาในท้องถิ่นที่ลือชาด้านของกินเท่านั้น ครอบครัวของเกมยังให้ความสำคัญกับอาหารและการกินอย่างยิ่งยวด นำโดยญาติผู้ใหญ่ซึ่งเป็นเสมือนประมุขของบ้านอย่างคุณยาย

ยายของเกมเคยเป็นแม่ค้าขายกับข้าว บ้านที่เขาอยู่เป็นบ้านหลังใหญ่ที่สมาชิกนับสิบชีวิต ความเป็นผู้อาวุโสประจำครอบครัวประกอบกับอาชีพดั้งเดิม ส่งผลให้ยายใส่ใจเรื่องปากท้องของคนในบ้านเป็นพิเศษ

“สมัยก่อนครอบครัวเราจะอยู่รวมกันเป็นบ้านใหญ่ กิจกรรมที่จะเกิดขึ้นตลอดในแต่ละวันคือการทำอาหาร พวกพี่ ๆ ผู้หญิงเขาถูกยายกวดขันให้ต้องเข้าครัว ไปหัดทำกับข้าวตามค่านิยมคนไทยสมัยก่อน ส่วนเราเขาก็ปล่อยให้วิ่งเล่น เราก็ชอบวิ่งเข้าไปเล่นในครัว เพราะเราไม่ได้ถูกกดดันเหมือนพวกพี่สาว ห้องครัวที่บ้านเลยเป็นพื้นที่สนุกของเรา (หัวเราะ)

“ยายเป็นคนจ่ายตลาดวันละหลายรอบ จ่ายตลาดเช้าแล้วยังจ่ายตลาดเย็นด้วย เวลากลับมาทำอาหาร ยายจะตั้งอาหารเป็นสำรับ ภาษาอีสานเรียกว่า ‘พา’ ในพาข้าวที่บ้านจะมีอาหารหลากหลาย เขาต้องทำอาหารเลี้ยงให้เพียงพอกับคนทั้งหมด เราเลยไปช่วยยายหิ้วของที่ตลาดบ้าง เลยทำให้เราได้ใกล้ชิดอาหาร”

เปลี่ยนจากวิ่งเล่นมายืนหน้าเตา

“เราเริ่มทำอาหารครั้งแรกแบบสนุก ๆ ตอนอยู่อนุบาล อาหารหลักที่บ้านเรากินกันคือส้มตำ ความที่บ้านมีคนอยู่เยอะมาก ยายก็จะเตรียมเครื่องไว้เลย ใครอยากกินก็ตำเอาเอง นั่นคือการทดลองทำอาหารครั้งแรก” เกมย้อนระลึกถึงครั้งแรกในชีวิตที่พลิกบทบาทจาก ‘ผู้กิน’ มาเป็น ‘ผู้ทำ’

จุดเปลี่ยนที่สำคัญเกิดขึ้นในช่วงที่เขาเรียนชั้นประถม เมื่อพ่อกับแม่เลือกย้ายออกมาจากบ้านใหญ่ของยายมาสร้างบ้านของครอบครัวตัวเอง และเลือกปลูกฝังวิชางานบ้านงานเรือนให้ลูกชายลูกสาวอย่างเท่าเทียมกัน

“แม่เรามีแรงกดดันในตอนเด็ก คือเขาเป็นลูกสาวคนโตและเป็นคนไทยที่ต้องทำทุกอย่างในบ้าน เขาเลยมีความคิดว่าเกิดเป็นคนไม่ว่าเพศไหน ถ้ากินเป็นก็ต้องทำเป็น ถ้าใช้เสื้อผ้าได้ คุณก็ต้องซักเสื้อผ้าได้”

ด้วยความคิดนั้น ลูกชายอย่างเกมจึงถูกสั่งสอนให้ฝึกทำกับข้าวด้วยน้ำพักน้ำแรงตัวเอง ในช่วงแรกแม่ซึ่งเป็นครูก็สอนทำเมนูง่าย ๆ ให้ อย่างไข่ดาว ไข่เจียว หรือ ‘หมูเค็ม’ ตามคำเรียกของคนบ้านไผ่ ซึ่งหมายถึงหมูรวนซีอิ๊วดำ เหยาะน้ำตาลกับซอสหรือน้ำปลาสักเล็กน้อย

แต่นั่นก็คือจุดเริ่มต้นของความรักที่เด็กน้อยคนหนึ่งมีต่อชีวิตการทำครัว เมื่อขึ้นชั้น ป.3 เกมเริ่มทำกับข้าวด้วยตัวเองคล่องแล้ว ไม่ว่าของชอบส่วนตัวอย่างขนมจีนน้ำยาลาว อาหารจานหลักในบ้านอย่างผัดผัก หรืออาหารงานบุญที่บ้านยายทำทุกเทศกาลอย่างแกงเห็ด ล้วนผ่านปลายตะหลิวของเกมมาทั้งสิ้น

“แม่มีทักษะการสอนที่ดีเพราะเป็นครู เราก็แทบไม่ประสบอุบัติเหตุร้ายแรงจากการทำอาหาร ภายใต้การสอนแม่จะคอยดูอยู่ห่าง ๆ” เขายกความดีความชอบให้คุณแม่ซึ่งเป็นครูสอนทำอาหารคนแรกในชีวิต

เลขวัยที่เพิ่มพูนขึ้นยังแปรเปลี่ยนความสนุกไปในทิศทางใหม่ จากห้องครัวที่เคยเป็นพื้นที่สนุกเพราะได้เข้าไปเล่นซน เกมกลับมีความสุขกับพื้นที่นี้เมื่อได้ยืนนิ่ง ๆ ปรุงอาหารอยู่หน้าเตาไฟ และได้พักผ่อนหย่อนใจด้วยการชมรายการสอนทำอาหารผ่านหน้าจอโทรทัศน์

“จุดที่ทำให้เราเข้าไปอยู่ในโลกของการกินเลยก็คือตอนเป็นเด็ก เราจะถือปากกากับกระดาษจดสูตรอาหารตามรายการทำอาหารทางโทรทัศน์ แล้วด้วยทักษะการเลกเชอร์ของเด็ก เราก็จดไม่ทัน หรือบางอย่างจดทันแต่มาทำตามแล้วทำไม่ได้ เราก็เลยจะจินตนาการว่าคนที่มาให้สูตรมันหวงสูตร ก็เลยบอกกับตัวเองว่าถ้าเรามีโอกาสเป็นคนบอกสูตรนะ เราจะบอกสูตรให้หมดเลย ไม่หวงอะไรทั้งสิ้น”

แล้วอีกหลายปีต่อมา ความตั้งใจนั้นก็กลายเป็นจริง

สิทธิโชค ศรีโช กูรูอาหารชาวบ้านไผ่ ผู้ผันตัวจากนักออกแบบกราฟิกเป็นนักออกแบบความอร่อย

เข้ากรุง

พอถึงวัยเข้าเรียนอุดมศึกษา หนุ่มบ้านไผ่อย่างเกมเลือกศึกษาต่อด้านออกแบบนิเทศศิลป์จาก ม.ดังในบ้านเกิดอย่างมหาวิทยาลัยขอนแก่น ซึ่งเขาได้แอบกระซิบกับเราว่า ในเวลาที่เพื่อน ๆ ง่วนอ่านหนังสือออกแบบศิลปะ เขาชอบจะดอดไปอ่านตำราอาหารมากกว่า

เกมร่ำเรียนการออกแบบจนจบ แล้วเลือกเปิดร้านเหล้าพร้อมกับทำกับแกล้มขายเพื่อสะสมทุนรอน ตอนหลังร้านเหล้าแห่งนั้นได้ปิดตัวลงไป บัณฑิตหนุ่มจากอีสานจึงตบเท้าเข้าเมืองกรุงเพื่อหาอาชีพที่เหมาะกับตัวเขา ซึ่งก็ได้งานเป็นกราฟิกดีไซเนอร์ของแบรนด์เสื้อผ้าแห่งหนึ่ง ทว่าชีวิตในสายงานออกแบบกราฟิกของเกมก็มาถึงจุดจบในเวลาอันสั้น เขาทำงานที่นั่นได้ไม่ถึงปี ที่ทำงานก็ปิดตัวลง ในจังหวะชีวิตที่เขารู้ตัวเองว่าอยากเป็นนักเขียนแนวอาหาร   

“นิตยสารอาหารตอนนั้นมีอยู่ 3 – 4 เล่ม มี แม่บ้าน, ครัว, Gourmet & Cuisine แล้วก็ Health & Cuisine พอได้อ่านนิตยสารพวกนี้แล้วก็ชอบนะ อย่าง Health & Cuisine เขาจะชอบพูดถึงอาหารบางอย่างที่เป็นอาหารฟิวชัน นำวัตถุดิบที่เป็นต่างชาติมาผสมผสานกับความเป็นไทย มีสอนทำอาหารต่างชาติและอาหารไทยง่าย ๆ เพื่อสุขภาพ เรารู้สึกว่ายังเข้าไม่ถึง แต่อยากรู้จักมันให้มากขึ้น”

ช่วงนั้น Health & Cuisine ยังไม่เปิดรับคนใหม่ แต่สำนักพิมพ์อมรินทร์ผู้พิมพ์นิตยสารฉบับนั้นได้เปิดตัวนิตยสารแนวแม่และเด็กชื่อ Real Parenting และกำลังเปิดรับสมัครกองบรรณาธิการอยู่พอดี

“รีบไปสมัครที่นั่นเลย ถึงไม่ได้อยากทำงานกับนิตยสารนี้ แต่ก็อยากเข้าไปก่อนเพื่อที่จะหาช่องทางย้ายไปสังกัด Health & Cuisine ที่อยู่ในสำนักพิมพ์เดียวกัน กรรมการที่สัมภาษณ์ท่านก็ชมว่าพูดเก่งดีนะ แต่ทั้งหมดที่พูดมาไม่เห็นเกี่ยวกับแม่และเด็กเลยนี่ เลยถามเราว่ามีเล่มไหนอยากทำเป็นพิเศษมั้ย พอรู้ว่า Health & Cuisine เขาก็ว่างานยังไม่ว่าง ให้ไปอยู่นิตยสาร สุดสัปดาห์ พร้อมกับโอกาสทดลองงาน 1 เดือน”

สิทธิโชค ศรีโช กูรูอาหารชาวบ้านไผ่ ผู้ผันตัวจากนักออกแบบกราฟิกเป็นนักออกแบบความอร่อย

บรรณาธิการนิตยสาร

ช่วง 1 เดือนที่ทำงานอยู่กับนิตยสาร สุดสัปดาห์ เป็นช่วงเวลาที่เกมเครียดมาก เพราะ…

“วิถีชีวิตเราไม่ใช่คนสุดสัปดาห์ ที่พอเลิกงานเขาจะต้องไปอัปเดตเทรนด์ ไปสยาม ดูหนัง ฟังเพลง เราไม่ใช่ เราอยากเลิกงานแล้วกลับบ้านทำขนม กินอาหาร เพราะนั่นคือตัวเรา”

แต่ด้วยความตั้งใจที่เกมแสดงออกมาให้ทุกคนเห็น ประจวบเหมาะกับมีคนลาออกจากนิตยสารในดวงใจพอดี เกมจึงได้รับโอกาสทองที่เขาตั้งตาคอยมาตลอด คือการได้ร่วมงานกับนิตยสาร Health & Cuisine

“ตอนนั้นรู้สึกว่ามีความสุขมาก นี่มันเป็นงานในฝันของเรา” เกมยิ้มบอกด้วยนัยน์ตาเป็นประกาย “สมัยก่อนเราจะพกช้อนส้อมทองเหลือง ตอนทำงานกราฟิกอยู่โรงงานก็จะไม่กินอาหารจากช้อนส้อมโรงงานเลย เพราะใฝ่ฝันว่าจะเป็นนักชิม ก็เลยจะกินด้วยช้อนส้อมนี้ ตอนจะสัมภาษณ์เข้า Health & Cuisine เราก็เอาช้อนส้อมทองเหลืองไปโชว์ว่าเรามีช้อนทองเหลืองส่วนตัว เราชอบทำและชอบชิมอาหารมาก”

ทำงานอยู่ที่นี่ได้สักระยะ บรรณาธิการที่สัมภาษณ์เกมเมื่อตอนรับเข้าทำงานก็จำได้ว่าเขามีช้อนส้อมนักชิมอยู่ติดตัว เมื่อมีการเปิดคอลัมน์ชิมอาหารแนวใหม่ เขาจึงได้รับเลือกให้ดูแลบทความส่วนนี้

“ที่จริงตอนนั้นมีคอลัมน์ชิมที่เป็นคอลัมน์ใหญ่อยู่แล้ว เป็นแนวชิมอาหารแล้วประเมินว่าร้านนี้ได้หรือไม่ได้ ทำงานเหมือนมิชลินสตาร์ แต่เขาเปิดคอลัมน์เล็กให้เรา เป็นเนื้อหาประเภท 10 ร้านผัดไทยเจ้าดังที่ไม่ควรพลาด แล้วต้องมีข้อมูลประกอบว่าผัดไทยคืออะไร มีที่มาที่ไปแบบไหน ก็ต้องไปหาข้อมูล มันทำให้เราได้ศึกษาองค์ความรู้ของอาหารนั้น ๆ เกิดเป็นความเชี่ยวชาญมากขึ้น ก็เลยเป็นทักษะที่ติดตัวมา”

นักออกแบบอาหาร

เกมทำงานอยู่ที่ Health & Cuisine ได้ 2 ปีเศษ ๆ นิตยสารแห่งนี้ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ตัวเขาย้ายไปอยู่แผนกเอเจนซี่ทำหนังสือในเครืออมรินทร์ได้ครึ่งปี อมรินทร์ก็ทำธุรกิจเสริมเป็นรายการโทรทัศน์ของ Health & Cuisine และตัวเขาได้รับข้อเสนอให้เป็นผู้ลองคิดสูตรมานำเสนอผ่านรายการ

“ยุคสมัยนั้นยังไม่มีช่องอมรินทร์ทีวีอย่างทุกวันนี้ มีแต่ช่อง 3, 5, 7, 9 ซึ่งบังเอิญว่ารายการของ Health & Cuisine ได้รับแอร์ไทม์ (เวลาออกอากาศ)

“ถึงแม้ว่าตอนนั้นเราจะออกมาแล้ว แต่เราก็ยังเป็นคนของ Health & Cuisine โดยสายเลือด เขาก็เลยชวนเราไปทำงานว่าเป็นฟู้ดสไตลิสต์มั้ย เขียนสคริปต์ เป็นครีเอทีฟมั้ย เราก็เลยได้เรียนรู้เกี่ยวกับวงการทีวีที่เกี่ยวกับอาหาร แต่ตรงนั้นเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่เราต้องคิดสูตรอาหารเองเพื่อที่จะนำมาถ่ายทำลงรายการ เราต้องเป็นคนเขียนสคริปต์เอง และต้องดีลร้านต่าง ๆ ตอนนั้นลูกค้าเป็นซอส Kikkoman เราต้องกินอาหารญี่ปุ่นแทบทั่วสุขุมวิท เป็นกำไรที่เราได้จากงานนี้”

บทบาทการเป็นนักออกแบบสูตรอาหารของเกมจึงเริ่มขึ้นด้วยเหตุนี้

สนทนากับหนุ่มขอนแก่นผู้หลงใหลในงานครัวมาตั้งแต่เกิด ถึงความหลังที่มีของกินเป็นแรงบันดาลใจในทุกก้าวย่างของชีวิต
อาหารจานหลัก ‘คันได้กินซี้นต่อน อย่าลืมแจ่วแพรวผัก’ อ่อมซี้นหมูสามชั้น ใส่บักบวบ (บวบ) และบักอึ (ฟักทอง) ทานคู่กับข้าวเหนียวนึ่ง 
‘กะแล่มบักม่วงสุก กับ ขนมไข่เหี้ยเพียพระยา’ ขนมหวานที่ทำจากขนมไข่เหี้ย กะแล่ม (ไอศกรีม) ซอสมะม่วงแก้วขมิ้นดิบผสมไวน์ขาว ถั่วเขียวเลาะเปือกคั่วสุก วัตถุดิบเหล่านี้สะท้อนความเป็นอีสานและอำเภอบ้านไผ่ได้เป็นอย่างดี
สนทนากับหนุ่มขอนแก่นผู้หลงใหลในงานครัวมาตั้งแต่เกิด ถึงความหลังที่มีของกินเป็นแรงบันดาลใจในทุกก้าวย่างของชีวิต
‘ยิ้ม เป้ย เป้ย’ เป็นภาษาอีสานแปลว่า ‘ยิ้มหวาน’ เกมตั้งชื่อเมนูนี้ให้กับมาการิตาสีชมพู ผสมจากน้ำคั้นลูกหม่อนสุก โซดา วอดก้า และน้ำมะนาวอินทรีย์ผสมใบกัญชาหางกระรอกภูพาน ตรา Happy Lemon จากวิสาหกิจชุมชนบ้านโสกจาน ขอบแก้วเคลือบด้วยเกลือบ่อกฐิน จากแหล่งทำเกลือสินเธาว์ของอำเภอบ้านไผ่

คลิปสอนทำอาหาร

เกมทำงานโทรทัศน์อยู่ได้ประมาณ 3 ปี บรรณาธิการนิตยสารแผนกอาหารคนเดิมก็โบกมือลาต้นสังกัดไปอยู่ที่อื่น เกมจึงได้กลับมาทำงานนิตยสารใหม่ในฐานะบรรณาธิการอาหาร

เขากล่าวถึงช่วงเวลานั้นด้วยสีหน้าเปื้อนยิ้มว่าทั้งสนุกทั้งเหนื่อย เพราะต้องอ่านต้นฉบับของลูกน้องที่ออฟฟิศ ตรวจสอบคุณภาพ พิสูจน์อักษร ควบคู่กับทำคอลัมน์ของตนเองไปด้วย

“สิ่งหนึ่งที่แม็กกาซีนเล่มนี้มี แล้วเล่มอื่นอาจจะไม่มี คือสูตรอาหารทุกสูตรไม่ว่าจะมาจากคิดค้นขึ้นเอง หรือมาจากคนอื่น ต้องผ่านการทดลองทั้งหมด

“เวลาใครรู้ว่าเราทำงานอยู่นิตยสาร เขาก็เลยจะคาดหวังว่าเราต้องทำอาหารเป็นและทำได้ดีทุกอย่าง คำถามที่คนรู้จักมาถามเราก็เช่นว่า ผัดหมี่กระเฉดยังไงไม่ให้เส้นขาด? เจียวไข่ยังไงไม่ให้ไข่เจียวยุบ? ผัดวุ้นเส้นยังไงไม่ให้เส้นมันกอดกัน? เราเลยคิดว่านี่คือปัญหาของคนทำอาหาร ในคลิปวิดีโอสอนทำอาหารสมัยนั้นก็มีแต่สอนว่าทำยังไง ไม่ได้สอนวิธีแก้ปัญหาเหล่านี้ พอได้สมมติฐานปุ๊บ เราก็เลยลองทำคลิปเลย”

นั่นคือที่มาของคลิปสอนทำอาหารชื่อ ‘เคล็ดไม่ลับแค่คุณไม่รู้’ ที่ตัวเขาและเหล่าทีมงานช่วยกันถ่ายทำและตัดต่อด้วยกล้องมือถือทั้งหมด

“คลิปแรกของพวกเราเป็นเรื่องแกงเขียวหวาน ทำแกงเขียวหวานยังไงให้มะเขือยังเขียว ปล่อยออกไปครั้งแรกมีคนมาดู 35,000 คน ช็อกมาก เพราะคิดว่าคนดูแค่ 200 คนก็ดีมากแล้วนะ

“พอคลิปที่ 2 เจียวไข่ยังไงให้ไข่เจียวยังไม่ยุบ คลิปนั้นภายในข้ามคืนก็มีคนมาดูเป็นแสน ผ่านไปไม่ถึงเดือนก็ขยับขึ้นเป็น 3 แสน 5 แสน เรารู้ว่าอันนี้คือสิ่งที่ใช่ กลายเป็นว่าทำคลิปออกมา ยอดจะเป็นแสน บ้างก็ 8 หมื่น บางทีก็สะสมกันไปถึงเป็นล้าน”

อย่างไรก็ดี ความสุขในการทำคลิปสอนทำอาหารที่เล่าถึงวิธีแก้ปัญหาที่คนครัวทุกคนต้องเจอก็อยู่ได้ไม่นาน เนื่องจากนิตยสารอันเป็นที่รักยิ่งของเกมต้องปิดตัวลง

สนทนากับหนุ่มขอนแก่นผู้หลงใหลในงานครัวมาตั้งแต่เกิด ถึงความหลังที่มีของกินเป็นแรงบันดาลใจในทุกก้าวย่างของชีวิต

กลับบ้านไผ่

“ที่จริงเราเป็นคนที่ออฟฟิศไม่ยอมให้ออก อยากให้ไปต่อในฝ่ายออนไลน์ แม้ว่านิตยสารจะเลิกผลิตไปแล้ว แต่เพราะนิตยสารเป็นสิ่งที่ตัวเรารักมาก พอมันไม่อยู่แล้วเราก็ไม่รู้จะอยู่ต่อไปทำไม ก็เลยไปไหว้งาม ๆ ขอออกจากงานมาพร้อมกับเพื่อน ๆ คนอื่น ๆ”

น้ำเสียงของเกมเหมือนคนปลงตกได้ เมื่อเขาเล่าให้เราฟังถึงสาเหตุที่กลับมาอยู่บ้านที่อำเภอบ้านไผ่

15 ปีในกรุงเทพฯ สอนหลักสูตรชีวิตให้กับเกมมากมายไม่แพ้สูตรอาหารที่เขาค้นคิดในช่วงนั้น ทันทีที่ออกจากงานนิตยสาร เกมมุ่งมั่นอยากหันมาฝึกงานเกษตรเพื่อให้เข้าถึงต้นรากของสายพานอาหาร

“เราได้ไปยืนอยู่ในหลายจุดของอาหารแล้ว แต่ยังไม่เคยไปถึงต้นน้ำของอาหารเลย” ความคิดนี้ดลใจให้กูรูอาหารชาวอำเภอบ้านไผ่ไปหัดเรียนทำนาที่พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรตินานถึง 6 เดือน เพาะผัก ปลูกข้าว เลี้ยงเป็ด ใช้ชีวิตเยี่ยงชาวนาบนผืนนา 1 ไร่ซึ่งทางพิพิธภัณฑ์จัดไว้ให้ ก่อนจะลงเอยด้วยการปลูกพืชผักสวนครัวรอบตัวบ้าน เพื่อความคล่องตัวและประหยัดต้นทุนทางการผลิต

“ภาษาอีสานเรียกว่า ‘บืน’ ให้นึกถึงปลาที่พยายามกระเสือกกระสนตัวมันเองขึ้นมาบนพื้น” เขาอุปมาตัวเองด้วยศัพท์ภาษาที่ราบสูง “ตัวเราก็ต้องบืนเหมือนกัน พยายามที่จะอยู่ในสภาวะแวดล้อมที่เราเลือกมาอยู่ด้วยตัวเองให้ได้”  

สนทนากับหนุ่มขอนแก่นผู้หลงใหลในงานครัวมาตั้งแต่เกิด ถึงความหลังที่มีของกินเป็นแรงบันดาลใจในทุกก้าวย่างของชีวิต

ย่างเข้าสู่ปีที่ 5 แล้วที่อดีตบรรณาธิการอาหารได้หวนคืนถิ่น แม้จะเคยต้อง ‘บืน’ ตัวเองเพื่อกลับมาใช้ชีวิตที่บ้านเกิด แต่วันนี้เขากลับได้พบความสุขใหม่ในถิ่นเก่า เริ่มจากการทำอาหารง่าย ๆ จากวัตถุดิบที่เพาะปลูกรอบรั้วบ้านตัวเองไว้ส่งขายเลี้ยงชีพ

เขายังคงรับเขียนบทความอาหารหรือเนื้อหาต่าง ๆ ที่ตนเองชื่นชอบอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งการกลับบ้านคราวนี้ช่วยให้เขาได้ทำความเข้าใจกับรากเหง้าความเป็นขอนแก่นในตัวเอง ทั้งในแง่ประวัติศาสตร์ มานุษยวิทยา และวัฒนธรรม จนเป็นผู้รู้เรื่องขอนแก่นที่คนทั่วไปให้การยอมรับ และเคยได้เขียนเล่าข้อมูลความเป็นมาของจังหวัดในห้องขอนแก่น 500 ปี ในพิพิธภัณฑ์กรมธนารักษ์มาแล้ว

ความรู้ด้านการออกแบบของเขายังได้รับการนำไปต่อยอดเป็นประโยชน์แก่จังหวัดขอนแก่น อาทิ การที่เขาได้รับเลือกเป็นผู้จัดการโครงการ Lunch and Learn Project ซึ่ง TCDC ขอนแก่น จัดขึ้นเพื่อออกแบบอาหารกลางวันที่ทั้งถูกปากและถูกหลักโภชนาการ แก่เด็กนักเรียนในโรงเรียนเทศบาลบ้านโนนชัย เป็นโครงการที่ประสบผลสำเร็จเป็นอย่างมาก

และเขายังเริ่มต้นใหม่กับการทำคลิปสอนทำอาหารในยูทูบ ในช่อง SRI Cooking Channel ซึ่งไม่เพียงทำคอนเทนต์สอนเคล็ดลับวิธีการปรุง หากยังพาผู้ชมไปทำความรู้จักกับขั้นตอนการผลิตวัตถุดิบ และพาชมของดีในจังหวัดขอนแก่น ด้วยการเล่าเรื่องที่สนุกสนาน มากสีสัน เปี่ยมแปล้ด้วยสาระ

“ความเป็นอีสานถูกเผยแพร่เยอะขึ้นก็จริง แต่ว่ามันยังไม่พอ ดังนั้นนอกจากเรามีความรู้ความสามารถแล้ว เรายังมีพื้นที่สื่อ ก็จะใช้พื้นที่สื่อของเราในการบอกเล่าเรื่องราวของอีสานออกไป” ชายหนุ่มที่พวกเราตั้งสมญาแก่เขาว่า ‘กูรูอาหารแห่งบ้านไผ่’ เปิดเผยเป้าหมายในการทำสื่อวิดีโอของเขา

“สิ่งที่เราทำเป็นประจำคือให้กำลังใจผู้ประกอบการ เพราะเวลาเราไปกินก็ชอบพูดคุย ด้วยสันดานคนเป็นสื่อก็ชอบเจ๊าะแจ๊ะพูดคุย แล้วพอเราเริ่มสนิทก็จะได้รู้ข้อมูลเบื้องลึก โดยเฉพาะพ่อครัวแม่ครัวในอีสาน คนทำธุรกิจ ต้องเผชิญอะไรหลาย ๆ อย่าง เช่น กับดักความยากจน ก็จะให้กำลังใจเสมอ ด้วยความที่เรามีทักษะทางอาหาร บางอย่างที่เราแนะนำกับเขาได้ว่าทำแบบนี้แล้วมันจะดีขึ้น เราก็จะให้คำแนะนำเขาเลย

“เรามองว่ามันจะทำให้คนที่ทำอาหารอีสานเองก็อยู่ได้ แล้วเขาก็จะพัฒนาตัวชิ้นงานของเขาให้ดีขึ้น ส่วนคนที่ไม่รู้จักอาหารอีสาน เราก็จะใช้พื้นที่สื่อของเราทำให้เขารู้จักนี่แหละครับ”

สนทนากับหนุ่มขอนแก่นผู้หลงใหลในงานครัวมาตั้งแต่เกิด ถึงความหลังที่มีของกินเป็นแรงบันดาลใจในทุกก้าวย่างของชีวิต

Writer

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

อดีตนิสิตอักษรผู้ชอบอ่านและชอบเขียนตั้งแต่จำความได้ สนใจวิชาสังคมศึกษาตั้งแต่จบอนุบาล ใฝ่รู้ประวัติศาสตร์ตั้งแต่อยู่ประถม หัดแต่งนวนิยายตั้งแต่เรียนมัธยม เขียนงานสารพัดด้วยนามปากกา “แพทริก เหล่า” ตั้งแต่เข้ามหา’ลัย

Photographer

ณาฌารัฐ ภักดีอาสา

นักเรียนวารสารศาสตร์จากมอน้ำชี ที่เชื่อว่าชีวิตต้องผ่านน้ำ เบื่อการเรียนออนไลน์ อยากเรียนจบแล้ว รักใครรักจริง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load