ตั้งแต่ปี 2538 บุญส่ง นาคภู่ เป็นทั้งนักแสดง แอคติ้งโค้ช และอาจารย์หนังตามมหาวิทยาลัยต่างๆ ทั่วประเทศ

เขาโผล่หน้ามาในหนังเรื่อง 15 ค่ำเดือน 11, เฉือน และ พุ่มพวง เคยเป็นผู้ฝึกสอนนักแสดงในเรื่อง คืนบาปพรหมพิราม, บางระจัน และ ทวิภพ รวมถึงทำงานอยู่หลังผู้กำกับ กล้อง และห้องตัดต่อ ในไทยอีกมากมาย

เมื่อถึงปี 2553 บุญส่ง นาคภู่ ตัดสินใจหันมากำกับหนังนอกกระแสของตัวเอง

ตลอดช่วง 8 ปีที่ผ่านมา เขาทดลองทำหนังนอกกระแสมาเรื่อยๆ ตั้งใจเล่าเรื่องชาวบ้านและความเป็นอยู่ในชนบทที่อาจไม่สวยหรู ขมปนขำ และเคล้าไปด้วยความจริง หนังเรื่องที่อาจเคยผ่านหูคุณคือเรื่อง ธุดงควัตร ในปี 2559 ว่าด้วยชายคนหนึ่งที่ตั้งใจใช้การบวชเป็นพระก้าวข้ามผ่านความทุกข์ หนังเข้าชิงรางวัลสุพรรณหงส์หลายสาขา ตั้งแต่ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ผู้กำกับยอดเยี่ยม บทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม และได้รางวัลถ่ายภาพยอดเยี่ยมมาครอง

บุญส่ง นาคภู่

มาถึงปี 2561 บุญส่ง นาคภู่ ทำหนังของตัวเองเป็นเรื่องที่ 7 เณรกระโดดกำแพง หนังกึ่งอัตชีวประวัติของเขา ที่ตั้งใจบันทึกเรื่องราวการตามฝันตั้งแต่วัยเด็ก หนังทั้งสมจริงและเหนือจริง ชวนให้หัวเราะ ขบคิด และตั้งคำถาม หากมองในแง่ลึกลงไปอีก ตัวหนังยังตั้งคำถามถึงการอยู่รอดของอุดมการณ์ในสังคมไทยอีกด้วย

ในวาระที่มีหนังเกี่ยวกับหนังของ บุญส่ง นาคภู่ เราขอชวนเขามาสะท้อนย้อนความคิด เปิดเผยบางส่วนของชีวิตการทำหนังอินดี้ และทบทวนบทเรียนที่เขาค้นพบระหว่างทาง

ที่ผ่านมาคุณทำหนังในกระแสหลักมาตลอด ตอนไหนที่คุณรู้สึกว่าเริ่มทำหนังเพื่อตัวเองได้

ทำหนังตัวเอง หมายความว่าทำเพื่อสนองนี้ดตัวเองเหรอ ถ้าอย่างนั้นผมก็ไม่เคยทำหนังเพื่อตัวเอง เพราะผมไม่ได้มองว่ามันเป็นศิลปะส่วนบุคคลที่สนองแต่ความปรารถนาของคนทำ ผมมองหนังเป็นพลังสื่อสารที่ต้องให้คนอื่นรู้ ต้องพัฒนาสังคม พัฒนาจิตใจคน กระตุ้นสติปัญญา ผมเลยไม่ได้ทำหนังสนองนี้ดตัวเอง ผมแค่ทำหนังที่จริงใจกับตัวเอง ผมอินเรื่องไหนผมก็ทำเรื่องนั้น

ทำสิ่งที่เป็นตัวเอง ไม่เท่ากับทำเพื่อตัวเอง

ถูก ถ้ามองผิวเผินอาจเหมือนเราทำสนองนี้ด แต่นั่นเป็นการมองแค่เปลือก ความจริงคือศิลปะของแต่ละคนต่างกัน อภิชาติพงษ์ก็แบบหนึ่ง อโนชาก็อีกแบบ ของผมก็อีกแบบ ไม่ได้แปลว่าสิ่งที่แต่ละคนทำมันเป็นการทำเพื่อตัวเอง

บุญส่ง นาคภู่

แล้วถ้าอย่างนั้น เมื่อไหร่จะทำหนังที่เป็นตัวเองได้

ถ้าแบบผม ผมพยายามทำหนังที่ผมรู้สึก ผมเชื่อมาตลอดนะ ทำในรูปแบบต่างๆ ทำแบบที่ผมคิดว่าใช่ แม้กระทั่งหนังแมสอย่าง 191 1/2 มือปราบทราบแล้วป่วน ก็เป็นหนังแมสแบบที่ผมเชื่อนี่แหละ หรือใน หลอน ผมทำเรื่องผีปอบก็ทำแบบของผม เพียงแต่ว่า เวลานั้นๆ จังหวะโอกาส มันถึงเวลาหรือยัง

คำว่าถึงเวลานี่สำคัญนะ เวลาเราบอกว่าเราพร้อม เราพร้อมจริงหรือเปล่า ที่ผมพร้อมเพราะสังคมไทยมันพร้อม องค์ประกอบแวดล้อมมันพร้อม หนังเป็นเครื่องมือผมแล้ว ผมมีเพื่อนเยอะที่ไว้วางใจกันได้ ถ่ายหนังให้เราได้ถึงขั้นมาตรฐานสากลแล้ว ผมมีอุปกรณ์ที่จำเป็นในการทำหนังพร้อมแล้ว ผมมีช่องทางในการฉายเยอะ ผมมีโซเชียลในการโปรโมตหนังแล้ว ช่องทางการฉายก็มี BKKSR มี Doc Club มี Cinema Oasis มีที่ทางเยอะแยะ ผมจะทำโรงหนังเองก็ได้แล้ว นี่คือความพร้อม และอินดี้จริงๆ จะเกิดขึ้นต่อเมื่อทุกอย่างลงตัวแบบนี้

ในองค์ประกอบต่างๆ ที่ว่ามา คุณคิดว่าอันไหนสำคัญที่สุด

สำคัญที่สุดคืออุดมการณ์ คุณต้องกล้าที่จะทำ

ยุคนี้เขามองว่าคนมีอุดมการณ์คือคนที่จน แต่สำหรับผม อุดมการณ์จะเลี้ยงคุณ เพราะมันคือตัวตนของคุณ ผมว่าในโลกแห่งความหลากหลายเนี่ย ตัวตนเฉพาะเท่านั้นที่จะอยู่ได้ ผู้กำกับหนังที่มีลักษณะเฉพาะ รักหนัง เข้าใจหนังจริงๆ เท่านั้นจะอยู่ได้ แล้วอุดมการณ์เนี่ยแหละที่เป็นตัวสร้างตัวตน

บุญส่ง นาคภู่

ไม่คิดว่าสิ่งที่สำคัญกว่าคือทุนในการสร้างหนังเหรอ

ทุกคนมีอิสรภาพในการสู้ในระบบทุนนิยมเสรีนี้ทั้งนั้น เงินอยู่ในอากาศ แค่คุณคว้ามาได้หรือเปล่า แต่ทุนของผมไม่ใช่เงินอย่างเดียว เงินมีไหม เงินต้องมีบ้าง แต่ทุนอื่นๆ ก็มีหลายอย่าง ทุนพลัง ทุนสติปัญญา ทุนความวิริยะ และทุนสำคัญคือทุนเพื่อน

ผมทำหนังทุกเรื่องเสร็จได้เพราะเพื่อน ผมมีเพื่อนทั้งวงการแมส วงการอินดี้ และวงการอะไรต่อมิอะไร มีลูกศิษย์ทั่วฟ้าเมืองไทย พันธมิตรที่รักใคร่กลมเกลียวกัน ทุกคนเห็นว่าผมมุ่งมั่นตั้งใจก็ยินดีช่วย

ทุกวันนี้ผมทำงาน ไม่จำเป็นต้องหากล้องแล้วนะ ถึงขั้นว่าผมรู้จักกับ ห่านสิทธิพงษ์ กองทอง ช่างกล้องและนักวิชาการถ่ายภาพ ซึ่งเขารู้จักกับพานาโซนิก เขาช่วยดีลให้จนผมได้ใช้กล้องเดโม่ หรือเวลาผมชวนเพื่อนมาถ่ายหนังด้วยกัน แลกกับการที่มันได้มาลองอะไรใหม่ๆ ที่มันอยากทำ เพื่อนก็มาพร้อมอุปกรณ์เลย กล้องไม่ใช่ปัญหาอะไรอีกแล้ว เวลาถ่ายทำก็วางแผนถ่ายให้ตรงกับพระอาทิตย์ ไฟก็จะไม่ใช่ปัญหาอะไรอีกแล้ว

ส่วนเรื่องโลเคชัน หนังปกติก็คือจะมีทีมหาโดยเฉพาะ ถ้าโลเคชันเยอะก็จะใช้เวลาสองสามเดือน เอามาขายผู้กำกับเสร็จ ผู้กำกับให้ผ่านก็ขึ้นรถไปดูกันอีกรอบ ส่วนผมใช้วิธีขึ้นรถ ขับไปเองเลย อย่าง เณรกะโดดกำแพง นี่ง่ายสุดคือสุโขทัยบ้านผม กลับบ้านด้วย กินนอนบ้านผมเลย ถ้าบทไม่เข้ากับโลเคชันนี้ ผมปรับบทให้เข้ากับโลเคชันนี้เลย

พอถ่ายทำ หนังปกติส่วนใหญ่จะจ่ายวันละสองแสนห้า ผมจ่ายวันละหมื่นถึงสองหมื่นอย่างมาก นอนบ้านผม นักแสดงเป็นชาวบ้าน ไม่ต้องเปลืองอะไรเลย ทำอาหารกินเอง เอาชาวบ้านที่ฝีมือดีมาทำอาหาร มื้อเท่าไรเหมาเลย ไปจัดการให้หน่อย เขาไปหาผักหลังบ้านมา หาปลามา ออร์แกนิกสุดๆ

คือใช้วิธีอื่นแทนการใช้เงิน

ถูก คนจะทำหนังอินดี้ได้ ต้องเข้าใจหนังจริงๆ ให้ทะลุทุกกระบวนการหนัง แล้วก็ต้องมีความบ้า ถึงจะทำหนังย้อนยุค 30 ปีด้วยงบ 7 แสนแบบผมได้ (หัวเราะ)

บุญส่ง นาคภู่

หนังคุณโดดเด่นที่สุดเรื่องความสมจริงของการแสดง เป็นเพราะชาวบ้านแต่ละคนเล่นบทที่สะท้อนชีวิตตัวเองใช่ไหม

ไม่ใช่ ผมแคสต์เขานะ ทุกคนผ่านการแคสติ้ง แล้วก็มาสวมบทบาท มาเปลี่ยนชุด คือสเต็ปการทำหนังปกติเลย

เขาไม่เขินกล้องกันเหรอ

ไม่เขิน ถ่ายผมก็ถ่ายเหมือนหนังปกติเลยนะ ถ่ายกว้าง ถ่ายเจาะ ดอลลี่เข้า ตอนผมถ่ายแม่ผมงี้ กล้องจ่อตรงหน้าเลย พอตีสเลตใส่หน้า ร้องแอคชั่นปั๊บ แม่เหมือนเดิมเป๊ะ!

ทำได้อย่างไร

ผมมองหนัง มองชีวิต มองการแสดงเป็นอีกแบบ เราต้องเข้าใจว่ามันไม่ใช่การปั้นหน้าปั้นตา ไม่ใช่การรู้สึกอย่างนั้นอย่างนี้ การแสดงคือ Action และ Reaction คือการอยู่กับปัจจุบันขณะ ทำอะไรอยู่ตอนนี้ โทรศัพท์อยู่ก็คุยโทรศัพท์ไปสิ วิ่งอยู่ก็วิ่งให้เร็วที่สุด ไม่ต้องสนใจกล้อง นี่แหละการแสดง แล้วพอคนเล่นถือความจริงระดับพื้นผิวสุดไว้ คือความจริงระดับการกระทำ เดี๋ยวคนดูจะรู้สึกเอง

ผมเคยเป็นแอคติ้งโค้ชของหนังเรื่อง คืนบาปพรหมพิราม มีฉากผู้หญิงถูกผู้ชาย 5 คนรุมข่มขืนในป่า ผู้กำกับกังวลมากว่าจะให้คนดูรู้สึกได้อย่างไร ผมบอกง่ายมากเลย คือบอกให้ผู้หญิงหนีให้ได้ แค่นี้ ต้องหนีให้ได้ แล้วก็บอกแก๊ง 5 คนว่า จับให้ได้ จับเขาให้ได้ เทกเดียวผ่านเลย ความรู้สึกของคนดูคือเจ็บปวด เศร้า แต่ความจริงคือนักแสดงไล่จับอย่างเดียว (หัวเราะ) แล้วคนที่เล่นเรื่องนั้นคือ มีนางเอกคนเดียวที่เป็นดารา นอกนั้นคือคนขายปลาทู คนขับแท็กซี่ แล้วผมมีเวลาสอนเขาแค่ 7 วันด้วย

บุญส่ง นาคภู่

ในเวลาแค่นั้น ทำอย่างไรถึงสอนคนที่ไม่เคยเล่นหนังเลยได้

วิธีการแสดงในแบบของผมคือ ทุกอย่างของเรามาจากคนอื่น คำพูด ความรู้สึก การกระทำ ผมมองหน้าคุณปุ๊บ เออ ผมมีสิ่งที่อยากพูด ตอนยิ้มดูดีนะ แว่นคุณเหมาะกับหน้าคุณนะ คุณทำให้ผมต้องคิด ต้องรู้สึก ต้องพูด จะเกิดสภาวะอย่างนี้ได้ถ้าคุณมีพุทธภาวะ คือคุณตื่นรู้ เกิดมาจากความว่าง คือสุญญตา เมื่อมีสมาธิจดจ่ออยู่ที่อื่น คุณก็ไม่มีตัวตน

เวลาทำหนัง หน้าที่ของผมในฐานะผู้กำกับมีเพียงการสร้าง Action สร้างสถานการณ์ เอากล้องตั้งในจุดที่เหมาะสมที่สุด ใช้แสงที่เหมาะสมที่สุด พอสั่งแอคชั่นแล้ว Reaction จะเป็นอย่างไรก็ลุ้นเอา

แสดงว่าคุณนำธรรมะมาใช้กับการแสดง

ผมเคยบวชมา 10 ปี เข้าใจธรรมะอย่างทะลุปรุโปร่ง ผมเก็ตมัน แล้วผมรู้สึกว่าพุทธธรรมมันคือสัจธรรม อย่างเช่นหลักการแสดง ที่เหมือนหลักอิทัปปัจจยตา เพราะมีสิ่งนี้จึงมีสิ่งนั้น เพราะมีสิ่งนั้นจึงมีสิ่งต่อไป เพราะคุณพูดผมเลยตอบ ซึ่ง .สดใส พันธุมโกมล อาจารย์ของผมตอนอยู่อักษรศาสตร์ จุฬาฯ เรียกสิ่งนี้ว่าการรับส่ง ความหมายคืออันเดียวกัน

แต่เรื่องพุทธภาวะนี่เป็นเรื่องใหม่ ทุกคนบอกว่าต้องเชื่อ แต่ถ้าเชื่อมันก็ไม่ว่างแล้ว ก่อนแสดงต้องคอยคิดว่ากูเป็นใคร กูต้องการอะไร พอแสดงก็ไม่ได้อยู่กับปัจจุบัน อยู่แต่กับตัวเอง ผมกลับมองว่า เวลาเราตั้งเป้าหมาย เราต้องการอะไร ใจเราอยู่ที่นั่น มันก็คือแปลว่าตัวเราว่าง ไม่ได้เกี่ยวกับเราแล้ว ทุกเปอร์เซ็นต์ของจิตใจเราลงไปอยู่ตรงนั้น

บุญส่ง นาคภู่

บุญส่ง นาคภู่

ใจไม่ได้อยู่ที่เรา แต่อยู่ตรงสิ่งที่เราอยากจะทำ

ถูก

สังเกตว่าหนังผมจริง แต่ไม่เป็นธรรมชาติ ทำไมมันจริง ผมมองว่า เมื่อคุณแอคชั่น ไม่ว่าอย่างไรคุณก็เป็นธรรมชาติไม่ได้ ดังนั้น คุณไม่ต้องพยายามเป็นธรรมชาติ คุณเอาความจริง คนอยากดูความจริง คนเล่นถือความจริงไว้ก็พอ

หมายความว่าคุณอยากให้หนังเล่าความจริง

ผมเชื่อมั่นในศิลปะหนัง หนังทำให้คนฉลาดขึ้นได้ หนังทำให้สังคมดีขึ้นได้ หนังทำให้คนเข้าใจโลก เข้าใจซึ่งกันและกัน มันเป็นสะพานที่สำคัญมากเลยนะ

หนังที่จะเป็นแบบนี้ได้ก็ต้องเกาะติดผู้คน ถ้าคุณต้องการให้สังคมดีขึ้น คุณต้องทำหนังที่เป็นประเด็นสังคม ต้องทำให้คนธรรมดาดู ผมไม่เคยคิดว่าหนังผมต้องฉายในหอศิลป์ มันเป็นหนัง มันก็ต้องฉายในโรง หรือวัด มากกว่าหอศิลป์ด้วยซ้ำ

อยากให้คนธรรมดาดู แต่หนังของคุณดูยากน่ะสิ

จริงๆ หนังผมดูง่ายมากนะ มีมายาคติอยู่ว่า หนังอินดี้ต้องดูยาก หนังอินดี้ต้องจริงจัง คนไทยไม่ชอบคิด เราเคยชินกับหนังที่พูดให้ฟัง สอนชัดๆ ผมเลยคิดว่าต้องสร้างวัฒนธรรมใหม่ ที่มีจุดประสงค์คือทำให้คนดูตื่นตัว และเกิดปัญญาด้วยตัวเอง ถ้าศึกษาธรรมคุณก็จะพบว่าพระพุทธเจ้าไม่เคยสอนใครตรงๆ พระองค์ต้องหากุศโลบายให้เขาเข้าถึงและบรรลุธรรมด้วยตัวเอง

คุณคิดว่าจะสร้างวัฒนธรรมใหม่นี้อย่างไร

บ่อแรกของการค้นพบทางปัญญาคือความสนุก ความสนุกเป็นด่านแรก ไม่สนุกคนดูก็หลับสิครับ ความสนุกเป็นกุศโลบายให้คนดูจนจบ สนุกเสร็จปั๊บ ต้องเกิดอารมณ์ อารมณ์อะไรก็ตาม สะเทือนใจ สะใจ เศร้า สังเวช แล้วหลังจากอารมณ์เหล่านั้น จึงจะเป็นปัญญา นี่คือการทำหนังที่ผมอยากทำ

แล้วหนังที่โดนจริงๆ ของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน นั่นคือสาเหตุที่ว่าในแต่ละเรื่อง ธีมของผมจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ แล้วแต่ว่าในเวลานั้นกำลังสะเทือนใจเรื่องอะไร ผมมองสังคมนี้ว่าคือมหาสมุทร มีปลาเยอะแยะหลายชนิด ผมแค่หาปลาช่อนหัวแด่นตัวเดียวตรงกลางน้ำ หยิบหินก้อนหนึ่งขว้าง ให้โดนตัวนี้ตัวเดียวพอ พอมันดิ้นพล่าน กระแสน้ำก็กระเพื่อมออกไปกระทบปลาตัวอื่น หนังทุกเรื่องผมจะเล่าให้คนคนเดียว เหมือนปลาตัวนี้แหละ แล้วให้มันกระเพื่อมออกไป คนมีประสบการณ์เป๊ะเหมือนผมจะอินมาก ถ้าห่างๆ ไปนิดหนึ่งก็จะรู้สึกบางลงๆ ความเข้มข้นในการอินไม่เหมือนกัน แต่มันมีแรงกระเพื่อมอยู่ นั่นคือแรงของภาพยนตร์

บุญส่ง นาคภู่

แล้วความสะเทือนใจของ เณรกระโดดกำแพง คืออะไร

เณรกระโดดกำแพง พูดเรื่องความฝันและความเจ็บปวด ทุกคนมีฝันใช่มั้ย แต่กี่คนที่ฝันจะเป็นจริง และในความรู้สึกผม คนที่ฝันเป็นจริง มันต้องเจ็บปวดและทำร้ายคนอื่น ในความทะเยอทะยานเพื่อไปสู่ความฝันนั้น ความเจ็บปวดนี้ ไม่ใช่มีแค่ในวัยรุ่น แต่คือทุกคนที่เคยพยายามทำสิ่งที่ตัวเองต้องการ

ผมมีความจริงข้อนี้ในหัวใจ ผมฝันมาตั้งแต่ตอนอยู่ ม.3 ว่าอยากเป็นนักแสดง อยากเป็นผู้กำกับ และในการตามฝัน ผมก็ทิ้งแม่ ทิ้งคนที่ผมรัก ทิ้งญาติพี่น้องไว้ ถึงวันนี้ผมไม่ได้กลับไปหาเลย โดยเฉพาะหลานผมที่เคยเอามาเล่นหนังตั้งแต่ตีนเท่าฝาหอย มันก็รักหนังมาก อยากเป็นดารา ผมหวังว่าจะสร้างสตูดิโอหนังที่บ้านนอก แล้วทำหนังให้มันเล่น ปั้นมันเป็นนักแสดง หว่านฝันไปเรื่อยๆ แบบนี้ แล้วเราก็ดิ้นรนแทบประดาตาย ทิ้งคนข้างหลังไว้เป็นเบือเลย ผมทำร้ายคนเป็นเบือ

ความจริงนี้มันโดนคนเยอะมาก น่าจะแทบทุกคนเลยด้วยซ้ำ สำหรับใครที่มีความจริงเรื่องนี้ คุณไปดูเถอะ แล้วคุณจะจุกอกเหมือนผมนี่แหละ

คือคุณเอาความจริงของตัวเองมาทำเป็นหนัง

เพราะผมจริงใจกับตัวเอง ทุกคนในโลกนี้ถ้าจริงใจกับตัวเองปั๊บ คุณจะรู้จักคนไม่กี่คน อินกับเมสเสจบางอย่างเท่านั้น ไม่ได้จำเป็นต้องทำเรื่องทุกอย่างบนโลกนี้ได้ แค่เล่าบางเรื่องที่คุณอินเท่านั้น

อีกอย่างคือที่ผมเลือกเล่าเรื่องตัวเองเพราะผมควบคุมมันได้มากที่สุดแล้ว ถึงขั้นว่าหนังเรื่องนี้ถ่ายที่วัดที่เคยบวชอยู่ เพราะที่นั่นเรารู้จักดี มีคอนเนกชัน ทุกคนช่วยเราได้หมด

บุญส่ง นาคภู่

คนแบบไหนที่ควรไปดูหนังของคุณ

ผมคำนวณสังเคราะห์ว่าน่าจะเป็นคนที่ผ่านวัยวันมาพอสมควร ถ้าเป็นหนุ่มสาวก็เป็นหนุ่มสาวที่มีอะไรในหัว มีรสนิยม มีทัศนคติ การมองโลกอีกแบบนึง เริ่มแสวงหาโอกาสใหม่ เสพเยอะแต่เลือกเสพ

ซึ่งในไทยมีคนกลุ่มนี้เยอะมั้ย

มี แต่ก็ยังไม่เยอะ

เพราะอะไรถึงยังไม่เยอะ

คิดไปอีกที คนกลุ่มนี้อาจจะเยอะเหมือนกัน แต่ไม่ออกมาดูหนัง เพราะการออกจากบ้านมาดูหนังมันใช้เวลาเยอะ ใช้พลังเยอะ การฝ่ารถติดไปดูหนังที่ House RCA นี่มันต้องใช้พลังเยอะมากเลยนะ ไม่มอเตอร์ไซค์ก็ต้องรถยนต์ ที่จอดรถก็ไม่ค่อยมี กลับบ้านดูสตรีมมิ่งดีกว่า พลังความอยากดูมันสู้ปัญหาอุปสรรครอบๆ ตัวไม่ได้ มีคนเยอะที่อยากดูหนังทางเลือก เบื่อหนังฮอลลีวูด แต่พลังการออกมาดูหนังยังไม่มากพอ

บุญส่ง นาคภู่

เคยคิดไหมว่าจะแก้ปัญหานี้อย่างไร

หนังทุกวันนี้รอให้คนไปดู ทำตัวเป็น Passive ผมเศร้าทุกครั้งที่ฉายหนัง ยืนๆ นั่งๆ รอหน้าโรงหนังว่าเมื่อไรคนดูจะมา โรงหนังจะตายในเวลาอันรวดเร็วถ้าเป็นแบบนี้ โรงหนังมันต้อง Active ต้องไปหาคนดู

ผมมีโปรเจกต์ที่ฝันไว้ ว่าจะทำหน่วยหนังกลางแปลงที่มีจอมาตรฐาน มีเครื่องเสียงที่ดี มีเครื่องฉาย Digital Master แล้วคนดูอยู่ไหน เดี๋ยวเราเดินทางไปหา แล้วเราต้องทำให้หนังกลางแปลงมีพลังเหมือนโรงชั้นหนึ่ง ทำเหมือนเครือหนังใหญ่เลย หนังเข้าพร้อมกัน มีระบบการจ่ายโรงแบบเดียวกัน แต่ Movable อีกอย่างคือต้องไม่ฉายหนังทับไลน์ผู้จัดจำหน่ายรายใหญ่ที่ผูกขาดหนังไปแล้ว ไม่งั้นจะเจอตอใหญ่มาก ถ้าจะให้ดีคือต้องทำหนังเพื่อกลางแปลงโดยเฉพาะ ถ้าอยากดู ต้องมาดูกับเราเท่านั้น

แล้วเท่าที่ทำมาเกิดความเปลี่ยนแปลงบ้างหรือยัง

ความเปลี่ยนแปลงมันเป็นนามธรรม และมันเชื่องช้ามาก โดยเฉพาะสังคมแบบนี้ สังคมไทยเป็นสังคมตามกระแส ตามน้ำกันหมด งานของผมเลยต้องค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป เราก็มองโลกแบบมีความหวัง และเราก็ไม่หยุดนิ่ง

นี่คือที่มาของชื่อสตูดิโอปลาเป็นว่ายทวนน้ำหรือเปล่า

สังเกตว่าปลาของเราว่ายทวนน้ำ ไม่ได้ว่ายสวนน้ำ ปลาเป็นว่ายท่วนน้ำคือปลาที่มีปัญญา ปลาที่รู้ว่าตัวเองคือใคร และกำลังจะไปไหน ชัดเจนในตัวเอง และฟันฝ่าด้วยความมุ่งมั่นไป เพื่อไปวางไข่ในจุดที่ท้าทายที่สุด แต่ถ้าปลาว่ายสวนน้ำ สวนกระแสเฉยๆ ก็จะเป็นแค่อารมณ์วูบวาบ ว่ายไปก็หมดแรง ผมไม่ได้สวนกระแสแต่ทวนกระแส เพราะแบบนี้ถึงยังทำได้อยู่มา 8 ปีแล้ว

เณรกระโดดกำแพง ฉายแล้ววันนี้ที่ House RCA, Doc Club Theatre และ Bangkok Screening Room

Writer

อลิษา ลิ้มไพบูลย์

นักอยากเขียนผู้เรียนปรัชญาเพื่อเยียวยาอาการคิดมาก เวลาว่างใช้ไปกับการร้องคอรัสเล่นๆ แบบจริงจัง และดูหนังอย่างจริงจังไปเล่นๆ

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

“ตีลูกกอล์ฟให้ถึงดวงจันทร์ ถึงพลาดก็ยังอยู่ท่ามกลางดวงดาว”

ประโยคสุดคลาสสิกจากโฆษณา ‘ทีมกอล์ฟสิงห์’ เมื่อหลายสิบปีก่อน น่าจะเป็นคำที่เหมาะสมที่สุดสำหรับใช้เปิดเรื่องราวของ ธงชัย ใจดี

ไม่มีใครในประเทศไทยไม่รู้จักชื่อของเขา เพราะนี่คือนักกีฬาชายไทยที่ก้าวออกไปเป็นดวงดาวที่ส่องแสงสว่างอยู่ในวงการกอล์ฟอาชีพโลก ตลอด 2 ทศวรรษที่ผ่านมา

12 แชมป์เอเชียน ทัวร์ 8 โทรฟี่ยูโรเปียน ทัวร์ และ 1 พีจีเอ ทัวร์ แชมเปียนส์ บนแผ่นดินอเมริกา อีกทั้งยังทำเงินรางวัลสะสมตลอดอาชีพการเล่นกอล์ฟได้ทะลุ 600 ล้านบาท

ประวัติศาสตร์หน้าแล้วหน้าเล่าของวงการกอล์ฟไทย ถูกขีดเขียนโดย ธงชัย ใจดี ทั้งที่เขาเริ่มต้นทุกอย่างช้ากว่าคนอื่น กว่าจะจับก้านเหล็กหวดวงสวิงครั้งแรกก็ตอนอายุ 16 ปีแล้ว แถมออกสตาร์ทเทิร์นโปรตอนวัยแตะเลข 3

ในวันนั้นแทบไม่มีใครเชื่อเลยว่า ธงชัย ใจดี จะมาได้ไกลขนาดนี้ แต่โปรผู้นี้ก็สวมหัวใจสิงห์อันกล้าแกร่ง ออกเดินทางไปสู่การแข่งขันระดับโลกจนประสบความสำเร็จกลับมา และส่งต่อแรงบันดาลใจไม่รู้จบให้แก่นักกอล์ฟไทยในยุคหลังจากนั้น 

3,000

แสงแดดประเทศไทยสาดส่องและแผดเผาผิวหนังของร่างชายคนหนึ่งจนมีริ้วรอยไหม้เกรียม ทว่าตัวเขายังคงปาดเหงื่อที่ไหลริน เดินแบกถุงกอล์ฟด้วยตัวเอง ไปตีลูกให้ลงหลุมแล้วหลุมเล่าอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย เพื่อให้ได้ตัวเลขอย่างที่เขาตั้งใจวันละ 3,000 ครั้ง

เขาปลุกตัวเองตื่นตั้งแต่ตี 5 และซ้อมหนักจนถึง 3 ทุ่มของทุกวันตลอดระยะเวลา 1 ปี โดยมีเป้าหมายและความฝันในการไปคัดตัว สู่การเป็น ‘นักกอล์ฟทีมชาติไทย’

แต่ระหว่างบอกเล่าเรื่องราวในอดีต ธงชัยกลับยิ้มที่มุมปากและเอ่ยว่า “ที่ผมบังคับตัวเองให้ฝึกซ้อมได้หนักขนาดนี้ เพราะชีวิตผมเคยลำบากมากกว่านั้นเยอะ ฝึกแค่นี้สำหรับผมสบายมาก

“ผมเห็นกอล์ฟมาตั้งแต่เกิด เพราะบ้านอยู่ติดกับสนาม แต่ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะได้มีโอกาสมาเล่น เพราะนี่เป็นกีฬาสำหรับคนที่มีเงินมากถึงจะเล่นได้ อีกอย่างตัวผมไม่ได้สนใจกอล์ฟด้วย ผมชอบเล่นฟุตบอลมากกว่า

“สนามกอล์ฟของทหารที่ลพบุรีนี่แหละคือสนามฟุตบอลของผมกับเพื่อน ๆ ตอนดึกผมกับพรรคพวกจะแอบข้ามรั้วเข้าไปเตะบอลกัน เพราะฟุตบอลเป็นกีฬาที่ไม่ต้องใช้เงินมาก ลูกฟุตบอลแค่ลูกเดียวก็เล่นกันได้เป็นกลุ่มแล้ว”

ธงชัยอาจไม่เคยคิดฝันว่าวันหนึ่งจะได้กลายมาเป็น ‘นักกีฬาชาวไทย’ ที่แฟนกอล์ฟทั่วโลกรู้จัก แต่การเติบโตอยู่ข้าง ๆ กรีนหญ้า ก็คงส่งอิทธิพลไม่น้อยให้เขาได้ซึมซับกีฬาชนิดนี้เข้าไปโดยไม่รู้ตัว เริ่มจากการประดิษฐ์ไม้กอล์ฟโดยใช้ไม้ไผ่บ้าง พลาสติกบ้าง เพื่อเล่นสนุกกับเพื่อน ๆ

ไปจนถึงการเข้าไปงมหาลูกที่ตีตกในคลองของสนามกอล์ฟ เพื่อนำมาขายต่อ หาเงินค่าขนมไปโรงเรียน ธงชัยก็เคยทำเป็นประจำมาตั้งแต่อายุ 7 ขวบ

แชมป์ PGA Tour แรกในวัย 52 ของ ‘ธงชัย ใจดี’ โปรระดับโลกที่เริ่มจากงมลูกกอล์ฟในสนามขาย

“ซื้อลูกกอล์ฟไหมครับ” ธงชัยในวัยหนุ่มเอ่ยปากถามลูกค้าที่เข้ามาตีกอล์ฟในสนาม นั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขาได้มารู้จักนักธุรกิจในจังหวัดท่านหนึ่ง

“ตอนนั้นผมอายุ 16 ปี เป็นจังหวะเดียวกับที่ข้อเท้าเริ่มมีปัญหา ส่งผลต่อการเล่นฟุตบอล ผมก็เอาลูกกอล์ฟมาขายให้กับนักธุรกิจคนนั้น ท่านเอ่ยปากพูดขึ้นมาว่า ‘ลองตีให้ดูหน่อยสิ’ ผมก็ปฏิเสธไปเพราะผมตีไม่เป็น อุปกรณ์ก็ไม่มี

“แต่ท่านก็ลองให้ผมหัดตีกอล์ฟเรื่อย ๆ บางครั้งก็แอบเดินตามท่านไปตี 4 – 5 หลุม ที่บอกว่าต้องแอบเพราะผมไม่ได้เป็นเมมเบอร์ ถ้าสารวัตรทหารเห็น ผมต้องโดนไล่ออกจากสนามแน่ ไม้กอล์ฟอันแรกในชีวิตผมก็ได้มาจากไม้เก่าของท่าน รวมถึงท่านยังเป็นคนที่เสียค่าสมัครสมาชิกกอล์ฟคลับให้ผมอีกด้วย”

ในความคิดของ ธงชัย ใจดี เขาคิดแค่ว่าเมื่อได้รับโอกาสให้ได้มาสัมผัสกับกีฬาชนิดนี้แล้ว สิ่งเดียวที่คงทำได้ดีที่สุด คือ พยายามตอบแทนด้วยผลงานที่ดีที่สุด เท่าที่เด็กหนุ่มคนหนึ่งจะทำได้ในทุกรายการที่เดินทางไปแข่ง ทั้งแมตช์การกุศลและตามทัวร์นาเมนต์สมัครเล่น

“ครั้งแรกที่ผมลงแข่งกอล์ฟสมัครเล่นในประเทศไทย ผมเห็นเสื้อแข่งของนักกีฬาหลายคนติดโลโก้ ‘สิงห์’ เพราะสิงห์สนับสนุนวงการกอล์ฟไทยมายาวนาน ผมน่าจะเป็นเจเนอเรชันที่ 2 – 3 ของสิงห์แล้วด้วยซ้ำ จวบจนถึงวันนี้ สิงห์สนับสนุนนักกอล์ฟไทยมาน่าจะเจเนอเรชันที่ 10 แล้วมั้งครับ

“ผมเคยคิดนะว่า ถ้าวันหนึ่งได้มีโลโก้สิงห์มาติดอยู่บนเสื้อแข่งบ้างคงเท่ไม่น้อย จนกระทั่ง พี่เปี๊ยก-ศุภพร มาพึ่งพงศ์ (ผู้บรรยายกีฬา) แนะนำให้ผมรู้จักกับ คุณสันติ ภิรมย์ภักดี นายก็ให้การสนับสนุนผมมาโดยตลอด ตั้งแต่ปี 1995 จนถึงทุกวันนี้ ยาวนานไหมครับ”

อย่างที่ธงชัยบอก ไม่ใช่แค่เขาคนเดียวที่มีสปอนเซอร์เป็นสิงห์ แต่เขาพบเห็นนักกีฬาจำนวนมากในไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันได้รับเงินเดือนจากบุญรอดบริวเวอรี่ รวมถึงการสนับสนุนจนกลายเป็นรากฐานสำหรับการพัฒนากอล์ฟในเมืองไทย เพราะนักกอล์ฟที่ลงแข่งเกือบทั้งหมด ล้วนมีสิงห์เป็นผู้ให้โอกาสและอยู่เคียงข้างพวกเขา

แชมป์ PGA Tour แรกในวัย 52 ของ ‘ธงชัย ใจดี’ โปรระดับโลกที่เริ่มจากงมลูกกอล์ฟในสนามขาย

เรียนรู้จากความลำบาก 

แม้ธงชัยเริ่มต้นจับไม้กอล์ฟครั้งแรกตอนเรียนอยู่ชั้น ม.4 ซึ่งค่อนข้างช้า แต่ความขยันฝึกซ้อม ก็ทำให้ภายในระยะเวลา 3 ปี ธงชัย ใจดี ยกระดับตัวเองขึ้นมาเป็นดาวรุ่งที่ตีกอล์ฟได้ไม่ธรรมดา

เขาจึงได้บรรจุเข้ารับราชการที่ศูนย์สงครามพิเศษ ลพบุรี ในโควตานักกีฬากอล์ฟ เพื่อแข่งขันให้หน่วยในกีฬากองทัพบก และที่นี่เอง ธงชัยได้พบกับบทเรียนชีวิตที่สอนให้เขารู้จักคำว่า ‘อดทน ระเบียบวินัย และการเอาชนะใจตัวเอง’

“ผมไม่ได้นึกถึงการเป็นโปรกอล์ฟเลย คิดแค่ว่ากีฬานี้ทำให้ผมได้เป็นข้าราชการ มีเงินเดือน มีสวัสดิการเลี้ยงดูครอบครัว เลยอยากซ้อมและเล่นให้เต็มที่ ให้คุ้มกับโอกาสที่ได้มา 

“มันยากมากสำหรับผมในตอนนั้น เพราะผมบรรจุแบบไม่ได้ผ่านการเป็นนักเรียนนายสิบมาก่อน ก็เลยต้องปรับตัวค่อนข้างเยอะ เราต้องอดทน มีระเบียบวินัย มีความเข้มแข็งทั้งด้านร่างกายและจิตใจ เพราะสังคมทหารมีแค่เจ้านายกับลูกน้อง เราต้องทนให้ได้ ถ้าไม่ไหวก็ต้องลาออกไป

“ชีวิตการเป็นทหารของผม ทำงานครึ่งวัน อีกครึ่งวันซ้อมกอล์ฟ ถ้าวันไหนเข้าเวรก็ทำงานเต็มวัน ไม่ได้ซ้อม ถ้าช่วงของการฝึก ผมจะไม่ได้ซ้อมเลย ด้วยความที่หน่วยของผมเป็นหน่วยรบ จึงต้องถูกส่งไปฝึกหลักสูตรพลร่ม 1 ปี และหลังจากนั้นก็ถูกส่งไปเรียนหลักสูตรจู่โจม เป็นเวลา 3 เดือนที่ไม่ได้กลับบ้านเลย

“นั่นคือช่วงเวลาที่หนักสุดแล้วในชีวิต ในตอนที่ฝึกหลักสูตรจู่โจม จะกินก็ไม่ได้กิน จะนอนก็ไม่ได้นอน บางวันโดนฝึกแบบ 24 ชั่วโมง บางสัปดาห์ไม่ได้อาบน้ำเลยในช่วงการฝึก เพราะเป็นการจำลองสถานการณ์รบ มีทั้งภูเขา ทะเล และป่าเบื้องต้น

“สิ่งที่ได้เรียนรู้จากวันนั้นคือ ถ้าร่างกายเราไหว เราจะไปถึงจุดหมายที่ตั้งใจไว้อย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเจอกับความยากลำบากแค่ไหน ผมก็จะไม่ท้อและถอดใจ

“ตอนที่ฝึกหลักสูตรจู่โจม ผมลำบากมาก เสียเหงื่อไปเป็นโอ่งได้ แต่ก็ผ่านมาแล้ว จนได้เครื่องหมายเสือคาบดาบมาประดับบนอก

“ดังนั้น ทุกเรื่องในชีวิตไม่ว่าจะหนักหนาแค่ไหน เราก็จะต้องผ่านไปให้ได้ ผมนำสิ่งที่ได้เรียนรู้เรื่องความอดทน การดูแลร่างกาย ระเบียบวินัย มาปรับใช้กับตัวเองในตอนเล่นกอล์ฟ

“ผมเคยฝึกซ้อมวันละ 12 – 13 ชั่วโมง ตีวันละ 2,000 – 3,000 ครั้ง เพราะผมอยากติดทีมชาติมาก ซ้อมอย่างนี้อยู่ 1 ปีเต็ม ผมบอกกับตัวเองว่า ต้องทำให้ได้ตามเป้าหมายที่ตั้งใจไว้ ถึงแม้จะเหนื่อยมากก็ตาม

“เพราะลำบากกว่านี้ผมก็เคยทำมาแล้ว การเป็นทหารสอนให้เป็นคนที่อดทนจริง ๆ”

แชมป์ PGA Tour แรกในวัย 52 ของ ‘ธงชัย ใจดี’ โปรระดับโลกที่เริ่มจากงมลูกกอล์ฟในสนามขาย

อย่ามองกลับหลัง

ผลพวงจากความสำเร็จในการกวาดเหรียญทองซีเกมส์ 1995 ที่จังหวัดเชียงใหม่ของทีมกอล์ฟชายไทย ทั้งประเภทเดี่ยวและทีม ย่อมสร้างความคาดหวังให้กับคนไทย เมื่อมหกรรมกีฬาเอเชียนเกมส์ 1998 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพเวียนมาถึง บรรยากาศรอบสนามจึงเต็มไปด้วยกองเชียร์ที่แห่เข้ามา เพราะอยากเห็น ‘กอล์ฟชายไทย’ กอบโกยเหรียญระดับทวีปมาครองต่อหน้าคนทั้งชาติ

“จากการฝึกซ้อมหนักตลอด 1 ปี ผมก็ได้ติดทีมชาติไทย ตอนปี 1995 และอยู่ในทีมชุดที่คว้าเหรียญทองซีเกมส์ที่เชียงใหม่

“ช่วงเก็บตัวซ้อมทีมชาติเกือบ 5 ปี ผมได้เรียนรู้หลายอย่าง ผมไม่ใช่นักกอล์ฟที่ทักษะดีมากนัก ช่วงแรกผมตีโดยอาศัยความรู้สึก แต่ก็ได้รับการขัดเกลาและคำแนะนำต่าง ๆ ในทีมชาติมีเก็บสถิติด้วย

“ทำให้ตอนหลังออกสวิงได้ดีขึ้น จนช่วง 1 ปีก่อนแข่งเอเชียนเกมส์ 1998 ตอนนั้นเป็นช่วงพีกที่สุดของผม ซ้อมดีมาก และเริ่มมองถึงการออกไปเป็นโปรกอล์ฟอาชีพแล้ว

“พอถึงช่วงเวลาแข่งเอเชียนเกมส์ ปรากฏว่าเรากดดันตัวเองจนเล่นพลาด เพราะแฟน ๆ กีฬาชาวไทยและสื่อมวลชนเริ่มตั้งความหวังกับกอล์ฟชายไทยว่าไปถึงเหรียญทองได้

“ผมไม่มีประสบการณ์ในการรับมือกับแรงกดดันขนาดนั้น ทุกอย่างในสนามจึงออกมาไม่เหมือนที่เคยทำได้ตอนซ้อม มันจึงเป็นอีกหนึ่งบทเรียนให้ตัวเอง”

จบการแข่งขันเอเชียนเกมส์ในบ้านเราปี 1998 กอล์ฟทีมชาติไทยกลับบ้านแบบมือเปล่า ไม่ได้แม้กระทั่งเหรียญทองแดงติดมือกลับมาเลย

ธงชัย ใจดี ยอมรับว่าเขาผิดหวังและเสียใจกับผลงาน แต่ก็ไม่ปล่อยให้อดีตย้อนกลับมาทำร้ายตัวเอง ความพ่ายแพ้เป็นเรื่องปกติที่ทุกคนต้องพบเจอ ฉะนั้น เราต่างเรียนรู้จากประสบการณ์ที่ผ่านมาได้ จงอย่าให้อดีตที่ไม่เป็นดั่งใจ มาฉุดรั้งตัวเราไม่ให้ไปสู่ความสำเร็จในอนาคต

“เป็นธรรมดาถ้าเราตั้งใจทำอะไรสักอย่าง แล้วมันไม่เป็นไปตามที่ตัวเองต้องการก็ย่อมเสียใจ แต่ความพ่ายแพ้ไม่ได้ทำให้เราตาย เรายังมีชีวิตและลมหายใจอยู่

“เราต้องเข้าใจก่อนว่าไม่มีนักกอล์ฟคนไหนในโลกที่ชนะได้ทุกสนาม เราแค่ต้องเรียนรู้กับมัน เติบโตก้าวต่อไป ผมเลยไม่ได้อยู่กับความเสียใจนานนัก เพราะผมจะไม่หันหลังกลับไปมองอดีต มันผ่านไปแล้ว ไม่มีใครย้อนเวลากลับไปได้

“ตอนที่ผมตัดสินใจอยากออกไปเทิร์นโปร ผมรู้ตัวว่าจะต้องเจอกับคนเก่งอีกมากมาย ผมต้องเล่นคนเดียว ไม่เหมือนตอนเป็นมือสมัครเล่นที่ส่วนใหญ่เราเล่นเป็นทีม วันไหนเราเล่นไม่ดี ก็ยังมีเพื่อนร่วมทีมช่วย

“ผมรู้ว่ากอล์ฟอาชีพอาจทำให้ผมต้องพบเจอกับความผิดหวังอีกนับครั้งไม่ถ้วน ยิ่งระดับการแข่งขันสูงขึ้น ก็ยิ่งท้าทายมากขึ้น แต่ผมก็พร้อมที่จะออกเผชิญหน้ากับมัน เพราะมีเป้าหมายที่ชัดเจนว่า เราอยากพัฒนาตัวเองให้ไปได้ไกลกว่าเดิม”

สวมหัวใจสิงห์

ลมหนาวปลายปี 1999 ผ่านพัดเข้ามากระทบร่างของ ธงชัย ใจดี เหมือนเป็นสัญญาณบ่งบอกว่า การเริ่มต้นในเส้นทางนักกอล์ฟอาชีพกำลังเริ่มต้นขึ้นแล้ว

ไม่มีใครรู้ว่าชายไทยวัย 30 ปีที่เพิ่งเทิร์นโปรจะไปได้ไกลแค่ไหน แม้กระทั่งตัวเขาเอง รวมถึงผู้สนับสนุนที่กล้าลงทุนเม็ดเงิน เพื่อสานฝันให้ธงชัยเปลี่ยนสถานะจากมือสมัครเล่นมาเป็น ‘โปรกอล์ฟอาชีพ’

แต่ในวันหนึ่งที่ธงชัยเริ่มมีความฝันใหญ่ขึ้น นั่นคือการเทิร์นโปรแข่งในระดับเอเชียน ทัวร์ เขายอมรับว่าลำพังแค่ตัวเขาคนเดียว คงไม่มีทางไปถึงจุดนั้นได้แน่นอน เนื่องจากการเล่นอาชีพมีค่าใช้จ่ายสูง

สันติ ภิรมย์ภักดี จึงเป็นคนที่เขานึกถึง ธงชัยตัดสินใจหอบความฝันไปบอกเล่ากับผู้ใหญ่ที่ตนเรียกว่า ‘นาย’ และบทสนทนาก็จบลงเพียงระยะเวลาสั้น ๆ

พร้อมไหม ถ้าพร้อมแล้วจะรออะไร ทันทีที่สิ้นประโยคนี้จากผู้บริหารบุญรอดบริวเวอรี่ ประตูสู่เวทีระดับโลกของ ธงชัย ใจดี ก็เปิดกว้างออกทันที

“ทุกครั้งที่ผมชนะ ท่านจะเป็นคนแรกที่ส่งข้อความมาแสดงความยินดี บางปีผมอาจทำผลงานได้ไม่ดี ท่านก็มีแต่กำลังใจให้ตลอด ‘สู้ ๆ ไม่เป็นไร ปีหน้าเอาใหม่ เล่นกอล์ฟให้สนุก’

“ทุกครั้งที่ออกไปแข่งขัน ผมจึงพยายามสู้กับทุกอุปสรรคที่ผ่านเข้ามา ไม่ว่าจะยากแค่ไหน ผมก็สู้เต็มที่ให้สมกับที่ได้รับโอกาส

“คุณสันติท่านเป็นคนที่มีแต่ให้ ไม่เคยหวังสิ่งใดตอบแทน ขอให้เรามีอนาคตที่ดี เลี้ยงดูครอบครัวได้ และเป็นคนดีของสังคมก็พอ ท่านไม่ได้ต้องการอะไรอย่างอื่นจากเราเลย

“พวกเราทีมนักกอล์ฟของสิงห์เคยถามคุณสันตินะครับว่า เราจะตอบแทนสิ่งเหล่านี้ได้อย่างไร คุณสันติตอบกลับทุกคนมาว่า ไม่ต้องตอบแทนอะไรท่านเลย เมื่อไหร่ที่ประสบความสำเร็จแล้ว อย่าลืมที่จะส่งต่อโอกาสเหล่านั้นให้กับคนอื่น ๆ ใช้ประสบการณ์ที่มีสร้างคนรุ่นต่อ ๆ ไป” เจ้าของโรงเรียนสอนกอล์ฟธงชัย ใจดี และผู้ก่อตั้งมูลนิธิธงชัย ใจดี เพื่อสานต่อโอกาสให้เด็กยากไร้ได้เล่นกอล์ฟเผย

วงสวิงสู่ดวงดาวของ ‘ธงชัย ใจดี’ จากเด็กงมลูกกอล์ฟในสนามขาย สู่นักกอล์ฟศึกเอเชีย ยุโรป และแชมป์ PGA Tour ในวัย 52 ปี

ชนะใจตัวเองและสนามให้ได้ก่อน

ปีแรกในการเป็นนักกอล์ฟอาชีพในเอเชียน ทัวร์ ของ ธงชัย ใจดี จบลงแบบมือเปล่า ทำได้ดีสุดคือติดท็อป 5 ในบางรายการ

ทว่าเพียงไม่กี่เดือนต่อมาหลังจากนั้น ธงชัยก็พุ่งทะยานขึ้นไปสู่การเป็นมือ 1 ของทัวร์ เดินหน้ากวาดแชมป์ต่อเนื่องแทบทุกปี อย่างน้อยปีละ 1 รายการ จนทำเงินรางวัลสะสมสูงสุดในฤดูกาลของเอเชียน ทัวร์ ได้ถึง 3 ปี

ไม่เพียงเท่านั้น หนึ่งในรายการที่เขาชนะเลิศ (เมย์แบงก์ มาเลเซียน โอเพ่น ปี 2004) จัดเป็นทัวร์นาเมนต์โคแซงชั่น จึงทำให้ธงชัยได้สิทธิ์ไปเล่นยูโรเปียน ทัวร์ แบบไม่ต้องคัดเลือก ซึ่งเวลานั้นไม่ค่อยมีนักกอล์ฟชายจากภูมิภาคเอเชียที่ได้ไปแข่งในยูโรเปียน ทัวร์ ที่ระดับความเข้มข้นและเงินรางวัลสูงกว่าเอเชียน ทัวร์

“ผมเป็นโปรไทยยุคแรก ๆ ที่ได้เล่นยูโรเปียน ทัวร์ แบบเต็มตัว ปีแรกที่ได้เล่นในยุโรป ผมตกรอบบ่อยมาก เพราะเราไม่เคยเล่นในสภาพอากาศแบบนี้

“บ้านเราฝนตกเม็ดใหญ่ก็เลิกแข่งแล้วใช่ไหม แต่ที่ยุโรป บางวันเจอกับลม ฝน และหนาว เราก็ต้องเล่นให้ได้ อุณหภูมิ 2 องศาเซลเซียสก็ต้องตีต่อ

“ผมท้อเหมือนกันในช่วงปีแรก เคยคิดจะเลิกก็มี แต่มาคิดอีกที ตอนเป็นทหารลำบากกว่านี้ยังทนได้เลย ก็ต้องสู้ต่อไป ตราบใดที่ร่างกายยังไหวอยู่

“อย่างเรื่องภาษา ตอนมาใหม่ ๆ ผมก็ยังพูดไม่ค่อยได้ เวลาเดินทางไปต่างประเทศผมเคยกลัวด่านตรวจคนเข้าเมือง กลัวกรอกข้อมูลไม่ถูก แต่เรื่องภาษาจำเป็นมากหากอยากจะแข่งในยุโรป ผมจึงซื้อหนังสือ เรียนพูดอังกฤษ 96 ชั่วโมงด้วยตนเอง มาอ่าน ศึกษาด้วยตัวเอง ผมอ่านหนังสือเล่มนี้ทุกครั้งที่เข้าห้องน้ำ ทุกวันนี้ก็ยังพกติดตัวมาอ่านอยู่

“ผมพยายามสังเกตว่า เวลานักกอล์ฟให้สัมภาษณ์เขาพูดอะไรกันบ้าง ก็ฝึกจากตรงนั้น เรื่องแกรมมาร์ผมอาจไม่เก่ง เพราะผมเน้นจำเป็นประโยค เป็นคำที่ใช้ในการเล่นกอล์ฟมากกว่า แต่ตอนนี้ก็สื่อสารได้ดีขึ้นเรื่อย ๆ แล้ว

“ผมเคยใส่เสื้อกันฝนตัวใหญ่ซ้อมกลางแดดบ้านเรานี่แหละ เหงื่อออกท่วมตัวเลย แต่ก็ต้องทนเพื่อให้ตัวเองชินกับเสื้อกันฝน เวลาไปแข่งจริงที่ยุโรป หากต้องหยิบเสื้อกันฝนมาใส่ เราก็จะตีได้ไม่มีปัญหา”

จากที่เคยตกรอบอย่างสม่ำเสมอในปีแรก ธงชัยเริ่มปรับตัวได้ดีขึ้นในปีต่อ ๆ มา จนอันดับดีขึ้นและก้าวขึ้นเป็นอีกหนึ่งนักกอล์ฟแถวหน้าของการแข่งขันในยุโรป ด้วยการกวาดแชมป์ยูโรเปียน ทัวร์ มาครองถึง 8 รายการ

เขายืนยันว่า ทุกความสำเร็จล้วนมาจากการฝึกซ้อมหนักและความกล้าที่จะเดินต่อไป แม้ช่วงเริ่มต้นอาจต้องพบกับความผิดหวังเข้ามารบกวนใจบ่อยครั้ง แต่เขาก็เลือกปักหลักยืนสู้กับมันหลุมแล้วหลุมเล่า จนสุดท้ายก็ปักหมุดหมายของนักกอล์ฟไทยบนทวีปยุโรปได้อย่างเต็มภาคภูมิ

“ผมเป็นคนที่ไม่ได้มีพื้นฐานดี แต่ขยันซ้อม ชอบเรียนรู้ตลอดเวลา และพยายามหาโอกาสให้ตัวเองเสมอ ผมไม่กลัวที่จะก้าวต่อไปในสเต็ปที่ใหญ่ขึ้น ถ้าเราคิดออกมา (เล่นอาชีพในยูโรเปียน ทัวร์) แล้ว เราก็ต้องสู้ให้ถึงที่สุด มันไม่ตายหรอกครับ เพราะถ้าตาย นักกอล์ฟที่มาแข่งในยุโรปคงตายหมดแล้ว

“อย่าเพิ่งคิดว่าตัวเองสู้ไม่ได้ เราเป็นคนไทย สรีระเป็นรอง หรือเราสู้ไม่ได้ เพราะเราไม่คุ้นกับอากาศ อย่าเอาสิ่งเหล่านี้มาเป็นข้อจำกัดให้ไม่กล้าที่จะออกมา

“เพราะถ้าเราชนะใจตัวเองไม่ได้ เอาชนะสนามไม่ได้ ก็คงเป็นแชมป์ไม่ได้หรอกครับ หากผมมายุโรปแล้วไม่สู้ เล่นแค่หวังเข้ารอบ ผมจะมาทำไม”

ตีลูกกอล์ฟให้ถึงดวงจันทร์

ความสำเร็จและเงินรางวัลที่กอบโกยได้มากมายหลายร้อยล้านบาทในยูโรเปียน ทัวร์ ไม่ได้ทำให้เขาอิ่มตัวกับอาชีพนี้จนหมดความท้าทายและไฟในการแข่งขัน

ตรงกันข้าม สถานการณ์โควิด-19 ที่แพร่ระบาดหนักทั่วยุโรป จนทำให้เขาไม่ได้แข่งขันนานถึง 14 เดือน กลับยิ่งปลุกไฟในตัวธงชัยให้กระหาย อยากไปแสดงความท้าทายใหม่ ด้วยการคว้าแชมป์ในสหรัฐอเมริกา ดินแดนที่เป็นแหล่งรวมตัวของสุดยอดนักกอล์ฟมือดีแถวหน้าของโลก

“ช่วงที่เป็นมือ 1 เอเชีย และติดท็อป 50 ของโลก ผมเคยมีโอกาสไปแข่งขันที่อเมริกาบ้าง ปีละไม่กี่แมตช์ แต่ผลงานของผมไม่ค่อยดีนัก เพราะนักกีฬาเจ้าถิ่นเขาคุ้นสนามมากกว่า อีกทั้งรูปแบบการเล่นก็แตกต่าง ที่อเมริกาต้องตีลูกให้สูง มันยาก

“ไม่เหมือนที่ยุโรป ตอนนี้ผมปรับตัวได้ สนุกกับการแข่งขัน เพราะเรามีประสบการณ์ ผมจึงมีเป้าหมายอยากเอาชนะรายการในอเมริกาให้ได้ จนมาถึงปี 2020 – 2021 โควิด-19 ระบาดหนัก ทำให้ในยุโรปไม่มีทัวร์แข่ง ส่วนที่อเมริกาเริ่มมีการผ่อนปรน

“แล้วก็มีทัวร์สำหรับซีเนียร์ (การแข่งขันสำหรับนักกอล์ฟที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป) เรายิ่งรู้สึกสนุกและอยากเข้าไปเล่น เพราะมีแต่คนเก่ง ๆ หลายคนที่เคยชื่นชม เคยติดตามดูเขามานาน บางคนเราไม่เคยมีโอกาสเล่นกับเขาในยุคที่เขารุ่งเรือง แต่วันนี้เราก็ได้มาแข่งกับเขาในสนามเดียวกัน

“ผมเลยตัดสินใจบินมาอยู่อเมริกา 9 เดือนเต็ม ตั้งแต่เดือนเมษายน-ธันวาคม 2021 เพื่อคัดตัวเข้าร่วมการแข่งขัน ผมต้องเริ่มตั้งแต่ไปคัดตัวกับนักกอล์ฟนับพันคน เพื่อหา 5 คนเข้าไปเล่น เนื่องจากช่วงโควิด-19 มีการจัดอันดับใหม่ ผมจึงต้องมาคัดตัวทุกรายการเพื่อเก็บสะสมคะแนน และหาโอกาสให้ตัวเองได้ลงเล่นในทัวร์แต่ละรายการ”

ธงชัย ใจดี ไม่เคยชนะการแข่งขันอาชีพประเภทเดี่ยวมานานถึง 6 ปีแล้ว นับตั้งแต่ครั้งสุดท้ายได้แชมป์ เฟรนช์ โอเพ่น ปี 2016 ทว่าความพ่ายแพ้ไม่อาจหยุดยั้งให้เขาล้มเลิกหรือคิดแขวนก้านเหล็ก ธงชัยยังคงออกไปคัดตัวและลงแข่งในทุกโอกาสที่มีสิทธิ์

จนมาถึงรายการ American Family Insurance Championship ซึ่งเป็น PGA Tour Champions ที่มีเงินรางวัลสูง ซึ่งผู้ชนะจะได้รับเงินสูงถึง 360,000 เหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 12.24 ล้านบาท) โปรวัย 52 ปี คัดตัวไม่ผ่านในรอบ Monday Qualifiers เขาจึงตัดสินใจจะกลับไปฝึกซ้อมที่เมืองแอตแลนตา โดยได้จองตั๋วเครื่องบินสำหรับเดินทางแล้ว

วงสวิงสู่ดวงดาวของ ‘ธงชัย ใจดี’ จากเด็กงมลูกกอล์ฟในสนามขาย สู่นักกอล์ฟศึกเอเชีย ยุโรป และแชมป์ PGA Tour ในวัย 52 ปี

กระทั่งทางผู้จัดการแข่งขันแจ้งว่ามีการเปลี่ยนแปลงกฎ ธงชัยจึงได้รับโควตาเข้าร่วมทัวร์นาเมนต์ และเรื่องราวหลังจากนั้นก็เป็นประวัติศาสตร์…

“ในวันที่อายุมากขึ้น แน่นอนว่าสายตาเราไม่คมชัดเหมือนเดิม อ่านไลน์ไม่ขาดเหมือนแต่ก่อน แต่นั่นก็ทำให้เราต้องทำการบ้านเยอะขึ้น สิ่งสำคัญคือการดูแลร่างกายก่อนบินมาแข่งที่อเมริกา ผมใช้เวลาถึง 3 วันในการตรวจร่างกายทุกอย่าง สแกน MRI เพื่อเช็กว่าส่วนไหนบกพร่อง หลังเป็นอย่างไร สมอง ช่องท้อง หัวใจ ทุกอย่างโอเคไหม

“เพราะการจะเป็นแชมป์ คุณต้องฟิตสมบูรณ์พร้อมทั้งสัปดาห์ แข่ง 4 วัน คุณต้องรักษาระดับการเล่นให้สม่ำเสมอ ถ้าไม่พร้อมจริงก็ไม่มีทางเป็นแชมป์ได้เลย ผมไปถึงสนามนี้ ตอนแรกก็ไม่คาดคิดว่าจะเป็นแชมป์หรอก

“แต่พอได้ลองซ้อม ผมยังคุยกับแคดดี้เลยว่า สนามเข้าทางผมมาก ทั้งที่ไม่เคยลงแข่งที่นี่ ผมใช้เวลาในการกลิ้งลูกหาจังหวะ เช็กบนกรีนนานมาก ถ้าเราเปิดดี เราก็มีโอกาส

“ผมโชคร้ายที่หลุมทำคะแนนตีไปติดต้นไม้ ทำให้สถานการณ์ผมตามหลัง แต่ในจังหวะถัดมา ผมทำเบอร์ดี้ได้ยาวทีเดียว ผมจึงพลิกนำ 1 คะแนนก่อนแข่งหลุมสุดท้าย”

ธงชัยได้รับเสียงปรบมือจากผู้ชมทั่วประเทศ ซึ่งต่างชื่นชมในหัวใจอันเป็นนักสู้ของโปรไทยวัย 52 ปี ไม่ว่าจะตกอยู่ในสถานการณ์ยากลำบากแค่ไหน เขาก็ฝ่าฟันจนได้สัมผัสแชมป์ PGA Tour Champions เป็นครั้งแรกในชีวิต

แม้เป็นการแข่งขันระดับซีเนียร์ แต่ความโหดหินก็ไม่น้อยเลย และนี่คงเป็นอีกหนึ่งย่างก้าวที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งเขาได้ส่งต่อแรงบันดาลใจให้โปรไทยรุ่นต่อ ๆ ไป กล้าที่จะออกไปสู่เวทีระดับโลก

“น้อง ๆ รุ่นใหม่พัฒนาขึ้นเยอะ ปัจจุบันเรามีนักกอล์ฟไทยใน LPGA นับ 10 คน ส่วนในเอเชียน ทัวร์ เรามีคนไทยเล่นอยู่เกือบครึ่งของทัวร์ เพราะนักกอล์ฟบ้านเรามีศักยภาพขึ้นมาก และทางสิงห์เองก็ให้การสนับสนุนเด็กไทยมาตลอด ตั้งแต่รุ่นก่อนหน้าผมจนถึงรุ่นใหม่

“อย่าง โปรแพตตี้-ปภังกร ธวัชธนกิจ ก็เป็นแชมป์ระดับเมเจอร์ LPGA มาแล้ว หรืออย่าง น้องทีเค-รัชชานนท์ ฉันทนานุวัฒน์ คนนี้น่าจับตามอง เพราะอายุแค่ 15 ปี แต่น้องขยัน มุ่งมั่นเกินวัย จนเอาชนะในรายการอาชีพของผู้ใหญ่ได้ รอแค่จังหวะและโอกาสเท่านั้น

“ถ้าเมื่อไหร่ก็ตามที่น้อง ๆ มีโอกาส อยากให้น้องทุกคนในทีมกอล์ฟของสิงห์ตั้งใจและทำมันให้ได้ เพราะมันอาจเปลี่ยนชีวิตน้องได้เลย เช่น หากได้ลงแข่งในรายการโคแซงชั่น ก็อยากให้น้องพยายามเล่นให้ดีที่สุด เพื่อจะได้คว้าสิทธิ์ไปแข่งในยูโรเปียน ทัวร์ แบบไม่ต้องคัดตัว

“ผมอยากให้น้อง ๆ เด็กไทยรุ่นใหม่ได้ออกมาเล่นทัวร์ใหญ่ ๆ เพื่อนำชื่อเสียงกลับไปสู่ประเทศไทย”

คำโฆษณาของสิงห์ เคยบอกว่า “ตีลูกกอล์ฟให้ถึงดวงจันทร์ ถึงพลาดก็ยังอยู่ท่ามกลางดวงดาว” คงเป็นไตเติ้ลที่เหมาะสมกับชีวิตของผู้ชายที่ชื่อ ธงชัย ใจดี ในวัย 52 ปี

เขาอาจเริ่มต้นช้าและไม่ได้มีต้นทุนชีวิตที่เป็นแต้มต่อ แต่เพราะความมานะบากบั่น ไม่เคยกลัวล้มเหลวและขยันทุ่มเทให้กับกีฬาชนิดนี้แบบสุดตัวอย่างไม่เปลี่ยนแปลง ล้วนเป็นปัจจัยที่ส่งให้เขามาไกลเกินกว่าจะมีใครจินตนาการ หากมองจากวันแรกที่จับไม้กอล์ฟตอนอายุ 16 ปี

“สิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงเลยในตัวผมคือ ผมสู้ ผมไม่ท้อ และมีเป้าหมายชัดเจน ถ้าวันนี้ทำสำเร็จเป้าหมายที่หนึ่ง ผมก็ต้องมองหาเป้าหมายใหม่เพื่อให้ตัวเองได้เดินหน้าต่อไป ผมเหลือแชมป์เมเจอร์ที่ยังไม่เคยได้ ก็ยังเป็นเกียรติยศที่ผมอยากคว้ามาครองให้ได้

“ตราบใดที่ผมยังมีชีวิตอยู่ ผมก็ยังจะเล่นกอล์ฟต่อไป สู้มันไปทุกวัน จนกว่าจะเดินไม่ได้ ผมถึงค่อยเลิกเล่น แต่ถ้าตอนนี้ผมยังเดินไหว ยังตีได้ในระดับนี้ ผมคงไม่มีทางล้มเลิกความฝัน ผมยังคงตื่นมาและพร้อมที่จะสู้กับชีวิตในเช้าวันใหม่เสมอครับ”

Writer

อลงกต เดือนคล้อย

เจ้าของเพจ alongwrite และบรรณาธิการบทสัมภาษณ์แห่ง Main Stand

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load