หากคุณเป็นหนึ่งในสามล้านห้าที่ติดตามเพจข่าวอาชญากรรมที่ชื่อ ‘อีจัน’ คุณเคยสงสัยไหมว่า อีจันเป็นใคร

หรือคุณเคยสงสัยไหมว่า อีจันเป็นผู้ชายหรือผู้หญิง อายุเท่าไหร่ แล้วทำไมอีจันจึงพาตัวเองไปอยู่ในคดีฆาตกรรมต่างๆ ไม่เว้นแต่ละวัน

ผมเองเก็บกุมความสงสัยเหล่านั้นไว้ในใจ จนกระทั่งวันหนึ่งก็ได้เบาะแสถึงผู้ที่เรียกตัวเองว่า ‘อีจัน’ จากการแนะนำของนักข่าวรุ่นพี่ที่เคารพคนหนึ่ง และพยายามติดต่อขอสัมภาษณ์ จนในที่สุดเราก็นัดหมายกันบ่ายวันหนึ่งในฤดูฝน

สิ่งที่ดึงดูดให้ผมอยากคุยกับใครสักคนที่ไม่รู้แม้แต่ชื่อเสียงเรียงนามคือ ผลงานของเขา (หรือเธอ) ปฏิเสธได้ยากว่า ข่าวที่อีจันนำเสนอมีอิทธิพลต่อโลกโซเชียลฯ ไม่น้อย ยอดตัวเลขคนกดไลก์เพจเกิน 3 ล้านภายในระยะเวลาไม่ถึงครึ่งปีบ่งบอกอะไรได้มากมายในยุคที่เราก้มๆ เงยๆ อยู่ในโลกออนไลน์แทบทั้งวัน-ทุกวัน

นอกจากความหวือหวาแบบสื่อยุคใหม่ อีจันยังมีความเจาะลึก กัดไม่ปล่อย แบบนักข่าวยุคเก่า ซึ่งหาได้ยากบนโลกออนไลน์

นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ผมเดินทางไปสัมภาษณ์โดยแทบไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับผู้ที่ผมกำลังจะสัมภาษณ์ ไม่รู้ชื่อนามสกุล ไม่รู้รูปพรรณสัณฐาน ไม่รู้เส้นทางชีวิตที่ผ่านมา ไม่รู้นิสัยใจคอ ข้อมูลเดียวที่ผมรู้มาจากข้อความที่อยู่ในช่อง ‘Info’ เพจเฟซบุ๊กอีจัน

เพจอีจันเกิดขึ้นจากการรวมตัวของนักข่าวอาชญากรรม ที่มีประสบการณ์ทำข่าวคดีมายาวนานกว่า 20 ปี และเห็นความอยุติธรรมที่มีในสังคมอย่างมากมายในทุกระดับ และทุกชนชั้น

พวกเราอีจันจึงเชื่อว่า การทำข่าวเผยแพร่ ตีแผ่ความจริง และยืนข้างความเป็นธรรม โดยปราศจากผลประโยชน์มืด คือ ความจำเป็นที่ยิ่งใหญ่ที่สังคมต้องการ

ดังนั้น อีจันจึงจะเป็นเพจที่ประกาศ แต่เรื่องจริง และมุ่งมั่นในการสร้างความรู้ทันต่อทุกกลโกง และความไม่เป็นธรรมในทุกรูปแบบของสังคม

เมื่อรถโดยสารของผมถึงที่หมาย ผมเดินลัดเลาะตามคำอธิบายของเสียงจากปลายสาย จนมาหยุดยืนอยู่ที่หน้าสำนักงานแห่งหนึ่ง เท่าที่สังเกตภายในห้องทำงานขนาดราว 35 ตารางเมตร บรรจุนักข่าวและทีมงานกว่าสิบชีวิต

หญิงสาวซึ่งเป็นเลขาฯ ของแหล่งข่าวเดินนำผมไปยังห้องประชุม

พี่จัน คนที่นัดมาแล้วค่ะ” ผู้เป็นเลขาฯ บอก ก่อนจะกวักมือเรียกผมเข้าไปในห้องนั้น

อีจัน หรือ พี่จัน ของน้องๆ ในทีม นั่งอยู่ตรงหน้าผม

ตรงหน้าของเธอ-ใช่ อีจันเป็นผู้หญิง มีโน้ตบุ๊กหนึ่งเครื่อง กระดาษเอสี่หนึ่งแผ่น และกล่องปากกาหลากหลายสีแบบที่นักเรียนใช้จดเลกเชอร์วางอยู่ข้างๆ พร้อมที่จะทำงานทันทีหากมีสายโทรศัพท์เข้าจากนักข่าวที่ลงพื้นที่

และเมื่อเธอให้สัญญาณของการเริ่มต้นสนทนา คำถามต่างๆ ที่ค้างคาก็พรั่งพรูออกมาราวห่าฝนที่เพิ่งหยุดลงไปเมื่อเช้า

อีจัน

ขอถามสิ่งที่ทุกคนคงอยากรู้ก่อน อีจันเป็นใคร

เราเป็นนักข่าว เราเรียกตัวเองว่าเป็นนักข่าวเสมอ ต่อให้ไม่อยู่องค์กรก็เถอะ เพราะว่างานเราเป็นงานข่าว แต่มันเป็นงานข่าวที่เรารับจ้างผลิตข่าวที่เป็นรายการ ฉะนั้นหมวกที่เราใส่อยู่ตลอดเวลาก็คือการทำข่าวอาชญากรรมเชิงซับซ้อน

เราเริ่มชีวิตนักข่าวอาชญากรรมที่ไอทีวี ตอนแรกเราเป็นนักข่าวสายการเมืองมาก่อนที่เนชั่น แล้วก็เปลี่ยนมาเป็นอาชญากรรม เพราะว่าวันหนึ่งเราจะรู้ว่าความจริงคืออะไร ข่าวการเมืองมันเป็นข่าวนามธรรม แตะต้องไม่ได้ ทุกอย่างมันเป็นคำพูด แต่ถ้าเป็นอาชญากรรม เวลาตายตายจริง ความจริงมันอยู่ตรงหน้า เกิดความรู้สึกขึ้นจริงๆ ไม่ต้องโกหก หรือถ้าโกหกมึงก็โกหกจริงๆ แล้วเราชอบสิ่งนี้ เราชอบความจริง ข่าวอาชญากรรมคือของจริง ถ้าเขาสูญเสียก็คือเขาสูญเสียจริงๆ ไม่มีเรื่องที่เราต้องคิดซับซ้อน แต่สิ่งที่คิดซับซ้อนจะไปอยู่ที่กลโกง ความชั่วร้ายของมนุษย์

เราทำสิ่งนี้มาตลอด 10 ปี ทำรายการอาชญากรรมตั้งแต่รายการ ทำผิดอย่าเผลอ, ห้องสืบสวนหมายเลข 9, อาชญากรรมหน้า 1 จนมาถึงตอนนี้รายการ แฟ้มสืบสวน รูปแบบคือการนำเสนอคดีที่มีความสลับซับซ้อน ดูยาก เอามาย่อยให้ดูง่ายและมีความเป็นดราม่า เหมือนหนังอาชญากรรมหนึ่งเรื่อง นี่คือสไตล์เราที่ทำมาตั้งแต่ต้นจนถึงปัจจุบัน แต่เราไม่ใช่นักข่าวเปิดหน้าเนาะ ฉะนั้นจะรู้เฉพาะคนที่อยู่ในวงการ แต่จะไม่รู้ในวงกว้าง เพราะเราเป็นคนไม่เปิดตัว

มีความจำเป็นอะไรหรือเปล่าที่ต้องปิดว่าตัวเองเป็นใคร

ไม่ เราขี้เกียจ (หัวเราะ) เราเป็นคนไม่ชอบสังคมวงกว้าง เราไม่ไปสมาคมนักข่าว ถ้าเราต้องการจะอยู่ในวงการแบบนั้น เราก็อยู่องค์กรไปแล้วล่ะ นึกออกไหม เรามาจากไอทีวี เราผ่านองค์กรใหญ่มา เราเรียนรู้งาน เรียนรู้สังคม เรียนรู้ความชอบของตัวเอง ในที่สุดเรารู้ว่าเราไม่ได้ชอบสังคมแบบนั้น แต่เราชอบทำข่าว เราก็เลยมาสร้างบริษัทของเราเล็กๆ อยู่ในองค์กรที่เรามีความคิดแบบหนึ่ง สร้างวัฒนธรรมองค์กรของตัวเอง และเป็นองค์กรที่อยากทำอะไรก็ได้ คล่องแคล่ว ไม่มีตัวตน ไร้ร่องรอย ไม่มีอีโก้ ไม่มีหมวก ไม่มีอะไรเลย นอกจากตัวเอง แล้วก็เคารพตัวเอง เคารพงานมากๆ เคารพความจริงมากๆ เคารพทุกสิ่งที่เราทำ

คือเราจะบอกเด็กๆ ในทีมเสมอว่า พวกเราไม่มีอะไรเลยเนาะ บริษัทเราก็แทบจะอยู่ในรู ไม่มีมาร์เก็ตติ้ง แต่ก็มีคนเรียกเราไปทำงานตลอด งานไม่เคยขาด เราไม่มีอะไรเลย ถ้าเราจะอยู่ได้เราต้องเจ๋ง เราถึงจะทำสิ่งนี้ได้และยืนระยะมาถึง 10 ปีโดยที่คุณไม่ต้องโฆษณาตัวเอง

ทำยังไงถึงมีงานตลอด 10 ปีทั้งที่คุณไม่โปรโมตตัวเอง

คุณต้องเคารพงาน งานของเราต้องเดอะเบสต์ แหล่งข่าวจะต้องรักเรา อยากได้อะไรเราต้องได้ เอ็กซ์คลูซีฟแค่ไหนถ้าเราจะเอาเราต้องได้ ถามว่าเขาจะให้เราเพราะอะไร เพราะเขาเคารพเรา เคารพในงานเรา เขาชอบงานเรา สมมติมีแหล่งข่าวสักคน เราเชื่อว่าคนคนนั้นจะจำเราจนถึงปัจจุบัน ถ้าใครได้คุยกับเราจะจำกันจนถึงวันนี้

เพราะอะไรแหล่งข่าวจึงจดจำคุณได้

เพราะว่าเราเคารพงานของเราทุกชิ้น เราไม่เคยมั่ว เราไม่บิด ไม่ว่าเขาจะพูดอะไรขึ้นมาเราจะทำความเข้าใจมันอย่างจริงใจ แล้วเราก็จะไม่ทำอะไรละเมิด อะไรที่เขาไม่สบายใจแล้วเราได้ประโยชน์ก็ไม่ทำ อีกอันที่ตั้งไว้เป็นปณิธานก็คือ ช่วยอะไรได้จะช่วย ต่อให้เราองค์กรเราเล็กกระจิ๋วหลิว บางทีเราก็ปิดคดีให้แหล่งข่าวได้ บางทีเราจับคนร้ายให้เขาได้ บางทีเขาได้เงินคืนจากการถูกโกง สำหรับเราแค่นี้พอแล้ว เราแค่ต้องการให้งานของเราเป็นประโยชน์จริงๆ

แล้วสิ่งหนึ่งที่เราทำ และเราเชื่อว่าไม่ค่อยมีใครทำก็คือการติดตามเคส ทีมเราจะทำตั้งแต่ทำไมจึงเกิด แล้วหลังจากเกิด มีผลอะไร แล้วมีอะไรที่เราต้องตามต่อ ส่วนใหญ่คนจะไม่ตามแล้ว พอหมดกระแสทุกคนจะลืมแหล่งข่าวคนนี้ไป แต่สำหรับทีมเรา บางคนยังโทรหากันอยู่เลย บางคนก็คบกันมาเป็นเพื่อนจนถึงบัดนี้ จบแล้วก็ยังคุยกัน คือเราไม่ได้ทำงานแบบผ่าน ความสัมพันธ์เราจึงไม่ผ่านด้วย บางคนก็ยังเจอกัน บางคนก็ยังเอาของมาให้ เหมือนเป็นเพื่อนกันไป คือเราเจอกันในช่วงชีวิตยากลำบาก คนจะมาเจอเราได้คือช่วงชีวิตยากลำบากนะ ฉะนั้นจึงบอกว่า อย่าเจอจันเลย (หัวเราะ)

คือเราไม่ได้ทำงานเพื่อนำเสนอข่าวออกไปเท่านั้น แต่เราต้องการผลมากกว่านั้น เราต้องการความคอมพลีตของบางคดีเท่าที่เราทำได้นะ ไม่ใช่ว่าปิดได้ทุกคดี ทำอีจันนี่คดีเข้ามาเยอะมาก

อีจัน

สิ่งที่คุณทำไม่ใช่หน้าที่ของตำรวจเหรอ

เราว่ามันเป็นหน้าที่สื่อนะ (นิ่งคิด) ใช่มั้ย สื่อคือใคร สื่อคือคนที่นำเสนอข้อมูลที่ถูกต้องให้กับสังคม แล้วก็มีหน้าที่เฝ้าระวัง คอยบอกสังคมว่ามันเกิดอะไรขึ้น คอยให้สังคมรู้เท่าทันว่าตอนนี้กลโกงมันเปลี่ยนไปขนาดไหนแล้ว ในขณะเดียวกัน เราสร้างสังคมที่ปลอดภัยได้ถ้าเพียงแต่สังคมรู้จักตระหนักและช่วยเหลือกัน ฉะนั้นการแจ้งเบาะแสโดยใช้สื่อเป็นเรื่องสำคัญ หรือการใช้สื่อเป็นคนกลางประสานกับตำรวจก็เป็นสิ่งที่ชาวบ้านทำไม่ได้ ชาวบ้านไปพูดให้ตำรวจเข้าใจคดีไม่ได้ เราเป็นข้อต่อที่ดีได้ เราจะไปนั่งฟังชาวบ้าน เราชอบฟังคน เราเป็นนักสรุป เราก็สกัดเป็นประเด็นแล้วก็ประสานตำรวจ คดีนี้มันเป็นแบบนี้ มีเบาะแสประมาณนี้ ถ้าประเด็นมาชัด แนวสืบจะชัด พอแนวสืบชัด และตำรวจมีศักยภาพ มันจะไปต่อได้

เราตอบไม่ได้ว่าคือหน้าที่สื่อมั้ย แต่เราทำได้น่ะ แล้วเรารู้สึกว่าเราทำแล้วได้ประโยชน์ มันเป็นสิ่งที่หายไปในบางเคส จิ๊กซอว์ตรงนี้มันหายไป จิ๊กซอว์ที่เชื่อมระหว่างแหล่งข่าวกับคนที่มีศักยภาพในการจัดการ ฉะนั้น เวลาเราเห็นปัญหา เราสามารถบอกได้ว่า มันขาดจิ๊กซอว์นี้อยู่ แล้วแค่ต่อจิ๊กซอว์นี้เข้าไปคดีมันอาจจะคลี่คลายได้ ซึ่งเราทำได้เพราะว่าเรารู้จักคนเยอะ เราทำได้เพราะเป็นนักข่าว เราทำได้เพราะเราทำงานกับตำรวจมาเยอะ แล้วเราไม่ได้ทำงานกับตำรวจแบบคนขอข่าวนะ เราไม่ใช่คนขอข่าว แต่เราเป็นคนแลกข่าว เราร่วมกันทำงาน ไม่ใช่ไปขอตำรวจว่า พี่คะมีอะไรบ้างคะ

ทำไมถึงเลือกที่จะแลกข่าว

เพราะเราทำงานไง เราเป็นคนทำข่าว ไม่ใช่คนขอข่าว คือเขาพูดอะไรเราก็อยากรู้แหละ แต่ในขณะเดียวกัน ข่าวข่าวหนึ่งมันไม่ได้เกิดจากการที่เราไปนั่งฟังคนคนหนึ่งพูดแล้วเป็นข่าว แต่มันเกิดจากการทำข่าว เพราะข่าวหนึ่งข่าวมันคือสถานการณ์ที่ไม่ใช่คนคนเดียวจะตอบอะไรได้ทั้งหมด มันต้องกี่คนล่ะ ก็แล้วแต่กระบวนการ ถ้ามันต้องไปถึงขั้นอัยการก็คืออัยการ ถ้ามันต้องไปถึงขั้นศาลก็คือขั้นศาล เราต้องตามไปจนจบ แล้วเราจะเห็นภาพรวมของเรื่องเรื่องหนึ่ง ของคดีหนึ่งคดี

กับแหล่งข่าวบางคน ถ้าพูดความจริงแล้วตัวเองจะเดือดร้อน เขายอมพูดกับคุณไหม

ก็เห็นยอมเล่ากันนะ เชื่อมั้ยว่าตอนที่เรายังลงสนาม ถ้าเจอผู้ต้องหา ผู้ต้องหาจะอยากคุยกับเรา เราเป็นนักข่าวนี่แหละ ตำรวจก็จะอยากคุยกับเรา โจรก็อยากคุยกับเรา แปลกมาก

โจรเขารู้จักคุณมาก่อนมั้ย

โจรบางคนเป็นแฟนคลับเรานะ (หัวเราะ) มีอยู่เคสหนึ่งยังจำได้จนถึงวันนี้ ตอนนั้นเราทำรายการ ทำผิดอย่าเผลอ แล้วมีคนร้องเรียนเคสนึงมา เราก็ไล่จับ แล้วจับไม่ได้ ก็ออนแอร์ไปว่าพลาด จับไม่ได้ โดนมันหลอก แล้วเราก็บอกในรายการไว้ว่า “แล้วเจอกัน”

เราเป็นคนทำแฟ้มคดี เราจะมีแฟ้ม บางคดีปิดแล้วก็เก็บ คดีที่ยังไม่ปิดมันจะยังอยู่บนโต๊ะเราเสมอ แล้วมีจังหวะต่อได้เราจะต่อ เคสนั้นผ่านไปนานเท่าไหร่ไม่รู้ แล้วอยู่ๆ มันต่อได้ โจรเขาใช้โทรศัพท์หรืออะไรสักอย่าง เขาปรากฏตัวที่โรงแรมแห่งหนึ่ง เราก็เอาทีมลงไปกับตำรวจ เตรียมกล้องเตรียมอะไรพร้อม ก็คุยกับพนักงานโรงแรมว่าเราเป็นใคร เคสนี้เป็นแบบนี้ เราขอความร่วมมือหน่อย ก็ถามเขาว่า “คนที่มาพักเป็นใคร” เขาก็เปิดให้ดูว่าเป็นคนนี้ “แล้วไปไหน” เพิ่งออกไปประมาณ 2 ทุ่ม ปกติเขาจะเข้ามาเวลานี้ “โอเค ขอบคุณมาก แล้วเขาเข้าประตูไหน” พอรู้แล้วเราก็เดินสำรวจ เราเป็นคนต้องเซอร์เวย์สถานที่ทุกครั้ง เช็กว่ามีทางเข้ากี่ทาง แล้วจังหวะนั้นเดินสวนกับโจรพอดี เราดูทะเบียนราษฎร์ก็รู้ว่าใช่ เราหันหลังเดินตามทันที แล้วเราก็เรียก “เฮ้ย” คือตั้งใจให้หยุด แต่เขาวิ่งเลย เราก็วิ่งไล่จับ กระชากเสื้อเลย แล้วทีมก็มา เราก็ถามว่า แค่เฮ้ยทำไมต้องวิ่ง เขาบอกว่า “แค่เฮ้ยผมก็รู้แล้วว่าเสียงพี่ ผมดูรายการพี่ทุกตอน” ตอนนั้นเราเป็นพิธีกรปิดหน้า แต่เราลงเสียง เขาบอกว่า “แล้วผมรู้ด้วยว่าวันนึงผมจะเจอพี่ ผมจะเกม เพราะพี่บอกว่า แล้วเจอกัน”

ถ้าให้วิเคราะห์ คุณคิดว่าทำไมผู้ต้องหาจึงอยากคุยกับคุณ

เพราะเราคุยง่าย คือพอถึงเวลานึงเขาก็คือมนุษย์คนหนึ่ง เราก็อยากทำความเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น เล่าซิ ไปทำอีท่าไหน คิดอะไร แล้วรู้ไหมว่าจะเจออะไร แล้วมีปัญหามั้ย แล้วจะให้ช่วยอะไรมั้ย คำถามเรามีไม่เยอะหรอกเวลาคุยกับโจร เราแค่อยากรู้ว่าแผนประทุษกรรมตรงกับที่เราคิดมั้ย เราจะมีข้อมูลอยู่ว่าเขาทำอะไรบ้าง บางอันที่เรายังต่อจิ๊กซอว์ไม่ได้เราก็ถาม ถามเสร็จก็จบ ที่เหลือก็ถามว่าแล้วเป็นยังไง ติดต่อทางบ้านได้หรือยัง ให้โทรให้มั้ย เอาขนมมั้ย กินข้าวผัดมั้ย คือเราดูแลทั้งโจรทั้งผู้เสียหาย เราเป็นคนตรงกลาง เราก็คุยหมด คุณเคยเห็นเวลานักข่าวเลือกข้างมั้ย เขาจะคุยกับข้างนึง ไม่คุยกับอีกข้างนึง แต่เราไม่เป็น เราคุยกับทุกคน

ทำไมคุณคุยกับทุกคน เพราะบางคนอาจจะคิดว่าทำไมต้องไปคุยกับคนร้าย ทำไมต้องให้ความสำคัญกับคนเลว

แล้วทำไมต้องไม่คุยล่ะ มีเหตุผลมั้ย เกลียดเขาเหรอ ไม่เกี่ยว เราไม่เกี่ยวกับเขา เขาเลวก็ฟังเขา อยากรู้ว่าทำไมเขาจึงเลว จริงไหม เลวก็เลว เราต้องฟัง คำถามคือฟังแล้วโง่หรือเปล่าล่ะ ฟังแล้วโดนเขาใช้เป็นเครื่องมือหรือเปล่าล่ะ เวลาฟังแล้วต้องไม่โง่ บางทีเจอเคสบางเคสก็ต้องบอกเขาว่ามึงเลวจริงๆ ว่ะ รู้สึกผิดบ้างมั้ย คือเราต้องดูให้ชัดว่าเส้นถูกเส้นผิดคือเส้นไหน ถ้ากลัวคนเลียนแบบ ก็ต้องบอกให้ชัดว่าสิ่งที่เขากระทำมันมีผล ไม่อย่างนั้นคนจะเข้าใจผิด เหมือนกับเคสเปรี้ยวที่บางสื่อเล่นเยอะเกินไป บางทีมันอยู่ที่วิธีเล่า ความจริงมันคือความจริงอยู่แล้ว แต่บางครั้งเวลาเล่าทำให้ความจริงมันเปลี่ยน ต้องระวัง

นักข่าวสามารถมีน้ำเสียง มีความเห็นได้ไหม

ของเรามีน้ำเสียง กัด ด่า มีหมด

คุณไม่คิดว่านักข่าวมีหน้าที่เพียงเสนอข้อเท็จจริงเหรอ

ก็เราเป็นแค่คนคนหนึ่ง เพจอีจันเป็นแค่คนคนหนึ่ง ไม่ได้อยู่สำนักไหนนี่

นี่คือข้อดีของการที่อีจันเป็นเพจใช่ไหม

อิสระ เผอิญว่าเพจอีจันมันคือนวัตกรรมใหม่สำหรับเรา มันคือการทำข่าวอีกแบบหนึ่ง จากที่เป็นรายการทีวีแล้วมาทำออนไลน์ เราคิดเหมือนเดิมไม่ได้ เพราะสื่อมันคนละชนิด คนเสพมีวิธีคิดแตกต่างกัน เราต้องตีโจทย์ให้ได้ว่าคนในนี้ (นิ้วเคาะที่โน้ตบุ๊กตรงหน้า) เขาเป็นยังไง กับคนในทีวีเป็นยังไง มันต่างกัน

อีจัน อีจัน

แล้วพบหรือยังว่าแตกต่างกันยังไง ระหว่างการทำรายการทีวีกีบทำเพจอีจัน

เราค้นพบว่าคนในนี้มีอิสระมากกว่า เราไม่มีข้อจำกัดของทีวี ไม่มีข้อจำกัดของอะไรเลยที่มันเคยเป็นข้อจำกัด เราไม่มีเซนเซอร์เว้ย (ยิ้ม) เราไม่มีเวลาที่บอกว่าต้อง 40 นาทีเว้ย แล้วเราก็รู้สึกว่าเพจเราเป็นมนุษย์ได้ ถ้าเราอ่านเพจสำนักข่าว เราไม่รู้ว่าสำนักข่าวเป็นใครใช่มั้ย แต่อีจันไม่ใช่ อีจันต้องมีความรู้สึก

ทำไมต้องมีความรู้สึก มันสำคัญยังไง

เพราะมนุษย์มันทัชมนุษย์ ถ้าคุณต้องการสื่อสารกับมนุษย์คุณต้องทัชมนุษย์ คุณไม่ได้ทัชกราฟิก คุณไม่ได้ทัชแบรนด์ ในความรู้สึกของเรานะ แล้วเราเชื่อว่าวิธีนี้มันสื่อสารกับมนุษย์ได้ดีที่สุด สมมติว่าเราจะเล่าเรื่องนี้ เราต้องหากลุ่มเป้าหมายให้ชัดว่าใครฟัง แล้วเขาจะฟังแบบไหน เราสื่อเหมือนกัน แต่จะสื่อยังไงให้เขาได้ 80 เปอร์เซ็นต์ ไม่ใช่เราเล่าแบบเดิมแล้วเขาจะได้ คอนเทนต์ดีก็ไม่ได้แปลว่ามันจะได้ผล ถ้าคุณไม่ทำแพ็กเกจจิ้งหรือรูปแบบที่มันถูกต้องกับคนเสพ รูมันกลม เราเป็นสี่เหลี่ยมยัดเข้าไปมันไม่เข้านะ แล้วทำยังไงให้มันเข้า

เราเป็นคนที่เขียนหนังสือดีนะ และเราเขียนหนังสือยาวได้ด้วย คนที่ชอบอ่านจะชอบมาก แต่มันไม่ได้ผลกับออนไลน์ เราเคยลองแล้ว ในวันที่เพจอีจันเกิดใหม่เราก็เขียน มีคนอ่านนะ สามคน (หัวเราะ) คือคนไม่อ่าน เด็กในออฟฟิศยังไม่อ่าน เด็กรุ่นใหม่เขาไม่อ่านหนังสือแล้ว แล้วตอนที่อีจันเกิดอย่าลืมว่าเราเริ่มจากศูนย์ วันที่ทำเรายังโพสต์ไม่เป็นเลย

ปกติคุณใช้เฟซบุ๊กอยู่แล้วหรือเปล่า

เราก็เล่นเฟซบุ๊กเหมือนคนธรมดา แล้วพอมีความคิดว่าจะทำออนไลน์ก็เรียกประชุมเด็กในออฟฟิศว่าพี่จันจะทำออนไลน์

ทำไมอยู่ดีๆ คิดจะทำออนไลน์

เราคิดมานานแล้ว เรารู้ว่าโลกมันเปลี่ยนแล้ว มันจะต้องมูฟแล้ว แต่เราหาทางมูฟไม่เจอ เพราะว่าเราไม่ใช่คนถนัดเรื่องนี้ แต่จังหวะนั้นเป็นจังหวะที่ออฟฟิศมีเด็กเข้ามาใหม่ ใครจะเชื่อว่าคนที่สร้างเพจอีจันคือเด็กฝึกงาน

โชคดีองค์กรเราเล็ก เราเป็นพี่ใหญ่ ก็บอกทุกคนว่าตอนนี้จะเกิดโปรเจกต์ตัวนี้ขึ้นมา ขอให้ทุกคนหันหน้ามาให้ความสำคัญกับสิ่งนี้ แต่ตอนที่เริ่มต้นเราก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไร มันเป็นไปได้จริงหรือเปล่า ก็ประชุมทั้งวันเลย ประชุมกันบ่อยมาก เด็กๆ ก็นั่งสอน พี่จันครับเฟซบุ๊กเป็นแบบนี้ ยูทูบเป็นแบบนี้ เขาสอนออนไลน์เรา เข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง เริ่มตั้งแต่เปิดเพจเฟซบุ๊กก่อน จุดแรกคือทำให้มีอีจันขึ้นมาก่อนในโลกใบนี้ แล้วจะทำคอนเทนต์อะไรเราเป็นคนกำหนด พอกำหนดก็จะมีเด็กๆ คอยบอก ภาษามันไม่ได้พี่จัน มันยาวไป (หัวเราะ) อ้าวเหรอ ก็นั่งแลกกัน ต้องแชร์หมด

คุณดูเป็นนักข่าวที่ไม่ค่อยยึดติดกับโลกเดิม

เราไม่มีอีโก้ ช่วงนั้นเราทำงานเยอะมาก ตีสองตีสามยังนั่งเล่นเฟซบุ๊กอยู่เลย เพื่อให้ได้ภาษา เราเป็นคนที่มีภาษาหนังสือ เพราะเราเป็นคนอ่านหนังสือ ฉะนั้นจะเห็นว่าภาษาของอีจันจะค่อนข้างเป๊ะ แต่บางอันก็มีลูกเล่น เราเอาสองอันมาผสมกัน คือเราต้องการความน่าเชื่อถือ แต่เราก็ต้องการความหวือหวา ฉะนั้นเราจะมีพาดหัวที่หวือหวา พอส่วนของเนื้อหาเราจะมีโครงสร้าง แต่เราจะไม่เขียนข่าวแบบโบราณ เราจะจับแต่ประเด็นที่เราต้องการแล้วมันทัชที่สุดเอามาใส่ รูปแบบพวกนี้เกิดจากการเรียนผิดเรียนถูก ลองโพสต์ดู แล้วก็สรุปกันว่า อ่อ แบบนี้ไม่ใช่ แบบนี้ใช่ เราลองทุกวัน มีของใหม่ไว้เล่นทุกวัน

อีจันมีหลายรูปแบบการนำเสนอมาก มันไม่มีแพตเทิร์น เราหมุนตามคอนเทนต์ วิดีโอก็มีหลายแบบ บางอันแค่แถลงข่าวแล้วใส่ซับไตเติล ซึ่งอันนี้ง่ายสุด หรือบางอันเล่าเป็นเรื่องก็มีการตัดคลิป หรือบางอันวิเคราะห์ หรือบางอันเป็นคลิปใหญ่ คือถ้าคุณเคารพคอนเทนต์คุณจะต้องบิดการเล่าให้เข้ากับคอนเทนต์ คุณไปดูสิ เราเล่าไม่เหมือนกันสักข่าวนึง เพราะแต่ละวิธีมันส่งอารมณ์ไม่เหมือนกัน

คุณเลือกยังไงว่าจะทำข่าวไหน

เราต้องเดาทางให้ออก ถ้าไปสู้กันในวันที่นักข่าวส่วนกลางมาทำข่าวนั้นกันหมด เราแพ้ หนึ่งคือ อุปกรณ์ไม่พร้อม เข้าไม่ถึงแหล่งข่าวเพราะคนไปเป็นร้อย ข่าวแบบนี้เราไม่สู้เพราะรู้ว่าเราแพ้ เราต้องดึงเกมให้ได้ ต้องรู้ว่าข่าวนี้เป็นข่าวที่ดี คู่แข่งน้อย ถ้าเราไหวตัวทัน ส่งทีมไปก่อน ถ้ามีสื่อใหญ่แชร์เราก็จบแล้ว เราถือว่าเราชนะ แล้วถามว่าทำไมเขาจึงแชร์ ก็เพราะมันไม่มีสื่ออื่นไป แล้วทำยังไงเราถึงชนะได้ เราก็ต้องอ่านเกมขาด พอมีข่าวอย่างนี้เยอะขึ้นคนก็เริ่มรู้จักอีจันมากขึ้น

ที่คุณว่า “ต้องรู้ว่าข่าวนี้เป็นข่าวที่ดี” ข่าวที่ดีเป็นยังไง

ข่าวที่มีความอินกับมนุษย์ สำหรับเรานะ ไม่ใช่ทุกคนตายจะเป็นข่าวใหญ่ การอ่านเกมตรงนี้สำคัญมากว่าคดีนี้จะเป็นคดีใหญ่หรือคดีไม่ใหญ่ ซึ่งมันก็มีวิธีคิดปกติ อย่างคดีเณรปลื้มเราไปก่อนเลย วันที่ขุดศพเณรปลื้มเราไลฟ์เฟซบุ๊กยอดแตะ 1 แสน ตอนแรกเราเห็นข่าวปุ๊บ เช็กข่าวกับผู้การฯ เราสั่งจองตั๋วเครื่องบินเดี๋ยวนั้นเลย คือเห็นแล้วมันรู้เลย

อีจัน

ทำไมชื่อเพจถึงเป็นอีจัน ไม่เป็นคุณจัน หรือพี่จัน

อันนี้ไม่ตอบได้มั้ย ขอเก็บไว้ก่อน แต่มันมีที่มา เราตั้งชื่อกันนานพอสมควร มีหลายชื่อ แล้วก็มาจบที่ชื่อนี้ เอาเป็นว่าวันที่เกิดคำนี้ขึ้นมา สิ่งแรกที่เราต้องทำเลยคือเราต้องถอดความเป็นตัวเราออกไปให้ได้ เพราะว่าสิ่งที่เราเคยทำทั้งหมดกับสิ่งที่มีอยู่ในอินเทอร์เน็ตมันคือตัวเดียวกัน แต่คนละรูปแบบ ดังนั้นถ้าเราถอดออกไม่หมด เราจะเอางานเดิมไปยัดในออนไลน์

ในชีวิตไม่เคยมีใครเรียกอี (หัวเราะ) สองสามอาทิตย์นะที่ไม่มีใครยอมเอ่ยชื่อเพจในออฟฟิศ จนทุกคนเริ่มชิน เพราะมันคือแบรนด์ มันไม่ใช่เรียกตามความหมายนั้น

ตั้งแต่ทำเพจอีจันมา มันเคยทำคุณเดือดร้อนบ้างหรือยัง

เราทำข่าวอาชญากรรมมา 20 ปี เชื่อไหมว่าเรายังไม่เคยถูกฟ้องหมิ่นประมาทเลยสักครั้ง มันเป็นหน้าที่เรานะที่ต้องเล่าความจริงให้ได้โดยไม่ละเมิด บางคนเลือกที่จะไม่เล่าเพราะกลัวถูกฟ้อง แต่เราจะเล่า ถ้ามันเหี้ยเราจะเล่า เราจะถามตัวเองเสมอนะเวลาจะเล่าอะไรบางอย่างซึ่งมันเป็นเรื่องสำคัญที่สังคมต้องรู้ เราจะเขียนบนความจริง เราเชื่อในกฎหมาย ถ้าเราเขียนความจริงแล้วเราถูกฟ้อง เราจะมีข้อต่อสู้ ดังนั้นด้วยความที่เราเชื่อในสิ่งนี้ ทุกครั้งที่เราเขียนแล้วเกิดความคิดว่าจริงหรือไม่จริง เราจะตรวจสอบทันที เช็กให้ชัวร์ก่อนที่งานจะออกไป บางครั้งเที่ยงคืนเรายังให้น้องโทรถามแหล่งข่าวอยู่เลย ถ้าเราคั้นเอาความจริงออกมาได้ เราเชื่อว่าความจริงจะคุ้มครองเรา

ส่วนอันไหนไม่มีหลักฐานเราก็ต้องบิดวิธีเล่า ด้วยเหตุนี้จึงมีนิทานอีจัน นิทานอีจันไม่สามารถเล่าเป็นข่าวได้ แต่เราต้องเล่า เพราะว่าบางข้อมูลเป็นข้อมูลที่สังคมต้องรู้ แต่เราต้องเล่าเป็นนิทาน นี่คือวิธีระวังของเรา ถ้าทุกคนกลัวจะถูกฟ้องมันจะทำให้งานเราถูกตัดหน้างานไปครึ่งนึง ทำอะไรก็ฟ้องได้หมดแหละ

ปกติคุณดูซีรีส์สืบสวนสอบสวนบ้างไหม

ชอบ เราชอบดู CSI ชอบดูหนังสืบสวน เราชอบรายการข่าว เราชอบ 60 Minutes แต่ซีรีส์เกาหลีเราก็ดู ซีรีส์เกาหลีมีวิธีเล่าเรื่องที่สนุกมาก เวลาเราดูหนังเราดูวิธีเล่าเรื่อง ถ้าหนังไม่ดีดูแป๊บเดียวก็เลิก

บางคนบอกว่าชีวิตจริงยิ่งกว่าในหนัง คุณคิดอย่างนั้นไหม

เราพูดอย่างนี้ดีกว่าว่า มนุษย์มีชีวิตไม่เหมือนกัน ที่เรื่องเรื่องหนึ่งมาเป็นหนังได้เพราะมันมีไดนามิก มีขึ้นมีลง มีพีก มีเปลี่ยน มีคาดไม่ถึง แล้วก็มีทางแยก ชีวิตคนก็เป็นแบบนั้นแหละ เพียงแต่ว่าความเข้มข้นของแต่ละคนมันไม่เหมือนกัน อย่างเราอาจจะใช้ชีวิตเรียบง่าย เราไม่ค่อยมีอะไรหวือหวา แต่อย่างคดีน้องจูนที่โดนสามีทุบหน้า อย่างนี้มีไดนามิกมาก เรื่องเขายิ่งกว่าหนัง เรื่องเขาควรจะเอามาทำหนังด้วยซ้ำ

ถามว่าถ้าให้เราดูชีวิตคน เราก็จะดูในเรื่องของเหตุและผล ความเป็นมา ก็เขาคิดได้เท่านั้นเลยทำแบบนี้ ความเลวของมนุษย์มันไปได้แค่ไหน อย่างบังฟัต คดีฆ่า 8 ศพ อาจจะไม่ใช่คนที่เราอยากคุยด้วยเลยก็ได้ คนที่ยิงเด็กได้ อย่างนี้เราจะไม่ค่อยอยากคุย เพราะว่ามันเกินกว่าที่เราจะเข้าใจ

ถ้าต้องคุยคุยได้มั้ย

เขาจะทนได้มั้ยล่ะ คำแรกที่เราจะต้องถาม “ทำไมมึงเหี้ยจังวะ มึงยิงเด็กได้” นี่ไม่ใช่คนที่เราอยากคุย แต่ถ้าเป็นเปรี้ยว เราอยากคุย เปรี้ยวมีวิธีคิดบางอย่าง เปรี้ยวมีที่มาที่ไป เปรี้ยวมีวิธีสั่งสมความเป็นอาชญากร เขาเป็นอาชญากรในวิธีคิดเขา เขาเกิดมาแล้วถูกกระทำบางอย่าง แล้วก็นำมาสู่สิ่งนี้ คนอย่างนี้มีอยู่ในสังคมมากมาย ซึ่งเราควรจะต้องเรียนรู้แล้วตั้งรับด้วยซ้ำ มันอาจจะเป็นคนข้างๆ คุณก็ได้ ชีวิตคุณไม่มีทางหลีกหนีอาชญากร คนพวกนี้อยู่ใกล้ตัวคุณมาก คนอย่างเปรี้ยว คนอย่างหมูหยอง ที่พูดเรื่องฆ่าคนเหมือนมด คุณจำไว้เลยนะ แผนประทุษกรรมของคนพวกนี้มันใกล้เราเข้ามาทุกทีๆ มันเดินปะปนอยู่แบบนี้ตลอด นี่คือความจริงที่คุณจะต้องเรียนรู้

คุณห้ามพูดว่า “ในโลกใบนี้มีความโหดร้ายอยู่จริง แต่ถ้าเราไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวเราจะไม่เจอ” นี่เป็นความคิดที่ผิด คุณต้องรู้ว่าในโลกใบนี้มันปะปนไปด้วยความดีและความเลวเสมอ คุณต้องรู้ว่าสิ่งที่อยู่ใกล้ๆ คุณกำลังเป็นสีเทา ก่อนที่มันจะดำ ถ้าคุณไม่รู้ พอมันดำคุณจะทำอะไรไม่ได้เลย ฉะนั้นก่อนที่ไฟมันจะร้อน คุณต้องรู้ว่าอุณหภูมิเปลี่ยนแล้ว

อีจัน

แล้วเพจอีจันทำหน้าที่ให้ทุกคนตระหนักถึงสิ่งนี้หรือเปล่า

เราไม่พูดตรงๆ เราไม่สอน เพราะว่าคนในออนไลน์สอนไม่ได้ เป็นธรรมชาติ คนในออนไลน์รู้มากกว่าเรา เราต้องยอมเขา ลูกเพจจะไม่ได้เรียนรู้โดยตรง แต่เรียนรู้ผ่านวิธีเล่า ผ่านอะไรบางอย่างที่จะกระตุ้นเตือนบ่อยๆ เช่น เราเล่าในนิทานอีจันเรื่อง พ่อข่มขืนลูก แล้ววันนึงลูกเติบโตมามีลูก แล้วเขาก็ฆ่าลูกตัวเอง

เราเล่าเรื่องนี้ทำไม เราไม่ได้เล่าให้สังคมรุนแรงมากขึ้น แต่เราบอกเขาว่า เรื่องมันเศร้ามากนะ ฉะนั้นจำไว้หน่อย ถ้าคุณได้ยินเด็กมาร้องบอกคุณว่าเขาโดนกระทำ คุณต้องช่วยเขา ก่อนที่วันนึงเขาจะกลายเป็นอาชญากร แล้ววันนึงเขาอาจจะไม่ได้ฆ่าลูกตัวเองนะ แต่เขาฆ่าคุณด้วย แสดงว่าสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเราคือเมื่อได้ยินความทุกข์ยาก คุณต้องรีบช่วย แจ้งมาที่เราก็ได้ แจ้งตำรวจก็ได้ คุณต้องช่วย ไม่ใช่ปล่อยให้เด็กโตมาแล้วเกิดเหตุการณ์แบบนั้น

คุณว่าในโลกที่อาชญากรอยู่ปะปนกับเรา เราควรจะใช้ชีวิตยังไง

วิธีอยู่ในโลกใบนี้ไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าการอยู่บนความจริง เราต้องรู้ก่อนว่าโลกมันเป็นอย่างนี้แหละ ต้องยอมรับมันก่อน สองคือ อย่าพาตัวไปอยู่ในจุดจุดนั้น ถ้าเรารู้ว่ามันเสี่ยง สมมติว่าเราจะต้องเดินทางไปในที่เปลี่ยว คุณก็ต้องระวัง คุณก็ต้องเอาเพื่อนไป คุณก็ต้องมีโทรศัพท์ที่ชาร์จเต็ม แต่ส่วนใหญ่คนที่ถูกหลอกจะมีลักษณะของเหยื่ออยู่แล้ว เช่น เชื่อคนง่าย ขี้กลัว คิดไปเอง ฟุ้งซ่าน ทำให้เขาเกิดภาวะที่ว่าคนพูดอะไรก็เชื่อ เขาใช้ความเชื่อมากกว่าการพิสูจน์ ฉะนั้นคนแบบนี้จะตกเป็นเหยื่อง่าย เตือนคนพวกนี้ก็เตือนไม่ได้ ต้องให้เขาเรียนรู้ เดี๋ยวก็ฉลาดขึ้น คนจะฉลาดขึ้นทุกครั้งที่มีปัญหา

คุณอยู่กับข่าวฆาตกรรม เห็นคนฆ่าแกงกันมาทั้งชีวิตการทำข่าว มันทำให้คุณสูญสิ้นศรัทธาในความเป็นมนุษย์มั้ย

มันก็คือเรื่องที่เกิดขึ้น จำไว้ว่าทุกอย่างมีเหตุกับมีผล เมื่อมีเหตุ ผลย่อมเกิด ดับเหตุ ก็ดับผล เท่านั้นเอง เรื่องมันมีแค่นี้ มันไม่ได้ตีรวม เรื่องบางเรื่องทำให้เราหดหู่ใจ แต่มันก็เป็นเรื่องเรื่องหนึ่งที่เกิดขึ้นแล้วเท่านั้นเอง เราไม่เอาเรื่องทุกเรื่องมาปนกัน มันคือสิ่งที่เกิดขึ้นแต่ไม่ได้แปลว่าทุกอย่างเป็นเหมือนกันไปหมด เพราะทุกอย่างมันเป็นไปตามเหตุตามผล แปลกไหม เราใช้อารมณ์ในการทำงานแต่เราไม่ใช้อารมณ์ในการใช้ชีวิต เราไม่ใช้อารมณ์กับเรื่องที่เกิดขึ้น ฉะนั้นจึงไม่แปลกที่เราจะนั่งคุยกับผู้ต้องหาได้ ถ้ามันไม่เกินเส้นเกินไป มันมีอยู่ไม่กี่ข้อที่เราจะไม่เคารพคนพวกนั้น อย่างฆ่าเด็ก ฆ่าข่มขืน เราไม่เคารพ เจอก็ไม่อยากคุยกับคนพวกนี้

จำวันแรกที่เพจแตะหลักล้านได้มั้ย

เราทำอะไรกันอยู่ก็ไม่รู้ เพราะเวลายอดในเพจขึ้นคือเวลาที่เรายุ่ง ระหว่างที่มันขึ้นช่วงนั้นจะมีข่าวพีกทุกครั้ง ข่าวจะทำให้เราลอยขึ้นแบบก้าวกระโดด แล้วเราจะไม่เคยรู้ว่าเรากำลังก้าวกระโดด จนกระทั่งเราทำงานเสร็จหรือข่าวซา เราถึงได้มาดูว่า อ้าว ยอดขึ้นแล้วเหรอ

วันที่ยอดไลก์เพจขึ้น 3 ล้านไม่มีใครรู้ตัวเลยนะ เพราะกำลังตามข่าวเปรี้ยว ซึ่งเรื่องเยอะมาก เราปั่นข่าวกันแทบไม่ทัน เราจำได้เลยว่ากราฟิกฉลอง 3 ล้านเป็นกราฟิกที่ง่อยมาก (หัวเราะ) มีพี่ที่คอยมอนิเตอร์บอกว่า 3 ล้านแล้ว เราก็ยังถามว่าแล้วไงล่ะ คือคลิปเรายังคาอยู่ที่คอมทุกเครื่องเลย ก็มีคนถามว่า อ้าว ไม่มีกราฟิกฉลอง 3 ล้านเหรอ เราก็คิด ยังจะเอากราฟิกอีกเหรอ อารมณ์นั้นคืองานกูไม่เสร็จ ลูกเพจรอกูอยู่

มีฉลองกันมั้ย

มีสัญญากันว่าถ้าครบล้านเราจะพาเด็กไปเที่ยว ตอนนั้นที่สัญญาน่าจะมียอดสักประมาณ 5 แสน ซึ่งเราคิดว่าคงปีหน้าถึงครบล้าน หันมาอีกที 3 ล้านแล้วเราก็ยังไม่ได้พาเด็กไปไหน (หัวเราะ) เพิ่งจะได้พาไปเมื่อต้นเดือนนี้เอง ซึ่งมันเลย 3 ล้านมาตั้งเยอะแล้ว

ตัวเลขคนกดไลก์เพจเกิน 3 ล้านภายใน 6 เดือนบอกอะไรคุณบ้าง

มันบอกว่าคนชอบเสพข่าวนะ ใครว่าข่าวเป็นเรื่องยาก คนชอบข่าว คนชอบข้อมูลตรง คนชอบไดนามิก หมายความว่าอะไรที่ไม่เป็นแพตเทิร์นมากเกินไป เราว่าสิ่งที่เราตีโจทย์มาทั้งหมดมันตอบโจทย์ ทุกอย่างอยู่ที่คอนเทนต์และวิธีเล่า แล้วนี่คือคำตอบที่ทำให้รู้ว่าคนต้องการอะไร พอรู้ว่าคนต้องการอะไร จุดแข็งของเราอีกข้อนึงก็คือ เราตอบทุกครั้งที่มันมีความต้องการ

คุณเป็นคนที่ให้ค่ากับตัวเลขคนไลก์ไหม

ให้ค่ากับความฉลาดของเรา แปลว่าเราเข้าใจคนดู ถ้าเราทำได้ดีไม่ได้แปลว่าเราเก่งนะ แต่แปลว่าเราตีโจทย์แตก มีเท่านั้นเอง ข่าวข่าวหนึ่งจะนำเสนอด้วยวิธีไหนอ่านให้ออก ถ้าเราอ่านออกก็จบ ทุกอย่างแข่งกันแค่นี้เอง เราไม่ได้แข่งกับใครเลยนะ เราแข่งกับคอนเทนต์ เราถึงบอกว่าเราต้องเคารพคอนเทนต์มากๆ

เราถามเด็กว่า ทำงาน 1 ชิ้นเหนื่อยมั้ย 3 ชั่วโมงกว่าจะเสร็จ ถ้าเหนื่อย ก็ทำให้มันดีที่สุด ทำให้เต็มที่ ฝากผลงานไว้ แล้วก็จบ หน้าที่เราทำแค่นี้ แต่ถ้าคุณใช้ 3 ชั่วโมงนี้ห่วย คุณก็เสียเวลา 3 ชั่วโมงนี้ไป แล้วคุณจะทำไปทำไม คุณนั่งทำเพราะต้องมีงานออกเหรอ ไม่ใช่ แต่สิ่งที่คุณทำมันมีคุณค่ากับคนดู มันมีคุณค่ากับสังคม คุณต้องรู้ว่าสิ่งที่คุณทำมันคืออะไร

อีจัน

เหมือนทุกคนในทีมเชื่อว่ากำลังทำสิ่งที่มีคุณค่ากันอยู่

มันไม่ใช่ความเชื่อนะ มันคือความจริง เช่นจับโจรได้ เช่นผู้เสียหายได้เงินคืน เช่นประกาศเบาะแสเจอเด็ก เช่นเราช่วยคนได้ทัน นี่คือความจริง

ความสุขของคนทำข่าวอาชญากรรมคือตอนไหน

สำหรับเราการปิดคดีคือเรื่องที่ดีที่สุด เพราะไม่อย่างนั้นมันจะอยู่ในหัว คุณไขคดีไม่ออก มันคิดตลอดนะ คุณจะโล่งเมื่อคดีนั้นมันตอบคำถามคุณได้ พอคุณได้ตัวคนร้ายมามันจะกระจ่างทุกข้อ จริงๆ แล้วคนที่เป็นนักสืบทุกคนก็เป็นแบบนี้นะ เราเข้าใจเลยว่าทำไมนักสืบใหญ่ๆ ก่อนจะรับคดีเขาจะคิดเยอะ เพราะพอรับปุ๊บมันเลิกไม่ได้ มันจะคิด คิด คิด จนจบคดี ฉะนั้นวันที่ปิดคดีได้เราเข้าใจเลยว่าทำไมเขาถึงกินเบียร์กัน เวลาเราร่วมสืบกับตำรวจ ซีนที่ดีที่สุดคือซีนกินเบียร์ ตำรวจเปิดเบียร์เมื่อไหร่แสดงว่าคดีจบแล้ว

คัฟเวอร์เฟซบุ๊กคุณเขียนว่า ‘อย่าสิ้นหวัง ความยุติธรรม…มีจริง’ คุณเชื่ออย่างนั้นจริงหรือ

‘อย่าสิ้นหวัง ความยุติธรรม…มีจริง’ เป็นชิพชิพหนึ่งที่เราใส่เข้าไปในสังคม คือมีจริงหรือไม่จริงไม่ต้องสนใจ แต่สนใจเถอะว่าในสังคมเราต้องมีความยุติธรรม เพราะในความเป็นจริงเราต้องการสิ่งนี้ เราจะมานั่งบอกทำไมว่ากูไม่เชื่อหรอกว่าในสังคมมีความยุติธรรม เราไม่ได้มีหน้าที่นั่งด่าความมืด แต่เรามีหน้าที่เปิดแสงสว่างให้ความมืดมันหายไป เพราะฉะนั้นเราต้องทำหน้าที่ เราต้องแกะคดี เราต้องดิ้นรนหาความยุติธรรมต่อไป

เราไม่ได้โกหกนะ ประโยคที่ว่า ‘อย่าเพิ่งสิ้นหวัง ความยุติธรรม…มีจริง’ ไม่มีคำไหนโกหกเลย ถ้าคุณเชื่อว่ามันมีอยู่จริง คุณก็ต้องไป อย่าสิ้นหวัง สักวันมันจะเจอ

อีจัน

Writer

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

3 พฤศจิกายน 2564
1,109

กลับมา, พื้นที่เล็กๆ, ผูกพัน, ชั่วโมงต้องมนต์, เผลอ, เปลี่ยนไปทุกอย่าง,​ ความลับ, เหนื่อย ฯลฯ เหล่านี้คือชื่อเพลงฮิตบางเพลงที่มาจากฝีมือการแต่งของ บอย-ตรัย ภูมิรัตน โดยบางเพลงถูกปล่อยในนามวง Friday บางเพลงเป็นผลงานของเขาในฐานะศิลปินเดี่ยว และบางเพลงถูกขับร้องโดยศิลปินคนอื่นๆ

เล่าสั้นๆ แค่ย่อหน้าข้างต้น ก็พอจะบอกได้ว่าบอยอยู่ในแวดวงดนตรีไทยมานาน…ให้เจาะจงขึ้นหน่อยก็คือมากกว่า 20 ปีแล้ว (อัลบั้มชุดแรกของวงฟรายเดย์ออกเมื่อ พ.ศ. 2540-ปีที่มีวิกฤตต้มยำกุ้ง) เขาผ่านบทบาทหลากหลายในวงการทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลัง ผ่านการมีเพลงฮิตที่ร้องกันทั่วบ้านทั่วเมือง ไปจนถึงการปล่อยเพลงแบบสบายๆ ที่หวังเพียงตอบสนองความฝันส่วนตัวบางอย่าง

หากลองไล่เรียงเรื่องราวในบทเพลงของบอย เราจะพบว่ามีความหลากหลายและเติบโตมากขึ้นตามวันเวลา มีทั้งเรื่องความรักในวัยหนุ่มสาว ความรักแบบผู้ใหญ่ ความฝัน การเปลี่ยนแปลงในชีวิต การยึดติดกับอดีต และวัยเยาว์อันงดงาม มิตรภาพที่เติบโตคลี่คลาย และมีกระทั่งเพลงที่พยายามสรุปสิ่งสำคัญที่ได้เรียนรู้จากชีวิต (คุณเคยลองฟังเพลง ไม่มีสิ่งไหน ในอัลบั้มของ The BOYKOR ที่เขาทำร่วมกับ ก้อ-ณฐพล ศรีจอมขวัญ หรือยัง) ผลงานเพลงหลายร้อยชิ้นของบอยพิสูจน์ว่า เขาเป็นนักแต่งเพลงที่มีแนวทางของตัวเอง มีลายเซ็นชัดเจน แต่ก็ไม่เคยหยุดนิ่ง เพราะผลงานเพลงของเขาก็เป็นเหมือนบทบันทึกมุมมองที่เติบโตไปตามชีวิตเช่นกัน

หลังจากอัลบั้ม Colorfication ของวงฟรายเดย์ที่ออกมาเมื่อ พ.ศ. 2554 และอัลบั้มเดี่ยวของเขาชุด ขุนเขาแห่งหมี ที่ออกมาเมื่อ พ.ศ. 2560 ผ่านมาถึงปลายเดือนกันยายน พ.ศ. 2564 บอยก็มีงานใหม่ แต่คราวนี้ไม่ใช่ในนามวง ไม่ใช่ในนามศิลปินเดี่ยว แต่เป็นในฐานะนักแต่งเพลงที่ชื่อว่า Zentrady ซึ่งเป็นนามปากกาที่เขาใช้แต่งเพลงให้กับศิลปินต่างๆ มาเนิ่นนาน (เป็นนามปากกาที่เขาได้แรงบันดาลใจจากแอนิเมชันญี่ปุ่นยุค 80 เรื่อง Macross) โดยคราวนี้เขาไม่ได้ทำอัลบั้มเพื่อวางขายทั่วไป แต่จะใช้วิธีบอกรับสมาชิก!

ไม่ใช่แค่จะมีงานเพลงใหม่ในฐานะคนดนตรีเท่านั้น แต่มาถึงวันนี้ บอยยังเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย เป็นคุณพ่อลูกสอง และเป็นคนหนึ่งผ่านเรื่องราวอะไรๆ มาไม่น้อย ทั้งสุขและเศร้า เท่าที่ชีวิตคนคนหนึ่งได้ผ่านพบเมื่อมาถึงวัยปลาย 40 ไปแล้ว

คงไม่ใช่แค่เรื่องความผูกพัน และไม่ควรจะเป็นความลับอะไร ถ้าเราจะกลับมาหาพื้นที่เล็กๆ ให้บทสนทนาของผู้ชายคนนี้อีกสักครั้ง

บอย-ตรัย ภูมิรัตน นักร้อง นักแต่งเพลง และนักฝัน ในวันที่เป็นคุณพ่อลูกสอง

ชีวิตช่วงนี้ของคุณเป็นอย่างไรบ้าง

ชีวิตรวมๆ ตอนนี้ก็ปกติสุข คือก็แฮปปี้ดี แต่อาจจะแฮปปี้ไม่สุดนะ แต่เวลาทุกข์ก็จะรู้ว่าทุกข์นานไม่ได้ (หัวเราะ) ต้องหาทางออก เหมือนคนทั่วไปมั้ง เผชิญปัญหากันอยู่ตอนนี้ไม่ใช่สภาวะที่เป็นปกตินัก ถ้ารวมๆ ก็คือผมมีชีวิตที่มีความสุขดี อยู่พร้อมหน้ากับครอบครัว มีปัญหาบ้างอะไรบ้าง เราก็เผชิญปัญหาไปด้วยกัน หาทางออกไปด้วยกัน มันก็คือเป็นปุถุชนน่ะ

ตอนนี้คุณทำงานอะไร แบบไหนอยู่บ้าง

พูดสั้นๆ ก็คือ รับทุกอย่างที่จ้าง (หัวเราะ) ทุกอย่างที่ทำเป็น แต่ก็ยังทำเพลงเป็นหลัก ก็คือยังเป็นนักดนตรีอยู่และมีงานด้านอื่นด้วย คือเป็นอาจารย์พิเศษ ซึ่งเป็นมาปีที่เจ็ดแล้ว ที่คณะดุริยางคศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร สอนเรื่องการแต่งเพลง เป็นดีเจรายการวิทยุที่ Cat Radio เขียนบทละครทีวีด้วย อันนี้ที่เป็นงานหลักๆ นะ นอกนั้นคืองานจ้างอะไรก็รับหมดครับ ไปเล่นละครก็มี (หัวเราะ)

มีงานที่ติดต่อมาแล้วเรายังไม่รับบ้างไหม

ไม่มี จริงๆ ก็คือรับหมด แต่ว่าเวลาทำไปแล้วก็มีคิดอยู่เหมือนกันว่า ‘เราทำไรอยู่วะ’ (หัวเราะ)

อย่างเช่นงานแสดงใช่ไหม

ใช่ๆ (หัวเราะ) งานแสดงนี่แบบ ‘เฮ้ย มันจริงเหรอวะ’ (หัวเราะ) มันก็มีมุมที่ท้าทายตัวเองที่รู้สึกว่า เออ เขาอุตส่าห์ให้โอกาส เราก็ลองดูหน่อย อะไรอย่างนี้ ผมชอบคิดแบบนี้ ชอบคิดว่ามีโอกาสก็ลองทำดู เป็นประสบการณ์ ถ้าทำออกมาไม่ดีอย่างมากก็โดนเพื่อนแซว แต่ทุกอย่างที่ทำก็ไม่รู้สึกว่า ไม่น่าไปทำเลย อย่างนั้นไม่มี

บอย-ตรัย ภูมิรัตน นักร้อง นักแต่งเพลง และนักฝัน ในวันที่เป็นคุณพ่อลูกสอง

เคยสัมภาษณ์คุณเมื่อหลายปีก่อนตอนที่คุณมีลูกคนแรก คุณบอกว่า ‘การมีลูกทำให้เป็นคนที่ใช้ได้มากขึ้น’ อยากรู้ว่าตอนนี้มีลูก 2 คนแล้ว เป็นอย่างไรบ้าง

ไอ้ครั้งแรกที่ตอบไป ประโยคนั้นก็จำเขามา (หัวเราะ) คนที่บอกผมคือ พี่บอย โกสิยพงษ์ ตอนนี้ถ้าถามผมที่มีลูกสองแล้วเนี่ย (หัวเราะ) ก็ไม่รู้ว่าเป็นคนที่ใช้ได้มากขึ้นหรือเปล่า แต่เชื่อว่าเป็นคนที่ถูกคาดหวังว่าจะต้องทำอะไรให้มันอยู่กับร่องกับรอยนะ เป็นพ่อแม่ลูกกันนี่ สามเหลี่ยมพันผูก พ่อคาดหวังแม่ แม่ก็คาดหวังพ่อ ลูกก็คาดหวังพ่อแม่ ในบทบาทที่เราควรจะเป็น เราก็ไม่อยากทำให้ใครผิดหวัง ทำให้คนในครอบครัวผิดหวัง เรารู้สึกมากขึ้นทีละนิดว่าเราอยากจะพยายามให้มากกว่านี้ ผิดชอบชั่วดีที่ไม่อยากทำให้คนที่เรารักผิดหวัง มันเป็นความรู้สึกที่ค่อยๆ เพิ่มมากขึ้นเองมั้ง เวลาที่เป็นครอบครัว แล้วมันต้องเดินไปในทิศทางเดียวกัน ประคับประคองกันไป

คุณมีวิธีการสอนลูกอย่างไร

(หยุดคิด) ผมไม่ได้สอนแบบสอนๆๆ นะ แต่จะพยายามเรียนรู้ไปด้วยกันนี่แหละ เอาสิ่งที่พบเจอเรียนรู้ไปด้วยกัน ผมเรียนรู้ว่าการสอนสั่งไม่ได้ประโยชน์อะไรเท่าไหร่ อย่างการบ่นเนี่ย แรกๆ ผมก็เป็น ชื่นใจ เคยโดนผมบ่นนู่นบ่นนี่ตอนเขายังเด็กๆ คือเราไม่เข้าใจเขาว่าทำไมเขาไม่ทำอย่างที่เรานึกภาพไว้ เราโตกว่า เราเห็นภาพแล้วทำอย่างนี้มันจะง่ายกว่านะ หรือมันจะตรงประเด็นกว่า ทำไมลูกไม่ทำอย่างนี้ บอกบทไปก่อนทุกที ผมไปเห็นภาพของตัวเอง แล้วอยากให้ลูกทำแบบนั้น 

บ่นมากๆ เสียงเราจะกลายเป็นอากาศที่เขาฟังผ่านไป พูดให้คอแห้งก็เท่านั้น แต่พอเรียนรู้การอยู่ด้วยกันกับเด็กๆ ไปเรื่อยๆ ก็พบว่าการบ่น การดุ หรือบังคับให้ทำมันไม่เกิดประโยชน์ การเรียนรู้ต่างหากที่เกิดประโยชน์ คือทั้งผิดทั้งถูกน่ะทำไปเถอะ แล้วเขาจะค่อยๆ ตักเอาส่วนที่มันใช้ได้มาเป็นประสบการณ์ของตัวเองได้เอง 

ก็เลยพบว่า อ๋อ เด็กๆ เขาไม่ได้ต้องการคนมาบอกให้ทำอะไร แต่ว่าการมีคนไปอยู่ข้างๆ เป็นเพื่อนเขา ทำไปด้วยกันกับเขา หรือเราจะไม่ทำก็ได้ แค่เฝ้ามองเขาอยู่ก็ได้ ให้เขารู้สึกอุ่นใจ แล้วให้เขาทำของเขาเอง เรียนรู้ด้วยตัวเอง มีความเห็นของตัวเอง อย่างเรื่องการเรียนออนไลน์นี่ ตั้งแต่ชื่นใจอยู่ ป.2 ผมแทบไม่ต้องช่วยดูอะไรเลย คือเข้าเรียนกี่โมง เขาดูตารางสอนปุ๊บ ดูนาฬิกา ไปหยิบไอแพด หยิบสายชาร์จมานั่งรอ พร้อมเองเสร็จสรรพ เขานั่งอยู่กับที่ นั่งเรียนไปจนจบ เรียนเสร็จแล้วก็ไปเล่น คือหลายๆ เรื่อง เราแทบไม่ต้องไปคอยบอกว่าทำอย่างนี้สิ นั่งอยู่ตรงนี้ก่อน อย่าเพิ่งไปโดดโซฟาอะไรแบบนั้น เขาไม่ได้เป็นอย่างนั้นแล้ว

บอย-ตรัย ภูมิรัตน นักร้อง นักแต่งเพลง และนักฝัน ในวันที่เป็นคุณพ่อลูกสอง

คุณเรียนรู้เรื่องอะไรจากการเป็นพ่อคนอีกบ้าง

(นิ่งคิด) เรียนรู้ว่าเราผิดได้ เราเป็นพ่อ ไม่ใช่แปลว่าต้องถูกต้องเสมอ หรือคำพูดเราจะเป็นประกาศิตเด็ดขาด ไม่ใช่อย่างนั้น เหมือนกับว่าพ่อเป็นหลายๆ บทบาทนะ พ่อเป็นพ่อ บางทีพ่อก็เป็นเพื่อน บางทีพ่อก็เป็นคนที่เล่นอะไรกับเขาแล้วแพ้เขาก็ได้ หรือพ่อเล่นไม่เป็น จะให้เขาสอนก็ได้ หรือว่าพ่อบางทีเข้าใจผิด พ่อก็ขอโทษได้ มันไม่ได้เป็นอะไรที่ใหญ่โตสูงส่งไปกว่ากัน ก็แค่เป็นพ่อลูกกัน แล้วก็ใช้ชีวิตแบบอะลุ่มอล่วยนิดหนึ่ง 

ฉะนั้น พอเราลดความใหญ่ของคำว่า ‘พ่อ’ ลงไป การที่เราจะพยายามทำความเข้าใจกัน มันก็เหมือนจะง่ายขึ้น มันอาจจะมีผิดบ้าง ก็ไม่เห็นจะเป็นอะไรเลย ผิดก็ขอโทษ อ่าว มันต้องยังไงนะ ไหนอธิบายพ่อหน่อยสิ ก็แค่นั้นเอง

แต่อย่าผิดบ่อย ผิดบ่อยๆ ก็ไม่ดี (หัวเราะ)

ที่สำคัญคือ พ่อกับแม่อย่างน้อยควรจะไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อที่ลูกจะไม่งง ลูกก็จะเห็นว่าทิศทางที่ถูกต้องเป็นอย่างนี้ ไม่ใช่ว่าพ่อกับแม่ขัดแย้งกันอยู่ตลอดเวลา ลูกก็คงจะเครียดที่ต้องคอยเลือกว่าไปอยู่ข้างใดข้างหนึ่งใช่ไหม เราคิดว่าพ่อกับแม่ต้องตกลงกันก่อนว่า นโยบายทิศทางต่างๆ ของบ้านจะเป็นอย่างไร

การเป็นพ่อคนส่งผลยังไงกับการทำงานเพลงของคุณบ้างไหม

ส่งผลมากในแง่อิสระของเวลาหรือสมาธิที่น้อยลง แต่ก็เป็นความสุขอีกแบบหนึ่ง พอเวลาในการทำเพลงมีจำกัด เวลาที่เราได้ใช้ก็จะใช้อย่างมีความสุขมาก ตอนได้ทำเพลงมันเป็นโลกของเรา เป็นเวลาของเรานะ เราเห็นคุณค่าของเวลามากขึ้น ผมชอบมองแบบนี้นะ ผมจะไม่ชอบคิดแบบว่า ‘มีเวลาเหลือแค่นี้ จะไปคิดออกได้ไง’ (หัวเราะ) 

การมีเงื่อนไขให้ไม่สะดวกหรือง่ายเกินไป ก็มองให้มันท้าทายตัวเองไปซะ แต่การเป็นพ่อคนก็ส่งผลในแง่ของการมองโลกด้วย คือก่อนมีลูกผมพยายามมองโลกด้วยความเข้าใจ พยายามจะมีเพลงรักที่เข้าใจ๊เข้าใจจังเลย แต่มาตอนนี้พอหลังจากที่มีลูก ลูกโตพอจะฟังเพลงเราได้แล้ว ผมก็เจอกับคำวิจารณ์เพลงจากลูกด้วยนะ เออ มันก็เริ่มรู้สึกว่า ทำอย่างไรถึงจะมีเพลงที่สื่อสารกับเขาได้นะ

บอย-ตรัย ภูมิรัตน นักร้อง นักแต่งเพลง และนักฝัน ในวันที่เป็นคุณพ่อลูกสอง

เขาวิจารณ์ว่าอย่างไร

‘เพลงพ่อเศร้าอะ’ ‘เพลงพ่อหดหู่จังเลย ไม่หนุกเลย’ อะไรอย่างนี้ เยอะแยะไปหมด หรือไม่บางทีก็บอกสั้นๆ ว่า ‘ไม่ชอบ!’ (หัวเราะ) 

ชื่นใจเขาเป็นคนร่าเริง เขาก็จะชอบอะไรที่มีความเบิกบาน หรือเพลงที่มันวัยรุ่นๆ น่ะ ผมก็อยากจะทำเพลงให้สื่อสารกับเขานะ มันอาจจะไม่จำเป็นต้องเป็นเพลงที่เบิกบานก็ได้ แต่มันควรเป็นเพลงที่เขาเอ็นจอยไปด้วยได้ หรือเป็นสะพานระหว่างเราได้ ผมก็พยายามแต่งหลายเพลงนะ แต่งเพลงสอนใจในวันที่เขาเป็นวัยรุ่นหรืออะไรอย่างนี้ ก็มีแต่งเก็บไว้ เรียกว่าการมีลูกก็เป็นแรงบันดาลใจในการแต่งเพลงได้เหมือนกัน

อัลบั้มเดี่ยวชุดก่อนหน้านี้ของคุณคือ ‘ขุนเขาแห่งหมี’ (2017) มีลักษณะปกอัลบั้มคล้ายหนังสือนิทาน เรื่องนี้เกี่ยวกับความเป็นพ่อคนด้วยไหม

ถ้าเรื่องราวในอัลบั้มอาจจะไม่ค่อยเกี่ยว เพลงในอัลบั้มนั้นเขียนไปตามสภาวะจิตใจของผมในช่วงเวลานั้น เป็นวัยที่ผมรู้สึกว่าการทำอัลบั้มมันยากจัง คำถามในใจเยอะ โลกเปลี่ยนไป ไม่เหมือนเมื่อก่อน มันเหมือนขึ้นภูเขาน่ะ รู้สึกว่าทำไมเราต้องมาวัดกันที่ยอดวิว ทำไมเราต้องมีเพลงตัดซิงเกิ้ล ทั้งๆ ที่เมื่อก่อนผมชอบทำเพลงเป็นอัลบั้ม แล้วเพลงเพราะๆ ที่เราชอบมักจะเป็นเพลงประกอบในอัลบั้มไง ไม่ใช่เพลงโปรโมตเสมอไป ซึ่งในสมัยนี้ไม่ได้เป็นแบบนั้น สมัยนี้มันคือการตัดซิงเกิ้ล ทำเพลงทีละเพลง แล้วต้องโดนทุกเพลง ต้องเรียกร้องความสนใจให้ได้เร็วที่สุด มีเวลาให้น้อยที่สุด ซึ่งจะว่าไปการคิดแบบนั้นก็เป็นการที่ผมตีโพยตีพายไปเองในวันนั้นแหละ (หัวเราะ) 

อัลบั้มนั้นเป็นบทบันทึกของชายในวัยสี่สิบกว่าคนหนึ่ง แต่ว่าการทำให้เป็นรูปเล่มนิทาน ก็อาจเป็นเพราะว่าเป็นสิ่งที่เชื่อมโยงกับตัวเองในช่วงเวลานั้นมั้ง เป็นวัยที่อ่านนิทานให้ลูกฟัง

ทำไมงานใหม่ของคุณถึงทำในนาม Zentrady

พยายามจะหาแง่มุมที่ตัวเองยังไม่ได้ทำ แล้วก็ท้าทายตัวเองว่า ลองทำแบบนี้จะไหวไหม ลองอะไรในมุมอื่นๆ บ้าง Zentrady เป็นมุมหนึ่งที่ผมรู้สึกว่า ตลอดการทำงานเพลงผมค่อนข้างจะเป็นคนขี้อาย เป็นคนที่ไม่ค่อยไปนู่นไปนี่อะไรกับใคร งานชุดนี้เลยเป็นชุดที่ผมอยากตั้งโจทย์กับตัวเองเลยว่า อยากจะไปยุ่งกับคนอื่นเยอะๆ เราจะทำส่วนที่ใช้ความคิดจริงๆ คือเรื่องแต่งเพลงกับการโปรดิวซ์ ส่วนงานนอกนั้น ถ้าเราชวนใครได้ก็จะไปชวน

งานนี้ชื่อชุดว่า Zentrady Galaxy เป็นกาแล็กซี่ของมนุษย์ Zentrady ครับ ตั้งใจจะแบ่งเป็นสามชุด ชุดละห้าเพลง ศิลปินที่ชวนๆ ก็มี พี่ก้อง (สหรัถ สังคปรีชา) มี แสตมป์ (อภิวัชร์ เอื้อถาวรสุข) มี พี่เล็ก Greasy Cafe บอกประมาณนี้ก่อนนะ พยายามชวนคนที่เราชื่นชอบชื่นชมหลายๆ คนน่ะ แต่ว่าเขายอมมาหรือไม่มานั่นอีกเรื่องหนึ่ง

ทำเป็นอัลบั้มแบบปกตินี่แหละ มีให้ฟังทุกช่องทาง แต่จะเพิ่มส่วนที่เป็นสมาชิกขึ้นมา จริงๆ แล้วมันไม่ได้อะไรซับซ้อน ผมรู้สึกว่าตัวเองทำงานมาถึงจุดที่อยากใกล้ชิดกับแฟนๆ บ้าง เมื่อก่อนนี้ก็ทำตัวไม่เป็น ถ้าเป็นไปได้ ถ้ารู้ว่าใครเป็นแฟน ก็อยากเอาใจเขาเยอะๆ อยากทำอะไรพิเศษให้เขา หาของขวัญให้เขา เรื่องการปล่อยเพลงก็คงจะปล่อยไปเรื่อยๆ ทีละเพลงนะ แต่จะรวมเป็นอัลบั้มหรือเปล่าก็ยังไม่แน่ใจ แต่สำหรับสมาชิก เราจะให้สมัครเป็นเซ็ต เซ็ตแรกมีห้าเพลง ทั้งโปรเจกต์น่าจะมีสิบห้า 15 เพลง ก็รวมเป็นสามเซ็ต แต่สมาชิกจะได้ซีดีเพลงและได้ของขวัญที่เราคิดว่าเหมาะกับเพลงนั้นๆ เป็นเซอร์ไพรซ์บ็อกซ์ส่งให้ด้วย รวมทั้งโอกาสที่จะได้เจอกัน ได้มาร่วมกิจกรรมกัน 

นอกเหนือจากทั้งหมดทั้งมวล คือผมก็อาจจะแค่หาเหตุผลที่จะให้ตัวเองยังได้ทำเพลงน่ะ (หัวเราะ)

คุณจะรับสมาชิกรับกี่คน

แหม กี่คนก็รับครับ (หัวเราะ) แต่มีสองร้อยถึงสามร้อยคน ผมก็แฮปปี้แล้วนะ คือเรื่องจุดคุ้มทุนนี่ผมไม่รู้หรอก (หัวเราะ) แต่ว่าทั้งหมดทั้งมวลผมได้แรงบันดาลใจมาจาก ตุ๊กตา (พนิดา เอี่ยมศิรินพกุล-ภรรยา) เขาทำหนังสือที่ให้คนบอกรับเป็นสมาชิกชื่อ Smileplease:-) ซึ่งก็ทำให้เขาได้ใช้ไอเดียเต็มที่ สนุกกับการทำหนังสือของเขาได้ แล้วผมก็รู้สึกว่ามันน่าสนุกดีนะ มันทำให้กลับมามีแพสชันในการทำงาน จริงใจกับงาน ได้เห็นหน้าเห็นตาแฟนๆ ที่สนับสนุนเราจริงๆ เราก็ทำเต็มที่ไปเลย วันหนึ่งก็เลยถามตุ๊กตาไปว่า นี่เราทำแบบนี้กับเพลงบ้างได้ไหม จากนั้นก็เลยมาช่วยกันทำเป็นโปรเจกต์นี้นี่แหละ

เวลาทำงานในนาม Zentrady ซึ่งเป็นการชวนเพื่อนๆ มาร้องเพลงที่คุณแต่ง คุณเริ่มแต่งเพลงจากอะไร จากตัวเพลงก่อน หรือจากตัวคนของคนที่ชวนมาร้อง

นี่แหละปัญหา (หัวเราะ) จริงๆ ทุกเพลงที่แต่งไปก็แต่งจากตัวเอง จากแง่มุมอะไร บางอย่างในตัวเองนะ พอเสร็จแล้ว ผมก็จะนึกภาพว่าใครจะมาช่วยเราถ่ายทอดเพลงนั้นๆ ได้ แต่ก็มีบางเพลงที่แต่งๆ ไปแล้วรู้สึกว่า เออ อยากชวนคนนี้นะ แล้วผมก็แต่งสำหรับเขาเลย โดยที่ยังไม่ได้ไปชวน นี่ก็กังวลว่าเดี๋ยวไปชวนแล้วเขาไม่มาจะทำไง (หัวเราะ)

แต่จริงๆ อะไรก็เป็นไปได้ทั้งนั้น มันแปลกดี พอผมเริ่มทำโปรเจกต์นี้แล้ว ก็เริ่มรู้สึกว่าหลายๆ อย่างมันสนุกจัง มันกลับมาสนุกจากที่เมื่อก่อนนี้ จะเริ่มอะไรมันจะมีเงื่อนไขในใจไปหมด กระบวนการมันต้องอย่างนี้ ระบบมันต้องอย่างนี้ แต่ว่าพอทำเป็นโปรเจกต์ของตัวเอง ก็คิดว่าทำอย่างที่ตัวเองอยากทำนี่แหละ จะบาดเจ็บก็ด้วยตัวเอง ไม่เดือดร้อนลำบากใคร มันก็จะลดความกลัวทั้งหลายไปได้เยอะ จะทำได้หรือไม่ได้ก็ยังไม่รู้ แต่รู้สึกว่า นี่แหละ สนุกแล้ว

พื้นที่เล็กๆ ที่บอย-ตรัย ภูมิรัตน บอกเล่าชีวิตในฐานะนักร้อง นักแต่งเพลง อาจารย์มหาวิทยาลัย คุณพ่อลูกสอง และชายวัยปลาย 40
พื้นที่เล็กๆ ที่บอย-ตรัย ภูมิรัตน บอกเล่าชีวิตในฐานะนักร้อง นักแต่งเพลง อาจารย์มหาวิทยาลัย คุณพ่อลูกสอง และชายวัยปลาย 40

ตั้งแต่อัลบั้มเดี่ยวชุดแรกของคุณ ‘My Diary Original Soundtrack’ (2004) เพลงของคุณเหมือนจะมีความเป็นบทบันทึกชีวิตอยู่ไม่น้อย แม้กระทั่งชุด ‘ขุนเขาแห่งหมี’ ก็ยังให้ความรู้สึกแบบนั้น อยากรู้ว่าพอมาเป็นโปรเจกต์ที่เน้นความเป็นนักแต่งเพลงแบบ Zentrady Galaxy มันเป็นบทบันทึกของคุณตอนนี้ไหม หรือเป็นเรื่องที่คุณอยากสื่อสารตอนนี้ด้วยใช่ไหม  

ตอนที่เริ่มชุดนี้ไม่คิดไว้ว่าจะเป็นแบบนั้นเลยนะ คิดว่าเป็นเหมือนกับเน้นด้านที่เป็นนักแต่งเพลงของเรา ชวนคนอื่นมาร้องเพลงกัน แต่ช่วงเวลาที่แต่งเพลงชุดนี้ เริ่มแต่งช่วง ค.ศ. 2019 ก็คือช่วงโควิด-19 นี่เอง ปรากฏว่าพอย้อนๆ ไปฟังก็มีการบันทึกความรู้สึกในช่วงเวลาอยู่เหมือนกัน เป็นในแง่มุมของความอ่อนไหวที่ตอนนั้นเราก็ไม่รู้ตัวนะ 

มันมีเหตุการณ์อะไรหลายๆ อย่าง ที่เราหวั่นไหวไปกับการไม่เห็นอนาคตข้างหน้าว่าจะเป็นอย่างไร หรือเป็นเรื่องที่ให้กำลังใจ หรือเรื่องของคนที่อยู่ข้างๆ คนที่เป็นอัลไซเมอร์ ซึ่งทุกเรื่องราวเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นรอบๆ ตัวของผมในช่วงที่ผ่านมา แล้วผมอยากจะพูดถึงมัน คือสุดท้ายพอมันมารวมๆ กัน ดูเหมือนจะกลายเป็นอัลบั้มสีเทาๆ อีกชุดหนึ่ง (หัวเราะ) แต่ว่ามันเป็นสีเทาอีกเฉดนะ เป็นสีเทาที่เรายังมีความหวังมั้ง เรายังมองหาความหวังอยู่ตลอดในความมืดหม่นนี้

คุณเปิดโปรเจกต์ด้วยเพลง ‘โอเครึเปล่า’ ซึ่งได้คนที่มีชื่อเสียงมากๆ มาร่วมงานหมดเลย ทั้ง ก้อง สหรัถ​, โบว์ (เมลดา สุศรี), อาเล็ก (ธีรเดช เมธาวรายุทธ) รวมทั้งได้โดนัท (มนัสนันท์ พันเลิศวงศ์กุล) มากำกับมิวสิกวิดีโอด้วย คุณทำได้อย่างไร

ฟลุ๊กทั้งนั้นเลยครับ (หัวเราะ) เหมือนงานชุดนี้เป็นการทำงานที่แปลกประหลาด ดวงดาวโคจรมาเรียงกันพอดี คือผมไม่ได้มีทีมวางแผนอะ เราทำกันเองสองคนกับตุ๊กตา ไม่ได้มีแผนมาร์เก็ตติ้งอะไรที่สลับซับซ้อน พี่ก้องนี่ก็คือเราก็ทำงานละคร Cat Radio Tv เลยรู้จักกัน วันหนึ่งได้คุมร้องพี่เขามาร้องเพลงละคร พอร้องเสร็จก็ถามเขาเลยว่า ‘พี่ก้องครับ ถ้าผมทำเพลง อยากชวนพี่มาร้องด้วยได้มั้ยครับ’ พี่เขาก็ตอบว่า ‘เอาเลย’ แค่นี้เลย ง่ายๆ แล้วคือตอนนั้นเราอาจจะดูไม่ค่อยน่าไว้ใจด้วยนะทีแรกน่ะ แต่เขาก็ยอม (หัวเราะ)

ส่วนน้องโดนัทนี่จริงๆ เราเคยร่วมงานกันมาก่อน เขาเคยทำเอ็มวีให้วง Friday อยู่สองเพลงแล้วก็หายกันไปหลายปี อยู่ดีๆ ผมก็นึกถึงขึ้นมาว่าแบบเพลงนี้มันน่าจะเหมาะกับโดนัทนะ เขามีความละเอียดอ่อนบางอย่าง และก็มีความเท่แบบที่เราคิดว่า ต้องเป็นการเล่าเรื่องที่ใช่ ก็ส่งไปให้โดนัทฟัง พอเขาได้ฟังเพลงก็หายไปวันสองวัน แล้วก็กลับมาพร้อมกับพล็อตที่แบบ โอ้โห เรานึกไม่ถึงว่าจะมาในมุมนี้ เพลงมันอาจจะตีความไปได้หลายอย่าง แต่เขาตีความมาแบบนี้ ผมอึ้งเลย มันเจ๋งมาก ไม่ได้เล่าไปตามเนื้อเพลง แต่เป็นการตีความอีกแบบ 

คิดในใจเลยว่า โห โดนัทไม่เจอกันสักพัก นี่เธอไปอีกขั้นแล้วนะ คือเมื่อก่อนเขาก็จะงานสไตล์นี้แหละ มีความหมาย มีนัยยะ มีองค์ประกอบเท่ๆ แต่วันนี้ความเหงาเท่ของเขากลมกล่อม ทำได้จริง และที่สำคัญ มันอยู่ในงบประมาณด้วย (หัวเราะ) ผมโชคดีมากจริงๆ ที่ได้เจอโดนัท

โดนัทมีดารามาให้เลือกหลายคน ผมก็ไม่รู้ว่าจะเลือกใครเหมือนกัน มีบิ๊กเนมมาด้วยนะ ผมก็ ‘โห จะมาแย่งชีนพี่ก้องไหม’ สุดท้ายผมก็เอาให้ตุ๊กตาดู ต้องพึ่งพาสายตาของบรรณาธิการเก่า นิตยสาร Knock Knock ซะหน่อย ตุ๊กตาก็จิ้มเลยว่าเอานักแสดงสองคนนี้ ผมก็รู้สึกว่าทั้งสองคนเคมีดูเขาเข้ากันดี น่ารัก ดูแล้วมันเข้ากับมู้ดโทนที่โดนัทเขาวางไว้

จากเอ็มวีเพลงนี้ แสดงว่าเพลงต่อๆ ไปเราก็จะไม่ได้เห็นหน้าคุณในเอ็มวีของโปรเจกต์นี้ใช่ไหม

ใช่ ผมก็รู้สึกเสียดายเหมือนกันนะ แต่นี่มันเป็นโปรเจกต์ของ Zentrady เป็นคนเบื้องหลังเนอะ ผมก็เสียดายนะ ตอนที่ผมส่งเพลงไปที่บริษัทที่เขาดูแลเรื่องการสตรีมมิ่ง เขาก็บอกว่าต้องเปิดแอคเคาต์ใหม่ขึ้นมานะ เพราะว่าเป็นศิลปินใหม่ ไม่มีประวัติมาก่อน ไม่มีการลิงก์ไปเพลงบอยตรัย ฟรายเดย์ หรือเพลงใดๆ เป็นนิวอาร์ติสต์ ก็เสียดายเหมือนกัน แต่ไม่เป็นไรหรอกมั้ง มันเรียกว่าเริ่มใหม่หรือเปล่าไม่รู้ แต่รู้สึกว่าพอเราไม่สวมบทบาท เออ ทั้งๆ ที่มันเป็นการสวมบทบาทนะ (หัวเราะ) มันเหมือนกับเราได้วางตัวเองลงไป ทิ้งตัวตนไป ทิ้งความเป็นหัวโขนของเรา ทิ้งชื่อเสียง หรือความเป็นอะไรต่อมิอะไรที่เรามีมาก่อน มันก็ทำให้รู้สึกอิสระดี มันเบา ตรงที่ว่าคราวนี้อยากจะทำอะไรก็ทำเลย

พื้นที่เล็กๆ ที่บอย-ตรัย ภูมิรัตน บอกเล่าชีวิตในฐานะนักร้อง นักแต่งเพลง อาจารย์มหาวิทยาลัย คุณพ่อลูกสอง และชายวัยปลาย 40

อยากคุยเรื่องที่คุณสอนแต่งเพลงบ้าง อยากรู้ว่าอาจารย์บอยสอนสอนแต่งเพลงอย่างไร

ผมสอนแบบเป็นโค้ชมากกว่า ให้เอาเพลงมาแชร์กัน ผมก็บอกนักศึกษาอย่างนี้ทุกปี ‘เอาเพลงมาแชร์กันนะ’ ผมก็พอจะมีสูตรของตัวเองอยู่บ้าง ผมก็จะบอกสูตรของผมว่า วิธีของผมมันคือแบบนี้ ขั้นตอนแบบนี้ แต่ถ้าใครส่งเพลงมาแบบเสร็จหมดแล้ว จะไม่ได้เห็นกระบวนการนะ ผมอยากดูกระบวนการ ก็ให้เขาค่อยๆ ปั้น แล้วก็มาแชร์กัน ตกผลึกความคิดตั้งแต่ก่อนจะเริ่มเพลงให้นานๆ ว่าเราจะแต่งอะไร 

ส่วนใหญ่ก็เหมือนเป็นพี่เลี้ยงมากกว่า แล้วก็แนะนำว่าอันนี้ผิดประเด็น บางทีคุณมีสองเรื่องอยู่ในเพลงนะ คุณทำให้มันชัดเจนจะดีกว่า แต่ผมก็ไม่ได้สอนทฤษฎีอะไร ผมไม่ได้มีทฤษฎี ไม่ได้ร่ำเรียนมา ไม่ได้มีอะไรที่มันมีศาสตร์ซะทีเดียว มีแต่ประสบการณ์ ก็จะบอกนักเรียนไปทุกครั้งว่า สิ่งที่ผมมีคือประสบการณ์ ถ้าคุณยิ่งอยากรู้ ผมก็น่าจะมีอะไรมาแชร์กับคุณได้เยอะนะ แต่ว่าผมไม่มีอะไรมาสอนนะ (หัวเราะ)

คุณสอนมาตั้ง 7 ปี แสดงว่าชอบการสอนเหมือนกันนะ

ปีแรกก็กลัวมาก ว่าคนอย่างเรานี่นะจะไปสอนใคร เหมือนตอนเป็นพ่อเลย กลัวไปก่อน แต่เอาเข้าจริง ทุกอย่างนั้นเรียนรู้ได้ ก็เรียนรู้ไปด้วยกันกับนักเรียนนี่แหละ แล้วก็ดูว่าถ้าเป็นเราอายุเท่าเขา ตอนนั้นเราอยากได้คำแนะนำอะไร เราอาจจะยังงงกับอะไรอยู่ไหม พยายามเป็นพี่เลี้ยงเท่านั้นเอง แล้วก็แชร์สิ่งที่พอจะมีไปให้หมด ใครเอาอะไรไปได้ก็เอาไปเลย

เวลาเห็นลูกศิษย์แต่งเพลง คุณมีความคิดอย่างไรบ้าง

พวกเขาเก่งกว่าผมมากๆ นะ ผมบอกได้เลยว่าไม่ต้องห่วง วงการเพลงไทยจะมีแต่งนักแต่งเพลงที่เก่งๆ เพิ่มขึ้นอีกเยอะ พวกเขาเร็วมาก แล้วมันคือการมาต่อยอด ถ้าเขารู้นะว่าต้องการอะไร เขาจะไปเร็วมาก บางคนอยากแต่งเพลงฮิต เขาก็จะโฟกัสได้ชัดเจน ไม่เหมือนคนยุคเรา ที่ถ้าจิตวิญญาณเราไม่ได้เป็นเฮฟวีเมทัล เป็นเรกเก้ เราก็คงไม่กล้าแต่งตัวเป็นชาวร็อกหรือบุปผาชนใช่ไหม แต่เด็กสมัยนี้เขาเห็นแนวทางแล้วกล้าหยิบองค์ประกอบต่างๆ มาใช้ได้อย่างแม่นยำ เพราะเขามีตัวอย่างให้เห็นหมดแล้ว 

ปีหนึ่งๆ จะมีสองสามคนที่ผมเห็นงานแล้วรู้สึกว่า ‘โห ออกไปท่องยุทธจักรได้แล้วเนี่ย’ คือมีเพลงที่น่าสนใจแล้วน่ะ เหมือนเขาหาตัวเองเจอเร็ว แต่ก็จะมีหลายคนเหมือนกันที่ได้รับอิทธิจากเพลงที่เขาชอบแล้วพยายามจะเป็นอย่างนั้น มีคนที่ยังบาลานซ์ไม่ได้ว่าจะตกผลึกให้เป็นตัวเองยังไง ผมจะได้ยินเพลงแบบ Greasy Cafe แบบ Hugo หรือ Boy Imagine อยู่บ่อยๆ พอใครชอบอะไร เขาก็จะซึมซับเป็นอย่างนั้น เขาต้องระวังและใช้เวลาตกผลึกเพื่อเป็นตัวเองอีกสักหน่อย

คิดว่าจะสอนไปเรื่อยๆ ไหม

ยังไม่รู้นะ แต่ตอนนี้ไม่มีปัญหาอะไร คงยังสอนต่อไปได้ หลายเดือนก่อนมีช่วงที่ชีวิตผมเจออะไรหนักๆ โดนทัวร์ลง ตอนนั้นคือเสียศูนย์ไปเหมือนกัน ความรู้สึกที่หลงเหลือหลังจากนั้นก็จะกลัวผู้คนนะ มีความคิดแวบๆ เข้ามาเหมือนกันว่าจะเลิก ไปทำอย่างอื่นดีไหม ไปทำอะไรที่ไม่ต้องเจอใครดีกว่า อยู่สงบๆ ดีกว่า แต่ก็มีคนแนะนำว่า ถ้าอยากหาย ควรจะออกมาเจอคนเยอะๆ แล้วจะดีขึ้น ความคิดนี้ทำให้ผมคิดว่าสอนต่อไปก่อนแล้วกัน แล้วก็พบว่ามันเป็นเรื่องที่ตัดสินใจถูกนะ บางครั้งความกลัวก็เป็นเรื่องที่เราคิดไปเองทั้งนั้น

ถามเรื่องเหตุการณ์หลังจากที่คุณโดนทัวร์ลงได้ไหม

จะพูดได้แค่ไหนนะ (หัวเราะเบาๆ ) ผมโดนทัวร์ลงตอนนั้น มันก็มีเรื่องที่เป็นแผล สำหรับผม คือคนมาด่าอะไรผมรับฟังได้หมดนะ ไม่ได้อะไร คือไม่ได้ไปโกรธเขากลับน่ะ แต่สิ่งที่เป็นแผลจริงๆ ก็คือคำพูดของผมเอง ที่ผมพูดว่า ‘ดนตรีไม่ใช่อาวุธ’ แล้วสุดท้ายผมก็โดนคำพูดนี้ย้อนกลับมา มีหลายคนแย้งว่า ‘ไม่ใช่เว้ย เพลงมันใช้ต่อสู้ได้ เพลงเป็นอาวุธที่ใช้ต่อต้านระบบ หรือสิ่งที่อยู่เหนือกว่าเราได้’

คือในวันนั้น ผมคิดแค่ว่าสำหรับผม ดนตรีไม่ใช่อาวุธ มันไม่เคยเป็นอาวุธ จะบอกว่าผมใช้ดนตรีในแบบนั้นไม่เป็นก็ได้ สำหรับผม ดนตรี บทเพลง ผมมองมันเป็นสิ่งที่เยียวยามาตลอดชีวิต ดนตรีคือเพื่อนน่ะ แต่สุดท้ายผมก็ไม่ได้พูดออกไปนะ ว่าผมไม่ได้คิดมองข้ามคนมากมายในโลกนี้ที่ใช้ดนตรีเพื่อขับเคลื่อนสังคม ปลุกพลังการต่อสู้ ผมเข้าใจ แต่ผมก็ไม่ได้ไปตอบอะไรหลังจากนั้น

แต่ตอนที่ตัดสินใจกลับไปสอน ตอนนั้นลึกๆ ผมกลัวมากเลยนะ ในใจคิดว่าเราไม่รู้เลยว่าเด็กๆ คิดอะไร จะมีคนไม่พอใจเราอยู่ไหม ช่วงนั้นแผลยังสด เวลาเจอใคร ในใจก็จะระแวงแบบนี้ตลอด แต่พอสอนๆ ไปได้สักพัก เจอคน พูดคุยกับคนจริงๆ จิตใจเราก็ค่อยๆ เริ่มคลี่คลาย เรามีโจทย์ให้เด็กๆ แต่งเพลง ผ่านไป สองเพลงแล้ว พอเพลงที่สาม คิดว่าเราพอจะรู้จักกับลูกศิษย์บ้างแล้ว เลยลองให้เป็นโจทย์ให้เขาได้แต่งเพลงเรื่องการเมืองดู คือเรียกว่าเป็นเพลงเพื่อชีวิตก็ได้ ฝรั่งเรียกว่า Protest Song คือเพลงประท้วง เพลงขับเคลื่อน เพลงที่ใช้ในการเรียกร้อง เพลงหนุนใจ เพลงตีแผ่เสียดสี หรือมันอาจจะฟังคล้ายๆ เพลงรักก็ได้นะ 

อย่างเพลง Imagine ของ จอห์น เลนนอน ก็เป็นเพลงเพื่อชีวิตเหมือนกันนะ เขาเรียกร้องสันติภาพ ผมลองให้โจทย์แบบนี้ ไม่รู้สิ อาจจะเพื่อปลดล็อกตัวเองด้วยมั้ง ว่าเราพยายามจะเข้าใจเรื่องนี้นะ เด็กก็แต่งกันมาทุกแบบ คือในสิบคนนี่ก็มีเพลงสิบแบบ ไม่ได้แบบสุดโต่งกันไปหมด คือแบบสุดโต่งแรงๆ เลยก็มี แต่ไปในทางให้กำลังใจก็มี ไปในทางเรียกร้องความยุติธรรมให้คนรุ่นใหม่ก็มี มีหลากหลาย ทำให้เราคิดว่า เออ นี่แหละ มันก็คือหน่วยย่อยของสังคม การจะตีความเพลงเพื่อชีวิต Protest Song ที่มันจะใช้หนุนใจ ขับเคลื่อนความเชื่อความคิดต่างๆ มันก็ทำได้หลายแบบจริงๆ

พื้นที่เล็กๆ ที่บอย-ตรัย ภูมิรัตน บอกเล่าชีวิตในฐานะนักร้อง นักแต่งเพลง อาจารย์มหาวิทยาลัย คุณพ่อลูกสอง และชายวัยปลาย 40

ทุกวันนี้อายุ 40 ปลายๆ แล้ว คุณตื่นเต้นกับอะไรบ้าง

ก็ตื่นเต้นอะไรดีล่ะ หนังใหม่ออกมาก็รอดู หรือได้ขึ้นเวทีอีกก็ตื่นเต้นแล้ว (หัวเราะ) หรือแค่ขุนเขา (ลูกชาย) นับหนึ่งถึงสิบได้ก็ตื่นเต้นแล้ว เขาพูดยังไม่ชัดเลย แต่ว่านับเลขได้ เห็นแล้วก็ตื่นเต้น ผมมาคิดว่า อยากตื่นเต้นกับอะไรก็ได้ง่ายๆ 

เคยเป็นไหมเวลาดูข่าวแล้วเรารู้สึกว่า ไอ้คนนี้นี่มันพูดจริงหรือเปล่าวะ คือตอนนี้กลายเป็นเวลาดูข่าว เราก็จะดูแบบไม่ได้ฟังข่าว แต่ดันต้องมาคอยเช็กว่านี่มันเชื่อถือได้แค่ไหน กลายเป็นอย่างนั้นไป คือมันไม่ได้เป็นเรื่องฟังข่าวแล้วก็รับรู้ข่าว แต่ว่าเป็นเรื่องหลายชั้นซับซ้อน เหมือนชีวิตสังคมมนุษย์หล่อหลอมให้เราต้องมีชีวิตกันแบบนี้ 

ผมรู้สึกว่าด้วยวัยที่แก่ขึ้นเนี่ย บางทีเราก็อยากจะให้ชีวิตมันง่ายๆ ไม่ซับซ้อน รู้สึกดีใจก็ดีใจ รู้สึกไม่สบายใจก็ไม่สบายใจ ผมพยายามสอนชื่นใจว่า การรู้สึกอย่างตรงไปตรงมาเป็นเรื่องดีที่สุด ตื่นเต้นกับอะไรง่ายๆ ก็ได้ แต่ก็อย่าตื่นเต้นมากไป เห็นอะไรนิดๆ หน่อยๆ แล้วประทับใจได้ มันก็มีความสุขดีออก

คุณยังอ่านหนังสือการ์ตูนอยู่ไหม

อ่านนะ ตอนนี้อ่าน ดาบพิฆาตอสูร น่าจะเป็นเรื่องที่ฮิตที่สุดในโลกตอนนี้ บางคนชอบ บางคนอาจจะไม่ชอบ แต่ผมลองอ่านก่อน เพราะเดี๋ยวชื่นใจก็จะมาอ่านบ้างแล้ว เขาเรียกว่า ชิมให้ก่อนว่ามีพิษหรือเปล่า (หัวเราะ) แต่ก็สนุกดีนะ ให้อารมณ์เหมือนกับตอนที่เราอ่านการ์ตูนเหมือนเมื่อก่อนเลย นานมากแล้วที่เราอ่านการ์ตูนแล้วมันไม่ค่อยสนุก ทีแรกนึกว่าเป็นเพราะเราแก่ไปแล้ว แต่เรื่องนี้ทำให้เรารู้สึกสนุกเหมือนเมื่อก่อนเลย

คือเอาจริงๆ ก็คือสนุกมาก (เน้นเสียง) คือตอนนี้มันจบอวสานไปแล้วล่ะ แต่ผมอ่านถึงแค่เล่มยี่สิบสอง ผมเก็บเล่มสุดท้ายไว้ยังไม่ยอมอ่าน กลัวมันจบ (หัวเราะ)

ตอนแรกถามว่าคุณทำงานอะไรอยู่บ้าง คุณบอกว่าใครจ้างอะไรก็ทำ แต่ถ้าถามคำถามนี้ใหม่ว่า คุณมีคำอธิบายตัวเองว่าทำงานอะไร คุณจะใช้คำไหน

ถ้าเป็นไปได้ อยากจะใช้คำว่า ‘นักร้อง-นักแต่งเพลง’ ไปตลอดชีวิตนะ คือรู้สึกว่ามันเป็นอาชีพที่ภูมิใจ แล้วก็เหมือนเป็นอาชีพที่ไม่ได้ไปเบียดเบียนทรัพยากรอะไรของโลกมาใช้เลย นอกจากกลั่นกรองความคิดของเราออกมา ปล่อยความคิดในท่วงทำนองในใจออกไป ไปเป็นเพื่อนให้กำลังใจใครๆ ที่บังเอิญได้ฟัง เรารู้สึกว่างานของเราคงไม่ได้ไปลิดรอนเบียดเบียนอะไรใคร ก็เลยรู้สึกว่ามันก็เป็นอาชีพที่ภูมิใจได้นะ เวลาบอกลูกว่าเราทำอะไร ก็จะบอกว่า ‘อืม พ่อเป็นนักแต่งเพลง’ นี่แหละ

พื้นที่เล็กๆ ที่บอย-ตรัย ภูมิรัตน บอกเล่าชีวิตในฐานะนักร้อง นักแต่งเพลง อาจารย์มหาวิทยาลัย คุณพ่อลูกสอง และชายวัยปลาย 40

Writer

วิภว์ บูรพาเดชะ

บรรณาธิการ happening ที่เป็นสื่อด้านศิลปะ ซึ่งกำลังพยายามสื่อสารให้ผู้คนเห็นความสำคัญของศิลปะในหลายๆ มิติ FB: facebook.com/khunvip TWIT: @viphappening IG: @viphappening

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load