แม้เราจะรู้จักกันมาหลายปี แต่ผมคุยกับ แชมป์-ทีปกร วุฒิพิทยามงคล ผ่านโลกออนไลน์มากกว่าโลกออฟไลน์

ใจอยากจะกล่าวโทษโลกโซเชียลฯ ที่ทำให้เราผลัดวันไม่ได้นัดพบกันในโลกจริงเสียที แต่ในอีกแง่ ผมคงไม่มีโอกาสรู้จักเขา หากปราศจากโลกที่ใครหลายคนสบประมาทว่าปลอม

ข่าวคราวล่าสุดที่ผมได้รับเกี่ยวกับเขา คือทีปกรและเพื่อนพ้องที่สนใจและเชื่อในสิ่งเดียวกันอันประกอบด้วย โตมร ศุขปรีชา, สฤณี อาชวานันทกุล, สุธรรม ธรรมรงค์วิทย์, ดร.สรณรัชฎ์ กาญจนะวณิชย์ และ แอลสิทธิ์ เวอร์การา ได้ร่วมกันเปิดสำนักพิมพ์ใหม่ชื่อเค็มเข้มว่า ‘Salt Publishing’ ที่เน้นพิมพ์งานในหมวดวิทยาศาสตร์และปรัชญา โดยเขาเองรับหน้าที่เป็นผู้แปลผลงานของ Martin Ford ที่ชื่อ Rise of the Robots ซึ่งเขาตั้งชื่อไทยของหนังสือเล่มนี้ว่า หุ่นยนต์ผงาด

นั่นเป็นเหตุผลที่ผมนัดเจอเขาที่ร้านกาแฟใจกลางเมืองเพื่อไถ่ถามถึงสำนักพิมพ์ที่ทำ หนังสือที่แปล และสิ่งที่เชื่อในวันนี้วัยนี้

ในบรรดาคนหนุ่มสาววัยใกล้ๆ กันที่ผมรู้จัก เขาคือคนหนุ่มที่ทำงานหนักหน่วงที่สุดคนหนึ่ง โดยจุดร่วมของสิ่งที่เขาทำแทบทั้งหมดล้วนแล้วแต่เกี่ยวข้องพันผูกอยู่กับเทคโนโลยีและโลกออนไลน์ ไล่เรียงตั้งแต่สมัยก่อตั้งเว็บบล็อกสัญชาติไทยอย่าง Exteen มาจนกระทั่งเป็นผู้ก่อตั้งสำนักข่าวที่ชื่อ The MATTER

แม้กระทั่งหนังสือที่เขาเขียนส่วนใหญ่ก็มักวนเวียนอยู่กับเรื่องราวของเทคโนโลยีที่เขาเฝ้ามอง ติดตาม ศึกษา

ผมจึงประหลาดใจไม่น้อยเมื่อเขาพิมพ์ประโยคทีเล่นทีจริงมาในกล่องแชทเฟซบุ๊กระหว่างเรานัดพบเจอกันว่า “ทีปกรผู้เบื่อโลกออนไลน์”

ทีปกร วุฒิพิทยามงคล

ที่คุณบอกว่าเบื่อโลกออนไลน์นี่พูดจริงหรือพูดเล่น

เวลาเราพูดว่าเบื่อเราไม่เคยพูดเล่นเลยนะ เราอยู่กับโลกออนไลน์มาสิบกว่าปีแล้ว ตั้งแต่สมัยทำบล็อก Exteen หลังจากนั้นก็ไม่เคยไปทำงานอย่างอื่นที่ไม่ต้องคอนเนกต์เลย ถามว่าเบื่อไหม ก็เบื่อ ถ้าพูดไปก็อาจจะฟังดูรำลึกอดีต แต่ว่าอินเทอร์เน็ตสมัยก่อนตอนยังไม่มีเฟซบุ๊กมันช้ากว่านี้ ซึ่งความเร่งในระยะหลัง ด้วยความหุนหันพลันแล่นของสารที่ส่งไปส่งมาในโลกออนไลน์ ก็อดจะทำให้เราคิดไม่ได้ว่าโลกออนไลน์เป็นสถานที่ที่สะท้อนมุมที่ร้ายกาจที่สุดของมนุษย์ออกมาได้อย่างง่ายดาย ซึ่งมันทำให้เราเบื่อพอสมควร

มุมที่ร้ายกาจที่สุดของมนุษย์ที่ว่าหมายถึงอะไร

มีเยอะมากเลยนะ สมองของเรามีสองระบบ คือระบบที่เร็วกับระบบที่ช้า โลกออนไลน์มันใช้ระบบที่เร็วเสียเป็นส่วนมาก พิมพ์ตอบปุ๊บคนก็อ่านแล้ว หรือไลฟ์ด่าคนมันก็แป๊บเดียว ซึ่งกลับกัน ถ้าเราใช้มือเขียนลงบนกระดาษอาจจะไม่ได้เป็นข้อความแบบเดียวกัน เพราะมันใช้เวลา ความโกรธหรืออะไรมันก็ค่อยๆ ละลายไปแล้ว ตัวตนคนมีหลายด้าน แต่ด้วยความที่โลกออนไลน์มันเร็ว ทำให้เราหันด้านที่คิดเร็วใจเร็วออกไปสู่คนอื่น ซึ่งมักจะเป็นด้านที่คิดไม่จบ พอคิดไม่จบคนอ่านก็โกรธ บวกกับความสามารถในการกระจาย ก็เกิดดราม่า

นอกจากนั้น ยังมีเรื่องความสามารถในการลากคนออกจากบริบท เช่น เราไม่พอใจคนบนรถไฟฟ้า เราก็เลือกเล่าเฉพาะด้านที่ไม่พอใจลงบนออนไลน์ ซึ่งเราเลือกที่จะเล่าบางส่วนก็ได้เพื่อที่จะทำให้มีคนเห็นพ้องกับเรามากที่สุด แล้วเราก็รู้สึกแฮปปี้ที่มีคนมาด่าคนนี้เหมือนเรา

แล้วคุณนึกถึงวันที่พวกเราไม่มีเฟซบุ๊กออกไหม

ตอนนี้หลายคนพูดเรื่องอวสานเฟซบุ๊กนะ ซึ่งเราเองก็พยากรณ์ไม่ได้ แต่ก็มีคนบอกว่าตอนที่ My Space รุ่งเรืองก็ไม่มีใครคิดว่ามันจะตายเหมือนกัน แต่ว่าเฟซบุ๊กมันคงไม่ตายด้วยความนิยมที่ล่มสลายไป แต่มันอาจจะตายจากการที่มันถูกกำกับจากรัฐ จากอะไรอย่างอื่นมากกว่า มันจะถูกตัดตอนแขนขาออกไปเรื่อยๆ ทำให้มันอาจจะไม่มีอำนาจมากขนาดทุกวันนี้

ซึ่งก็มีคนที่ออกจากเฟซบุ๊กได้จริงๆ นะ แต่ว่าด้วยการงานและอาชีพของเรา เราเลยยังต้องอยู่กับเฟซบุ๊ก ซึ่งถ้าเราไม่ทำงานที่ทำอยู่เราก็อาจไม่ต้องเข้าเฟซบุ๊กแล้วก็ได้นะ แต่ถามว่าชีวิตแบบที่ไม่มีเฟซบุ๊กเลยมันเป็นชีวิตที่มีความสุขกว่าตอนนี้ร้อยเปอร์เซ็นต์มั้ย ก็อาจจะไม่นะ เราคิดว่าสุดท้ายแล้วก็อย่าไปมองมันร้ายกาจ ตอนนี้เราเหมือนมองเฟซบุ๊กเป็นตัวชั่วร้ายที่ไม่มีข้อดีเลย ซึ่งไม่ใช่ มันก็มีข้อดีเยอะ แต่ว่าช่วงนี้ข้อเสียมันออกมาเยอะหน่อย แล้วคนเริ่มพูดถึงมากขึ้นเท่านั้นเอง

แง่งามมากๆ ของเฟซบุ๊กในมุมมองของคุณคืออะไร

แง่งามของมันคือการให้สิทธิ์ให้เสียงกับคนที่ไม่เคยมีสิทธิ์มีเสียงมาก่อน ทำให้คนที่คิดเหมือนกันซึ่งอาจจะเป็นส่วนน้อยของสังคมรวมตัวกันได้และรู้ว่าพวกเขาก็มีที่อยู่

ทีปกร วุฒิพิทยามงคล ทีปกร วุฒิพิทยามงคล

แล้วคุณคิดว่าปัญหาร่วมของคนยุคสมัยคุณที่ต้องเผชิญในโลกออนไลน์มีอะไรบ้าง

โซเชียลเน็ตเวิร์กมันทำให้เราเกิดความสัมพันธ์ที่อ่อนแอ เป็น Weak Connection เราไม่ค่อยมี Strong Connection กับใคร เพราะว่ามันไม่ได้เป็นการสื่อสารหนึ่งต่อหนึ่ง บนโลกออนไลน์เวลาเราอัพสเตตัสเราไม่ได้คุยกับคนคนเดียว เราพูดแล้วใครจะฟังก็มา ซึ่งมันไม่ได้เป็นบทสนทนา มันทำให้เกิดความสัมพันธ์จำนวนมากแต่อ่อนแอ รวมไปถึงพอเป็นโซเชียลเน็ตเวิร์กปุ๊บ มันทำให้เราแสดงออกทุกๆ ทาง ซึ่งในบางทางอาจจะทำให้เพื่อนไม่พอใจก็ได้ แล้วเพื่อนก็ค่อยๆ ห่างหายไปในแบบที่เราไม่รู้สึก มีคนเยอะมากเลยที่ผิดใจกันเพราะไปเห็นว่าคนนี้ไปกดไลก์เฟซบุ๊กคนที่ด่าเรา แล้วมันน่ากลัวอยู่อย่างหนึ่งตรงที่โซเชียลเน็ตเวิร์กทำให้เราไม่ค่อยรู้สึกว่าอะไรหายไป มันทำให้เรารู้สึกแค่ว่าอะไรที่มีอยู่

นอกจากเรื่องดราม่าง่าย นอกจากรู้สึกว่าติดต่อทุกคน แต่ความจริงไม่ได้ติดต่อใครเลย นอกจากเรื่องที่ตัวเองต้องเพอร์เฟกต์ตลอดเวลา โอ้โห เท่านี้ก็เยอะแล้วนะ (หัวเราะ) เรารู้สึกว่าสุดท้ายแล้วมันทำให้เราเกิดความรู้สึกว่าตัวเองไม่ดีพอนั่นแหละ เมื่อก่อนมันมีขอบเขตว่าเราดีแค่ไหนถึงจะพอ เช่น ในโรงเรียนห้องนึงมี 20 – 30 คน คนนี้เล่นบอลเก่งสุด คนนี้วิชาเลขเก่งสุด โอเค พอแล้ว แต่ตอนนี้ไม่ได้ ต้องไปเทียบกับคนที่อินเดียสิ ไปเทียบกับนักวิชาการคนนั้นสิ แกไม่ได้เก่งที่สุด แกไม่มีทางเก่งที่สุดสักอย่าง ต่อให้แกเก่งที่สุดในโรงเรียนก็ตาม มันก็ทำให้รู้สึกว่าสิ่งที่เหมือนจะรู้จริงก็รู้ไม่จริง สิ่งที่เหมือนจะถนัดก็ไม่ถนัด

แล้วที่คุณว่าเบื่อโลกออนไลน์ แต่งานที่คุณทำอยู่ก็เป็นงานในโลกออนไลน์ มันไม่ย้อนแย้งเหรอ

รู้สึกเหมือนติดกับไหมล่ะ คนจำนวนมากที่ทำสื่อออนไลน์รู้สึกว่าเราตักน้ำไปทิ้งทะเล หลายคนเชื่อว่าสิ่งที่ตัวเองทำมันไม่เห็นผลทันทีหรอก แต่มันขับเคลื่อนสังคมได้ มันค่อยๆ เปลี่ยนแปลงสังคมได้ นั่นคือความหวังแรกๆ ของคนที่มาทำสื่อออนไลน์ อย่างน้อยเราได้เป็นฟันเฟืองหนึ่งในสังคมที่เปลี่ยนอะไรได้นิดหนึ่งก็ยังดี บทความเราไปกระทบกับใจใครสักคนหนึ่งได้ก็ยังดี ซึ่งมันก็เกิดอย่างนั้นแหละ พวกเราเขียนบทความลงออนไลน์เวลาที่มันไปทัชคน หรือเวลาที่มันไปเปลี่ยนอะไรได้สักครั้งหนึ่ง เราจะรู้สึกแฮปปี้ รู้สึกว่านี่แหละคือเหตุผลที่เราทำมัน แต่บางทีก็ต้องกลับมาชั่งน้ำหนักเหมือนกันว่าผลที่เกิดกับแรงที่ลงมันสมดุลกันมั้ย ซึ่งเป็นคำถามที่น่ากลัวสำหรับคนทำออนไลน์ทุกคน

คำถามคือมันมีวิธีใช้พลังงานของพวกเราที่มีประสิทธิภาพกว่านี้ไหมในการเปลี่ยนแปลงสังคม หรือการเปลี่ยนแปลงให้ชีวิตใครดีขึ้น ซึ่งนี่เป็นคำถามที่เราคิดอยู่ในช่วงนี้ของชีวิต คือเราอาจจะยังเขียนลงออนไลน์แหละ แต่มันต้องด้วยความถี่เท่านี้มั้ย ด้วยจำนวนเท่านี้มั้ย ด้วยการที่ต้องหลั่งน้ำตาและเสียสติเท่านี้มั้ย

ทำงานบนโลกออนไลน์อยู่ดีๆ แล้วอะไรทำให้อยู่ๆ ลุกขึ้นมาเปิดสำนักพิมพ์ Salt Publishing

เราตั้งคำถามว่าทำไมถึงไม่มีสำนักพิมพ์แบบนี้ ทุกวันนี้มันหมดจากยุคสำนักพิมพ์ใหญ่ที่พิมพ์ทุกอย่างไปแล้วใช่ไหม คือในตลาดหนังสือเราต้องยอมรับว่าสุดท้ายแล้วหนังสือเราก็ขายได้ประมาณ 3,000 – 5,000 เล่ม แปลว่าตลาดหนังสือเป็นตลาดที่รองรับลูกค้าจำนวนไม่มากนัก ดังนั้น ทางที่สำนักพิมพ์ควรจะไปคือทางที่เป็นสำนักพิมพ์ขนาดเล็ก เกาะกลุ่มกับคนจำนวนไม่มาก และผลิตงานเฉพาะทางหรือเปล่า มันมีช่องว่างตรงนี้อยู่หรือเปล่า

อีกอย่างเราคิดว่าทิศทางของหนังสือวิทยาศาสตร์และหนังสือปรัชญาเป็นทิศทางที่เราไม่เห็นสำนักพิมพ์ไหนที่ทำหนังสือเพื่อหมวดนี้โดยเฉพาะ เราก็เลยทำขึ้นมา แล้วรู้สึกว่ามีหนังสือต่างประเทศเยอะแยะเลยที่ดีๆ น่าจะเอามาแนะนำให้กับคนไทย 3,000 – 5,000 คน เผื่อเขาจะเอาไปทำอะไรต่อได้

เปิดสำนักพิมพ์ ขึ้นมามองมันเป็นธุรกิจหรือทำเพื่อตอบสนองความอยากส่วนตัว

โอ้ย ทำหนังสือในไทยไม่รวยนะครับ โอเค รอมแพงอาจจะรวย เรารู้ว่าต้นทุนการพิมพ์หนังสือเล่มหนึ่งทั่วๆ ไปประมาณ 2 แสนบาท ขายได้ทั้งหมดอาจจะกำไรสักสองสามแสน แต่ถามว่าใช้เวลาในการแปลเท่าไหร่ ใช้เวลาในการเขียนเท่าไหร่ หารออกมาได้เดือนละเท่าไหร่ เราคิดว่าธุรกิจหนังสือไม่ใช่ธุรกิจที่บอกว่าฉันจะทำเพื่อหวังรวยอยู่แล้ว แต่อยู่ได้มั้ย ก็คงอยู่ได้

แชมป์ ทีปกร แชมป์ ทีปกร

ถ้าไม่หวังรวย แล้วหวังอะไร

ส่วนตัวเราทำเพราะรู้สึกว่าอยากให้มีหนังสือ Non-fiction ดีๆ ในไทยเยอะๆ ส่วนพี่ยุ้ย สฤณี ก็จะบอกว่าอยากให้มีหนังสือฟิกชัน Sci-Fi ในไทยเยอะๆ

เราคิดว่าฐานคิดที่เป็นวิทยาศาสตร์ ฐานคิดที่เป็นการตั้งคำถาม ปรัชญา มันทำให้คนมีเหตุผล เราอยากสร้างสังคมที่มีเหตุผลเพื่อที่จะได้คุยกับคนที่มีเหตุผล เราเชื่อว่าหนังสือสามารถผลักดันคนให้มีแนวคิดแบบใดแบบหนึ่งได้

แล้วสำนักพิมพ์นี้จะผลักดันคนให้มีแนวคิดแบบไหน

มันจะผลักดันคนให้ตั้งคำถาม หนังสือของเราส่วนใหญ่มันอยู่บนฐานของคำถามที่ว่า ‘จะเกิดอะไรขึ้นถ้า…’ หรือ ‘What if…’ ซึ่งเรารู้สึกว่ามันเป็นการเตรียมตัวต่ออนาคตที่ดีมาก

จะเกิดอะไรขึ้นถ้าประชาชนทุกคนมีคะแนนพฤติกรรมเป็นของตัวเอง ทำดีต่อสังคมก็บวก ทำไม่ดีก็ลบ ซึ่งมันเกิดขึ้นแล้วในประเทศจีน หรือว่าจะเกิดอะไรขึ้นถ้านาซีชนะสงคราม ซึ่งเราคิดว่ามันเป็นแบบฝึกหัดในการใช้ความคิดและเหตุผลที่ดี เรารู้สึกว่าถ้าคนได้รับสาร ได้อ่านแบบฝึกหัด หรือว่าได้ลองคิดตามเยอะๆ มันจะทำให้เขาตั้งคำถามต่อสิ่งที่เกิดขึ้นรอบๆ ตัว

ในต่างประเทศคนทำหนังสือประเภทนี้อยู่ได้ไหม

มันประสบความสำเร็จนะ คือหนังสือเล่มที่เลือกมาแปลไม่ใช่เล่มที่เป็นวิทยาศาสตร์เพียวหรือว่าเป็นปรัชญาเพียว แต่ว่าเป็นเล่มที่พยายามจะใช้วิทยาศาสตร์หรือปรัชญาเป็นเครื่องมือในการค้นหาคำตอบบางอย่าง อย่างเล่มของ พี่หนุ่ม โตมร ชื่อ เติบโตอย่างไรไม่เจ็บปวด มันก็ตอบคำถามว่าเราเติบโตทำไม โดยใช้มุมมองทางปรัชญามาตอบ

หรือหนังสือเราที่ชื่อ หุ่นยนต์ผงาด มันก็ตอบคำถามตั้งแต่หุ่นยนต์ทำงานแทนมนุษย์ได้จริงมั้ย ซึ่งหนังสือเล่มนี้ตอบว่าได้ แล้วก็ถามต่อว่า เราจะทำยังไงกันดี ในแง่เศรษฐกิจเราควรจะทำยังไง รัฐควรจะกำหนดนโยบายยังไง แล้วในแง่ความเป็นมนุษย์เอง เราจะยังหลงเหลือความเป็นมนุษย์อยู่ไหม สำหรับคนที่นิยามตัวเองด้วยงาน สำหรับคนที่นิยามว่ามนุษย์มีความคิดสร้างสรรค์ แล้วถ้าหุ่นยนต์ทำงานที่มีความคิดสร้างสรรค์ได้ล่ะ จุดยืนของมนุษย์จะอยู่ตรงไหน มนุษย์คืออะไร หนังสือเล่มนี้ก็พยายามตอบคำถามโดยที่เชื่อมเทคโนโลยี เศรษฐศาสตร์ และปรัชญา เข้าด้วยกัน

แล้วส่วนตัวคุณสนใจอะไรในหนังสือ หุ่นยนต์ผงาด

หนังสือเล่มนี้เสนอภาพในอนาคตที่ใกล้มากว่าถ้าหุ่นยนต์ทำงานแทนมนุษย์แล้วจะเกิดอะไรขึ้น แล้วมันก็ไปไกลขนาดที่บอกว่าจะต้องเกิดนโยบายแบบนี้ขึ้นเพื่อปกป้องมนุษย์ หรือว่ามนุษย์จะต้องไปค้นหาความหมายของตัวเองผ่านทางไหน แล้วผู้เขียนมองไว้ว่ามนุษยชาติจะอยู่รอดได้ยังไง ต้องเป็นยังไงต่อไป

คืออ่านแล้วรู้สึกว่าเหมือนนิยายวิทยาศาสตร์ประมาณหนึ่ง แต่เป็นนวนิยายวิทยาศาสตร์ที่มีข้อมูลมารองรับ และเกิดขึ้นจริงแล้ว เราอาจจะบอกว่าไม่เห็นเกี่ยวข้องกับไทยเลย เพราะไทยยังไม่มีแรงงานหุ่นยนต์ แต่พวกงานที่คนไทยเคยรับมาจากประเทศที่พัฒนาแล้ว สุดท้ายมันจะกลับไปที่ประเทศต้นทางทั้งหมด เพราะว่าการใช้หุ่นยนต์มีต้นทุนต่ำกว่าการใช้แรงงานต่างด้าว ซึ่งมันทำให้คนที่เคยทำงานเหล่านั้นต้องไปแข่งกับหุ่นยนต์ในวันหน้า

เมื่อก่อนเรามองเทคโนโลยีในฐานะเครื่องมือของมนุษย์เสมอ เครื่องมือที่ทำให้เรามีความสามารถเพิ่มขึ้นในบางอย่าง เรามีรถยนต์เป็นส่วนขยายของขา เรามีทีวีเป็นส่วนขยายของตา เรามีหูฟังเป็นส่วนขยายของหู เรามีวิทยุเป็นส่วนขยายของปาก แต่หุ่นยนต์มันไม่ใช่ เมื่อไหร่ก็ตามที่มันทำงานได้ด้วยตัวเอง มันไม่ได้เป็นส่วนขยายของเราแล้ว มันคือจุดเปลี่ยนของความสัมพันธ์ระหว่างเทคโนโลยีกับมนุษย์ จากที่เป็นแค่เครื่องมือ ตอนนั้นมันจะกลายเป็นอีกตัวตนหนึ่งที่อยู่บนโลก

แล้วคุณเองมองหุ่นยนต์ด้วยความรู้สึกแบบไหน กลัว ตื่นเต้น หรือรู้สึกยังไง

เราไม่ได้กลัวมันมาก เราไม่ได้รังเกียจ ไม่ได้ชอบ แต่ว่ามันทำให้เรากลับมาถามตัวเองว่าถ้าวันหนึ่งที่หุ่นยนต์เขียนข่าวได้แล้ว ถ้าวันหนึ่งมันจับใจคนอ่านได้เหมือนที่ผู้เขียนซึ่งเป็นมนุษย์จับใจคนอ่านได้ แล้วมันจะเป็นยังไง มันเป็นสิ่งหนึ่งที่ผลักดันให้เราต้องหาความหมายของชีวิตด้วยอย่างอื่นนอกจากงาน เพราะว่าเมื่อมีสิ่งประดิษฐ์บางอย่างที่ทำงานได้เหมือนเรา หรือทำได้ดีกว่าเรา แล้วหน้าที่ของเราคืออะไร แล้วความหมายของเราคืออะไร

ทีปกร วุฒิพิทยามงคล ทีปกร วุฒิพิทยามงคล

คุณเชื่อว่าจะมีวันนั้นจริงใช่ไหม วันที่หุ่นยนต์ทำได้ทุกอย่างแทนมนุษย์

เชื่อ เพราะว่ามีตัวอย่างมากมายให้เห็น เราเห็นหุ่นยนต์วาดภาพได้ เห็นหุ่นยนต์เขียนบทกวีได้ เห็นหุ่นยนต์แต่งเพลงได้ แล้วเทคโนโลยีพวกนี้มันเป็นความเร่งแบบ Exponential คือยกกำลังขึ้นไป ดังนั้น อะไรที่เราเห็นในวันนี้มันจะดีขึ้น 2 เท่าในอีกไม่กี่เดือน และมันจะดีขึ้นอีก 2 เท่าในอีกไม่กี่เดือน วันหนึ่งหุ่นยนต์จะพิพากษาได้ จะเขียนงานได้ สัมภาษณ์ได้ ถ่ายรูปได้ ดังนั้น เราคิดว่าอีกไม่นานเราจะรู้สึกว่า เฮ้ย อันนี้เจ๋งดีว่ะ แล้วมารู้ทีหลังว่าหุ่นยนต์ทำ

จากที่เราเคยมองว่าหุ่นยนต์ทำอะไรพวกนี้ไม่ได้หรอก แต่ว่าวันหนึ่งมันจะทำได้ในระดับเดียวกัน และสุดท้ายมันอาจจะทำได้ในระดับที่ดีกว่ามนุษย์

แล้วมีอะไรบ้างไหมที่คุณคิดว่ายังไงหุ่นยนต์ก็แทนมนุษย์ไม่ได้

สิ่งที่หุ่นยนต์ทดแทนมนุษย์ไม่ได้คือมันเป็นมนุษย์ไม่ได้เท่านั้นเอง คือยังไงก็ตามคุณก็จะรู้สึกว่านี่คือหุ่นยนต์ อันนี้เป็นสิ่งที่มันทดแทนไม่ได้ ไม่ว่ามันจะน่ารักแค่ไหน ไม่ว่ามันจะดีกับคุณแค่ไหน แต่ถ้าคุณคิดว่ามันเป็นหุ่นยนต์ มันก็จะเป็นหุ่นยนต์อยู่ดี อันนี้แหละที่ทดแทนไม่ได้ ซึ่งมันทำให้คนบอกว่าหุ่นยนต์จะทดแทนในงานดูแลผู้สูงอายุได้ช้าที่สุด เพราะว่าคนไม่สะดวกใจ แล้วก็เป็นปัญหาในเชิงเทคนิคด้วยว่าจริงๆ แล้วมันอาศัยความแม่นยำ อาศัยความคล่องแคล่วมากกว่าที่คิด ซึ่งเป็นทักษะของมนุษย์ที่ตอนนี้หุ่นยนต์ยังเลียนแบบไม่ได้ดีนัก

ในวันที่หุ่นยนต์ทดแทนมนุษย์ได้ทุกอย่าง หมายความว่าวันหนึ่งมนุษย์จะไร้ค่าหรือเปล่า

ถามว่ามนุษย์จะไร้ค่ามั้ย ก็ขึ้นอยู่กับว่าให้ค่ากับอะไร ถ้าให้ค่ากับผลผลิตของตัวเองก็ไร้ค่า

เรื่องปัญญาประดิษฐ์ เรื่องหุ่นยนต์ เป็นสิ่งที่ทำให้เราอ่านปรัชญาเยอะขึ้น เมื่อก่อนความหมายของชีวิตเราอาจจะเป็นการพัฒนาเพื่อให้ดีกว่าเมื่อวาน ซึ่งตอนนี้ก็อาจจะเป็นอย่างนั้นอยู่ แต่ก็มีคำถามว่าดีกว่าเมื่อวานแล้วยังไงวะ คือมันเกิดคำถามเยอะขึ้น ดีกว่ายังไง ดีกว่าคืออะไร เก่งกว่าเพื่ออะไร

สุดท้ายแล้วเรารู้สึกว่าการตั้งคำถามเรื่องความประดิษฐ์ ความจริงหรือความไม่จริง มันจะทำให้เรากลับมาตั้งคำถามกับความเป็นมนุษย์ว่า สิ่งที่เราคิดว่าเป็นคุณสมบัติของมนุษย์อย่างความฉลาด ความคิดสร้างสรรค์ ความรัก ศิลปะ จิตสำนึก จริงๆ แล้วมันคืออะไร มันคือสิ่งประดิษฐ์เหมือนกันหรือเปล่า

กับคำถามที่ว่าความหมายของชีวิตคืออะไร คุณเจอคำตอบหรือยัง

ไม่เจอ ซึ่งเรารู้สึกว่าความหมายก็เป็นสิ่งประดิษฐ์ของมนุษย์เหมือนกัน ทุกวันนี้ก็ยังกลับมาถามอยู่ว่าทำไปทำไมวะ แต่ก็อยู่ไป หิวก็กิน ง่วงก็หลับ เราคิดว่าในระยะใกล้มนุษย์จะยังไม่รู้คำตอบหรอก

แล้วคิดว่ามนุษย์จำเป็นต้องรู้มั้ย ความหมายของชีวิต

มีคนเขาบอกว่าสิ่งที่ทำให้มนุษย์เป็นมนุษย์คือการมีเป้าหมาย มีความหมาย ดังนั้น ถ้าเราเชื่ออย่างนั้น อาจจะจำเป็น ซึ่งอาจจะไม่มีวันเจอคำตอบ แต่สุดท้ายมนุษย์อาจจะแฮปปี้กับการวิ่งไล่ตามก็ได้

แชมป์ ทีปกร

ขอบคุณสถานที่ Oneday Hostel

Writer

Avatar

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

Avatar

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

1 กุมภาพันธ์ 2566
4 K

“รางวัลกินรีทอง มหาชน ครั้งที่ 8 สาขาอนุรักษ์การแสดงศิลปะพื้นบ้าน ได้แก่…”

ในฮอล์ที่กระหึ่มไปด้วยเสียงเฮฮา จู่ ๆ ก็เงียบดุจดั่งป่าช้า เสมือนรอคอยแสงอาทิตย์สาดส่องให้พื้นที่นี้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง จนกระทั่งทราบว่า รางวัลนี้ตกเป็นของ คลังพลอย ไวยพัฒน์ จากหมอลำเสียงวิหค พ่อยกแม่ยกหมอลำชาวที่ราบสูงหลาย ๆ ท่านคงต้องทำหน้าฉงนสงสัย ว่าเด็กสาวที่ได้รับรางวัลนี้คือใครกันหนอ

แต่พอได้ทราบว่านั่นคือชื่อเสียงเรียงนามที่แท้จริงของ ยูกิ เพ็ญผกา จากใบหน้าที่ฉงนสงสัยก็แปรเปลี่ยนเป็นร้องอ๋อกันทันใด

ยูกิ เพ็ญผกา หมอลำลูกครึ่งญี่ปุ่น-อีสาน กับบทบาทนางเอกคณะที่เริ่มต้นในวัย 13 ปี

ก่อนเริ่มพูดคุยกัน ภาพของสาวชาวอำเภอคอนสวรรค์ จังหวัดชัยภูมิ นางเอกหมอลำในวัยเพียง 15 ปี ได้ปรากฏขึ้นมายังจอคอมพิวเตอร์ ภาพลักษณ์ของสาวน้อยแลดูอ่อนน้อม เหนียมอาย ไร้เดียงสา ช่างแตกต่างจากตอนเธอสวมหัวโขนเป็นนางเอกหมอลำที่พกความมั่นใจและพลังเกินร้อยอย่างสิ้นเชิง

ตอนนี้เรากำลังพูดคุยกับ ‘ยูกิ คลังพลอย’ ไม่ใช่ ‘ยูกิ เพ็ญผกา’ ที่เราและหลาย ๆ ท่านคุ้นเคย

ออกจะเป็นเรื่องแปลกที่นักแสดงหมอลำมีชื่อเล่นเหมือนการ์ตูนอนิเมะ ทั้งที่ปากยังเว้าภาษาอีสานแจ๋ว ๆ ยูกิย้ำว่านี่คือชื่อที่มารดาตั้งให้ เนื่องจากเลือดครึ่งหนึ่งในกายเธอสืบมาจากแดนอาทิตย์อุทัย

“ชื่อ ยูกิ เป็นชื่อตั้งแต่เกิด คุณแม่เป็นคนตั้งให้ค่ะ หนูเป็นลูกครึ่งญี่ปุ่น คุณแม่เป็นคนอีสาน คุณพ่อเป็นคนญี่ปุ่น” เธอตอบคำถามที่หลายคนคาใจ

“ยูกิ (雪) แปลว่า หิมะ ค่ะ” เด็กสาวกล่าวเสริมเผื่อคนที่ไม่มีความรู้ด้านภาษาข้างพ่อเธอ

13 เมษายน พ.ศ. 2550 คือวันที่เด็กหญิงคลังพลอยหรือยูกิลืมตาดูโลก เธอเติบโตมาภายใต้การเลี้ยงดูของคุณแม่และพ่อเลี้ยงแสนดี ห้อมล้อมด้วยกลิ่นอายของวัฒนธรรมลุ่มแม่น้ำโขง ยูกิค้นพบว่าเสียงเพลงคือของขวัญจากฟากฟ้าที่ประทานความสุขสำราญให้กับเธอมาแต่เล็กแต่น้อย เธอจึงหลงใหลในเสียงเพลงและดนตรีนานาชนิด ทั้งเพลงสมัยใหม่และสมัยเก่า

“หนูชอบร้องเพลงมากค่ะ ร้องมาตั้งแต่ 3 ขวบได้ เพลงที่ร้องตอนนั้นก็เป็นเพลงลูกทุ่ง ยังไม่ใช่เพลงหมอลำ เพลงแรกที่ร้องคือเพลง นักร้องบ้านนอก ค่ะ” สาวลูกครึ่งเผยงานอดิเรกของตนด้วยยิ้มพิมพ์ใจ 

ยูกิ เพ็ญผกา หมอลำลูกครึ่งญี่ปุ่น-อีสาน กับบทบาทนางเอกคณะที่เริ่มต้นในวัย 13 ปี

“นอกจากเพลงลูกทุ่งแล้ว หนูชอบฟังพวกเพลงสตริง เพลงแร็ป เพลง K-POP ด้วย พี่ลิซ่า BLACKPINK หนูก็ชอบ ชอบมาก ๆ ค่ะ”

อย่างไรก็ดี ความชอบทั้งหมดทั้งมวลนี้ยังเป็นรองดนตรีหมอลำ

พจนานุกรมภาษาถิ่นไทยอีสานแจงรากศัพท์ของหมอลำออกเป็น 2 คำ ได้แก่ ‘หมอ’ ที่หมายถึงผู้มีความชำนาญ กับ ‘ลำ’ ที่แปลว่าการบรรยายเรื่องราวต่าง ๆ ด้วยทำนองอันไพเราะ ‘หมอลำ’ จึงเป็นคำประสมที่แปลเป็นภาษาไทยกลางได้ว่า ผู้ชำนาญด้านการขับทำนองเล่าเรื่อง

เพลงหมอลำเป็นประเพณีการละเล่นที่แพร่หลายไปทั้ง 2 ฝั่งโขง จะประเทศลาวหรือภาคอีสานของไทย งานวัดงานบุญของ 2 แผ่นดินนี้ไม่เคยขาดเสียงแคนและคำร้องที่มีต้นแบบมาจากเพลงลูกทุ่ง ความแพร่หลายของหมอลำนำไปสู่การพัฒนาต่อยอดเป็นหมอลำสารพัดชนิด

“หมอลำจะมีหลายประเภทค่ะ เช่น หมอลำซิ่ง หมอลำกลอน หมอลำหมู่ ฯลฯ แตกต่างกันออกไปในบางสาขาอาชีพ แต่ที่หนูลำอยู่ทุกมื้อนี้เป็นหมอลำหมู่ ลำเรื่องต่อกลอนทำนองขอนแก่นค่ะ”

นี่คือหมอลำชนิดที่กำเนิดใหม่เมื่อหลายสิบปีก่อน เป็นรูปแบบหมอลำที่เติบโตมาจากการผสมผสานระหว่างหมอลำพื้นกับลิเกของภาคกลาง เห็นได้จากชุดผู้แสดงที่รับมาจากลิเกเต็ม ๆ กับการร้องแบบหมอลำพื้น ร้องรำกันเป็นหมู่คณะ แต่ละคนสวมบทบาทเป็นตัวละครแนวจักร ๆ วงศ์ ๆ เช่น พระราชา เจ้าหญิง ฤๅษี เทวดา ผีสาง เรื่องที่ใช้ลำโดยมากอ้างอิงจากนิทานชาดกท้องถิ่นของภาคอีสาน ใจความของเรื่องที่ใช้แสดงคือการมุ่งสอนให้รู้จักบาปบุญคุณโทษ

แต่หมอลำหมู่ในยุคนี้ได้ปรับปรุงรูปแบบการแสดงให้ถูกจริตคนยุคใหม่ การแสดงของยูกิจึงมีมากกว่าหมอลำตามแบบฉบับดั้งเดิมที่ทุกคนคุ้นเคย

ยูกิ เพ็ญผกา หมอลำลูกครึ่งญี่ปุ่น-อีสาน กับบทบาทนางเอกคณะที่เริ่มต้นในวัย 13 ปี

“จะมีช่วงคอนเสิร์ต ก็ร้องเพลงตลาดทั่วไป เพลงอินดี้ เพลงหมอลำ ร้องสลับกันไป พอตกดึกก็ลำเรื่องต่อกลอน เป็นคล้าย ๆ ลิเก แต่ว่าเป็นภาษาอีสาน คนละทำนองกัน แล้วก็มีแสดงละครเข้าถึงบทบาทกันบ้าง” เธอเริ่มใช้ภาษาบ้านเกิดเมื่อบรรยากาศการพูดคุยอบอวลไปด้วยความสนุกสนาน

เมื่อพิจารณาอายุของยูกิ อาจคิดว่าเส้นทางหมอลำของเธอเพิ่งเริ่มต้นขึ้น แต่ถ้าย้อนกลับไปจริง ๆ แล้ว บนถนนเส้นนี้ได้เริ่มต้นมาตั้งแต่เธอยังเป็นวัยรุ่นฟันน้ำนม เรียนอยู่ชั้น ป.2 โน่นแล้ว

“ตอนเด็ก ๆ คุณพ่อคุณแม่พาเบิ่งหมอลำ ส่วนใหญ่ดูหมอลำซิ่ง ตอนนั้นหนูดูในคลิปอยู่เลยค่ะ ยังไม่ได้ไปดูหน้างาน พอโตขึ้นก็มีโอกาสได้ไปหน้างาน เห็นพี่เขาแต่งตัวสวย มีคนดูเยอะ อยากแต่งตัว อยากเป็นแบบพี่เขาบ้าง” แววตาเป็นประกายถูกส่งทอดจากหน้าจอคอมพิวเตอร์สี่เหลี่ยมเล็ก ๆ ทำให้เหมือนย้อนเห็นภาพเด็กหญิงอายุไม่เกิน 10 ปีที่มีแววตาเต็มไปด้วยความฝัน

“หนูมีไอดอลคือ พี่แอน อรดี แล้วก็ พี่ใหม่ พัชรี ค่ะ หนูชอบดูพวกพี่เขามาก ดูคลิปตลอด ดูทั้งวันเลยค่ะ” ยูกิบอกด้วยสีหน้าภาคภูมิใจ

“หลังจากตอนนั้นก็ได้ไปบอกคุณพ่อคุณแม่ว่าอยากเป็นหมอลำ เลยหาประสบการณ์ด้วยการประกวดร้องเพลงไปเรื่อย ๆ ก่อน จุดเปลี่ยนอยู่ที่เขาพาหนูขึ้นรถแห่ ไปร้องเพลงอยู่บนรถแห่ตอนอายุ 10 ปี ตอนนั้นไปที่อำเภอภูเขียว จังหวัดชัยภูมิ พ่อกับแม่ค่อยมาตัดสินใจว่าจะพาขึ้นวงหมอลำจริง ๆ เลยมาเป็นหมอลำหมู่ค่ะ” เธอจูงมือพาเราหวนคืนยังอดีตที่เป็นจุดเริ่มต้นในการเดินตามความฝันของเธอ

ยูกิ เพ็ญผกา หมอลำลูกครึ่งญี่ปุ่น-อีสาน กับบทบาทนางเอกคณะที่เริ่มต้นในวัย 13 ปี

เรียกว่าหมอลำเสียงวิหคกับยูกิเติบโตมาด้วยกันคงจะได้ เพราะวันที่คุณพ่อและคุณแม่ของเธอพาไปสมัคร หมอลำเสียงวิหคก็เพิ่งเปิดใหม่ได้ปีแรก

“ตอนคุณพ่อคุณแม่พาไปสมัคร ตอนนั้นคณะเขาเพิ่งเปิดใหม่ปีแรก หนูอายุ 11 จะเข้า 12 ขวบ ตอนนั้นเราแสดงเป็นตัวลูก ยังไม่ได้เป็นนางเอก”

หมอลำรุ่นเยาว์เล่าความรู้สึกวันแรกบนเวทีซึ่งเธอยังจำได้ไม่มีเลือน

“ตอนนั้นไปแสดงที่วัดสีชมพู กรุงเทพฯ ความรู้สึกของการเป็นคนดูกับคนที่ได้ขึ้นแสดงมันต่างกันมาก ๆ เลยนะคะ ตอนดูหน้าเวทีเหมือนเราไปนั่งดูผลงานเขาเฉย ๆ แต่ตอนนี้เราเป็นผู้สร้างผลงานให้ผู้ชมหน้าเวทีดู ตอนแรกก็กดดัน แต่ตอนนี้เริ่มชินแล้วค่ะ”

เพราะคณะหมอลำเสียงวิหค ยูกิ เพ็ญผกา จึงมีตัวตนขึ้นมาท่ามกลางเสียงแคน

“ชื่อ ยูกิ เพ็ญผกา หัวหน้าวงเป็นคนตั้งให้ค่ะ เป็นชื่อที่ใช้ในวงการ หนูว่ามันเพราะดี”

จากสเต็ปการเติบโตของกันและกัน คณะกับนักแสดง ยูกิเข้ามารับบทบาทในฐานะนักแสดงสมทบ ฝึกร้องเพลง ฝึกการแสดง และศึกษาสิ่งที่เกี่ยวกับหมอลำในทุก ๆ วัน

“ท่าทางไม่ยาก เรื่องร้องยากกว่าค่ะ ร้องหมอลำยากกว่าร้องเพลงลูกทุ่งด้วย เพราะเพลงหมอลำจะมีเกริ่น หัวเพลงจะเป็นการเกริ่น แล้วก็จะเป็นทำนองรำซึ่งจะแตกต่างกันออกไป แล้วช่วงถัดมาจะเป็นเพลงธรรมดาเลยค่ะ เป็นทำนองที่แล้วแต่อาจารย์นักแต่งเพลงจะแต่งไป จะมีช่วงรำสลับกันกับท่อนร้อง ส่วนท่อนลงก็จะมีลูกเอื้อนนิดหน่อย ผสมกันไปจนจบเพลง

ยูกิ เพ็ญผกา หมอลำลูกครึ่งญี่ปุ่น-อีสาน กับบทบาทนางเอกคณะที่เริ่มต้นในวัย 13 ปี

“หนูก็ฝึกร้องเพลงอยู่เรื่อย ๆ ร้องเพลงทุกวัน ฝึกการแสดง ดูอะไรหลาย ๆ อย่างที่เกี่ยวกับหมอลำ เวลาซ้อมต้องมาซ้อมเองที่บ้าน ให้คุณพ่อ (พ่อเลี้ยง) ซ้อมให้ เพราะคุณพ่อร้องได้ค่ะ”

ครั้นแล้ววันหนึ่ง โอกาสพลิกชีวิตก็ล่องลอยมาหาเมื่อเธอมีอายุได้ 13 ปี

“หัวหน้าคณะเขามาบอกคุณแม่ค่ะว่าจะให้น้องมาเป็นนางเอก แต่น้องต้องลดหุ่น เพราะตอนนั้นหนูอ้วนอวบ ตัวกลมเลย” กว่ายูกิจะก้าวขึ้นมาเป็นนางเอก ไม่ได้มาด้วยโชคช่วย แต่เป็นความพยายาม มุ่งมั่น พัฒนาทั้งการร้องและภาพลักษณ์ 

“หนูใช้เวลา 2 เดือน ลดน้ำหนักไปเกือบ 10 กิโลกรัม ออกกำลังกาย งดอาหารเย็น บวกกับลดปริมาณอาหาร จากที่เคยกินของหวาน น้ำหวาน ช่วงนั้นหนูก็งดไปเลยค่ะ”

ในวัย 13 ปี เด็กผู้หญิงส่วนใหญ่น่าจะยังดิ้นรนกับชีวิตใหม่ในชั้นมัธยมศึกษา แต่เด็กหญิงยูกิกลับต้องเผชิญความกดดันเพิ่มจากภาระการเรียน นั่นคือการเดินสายออกแสดงไปทั่วภูธร

“หมอลำจะมีงานแสดงตามงานวัดหรืองานอื่น ๆ ที่เจ้าภาพจ้างไป เช่น งานทำบุญบ้านใหม่ ไปภาคอื่นด้วย อย่างเวลาลงกรุงเทพฯ ก็จะมีผู้จัดเขาจ้างไปลง 3 – 4 วัน งานจะไม่ไกลกันมาก แต่กรุงเทพฯ เล่นได้ถึงเที่ยงคืน ปกติเล่นถึงสว่าง”

ในช่วงแรกที่เพชรเม็ดใหม่ในวงการเริ่มเฉิดฉาย ชื่อต้นของเธอเป็นสิ่งที่ดึงดูดความสนใจจากพ่อแก่แม่เฒ่าไม่น้อย หลายคนลุกลี้ลุกลนที่จะได้รู้จักนางเอกอายุ 13 ที่มีชื่อเป็นภาษาญี่ปุ่น

“การที่เป็นลูกครึ่งและอายุน้อย หนูว่าน่าจะมีส่วนให้มีชื่อเสียงนะคะ คนที่เขามาดูพอรู้ว่าชื่อยูกิ ก็สงสัยและตื่นเต้นด้วยค่ะ บางคนก็มีเข้ามาถาม เราก็อธิบายให้เขาฟังไปว่าเป็นลูกครึ่งญี่ปุ่น เลยชื่อยูกิ”

จากตัวสมทบ สู่ตัวหลักของการแสดงหมอลำ ความกดดัน ความตื่นเต้น เสียงติชม เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องพบเจอ

“วันแรกที่ได้ขึ้นเป็นนางเอก ตอนนั้นหนูไปเล่นอำเภอโนนสะอาด จังหวัดอุดรธานี เปิดวงปีที่ 2 ค่ะ ตอนนั้นรู้สึกกดดันมาก ๆ อยู่ในห้องแต่กับเสียงเพลงอย่างเดียวเลยค่ะ ซ้อมทั้งวัน กดดัน กลัวมันออกมาไม่ดีเลยซ้อม ๆ ตลอดเลยค่ะ” เธอยังจดจำเรื่องราวทุกรายละเอียดของวันนั้นได้เป็นอย่างดี

“พอแสดงเสร็จก็โล่งเลยค่ะ โล่งมาก ๆ ความรู้สึกตอนนั้นคือตื่นเต้นแล้วก็ดีใจ เหมือนมันตื้นตันใจอยู่ตลอดเวลาที่มีคนหน้าเวที แล้วก็ดีใจที่ตัวเองได้ขึ้นเป็นนางเอก คืนนั้นก็คือสั่นทั้งคืนเลยค่ะ”

เป็นธรรมดาของมือใหม่ที่ต้องประสบผลตอบรับทั้งแง่บวกแง่ลบ ยูกิได้เก็บคำวิจารณ์เหล่านั้นมาใช้ในการผลักดันตนเองให้มีพลังสู้ต่อ ชั่วเวลาไม่นานก็มีแม่ยกทยอยมาติดพันเธอ

“ก็มีทั้งคนชมแล้วก็คนตินะคะ ปน ๆ กันไป” ยูกิ เพ็ญผกา กล่าวยิ้ม ๆ “หนูก็จำทุกคำพูดของทุกคนที่มาหา เพราะหนูดีใจและปลื้มใจทุกครั้งที่มีคนมาให้กำลังใจ ประทับใจทุกคน ทุกคำพูดเลย”

ยูกิ เพ็ญผกา หมอลำลูกครึ่งญี่ปุ่น-อีสาน กับบทบาทนางเอกคณะที่เริ่มต้นในวัย 13 ปี

ภายในเวลาไม่กี่ปีที่ได้เลื่อนขั้นเป็นนางเอกประจำคณะ หมอลำสาวลูกครึ่งรายนี้ได้ตระเวนไปทั่วภาคอีสาน งานที่จังหวัดไหนเป็นอย่างไร เธอสาธยายได้เป็นฉาก ๆ

“ที่แสดงในอีสาน จะไปแถวอุดรธานี ขอนแก่น มหาสารคาม อุบลราชธานีเป็นส่วนมากค่ะ อีสานใต้ก็ไปบ่อยเหมือนกัน แต่ละงานก็จะเหมือน ๆ กัน จังหวัดที่คนดูเยอะก็มีที่นครพนม บึงกาฬ แล้วก็หลายจังหวัด น่าจะเยอะหลายที่เลยค่ะ แต่หนูก็จำได้ไม่หมด

“เดินทางบ่อย ๆ ก็เหนื่อยอยู่ค่ะ อย่างเวลามีงานติดต่อกันหลายงาน ก็มีเพลียบ้างนิดหนึ่ง”

เสียงไก่ขันมักใช้เป็นสัญญาณของการแจ้งว่าเช้าวันใหม่ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว แต่เหล่าหมอลำใช้เสียงนี้เป็นสัญญาณของการจบการแสดงของพวกเขา

“วันที่มีแสดง หลังจากเล่นจนสว่างของงานที่แล้วมา หนูจะขึ้นรถมาล้างหน้า เสร็จแล้วหนูก็กินข้าวและนอนบนรถค่ะ พอถึงหน้างานก็ลงไปอาบน้ำ แต่งหน้าเตรียมขึ้นแสดงค่ะ แสดงทั้งคืนเลยถึงสว่างอีกเหมือนเดิมค่ะ แล้วก็นอนบนรถอีกเหมือนเดิม” ชีวิตที่วนลูปของเธอถูกบรรยายเหมือนวงกลมที่ไม่มีวันจบสิ้น แต่เปี่ยมไปด้วยพลังไฟที่เธอสนุกไปกับมัน

ภาพสวยงามบนเวทีหมอลำเบื้องหลังต้องแลกมาด้วยความยากลำบาก เสื้อผ้าสวยงามที่สวมใส่ต้องคอยปกป้องไม่ให้เลอะโคลนดินที่ชื้นแฉะจากฝนที่โหมกระหน่ำ เวทีที่ตกแต่งสวยงาม ด้านหลังต้องเนรมิตให้กลายเป็นเหมือนบ้านเพื่ออยู่อาศัยตลอดคืน

“ชีวิตหมอลำ นอนกลางดิน กินกลางทราย ถ่ายกลางทุ่งนาค่ะ ไปหน้างานบางวันมีแต่ป่า ห้องน้ำไม่มีเลย ลำบากในการเดินทาง ในการใช้ชีวิตอยู่หลังเวที มีบ้างที่มีฝนตก ขึ้นเวทีก็ต้องตากฝนเล่น แต่ถ้าฝนตกหนักก็ต้องหยุด เพราะไม่งั้นฉากเวทีมันอาจจะล้มทับคน อันตรายมากค่ะ” เธอถ่ายทอดชีวิตของหมอลำอีกด้านหนึ่งที่ผู้คนส่วนใหญ่ไม่เคยรู้ “เวลานอนก็มีเต็นท์ที่กาง เป็นเต็นท์ส่วนตัว เต็นท์ใครเต็นท์มัน เอาผ้าสีฟ้า ๆ มาอ้อมเต็นท์ ปูเสื่อนอนกันในนั้น เหมือนเป็นบ้าน”

กาลเวลาผันเปลี่ยน ความคิด และความรู้สึกของผู้คนย่อมแปรเปลี่ยนตาม สิ่งที่เป็นศิลปะการแสดงพื้นบ้านของไทยกลับถูกคนไทยด้วยกันด้อยค่า มองเป็นของราคาถูก

เส้นทางชีวิต ยูกิ เพ็ญผกา ที่กังวานด้วยเสียงแคนของลูกอีสานเชื้อญี่ปุ่น ในวันที่เป็นนางเอกคณะหมอลำหมู่อายุน้อยสุดคนหนึ่งในไทย

“น่าจะมีช่วงหนึ่งที่มีดราม่าบ่อย ๆ ก็จะกดดันตัวเอง ชอบไปอ่านคอมเมนต์ที่เขาเมนต์มา เมนต์ดราม่า เมนต์ด่า แต่ช่วงหลัง ๆ ก็โฟกัสไปที่คนให้กำลังใจ พ่อกับแม่ก็จะคอยบอกว่าอย่าคิดมาก”

แม้จะมีอาชีพการงานที่หาเลี้ยงครอบครัวได้เป็นมั่นเหมาะ แต่ยูกิก็ยังไม่ทอดทิ้งการเรียนเฉกเช่นเยาวชนทุกคน เธอยังคงศึกษาด้านคอมพิวเตอร์ธุรกิจในวิทยาลัยอาชีวศึกษาที่จังหวัดบ้านเกิด

ถึงอย่างไร ความฝันของเธอก็ยังคงมีหมอลำเป็นที่หนึ่งในใจเสมอ

“อยากมีชื่อเสียงโด่งดังค่ะ อนาคตที่วางไว้ก็น่าจะเกี่ยวกับครู อยากสอนหมอลำ”

อนาคตนั้นทำท่าจะเฉียดใกล้ความจริงเข้าไปทุกที ด้วยความเป็นคนกล้าฝัน กล้าลงมือทำ ตั้งใจจริง และไม่ละเลยความอ่อนน้อมถ่อมตน ผู้ใหญ่ในแวดวงหมอลำเพลงลูกทุ่งหลายคนจึงพากันเอ็นดูยูกิ และหยิบยื่นโอกาสแสดงฝีมือให้เธอเนือง ๆ หนึ่งในนั้นคือเจ้าของสมญา ‘ราชินีลูกทุ่งหมอลำ’ จินตหรา พูนลาภ ที่ยูกิออกปากเรียก ‘แม่จิน’ ได้โดยสนิทใจ

เธอเชื่อว่าต่อไปภายภาคหน้า ศิลปะการแสดงที่เธอรักอาจเป็นที่สนอกสนใจมากขึ้น จากการที่สื่อสังคมออนไลน์อย่าง TikTok นิยมเอาคลิปหมอลำไปเผยแพร่กัน

“หนูบังคับความคิดของใครไม่ได้ บางคนไม่ชอบหมอลำ ก็ไม่ได้บังคับให้มาชอบหมอลำ หนูเองแค่อยากอนุรักษ์ อยากสืบสานศิลปะของคนอีสานไว้ ถ้าไม่มีใครสืบสาน มันก็จะหายไป แล้วหนูเองก็ชอบของหนู ใครไม่ชอบก็ไม่เป็นไร” ความคิดที่ดูโตเกินวัยและแรงปราถนาอันแรงกล้าเปล่งออกมาจากสาวลูกครึ่งไทย-ญี่ปุ่นจากเมืองชัยภูมิคนนี้

“อยากฝากสำหรับคนที่ยังไม่รู้จักพวกเรานะคะ หมอลำเสียงวิหคถือว่าเป็นหมอลำน้องใหม่ของวงการหมอลำ เพิ่งตั้งมาได้ 3 ปี อาจจะผิดพลาดบ้าง อยากให้ทุกคนได้ลองมาดู ลองเปิดใจ และมาสนุกร่วมกัน การแสดงรับรองว่าน่าจะม่วน ติดตามคิวงานได้ที่เพจหมอลำเสียงวิหค มีอัปเดตทุก ๆ เดือน ใครไปดูหน้างานไม่ได้ก็มีไลฟ์ออนไลน์อยู่ตลอดค่ะ” นางเอกหมอลำหน้าละอ่อนเชิญชวนทิ้งท้าย

ความพยายามตลอดเส้นทางหมอลำของยูกิ จากจุดเริ่มต้นมันช่างยาวไกล ในระหว่างการเดินทางอาจเจอลูกรัง ดินทรุด การจราจรติดขัดบ้าง แต่ทุกอย่างเป็นเหมือนบทเรียนที่ทำให้เธอกลายเป็นคนที่แข็งแกร่งมากขึ้น และถนนที่มีชื่อว่าหมอลำเส้นนี้คงมีความยาวอีกไกลแสนไกล ให้เธอได้โลดแล่นไปอีกนานแสนนาน

เส้นทางชีวิต ยูกิ เพ็ญผกา ที่กังวานด้วยเสียงแคนของลูกอีสานเชื้อญี่ปุ่น ในวันที่เป็นนางเอกคณะหมอลำหมู่อายุน้อยสุดคนหนึ่งในไทย

Writers

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

ชอบอ่านเขียนตั้งแต่จำความได้ สนใจวิชาสังคมศึกษาตั้งแต่จบอนุบาล ใฝ่รู้ประวัติศาสตร์ตั้งแต่อยู่ประถม หัดแต่งนวนิยายตั้งแต่เรียนมัธยม เขียนงานสารพัดด้วยนามปากกา “แพทริก เหล่า” ตั้งแต่เข้ามหา’ลัย

Avatar

ธนกร จตุรงค์ชัยสถิต

นัก(เรียน)วิทยาศาสตร์ ที่อยากเป็น นักวิจัยการเล่าเรื่อง แต่ตอนนี้เป็นเป็ดที่อยากบินให้สูงเหมือนนก อยากตัวใหญ่ให้เหมือนห่าน

Photographer

Avatar

ทศพล คามะดา

เรียนจบมหาลัย ปี 2555 ทำอาชีพช่างภาพ มาเรื่อยๆ จนถึงปัจจุบัน เป็นคนอารมณ์ดี ชอบเลี้ยงแมวไว้ 2 ตัว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load