แม้เราจะรู้จักกันมาหลายปี แต่ผมคุยกับ แชมป์-ทีปกร วุฒิพิทยามงคล ผ่านโลกออนไลน์มากกว่าโลกออฟไลน์

ใจอยากจะกล่าวโทษโลกโซเชียลฯ ที่ทำให้เราผลัดวันไม่ได้นัดพบกันในโลกจริงเสียที แต่ในอีกแง่ ผมคงไม่มีโอกาสรู้จักเขา หากปราศจากโลกที่ใครหลายคนสบประมาทว่าปลอม

ข่าวคราวล่าสุดที่ผมได้รับเกี่ยวกับเขา คือทีปกรและเพื่อนพ้องที่สนใจและเชื่อในสิ่งเดียวกันอันประกอบด้วย โตมร ศุขปรีชา, สฤณี อาชวานันทกุล, สุธรรม ธรรมรงค์วิทย์, ดร.สรณรัชฎ์ กาญจนะวณิชย์ และ แอลสิทธิ์ เวอร์การา ได้ร่วมกันเปิดสำนักพิมพ์ใหม่ชื่อเค็มเข้มว่า ‘Salt Publishing’ ที่เน้นพิมพ์งานในหมวดวิทยาศาสตร์และปรัชญา โดยเขาเองรับหน้าที่เป็นผู้แปลผลงานของ Martin Ford ที่ชื่อ Rise of the Robots ซึ่งเขาตั้งชื่อไทยของหนังสือเล่มนี้ว่า หุ่นยนต์ผงาด

นั่นเป็นเหตุผลที่ผมนัดเจอเขาที่ร้านกาแฟใจกลางเมืองเพื่อไถ่ถามถึงสำนักพิมพ์ที่ทำ หนังสือที่แปล และสิ่งที่เชื่อในวันนี้วัยนี้

ในบรรดาคนหนุ่มสาววัยใกล้ๆ กันที่ผมรู้จัก เขาคือคนหนุ่มที่ทำงานหนักหน่วงที่สุดคนหนึ่ง โดยจุดร่วมของสิ่งที่เขาทำแทบทั้งหมดล้วนแล้วแต่เกี่ยวข้องพันผูกอยู่กับเทคโนโลยีและโลกออนไลน์ ไล่เรียงตั้งแต่สมัยก่อตั้งเว็บบล็อกสัญชาติไทยอย่าง Exteen มาจนกระทั่งเป็นผู้ก่อตั้งสำนักข่าวที่ชื่อ The MATTER

แม้กระทั่งหนังสือที่เขาเขียนส่วนใหญ่ก็มักวนเวียนอยู่กับเรื่องราวของเทคโนโลยีที่เขาเฝ้ามอง ติดตาม ศึกษา

ผมจึงประหลาดใจไม่น้อยเมื่อเขาพิมพ์ประโยคทีเล่นทีจริงมาในกล่องแชทเฟซบุ๊กระหว่างเรานัดพบเจอกันว่า “ทีปกรผู้เบื่อโลกออนไลน์”

ทีปกร วุฒิพิทยามงคล

ที่คุณบอกว่าเบื่อโลกออนไลน์นี่พูดจริงหรือพูดเล่น

เวลาเราพูดว่าเบื่อเราไม่เคยพูดเล่นเลยนะ เราอยู่กับโลกออนไลน์มาสิบกว่าปีแล้ว ตั้งแต่สมัยทำบล็อก Exteen หลังจากนั้นก็ไม่เคยไปทำงานอย่างอื่นที่ไม่ต้องคอนเนกต์เลย ถามว่าเบื่อไหม ก็เบื่อ ถ้าพูดไปก็อาจจะฟังดูรำลึกอดีต แต่ว่าอินเทอร์เน็ตสมัยก่อนตอนยังไม่มีเฟซบุ๊กมันช้ากว่านี้ ซึ่งความเร่งในระยะหลัง ด้วยความหุนหันพลันแล่นของสารที่ส่งไปส่งมาในโลกออนไลน์ ก็อดจะทำให้เราคิดไม่ได้ว่าโลกออนไลน์เป็นสถานที่ที่สะท้อนมุมที่ร้ายกาจที่สุดของมนุษย์ออกมาได้อย่างง่ายดาย ซึ่งมันทำให้เราเบื่อพอสมควร

มุมที่ร้ายกาจที่สุดของมนุษย์ที่ว่าหมายถึงอะไร

มีเยอะมากเลยนะ สมองของเรามีสองระบบ คือระบบที่เร็วกับระบบที่ช้า โลกออนไลน์มันใช้ระบบที่เร็วเสียเป็นส่วนมาก พิมพ์ตอบปุ๊บคนก็อ่านแล้ว หรือไลฟ์ด่าคนมันก็แป๊บเดียว ซึ่งกลับกัน ถ้าเราใช้มือเขียนลงบนกระดาษอาจจะไม่ได้เป็นข้อความแบบเดียวกัน เพราะมันใช้เวลา ความโกรธหรืออะไรมันก็ค่อยๆ ละลายไปแล้ว ตัวตนคนมีหลายด้าน แต่ด้วยความที่โลกออนไลน์มันเร็ว ทำให้เราหันด้านที่คิดเร็วใจเร็วออกไปสู่คนอื่น ซึ่งมักจะเป็นด้านที่คิดไม่จบ พอคิดไม่จบคนอ่านก็โกรธ บวกกับความสามารถในการกระจาย ก็เกิดดราม่า

นอกจากนั้น ยังมีเรื่องความสามารถในการลากคนออกจากบริบท เช่น เราไม่พอใจคนบนรถไฟฟ้า เราก็เลือกเล่าเฉพาะด้านที่ไม่พอใจลงบนออนไลน์ ซึ่งเราเลือกที่จะเล่าบางส่วนก็ได้เพื่อที่จะทำให้มีคนเห็นพ้องกับเรามากที่สุด แล้วเราก็รู้สึกแฮปปี้ที่มีคนมาด่าคนนี้เหมือนเรา

แล้วคุณนึกถึงวันที่พวกเราไม่มีเฟซบุ๊กออกไหม

ตอนนี้หลายคนพูดเรื่องอวสานเฟซบุ๊กนะ ซึ่งเราเองก็พยากรณ์ไม่ได้ แต่ก็มีคนบอกว่าตอนที่ My Space รุ่งเรืองก็ไม่มีใครคิดว่ามันจะตายเหมือนกัน แต่ว่าเฟซบุ๊กมันคงไม่ตายด้วยความนิยมที่ล่มสลายไป แต่มันอาจจะตายจากการที่มันถูกกำกับจากรัฐ จากอะไรอย่างอื่นมากกว่า มันจะถูกตัดตอนแขนขาออกไปเรื่อยๆ ทำให้มันอาจจะไม่มีอำนาจมากขนาดทุกวันนี้

ซึ่งก็มีคนที่ออกจากเฟซบุ๊กได้จริงๆ นะ แต่ว่าด้วยการงานและอาชีพของเรา เราเลยยังต้องอยู่กับเฟซบุ๊ก ซึ่งถ้าเราไม่ทำงานที่ทำอยู่เราก็อาจไม่ต้องเข้าเฟซบุ๊กแล้วก็ได้นะ แต่ถามว่าชีวิตแบบที่ไม่มีเฟซบุ๊กเลยมันเป็นชีวิตที่มีความสุขกว่าตอนนี้ร้อยเปอร์เซ็นต์มั้ย ก็อาจจะไม่นะ เราคิดว่าสุดท้ายแล้วก็อย่าไปมองมันร้ายกาจ ตอนนี้เราเหมือนมองเฟซบุ๊กเป็นตัวชั่วร้ายที่ไม่มีข้อดีเลย ซึ่งไม่ใช่ มันก็มีข้อดีเยอะ แต่ว่าช่วงนี้ข้อเสียมันออกมาเยอะหน่อย แล้วคนเริ่มพูดถึงมากขึ้นเท่านั้นเอง

แง่งามมากๆ ของเฟซบุ๊กในมุมมองของคุณคืออะไร

แง่งามของมันคือการให้สิทธิ์ให้เสียงกับคนที่ไม่เคยมีสิทธิ์มีเสียงมาก่อน ทำให้คนที่คิดเหมือนกันซึ่งอาจจะเป็นส่วนน้อยของสังคมรวมตัวกันได้และรู้ว่าพวกเขาก็มีที่อยู่

ทีปกร วุฒิพิทยามงคล ทีปกร วุฒิพิทยามงคล

แล้วคุณคิดว่าปัญหาร่วมของคนยุคสมัยคุณที่ต้องเผชิญในโลกออนไลน์มีอะไรบ้าง

โซเชียลเน็ตเวิร์กมันทำให้เราเกิดความสัมพันธ์ที่อ่อนแอ เป็น Weak Connection เราไม่ค่อยมี Strong Connection กับใคร เพราะว่ามันไม่ได้เป็นการสื่อสารหนึ่งต่อหนึ่ง บนโลกออนไลน์เวลาเราอัพสเตตัสเราไม่ได้คุยกับคนคนเดียว เราพูดแล้วใครจะฟังก็มา ซึ่งมันไม่ได้เป็นบทสนทนา มันทำให้เกิดความสัมพันธ์จำนวนมากแต่อ่อนแอ รวมไปถึงพอเป็นโซเชียลเน็ตเวิร์กปุ๊บ มันทำให้เราแสดงออกทุกๆ ทาง ซึ่งในบางทางอาจจะทำให้เพื่อนไม่พอใจก็ได้ แล้วเพื่อนก็ค่อยๆ ห่างหายไปในแบบที่เราไม่รู้สึก มีคนเยอะมากเลยที่ผิดใจกันเพราะไปเห็นว่าคนนี้ไปกดไลก์เฟซบุ๊กคนที่ด่าเรา แล้วมันน่ากลัวอยู่อย่างหนึ่งตรงที่โซเชียลเน็ตเวิร์กทำให้เราไม่ค่อยรู้สึกว่าอะไรหายไป มันทำให้เรารู้สึกแค่ว่าอะไรที่มีอยู่

นอกจากเรื่องดราม่าง่าย นอกจากรู้สึกว่าติดต่อทุกคน แต่ความจริงไม่ได้ติดต่อใครเลย นอกจากเรื่องที่ตัวเองต้องเพอร์เฟกต์ตลอดเวลา โอ้โห เท่านี้ก็เยอะแล้วนะ (หัวเราะ) เรารู้สึกว่าสุดท้ายแล้วมันทำให้เราเกิดความรู้สึกว่าตัวเองไม่ดีพอนั่นแหละ เมื่อก่อนมันมีขอบเขตว่าเราดีแค่ไหนถึงจะพอ เช่น ในโรงเรียนห้องนึงมี 20 – 30 คน คนนี้เล่นบอลเก่งสุด คนนี้วิชาเลขเก่งสุด โอเค พอแล้ว แต่ตอนนี้ไม่ได้ ต้องไปเทียบกับคนที่อินเดียสิ ไปเทียบกับนักวิชาการคนนั้นสิ แกไม่ได้เก่งที่สุด แกไม่มีทางเก่งที่สุดสักอย่าง ต่อให้แกเก่งที่สุดในโรงเรียนก็ตาม มันก็ทำให้รู้สึกว่าสิ่งที่เหมือนจะรู้จริงก็รู้ไม่จริง สิ่งที่เหมือนจะถนัดก็ไม่ถนัด

แล้วที่คุณว่าเบื่อโลกออนไลน์ แต่งานที่คุณทำอยู่ก็เป็นงานในโลกออนไลน์ มันไม่ย้อนแย้งเหรอ

รู้สึกเหมือนติดกับไหมล่ะ คนจำนวนมากที่ทำสื่อออนไลน์รู้สึกว่าเราตักน้ำไปทิ้งทะเล หลายคนเชื่อว่าสิ่งที่ตัวเองทำมันไม่เห็นผลทันทีหรอก แต่มันขับเคลื่อนสังคมได้ มันค่อยๆ เปลี่ยนแปลงสังคมได้ นั่นคือความหวังแรกๆ ของคนที่มาทำสื่อออนไลน์ อย่างน้อยเราได้เป็นฟันเฟืองหนึ่งในสังคมที่เปลี่ยนอะไรได้นิดหนึ่งก็ยังดี บทความเราไปกระทบกับใจใครสักคนหนึ่งได้ก็ยังดี ซึ่งมันก็เกิดอย่างนั้นแหละ พวกเราเขียนบทความลงออนไลน์เวลาที่มันไปทัชคน หรือเวลาที่มันไปเปลี่ยนอะไรได้สักครั้งหนึ่ง เราจะรู้สึกแฮปปี้ รู้สึกว่านี่แหละคือเหตุผลที่เราทำมัน แต่บางทีก็ต้องกลับมาชั่งน้ำหนักเหมือนกันว่าผลที่เกิดกับแรงที่ลงมันสมดุลกันมั้ย ซึ่งเป็นคำถามที่น่ากลัวสำหรับคนทำออนไลน์ทุกคน

คำถามคือมันมีวิธีใช้พลังงานของพวกเราที่มีประสิทธิภาพกว่านี้ไหมในการเปลี่ยนแปลงสังคม หรือการเปลี่ยนแปลงให้ชีวิตใครดีขึ้น ซึ่งนี่เป็นคำถามที่เราคิดอยู่ในช่วงนี้ของชีวิต คือเราอาจจะยังเขียนลงออนไลน์แหละ แต่มันต้องด้วยความถี่เท่านี้มั้ย ด้วยจำนวนเท่านี้มั้ย ด้วยการที่ต้องหลั่งน้ำตาและเสียสติเท่านี้มั้ย

ทำงานบนโลกออนไลน์อยู่ดีๆ แล้วอะไรทำให้อยู่ๆ ลุกขึ้นมาเปิดสำนักพิมพ์ Salt Publishing

เราตั้งคำถามว่าทำไมถึงไม่มีสำนักพิมพ์แบบนี้ ทุกวันนี้มันหมดจากยุคสำนักพิมพ์ใหญ่ที่พิมพ์ทุกอย่างไปแล้วใช่ไหม คือในตลาดหนังสือเราต้องยอมรับว่าสุดท้ายแล้วหนังสือเราก็ขายได้ประมาณ 3,000 – 5,000 เล่ม แปลว่าตลาดหนังสือเป็นตลาดที่รองรับลูกค้าจำนวนไม่มากนัก ดังนั้น ทางที่สำนักพิมพ์ควรจะไปคือทางที่เป็นสำนักพิมพ์ขนาดเล็ก เกาะกลุ่มกับคนจำนวนไม่มาก และผลิตงานเฉพาะทางหรือเปล่า มันมีช่องว่างตรงนี้อยู่หรือเปล่า

อีกอย่างเราคิดว่าทิศทางของหนังสือวิทยาศาสตร์และหนังสือปรัชญาเป็นทิศทางที่เราไม่เห็นสำนักพิมพ์ไหนที่ทำหนังสือเพื่อหมวดนี้โดยเฉพาะ เราก็เลยทำขึ้นมา แล้วรู้สึกว่ามีหนังสือต่างประเทศเยอะแยะเลยที่ดีๆ น่าจะเอามาแนะนำให้กับคนไทย 3,000 – 5,000 คน เผื่อเขาจะเอาไปทำอะไรต่อได้

เปิดสำนักพิมพ์ ขึ้นมามองมันเป็นธุรกิจหรือทำเพื่อตอบสนองความอยากส่วนตัว

โอ้ย ทำหนังสือในไทยไม่รวยนะครับ โอเค รอมแพงอาจจะรวย เรารู้ว่าต้นทุนการพิมพ์หนังสือเล่มหนึ่งทั่วๆ ไปประมาณ 2 แสนบาท ขายได้ทั้งหมดอาจจะกำไรสักสองสามแสน แต่ถามว่าใช้เวลาในการแปลเท่าไหร่ ใช้เวลาในการเขียนเท่าไหร่ หารออกมาได้เดือนละเท่าไหร่ เราคิดว่าธุรกิจหนังสือไม่ใช่ธุรกิจที่บอกว่าฉันจะทำเพื่อหวังรวยอยู่แล้ว แต่อยู่ได้มั้ย ก็คงอยู่ได้

แชมป์ ทีปกร แชมป์ ทีปกร

ถ้าไม่หวังรวย แล้วหวังอะไร

ส่วนตัวเราทำเพราะรู้สึกว่าอยากให้มีหนังสือ Non-fiction ดีๆ ในไทยเยอะๆ ส่วนพี่ยุ้ย สฤณี ก็จะบอกว่าอยากให้มีหนังสือฟิกชัน Sci-Fi ในไทยเยอะๆ

เราคิดว่าฐานคิดที่เป็นวิทยาศาสตร์ ฐานคิดที่เป็นการตั้งคำถาม ปรัชญา มันทำให้คนมีเหตุผล เราอยากสร้างสังคมที่มีเหตุผลเพื่อที่จะได้คุยกับคนที่มีเหตุผล เราเชื่อว่าหนังสือสามารถผลักดันคนให้มีแนวคิดแบบใดแบบหนึ่งได้

แล้วสำนักพิมพ์นี้จะผลักดันคนให้มีแนวคิดแบบไหน

มันจะผลักดันคนให้ตั้งคำถาม หนังสือของเราส่วนใหญ่มันอยู่บนฐานของคำถามที่ว่า ‘จะเกิดอะไรขึ้นถ้า…’ หรือ ‘What if…’ ซึ่งเรารู้สึกว่ามันเป็นการเตรียมตัวต่ออนาคตที่ดีมาก

จะเกิดอะไรขึ้นถ้าประชาชนทุกคนมีคะแนนพฤติกรรมเป็นของตัวเอง ทำดีต่อสังคมก็บวก ทำไม่ดีก็ลบ ซึ่งมันเกิดขึ้นแล้วในประเทศจีน หรือว่าจะเกิดอะไรขึ้นถ้านาซีชนะสงคราม ซึ่งเราคิดว่ามันเป็นแบบฝึกหัดในการใช้ความคิดและเหตุผลที่ดี เรารู้สึกว่าถ้าคนได้รับสาร ได้อ่านแบบฝึกหัด หรือว่าได้ลองคิดตามเยอะๆ มันจะทำให้เขาตั้งคำถามต่อสิ่งที่เกิดขึ้นรอบๆ ตัว

ในต่างประเทศคนทำหนังสือประเภทนี้อยู่ได้ไหม

มันประสบความสำเร็จนะ คือหนังสือเล่มที่เลือกมาแปลไม่ใช่เล่มที่เป็นวิทยาศาสตร์เพียวหรือว่าเป็นปรัชญาเพียว แต่ว่าเป็นเล่มที่พยายามจะใช้วิทยาศาสตร์หรือปรัชญาเป็นเครื่องมือในการค้นหาคำตอบบางอย่าง อย่างเล่มของ พี่หนุ่ม โตมร ชื่อ เติบโตอย่างไรไม่เจ็บปวด มันก็ตอบคำถามว่าเราเติบโตทำไม โดยใช้มุมมองทางปรัชญามาตอบ

หรือหนังสือเราที่ชื่อ หุ่นยนต์ผงาด มันก็ตอบคำถามตั้งแต่หุ่นยนต์ทำงานแทนมนุษย์ได้จริงมั้ย ซึ่งหนังสือเล่มนี้ตอบว่าได้ แล้วก็ถามต่อว่า เราจะทำยังไงกันดี ในแง่เศรษฐกิจเราควรจะทำยังไง รัฐควรจะกำหนดนโยบายยังไง แล้วในแง่ความเป็นมนุษย์เอง เราจะยังหลงเหลือความเป็นมนุษย์อยู่ไหม สำหรับคนที่นิยามตัวเองด้วยงาน สำหรับคนที่นิยามว่ามนุษย์มีความคิดสร้างสรรค์ แล้วถ้าหุ่นยนต์ทำงานที่มีความคิดสร้างสรรค์ได้ล่ะ จุดยืนของมนุษย์จะอยู่ตรงไหน มนุษย์คืออะไร หนังสือเล่มนี้ก็พยายามตอบคำถามโดยที่เชื่อมเทคโนโลยี เศรษฐศาสตร์ และปรัชญา เข้าด้วยกัน

แล้วส่วนตัวคุณสนใจอะไรในหนังสือ หุ่นยนต์ผงาด

หนังสือเล่มนี้เสนอภาพในอนาคตที่ใกล้มากว่าถ้าหุ่นยนต์ทำงานแทนมนุษย์แล้วจะเกิดอะไรขึ้น แล้วมันก็ไปไกลขนาดที่บอกว่าจะต้องเกิดนโยบายแบบนี้ขึ้นเพื่อปกป้องมนุษย์ หรือว่ามนุษย์จะต้องไปค้นหาความหมายของตัวเองผ่านทางไหน แล้วผู้เขียนมองไว้ว่ามนุษยชาติจะอยู่รอดได้ยังไง ต้องเป็นยังไงต่อไป

คืออ่านแล้วรู้สึกว่าเหมือนนิยายวิทยาศาสตร์ประมาณหนึ่ง แต่เป็นนวนิยายวิทยาศาสตร์ที่มีข้อมูลมารองรับ และเกิดขึ้นจริงแล้ว เราอาจจะบอกว่าไม่เห็นเกี่ยวข้องกับไทยเลย เพราะไทยยังไม่มีแรงงานหุ่นยนต์ แต่พวกงานที่คนไทยเคยรับมาจากประเทศที่พัฒนาแล้ว สุดท้ายมันจะกลับไปที่ประเทศต้นทางทั้งหมด เพราะว่าการใช้หุ่นยนต์มีต้นทุนต่ำกว่าการใช้แรงงานต่างด้าว ซึ่งมันทำให้คนที่เคยทำงานเหล่านั้นต้องไปแข่งกับหุ่นยนต์ในวันหน้า

เมื่อก่อนเรามองเทคโนโลยีในฐานะเครื่องมือของมนุษย์เสมอ เครื่องมือที่ทำให้เรามีความสามารถเพิ่มขึ้นในบางอย่าง เรามีรถยนต์เป็นส่วนขยายของขา เรามีทีวีเป็นส่วนขยายของตา เรามีหูฟังเป็นส่วนขยายของหู เรามีวิทยุเป็นส่วนขยายของปาก แต่หุ่นยนต์มันไม่ใช่ เมื่อไหร่ก็ตามที่มันทำงานได้ด้วยตัวเอง มันไม่ได้เป็นส่วนขยายของเราแล้ว มันคือจุดเปลี่ยนของความสัมพันธ์ระหว่างเทคโนโลยีกับมนุษย์ จากที่เป็นแค่เครื่องมือ ตอนนั้นมันจะกลายเป็นอีกตัวตนหนึ่งที่อยู่บนโลก

แล้วคุณเองมองหุ่นยนต์ด้วยความรู้สึกแบบไหน กลัว ตื่นเต้น หรือรู้สึกยังไง

เราไม่ได้กลัวมันมาก เราไม่ได้รังเกียจ ไม่ได้ชอบ แต่ว่ามันทำให้เรากลับมาถามตัวเองว่าถ้าวันหนึ่งที่หุ่นยนต์เขียนข่าวได้แล้ว ถ้าวันหนึ่งมันจับใจคนอ่านได้เหมือนที่ผู้เขียนซึ่งเป็นมนุษย์จับใจคนอ่านได้ แล้วมันจะเป็นยังไง มันเป็นสิ่งหนึ่งที่ผลักดันให้เราต้องหาความหมายของชีวิตด้วยอย่างอื่นนอกจากงาน เพราะว่าเมื่อมีสิ่งประดิษฐ์บางอย่างที่ทำงานได้เหมือนเรา หรือทำได้ดีกว่าเรา แล้วหน้าที่ของเราคืออะไร แล้วความหมายของเราคืออะไร

ทีปกร วุฒิพิทยามงคล ทีปกร วุฒิพิทยามงคล

คุณเชื่อว่าจะมีวันนั้นจริงใช่ไหม วันที่หุ่นยนต์ทำได้ทุกอย่างแทนมนุษย์

เชื่อ เพราะว่ามีตัวอย่างมากมายให้เห็น เราเห็นหุ่นยนต์วาดภาพได้ เห็นหุ่นยนต์เขียนบทกวีได้ เห็นหุ่นยนต์แต่งเพลงได้ แล้วเทคโนโลยีพวกนี้มันเป็นความเร่งแบบ Exponential คือยกกำลังขึ้นไป ดังนั้น อะไรที่เราเห็นในวันนี้มันจะดีขึ้น 2 เท่าในอีกไม่กี่เดือน และมันจะดีขึ้นอีก 2 เท่าในอีกไม่กี่เดือน วันหนึ่งหุ่นยนต์จะพิพากษาได้ จะเขียนงานได้ สัมภาษณ์ได้ ถ่ายรูปได้ ดังนั้น เราคิดว่าอีกไม่นานเราจะรู้สึกว่า เฮ้ย อันนี้เจ๋งดีว่ะ แล้วมารู้ทีหลังว่าหุ่นยนต์ทำ

จากที่เราเคยมองว่าหุ่นยนต์ทำอะไรพวกนี้ไม่ได้หรอก แต่ว่าวันหนึ่งมันจะทำได้ในระดับเดียวกัน และสุดท้ายมันอาจจะทำได้ในระดับที่ดีกว่ามนุษย์

แล้วมีอะไรบ้างไหมที่คุณคิดว่ายังไงหุ่นยนต์ก็แทนมนุษย์ไม่ได้

สิ่งที่หุ่นยนต์ทดแทนมนุษย์ไม่ได้คือมันเป็นมนุษย์ไม่ได้เท่านั้นเอง คือยังไงก็ตามคุณก็จะรู้สึกว่านี่คือหุ่นยนต์ อันนี้เป็นสิ่งที่มันทดแทนไม่ได้ ไม่ว่ามันจะน่ารักแค่ไหน ไม่ว่ามันจะดีกับคุณแค่ไหน แต่ถ้าคุณคิดว่ามันเป็นหุ่นยนต์ มันก็จะเป็นหุ่นยนต์อยู่ดี อันนี้แหละที่ทดแทนไม่ได้ ซึ่งมันทำให้คนบอกว่าหุ่นยนต์จะทดแทนในงานดูแลผู้สูงอายุได้ช้าที่สุด เพราะว่าคนไม่สะดวกใจ แล้วก็เป็นปัญหาในเชิงเทคนิคด้วยว่าจริงๆ แล้วมันอาศัยความแม่นยำ อาศัยความคล่องแคล่วมากกว่าที่คิด ซึ่งเป็นทักษะของมนุษย์ที่ตอนนี้หุ่นยนต์ยังเลียนแบบไม่ได้ดีนัก

ในวันที่หุ่นยนต์ทดแทนมนุษย์ได้ทุกอย่าง หมายความว่าวันหนึ่งมนุษย์จะไร้ค่าหรือเปล่า

ถามว่ามนุษย์จะไร้ค่ามั้ย ก็ขึ้นอยู่กับว่าให้ค่ากับอะไร ถ้าให้ค่ากับผลผลิตของตัวเองก็ไร้ค่า

เรื่องปัญญาประดิษฐ์ เรื่องหุ่นยนต์ เป็นสิ่งที่ทำให้เราอ่านปรัชญาเยอะขึ้น เมื่อก่อนความหมายของชีวิตเราอาจจะเป็นการพัฒนาเพื่อให้ดีกว่าเมื่อวาน ซึ่งตอนนี้ก็อาจจะเป็นอย่างนั้นอยู่ แต่ก็มีคำถามว่าดีกว่าเมื่อวานแล้วยังไงวะ คือมันเกิดคำถามเยอะขึ้น ดีกว่ายังไง ดีกว่าคืออะไร เก่งกว่าเพื่ออะไร

สุดท้ายแล้วเรารู้สึกว่าการตั้งคำถามเรื่องความประดิษฐ์ ความจริงหรือความไม่จริง มันจะทำให้เรากลับมาตั้งคำถามกับความเป็นมนุษย์ว่า สิ่งที่เราคิดว่าเป็นคุณสมบัติของมนุษย์อย่างความฉลาด ความคิดสร้างสรรค์ ความรัก ศิลปะ จิตสำนึก จริงๆ แล้วมันคืออะไร มันคือสิ่งประดิษฐ์เหมือนกันหรือเปล่า

กับคำถามที่ว่าความหมายของชีวิตคืออะไร คุณเจอคำตอบหรือยัง

ไม่เจอ ซึ่งเรารู้สึกว่าความหมายก็เป็นสิ่งประดิษฐ์ของมนุษย์เหมือนกัน ทุกวันนี้ก็ยังกลับมาถามอยู่ว่าทำไปทำไมวะ แต่ก็อยู่ไป หิวก็กิน ง่วงก็หลับ เราคิดว่าในระยะใกล้มนุษย์จะยังไม่รู้คำตอบหรอก

แล้วคิดว่ามนุษย์จำเป็นต้องรู้มั้ย ความหมายของชีวิต

มีคนเขาบอกว่าสิ่งที่ทำให้มนุษย์เป็นมนุษย์คือการมีเป้าหมาย มีความหมาย ดังนั้น ถ้าเราเชื่ออย่างนั้น อาจจะจำเป็น ซึ่งอาจจะไม่มีวันเจอคำตอบ แต่สุดท้ายมนุษย์อาจจะแฮปปี้กับการวิ่งไล่ตามก็ได้

แชมป์ ทีปกร

ขอบคุณสถานที่ Oneday Hostel

แม้เราจะรู้จักกันมาหลายปี แต่ผมคุยกับ แชมป์-ทีปกร วุฒิพิทยามงคล ผ่านโลกออนไลน์มากกว่าโลกออฟไลน์

ใจอยากจะกล่าวโทษโลกโซเชียลฯ ที่ทำให้เราผลัดวันไม่ได้นัดพบกันในโลกจริงเสียที แต่ในอีกแง่ ผมคงไม่มีโอกาสรู้จักเขา หากปราศจากโลกที่ใครหลายคนสบประมาทว่าปลอม

ข่าวคราวล่าสุดที่ผมได้รับเกี่ยวกับเขา คือทีปกรและเพื่อนพ้องที่สนใจและเชื่อในสิ่งเดียวกันอันประกอบด้วย โตมร ศุขปรีชา, สฤณี อาชวานันทกุล, สุธรรม ธรรมรงค์วิทย์, ดร.สรณรัชฎ์ กาญจนะวณิชย์ และ แอลสิทธิ์ เวอร์การา ได้ร่วมกันเปิดสำนักพิมพ์ใหม่ชื่อเค็มเข้มว่า ‘Salt Publishing’ ที่เน้นพิมพ์งานในหมวดวิทยาศาสตร์และปรัชญา โดยเขาเองรับหน้าที่เป็นผู้แปลผลงานของ Martin Ford ที่ชื่อ Rise of the Robots ซึ่งเขาตั้งชื่อไทยของหนังสือเล่มนี้ว่า หุ่นยนต์ผงาด

นั่นเป็นเหตุผลที่ผมนัดเจอเขาที่ร้านกาแฟใจกลางเมืองเพื่อไถ่ถามถึงสำนักพิมพ์ที่ทำ หนังสือที่แปล และสิ่งที่เชื่อในวันนี้วัยนี้

ในบรรดาคนหนุ่มสาววัยใกล้ๆ กันที่ผมรู้จัก เขาคือคนหนุ่มที่ทำงานหนักหน่วงที่สุดคนหนึ่ง โดยจุดร่วมของสิ่งที่เขาทำแทบทั้งหมดล้วนแล้วแต่เกี่ยวข้องพันผูกอยู่กับเทคโนโลยีและโลกออนไลน์ ไล่เรียงตั้งแต่สมัยก่อตั้งเว็บบล็อกสัญชาติไทยอย่าง Exteen มาจนกระทั่งเป็นผู้ก่อตั้งสำนักข่าวที่ชื่อ The MATTER

แม้กระทั่งหนังสือที่เขาเขียนส่วนใหญ่ก็มักวนเวียนอยู่กับเรื่องราวของเทคโนโลยีที่เขาเฝ้ามอง ติดตาม ศึกษา

ผมจึงประหลาดใจไม่น้อยเมื่อเขาพิมพ์ประโยคทีเล่นทีจริงมาในกล่องแชทเฟซบุ๊กระหว่างเรานัดพบเจอกันว่า “ทีปกรผู้เบื่อโลกออนไลน์”

ทีปกร วุฒิพิทยามงคล

ที่คุณบอกว่าเบื่อโลกออนไลน์นี่พูดจริงหรือพูดเล่น

เวลาเราพูดว่าเบื่อเราไม่เคยพูดเล่นเลยนะ เราอยู่กับโลกออนไลน์มาสิบกว่าปีแล้ว ตั้งแต่สมัยทำบล็อก Exteen หลังจากนั้นก็ไม่เคยไปทำงานอย่างอื่นที่ไม่ต้องคอนเนกต์เลย ถามว่าเบื่อไหม ก็เบื่อ ถ้าพูดไปก็อาจจะฟังดูรำลึกอดีต แต่ว่าอินเทอร์เน็ตสมัยก่อนตอนยังไม่มีเฟซบุ๊กมันช้ากว่านี้ ซึ่งความเร่งในระยะหลัง ด้วยความหุนหันพลันแล่นของสารที่ส่งไปส่งมาในโลกออนไลน์ ก็อดจะทำให้เราคิดไม่ได้ว่าโลกออนไลน์เป็นสถานที่ที่สะท้อนมุมที่ร้ายกาจที่สุดของมนุษย์ออกมาได้อย่างง่ายดาย ซึ่งมันทำให้เราเบื่อพอสมควร

มุมที่ร้ายกาจที่สุดของมนุษย์ที่ว่าหมายถึงอะไร

มีเยอะมากเลยนะ สมองของเรามีสองระบบ คือระบบที่เร็วกับระบบที่ช้า โลกออนไลน์มันใช้ระบบที่เร็วเสียเป็นส่วนมาก พิมพ์ตอบปุ๊บคนก็อ่านแล้ว หรือไลฟ์ด่าคนมันก็แป๊บเดียว ซึ่งกลับกัน ถ้าเราใช้มือเขียนลงบนกระดาษอาจจะไม่ได้เป็นข้อความแบบเดียวกัน เพราะมันใช้เวลา ความโกรธหรืออะไรมันก็ค่อยๆ ละลายไปแล้ว ตัวตนคนมีหลายด้าน แต่ด้วยความที่โลกออนไลน์มันเร็ว ทำให้เราหันด้านที่คิดเร็วใจเร็วออกไปสู่คนอื่น ซึ่งมักจะเป็นด้านที่คิดไม่จบ พอคิดไม่จบคนอ่านก็โกรธ บวกกับความสามารถในการกระจาย ก็เกิดดราม่า

นอกจากนั้น ยังมีเรื่องความสามารถในการลากคนออกจากบริบท เช่น เราไม่พอใจคนบนรถไฟฟ้า เราก็เลือกเล่าเฉพาะด้านที่ไม่พอใจลงบนออนไลน์ ซึ่งเราเลือกที่จะเล่าบางส่วนก็ได้เพื่อที่จะทำให้มีคนเห็นพ้องกับเรามากที่สุด แล้วเราก็รู้สึกแฮปปี้ที่มีคนมาด่าคนนี้เหมือนเรา

แล้วคุณนึกถึงวันที่พวกเราไม่มีเฟซบุ๊กออกไหม

ตอนนี้หลายคนพูดเรื่องอวสานเฟซบุ๊กนะ ซึ่งเราเองก็พยากรณ์ไม่ได้ แต่ก็มีคนบอกว่าตอนที่ My Space รุ่งเรืองก็ไม่มีใครคิดว่ามันจะตายเหมือนกัน แต่ว่าเฟซบุ๊กมันคงไม่ตายด้วยความนิยมที่ล่มสลายไป แต่มันอาจจะตายจากการที่มันถูกกำกับจากรัฐ จากอะไรอย่างอื่นมากกว่า มันจะถูกตัดตอนแขนขาออกไปเรื่อยๆ ทำให้มันอาจจะไม่มีอำนาจมากขนาดทุกวันนี้

ซึ่งก็มีคนที่ออกจากเฟซบุ๊กได้จริงๆ นะ แต่ว่าด้วยการงานและอาชีพของเรา เราเลยยังต้องอยู่กับเฟซบุ๊ก ซึ่งถ้าเราไม่ทำงานที่ทำอยู่เราก็อาจไม่ต้องเข้าเฟซบุ๊กแล้วก็ได้นะ แต่ถามว่าชีวิตแบบที่ไม่มีเฟซบุ๊กเลยมันเป็นชีวิตที่มีความสุขกว่าตอนนี้ร้อยเปอร์เซ็นต์มั้ย ก็อาจจะไม่นะ เราคิดว่าสุดท้ายแล้วก็อย่าไปมองมันร้ายกาจ ตอนนี้เราเหมือนมองเฟซบุ๊กเป็นตัวชั่วร้ายที่ไม่มีข้อดีเลย ซึ่งไม่ใช่ มันก็มีข้อดีเยอะ แต่ว่าช่วงนี้ข้อเสียมันออกมาเยอะหน่อย แล้วคนเริ่มพูดถึงมากขึ้นเท่านั้นเอง

แง่งามมากๆ ของเฟซบุ๊กในมุมมองของคุณคืออะไร

แง่งามของมันคือการให้สิทธิ์ให้เสียงกับคนที่ไม่เคยมีสิทธิ์มีเสียงมาก่อน ทำให้คนที่คิดเหมือนกันซึ่งอาจจะเป็นส่วนน้อยของสังคมรวมตัวกันได้และรู้ว่าพวกเขาก็มีที่อยู่

ทีปกร วุฒิพิทยามงคล ทีปกร วุฒิพิทยามงคล

แล้วคุณคิดว่าปัญหาร่วมของคนยุคสมัยคุณที่ต้องเผชิญในโลกออนไลน์มีอะไรบ้าง

โซเชียลเน็ตเวิร์กมันทำให้เราเกิดความสัมพันธ์ที่อ่อนแอ เป็น Weak Connection เราไม่ค่อยมี Strong Connection กับใคร เพราะว่ามันไม่ได้เป็นการสื่อสารหนึ่งต่อหนึ่ง บนโลกออนไลน์เวลาเราอัพสเตตัสเราไม่ได้คุยกับคนคนเดียว เราพูดแล้วใครจะฟังก็มา ซึ่งมันไม่ได้เป็นบทสนทนา มันทำให้เกิดความสัมพันธ์จำนวนมากแต่อ่อนแอ รวมไปถึงพอเป็นโซเชียลเน็ตเวิร์กปุ๊บ มันทำให้เราแสดงออกทุกๆ ทาง ซึ่งในบางทางอาจจะทำให้เพื่อนไม่พอใจก็ได้ แล้วเพื่อนก็ค่อยๆ ห่างหายไปในแบบที่เราไม่รู้สึก มีคนเยอะมากเลยที่ผิดใจกันเพราะไปเห็นว่าคนนี้ไปกดไลก์เฟซบุ๊กคนที่ด่าเรา แล้วมันน่ากลัวอยู่อย่างหนึ่งตรงที่โซเชียลเน็ตเวิร์กทำให้เราไม่ค่อยรู้สึกว่าอะไรหายไป มันทำให้เรารู้สึกแค่ว่าอะไรที่มีอยู่

นอกจากเรื่องดราม่าง่าย นอกจากรู้สึกว่าติดต่อทุกคน แต่ความจริงไม่ได้ติดต่อใครเลย นอกจากเรื่องที่ตัวเองต้องเพอร์เฟกต์ตลอดเวลา โอ้โห เท่านี้ก็เยอะแล้วนะ (หัวเราะ) เรารู้สึกว่าสุดท้ายแล้วมันทำให้เราเกิดความรู้สึกว่าตัวเองไม่ดีพอนั่นแหละ เมื่อก่อนมันมีขอบเขตว่าเราดีแค่ไหนถึงจะพอ เช่น ในโรงเรียนห้องนึงมี 20 – 30 คน คนนี้เล่นบอลเก่งสุด คนนี้วิชาเลขเก่งสุด โอเค พอแล้ว แต่ตอนนี้ไม่ได้ ต้องไปเทียบกับคนที่อินเดียสิ ไปเทียบกับนักวิชาการคนนั้นสิ แกไม่ได้เก่งที่สุด แกไม่มีทางเก่งที่สุดสักอย่าง ต่อให้แกเก่งที่สุดในโรงเรียนก็ตาม มันก็ทำให้รู้สึกว่าสิ่งที่เหมือนจะรู้จริงก็รู้ไม่จริง สิ่งที่เหมือนจะถนัดก็ไม่ถนัด

แล้วที่คุณว่าเบื่อโลกออนไลน์ แต่งานที่คุณทำอยู่ก็เป็นงานในโลกออนไลน์ มันไม่ย้อนแย้งเหรอ

รู้สึกเหมือนติดกับไหมล่ะ คนจำนวนมากที่ทำสื่อออนไลน์รู้สึกว่าเราตักน้ำไปทิ้งทะเล หลายคนเชื่อว่าสิ่งที่ตัวเองทำมันไม่เห็นผลทันทีหรอก แต่มันขับเคลื่อนสังคมได้ มันค่อยๆ เปลี่ยนแปลงสังคมได้ นั่นคือความหวังแรกๆ ของคนที่มาทำสื่อออนไลน์ อย่างน้อยเราได้เป็นฟันเฟืองหนึ่งในสังคมที่เปลี่ยนอะไรได้นิดหนึ่งก็ยังดี บทความเราไปกระทบกับใจใครสักคนหนึ่งได้ก็ยังดี ซึ่งมันก็เกิดอย่างนั้นแหละ พวกเราเขียนบทความลงออนไลน์เวลาที่มันไปทัชคน หรือเวลาที่มันไปเปลี่ยนอะไรได้สักครั้งหนึ่ง เราจะรู้สึกแฮปปี้ รู้สึกว่านี่แหละคือเหตุผลที่เราทำมัน แต่บางทีก็ต้องกลับมาชั่งน้ำหนักเหมือนกันว่าผลที่เกิดกับแรงที่ลงมันสมดุลกันมั้ย ซึ่งเป็นคำถามที่น่ากลัวสำหรับคนทำออนไลน์ทุกคน

คำถามคือมันมีวิธีใช้พลังงานของพวกเราที่มีประสิทธิภาพกว่านี้ไหมในการเปลี่ยนแปลงสังคม หรือการเปลี่ยนแปลงให้ชีวิตใครดีขึ้น ซึ่งนี่เป็นคำถามที่เราคิดอยู่ในช่วงนี้ของชีวิต คือเราอาจจะยังเขียนลงออนไลน์แหละ แต่มันต้องด้วยความถี่เท่านี้มั้ย ด้วยจำนวนเท่านี้มั้ย ด้วยการที่ต้องหลั่งน้ำตาและเสียสติเท่านี้มั้ย

ทำงานบนโลกออนไลน์อยู่ดีๆ แล้วอะไรทำให้อยู่ๆ ลุกขึ้นมาเปิดสำนักพิมพ์ Salt Publishing

เราตั้งคำถามว่าทำไมถึงไม่มีสำนักพิมพ์แบบนี้ ทุกวันนี้มันหมดจากยุคสำนักพิมพ์ใหญ่ที่พิมพ์ทุกอย่างไปแล้วใช่ไหม คือในตลาดหนังสือเราต้องยอมรับว่าสุดท้ายแล้วหนังสือเราก็ขายได้ประมาณ 3,000 – 5,000 เล่ม แปลว่าตลาดหนังสือเป็นตลาดที่รองรับลูกค้าจำนวนไม่มากนัก ดังนั้น ทางที่สำนักพิมพ์ควรจะไปคือทางที่เป็นสำนักพิมพ์ขนาดเล็ก เกาะกลุ่มกับคนจำนวนไม่มาก และผลิตงานเฉพาะทางหรือเปล่า มันมีช่องว่างตรงนี้อยู่หรือเปล่า

อีกอย่างเราคิดว่าทิศทางของหนังสือวิทยาศาสตร์และหนังสือปรัชญาเป็นทิศทางที่เราไม่เห็นสำนักพิมพ์ไหนที่ทำหนังสือเพื่อหมวดนี้โดยเฉพาะ เราก็เลยทำขึ้นมา แล้วรู้สึกว่ามีหนังสือต่างประเทศเยอะแยะเลยที่ดีๆ น่าจะเอามาแนะนำให้กับคนไทย 3,000 – 5,000 คน เผื่อเขาจะเอาไปทำอะไรต่อได้

เปิดสำนักพิมพ์ ขึ้นมามองมันเป็นธุรกิจหรือทำเพื่อตอบสนองความอยากส่วนตัว

โอ้ย ทำหนังสือในไทยไม่รวยนะครับ โอเค รอมแพงอาจจะรวย เรารู้ว่าต้นทุนการพิมพ์หนังสือเล่มหนึ่งทั่วๆ ไปประมาณ 2 แสนบาท ขายได้ทั้งหมดอาจจะกำไรสักสองสามแสน แต่ถามว่าใช้เวลาในการแปลเท่าไหร่ ใช้เวลาในการเขียนเท่าไหร่ หารออกมาได้เดือนละเท่าไหร่ เราคิดว่าธุรกิจหนังสือไม่ใช่ธุรกิจที่บอกว่าฉันจะทำเพื่อหวังรวยอยู่แล้ว แต่อยู่ได้มั้ย ก็คงอยู่ได้

แชมป์ ทีปกร แชมป์ ทีปกร

ถ้าไม่หวังรวย แล้วหวังอะไร

ส่วนตัวเราทำเพราะรู้สึกว่าอยากให้มีหนังสือ Non-fiction ดีๆ ในไทยเยอะๆ ส่วนพี่ยุ้ย สฤณี ก็จะบอกว่าอยากให้มีหนังสือฟิกชัน Sci-Fi ในไทยเยอะๆ

เราคิดว่าฐานคิดที่เป็นวิทยาศาสตร์ ฐานคิดที่เป็นการตั้งคำถาม ปรัชญา มันทำให้คนมีเหตุผล เราอยากสร้างสังคมที่มีเหตุผลเพื่อที่จะได้คุยกับคนที่มีเหตุผล เราเชื่อว่าหนังสือสามารถผลักดันคนให้มีแนวคิดแบบใดแบบหนึ่งได้

แล้วสำนักพิมพ์นี้จะผลักดันคนให้มีแนวคิดแบบไหน

มันจะผลักดันคนให้ตั้งคำถาม หนังสือของเราส่วนใหญ่มันอยู่บนฐานของคำถามที่ว่า ‘จะเกิดอะไรขึ้นถ้า…’ หรือ ‘What if…’ ซึ่งเรารู้สึกว่ามันเป็นการเตรียมตัวต่ออนาคตที่ดีมาก

จะเกิดอะไรขึ้นถ้าประชาชนทุกคนมีคะแนนพฤติกรรมเป็นของตัวเอง ทำดีต่อสังคมก็บวก ทำไม่ดีก็ลบ ซึ่งมันเกิดขึ้นแล้วในประเทศจีน หรือว่าจะเกิดอะไรขึ้นถ้านาซีชนะสงคราม ซึ่งเราคิดว่ามันเป็นแบบฝึกหัดในการใช้ความคิดและเหตุผลที่ดี เรารู้สึกว่าถ้าคนได้รับสาร ได้อ่านแบบฝึกหัด หรือว่าได้ลองคิดตามเยอะๆ มันจะทำให้เขาตั้งคำถามต่อสิ่งที่เกิดขึ้นรอบๆ ตัว

ในต่างประเทศคนทำหนังสือประเภทนี้อยู่ได้ไหม

มันประสบความสำเร็จนะ คือหนังสือเล่มที่เลือกมาแปลไม่ใช่เล่มที่เป็นวิทยาศาสตร์เพียวหรือว่าเป็นปรัชญาเพียว แต่ว่าเป็นเล่มที่พยายามจะใช้วิทยาศาสตร์หรือปรัชญาเป็นเครื่องมือในการค้นหาคำตอบบางอย่าง อย่างเล่มของ พี่หนุ่ม โตมร ชื่อ เติบโตอย่างไรไม่เจ็บปวด มันก็ตอบคำถามว่าเราเติบโตทำไม โดยใช้มุมมองทางปรัชญามาตอบ

หรือหนังสือเราที่ชื่อ หุ่นยนต์ผงาด มันก็ตอบคำถามตั้งแต่หุ่นยนต์ทำงานแทนมนุษย์ได้จริงมั้ย ซึ่งหนังสือเล่มนี้ตอบว่าได้ แล้วก็ถามต่อว่า เราจะทำยังไงกันดี ในแง่เศรษฐกิจเราควรจะทำยังไง รัฐควรจะกำหนดนโยบายยังไง แล้วในแง่ความเป็นมนุษย์เอง เราจะยังหลงเหลือความเป็นมนุษย์อยู่ไหม สำหรับคนที่นิยามตัวเองด้วยงาน สำหรับคนที่นิยามว่ามนุษย์มีความคิดสร้างสรรค์ แล้วถ้าหุ่นยนต์ทำงานที่มีความคิดสร้างสรรค์ได้ล่ะ จุดยืนของมนุษย์จะอยู่ตรงไหน มนุษย์คืออะไร หนังสือเล่มนี้ก็พยายามตอบคำถามโดยที่เชื่อมเทคโนโลยี เศรษฐศาสตร์ และปรัชญา เข้าด้วยกัน

แล้วส่วนตัวคุณสนใจอะไรในหนังสือ หุ่นยนต์ผงาด

หนังสือเล่มนี้เสนอภาพในอนาคตที่ใกล้มากว่าถ้าหุ่นยนต์ทำงานแทนมนุษย์แล้วจะเกิดอะไรขึ้น แล้วมันก็ไปไกลขนาดที่บอกว่าจะต้องเกิดนโยบายแบบนี้ขึ้นเพื่อปกป้องมนุษย์ หรือว่ามนุษย์จะต้องไปค้นหาความหมายของตัวเองผ่านทางไหน แล้วผู้เขียนมองไว้ว่ามนุษยชาติจะอยู่รอดได้ยังไง ต้องเป็นยังไงต่อไป

คืออ่านแล้วรู้สึกว่าเหมือนนิยายวิทยาศาสตร์ประมาณหนึ่ง แต่เป็นนวนิยายวิทยาศาสตร์ที่มีข้อมูลมารองรับ และเกิดขึ้นจริงแล้ว เราอาจจะบอกว่าไม่เห็นเกี่ยวข้องกับไทยเลย เพราะไทยยังไม่มีแรงงานหุ่นยนต์ แต่พวกงานที่คนไทยเคยรับมาจากประเทศที่พัฒนาแล้ว สุดท้ายมันจะกลับไปที่ประเทศต้นทางทั้งหมด เพราะว่าการใช้หุ่นยนต์มีต้นทุนต่ำกว่าการใช้แรงงานต่างด้าว ซึ่งมันทำให้คนที่เคยทำงานเหล่านั้นต้องไปแข่งกับหุ่นยนต์ในวันหน้า

เมื่อก่อนเรามองเทคโนโลยีในฐานะเครื่องมือของมนุษย์เสมอ เครื่องมือที่ทำให้เรามีความสามารถเพิ่มขึ้นในบางอย่าง เรามีรถยนต์เป็นส่วนขยายของขา เรามีทีวีเป็นส่วนขยายของตา เรามีหูฟังเป็นส่วนขยายของหู เรามีวิทยุเป็นส่วนขยายของปาก แต่หุ่นยนต์มันไม่ใช่ เมื่อไหร่ก็ตามที่มันทำงานได้ด้วยตัวเอง มันไม่ได้เป็นส่วนขยายของเราแล้ว มันคือจุดเปลี่ยนของความสัมพันธ์ระหว่างเทคโนโลยีกับมนุษย์ จากที่เป็นแค่เครื่องมือ ตอนนั้นมันจะกลายเป็นอีกตัวตนหนึ่งที่อยู่บนโลก

แล้วคุณเองมองหุ่นยนต์ด้วยความรู้สึกแบบไหน กลัว ตื่นเต้น หรือรู้สึกยังไง

เราไม่ได้กลัวมันมาก เราไม่ได้รังเกียจ ไม่ได้ชอบ แต่ว่ามันทำให้เรากลับมาถามตัวเองว่าถ้าวันหนึ่งที่หุ่นยนต์เขียนข่าวได้แล้ว ถ้าวันหนึ่งมันจับใจคนอ่านได้เหมือนที่ผู้เขียนซึ่งเป็นมนุษย์จับใจคนอ่านได้ แล้วมันจะเป็นยังไง มันเป็นสิ่งหนึ่งที่ผลักดันให้เราต้องหาความหมายของชีวิตด้วยอย่างอื่นนอกจากงาน เพราะว่าเมื่อมีสิ่งประดิษฐ์บางอย่างที่ทำงานได้เหมือนเรา หรือทำได้ดีกว่าเรา แล้วหน้าที่ของเราคืออะไร แล้วความหมายของเราคืออะไร

ทีปกร วุฒิพิทยามงคล ทีปกร วุฒิพิทยามงคล

คุณเชื่อว่าจะมีวันนั้นจริงใช่ไหม วันที่หุ่นยนต์ทำได้ทุกอย่างแทนมนุษย์

เชื่อ เพราะว่ามีตัวอย่างมากมายให้เห็น เราเห็นหุ่นยนต์วาดภาพได้ เห็นหุ่นยนต์เขียนบทกวีได้ เห็นหุ่นยนต์แต่งเพลงได้ แล้วเทคโนโลยีพวกนี้มันเป็นความเร่งแบบ Exponential คือยกกำลังขึ้นไป ดังนั้น อะไรที่เราเห็นในวันนี้มันจะดีขึ้น 2 เท่าในอีกไม่กี่เดือน และมันจะดีขึ้นอีก 2 เท่าในอีกไม่กี่เดือน วันหนึ่งหุ่นยนต์จะพิพากษาได้ จะเขียนงานได้ สัมภาษณ์ได้ ถ่ายรูปได้ ดังนั้น เราคิดว่าอีกไม่นานเราจะรู้สึกว่า เฮ้ย อันนี้เจ๋งดีว่ะ แล้วมารู้ทีหลังว่าหุ่นยนต์ทำ

จากที่เราเคยมองว่าหุ่นยนต์ทำอะไรพวกนี้ไม่ได้หรอก แต่ว่าวันหนึ่งมันจะทำได้ในระดับเดียวกัน และสุดท้ายมันอาจจะทำได้ในระดับที่ดีกว่ามนุษย์

แล้วมีอะไรบ้างไหมที่คุณคิดว่ายังไงหุ่นยนต์ก็แทนมนุษย์ไม่ได้

สิ่งที่หุ่นยนต์ทดแทนมนุษย์ไม่ได้คือมันเป็นมนุษย์ไม่ได้เท่านั้นเอง คือยังไงก็ตามคุณก็จะรู้สึกว่านี่คือหุ่นยนต์ อันนี้เป็นสิ่งที่มันทดแทนไม่ได้ ไม่ว่ามันจะน่ารักแค่ไหน ไม่ว่ามันจะดีกับคุณแค่ไหน แต่ถ้าคุณคิดว่ามันเป็นหุ่นยนต์ มันก็จะเป็นหุ่นยนต์อยู่ดี อันนี้แหละที่ทดแทนไม่ได้ ซึ่งมันทำให้คนบอกว่าหุ่นยนต์จะทดแทนในงานดูแลผู้สูงอายุได้ช้าที่สุด เพราะว่าคนไม่สะดวกใจ แล้วก็เป็นปัญหาในเชิงเทคนิคด้วยว่าจริงๆ แล้วมันอาศัยความแม่นยำ อาศัยความคล่องแคล่วมากกว่าที่คิด ซึ่งเป็นทักษะของมนุษย์ที่ตอนนี้หุ่นยนต์ยังเลียนแบบไม่ได้ดีนัก

ในวันที่หุ่นยนต์ทดแทนมนุษย์ได้ทุกอย่าง หมายความว่าวันหนึ่งมนุษย์จะไร้ค่าหรือเปล่า

ถามว่ามนุษย์จะไร้ค่ามั้ย ก็ขึ้นอยู่กับว่าให้ค่ากับอะไร ถ้าให้ค่ากับผลผลิตของตัวเองก็ไร้ค่า

เรื่องปัญญาประดิษฐ์ เรื่องหุ่นยนต์ เป็นสิ่งที่ทำให้เราอ่านปรัชญาเยอะขึ้น เมื่อก่อนความหมายของชีวิตเราอาจจะเป็นการพัฒนาเพื่อให้ดีกว่าเมื่อวาน ซึ่งตอนนี้ก็อาจจะเป็นอย่างนั้นอยู่ แต่ก็มีคำถามว่าดีกว่าเมื่อวานแล้วยังไงวะ คือมันเกิดคำถามเยอะขึ้น ดีกว่ายังไง ดีกว่าคืออะไร เก่งกว่าเพื่ออะไร

สุดท้ายแล้วเรารู้สึกว่าการตั้งคำถามเรื่องความประดิษฐ์ ความจริงหรือความไม่จริง มันจะทำให้เรากลับมาตั้งคำถามกับความเป็นมนุษย์ว่า สิ่งที่เราคิดว่าเป็นคุณสมบัติของมนุษย์อย่างความฉลาด ความคิดสร้างสรรค์ ความรัก ศิลปะ จิตสำนึก จริงๆ แล้วมันคืออะไร มันคือสิ่งประดิษฐ์เหมือนกันหรือเปล่า

กับคำถามที่ว่าความหมายของชีวิตคืออะไร คุณเจอคำตอบหรือยัง

ไม่เจอ ซึ่งเรารู้สึกว่าความหมายก็เป็นสิ่งประดิษฐ์ของมนุษย์เหมือนกัน ทุกวันนี้ก็ยังกลับมาถามอยู่ว่าทำไปทำไมวะ แต่ก็อยู่ไป หิวก็กิน ง่วงก็หลับ เราคิดว่าในระยะใกล้มนุษย์จะยังไม่รู้คำตอบหรอก

แล้วคิดว่ามนุษย์จำเป็นต้องรู้มั้ย ความหมายของชีวิต

มีคนเขาบอกว่าสิ่งที่ทำให้มนุษย์เป็นมนุษย์คือการมีเป้าหมาย มีความหมาย ดังนั้น ถ้าเราเชื่ออย่างนั้น อาจจะจำเป็น ซึ่งอาจจะไม่มีวันเจอคำตอบ แต่สุดท้ายมนุษย์อาจจะแฮปปี้กับการวิ่งไล่ตามก็ได้

แชมป์ ทีปกร

ขอบคุณสถานที่ Oneday Hostel

Writer

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

“I’ll be the last one standing

Two hands in the air, I’m a champion”
คำร้องท่อนแรกแทร็ก The Champion ของ แคร์รี อันเดอร์วูด (Carrie Underwood) ที่ได้ยินเมื่อไหร่ ก็ชวนนึกถึง แชมป์-ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน 

เขามีชื่อเล่นว่า ‘แชมป์’ ตรงตามเนื้อเพลง, เป็นผู้รักษาประตูไทยที่ประสบความสำเร็จมากสุดในประวัติศาสตร์ จากการคว้า 25 โทรฟี่ในระดับสโมสรร่วมกับบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด และปัจจุบัน ศิวรักษ์ได้รับความไว้วางใจให้ทำหน้าที่ ‘กัปตันทีมชาติไทย’ 

ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน นายประตูสำรองผู้ล้มเหลวซ้ำๆ สู่กัปตันทีมชาติไทยตอนอายุ 37 ปี

เราประหลาดใจไม่น้อย พอรู้ว่าเจ้าตัวเพิ่งผ่านวันคล้ายวันเกิดปีที่ 37 ของตัวเอง เพราะปกตินักเตะอาชีพเมื่ออายุเกิน 35 ปีขึ้นไป มักอยู่ช่วงใกล้ปลดระวาง เนื่องจากสภาพร่างกายโรยราตอบสนองได้ไม่เหมือนวัยหนุ่มสาว ความสามารถก็ตกลงมาจากเดิม 

ในขณะที่นักฟุตบอลรุ่นราวคราวเดียวกับ แชมป์ ศิวรักษ์ รีไทร์เกือบหมดแล้ว เขากลับยืนหยัดอยู่เป็นคนสุดท้าย และรักษามาตรฐานการป้องกันประตูอันยอดเยี่ยมไว้ได้อย่างไม่มีขาดตกบกพร่อง

นั่นคือความน่าทึ่งของ ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน ที่สัมผัสได้ด้วยสายตา จากมุมมองแฟนบอลที่ติดตามดูเขามานานนับสิบปี กระทั่งบทสนทนาในช่วงบ่ายวันหนึ่ง ได้เปลี่ยนความเข้าใจเราที่มีต่อตัวเขาอย่างสิ้นเชิง 

น้อยคนนักจะรู้ว่า กว่าจะมาเป็น ‘แชมป์’ คนที่ใครก็ต่างอิจฉาในความสำเร็จมากมาย ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน เริ่มต้นเล่นตำแหน่งนี้ จากสถานะนายประตูสำรองมือ 4 มือ 5 ที่ลืมโอกาสลงเฝ้าไปได้เลย 

‘แชมป์’ ผลักดันตัวเองจากโกลปลายแถวที่มักถูกมองข้าม ก้าวมาสู่ผู้รักษาประตูแนวหน้า และผู้นำในสนามของทีมชาติไทยได้อย่างไร 

ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน นายประตูสำรองผู้ล้มเหลวซ้ำๆ สู่กัปตันทีมชาติไทยตอนอายุ 37 ปี
6

“ผมเริ่มต้นเล่นฟุตบอลตอนอายุหกขวบ เล่นมาหมดทุกตำแหน่งยกเว้นประตู ส่วนใหญ่จะยืนเป็นกองหน้า เคยได้รางวัลดาวซัลโวด้วยนะ” เสียงจากปลายสายบอกกับเราถึงจุดเริ่มต้น

“พออายุประมาณสิบสามปี คุณพ่อ (ประสิทธิ์ เทศสูงเนิน) จับผมมาฝึกตำแหน่งผู้รักษาประตู ซึ่งผมไม่ถนัดเลย ฝืนธรรมชาติตัวเองมาก ตอนนั้นไม่เข้าใจพ่อเหมือนกันว่าทำไมตัดสินใจแบบนี้ แต่คิดว่าท่านคงมีเหตุผลของท่าน เพราะท่านเคยเล่นตำแหน่งนี้มาก่อนด้วย ท่านคงสอนผมได้ ผมก็เชื่อฟัง ทำตามที่พ่อบอก ไม่ได้งอแงอะไร”

ลองจินตนาการถึง เด็กชาย ม.1 ที่เล่นเป็นตัวเอาต์ฟิลด์มาเกินครึ่งชีวิต แต่วันหนึ่งกลับถูกคุณพ่อตัวเอง ผู้มีอาชีพเป็นคุณครูและโค้ชฟุตบอลทีมเยาวชนระดับจังหวัด บังคับให้เปลี่ยนมาสวมถุงมือ ยืนจังก้าอยู่หน้าปากประตู 

นี่คือบททดสอบอันยากลำบากด่านแรกของ แชมป์ ศิวรักษ์ แม้มีส่วนสูงที่เหมาะสม และในอดีตคุณพ่อประสิทธิ์ เทศสูงเนิน เคยปลุกปั้น จอห์น-น.อ.กัมปนาท อั้งสูงเนิน จนก้าวไปติดทีมชาติไทยมาแล้ว

“ผมพูดได้เลยว่าที่ตัวเองปรับตัวให้เข้ากับฟุตบอลสมัยใหม่ได้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะพ่อมองเห็นอนาคต และวางแผนให้ผมเล่นตำแหน่งนี้มาตั้งแต่เด็ก” ศิวรักษ์ย้อนความหลัง 

“ท่านรู้ว่าในอีกยี่สิบปีข้างหน้า ฟุตบอลไทยจะเป็นอาชีพเต็มตัว ให้ค่าตอบแทนสูง ต่อยอดสร้างเกียรติยศชื่อเสียงแก่วงศ์ตระกูลได้ รวมถึงในอนาคต ฟุตบอลสมัยใหม่ต้องการผู้รักษาประตูที่ใช้เท้าเล่นบอลได้ดีด้วย

“พ่อจึงให้ผมเริ่มต้นเล่นตำแหน่งอื่นก่อน เพื่อฝึกการใช้เท้าไปในตัว และอีกอย่างเพื่อให้ผมเข้าใจธรรมชาติของผู้เล่นแต่ละตำแหน่ง อย่างผมเคยยืนกองหลังมาก่อน พอถูกจับไปยืนประตู ผมก็สั่งการเพื่อนได้ หรือเวลาเจอกับกองหน้าฝ่ายตรงข้าม ผมรู้ว่าธรรมชาติตำแหน่งนี้เป็นอย่างไร นั่นคือข้อได้เปรียบของผม”

แล้วข้อเสียเปรียบสำหรับคนที่เล่นตำแหน่งอื่นมาก่อน แล้วเปลี่ยนมาฝึกเป็นผู้รักษาประตูตอนอายุ 13 ปีล่ะ 

“ผมสู้เด็กคนอื่นไม่ได้เลย ต่างกันราวฟ้ากับดิน อยู่โรงเรียนก็เป็นตัวสำรองไม่ได้ลง ติดทีมฟุตบอลนักเรียนจังหวัดนครราชสีมา ก็เป็นมือสี่ มือห้า เพราะผมเริ่มต้นช้า ถึงแม้จะใช้เท้าดี แต่รับบอลไม่อยู่มือ เบสิกเราแย่มาก ไม่เหมือนคนที่ฝึกตำแหน่งนี้มาตั้งแต่แรก”

ศิวรักษ์ไม่เคยมีส่วนร่วมกับฟุตบอลรายการใหญ่ระดับประเทศเหมือนผู้เล่นทีมชาติไทยส่วนใหญ่ ที่สร้างชื่อมาจากบอลนักเรียน อาทิ กรมพละศึกษา, แชมป์กีฬา 7 สี ฯลฯ แค่เบียดลงสนามเป็นตัวจริงของทีมจังหวัด สำหรับเขาก็ถือว่ายากมากแล้ว 

4 ปีแรกที่เขาเริ่มฝึกเป็นโกล แชมป์ทำได้แค่ซ้อมกับทีมอย่างมีระเบียบวินัย พยายามตั้งใจทำทุกอย่างที่โค้ชสอน แม้สุดท้ายจบลงที่ม้านั่งสำรอง เฝ้ามองเพื่อนๆ ลงสนามในวันแข่งขัน และมันคงน่าเบื่อไม่น้อยสำหรับคนหนุ่มวัย 17 

ตอนนั้นคุณเคยตั้งคำถามกับตัวเองหรือเปล่าว่า บางทีคุณอาจไม่เหมาะกับตำแหน่งนี้ 

ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน นายประตูสำรองผู้ล้มเหลวซ้ำๆ สู่กัปตันทีมชาติไทยตอนอายุ 37 ปี

“ผมพยายามมาถึงขนาดนี้แล้ว หันหลังกลับไปคงไม่ได้ ทุกวันผมคิดแค่ว่า ออกไปซ้อมบอลเพื่อพัฒนาตัวเองให้เก่งขึ้น ยังไม่ต้องไปคิดถึงเรื่องทีมชาติหรอก เอาแค่เก่งพอที่จะเล่นให้ทีมจังหวัด หรือในอนาคต ความฝันสูงสุดเลยคือ อยากต่อยอดไปเล่นไทยลีกสักครั้งก็คงดี”

สมัยวัยรุ่น แชมป์ ศิวรักษ์ ชอบอ่านหนังสือพิมพ์กีฬารายวันและรายสัปดาห์มาก แทบไม่เคยพลาดเลยสักเล่ม คอลัมน์ที่เจ้าตัวชอบมากคือ บทความแนะนำนักฟุตบอลดาวรุ่งอายุน้อย แม้คนเหล่านั้นจะมีอายุอานามใกล้เคียงกับเขาเอง แต่เจ้าตัวก็รู้สึกชื่นชมในความเก่งของเด็กรุ่นเดียวกันอยู่ดี 

วันหนึ่งที่ดูแสนธรรมดา สายตาของนักเรียนชั้น ม.5 โรงเรียนราชสีมาวิทยาลัย เหลือบไปเห็นกรอบเล็กๆ ในหนังสือพิมพ์กีฬาที่เขาซื้อมา ใจความบอกว่า ทีมนักเรียนไทย รุ่นอายุ 18 ปี เตรียมเปิดคัดตัวเยาวชน เพื่อรวมทีมไปแข่งศึกชิงแชมป์เอเชีย ที่ประเทศมาเลเซีย 

“ผมไม่เคยเข้ากรุงเทพฯ มาก่อนในชีวิต แต่อยากไปคัดตัวมาก ผมหยิบหนังสือพิมพ์ไปให้พ่อดู ขอให้พ่อพาไปคัดหน่อย พ่อจึงพาผมนั่งรถบัสจากโคราชไปส่งที่กรุงเทพฯ จากนั้นพาไปฝากกับเพื่อนพ่อ ซึ่งทำงานออฟฟิศอยู่ในห้องใต้สนามศุภชลาศัย

“ด้วยความที่การคัดตัวใช้เวลาหลายวัน ผมไม่ได้มีเงินติดตัวมากมาย ไม่รู้จักใครในกรุงเทพฯ จึงขออาศัยนอนใต้โต๊ะทำงานของเพื่อนพ่อทุกวัน พอตอนเช้าได้เวลามีคนเข้ามาทำงาน ผมก็ตื่นออกไปข้างนอก หานอนตามใต้ต้นไม้ บนอัฒจันทร์บ้าง เพื่อรอเวลาช่วงเย็นที่เขาเรียกซ้อม”

5

ท่ามกลางเด็กนับร้อยชีวิตที่แบกความฝันมาคัดตัว ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน เล่าว่าเขารับรู้ได้ทันทีเลยว่า ฝีมือตัวเองคงไม่อาจสู้กับผู้รักษาประตูคนอื่นได้ เขาจึงเสนอตัวเป็น ‘ลูกหาบ’ คอยช่วยงานเหล่าสตาฟโค้ชที่เขาไม่เคยรู้จักมาก่อน ทั้งยืนกลางแดดเก็บลูกบอล ยกน้ำ วิ่งไปซื้อของ ตลอดจนช่วยเก็บอุปกรณ์

คุณทำแบบนั้นทำไม 

“ก็คงอารมณ์เด็กบ้านนอกเข้ากรุงครั้งแรกที่อยากติดทีมชาติไทย ตอนนั้นฝีมือผมอยู่ปลายแถวมาก โกลคนอื่นที่มาคัดเขาเบสิกดีทั้งนั้น

“ผมพยายามทำให้โค้ชเห็นว่า ผมมาที่นี่ด้วยความตั้งใจจริง วันแรกที่มาคัดตัว ผมอาสาขอโค้ชช่วยเก็บบอล เขาเรียกใช้ให้ทำอะไร ผมทำหมด จน อาจารย์ปรีชาพัฒน์ ประยุทธ์เรืองกิจ (หนึ่งในทีมสตาฟโค้ช) ท่านคงสงสารผม ทุกวันหลังการคัดตัวเสร็จสิ้น ท่านจะเรียกผมมาติวพิเศษคนเดียว”

คงเป็นเพราะความขยัน ตั้งใจ ที่เขาแสดงออกมากกว่าใคร จึงทำให้ ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน ถูกเรียกติดทีมนักเรียนไทย รุ่นอายุ 18 ปี ในฐานะผู้รักษาประตูสแตนด์บาย มือ 4 ทั้งที่ความจริงสตาฟโค้ชไม่จำเป็นต้องเรียกเขาไปร่วมทีมก็ได้ เพราะถึงเอาไปก็ส่งชื่อลงแข่งขันไม่ได้อยู่ดี (ลงทะเบียนผู้รักษาประตูได้แค่ 3 คน)

“โค้ชคงเมตตา เห็นผมขยัน จึงอยากให้ผมได้ไปลองหาประสบการณ์ร่วมกันกับทีม แม้ผมจะไม่มีชื่อในรายการนั้นเลย แต่การติดทีมนักเรียนไทยครั้งแรก มันจุดประกายให้ผมอยากพัฒนาตัวเอง เพื่อสักวันหนึ่งจะได้ลงเล่นให้ทีมชาติไทย

“ปีนั้นผมกลับไปซ้อมหนักกว่าเดิมอีก ตั้งใจว่าเดี๋ยวพออายุสิบแปดปีจะมาคัดตัว (ทีมนักเรียนไทย) อีก หนึ่งปีผ่านไป ผมอายุสิบแปดปี ตัดสินใจกลับมาคัดอีกครั้ง คราวนี้ได้ติดทีมนักเรียนไทย เป็นหนึ่งในสามผู้รักษาประตู” 

 ชีวิตของนายประตูสำรองที่ปาบอลใส่ผนังเป็นหมื่นๆ ครั้ง กว่าจะได้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม

ครั้งนี้คุณได้ลงสนามเป็นตัวจริงไหม 

“เปล่า ผมก็ยังเป็นตัวสำรองอยู่ดี ไม่ได้เล่นเลย” เขาตอบพร้อมเสียงหัวเราะ

บทเรียนจากการไม่ได้ลงสนามตัวจริงถึง 2 ทัวร์นาเมนต์ ทำให้ศิวรักษ์มองเห็นจุดบกพร่องของตัวเองชัดยิ่งกว่าเดิม เมื่อสิ้นสุดการแข่งขัน เขาจึงกลับบ้านเกิดไป เพื่อฝึกทักษะพื้นฐานของผู้รักษาประตูเพียงอย่างเดียว

“ผมคิดว่าการยืนตำแหน่ง การใช้เท้า จังหวะเซฟลูกยาก ผมทำได้ดีกว่าคนอื่น แต่ที่เราไม่ถูกเลือก เป็นเพราะพื้นฐานเราสู้คนอื่นไม่ได้ ปีนั้นผมซ้อมแต่เบสิกอย่างเดียว อยู่บ้านก็ทุ่มบอลใส่กำแพง เซ็ตละสองสามร้อยครั้ง ฝึกคนเดียวด้วยตัวเอง ทำท่าเดิมซ้ำๆ จนกว่าจะรับเข้าซองไม่หลุดมือ

“ผมทำแบบนี้ทุกวัน ทำมาไม่รู้กี่พันกี่หมื่นครั้ง พอลองเอาไปใช้สนามซ้อม เราเล่นได้ดีขึ้นกว่าเดิม เพราะพื้นฐานเราแน่นขึ้น ปัจจุบันผมอายุสามสิบเจ็ดปีแล้ว ก็ยังซ้อมปาบอลใส่ผนังอยู่คนเดียว ไม่เชื่อก็ลองถามคนรู้จักผมได้เลย”

 ชีวิตของนายประตูสำรองที่ปาบอลใส่ผนังเป็นหมื่นๆ ครั้ง กว่าจะได้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม
4

“It’s all about who wants it the most”

ไม่มีผู้รักษาประตูคนไหนในโลกปรารถนาเป็นตัวสำรองตลอดไป เพราะความโหดร้ายของตำแหน่งนี้คือ ถ้าไม่เป็นตัวจริง โอกาสลงสนามในเกมนั้นแทบเป็นศูนย์เลย ต่างจากผู้เล่นตำแหน่งอื่นที่สับเปลี่ยนหมุนเวียนได้ตลอดเวลา 

แม้ในวัย 19 ปี ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน จะคุ้นชินกับเก้าอี้สำรองมากกว่ายืนเฝ้าพื้นที่หน้าปากประตู มักถูกมองข้ามมากกว่าได้รับเลือก แต่เขาไม่เคยละทิ้งความเชื่อมั่นว่า สักวันหนึ่งตัวเองต้องเป็นเบอร์หนึ่งให้ได้ 

อาจารย์วิสูตร วิชายา ติดต่อมาทางพ่อ ถามว่าอยากให้ผมไปอยู่กับทีมสโมสรธนาคารกรุงเทพไหม เขากำลังมองหาประตูมือสามมือสี่ที่เป็นเยาวชน มาเป็นลูกหม้อ เพราะโค้ชเห็นผมมีดีกรีเคยติดทีมนักเรียนไทยชุดสิบแปดปี”

เหมือนเสียงสวรรค์ที่เขารอคอย ศิวรักษ์ไม่ลังเลที่จะออกจากบ้านเกิดมาอยู่เมืองกรุงเพียงลำพัง แลกกับเงินเดือน 6,000 บาท

ธนาคารกรุงเทพในไทยลีกยุคนั้นจัดเป็นสโมสรทุนหนา มีขุมกำลังผู้เล่นชั้นดีเต็มทีม เฉพาะแค่ตำแหน่งผู้รักษาประตู มีทั้ง สมเกียรติ ปัสสาจันทร์ และ วัชรพงษ์ กล้าหาญ สองโกลฝีมือระดับแถวหน้าของเมืองไทยซึ่งขับเคี่ยวแย่งชิงมือหนึ่ง

ขณะที่ ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน เป็นเพียงเด็กหนุ่มวัย 19 ปี ได้ซ้อมกับร่วมกับรุ่นพี่ภายในทีมชุดใหญ่ แต่คงไม่กล้าไปฝากความหวังหรือคิดว่าเขาจะเบียดสมเกียรติกับวัชรพงษ์ ให้ไปนั่งสำรองดูเขาลงเฝ้าเสาได้หรอก

“พวกพี่ๆ (สมเกียรติ ปัสสาจันทร์, วัชรพงษ์ กล้าหาญ) เขาเก่งมากจริงๆ” ศิวรักษ์เอ่ยปากถึงสองอดีตรุ่นพี่ในทีมบัวหลวง 

 ชีวิตของนายประตูสำรองที่ปาบอลใส่ผนังเป็นหมื่นๆ ครั้ง กว่าจะได้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม

“ผมพยายามก๊อปทุกอย่างที่พี่เกียรติและพี่อ้วน (วัชรพงษ์) ทำตอนอยู่ในสนามซ้อม อยากรู้อะไรผมถามหมด ไม่เคยอาย เช่น ผมถามพี่เกียรติว่า ทำไมพี่ถึงลุกเร็ว แกบอกให้ผมลองล้มแบบทำท่าหงายหลังกับคว่ำหลังลุก อ๋อ ผมถึงได้เข้าใจว่าทำไมแกถึงเซฟท่านี้ เพราะนับตั้งแต่นั้นมา ผมไม่เคยหงายหลังรับบอลอีกเลย

“ผมถามพี่อ้วนว่า ทำไมถึงออกไปรับลูกเปิดด้านข้างได้ดีจัง ทั้งที่แกตัวเล็กกว่าผมมาก พี่อ้วนก็สอนว่า เราต้องไปถึงจุดที่บอลจะตกก่อน เพื่อชิงความได้เปรียบ ไม่ใช่รอบอลมาใกล้ถึงแล้วค่อยกระโดดไป บางทีมันไม่ทัน ซึ่งก็จริงอย่างที่แกสอน”

สัมผัสแรกในฟุตบอลอาชีพนัดแรกของ แชมป์ ศิวรักษ์ มาเร็วกว่าที่เขาคิด เนื่องจากสโมสรธนาคารกรุงเทพ เปิดฤดูกาล 2003 ด้วยผลงานสะดุดแพ้หลายเกม วิสูตร วิชายา จึงตัดสินใจทดลองส่งมือโกลคนหนุ่มที่รอ ‘โอกาส’ พิสูจน์ตัวเองมาทั้งชีวิต

เหมือนฉากของพระเอกในซีรีส์เกาหลีไม่มีผิด เกมนัดดังกล่าว ศิวรักษ์ใช้ทั้งมือและเท้าช่วยเซฟ มีส่วนสำคัญในการพาทีมคว้าชัยชนะ 1 – 0 พร้อมกับถูกเลือกให้เป็นแมน ออฟ เดอะแมตช์ หลังจากนั้น ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน สามารถยึดตำแหน่งมือหนึ่งสโมสรธนาคารกรุงเทพมาต่อเนื่อง 4 ซีซั่น ก่อนย้ายไปอยู่ทีมที่ใหญ่กว่าอย่างบีอีซี เทโรศาสน ใน ค.ศ. 2008 

สิ่งที่เราสนใจคือ คุณให้กำลังใจหรือบอกกับตัวเองอย่างไรในวันที่มีสถานะเป็นแค่ตัวสำรอง ผมชวนเขาย้อนความหลัง 

“อย่างแรกคือ เราต้องยอมรับความจริงว่าฝีมือยังสู้เขาไม่ได้ แสดงว่าประตูตัวจริงเขาต้องมีอะไรที่ดีกว่าเรา เราก็ต้องพยายามให้มากกว่าเดิม พัฒนาตัวเองต่อไป แต่อันดับแรกต้องกล้ายอมรับความจริงให้ได้ก่อนว่าเรายังดีไม่พอ

“ถ้าเรามัวแต่ปิดกั้น คิดว่าตัวเองเก่งแล้ว เราก็จะอยู่กับที่ อย่าลืมว่าฟุตบอลมันเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา อาชีพผู้รักษาประตูไม่มีหรอกครับ ไม่โดนยิง ยังไงก็ต้องเสียประตูอยู่แล้ว

“ฉะนั้น เราต้องเต็มที่กับการฝึกซ้อมทุกมื้อ เผื่อเวลาโดนคู่แข่งยิงเข้า เราก็จะไม่ต้องมานั่งเสียใจว่า กูทำเต็มที่ยังวะ อ๋อ ลูกนี้ เราเสียประตูเพราะเซฟไม่ได้จริงๆ งั้นไม่เป็นไร เอาใหม่”

 ชีวิตของนายประตูสำรองที่ปาบอลใส่ผนังเป็นหมื่นๆ ครั้ง กว่าจะได้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม
3

เชื่อหรือไม่ ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน ก่อนจะได้โทรฟี่ 25 แชมป์ (ไทยลีก 6 สมัย, เอฟเอ คัพ 4 สมัย, โตโยต้า ลีกคัพ 5 สมัย, ไทยแลนด์ แชมเปี้ยน คัพ 1 สมัย, โตโยต้า พรีเมียร์ คัพ 3 สมัย, แม่โขง คลับ แชมเปี้ยนชิพ 2 สมัย, ฟุตบอลพระราชทานถ้วย ก. 4 สมัย) ครั้งหนึ่ง เขาเคยมือเปล่าไร้ความสำเร็จในระดับสโมสร ทั้งตอนที่ค้าแข้งกับสโมสรธนาคารกรุงเทพและบีอีซี เทโรศาสน จนอายุล่วงเลยเข้าสู่วัย 27 ปี

“ตั้งแต่เริ่มต้นเล่นกับธนาคารกรุงเทพ ผมคิดมาเสมอว่าทำอย่างไรถึงช่วยให้ทีมเป็นแชมป์ แต่หน้าที่ของผมทำได้เพียงช่วยให้ทีมเสียประตูน้อยสุด อย่างน้อยถ้าเราไม่โดนยิง ทีมก็มีโอกาสได้หนึ่งแต้มเป็นอย่างต่ำ ผมจึงฝึกฝนตัวเองอย่างหนักในทุกปี

“ผมไม่เคยลงสนามด้วยเป้าหมายว่า ปีนี้ฉันอยากช่วยให้ทีมติดท็อปทรี สมมติฤดูกาลหนึ่งมีสามสิบนัด ผมบอกกับตัวเองก่อนลงสนามทุกนัด ตั้งแต่เกมแรกของฤดูกาลว่าต้องได้แชมป์นะ ต้องเป็นจ่าฝูงให้ได้ พอไม่ได้ตามที่หวังไว้ ก็มีผิดหวังเป็นธรรมดา แต่อย่างน้อยมันทำให้เรารู้ว่า ณ ตอนนั้น เรายังดีไม่พอ ปีหน้าต้องทำให้ดีกว่าเดิม”

ในฤดูกาล 2010 สโมสรบุรีรัมย์ พีอีเอ (บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ในปัจจุบัน) ทีมหน้าใหม่ตัดสินใจดึงตัว แชมป์ ศิวรักษ์ ไปเป็นส่วนหนึ่งเพื่อไล่ล่าถ้วยรางวัล เขาตอบรับข้อเสนอนั้น เพราะสโมสรแห่งนี้เปี่ยมไปด้วยแรงกระหายอยากประสบความสำเร็จ เช่นเดียวกับตัวเขาที่โหยหา รอคอยมันมานานแสนนาน 

ส่วนเรื่องราวหลังจากนั้นน่ะเหรอ ก็คือประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของวงการลูกหนังไทยไงล่ะ! 

 ชีวิตของนายประตูสำรองที่ปาบอลใส่ผนังเป็นหมื่นๆ ครั้ง กว่าจะได้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม
2

“ชีวิตผมมันธรรมดามากเลยนะ” 

เขาเกริ่นถึงตัวตนที่แท้จริงของตัวเอง แม้ปัจจุบันจะเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงและได้รับการยอมรับอย่างมาก ในฐานะกัปตันทีมชาติไทย

“ผมตื่นเช้าออกกำลังกาย เข้ายิม ซ้อมคนเดียว ครอบครัวจะได้เห็นผมอีกทีก็ตอนเกือบเที่ยง เพราะผมออกไปตั้งแต่เช้าตรู่ ทำแบบนี้ตลอด ตกเย็นไปซ้อมฟุตบอล ช่วงว่างระหว่างนั้นก็มีดูแลธุรกิจบ้าง หากเว้นว่างจากการทำงาน ผมก็อยู่บ้านกับลูก ภรรยา ไม่ได้มีชีวิตหวือหวาอะไร”

หากศิวรักษ์บอกว่าสิ่งที่ตัวเองทำอยู่คือความธรรมดา คงเป็นความธรรมดาที่แสนพิเศษ ไม่อย่างนั้นเราคงเห็นนักฟุตบอลอายุ 37 ปี ยืนระยะอยู่ในเกมระดับสูงเต็มไปหมด 

ยิ่งคุณประสบความสำเร็จมากเท่าไหร่ พอถึงช่วงวัยหนึ่งก็อาจรู้สึกถึงจุดอิ่มตัว หมดความกระหาย ไม่แปลกเลยหากใครหลายคนจะบอกลาอาชีพนักฟุตบอล ตอนอายุเท่ากันหรือน้อยกว่า ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน 

คุณมีวิธีรักษามาตรฐานการเล่น สภาพร่างกาย และระดับของแรงจูงใจได้อย่างไร ในเมื่อผ่านการคว้าแชมป์ทุกรายการภายในประเทศ 

 ชีวิตของนายประตูสำรองที่ปาบอลใส่ผนังเป็นหมื่นๆ ครั้ง กว่าจะได้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม

“ผมยังพัฒนาตัวเองไปได้อีกไง ผมไม่เชื่อว่าคนเราแก่เกินจะเรียนรู้อะไรใหม่ๆ ยกตัวอย่าง เอ็ดวิน ฟาน เดอซาร์ (Edwin van der Sar-อดีตผู้รักษาประตูสโมสรแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่ได้แชมป์ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก สมัยที่สอง ตอนอายุ 38 ปี) เขาก็ยังรักษาฟอร์มพีกจนถึงอายุสามสิบเก้าสี่สิบปี ผมจึงเชื่อว่าถ้าเราดูแลตัวเองดี เราสามารถยืนระยะการเล่นกีฬาไปถึงอายุสี่สิบปีได้แน่นอน

“ผมเข้มงวดตั้งแต่อาหาร เพราะบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เคยส่งผมไปฝึกฟุตบอลกับสโมสรเลสเตอร์ ซิตี้ ที่นั่นทำให้ผมเห็นว่านักฟุตบอลระดับโลกเขาดูแลตัวเองอย่างไร พอเดินทางกลับไป ผมก็ศึกษาหาข้อมูลงานวิจัย เพื่อหาคำตอบว่านักกีฬาวัยอย่างผม ควรกินอะไรถึงจะมีประโยชน์ต่อร่างกายมากที่สุด ผมจริงจังถึงขั้นนั้นเลยนะ

“ผมเป็นคนไม่ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่ อยู่แล้ว หลังจากนั้นก็ปรับอาหารการกิน ผมไม่กินของมัน ของทอด แม้แต่ไข่ผมก็ไม่กินแบบทอดน้ำมัน กินแบบไข่ต้มแทน ผมรับประทานผัก ผลไม้ เป็นหลัก เสริมด้วยธัญพืชและถั่ว ส่วนแป้งและขนม ผมกินน้อยมาก ขนาดกาแฟผมยังไม่ใส่น้ำตาลเลย ผมกินแบบนี้มาหลายปีแล้ว ผลลัพธ์คือไขมันในร่างกายผมน้อยกว่าเกณฑ์ทั่วไป ซ้อมฟุตบอลได้นานขึ้น ระบบขับถ่าย ระบบเผาผลาญ ในร่างกายทำงานได้ดี

“มันสำคัญมากต่อตัวผม เพราะยิ่งอายุมากขึ้น ผมยิ่งซ้อมหนักขึ้นกว่าเดิม จากเคยซ้อมเช้า-เย็น มื้อละหนึ่ง ชั่วโมง ก็เพิ่มเวลาเป็นมื้อละหนึ่งชั่วโมงยี่สิบนาที แต่ผมยังไหวอยู่ เพราะเลือกกินแต่ของมีประโยชน์ และให้พลังงานเพียงพอ

“ดังนั้น ทุกคนเก่งขึ้นได้ ไม่เกี่ยวหรอกคุณอายุเท่าไหร่ สมมติคุณอายุสี่สิบ ห้าสิบปี ถ้าคุณไม่เคยขี่มอเตอร์ไซค์มาก่อนในชีวิต แต่พยายามหัดทุกวัน ยังไงวันหนึ่งก็ต้องขี่ได้อยู่แล้ว เหมือนกันเลย นักฟุตบอลยิ่งซ้อมเยอะยิ่งเก่ง เว้นเสียแต่ว่า คุณไม่เอาจริงเอาจังกับมันมากพอ แค่นั้นเอง”

 ชีวิตของนายประตูสำรองที่ปาบอลใส่ผนังเป็นหมื่นๆ ครั้ง กว่าจะได้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม
1

“I’ve been waiting my whole life

To see my name in lights”

ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน ถูกเรียกตัวติดทีมชาติไทยชุดใหญ่ครั้งแรกตอนอายุ 20 ปี แต่หลายสิบปีที่ผ่านมา เขามีสถานะเป็นเพียงแค่ตัวสำรองอดทน ที่อาจได้รับโอกาสเป็นครั้งคราว แต่ไม่ใช่มือ 1 ตัวจริง

แม้เขาจะประสบความสำเร็จกับสโมสร บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ได้รางวัลเกียรติยศส่วนตัวมากมายแค่ไหน แต่จนแล้วจนรอด ก็ยังไม่ถูกเลือกเป็นคนแรกของทัพช้างศึกอยู่ดี 

อายุของแชมป์ในตอนนั้นกำลังเข้าสู่วัย 35 ปี ซึ่งในทางปฏิบัติดูไปได้ยากเหลือเกินที่จะเบียดแย่งชิงมือหนึ่งมาได้

ผมถามเขาว่าทำไมคุณถึงยังไม่ถอดใจเลิกเล่นทีมชาติไทย เพราะ 14 – 15 ปีที่ผ่านมา คุณเหมือนเหนื่อยฟรี เป็นได้แค่เพียงมือ 2 – 3 ของทีม 

 ชีวิตของนายประตูสำรองที่ปาบอลใส่ผนังเป็นหมื่นๆ ครั้ง กว่าจะได้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม

“ผมบริสุทธิ์ใจอยากช่วยชาติ ไม่ว่าสถานะใดก็ตาม ทุกครั้งที่มีชื่อ ผมถือว่านี่คือโอกาสอันยิ่งใหญ่ของตัวผม เพราะคนเรามีโอกาสได้ติดธงแค่ช่วงชีวิตที่เล่นฟุตบอลเท่านั้น

“ทุกครั้งที่มีประกาศรายชื่อทีมชาติไทย ผมยังลุ้นและตื่นเต้นเสมอ ทุกวันนี้ก็ยังเป็นอยู่ ผมคิดว่ายิ่งเรามีประตูเก่งๆ ติดมามากเท่าไหร่ ยิ่งส่งผลดีต่อทีมชาติ ผมคิดถึงผลการแข่งขันเป็นหลัก ใครจะลงเป็นประตูตัวจริงก็ได้ ไม่เป็นไร เราส่งกำลังใจให้เขาข้างสนาม ขอให้ทำหน้าที่ให้ดี เพื่อให้ทีมชาติไทยชนะ

“ส่วนตัวผม ถ้าตอนนี้ยังไม่ได้รับโอกาส ก็คงต้องกลับไปฝึกซ้อมให้มากกว่าเดิมในวันข้างหน้า บางทีการที่ผมไม่ได้เป็นมือหนึ่งทีมชาติมานานหลายปี ก็อาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ผมอยากพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา เพื่อสักวันจะได้มีโอกาสนั้น ผมภูมิใจเสมอเวลาสวมเสื้อทีมชาติไทย”

ความพยายามของ ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน ในที่สุดก็ไม่สูญเปล่า เพราะหัวหน้าผู้ฝึกสอนทัพช้างศึกคนปัจจุบัน อากิระ นิชิโนะ (Akira Nishino) ตัดสินใจเลือกผู้รักษาประตูจอมเก๋า ทำหน้าที่เป็น ‘กัปตันทีมชาติไทย’

คงไม่ต้องบรรยายว่าเขาภาคภูมิใจกับบทบาทนี้มากแค่ไหน สำหรับคนที่รอโอกาสมาทั้งชีวิต จนกระทั่งวันหนึ่งเขาได้รับเกียรติให้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม 

“มันคงเป็นผลของความพยายามที่ผมพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา ยอมอดทนซ้อมเยอะแบบไม่กลัวเหนื่อย ผมมั่นใจแม้กระทั่งปัจจุบัน ผมก็ยังคงซ้อมหนักอยู่ และน่าจะเป็นผู้รักษาประตูที่ซ้อมพิเศษมากกว่าใครๆ”

ชีวิตของ ‘ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน’ นายประตูสำรองที่ปาบอลใส่ผนังเป็นหมื่นๆ ครั้ง กว่าจะได้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม

ติดตามข่าวเคลื่อนไหวของฟุตบอลทีมชาติไทย ได้ทาง Facebook : ช้างศึก

“I’ll be the last one standing

Two hands in the air, I’m a champion”
คำร้องท่อนแรกแทร็ก The Champion ของ แคร์รี อันเดอร์วูด (Carrie Underwood) ที่ได้ยินเมื่อไหร่ ก็ชวนนึกถึง แชมป์-ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน 

เขามีชื่อเล่นว่า ‘แชมป์’ ตรงตามเนื้อเพลง, เป็นผู้รักษาประตูไทยที่ประสบความสำเร็จมากสุดในประวัติศาสตร์ จากการคว้า 25 โทรฟี่ในระดับสโมสรร่วมกับบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด และปัจจุบัน ศิวรักษ์ได้รับความไว้วางใจให้ทำหน้าที่ ‘กัปตันทีมชาติไทย’ 

ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน นายประตูสำรองผู้ล้มเหลวซ้ำๆ สู่กัปตันทีมชาติไทยตอนอายุ 37 ปี

เราประหลาดใจไม่น้อย พอรู้ว่าเจ้าตัวเพิ่งผ่านวันคล้ายวันเกิดปีที่ 37 ของตัวเอง เพราะปกตินักเตะอาชีพเมื่ออายุเกิน 35 ปีขึ้นไป มักอยู่ช่วงใกล้ปลดระวาง เนื่องจากสภาพร่างกายโรยราตอบสนองได้ไม่เหมือนวัยหนุ่มสาว ความสามารถก็ตกลงมาจากเดิม 

ในขณะที่นักฟุตบอลรุ่นราวคราวเดียวกับ แชมป์ ศิวรักษ์ รีไทร์เกือบหมดแล้ว เขากลับยืนหยัดอยู่เป็นคนสุดท้าย และรักษามาตรฐานการป้องกันประตูอันยอดเยี่ยมไว้ได้อย่างไม่มีขาดตกบกพร่อง

นั่นคือความน่าทึ่งของ ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน ที่สัมผัสได้ด้วยสายตา จากมุมมองแฟนบอลที่ติดตามดูเขามานานนับสิบปี กระทั่งบทสนทนาในช่วงบ่ายวันหนึ่ง ได้เปลี่ยนความเข้าใจเราที่มีต่อตัวเขาอย่างสิ้นเชิง 

น้อยคนนักจะรู้ว่า กว่าจะมาเป็น ‘แชมป์’ คนที่ใครก็ต่างอิจฉาในความสำเร็จมากมาย ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน เริ่มต้นเล่นตำแหน่งนี้ จากสถานะนายประตูสำรองมือ 4 มือ 5 ที่ลืมโอกาสลงเฝ้าไปได้เลย 

‘แชมป์’ ผลักดันตัวเองจากโกลปลายแถวที่มักถูกมองข้าม ก้าวมาสู่ผู้รักษาประตูแนวหน้า และผู้นำในสนามของทีมชาติไทยได้อย่างไร 

ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน นายประตูสำรองผู้ล้มเหลวซ้ำๆ สู่กัปตันทีมชาติไทยตอนอายุ 37 ปี
6

“ผมเริ่มต้นเล่นฟุตบอลตอนอายุหกขวบ เล่นมาหมดทุกตำแหน่งยกเว้นประตู ส่วนใหญ่จะยืนเป็นกองหน้า เคยได้รางวัลดาวซัลโวด้วยนะ” เสียงจากปลายสายบอกกับเราถึงจุดเริ่มต้น

“พออายุประมาณสิบสามปี คุณพ่อ (ประสิทธิ์ เทศสูงเนิน) จับผมมาฝึกตำแหน่งผู้รักษาประตู ซึ่งผมไม่ถนัดเลย ฝืนธรรมชาติตัวเองมาก ตอนนั้นไม่เข้าใจพ่อเหมือนกันว่าทำไมตัดสินใจแบบนี้ แต่คิดว่าท่านคงมีเหตุผลของท่าน เพราะท่านเคยเล่นตำแหน่งนี้มาก่อนด้วย ท่านคงสอนผมได้ ผมก็เชื่อฟัง ทำตามที่พ่อบอก ไม่ได้งอแงอะไร”

ลองจินตนาการถึง เด็กชาย ม.1 ที่เล่นเป็นตัวเอาต์ฟิลด์มาเกินครึ่งชีวิต แต่วันหนึ่งกลับถูกคุณพ่อตัวเอง ผู้มีอาชีพเป็นคุณครูและโค้ชฟุตบอลทีมเยาวชนระดับจังหวัด บังคับให้เปลี่ยนมาสวมถุงมือ ยืนจังก้าอยู่หน้าปากประตู 

นี่คือบททดสอบอันยากลำบากด่านแรกของ แชมป์ ศิวรักษ์ แม้มีส่วนสูงที่เหมาะสม และในอดีตคุณพ่อประสิทธิ์ เทศสูงเนิน เคยปลุกปั้น จอห์น-น.อ.กัมปนาท อั้งสูงเนิน จนก้าวไปติดทีมชาติไทยมาแล้ว

“ผมพูดได้เลยว่าที่ตัวเองปรับตัวให้เข้ากับฟุตบอลสมัยใหม่ได้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะพ่อมองเห็นอนาคต และวางแผนให้ผมเล่นตำแหน่งนี้มาตั้งแต่เด็ก” ศิวรักษ์ย้อนความหลัง 

“ท่านรู้ว่าในอีกยี่สิบปีข้างหน้า ฟุตบอลไทยจะเป็นอาชีพเต็มตัว ให้ค่าตอบแทนสูง ต่อยอดสร้างเกียรติยศชื่อเสียงแก่วงศ์ตระกูลได้ รวมถึงในอนาคต ฟุตบอลสมัยใหม่ต้องการผู้รักษาประตูที่ใช้เท้าเล่นบอลได้ดีด้วย

“พ่อจึงให้ผมเริ่มต้นเล่นตำแหน่งอื่นก่อน เพื่อฝึกการใช้เท้าไปในตัว และอีกอย่างเพื่อให้ผมเข้าใจธรรมชาติของผู้เล่นแต่ละตำแหน่ง อย่างผมเคยยืนกองหลังมาก่อน พอถูกจับไปยืนประตู ผมก็สั่งการเพื่อนได้ หรือเวลาเจอกับกองหน้าฝ่ายตรงข้าม ผมรู้ว่าธรรมชาติตำแหน่งนี้เป็นอย่างไร นั่นคือข้อได้เปรียบของผม”

แล้วข้อเสียเปรียบสำหรับคนที่เล่นตำแหน่งอื่นมาก่อน แล้วเปลี่ยนมาฝึกเป็นผู้รักษาประตูตอนอายุ 13 ปีล่ะ 

“ผมสู้เด็กคนอื่นไม่ได้เลย ต่างกันราวฟ้ากับดิน อยู่โรงเรียนก็เป็นตัวสำรองไม่ได้ลง ติดทีมฟุตบอลนักเรียนจังหวัดนครราชสีมา ก็เป็นมือสี่ มือห้า เพราะผมเริ่มต้นช้า ถึงแม้จะใช้เท้าดี แต่รับบอลไม่อยู่มือ เบสิกเราแย่มาก ไม่เหมือนคนที่ฝึกตำแหน่งนี้มาตั้งแต่แรก”

ศิวรักษ์ไม่เคยมีส่วนร่วมกับฟุตบอลรายการใหญ่ระดับประเทศเหมือนผู้เล่นทีมชาติไทยส่วนใหญ่ ที่สร้างชื่อมาจากบอลนักเรียน อาทิ กรมพละศึกษา, แชมป์กีฬา 7 สี ฯลฯ แค่เบียดลงสนามเป็นตัวจริงของทีมจังหวัด สำหรับเขาก็ถือว่ายากมากแล้ว 

4 ปีแรกที่เขาเริ่มฝึกเป็นโกล แชมป์ทำได้แค่ซ้อมกับทีมอย่างมีระเบียบวินัย พยายามตั้งใจทำทุกอย่างที่โค้ชสอน แม้สุดท้ายจบลงที่ม้านั่งสำรอง เฝ้ามองเพื่อนๆ ลงสนามในวันแข่งขัน และมันคงน่าเบื่อไม่น้อยสำหรับคนหนุ่มวัย 17 

ตอนนั้นคุณเคยตั้งคำถามกับตัวเองหรือเปล่าว่า บางทีคุณอาจไม่เหมาะกับตำแหน่งนี้ 

ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน นายประตูสำรองผู้ล้มเหลวซ้ำๆ สู่กัปตันทีมชาติไทยตอนอายุ 37 ปี

“ผมพยายามมาถึงขนาดนี้แล้ว หันหลังกลับไปคงไม่ได้ ทุกวันผมคิดแค่ว่า ออกไปซ้อมบอลเพื่อพัฒนาตัวเองให้เก่งขึ้น ยังไม่ต้องไปคิดถึงเรื่องทีมชาติหรอก เอาแค่เก่งพอที่จะเล่นให้ทีมจังหวัด หรือในอนาคต ความฝันสูงสุดเลยคือ อยากต่อยอดไปเล่นไทยลีกสักครั้งก็คงดี”

สมัยวัยรุ่น แชมป์ ศิวรักษ์ ชอบอ่านหนังสือพิมพ์กีฬารายวันและรายสัปดาห์มาก แทบไม่เคยพลาดเลยสักเล่ม คอลัมน์ที่เจ้าตัวชอบมากคือ บทความแนะนำนักฟุตบอลดาวรุ่งอายุน้อย แม้คนเหล่านั้นจะมีอายุอานามใกล้เคียงกับเขาเอง แต่เจ้าตัวก็รู้สึกชื่นชมในความเก่งของเด็กรุ่นเดียวกันอยู่ดี 

วันหนึ่งที่ดูแสนธรรมดา สายตาของนักเรียนชั้น ม.5 โรงเรียนราชสีมาวิทยาลัย เหลือบไปเห็นกรอบเล็กๆ ในหนังสือพิมพ์กีฬาที่เขาซื้อมา ใจความบอกว่า ทีมนักเรียนไทย รุ่นอายุ 18 ปี เตรียมเปิดคัดตัวเยาวชน เพื่อรวมทีมไปแข่งศึกชิงแชมป์เอเชีย ที่ประเทศมาเลเซีย 

“ผมไม่เคยเข้ากรุงเทพฯ มาก่อนในชีวิต แต่อยากไปคัดตัวมาก ผมหยิบหนังสือพิมพ์ไปให้พ่อดู ขอให้พ่อพาไปคัดหน่อย พ่อจึงพาผมนั่งรถบัสจากโคราชไปส่งที่กรุงเทพฯ จากนั้นพาไปฝากกับเพื่อนพ่อ ซึ่งทำงานออฟฟิศอยู่ในห้องใต้สนามศุภชลาศัย

“ด้วยความที่การคัดตัวใช้เวลาหลายวัน ผมไม่ได้มีเงินติดตัวมากมาย ไม่รู้จักใครในกรุงเทพฯ จึงขออาศัยนอนใต้โต๊ะทำงานของเพื่อนพ่อทุกวัน พอตอนเช้าได้เวลามีคนเข้ามาทำงาน ผมก็ตื่นออกไปข้างนอก หานอนตามใต้ต้นไม้ บนอัฒจันทร์บ้าง เพื่อรอเวลาช่วงเย็นที่เขาเรียกซ้อม”

5

ท่ามกลางเด็กนับร้อยชีวิตที่แบกความฝันมาคัดตัว ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน เล่าว่าเขารับรู้ได้ทันทีเลยว่า ฝีมือตัวเองคงไม่อาจสู้กับผู้รักษาประตูคนอื่นได้ เขาจึงเสนอตัวเป็น ‘ลูกหาบ’ คอยช่วยงานเหล่าสตาฟโค้ชที่เขาไม่เคยรู้จักมาก่อน ทั้งยืนกลางแดดเก็บลูกบอล ยกน้ำ วิ่งไปซื้อของ ตลอดจนช่วยเก็บอุปกรณ์

คุณทำแบบนั้นทำไม 

“ก็คงอารมณ์เด็กบ้านนอกเข้ากรุงครั้งแรกที่อยากติดทีมชาติไทย ตอนนั้นฝีมือผมอยู่ปลายแถวมาก โกลคนอื่นที่มาคัดเขาเบสิกดีทั้งนั้น

“ผมพยายามทำให้โค้ชเห็นว่า ผมมาที่นี่ด้วยความตั้งใจจริง วันแรกที่มาคัดตัว ผมอาสาขอโค้ชช่วยเก็บบอล เขาเรียกใช้ให้ทำอะไร ผมทำหมด จน อาจารย์ปรีชาพัฒน์ ประยุทธ์เรืองกิจ (หนึ่งในทีมสตาฟโค้ช) ท่านคงสงสารผม ทุกวันหลังการคัดตัวเสร็จสิ้น ท่านจะเรียกผมมาติวพิเศษคนเดียว”

คงเป็นเพราะความขยัน ตั้งใจ ที่เขาแสดงออกมากกว่าใคร จึงทำให้ ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน ถูกเรียกติดทีมนักเรียนไทย รุ่นอายุ 18 ปี ในฐานะผู้รักษาประตูสแตนด์บาย มือ 4 ทั้งที่ความจริงสตาฟโค้ชไม่จำเป็นต้องเรียกเขาไปร่วมทีมก็ได้ เพราะถึงเอาไปก็ส่งชื่อลงแข่งขันไม่ได้อยู่ดี (ลงทะเบียนผู้รักษาประตูได้แค่ 3 คน)

“โค้ชคงเมตตา เห็นผมขยัน จึงอยากให้ผมได้ไปลองหาประสบการณ์ร่วมกันกับทีม แม้ผมจะไม่มีชื่อในรายการนั้นเลย แต่การติดทีมนักเรียนไทยครั้งแรก มันจุดประกายให้ผมอยากพัฒนาตัวเอง เพื่อสักวันหนึ่งจะได้ลงเล่นให้ทีมชาติไทย

“ปีนั้นผมกลับไปซ้อมหนักกว่าเดิมอีก ตั้งใจว่าเดี๋ยวพออายุสิบแปดปีจะมาคัดตัว (ทีมนักเรียนไทย) อีก หนึ่งปีผ่านไป ผมอายุสิบแปดปี ตัดสินใจกลับมาคัดอีกครั้ง คราวนี้ได้ติดทีมนักเรียนไทย เป็นหนึ่งในสามผู้รักษาประตู” 

 ชีวิตของนายประตูสำรองที่ปาบอลใส่ผนังเป็นหมื่นๆ ครั้ง กว่าจะได้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม

ครั้งนี้คุณได้ลงสนามเป็นตัวจริงไหม 

“เปล่า ผมก็ยังเป็นตัวสำรองอยู่ดี ไม่ได้เล่นเลย” เขาตอบพร้อมเสียงหัวเราะ

บทเรียนจากการไม่ได้ลงสนามตัวจริงถึง 2 ทัวร์นาเมนต์ ทำให้ศิวรักษ์มองเห็นจุดบกพร่องของตัวเองชัดยิ่งกว่าเดิม เมื่อสิ้นสุดการแข่งขัน เขาจึงกลับบ้านเกิดไป เพื่อฝึกทักษะพื้นฐานของผู้รักษาประตูเพียงอย่างเดียว

“ผมคิดว่าการยืนตำแหน่ง การใช้เท้า จังหวะเซฟลูกยาก ผมทำได้ดีกว่าคนอื่น แต่ที่เราไม่ถูกเลือก เป็นเพราะพื้นฐานเราสู้คนอื่นไม่ได้ ปีนั้นผมซ้อมแต่เบสิกอย่างเดียว อยู่บ้านก็ทุ่มบอลใส่กำแพง เซ็ตละสองสามร้อยครั้ง ฝึกคนเดียวด้วยตัวเอง ทำท่าเดิมซ้ำๆ จนกว่าจะรับเข้าซองไม่หลุดมือ

“ผมทำแบบนี้ทุกวัน ทำมาไม่รู้กี่พันกี่หมื่นครั้ง พอลองเอาไปใช้สนามซ้อม เราเล่นได้ดีขึ้นกว่าเดิม เพราะพื้นฐานเราแน่นขึ้น ปัจจุบันผมอายุสามสิบเจ็ดปีแล้ว ก็ยังซ้อมปาบอลใส่ผนังอยู่คนเดียว ไม่เชื่อก็ลองถามคนรู้จักผมได้เลย”

 ชีวิตของนายประตูสำรองที่ปาบอลใส่ผนังเป็นหมื่นๆ ครั้ง กว่าจะได้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม
4

“It’s all about who wants it the most”

ไม่มีผู้รักษาประตูคนไหนในโลกปรารถนาเป็นตัวสำรองตลอดไป เพราะความโหดร้ายของตำแหน่งนี้คือ ถ้าไม่เป็นตัวจริง โอกาสลงสนามในเกมนั้นแทบเป็นศูนย์เลย ต่างจากผู้เล่นตำแหน่งอื่นที่สับเปลี่ยนหมุนเวียนได้ตลอดเวลา 

แม้ในวัย 19 ปี ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน จะคุ้นชินกับเก้าอี้สำรองมากกว่ายืนเฝ้าพื้นที่หน้าปากประตู มักถูกมองข้ามมากกว่าได้รับเลือก แต่เขาไม่เคยละทิ้งความเชื่อมั่นว่า สักวันหนึ่งตัวเองต้องเป็นเบอร์หนึ่งให้ได้ 

อาจารย์วิสูตร วิชายา ติดต่อมาทางพ่อ ถามว่าอยากให้ผมไปอยู่กับทีมสโมสรธนาคารกรุงเทพไหม เขากำลังมองหาประตูมือสามมือสี่ที่เป็นเยาวชน มาเป็นลูกหม้อ เพราะโค้ชเห็นผมมีดีกรีเคยติดทีมนักเรียนไทยชุดสิบแปดปี”

เหมือนเสียงสวรรค์ที่เขารอคอย ศิวรักษ์ไม่ลังเลที่จะออกจากบ้านเกิดมาอยู่เมืองกรุงเพียงลำพัง แลกกับเงินเดือน 6,000 บาท

ธนาคารกรุงเทพในไทยลีกยุคนั้นจัดเป็นสโมสรทุนหนา มีขุมกำลังผู้เล่นชั้นดีเต็มทีม เฉพาะแค่ตำแหน่งผู้รักษาประตู มีทั้ง สมเกียรติ ปัสสาจันทร์ และ วัชรพงษ์ กล้าหาญ สองโกลฝีมือระดับแถวหน้าของเมืองไทยซึ่งขับเคี่ยวแย่งชิงมือหนึ่ง

ขณะที่ ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน เป็นเพียงเด็กหนุ่มวัย 19 ปี ได้ซ้อมกับร่วมกับรุ่นพี่ภายในทีมชุดใหญ่ แต่คงไม่กล้าไปฝากความหวังหรือคิดว่าเขาจะเบียดสมเกียรติกับวัชรพงษ์ ให้ไปนั่งสำรองดูเขาลงเฝ้าเสาได้หรอก

“พวกพี่ๆ (สมเกียรติ ปัสสาจันทร์, วัชรพงษ์ กล้าหาญ) เขาเก่งมากจริงๆ” ศิวรักษ์เอ่ยปากถึงสองอดีตรุ่นพี่ในทีมบัวหลวง 

 ชีวิตของนายประตูสำรองที่ปาบอลใส่ผนังเป็นหมื่นๆ ครั้ง กว่าจะได้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม

“ผมพยายามก๊อปทุกอย่างที่พี่เกียรติและพี่อ้วน (วัชรพงษ์) ทำตอนอยู่ในสนามซ้อม อยากรู้อะไรผมถามหมด ไม่เคยอาย เช่น ผมถามพี่เกียรติว่า ทำไมพี่ถึงลุกเร็ว แกบอกให้ผมลองล้มแบบทำท่าหงายหลังกับคว่ำหลังลุก อ๋อ ผมถึงได้เข้าใจว่าทำไมแกถึงเซฟท่านี้ เพราะนับตั้งแต่นั้นมา ผมไม่เคยหงายหลังรับบอลอีกเลย

“ผมถามพี่อ้วนว่า ทำไมถึงออกไปรับลูกเปิดด้านข้างได้ดีจัง ทั้งที่แกตัวเล็กกว่าผมมาก พี่อ้วนก็สอนว่า เราต้องไปถึงจุดที่บอลจะตกก่อน เพื่อชิงความได้เปรียบ ไม่ใช่รอบอลมาใกล้ถึงแล้วค่อยกระโดดไป บางทีมันไม่ทัน ซึ่งก็จริงอย่างที่แกสอน”

สัมผัสแรกในฟุตบอลอาชีพนัดแรกของ แชมป์ ศิวรักษ์ มาเร็วกว่าที่เขาคิด เนื่องจากสโมสรธนาคารกรุงเทพ เปิดฤดูกาล 2003 ด้วยผลงานสะดุดแพ้หลายเกม วิสูตร วิชายา จึงตัดสินใจทดลองส่งมือโกลคนหนุ่มที่รอ ‘โอกาส’ พิสูจน์ตัวเองมาทั้งชีวิต

เหมือนฉากของพระเอกในซีรีส์เกาหลีไม่มีผิด เกมนัดดังกล่าว ศิวรักษ์ใช้ทั้งมือและเท้าช่วยเซฟ มีส่วนสำคัญในการพาทีมคว้าชัยชนะ 1 – 0 พร้อมกับถูกเลือกให้เป็นแมน ออฟ เดอะแมตช์ หลังจากนั้น ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน สามารถยึดตำแหน่งมือหนึ่งสโมสรธนาคารกรุงเทพมาต่อเนื่อง 4 ซีซั่น ก่อนย้ายไปอยู่ทีมที่ใหญ่กว่าอย่างบีอีซี เทโรศาสน ใน ค.ศ. 2008 

สิ่งที่เราสนใจคือ คุณให้กำลังใจหรือบอกกับตัวเองอย่างไรในวันที่มีสถานะเป็นแค่ตัวสำรอง ผมชวนเขาย้อนความหลัง 

“อย่างแรกคือ เราต้องยอมรับความจริงว่าฝีมือยังสู้เขาไม่ได้ แสดงว่าประตูตัวจริงเขาต้องมีอะไรที่ดีกว่าเรา เราก็ต้องพยายามให้มากกว่าเดิม พัฒนาตัวเองต่อไป แต่อันดับแรกต้องกล้ายอมรับความจริงให้ได้ก่อนว่าเรายังดีไม่พอ

“ถ้าเรามัวแต่ปิดกั้น คิดว่าตัวเองเก่งแล้ว เราก็จะอยู่กับที่ อย่าลืมว่าฟุตบอลมันเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา อาชีพผู้รักษาประตูไม่มีหรอกครับ ไม่โดนยิง ยังไงก็ต้องเสียประตูอยู่แล้ว

“ฉะนั้น เราต้องเต็มที่กับการฝึกซ้อมทุกมื้อ เผื่อเวลาโดนคู่แข่งยิงเข้า เราก็จะไม่ต้องมานั่งเสียใจว่า กูทำเต็มที่ยังวะ อ๋อ ลูกนี้ เราเสียประตูเพราะเซฟไม่ได้จริงๆ งั้นไม่เป็นไร เอาใหม่”

 ชีวิตของนายประตูสำรองที่ปาบอลใส่ผนังเป็นหมื่นๆ ครั้ง กว่าจะได้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม
3

เชื่อหรือไม่ ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน ก่อนจะได้โทรฟี่ 25 แชมป์ (ไทยลีก 6 สมัย, เอฟเอ คัพ 4 สมัย, โตโยต้า ลีกคัพ 5 สมัย, ไทยแลนด์ แชมเปี้ยน คัพ 1 สมัย, โตโยต้า พรีเมียร์ คัพ 3 สมัย, แม่โขง คลับ แชมเปี้ยนชิพ 2 สมัย, ฟุตบอลพระราชทานถ้วย ก. 4 สมัย) ครั้งหนึ่ง เขาเคยมือเปล่าไร้ความสำเร็จในระดับสโมสร ทั้งตอนที่ค้าแข้งกับสโมสรธนาคารกรุงเทพและบีอีซี เทโรศาสน จนอายุล่วงเลยเข้าสู่วัย 27 ปี

“ตั้งแต่เริ่มต้นเล่นกับธนาคารกรุงเทพ ผมคิดมาเสมอว่าทำอย่างไรถึงช่วยให้ทีมเป็นแชมป์ แต่หน้าที่ของผมทำได้เพียงช่วยให้ทีมเสียประตูน้อยสุด อย่างน้อยถ้าเราไม่โดนยิง ทีมก็มีโอกาสได้หนึ่งแต้มเป็นอย่างต่ำ ผมจึงฝึกฝนตัวเองอย่างหนักในทุกปี

“ผมไม่เคยลงสนามด้วยเป้าหมายว่า ปีนี้ฉันอยากช่วยให้ทีมติดท็อปทรี สมมติฤดูกาลหนึ่งมีสามสิบนัด ผมบอกกับตัวเองก่อนลงสนามทุกนัด ตั้งแต่เกมแรกของฤดูกาลว่าต้องได้แชมป์นะ ต้องเป็นจ่าฝูงให้ได้ พอไม่ได้ตามที่หวังไว้ ก็มีผิดหวังเป็นธรรมดา แต่อย่างน้อยมันทำให้เรารู้ว่า ณ ตอนนั้น เรายังดีไม่พอ ปีหน้าต้องทำให้ดีกว่าเดิม”

ในฤดูกาล 2010 สโมสรบุรีรัมย์ พีอีเอ (บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ในปัจจุบัน) ทีมหน้าใหม่ตัดสินใจดึงตัว แชมป์ ศิวรักษ์ ไปเป็นส่วนหนึ่งเพื่อไล่ล่าถ้วยรางวัล เขาตอบรับข้อเสนอนั้น เพราะสโมสรแห่งนี้เปี่ยมไปด้วยแรงกระหายอยากประสบความสำเร็จ เช่นเดียวกับตัวเขาที่โหยหา รอคอยมันมานานแสนนาน 

ส่วนเรื่องราวหลังจากนั้นน่ะเหรอ ก็คือประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของวงการลูกหนังไทยไงล่ะ! 

 ชีวิตของนายประตูสำรองที่ปาบอลใส่ผนังเป็นหมื่นๆ ครั้ง กว่าจะได้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม
2

“ชีวิตผมมันธรรมดามากเลยนะ” 

เขาเกริ่นถึงตัวตนที่แท้จริงของตัวเอง แม้ปัจจุบันจะเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงและได้รับการยอมรับอย่างมาก ในฐานะกัปตันทีมชาติไทย

“ผมตื่นเช้าออกกำลังกาย เข้ายิม ซ้อมคนเดียว ครอบครัวจะได้เห็นผมอีกทีก็ตอนเกือบเที่ยง เพราะผมออกไปตั้งแต่เช้าตรู่ ทำแบบนี้ตลอด ตกเย็นไปซ้อมฟุตบอล ช่วงว่างระหว่างนั้นก็มีดูแลธุรกิจบ้าง หากเว้นว่างจากการทำงาน ผมก็อยู่บ้านกับลูก ภรรยา ไม่ได้มีชีวิตหวือหวาอะไร”

หากศิวรักษ์บอกว่าสิ่งที่ตัวเองทำอยู่คือความธรรมดา คงเป็นความธรรมดาที่แสนพิเศษ ไม่อย่างนั้นเราคงเห็นนักฟุตบอลอายุ 37 ปี ยืนระยะอยู่ในเกมระดับสูงเต็มไปหมด 

ยิ่งคุณประสบความสำเร็จมากเท่าไหร่ พอถึงช่วงวัยหนึ่งก็อาจรู้สึกถึงจุดอิ่มตัว หมดความกระหาย ไม่แปลกเลยหากใครหลายคนจะบอกลาอาชีพนักฟุตบอล ตอนอายุเท่ากันหรือน้อยกว่า ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน 

คุณมีวิธีรักษามาตรฐานการเล่น สภาพร่างกาย และระดับของแรงจูงใจได้อย่างไร ในเมื่อผ่านการคว้าแชมป์ทุกรายการภายในประเทศ 

 ชีวิตของนายประตูสำรองที่ปาบอลใส่ผนังเป็นหมื่นๆ ครั้ง กว่าจะได้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม

“ผมยังพัฒนาตัวเองไปได้อีกไง ผมไม่เชื่อว่าคนเราแก่เกินจะเรียนรู้อะไรใหม่ๆ ยกตัวอย่าง เอ็ดวิน ฟาน เดอซาร์ (Edwin van der Sar-อดีตผู้รักษาประตูสโมสรแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่ได้แชมป์ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก สมัยที่สอง ตอนอายุ 38 ปี) เขาก็ยังรักษาฟอร์มพีกจนถึงอายุสามสิบเก้าสี่สิบปี ผมจึงเชื่อว่าถ้าเราดูแลตัวเองดี เราสามารถยืนระยะการเล่นกีฬาไปถึงอายุสี่สิบปีได้แน่นอน

“ผมเข้มงวดตั้งแต่อาหาร เพราะบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เคยส่งผมไปฝึกฟุตบอลกับสโมสรเลสเตอร์ ซิตี้ ที่นั่นทำให้ผมเห็นว่านักฟุตบอลระดับโลกเขาดูแลตัวเองอย่างไร พอเดินทางกลับไป ผมก็ศึกษาหาข้อมูลงานวิจัย เพื่อหาคำตอบว่านักกีฬาวัยอย่างผม ควรกินอะไรถึงจะมีประโยชน์ต่อร่างกายมากที่สุด ผมจริงจังถึงขั้นนั้นเลยนะ

“ผมเป็นคนไม่ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่ อยู่แล้ว หลังจากนั้นก็ปรับอาหารการกิน ผมไม่กินของมัน ของทอด แม้แต่ไข่ผมก็ไม่กินแบบทอดน้ำมัน กินแบบไข่ต้มแทน ผมรับประทานผัก ผลไม้ เป็นหลัก เสริมด้วยธัญพืชและถั่ว ส่วนแป้งและขนม ผมกินน้อยมาก ขนาดกาแฟผมยังไม่ใส่น้ำตาลเลย ผมกินแบบนี้มาหลายปีแล้ว ผลลัพธ์คือไขมันในร่างกายผมน้อยกว่าเกณฑ์ทั่วไป ซ้อมฟุตบอลได้นานขึ้น ระบบขับถ่าย ระบบเผาผลาญ ในร่างกายทำงานได้ดี

“มันสำคัญมากต่อตัวผม เพราะยิ่งอายุมากขึ้น ผมยิ่งซ้อมหนักขึ้นกว่าเดิม จากเคยซ้อมเช้า-เย็น มื้อละหนึ่ง ชั่วโมง ก็เพิ่มเวลาเป็นมื้อละหนึ่งชั่วโมงยี่สิบนาที แต่ผมยังไหวอยู่ เพราะเลือกกินแต่ของมีประโยชน์ และให้พลังงานเพียงพอ

“ดังนั้น ทุกคนเก่งขึ้นได้ ไม่เกี่ยวหรอกคุณอายุเท่าไหร่ สมมติคุณอายุสี่สิบ ห้าสิบปี ถ้าคุณไม่เคยขี่มอเตอร์ไซค์มาก่อนในชีวิต แต่พยายามหัดทุกวัน ยังไงวันหนึ่งก็ต้องขี่ได้อยู่แล้ว เหมือนกันเลย นักฟุตบอลยิ่งซ้อมเยอะยิ่งเก่ง เว้นเสียแต่ว่า คุณไม่เอาจริงเอาจังกับมันมากพอ แค่นั้นเอง”

 ชีวิตของนายประตูสำรองที่ปาบอลใส่ผนังเป็นหมื่นๆ ครั้ง กว่าจะได้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม
1

“I’ve been waiting my whole life

To see my name in lights”

ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน ถูกเรียกตัวติดทีมชาติไทยชุดใหญ่ครั้งแรกตอนอายุ 20 ปี แต่หลายสิบปีที่ผ่านมา เขามีสถานะเป็นเพียงแค่ตัวสำรองอดทน ที่อาจได้รับโอกาสเป็นครั้งคราว แต่ไม่ใช่มือ 1 ตัวจริง

แม้เขาจะประสบความสำเร็จกับสโมสร บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ได้รางวัลเกียรติยศส่วนตัวมากมายแค่ไหน แต่จนแล้วจนรอด ก็ยังไม่ถูกเลือกเป็นคนแรกของทัพช้างศึกอยู่ดี 

อายุของแชมป์ในตอนนั้นกำลังเข้าสู่วัย 35 ปี ซึ่งในทางปฏิบัติดูไปได้ยากเหลือเกินที่จะเบียดแย่งชิงมือหนึ่งมาได้

ผมถามเขาว่าทำไมคุณถึงยังไม่ถอดใจเลิกเล่นทีมชาติไทย เพราะ 14 – 15 ปีที่ผ่านมา คุณเหมือนเหนื่อยฟรี เป็นได้แค่เพียงมือ 2 – 3 ของทีม 

 ชีวิตของนายประตูสำรองที่ปาบอลใส่ผนังเป็นหมื่นๆ ครั้ง กว่าจะได้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม

“ผมบริสุทธิ์ใจอยากช่วยชาติ ไม่ว่าสถานะใดก็ตาม ทุกครั้งที่มีชื่อ ผมถือว่านี่คือโอกาสอันยิ่งใหญ่ของตัวผม เพราะคนเรามีโอกาสได้ติดธงแค่ช่วงชีวิตที่เล่นฟุตบอลเท่านั้น

“ทุกครั้งที่มีประกาศรายชื่อทีมชาติไทย ผมยังลุ้นและตื่นเต้นเสมอ ทุกวันนี้ก็ยังเป็นอยู่ ผมคิดว่ายิ่งเรามีประตูเก่งๆ ติดมามากเท่าไหร่ ยิ่งส่งผลดีต่อทีมชาติ ผมคิดถึงผลการแข่งขันเป็นหลัก ใครจะลงเป็นประตูตัวจริงก็ได้ ไม่เป็นไร เราส่งกำลังใจให้เขาข้างสนาม ขอให้ทำหน้าที่ให้ดี เพื่อให้ทีมชาติไทยชนะ

“ส่วนตัวผม ถ้าตอนนี้ยังไม่ได้รับโอกาส ก็คงต้องกลับไปฝึกซ้อมให้มากกว่าเดิมในวันข้างหน้า บางทีการที่ผมไม่ได้เป็นมือหนึ่งทีมชาติมานานหลายปี ก็อาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ผมอยากพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา เพื่อสักวันจะได้มีโอกาสนั้น ผมภูมิใจเสมอเวลาสวมเสื้อทีมชาติไทย”

ความพยายามของ ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน ในที่สุดก็ไม่สูญเปล่า เพราะหัวหน้าผู้ฝึกสอนทัพช้างศึกคนปัจจุบัน อากิระ นิชิโนะ (Akira Nishino) ตัดสินใจเลือกผู้รักษาประตูจอมเก๋า ทำหน้าที่เป็น ‘กัปตันทีมชาติไทย’

คงไม่ต้องบรรยายว่าเขาภาคภูมิใจกับบทบาทนี้มากแค่ไหน สำหรับคนที่รอโอกาสมาทั้งชีวิต จนกระทั่งวันหนึ่งเขาได้รับเกียรติให้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม 

“มันคงเป็นผลของความพยายามที่ผมพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา ยอมอดทนซ้อมเยอะแบบไม่กลัวเหนื่อย ผมมั่นใจแม้กระทั่งปัจจุบัน ผมก็ยังคงซ้อมหนักอยู่ และน่าจะเป็นผู้รักษาประตูที่ซ้อมพิเศษมากกว่าใครๆ”

ชีวิตของ ‘ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน’ นายประตูสำรองที่ปาบอลใส่ผนังเป็นหมื่นๆ ครั้ง กว่าจะได้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม

ติดตามข่าวเคลื่อนไหวของฟุตบอลทีมชาติไทย ได้ทาง Facebook : ช้างศึก

Writer

อลงกต เดือนคล้อย

เจ้าของเพจ alongwrite และบรรณาธิการบทสัมภาษณ์แห่ง Main Stand

Photographer

ศุภกิตติ์ วิเศษอนุพงศ์

ช่างภาพประจำทีมชาติไทยชุดใหญ่ ที่ได้รับโอกาสติดตามทีมมาตั้งแต่ปี 2016

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load