‘โรงแรมดุสิตธานีที่อาจจะถูกทุบ, ตึกศรีเฟื่องฟุ้งมี facade เหมือนหนามทุเรียน, ตรงบีทีเอสศาลาแดงมีตึกที่สวยแต่ไฟไหม้ไปแล้ว, ธนาคารกรุงเทพรูปร่างเหมือนคอมพิวเตอร์, ในซอยคอนแวนต์มีตึกแถวสวยๆ อีก 2 – 3 ตึก’

ข้างต้นคือข้อความที่ เบียร์-วีระพล สิงห์น้อย ส่งมาในกล่องข้อความเมื่อผมถามว่าในย่านที่เรานัดพบกันมีอาคารใดน่าสนใจ

ผมรู้จักช่างภาพสถาปัตยกรรมผู้นี้ครั้งแรกจากเพจที่รวบรวมภาพถ่ายสถาปัตยกรรมเก่าๆ ชื่อ Foto_momo ซึ่งเขาเป็นผู้ก่อตั้ง

ภาพอาคารที่เขาถ่ายส่วนใหญ่เป็นสถาปัตยกรรมโมเดิร์นหลากหลายประเภท ไล่ตั้งแต่อาคารสำนักงาน ธนาคาร โรงภาพยนตร์ โรงแรม และอื่นๆ อีกมากมาย โดยแทบทุกภาพที่เขาถ่ายล้วนมีรายละเอียดกำกับ ทั้งที่ตั้งอาคาร ปีที่สร้าง หรือชื่อสถาปนิกผู้ออกแบบ

เรานัดพบกันใกล้โรงแรมที่เสี่ยงต่อการถูกทุบที่เขาบอกมาในกล่องข้อความ เพื่อพูดคุยกันเรื่องอาคารเก่าที่เขาหลงใหล จากบทสนทนาทำให้ผมรู้ว่าแม้ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาจะมีกระแสที่คนเริ่มหันมาสนใจสถาปัตยกรรมยุคเก่ากันมากขึ้น แต่อาคารเก่าๆ ก็ยังเสี่ยงต่อการถูกทุบทำลายอยู่ดี

บางอาคารที่หายไปทำเอาหัวใจผู้คนที่เกี่ยวข้องเจ็บปวดคล้ายถูกทุบไปด้วย ขณะที่บางอาคารก็ตายไปอย่างเงียบเชียบคล้ายไม่เคยมีอยู่

“ความผูกพันเป็นตัวที่ทำให้คนออกมาเรียกร้อง ถ้าเป็นอาคารที่ไม่ได้ผูกพันกับคน มันจะถูกทุบหายไปในกาลเวลาอย่างเงียบๆ” ผู้ถ่ายภาพสถาปัตยกรรมจนนับจำนวนภาพไม่ถ้วนบอกผม

ซึ่งนั่นเป็นเหตุผลหนึ่งที่เขาพยายามตระเวนถ่ายภาพสถาปัตยกรรมเก่าๆ ให้ได้มากที่สุด-ให้เร็วที่สุด ไว้เพื่อเป็นภาพที่ระลึก

ทั้งไว้ระลึกว่าอาคารเหล่านี้มีความสำคัญ รวมถึงไว้ระลึกในวันพวกมันหายไป

และบรรทัดถัดจากนี้คือบทสนทนาที่ระลึกถึงอาคารเก่าเหล่านั้น

ระลึกถึงอาคารเก่าเปี่ยมเสน่ห์กับ วีระพล สิงห์น้อย เจ้าของเพจ Foto_momo ระลึกถึงอาคารเก่าเปี่ยมเสน่ห์กับ วีระพล สิงห์น้อย เจ้าของเพจ Foto_momo

ระลึกถึงอาคารเก่าเปี่ยมเสน่ห์กับ วีระพล สิงห์น้อย เจ้าของเพจ Foto_momo

คุณสนใจการถ่ายภาพตั้งแต่ตอนไหน

ตั้งแต่ตอนเรียนแล้ว แต่ตอนนั้นเรายังไม่ได้ถูกจำกัดว่าต้องถ่ายสถาปัตย์ เวลาเรียนเราก็มีไปเปิดหนังสือดู ก็จะเห็นรูปอาคารสวยๆ ของต่างประเทศ เราก็สงสัยว่า เฮ้ย ทำไมสวยจัง เราอยากถ่ายให้ได้อย่างนี้ แต่ตอนนั้นยังไม่มีความรู้อะไร แค่รู้สึกว่าแล้วทำไมสถาปัตย์บ้านเราถ่ายไม่สวยเลย ถ่ายรูปไม่ขึ้น ก็โทษดินฟ้าอากาศ เมืองนอกฟ้าเขาสวย โทษอุณหภูมิ เราถ่ายสไตล์นี้ไม่สวยหรอก เสาไฟฟ้าเยอะแยะ สายไฟก็รก

แล้ววันหนึ่งอาจารย์ก็เชิญพี่สมคิด เปี่ยมปิยชาติ ช่างภาพสถาปัตย์ที่ตอนนี้เป็นบรรณาธิการสำนักพิมพ์ Fullstop มาบรรยาย พี่เขาก็เปิดสไลด์รูปสถาปัตย์ที่เขาถ่ายให้ดู มันเป็นรูปอาคารในยุโรปอาคารหนึ่ง ฉากหลังเป็นท้องฟ้าสีน้ำเงิน มีเนินหญ้าสีเขียวเป็นฉากหน้า อาคารโผล่มานิดนึงเป็นยอดแหลม มีผู้ชายใส่สูทเดินอยู่ 3 คน แล้วภาพนี้มันพิเศษตรงที่บนท้องฟ้าด้านหลังมีเครื่องบินกำลังพุ่งทะยาน ปล่อยไอพ่นสีขาว

ภาพนั้นประทับอยู่ในความทรงจำนานมาก พี่สมคิดบอกว่า ภาพนี้มันพิเศษตรงที่เป็นจังหวะช่วงโมเมนต์เดียวที่เขาไปตั้งกล้องรอ บวกกับความบังเอิญ ดวง และประสบการณ์ คือถ้าภาพนี้มีแค่อาคารกับคนสามคนมันก็ธรรมดา แต่พอมีโมเมนต์วูบเดียวที่เครื่องบินบินผ่าน มันกลายเป็นหนึ่งวินาทีที่เกิดขึ้นแล้วรูปเพอร์เฟกต์ที่สุด และมันอาจจะไม่เกิดขึ้นอีกแล้ว เราก็เลยเข้าใจความเจ๋งของการจับช่วงเวลาดีๆ นี่คือสิ่งที่รู้สึกว่าเราน่าจะเรียนรู้ น่าจะทำได้ มันเหมาะกับเรา เรามีความรู้ทางสถาปัตย์ มีคุณสมบัติที่จะทำได้

บางคนเข้าใจว่าถ่ายภาพสถาปัตยกรรมไม่น่ามีอะไรยาก แค่ตั้งกล้องแล้วก็กดชัตเตอร์ ความจริงมันง่ายขนาดนั้นไหม

อยู่ที่การวางแผน อย่างน้อยเราต้องทำการบ้านมาก่อนว่าเราคิดยังไงกับตึกนี้ แล้วจะถ่ายมันออกมายังไง ทิศทางแสงเราต้องรู้ มันจะมีช่วงจังหวะที่เพอร์เฟกต์ ซึ่งเราจะคาดเดาได้ถ้าเราใส่ใจมัน แล้วพอทำงานไปเยอะขึ้น เราจะพอเดาได้ว่าเดี๋ยวสักพักมันจะเกิดอะไรขึ้น เช่น แสงตอนเช้าช่วงหกโมงเจ็ดโมงสวยกว่าอยู่แล้ว ตอนเย็นต้องช่วงแสงแบบ twilight ตอนกลางวันถ้าเราคิดว่าแสงมันไม่ได้บ่งบอกอะไร ไม่สวย ก็ไม่จำเป็นต้องถ่าย สิ่งพวกนี้เราคาดเดาได้ เราก็ไปตั้งกล้องรอเวลาที่เหมาะสมเท่านั้นเอง

คุณเชื่อในการรอคอย

ทุกวันนี้ก็รอคอยอยู่ คนมักเข้าใจว่าไปถึงจะถ่ายได้เลย บางทีมันไม่ง่ายขนาดนั้น มันจะเจอปัญหา เช่น รถมาจอด มีถังขยะ ป้ายโฆษณา ไฟไม่ติด กระจกไม่เช็ด ของที่เกินจากดีไซน์ของเขา เราต้องย้ายออกเพื่อความสมบูรณ์ มันเป็นงานใช้แรงงานเลยแหละ ถังขยะนี่ยกกันเป็นประจำ

ระลึกถึงอาคารเก่าเปี่ยมเสน่ห์กับ วีระพล สิงห์น้อย เจ้าของเพจ Foto_momo

ระลึกถึงอาคารเก่าเปี่ยมเสน่ห์กับ วีระพล สิงห์น้อย เจ้าของเพจ Foto_momo

คุณเริ่มสนใจสถาปัตยกรรมเก่าๆ ตั้งแต่เมื่อไหร่

เราเป็นเด็กต่างจังหวัด ผูกพันกับพวกวัด พวกฝีมือช่าง ก็เลยเลือกเรียนสถาปัตย์ไทย มหาวิทยาลัยศิลปากร ซึ่งจะเรียนต่างกับสถาปัตยกรรมหลักที่จะเรียนพวกอาคารโมเดิร์น พอเรียนจบสถาปัตย์ไทยมา ตอนใกล้จบเราก็ค้นหาว่าตัวเองอยากเป็นอะไร เพราะมันก็เลือกได้หลายทาง ไปเป็นอาจารย์ เป็นนักออกแบบ เป็นสถาปนิก ซึ่งคนที่จบสถาปัตย์ไทยในยุคนั้นหางานค่อนข้างยาก ใครจะไปจ้างออกแบบเรือนไทย มันน้อย แต่มันมีอีกทางที่ผมคิดว่าน่าสนใจคือ พวกทำงานอนุรักษ์

ผมเคยดูหนังญี่ปุ่นเรื่อง Calmi Cuori Appassionati พระเอกทำอาชีพอนุรักษ์ภาพเขียน เราก็อยากจะเท่อย่างพระเอก อนุรักษ์อาคารที่มันจะตายแล้วให้ฟื้นขึ้นมา ซึ่งยังเป็นอาชีพที่ใหม่มากสำหรับคนไทยในยุคประมาณเมื่อปี 2545 ตอนนั้นยังไม่ค่อยมีใครให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์อาคารเท่าไหร่ แล้วพอดีตอนทำงานผมได้จับพลัดจับผลูไปอยู่ในทางของฝ่ายผู้รับเหมา ช่วงนั้นธนาคารไทยพาณิชย์กำลังเห็นความสำคัญของอาคารเก่า เขาเป็นเจ้าของอาคารเก่าหลายอาคาร เป็นพวกตึกที่มีบัวหัวเสาหรือที่เรียกว่าเป็นตึก Colonial ตึกพวกนี้เขามีกรรมสิทธิ์รีโนเวตขึ้นมาเป็นสาขา ผมก็ไปเป็นสถาปนิกประจำไซต์งาน คุมช่าง ตอนนั้นก็ใฝ่ฝันอยากจะไปเรียนต่อด้านอนุรักษ์ แต่ว่าก็ไม่ทะเยอทะยานพอ ไม่สำเร็จ แต่นั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้สนใจอาคารเก่าๆ

แล้วตอนไหนที่เริ่มถ่ายภาพอาคารเก่าสะสมจนกลายเป็นโปรเจกต์ Foto_momo

เริ่มมาจากเราไปถ่ายให้สมาคมสถาปนิกสยามฯ ทุกๆ ปีเขาจะมีการมอบรางวัลให้อาคารอนุรักษ์ดีเด่น เราก็ไปถ่ายมาหลายปี แรกๆ จะเป็นพวกอาคาร วัด ต่างๆ ที่ได้รับรางวัล พอปีหลังๆ สมาคมเริ่มจะให้ความสำคัญกับอาคารโมเดิร์นมากขึ้น ทีนี้เราก็ไปถ่ายตามต่างจังหวัด โคราช หาดใหญ่ แล้วก็รู้สึกประทับใจว่า เฮ้ย ต่างจังหวัดไกลๆ ยังมีอาคารเจ๋งๆ แบบนี้ซ่อนอยู่ พอเริ่มประทับใจ ไปไหนสายตามันก็จะเริ่มมองหา แล้วก็เลยถ่ายสะสมมาเรื่อยๆ เก็บเป็นคอลเลกชัน ที่จริงไอ้คำว่า Foto_momo มันก็ล้อมาจากชื่อองค์กรองค์กรหนึ่งด้วย คือ DOCOMOMO (Documentation and Conservation of Buildings, Sites and Neighbourhoods of the Modern Movement) องค์กรนี้ให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์อาคารช่วงโมเดิร์น ส่วนเรามีฝีมือแค่ถ่ายรูป เราก็เลยล้อเลียนว่าเป็น Foto_momo แล้วกัน เป็น Fotograph of the Modern Movement

ตอนแรกๆ ก็ไม่ได้จริงจัง มาเริ่มจริงจังเมื่อข้อมูลเยอะขึ้น เพราะนอกจากไปถ่ายเรายังรีเสิร์ชข้อมูล ทั้งจากหนังสือเก่าๆ และจากการพูดคุย ทำให้เรารู้ว่าตึกนี้ใครออกแบบ สร้างปีไหน ข้อมูลพวกนี้ตอนแรกๆ เราจดเป็นแค่ short note ไว้ แต่พอมันมากขึ้นเป็นร้อยอาคาร เราต้องจัดระเบียบข้อมูลใหม่หมดถึงขนาดมานั่งพิมพ์เป็นตาราง แล้วเราก็จะเห็นภาพระดับหนึ่งว่าสถาปนิกคนนี้สไตล์จะเป็นอย่างนี้ เห็นลายเซ็นของเขา เห็นว่าตึกไหนสร้างก่อนหลัง แล้วลำดับพัฒนาการของการออกแบบเป็นยังไง นี่คือเบื้องหลังการทำงานที่มันหนักหนากว่าการออกไปถ่าย

ระลึกถึงอาคารเก่าเปี่ยมเสน่ห์กับ วีระพล สิงห์น้อย เจ้าของเพจ Foto_momo

จากที่รีเสิร์ชมาคุณคิดว่าอาคารยุคโมเดิร์นพิเศษตรงไหน

มันเป็นเหมือนสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนจากรัฐสมัยเก่าไปเป็นรัฐสมัยใหม่ เป็นสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนผ่านในยุคก่อน ยุคนั้นเมืองเริ่มขยาย เมืองเริ่มวางแผนเศรษฐกิจแห่งชาติว่าอยากให้เมืองเติบโตไปยังไง มันเป็นการสร้างเมืองในอีกยุคหนึ่งของไทย เหมือนเป็นหน้าประวัติศาสตร์หนึ่งที่ถูกทำไว้

ถ้าสังเกตเราจะเห็นพัฒนาการของเมืองว่าเป็นอย่างไร เราจะเห็นเลยว่าตามถนนสุขุมวิท สีลม สุรวงศ์ เพชรบุรีตัดใหม่ จะมีตึกพวกนี้ แล้วกระจายอยู่แค่นี้ มันจะไม่ออกไปถึงบางนา เพราะว่ายุคนั้นเมืองเจริญเท่านี้ ส่วนตามต่างจังหวัดก็ดูง่ายเลย มันจะเกาะกลุ่มกันตามตัวเมือง ตามถนนหลัก แม่น้ำสายหลัก ธนาคาร โรงภาพยนตร์ สถานที่ราชการ จะอยู่เป็นเครือข่าย พวกนี้มักจะต้องแย่งชิงทำเลที่ดี เช่น สี่แยก วงเวียนของเมือง ซึ่งถ้าวันหนึ่งอาคารเหล่านี้หายไป เราก็จะไม่เห็นอดีตที่เคยเจริญตรงนี้

แล้วคุณตระเวนถ่ายรูปอาคารเก่าๆ เหล่านั้นไปทำไม มันมีประโยชน์อะไร

ตอนแรกก็ถ่ายเอาสวยอย่างเดียว แต่พอทำไปทำมาก็รู้สึกว่าภาพถ่ายมันมีพลังบางอย่างที่กระตุ้นให้คนเข้ามาดูแล้วเห็นคุณค่าของสิ่งที่ถูกมองข้ามในชีวิตประจำวัน บางทีเราก็ถ่ายตึกที่ทุกๆ คนเห็นแล้วก็มองผ่านมันไป เราก็อาศัยพลังภาพที่ถ่ายออกมาแล้วสวย ทำให้คนที่มาดูฉุกคิด เห็นรูปแล้วอยากจะมาดูด้วยตาตัวเองจริงๆ ตระหนักขึ้นมาจริงๆ ว่ายังมีของพวกนี้อยู่รอบตัวถ้าเราสังเกต ผมคิดว่านี่คือพลังของภาพถ่าย

ระลึกถึงอาคารเก่าเปี่ยมเสน่ห์กับ วีระพล สิงห์น้อย เจ้าของเพจ Foto_momo

เพราะอะไรเราถึงมองข้ามความพิเศษของอาคารที่คุณว่าในชีวิตประจำวัน

อาจจะเป็นเพราะถ้าเราเห็นมันที่เดียวอาจจะไม่พิเศษด้วยมั้ง ทีนี้พอเราทำเป็นคอลเลกชัน มันจะเห็นความหลากหลาย เรื่องจำนวนเป็นเครื่องช่วยกระตุ้นพลังของมันได้ ผมเลยอยากจะรวบรวมเป็นบันทึกเป็นคอลเลกชันให้ได้มากที่สุด เพราะคิดว่ายังไม่ค่อยมีใครรวบรวมเอาไว้ ตึกยุคโมเดิร์นถูกมองข้ามไปพอสมควร เรื่องการอนุรักษ์มันเริ่มมีกระแสไม่กี่ปีนี้เอง อย่างวัดหรือวังการอนุรักษ์นั้นเต็มที่อยู่แล้ว ไม่ต้องห่วงแล้ว แต่อาคารที่ผมถ่ายพวกนี้มันก้ำกึ่ง อยากจะบอกว่ามันเป็นรอยต่อของการเปลี่ยนผ่านสังคมสู่สมัยใหม่

บางตึกมันอาจจะไม่ได้สวยงามวิจิตรเหมือนวัดเหมือนวัง มันเรียบๆ กล่องๆ ไม่มีสิ่งประดับประดา ไม่ได้ทาสีด้วย ดูเหมือนทุบทิ้งไปก็ไม่เสียหาย แต่หลังๆ พอมันเริ่มทุบมากเข้ามันก็น่าเสียดายนะ เลยเป็นแรงให้ผมอยากรีบถ่ายรีบบันทึกไว้ ไม่ต้องถึงขั้นถูกทุบหรอก แค่ถูกเปลี่ยนหน้าตาต่อเติมผมก็เสียดายแล้ว

เสียดายอะไร

เสียดายความแท้ เสียดายความออริจินัลของมัน

สำคัญใช่ไหม ความแท้ ความออริจินัล

สำคัญสำหรับวงการสถาปัตย์ อย่างน้อยเราก็มีตัวอย่างให้คนรุ่นหลังดูได้ ถ้าเราไปต่อเติมดัดแปลงเสียหมด พอคนรุ่นหลังอยากจะดูก็หาดูไม่ได้ แต่มันเป็นเรื่องของยุคสมัยด้วยนะ บางทีตึกในยุคโมเดิร์นที่เขาทำมันก็มีเหตุผลในเรื่องของยุคสมัย เช่น เรื่องของฟาซาด (Facade) สมัยก่อนมีไว้กันแดดตามสภาพภูมิอากาศที่เราเป็น ทีนี้พอผ่านยุคนั้นมาแล้ว การกันแดดแบบนั้นมันมีปัญหา มันไม่ตอบโจทย์กับยุคนี้แล้ว ทำให้อาคารข้างในมืด หรือพอติดแอร์ก็ไม่รู้จะเอาแอร์ไปวางไว้ไหน

ระลึกถึงอาคารเก่าเปี่ยมเสน่ห์กับ วีระพล สิงห์น้อย เจ้าของเพจ Foto_momo ระลึกถึงอาคารเก่าเปี่ยมเสน่ห์กับ วีระพล สิงห์น้อย เจ้าของเพจ Foto_momo

นี่คือเหตุผลหนึ่งที่ทำให้อาคารเก่าถูกดัดแปลง

เขาก็ดัดแปลงไปเรื่อย หรือถ้าไม่คุ้มค่าในด้านเศรษฐกิจเขาก็ทุบทิ้ง

ถ้าไม่ทุบทิ้ง เราควรทำอย่างไรกับอาคารที่ไม่เชื่อมโยงกับยุคสมัยแล้ว

อันดับแรก ก็น่าจะเปลี่ยนฟังก์ชันของมัน อย่างเคสพวกโรงภาพยนตร์แสตนด์อโลนเก่าที่ไม่ตอบโจทย์ยุคสมัยแล้ว บางที่เขาก็ปิดไป บางที่ก็ปรับปรุงเป็นมีเวทีข้างใน สองคือ ถ้าไม่เปลี่ยนฟังก์ชันก็ทำฐานข้อมูลเก็บไว้ มีการสำรวจรังวัด การบันทึกภาพ การทำโมเดลจำลองไว้ เพื่อที่ว่าถึงแม้จะทุบไปแล้ว อีกกี่ร้อยปีจะย้อนกลับมาดูมันก็ยังมีข้อมูลให้ระลึกถึง เราก็ทำในฐานะของเรา คือการบันทึกข้อมูลนี่แหละ เพราะเราไม่มีสิทธิ์ไปบอกเขาให้หยุดทุบ

คุณรู้สึกยังไงเวลาเห็นตึกเก่าถูกทุบทำลาย

จริงๆ ก็เสียดาย แต่คงไปพูดอะไรมากไม่ได้เพราะเราไม่ใช่เจ้าของตึก คือถ้าทุบแล้วยังมีตัวอย่างอาคารประเภทนั้นให้ดูอีกก็ไม่เสียดายเท่าไหร่ แต่ถ้ามันเป็นเพียงหนึ่งเดียวที่เหลืออยู่ผมจะเสียดายมากเลย เช่น โรงหนังสกาลา ถ้ามันมีโรงภาพยนตร์แบบนั้นหน้าตาอย่างนั้นที่บางนา หรือในอีกหลายๆ ที่ก็ทุบไปเถอะ ไม่เป็นไร แต่ถ้ามันเหลือหนึ่งเดียวแล้วเรายังทุบทิ้ง มันน่าเสียดาย

เราเองก็พยายามคิดในหลายๆ แง่ หลายๆ บทบาท เช่น ถ้าคนที่เป็นเจ้าของต้องมานั่งจมอยู่กับต้นทุนที่ไม่เกิดกำไรแบบนี้ เขาก็คงต้องปรับเปลี่ยน ทุบทิ้งไปสร้างอะไรที่มันคุ้มค่ากับตัวเงินมากกว่า แต่ความคุ้มค่ามันมองกันได้หลายวิธี อันนี้เรามองในแง่ที่เราเกี่ยวข้องกับสถาปัตย์ ภาพถ่าย ความงาม เราก็ตอบประมาณนี้ แต่ถ้าในแง่นักลงทุนเขาคงมองอีกอย่าง ในแง่ชาวบ้านที่เขาผูกพันกับอาคารนั้น เขาก็อาจตอบอีกอย่าง บางทีเขาอาจจะรู้สึกว่า เออ ตึกนี้ขยะเยอะเว้ย ทุบทิ้งไปได้ก็ดี คุณค่าพวกนี้มันตอบได้หลายอย่าง

ระลึกถึงอาคารเก่าเปี่ยมเสน่ห์กับ วีระพล สิงห์น้อย เจ้าของเพจ Foto_momo

ถ้ามันตอบได้หลายอย่าง เราควรจะตัดสินคุณค่าของอาคารเหล่านั้นจากมุมของใคร

ถ้าเป็นอาคารที่มีบทบาทกับสังคม บทบาทกับชุมชน ก็น่าจะให้คนในชุมชนนั้นเป็นคนร่วมการตัดสินใจ เช่น โรงภาพยนตร์หรืออาคารในมหาวิทยาลัย ถ้ามันจะถูกทุบหรือถูกปรับปรุงอะไรก็น่าจะรับฟังความเห็นของคนที่เกี่ยวข้อง แต่ถ้ากรณีที่เป็นอาคารเอกชน เช่น ตึกสำนักงาน หมู่บ้าน เราคงไปยุ่งเกี่ยวกับเขาได้ยาก เขาก็มีสิทธิ์ของเขา ยกตัวอย่างเรื่องสถานทูตออสเตรเลียตรงสาทร มันสวยมากเลย ถือว่าสมบูรณ์มาก ถ้าถามถึงอาคารที่ประทับใจ สถานทูตออสเตรเลียคือหนึ่งในนั้น เป็นอาคารที่มีเซรามิกสีเหลือง ติดกระเบื้องโทนเขียว แต่ตอนนี้เขาย้ายสถานทูตออกไปแล้ว และจะขายที่ดินแปลงนี้ ซึ่งเราก็ยังไม่รู้ว่าคนที่ซื้อจะเอาไปทำอะไรต่อไป ขึ้นอยู่กับทัศนคติของเจ้าของใหม่ คนที่รับช่วงต่อไป แต่ถ้าคิดในแง่การลงทุนแล้วมันคงต้องขึ้นเป็นตึกสูง เป็นคอนโดมิเนียม เพราะทำเลตรงนั้นมันดีมาก

แล้วมีเหตุผลไหนไหมที่เราควรเก็บอาคารเก่าไว้แทนที่จะสร้างอาคารที่ใหม่กว่า ทันสมัยกว่า

มันเป็นความหลากหลายของเมืองนะ ไม่ใช่เมืองมีอาคารใหม่เต็มไปหมดโดยไม่มีรากฐานประวัติศาสตร์เดิม การมีอยู่ของอาคารเก่าๆ จะเสริมประวัติศาสตร์ตรงนี้ให้ชัดเจน เเข็งเเรงขึ้น บางตึกยังก้ำๆ กึ่งๆ ระหว่างใหม่กับเก่า อายุมันยังแค่ 40 – 50 ปี มันไม่ได้เก่าแบบสมัยอยุธยาเลย แต่มันก็ไม่ได้ใหม่ มันถูกละเลย แต่ถ้ามันถูกยืดอายุไปอีก 50 – 100 ปี มันจะกลายเป็นของเก่าอย่างสมบูรณ์แบบแล้ว

ระลึกถึงอาคารเก่าเปี่ยมเสน่ห์กับ วีระพล สิงห์น้อย เจ้าของเพจ Foto_momo

แล้วคุณตั้งใจให้ Foto_momo เป็นส่วนหนึ่งในการยืดอายุให้สถาปัตยกรรมเก่าๆ ไหม

อยากให้เป็นอย่างนั้น อยากให้คนหันมาสนใจ เราก็ไม่รู้ว่าพอทำแล้วมันได้ผลมากน้อยแค่ไหนนะ แต่ถ้าในมโนคติ เราก็อยากให้มันยืดอายุไปนั่นแหละ เราก็จะมีคนกลุ่มหนึ่งที่ตามดู เวลาที่เราโพสต์ไป บางที่ที่เขาอยากให้เราไปถ่าย เขาก็จะบอกมา ก็มีหลังไมค์มาว่าตึกนี้สวยนะพี่ น่าจะถ่ายเก็บไว้หน่อย หรืออย่างบางทีก็มีบอกว่าตึกนี้จะทุบแล้วนะ

โปรเจกต์นี้คุณถ่ายอาคารเก่าไปแล้วกี่ที่ ได้นับไหม

ตอนนี้น่าจะร้อยห้าสิบกว่าแล้วนะ แต่ถ้าในลิสต์ที่ตั้งใจจะไปถ่ายรวมๆ แล้วน่าจะอยู่ที่ราว 200 เรามีกำลังแค่นี้ แค่ถ่ายภาพกับรีเสิร์ชเบื้องต้น จริงๆ เราอยากจะได้ข้อมูลที่ลึกกว่าที่เห็นในเพจ อยากจะไปเจาะประวัติในแต่ละอาคารให้ลึกๆ แต่เรายังไม่มีแรงหรือพลังมากพอ มันต้องอาศัยเครือข่ายเยอะเหมือนกัน เราก็ทำเท่าที่ทำได้ แต่ที่ผ่านมาเราทำแล้วมันสนุกด้วย เลยไม่รู้สึกว่ามันเหนื่อยอะไร

ทุกวันนี้คุณถ่ายรูปตึกใหม่ที่สวยบ้างหรือเปล่า

ก็มีแอบถ่ายเก็บไว้ อีก 10 ปี มันอาจจะเก่าก็ได้ แล้วรูปที่เราถ่ายอาจจะมีคุณค่าระลึกถึงอาคารเก่าเปี่ยมเสน่ห์กับ วีระพล สิงห์น้อย เจ้าของเพจ Foto_momo

แล้วอนาคตของโปรเจกต์ Foto_momo จะถูกต่อยอดไปเป็นอะไรบ้างไหมนอกจากลงรูปในเพจ

ถ้ามีคนขอความร่วมมือ ขอไปแชร์ หรือขอใช้รูป ผมก็ยินดี เพราะมีนักศึกษาไทยที่เรียนปริญญาโทอยู่ที่ญี่ปุ่นติดต่อมาเหมือนกันว่าเขากำลังรีเสิร์ชเรื่องนี้อยู่ พอดีเขาเห็นรูปที่เราไปถ่ายมามันดึงดูดกว่าที่เขาถ่าย แล้วที่เขาเรียนมันต้องมีการจัดแสดง exhibition เลยมาขออนุญาตว่าจะนำรูปไปใช้ได้ไหม นี่แหละ ข้อได้เปรียบของการที่เรามีทักษะในการถ่ายตึก คิดว่าถ้าเป็นช่างภาพแบบอื่นอาจจะไม่ได้มุมมองแบบสถาปัตย์ขนาดนี้ เราก็ยินดีเต็มที่ถ้ามันจะถูกเผยแพร่แล้วเป็นประโยชน์อะไรบ้าง แล้ววันหนึ่งก็อยากจะรวบรวมทำเป็นหนังสือให้มันถูกเก็บไว้เป็นเรื่องเป็นราว

การทำโปรเจกต์นี้สอนอะไรคุณบ้าง

สอนว่าอยากทำอะไรต้องทำเลย คือความเสียดายนี่มันเป็นความฝังใจนะ แบบว่า เฮ้ย ไม่ทันแล้วว่ะ ตึกนี้ถูกทุบไปแล้ว อย่างเช่นโรงแรม Siam Intercontinental ที่เป็นสยามพารากอนในปัจจุบัน อันนี้ผมไปถ่ายไม่ทัน น่าเสียดาย สมัยนั้นยังไม่ได้เป็นช่างภาพเต็มตัว แต่เพื่อนบอกเราแล้วว่าเขาจะทุบ ไปถ่ายเก็บไว้สิ สวยดี แล้วสมัยนั้นมีรถไฟฟ้าแล้ว มุมจากข้างบนสวยเลย แต่ผมก็ไม่ได้ถ่าย ผัดวันประกันพรุ่ง ผ่านไปอีกทีกลายเป็นห้างสรรพสินค้าแล้ว มันก็เลยเป็นแรงผลักดันว่าถ้าเราอยากทำอะไรให้รีบทำ ผมเลยทุ่มเวลาและเร่งค้นคว้าหาข้อมูลอาคารที่ใกล้จะถูกทุบแล้วรีบไปถ่าย

ระลึกถึงอาคารเก่าเปี่ยมเสน่ห์กับ วีระพล สิงห์น้อย เจ้าของเพจ Foto_momo

มีอาคารไหนที่เคยไปถ่ายแล้วทุกวันนี้มันถูกทุบไปแล้วบ้างไหม

มีธนาคารกรุงศรีฯ ตรงสี่แยกเพลินจิต ตอนนั้นถ่ายเก็บไว้เล่นๆ ยังไม่ได้คิดว่าจะเป็นโปรเจกต์อะไร เพียงแต่ว่าเราบังเอิญได้ถ่ายมา แต่ก็ไม่เคยเข้าไปถ่ายข้างใน ตอนนั้นชะล่าใจ รู้ว่าจะทุบก็ยังไม่อะไร ผ่านไปเดือนสองเดือน ทุบเกลี้ยงแล้ว

เวลาดูรูปอาคารเก่าๆ ที่ถูกทุบทำลายไปแล้วรู้สึกยังไง

เหมือนกลับไปดูรูปญาติโกโหติกาที่เสียไปแล้ว อยากจะกลับไปเดินวนถ่ายอีกทีก็ไม่มีโอกาสแล้ว

ระลึกถึงอาคารเก่าเปี่ยมเสน่ห์กับ วีระพล สิงห์น้อย เจ้าของเพจ Foto_momo

ระลึกถึงอาคารเก่าเปี่ยมเสน่ห์กับ วีระพล สิงห์น้อย เจ้าของเพจ Foto_momo
ขอขอบคุณ : วีระพล สิงห์น้อย

Writer

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

“โอ้ หนักพอสมควร” พิธีกรชายรายการหนึ่งพูดเมื่อลองถือเข็มขัดแชมป์โลก WBC ออกอากาศ

หนักครับ” วันนั้น แหลม-ศรีสะเกษ นครหลวงโปรโมชั่น เจ้าของเข็มขัดรับคำพิธีกรด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะประคองเข็มขัดเส้นนั้นกลับมาวางไว้ตำแหน่งเดิม

นาทีนี้นับเป็นจังหวะชีวิตที่ดีของศรีสะเกษ ใครที่ติดตามข่าวสารบ้านเมือง ย่อมผ่านตาข่าวการป้องกันแชมป์โลกครั้งล่าสุดของยอดนักชกจากศรีสะเกษ ตอนนี้คือช่วงเวลาทองของเขา โอกาสที่ไม่เคยได้ก็ได้รับ เสียงแซ่ซ้องดังมาจากทุกสารทิศไม่เพียงในประเทศไทย

แม้ทุกอย่างฟังดูหอมหวาน แต่หากใครลองได้ยินได้ฟังชีวิตเขาที่ผ่านมาย่อมรู้ว่ามันไม่ได้หอมหวนชวนฝันเช่นนั้น

มันหนักกว่าเข็มขัดที่เขาเป็นเจ้าของเสียอีก

แหลม ศรีสะเกษ, มวย, มวยไทย, แชมป์โลก,

ผมเดินทางไปยังค่ายมวยนครหลวงโปรโมชั่นย่านรัตนาธิเบศร์ตามเวลานัด นอกจากอยากนั่งฟังเขาเล่าถึงชีวิตอันหนักหนาที่ผ่านมา ผมยังอยากรู้ว่าเบื้องหลังความสำเร็จของเขาประกอบด้วยอะไรบ้าง ในวันที่ไม่มีใครเชื่อมั่นในตัวเขา มีใครบ้างที่อยู่เคียงข้างและหนุนหลัง แล้วผ่านพ้นคืนวันเหล่านั้นมาอย่างไร

แบงค์-เธียรชัย พิสิฐวุฒินันท์ ลูกชายคนเล็กของ เสี่ยฮุย-สุรชาติ พิสิฐวุฒินันท์ แห่งค่ายนครหลวงโปรโมชั่นเดินมารับผมที่ฝั่งตรงข้ามซอยซึ่งเป็นที่ตั้งของค่ายมวยช่วงใกล้หัวค่ำ ตอนนั้นผมยังไม่รู้ว่าชายวัยเพียง 28 ผู้นี้คือผู้อยู่เบื้องหลังคนสำคัญที่ทำให้ศรีสะเกษกลับมาผงาดในวงการมวยอีกครั้ง

ชายหนุ่มเดินนำทางจนมาหยุดอยู่ที่หน้าบ้านหลังหนึ่งขนาดราว 150 ตารางวา มองจากหน้าบ้านแทบไม่มีอะไรบ่งบอกว่าที่แห่งนี้คือสถานที่ผลิตนักชกแชมป์โลก เมื่อก้าวเท้าเข้าไปในบ้านจึงเห็นเวทีมวยอยู่ทางซ้าย ในขณะที่ด้านขวามีกระสอบทรายและเป้าไว้สำหรับซ้อมอยู่จำนวนหนึ่ง

บรรยากาศยามเย็นเงียบสงบเนื่องจากสิ้นสุดเวลาซ้อมของนักมวยในค่าย เมื่อเดินเข้าไปถึงตัวบ้านหมาพันธุ์ไซบีเรียนฮัสกี้ตัวหนึ่งก็วิ่งออกมาต้อนรับ

ออสการ์” แบงค์เรียกชื่อมัน ก่อนเฉลยว่าออสการ์ที่ว่ามาจากชื่อของยอดนักชกอย่าง Oscar De La Hoya (ออสการ์ เดอ ลา โฮย่า) ผมนึกในใจว่าโชคดีที่มันไม่ดุเหมือนนักชกซึ่งเป็นที่มาของชื่อ

ระหว่างที่ศรีสะเกษกำลังเดินทางมาค่าย ผมกับแบงค์ได้นั่งคุยกันถึงชีวิตที่ผ่านมาของเขา

ผมว่าชีวิตพี่แหลมเริ่มมาจากพื้นเลย แล้วจึงเริ่มดีขึ้น จุดที่เปลี่ยนชีวิตของเขาแต่ละครั้งมันได้มายาก และไม่มีใครเชื่อว่าเขาจะทำได้ เหมือนเขาใช้ทุกโอกาสที่มี แล้วก็พลิกมันให้เปลี่ยนชีวิตได้ทุกครั้ง และทำได้ดีกว่าที่ทุกคนคิด” ชายหนุ่มพูดถึงสิ่งที่เขามองเห็นในตัวนักชกแชมป์โลกตั้งแต่วันที่ยังสะกดคำว่าชัยชนะไม่เป็น

รอไม่นาน นักชกขวัญใจชาวไทยคนใหม่ก็มาถึง เขามาในชุดสีเหลืองคุ้นตา ยกมือสวัสดีทุกคนที่รออยู่ในบ้านด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ไม่มีมาดของคนที่แสงไฟกำลังสาดส่อง

ก่อนที่ผมจะเริ่มถามคำถามแรกกับแหลม ผมนึกถึงอีกประโยคที่แบงค์บอกผมระหว่างนั่งคุยกัน เป็นคำตอบของคำถามที่ว่า อะไรทำให้แหลมคว้าโอกาสเปลี่ยนชีวิตที่ผ่านเข้ามาได้แทบทุกครั้ง

“ผมว่าหลักๆ คือเรื่องของใจ ใจเขาสู้มาก ซึ่งใจสู้เกิดจากอะไร ก็ต้องย้อนกลับไปดูประสบการณ์ในชีวิตเขาที่ผ่านมา”

แหลม ศรีสะเกษ, มวย, มวยไทย, แชมป์โลก,

ยกที่ 1

ภาพ Román González (โรมัน กอนซาเลซ) ยอดนักชกชาวนิการากัว โดนหมัดขวาของศรีสะเกษต่อยเข้าเต็มหน้าจนกระเด็นลงไปนอนกองกับพื้นขณะที่การชกผ่านไปเพียง 4 ยก ในจอโทรทัศน์วันนั้นยังติดตาผมจนวันนี้

หากใครรู้ว่าเส้นทางชีวิตของศรีสะเกษเป็นอย่างไร ย่อมรู้สึกคล้ายกันว่ามันคล้ายความฝันมากกว่าความจริง

กันยายนปีที่แล้ว โรมัน กอนซาเลซ เพิ่งคว้าแชมป์รุ่นซูเปอร์ฟลายเวท 115 ปอนด์ ของสภามวยโลก (WBC) ซึ่งเป็นการคว้าแชมป์รุ่นที่ 4 ของเขา ขณะที่นักชกชาวไทยยังไม่รู้ชะตากรรมตัวเองด้วยซ้ำว่าจะมีโอกาสชิงแชมป์เมื่อไหร่

กันยายนปีนี้ ผมนั่งอยู่กับศรีสะเกษ โดยมีเข็มขัดแชมป์โลกวางอยู่ใกล้ๆ

“ผมไม่เคยคิดว่าจะมาเป็นแชมป์โลก ไม่ได้คิดเลย” ชายตรงหน้าพูดด้วยรอยยิ้มจริงใจ

ย้อนกลับไปในวัยเด็ก แหลมเติบโตมาในครอบครัวนักมวย ปู่ อา พ่อ และน้อง 2 คนของเขาเป็นนักมวยทั้งหมด แหลมจึงเลือกเดินบนถนนสายกำปั้นแม้ในทีแรกเขาจะบอกใครต่อใครว่าไม่อยากเป็นนักมวยก็ตาม โดยตอนนั้นเขาใช้ชื่อในวงการมวยไทยว่า ‘ซูเปอร์เล็ก ศิษย์ประเทือง’

“ตอนแรกผมไม่ได้อยากต่อยมวย” แหลมเริ่มย้อนเล่าเมื่อผมชวนคุยถึงจุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมด “ตอนนั้นกลัวเจ็บ ไม่กล้า แต่พอดีมีคนเขามาท้าถึงบ้าน ผมก็เลยต้องต่อย แล้วพอต่อยครั้งแรกชนะน็อกได้ ผมเลยมีกำลังใจ

ช่วงที่ชกมวยผมมีแฟน แล้วตอนนั้นมีคนดูถูกที่บ้านว่า ‘เป็นนักมวยจะทำอะไรกิน จะเลี้ยงดูกันได้เหรอ’ ผมกับแฟนก็คุยกัน เลยตัดสินใจมากรุงเทพฯ ผมจะพิสูจน์ให้คนทางบ้าน ทั้งครอบครัวของแฟนและของผม เห็นว่าเราอยู่กันได้ เราเอาตัวรอดได้ จะทำงานหรือชกมวย อะไรก็ได้”

แหลม ศรีสะเกษ, มวย, มวยไทย, แชมป์โลก,

ยกที่ 2

ชายหนุ่มและคนรักเข้ากรุงเทพฯ ด้วยเงินติดตัว 500 บาท เขาว่าพอจ่ายค่าตั๋วรถไฟเรียบร้อยเหลือเงินแค่ 20 บาท และเมื่อจ่ายค่ารถโดยสารประจำทางไปเซ็นทรัล บางนาเพื่อหาพี่สาวของแฟนสาว เขาก็ไม่เหลือเงินติดตัวสักบาท

ชีวิตช่วงแรกของแหลมในกรุงเทพฯ หาเลี้ยงชีพด้วยการเป็นพนักงานรักษาความปลอดภัยที่เซ็นทรัล บางนา และเดินสายต่อยมวย

“ตอนนั้นผมเดินสายต่อยมวยไทย ไม่ได้มีค่าย ต่อยได้ครั้งละพัน ตอนนั้นต่อยถี่ๆ เลยครับ ต่อย 5 วัน บางทีคืนนึงต่อย 2 – 3 ครั้ง แล้วเราจะมาช้ำเอาวันสุดท้าย มีอยู่วันหนึ่งจำได้ ผมโดนชกจนมีแผลแตก หลังจากแตกเสร็จผมแพ้ ผมก็กลับมาเซ็นทรัล บางนา มาสมัครเป็นคนเก็บขยะ คือตอนที่เป็น รปภ. เราต้องตื่นตี 5 ไปทำงาน 7 โมง เลิก 5 ทุ่ม แต่พอมาเก็บขยะมันดีกว่า ตื่นตี 5 ทำงาน 7 โมง แต่ 5 โมงเย็นก็เลิกงาน

แล้วมีอยู่วันหนึ่ง ผมไปเดินเล่นที่บิ๊กซี บางนา มีหมอดูคนหนึ่งเข้ามาทัก ตอนแรกผมไม่สนใจ เขาเข้ามาดูลายมือโดยไม่เอาเงิน แล้วเขาก็บอกว่าอนาคตเราจะมีชื่อเสียง จะดัง จะรวย ผมก็ไม่เชื่อ

“เราทำงานแบบนี้จะไปดังยังไงวะ จะไปมีชื่อเสียงยังไง”

ว่าถึงตรงนี้ เขา แบงค์ และผม ก็หัวเราะพร้อมกันในสิ่งที่ ณ วันนี้เรารู้คำตอบกันอยู่แล้ว

แหลม ศรีสะเกษ, มวย, มวยไทย, แชมป์โลก,

ยกที่ 3

จุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิตของคนเรามีไม่กี่ครั้ง และใครหลายคนยังคงเฝ้ารอสิ่งนี้

วันหนึ่งจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญเดินทางมาเยือนศรีสะเกษเมื่อพี่ที่รู้จักโทรมาชักชวนเขาในวัย 18 ปีไปต่อยมวยสากลที่ญี่ปุ่น และนั่นเป็นครั้งแรกที่เขาตัดสินใจเปลี่ยนจากการต่อยมวยไทยเป็นมวยสากล

“ชกครั้งแรกฉายแววเลยมั้ย” ผมถาม

“แพ้ครับ ไม่มีสภาพเลย ผมไม่ได้ซ้อมไม่ได้อะไรเลย ผมแค่หวังไปหาตังค์ แล้วก็ไปเที่ยว ตอนนั้นไปชกที่ญี่ปุ่นได้หมื่นหนึ่ง ซึ่งเยอะแล้ว ผมไปญี่ปุ่น 3 ครั้ง แพ้กลับมาทั้งหมด

ครั้งสุดท้ายผมเจ็บตัวมาก ตาปูด เขียว ช้ำไปหมด มันเจ็บมากเลยครับ วันนั้นลงมาจากเวทีแล้วไปสนามบิน ผมสัญญากับตัวเองว่าจะไม่ให้เจ็บหน้า จะไม่ให้ปูดอีกแล้ว ถ้าต่อยอีกผมจะไม่ให้โดนหน้า ไม่ให้โดนคาง จนมาถึงไฟต์ที่ผมได้ต่อยกับ นวพล นครหลวงโปรโมชั่น วันนั้นถ้าผมแพ้ ผมพูดกับตัวเองว่า ผมจะไม่ต่อยแล้ว ตอนนั้นก็คิดว่าถ้าเราไม่ชนะจะต่อยไปทำไม ผมจะกลับไปทำงานเหมือนเดิม แล้วนั่นแหละจุดเปลี่ยน”

วันนั้นเขายันเสมอนวพลได้สำเร็จ และทำให้ค่ายนครหลวงโปรโมชั่นซึ่งเป็นโปรโมเตอร์จัดการแข่งขันเห็นหัวจิตหัวใจนักสู้ของเขา

ตอนนั้นยกท้ายๆ พี่แหลมใจสู้มาก เชิงมวยยังไม่ดีแต่ก็สู้จนเสมอ” แบงค์ซึ่งนั่งอยู่ในวงสนทนาด้วยเล่าถึงความประทับใจแรกพบ “หนึ่งคือ เราเห็นหัวใจ ว่าเขาใจเพชร หลังจากนั้นเลยให้พี่แหลมมาเป็นคู่ลงนวมที่ค่าย แต่ยังไม่ได้เป็นนักมวยของค่าย ซึ่งเขาขยันมาก ซ้อมเองโดยไม่ต้องบอก มุ่งมั่นมาก ค่ายเห็นแล้วว่านักมวยคนนี้ขยัน ใจเพชร หมัดหนัก ก็เลยตัดสินใจเซ็นสัญญา”

เซ็น-ในวันที่ไม่มีใครรู้จัก เซ็น-ในวันที่ศรีสะเกษยังชกแทบไม่ชนะใครสักคน เซ็น-ในวันที่การฝันถึงแชมป์โลกอาจเป็นเรื่องเพ้อฝันในสายตาใครหลายคน

หลังจากเซ็นสัญญา เขาได้รับการฝึกซ้อมอย่างจริงจังแบบที่นักมวยอาชีพควรทำ ได้รับคำแนะนำจากผู้ที่คร่ำหวอดในวงการมวยมาจนทะลุปรุโปร่งอย่างเสี่ยฮุย เจ้าของค่าย และ ‘อาจารย์ป็อป’ ลูกชายคนโตของเสี่ยฮุย ซึ่งเป็นอดีตนักชกทีมชาติเพื่อนซี้เก่าของ สมรักษ์ คำสิงห์ และเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงหลักในการปั้นแชมป์โลกของค่ายมาแล้ว 3 คนก่อนหน้าศรีสะเกษ

พอย้ายมาอยู่ที่นี่อะไรๆ ก็เปลี่ยนไปเยอะ เรารู้หน้าที่มากขึ้น ตอนอยู่ค่ายเก่าเราซ้อมแบบวิ่งบ้างไม่วิ่งบ้าง ต่อยเป้าบ้างไม่ต่อยบ้าง แต่พอเรามาอยู่นี่เสี่ยฮุยคุมเอง มาทุกเช้าทุกเย็น เราก็เริ่มรู้หน้าที่ ก็ซ้อม ซ้อม ซ้อม”

ว่าถึงตรงนี้คุณจะเชื่อไหม ถ้าผมบอกว่าหลังเซ็นสัญญาเป็นนักมวยในค่ายนครหลวงโปรโมชั่น ศรีสะเกษขึ้นชก 17 ไฟต์ เขาชนะรวดทั้งหมด 17 ไฟต์ และคว้าเข็มขัดสภามวยโลกเอเชีย (WBC Asia) มาครองได้

ที่สำคัญ ชัยชนะทั้ง 17 ไฟต์ที่ว่า เขาชนะน็อกทั้งหมด

แหลม ศรีสะเกษ, มวย, มวยไทย, แชมป์โลก, แหลม ศรีสะเกษ, มวย, มวยไทย, แชมป์โลก,

ยกที่ 4

ปี 2013 ศรีสะเกษขยับเข้าใกล้ตำแหน่งแชมป์โลกเมื่อมีชื่อเป็นผู้ท้าชิงตำแหน่งแชมป์รุ่นซูเปอร์ฟลายเวทของสภามวยโลกจาก โยตะ ซาโตะ เจ้าของเข็มขัดในขณะนั้น

แบงค์ ลูกชายเจ้าของค่ายผู้รับหน้าที่เจรจาในการชกแต่ละไฟต์ เล่าว่า ก่อนที่นักชกจากแดนปลาดิบจะยอมมาต่อยป้องกันแชมป์กับศรีสะเกษ เขาต้องบินไปโน้มน้าวใจถึงญี่ปุ่น

“ตอนนั้นซาโตะมีคิวชกที่ญี่ปุ่นพอดี ผมจึงบินไปญี่ปุ่นเพื่อเจรจาให้ซาโตะยอมมาชกมาไทย ผมก็พาพี่แหลมไปดูด้วย แล้วก็นั่งคุยกัน พี่แหลมบอกว่าเขาดีใจมากที่จะได้ชิงแชมป์กับซาโตะ พี่แหลมบอกว่า ‘ผมแค่นั่งหลับตาแล้วนึกถึงว่าชนะ น้ำตามันไหลพรากออกมาเลย’

“เหมือนพี่แหลมเขามุ่งมั่นจริงๆ ว่าเขาได้มาถึงตรงนี้แล้ว เขาดีใจมาก อันนี้คือชีวิตที่เขาอยากได้จริงๆ เขามุ่งมั่นขนาดที่นั่งอยู่แล้วนึกภาพถึงวันที่จะเป็นแชมป์ ซึ่งไม่ใช่ทุกคนนะที่จะคิดแบบนี้”

ผมนั่งฟังชายหนุ่มเล่าโดยที่แหลมซึ่งนั่งอยู่ด้วยถึงกับประหลาดใจที่มีคนจำเรื่องราวนั้นได้ ก่อนที่เขาจะเล่าเสริม

“ตอนที่ยังไม่ได้ต่อยกับซาโตะ มีอยู่คืนหนึ่งผมนอนคิดว่า ถ้าเราได้เป็นแชมป์โลกจะเป็นยังไง แล้วน้ำตามันไหลออกมาเองเลย มันตื้นตันใจ ตอนนั้นยังไม่ได้ต่อยเลยนะ เราแค่คิดเฉยๆ ว่าเราได้เป็นแชมป์โลกแล้วมันดีใจ น้ำตามันไหลออกมาเลย มันร้องไห้เอง คืออย่างน้อยเราก็มีความหวัง ถ้าได้แชมป์ชีวิตจะเปลี่ยน

“แล้วพอขึ้นเวทีจริงมันยิ่งทำให้เราเข้มแข็งขึ้น ยิ่งทำให้เรามั่นใจขึ้น”

แหลม ศรีสะเกษ, มวย, มวยไทย, แชมป์โลก, แหลม ศรีสะเกษ, มวย, มวยไทย, แชมป์โลก,

ยกที่ 5

ก่อนที่ศรีสะเกษจะขึ้นชกกับเจ้าของเข็มขัดจากแดนอาทิตย์อุทัย แทบไม่มีใครเชื่อว่าเขาจะสามารถแย่งแชมป์มาครองได้

“ตอนนั้นแทบไม่มีใครคิดว่าพี่แหลมจะชนะยกเว้นที่ค่าย” แบงค์ย้อนเล่า“ทั้งแฟนมวยทั้งสื่อคิดว่าซาโตะกินหมูแล้ว เพราะว่าตอนนั้นซาโตะเก่งมาก ชนะสุริยัน นครหลวงโปรโมชั่น เจ้าของแชมป์คนก่อน และชนะนักมวยดีๆ หลายคนแบบขาดลอย แล้วตอนนั้นพี่แหลมยังไม่เคยเจอนักมวยที่อยู่ในอันดับโลกเลย”

ซึ่งการชกกับซาโตะครั้งนั้นทางค่ายได้วางแผนการบางอย่างก่อนขึ้นชกอย่างแยบยลชนิดที่นักชกชาวญี่ปุ่นและทีมงานเองก็คาดไม่ถึง

แบงค์บอกว่าความสามารถพิเศษอย่างหนึ่งของ ศรีสะเกษ ที่หลายคนอาจยังไม่รู้คือเขาสามารถต่อยได้ 2 การ์ด

“สิ่งนี้โคตรพิเศษเลย พิเศษสุดๆ คือจริงๆ มันก็มีนักมวยที่หมัดหนักทั้งสองข้าง แต่ปกติถ้าคนถนัดมือขวา ตั้งแต่เริ่มซ้อมมวยเขาจะฝึกโดยเอาหมัดขวาอยู่ข้างหลัง หมัดซ้ายอยู่ข้างหน้า หรือถ้าถนัดซ้ายก็เอาหมัดซ้ายอยู่ข้างหลัง ซึ่งเวลาฝึกมันก็จะเป็นอย่างนั้นไปตลอดทั้งชีวิตการชกมวย 99 เปอร์เซ็นต์ของนักมวยเป็นแบบนี้ แล้วจริงๆ พี่แหลมเขาเป็นคนถนัดซ้าย แต่ตอนเริ่มชกมวยสากลใหม่ๆ ครูมวยสากลฝึกให้เขาตั้งการ์ดเหมือนมวยถนัดขวา

“ผมเพิ่งอ่านหนังสือพิมพ์เมื่อเช้า เขาไปสัมภาษณ์คนสอนมวยพี่แหลมมา เขาบอกว่าตอนแรกนั้นพี่แหลมเป็นนักมวยที่เขาจะส่งไปต่อยเพื่อจะสร้างอันดับให้นักมวยที่ญี่ปุ่น ซึ่งนักมวยที่นั่นส่วนใหญ่จะไม่ค่อยชอบต่อยกับมวยซ้าย เพราะฉะนั้นถ้าเป็นมวยซ้ายเขาก็จะไม่เรียกให้ไปต่อย เขาก็เลยฝึกพี่แหลมเป็นนักมวยขวา เพราะฉะนั้นเขาจึงต่อยเป็นมวยการ์ดขวามาตลอด อยู่ค่ายนครหลวงโปรโมชั่นเริ่มแรกเขาก็ต่อยการ์ดขวาตลอด 17 ไฟต์ที่ชนะ”

ซึ่งแน่นอนว่าทีมงานของโยตะ ซาโตะ ซึ่งเตรียมตัวขึ้นชกป้องกันแชมป์กับศรีสะเกษย่อมทำการบ้านมาอย่างดี และเข้าใจว่านักชกชาวไทยถนัดขวาจากการไล่ดูเทปการชกทุกครั้งที่ผ่านมา

ก่อนจะต่อยกับซาโตะเรารู้แล้วว่าพี่แหลมต่อยซ้ายได้ โค้ชก็รู้อยู่แล้วว่าถนัดซ้าย ก็เลยฝึกให้ต่อยทั้งซ้ายทั้งขวา แล้วก็ตั้งใจเลยว่าทุกครั้งที่ต่อยออกทีวีห้ามใช้การ์ดซ้ายเลย ทุกครั้งที่ถ่ายรูปออกหนังสือพิมพ์ ออกข่าว ก็จะซ้อมการ์ดขวาโชว์อย่างเดียว เพื่อไม่ให้ซาโตะรู้ว่าเราต่อยการ์ดซ้ายได้ ครั้งแรกที่พี่แหลมต่อยการ์ดซ้ายคือวันชิงแชมป์โลกครั้งแรกกับซาโตะ

ซาโตะรู้ตอนยกที่ 1 ของไฟต์นั้น ระฆังดังเป๊ง การ์ดซ้ายออก ซาโตะงง แล้วทำอะไรไม่ถูกเลย ก่อนชกไม่มีใครคิดว่าจะชนะ แต่พอต่อยจริงพี่แหลมชนะแบบขาดลอย ชนะแบบต่อยกระจุยอยู่ข้างเดียว เขาใช้โอกาสนั้นพลิกชีวิตได้”

แหลม ศรีสะเกษ, มวย, มวยไทย, แชมป์โลก,

ยกที่ 6

เราคุยกันจนถึงช่วงหัวค่ำ ดวงอาทิตย์ลาลับท้องฟ้าไปแล้ว มีเพียงแสงไฟนีออนให้แสงสว่าง

น่าเสียดายที่แชมป์ครั้งแรกของเขาอายุสั้นเกินกว่าที่ควรจะเป็น เมื่อป้องกันแชมป์ได้เพียงหนึ่งครั้ง ก่อนจะมาเสียแชมป์ให้ Carlos Cuadras (คาร์ลอส คูเอดราส) นักชกชาวเม็กซิโก ด้วยความกังขา

วันนั้นนักมวยจากแดนจังโก้เกิดแผลแตกจากจังหวะหัวชนกันแล้วศรีสะเกษโดนตัดคะแนน ก่อนกรรมการจะยุติการชกในยกที่ 8 แล้วรวมคะแนนให้คูเอดราสเป็นผู้ชนะไปในไฟต์นั้น

และหากใครได้ชมการถ่ายทอดสดจะเห็นว่าเขาร้องไห้บนเวที

“มันไม่น่าแพ้เลยวันนั้น ไม่น่าแพ้ เขาแตกนิดเดียว น่าจะเปิดโอกาสให้เราหน่อย เราก็ต่อยได้ ไม่ใช่เราต่อยไม่ได้ มันจะน็อกอยู่แล้ว ทำไมต้องจับเราแพ้” ศรีสะเกษโอดครวญถึงผลการแข่งขันในวันนั้น น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนไปอย่างสังเกตได้ชัด

ความพ่ายแพ้ทำให้ความว่างเปล่ามาเยือนชีวิตของศรีสะเกษ เพราะไม่รู้ว่าจะมีโอกาสเข้าใกล้แชมป์โลกอีกครั้งเมื่อไหร่ เป็นเวลาเกือบ 3 ปีที่เขาไม่มีโอกาสชิงแชมป์อีกเลย 

“ตอนนั้นจะออกจากค่าย ซึ่งยังไม่รู้ว่าจะออกไปทำอะไร แต่คิดไว้เฉยๆ คือมันรอนานมากนะครับ ไม่ได้ชิงหลายที คูเอดราสเขาป้องกันแชมป์ไปแล้วหลายไฟต์ ผมก็ยังไม่ได้ชิงกับเขาสักที เลื่อนไปตลอด เหมือนเขาจะหนีตลอด ผมก็เลยท้อ”

“อะไรทำให้ยังอยู่ต่อ สู้ต่อ” ผมถาม

“แฟน เหมือนเดิม คนนี้เป็นกำลังใจที่ยิ่งใหญ่มาก เขาคอยให้กำลังใจมาตลอด เขามั่นใจว่าผมทำได้ เขาเคยดูผมต่อยมวยไทย ตอนนั้นผมโดนฟันศอกจนฟันหัก เขายังถามว่าผมทนได้ยังไง เขาเลยเชื่อมั่นในตัวผม

“ผมจะไปหลายทีแล้ว เขาก็บอกให้สู้ตลอด ผมเลยกลับมาต่อยมวยเหมือนเดิม”

แหลม ศรีสะเกษ, มวย, มวยไทย, แชมป์โลก,

ยกที่ 7

“ตอนนั้นเฮิร์ตกันทุกคน เฮิร์ตมาก” แบงค์เล่าถึงบรรยากาศในค่ายตอนที่เพิ่งสูญเสียแชมป์ “ณ วันนั้นก็ยังงง เพราะมันคาดเดายาก ถามว่ารู้มั้ยว่าจะกลับมาเป็นแชมป์ยาก ผมรู้ ยากแน่นอน แต่ถามว่าจะต้องรอนานขนาดไหน ผมไม่รู้ เพราะว่าพี่แหลมเสียแชมป์โลกตอนไฟต์บังคับ ซึ่งไม่มีสัญญาแก้มือ

“หลังจากนั้นผมก็นั่งดูเทป ดูพี่แหลมเทียบกับยอดมวยคนอื่นที่ดังๆ ดูนักมวยในประวัติศาสตร์ที่เลิกไปแล้ว คือมันเห็นว่าเขามีพรสวรรค์ดั้งเดิมอยู่แล้ว เขามีหมัดที่หนักมากกว่านักมวยในรุ่นเยอะมาก ถ้าฝรั่งเขาจะเรียกว่ามี One-punch knockout ซึ่งไม่ใช่นักมวยทุกคนที่จะมี และยังต่อยได้สองการ์ด

“ผมดูเสร็จก็บอกพี่ชายว่า ถ้าเราทำให้ศรีสะเกษดังไม่ได้ ผมถือว่าเราทำหน้าที่ของเราได้ไม่ดีพอ”

ช่วงระหว่างรอโอกาสมาเยือนอีกครั้ง ศรีสะเกษขึ้นชกอุ่นเครื่องเพื่อสะสมสถิติเรื่อยมา เป็นเวลาเกือบ 3 ปีที่เขาห่างเหินจากการชิงแชมป์โลก และไม่รู้ว่าจะได้โอกาสอีกครั้งเมื่อไหร่ ยิ่งแชมป์โลกรุ่นซูเปอร์ฟลายเวทเปลี่ยนมือจากคูเอดราสไปอยู่กับโรมัน กอนซาเลซ ซูเปอร์สตาร์ชาวนิการากัวเจ้าของแชมป์ 4 รุ่นผู้ไม่เคยแพ้ใคร ยิ่งเป็นเรื่องยากขึ้นหลายเท่าชนิดที่คนไม่ดูมวยอาจจินตนาการไม่ออกว่ายากยังไง

“ทำไมคุณถึงบอกว่าการขอชิงแชมป์กับโรมัน กอนซาเลซ จึงเป็นเรื่องยากมาก จนไม่มีใครเชื่อว่าศรีสะเกษจะได้ไปชิงแชมป์” ผมถามแบงค์ผู้อยู่เบื้องหลังไฟต์สำคัญ

“โรมันเป็นซูเปอร์สตาร์ระดับโลก เวลาชกถ่ายทอดสดโดย HBO ขายตั๋วเข้าชมที่อเมริกา ทุกครั้งที่จัดแข่งเขาต้องได้กำไร โรมันต่อยกับใครคนที่อเมริกาคนต้องรู้จัก เพราะไม่อย่างนั้นคนที่นั่นเขาก็ไม่เข้าสนามมาดูหรอก แล้วถ่ายทอดสดที่นั่นเป็นแบบ Pay-Per-View ต่อให้เราเก่งแค่ไหนคนก็ไม่จ่ายเงินหรอกเพราะไม่รู้จัก แล้วนักมวยคนหนึ่ง ถ้าอยู่ในระดับโรมัน ต่อยอย่างมากปีละ 2 – 3 ครั้ง

“คำถามคือแล้วทำไมเขาต้องมาชกกับเรา โดยที่เราไม่มีชื่อเสียงอยู่ที่อเมริกา”

ยกที่ 8

แต่แล้วก็คล้ายโชคชะตากำหนดไว้ เมื่อแบงค์ซึ่งขณะนั้นเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด สหรัฐอเมริกา พบว่าวิทยากรคนหนึ่งที่ได้รับเชิญมาพูดในคลาสเรียนวิชา Sport Management คือ Peter Nelson (ปีเตอร์ เนลสัน) ผู้นั่งตำแหน่ง Executive Vice President ของ HBO Sport

“HBO เป็นต้นสังกัดของโรมันอยู่แล้ว ผมก็เลยไปหาอาจารย์ ไปขอร้องอาจารย์ เล่าให้เขาฟังว่าที่บ้านมีค่ายมวย อยากเจอคนนี้มากเลย อาจารย์ช่วยนัดกินกาแฟให้หน่อยได้มั้ย ไปตื๊อจนอาจารย์เขาโอเคนัดให้ วันที่เขามาผมยังมีรูปอยู่เลย เราก็พรีเซนต์พี่แหลม บอกเขาว่าผมมีนักมวยคนหนึ่งที่เป็นของที่บ้านเลย ดุดันมาก อึดมาก เก่งมาก ทำคลิปไปให้เขาดู เขาบอกเคยได้ยินชื่อแล้วแต่ไม่เคยเห็นต่อย ผมก็บอกว่าด้วยสไตล์โรมันกับพี่แหลมเดินหน้าเข้าหากันแน่นอน

“ณ วันนั้น ผมก็ไม่ได้ไปบอกหรอกว่าเราจะชนะ เพราะไม่มีใครเชื่ออยู่แล้ว ใครจะไปชนะโรมัน ผมแค่บอกว่าอยากให้ดูเทป ยังไงถ้าสองคนนี้ชกกันสนุกแน่นอน ทุกคนก็รู้ว่าโรมันจะชนะอยู่แล้ว แต่ถ้าคุณจัดให้แฟนมวยคุณดูเขาชอบแน่นอน จากวันนั้นก็ตื๊อเขาปีหนึ่ง ทั้งส่งอีเมลและขอคุย ระหว่างนั้นก็บินไปเม็กซิโก ซิตี้ และ ไมอามี่ เพื่อขอให้ทาง WBC ช่วยสนับสนุนให้อีกทาง”

แล้วในที่สุดการรอคอยเกือบ 3 ปี ก็สิ้นสุดลง

วันที่ 19 มีนาคม 2017 ศรีสะเกษได้ขึ้นสังเวียนชกกับโรมัน ซึ่งนับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่นักมวยไทยได้มีโอกาสไปชิงแชมป์ที่ Madison Square Garden ในนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นคล้ายเมกกะของวงการมวยอันเก่าแก่และแสนเข้มขลัง

และครั้งนั้น HBO ก็ถ่ายทอดสดไปทั่วโลก

แหลม ศรีสะเกษ, มวย, มวยไทย, แชมป์โลก,

ยกที่ 9

“ผมไม่คิดเลยว่าจะได้ต่อยกับโรมัน เขาเป็นมวยที่เก่งมากนะครับ เขาเก่งจริงๆ” ศรีสะเกษเล่าความรู้สึกเมื่อรู้ว่าจะได้ชิงแชมป์ที่พรากไปคืนมา

นี่เป็นอีกอุปนิสัยหนึ่งของเขาที่ผมสังเกตเห็นจากการพูดคุย คือเขาให้เกียรติคู่ต่อสู้ทุกคน ไม่ว่าจะคนคนนั้นจะเป็นใคร

“ตอนนั้นผมเริ่มซ้อมหนัก ก็ทำหน้าที่ของผม ซ้อม ซ้อม ซ้อมไปเรื่อยๆ ตอนนั้นผมมีเวลาซ้อมแค่ 2 เดือน ไม่คิดเลยว่าจะชนะ ไม่คิดเลย คิดแค่ได้ชิงก็โอเคแล้ว ตอนนั้นผมก็เลยไปด้วยความรู้สึกไม่เกร็ง”

แน่นอน ไม่ใช่แค่แหลมที่ไม่คิดว่าจะชนะ ผู้คนในวงการมวย สื่อมวลชน นักวิจารณ์ แฟนมวย ก็ไม่มีใครคิด

แบงค์ที่นั่งฟังอยู่บอกว่า “ตอนเจอโรมันไม่มีใครบอกว่าพี่แหลมจะชนะเลย ยิ่งสื่อฝรั่งนี่ยิ่งหนักเลย ฝรั่งเขาบอก ใครไม่รู้มาต่อย”

รู้สึกยังไงเวลาได้ยินคนดูถูก โกรธบ้างมั้ย” ผมหันไปถามศรีสะเกษ

ไม่โกรธ ผมเอาคำคนดูถูกเก็บไว้ แล้วขึ้นไปข้างบนเวทีดีกว่า ทำให้คนเห็นว่าเราทำได้”

“แล้วคืนก่อนชกกับโรมันนอนหลับมั้ย”

“หลับสบายครับ ไม่กังวล ไม่มีเกร็ง ขึ้นเวทีไปผมไม่มีความรู้สึกกลัวเลย แปลกเหมือนกัน”

แหลม ศรีสะเกษ, มวย, มวยไทย, แชมป์โลก,

ยกที่ 10

หลับตา สูดหายใจลึกๆ เรากำลังจะเดินขึ้นไปเวทีด้วยกัน มันเป็นเวทีใหม่ ที่เราไม่เคยมา แต่จริงๆ แล้วมันเป็นเวทีที่เหมือนบ้านของเรานี่แหละ เราจะมาอีกหลายๆ รอบ แค่คราวนี้เรามาครั้งแรก เขาจะโห่หรือตะโกนก็เหมือนเขาเชียร์เรา เราจะเดินขึ้นไปบนเวทีกัน เราจะสู้ แล้วเราก็จะเดินลงมาพร้อมกับเข็มขัดและตำแหน่งแชมป์โลกกลับเมืองไทย ที่เมืองไทยจะมีคนมารอรับเยอะมาก เราจะสร้างประวัติศาสตร์ด้วยกัน

ในห้องแต่งตัวนักกีฬาที่ Madison Square Garden แบงค์พูดปลุกใจศรีสะเกษและทีมงานก่อนเดินออกสู่สังเวียน

เสียงโห่ดังสนั่นหวั่นไหวหวังให้ผู้มาเยือนใจเสีย

โห่มาเหอะ ไม่สนใจ มันยิ่งทำให้เรามีลูกฮึดสู้ต่อ-แหลมว่าอย่างนั้น

“ผมเดินออกจากทางเดินจากห้องแต่งตัวมองไปแฟนมวยเยอะมาก รู้สึกตื่นเต้นนิดหน่อย แต่ไม่กลัว แล้วพอขึ้นเวทีไป ตอนที่เราต่อยโรมันลงไปโดนนับได้ในยกแรก เราก็คิดว่า เฮ้ย เราต่อยได้ด้วยว่ะ ต่อยโดนด้วย มันเลยทำให้เรามั่นใจขึ้น วันนั้นต่อยแบบคล่องเลย” นักชกแชมป์โลกย้อนเล่าด้วยรอยยิ้ม

วันนั้นศรีสะเกษลบล้างทุกคำดูถูกด้วยผลงานบนเวที ไล่บดนักชกซูเปอร์สตาร์ชาวนิการากัวจนลงไปกองกับพื้นในยกที่ 1 และเมื่อสิ้นเสียงระฆังในยกที่ 12 นักชกชาวไทยก็ เดินลงมาพร้อมกับเข็มขัดและตำแหน่งแชมป์โลกกลับเมืองไทย อย่างในถ้อยคำปลุกใจจริงๆ

“ปาฏิหาริย์” แบงค์ว่าอย่างนั้นเมื่อผมชวนย้อนมองเหตุการณ์เมื่อเดือนมีนาคม “คือ ณ เวลาก่อนจะก้าวขึ้นไปบนเวที เราเชื่อแหละว่าพี่แหลมสู้ได้ ยังไงก็สู้ได้ เพราะซ้อมมา เรารู้แล้ว เราแก้มวยมา แต่พอชนะแล้วความรู้สึกมันย้อนมาหมดเลย มันไม่ใช่ย้อนกลับไปแค่ก้าวแรกที่ขึ้นเวที แต่มันกลับมาตั้งแต่ก่อนมาชก มีคนพูดเรื่อยๆ ทั้งที่มาคุยต่อหน้าหรือในอินเทอร์เน็ตว่า เฮ้ย ศรีสะเกษต่อยกับโรมัน อย่าไปฝัน มันไม่มีทาง เป็นไปไม่ได้

“สเต็ปแรกคือ อย่าไปคิดว่าจะได้ต่อยกับเขา สเต็ปที่สองคือ พอได้ต่อยแล้วก็อย่าไปคิดว่าจะชนะ จะเอาอะไรไปสู้ ต่อยแบบไทยๆ คุยกับทุกคนไม่มีใครเชื่อเลยว่าจะทำได้ ทีนี้พอชนะปุ๊บมันก็เป็นเหมือนปาฏิหาริย์ เพราะว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมันย้อนกลับไปวันที่คนบอกเราว่าอย่าไปคิดเลยว่าจะได้ต่อย พวกเราทีมงานร้องไห้กันทุกคน หน้าตาเละเทะ”

ผมหันไปมองเข็มขัดแชมป์โลกที่วางอยู่ไม่ไกลจากวงสนทนา ก็พอรู้ว่ามันหนัก-กว่าจะได้มา

ตอนได้เข็มขัดเห่อมั้ย” ผมหยอกล้อเจ้าของ

“จูบเลย ก็ดูมันบ่อยๆ โห นี่เหรอ เข็มขัดแชมป์โลก”

แหลม ศรีสะเกษ, มวย, มวยไทย, แชมป์โลก,

ยกที่ 11

ครั้งแรกโรมันยังคาใจที่แพ้ด้วยคะแนนไม่เป็นเอกฉันท์ ไฟต์ที่ 2 ระหว่างทั้งคู่จึงเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว แตกต่างกันตรงที่ครั้งนี้ศรีสะเกษขึ้นเวทีในฐานะเจ้าของเข็มขัด

“ทำไมถึงเคยให้สัมภาษณ์ว่าขึ้นเวทีไปตัวเองก็ไม่ใช่แชมป์แล้ว” ผมถามในสิ่งที่สงสัย

“แล้วมันจริงมั้ยครับ เราคิดว่าเราไม่ใช่แชมป์ เราขึ้นไปบนเวทีเราไม่ใช่แชมป์ เพราะว่าเข็มขัดอยู่กับกรรมการ เราก็เป็นผู้ท้าชิงเหมือนกัน” ศรีสะเกษอธิบายให้เห็นภาพ

ทัศนคติของแชมป์ชาวไทยส่งผลมายังการใช้ชีวิตและการซ้อม อย่างที่คนรอบตัวพูดตรงกันว่า “แหลมใช้ชีวิตเหมือนผู้ท้าชิง”

การป้องกันแชมป์ครั้งนี้ศรีสะเกษแข็งแกร่งกว่าตอนชิงแชมป์คร้ังแรกเสียอีกเนื่องจากมีเวลาเตรียมตัวมากกว่าเดิม จากครั้งก่อนที่มีเวลาซ้อมเพียง 2 เดือน ครั้งนี้เขามีเวลาซ้อมถึง 4 เดือน จากที่ปกติลงนวมซ้อมกับคู่ชก 80 – 90 ยก ครั้งนี้เขาลงนวมไป 277 ยก ยังไม่นับตารางซ้อมอันแสนเข้มข้นในแต่ละวันที่เพิ่มจากตารางปกติ ทำให้สภาพร่างกายเขาแข็งแกร่งพร้อมป้องกันแชมป์

ครั้งนี้ผมมั่นใจมากเลย” นักชกวัย 30 พูดถึงความรู้สึกตอนเดินทางไปสหรัฐอเมริกาเป็นครั้งที่ 2 “ครั้งนี้ต่างกับครั้งที่แล้วมาก ก่อนจะขึ้นชกผมนอนคิดทั้งคืนเลยว่าจะน็อกลูกไหนดีนะ แต่ผมไม่คิดว่าจะน็อกเร็ว ผมคิดแค่ประมาณยก 6 ยก 7”

เมื่อเดินออกมาจากห้องแต่งตัวที่ StubHub Center ลอสแอนเจลิส เสียงโห่ดังสนั่นเช่นเคย เสียงกองเชียร์ไทยราว 20 คนไม่อาจทำอะไรเสียงโห่เหล่านั้นได้ เช่นเดียวกับที่เสียงโห่ไม่อาจทำอะไรนักชกอย่างศรีสะเกษได้

“ผมได้ยินครับ มีคนตะโกนด่าด้วย ผมก็ส่งจูบ ยิ้มใส่ ไม่สนใจ เขาจะด่าผมก็ไม่สนใจ ขึ้นเวทีไปเขาก็ยังโห่ ผมคิดแค่เรื่องการชก มันยิ่งทำให้มั่นใจขึ้นด้วย” ศรีสะเกษเล่าถึงช่วงเวลาก่อนขึ้นเวที

แล้วเพียงยกที่ 4 ทุกอย่างก็สิ้นสุด ไม่ว่าจะเป็นเสียงโห่หรือการชกบนเวที เมื่อแชมป์โลกชาวไทยต่อยหมัดขวาเข้าเต็มหน้าโรมันลงไปนอนกองอยู่ที่พื้นเวทีจนกรรมการต้องยุติการชก

“ตอนที่กรรมการชูมือคุณคิดอะไรอยู่” ผมหันไปถามเจ้าของเข็มขัด

“คิดว่าผมทำให้คนไทยเห็นว่าคนไทยตัวเล็กๆ ก็ทำให้คนไทยมีความสุขได้” แหลมตอบสั้นๆ ได้ทั้งใจและความ

ภาพ โรมัน กอนซาเลซ ยอดนักชกชาวนิการากัว โดนหมัดขวาของศรีสะเกษต่อยเข้าเต็มหน้าจนกระเด็นลงไปนอนกองกับพื้นขณะที่การชกผ่านไปเพียง 4 ยก ในจอโทรทัศน์วันนั้นยังติดตาผมจนวันนี้

หากใครรู้ว่าเส้นทางชีวิตของศรีสะเกษเป็นอย่างไร ย่อมรู้สึกคล้ายกันว่ามันคล้ายความฝันมากกว่าความจริง

แหลม ศรีสะเกษ, มวย, มวยไทย, แชมป์โลก,

ยกที่ 12

แหลมไม่ใช่ชื่อเล่นที่แท้จริงของศรีสะเกษ

ชื่อ-นามสกุลที่แท้จริงของเขาคือ วิศักดิ์ศิลป์ วังเอก ส่วนชื่อเล่นจริงๆ ของเขาคือ ตั้ม แต่ที่ทุกวันนี้ใครต่อใครเรียกเขาว่า แหลม มาจากโครงหน้าของเขา

ผมเพิ่งเข้าใจที่มาของชื่อที่เพื่อนๆ ตั้งให้เมื่อสังเกตเห็นจากรูปของเขาที่ติดอยู่ที่เข็มขัดแชมป์โลก

“เอารูปหน้าตาดีๆ หน่อยก็ไม่ได้ เอารูปเราลดน้ำหนักมาติด ดูสิ” แชมป์โลกชาวไทยแซวตัวเองก่อนหัวเราะเสียงดัง

วันที่เราคุยกัน แหลมเพิ่งมีอินสตาแกรมเป็นของตัวเอง โดยแบงค์เป็นคนสมัครให้ และเพียงวันเดียวก็มีแฟนมวยจากทั่วโลกมากดฟอลโลว์ ไม่ว่าจะเป็นจากคาซัคสถาน อาร์เจนตินา เม็กซิโก ญี่ปุ่น ฯลฯ

ล่าสุดเขาได้รับการจัดอันดับจากเว็บไซต์มวยระดับโลกอย่าง BoxRec ให้เป็นนักมวยที่เก่งที่สุดอันดับ 5 ของโลกเมื่อเทียบกันปอนด์ต่อปอนด์

ผมนึกถึงประโยคที่แบงค์พูดตั้งแต่ตอนที่เราพบกันว่า “ใจเขาสู้มาก ซึ่งใจสู้เกิดจากอะไร ก็ต้องย้อนกลับไปดูประสบการณ์ในชีวิตเขาที่ผ่านมา”

ก่อนออกจากค่ายมาผมพอได้คำตอบแล้วว่าอะไรพาเขามายืนอยู่จุดนี้

“ทุกวันนี้ คุณกับคนรักเคยย้อนมองไปในวันที่มีคนสงสัยว่า ‘เป็นนักมวยจะทำอะไรกิน จะเลี้ยงดูกันได้เหรอ’ บ้างไหม” ผมถามคำถามท้ายๆ ก่อนปล่อยให้เขาพักผ่อน

ไม่มีครับ ไม่นึกเลย ผมไม่ใส่ใจ แล้วทุกวันนี้เขาคงไม่พูดแล้ว เขาก็น่าจะรู้แล้วล่ะ ว่าอยู่กันได้”

“ถ้าให้ย้อนมอง คุณคิดว่าความยากลำบากที่ผ่านมามันมีข้อดีบ้างมั้ย”

“มันก็ทำให้เราฮึดสู้มาตลอดไง แต่ก่อนมันเหนื่อยมากๆ เงินเราก็ไม่มี กว่าจะได้มาถึงทุกวันนี้เราผ่านอุปสรรคมามากมายจริงๆ เราลำบากมาก่อน

ผมอยู่กับแฟนมา 14 ปี เขาให้กำลังใจเรามาตลอดตอนที่ผมจะไม่สู้ จะเลิกต่อยมวย เพราะบางทีมันก็ท้อ แต่เขาก็บอกให้ผมสู้ต่อไป เขาพูดมาตลอดว่า ‘สักวันหนึ่งจะเป็นวันของเรา’ แล้วมันก็เป็นวันของเราจริงๆ ด้วย”

ฟังศรีสะเกษเล่าถึงตรงนี้แล้วผมนึกถึงตอนที่เขาเดินทางกลับมาถึงสนามบินสุวรรณภูมิหลังป้องกันตำแหน่งแชมป์ แล้วคุกเข่าขอคนรักที่ชื่อ ‘เก๋’ แต่งงาน

อย่างที่คนรักเขาว่า สักวันหนึ่งจะเป็นวันของเรา

และมันงดงามตรงที่คำว่า ‘เรา’ ในประโยคนั้น หมายถึงคนสองคน

Writer

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load