‘โรงแรมดุสิตธานีที่อาจจะถูกทุบ, ตึกศรีเฟื่องฟุ้งมี facade เหมือนหนามทุเรียน, ตรงบีทีเอสศาลาแดงมีตึกที่สวยแต่ไฟไหม้ไปแล้ว, ธนาคารกรุงเทพรูปร่างเหมือนคอมพิวเตอร์, ในซอยคอนแวนต์มีตึกแถวสวยๆ อีก 2 – 3 ตึก’

ข้างต้นคือข้อความที่ เบียร์-วีระพล สิงห์น้อย ส่งมาในกล่องข้อความเมื่อผมถามว่าในย่านที่เรานัดพบกันมีอาคารใดน่าสนใจ

ผมรู้จักช่างภาพสถาปัตยกรรมผู้นี้ครั้งแรกจากเพจที่รวบรวมภาพถ่ายสถาปัตยกรรมเก่าๆ ชื่อ Foto_momo ซึ่งเขาเป็นผู้ก่อตั้ง

ภาพอาคารที่เขาถ่ายส่วนใหญ่เป็นสถาปัตยกรรมโมเดิร์นหลากหลายประเภท ไล่ตั้งแต่อาคารสำนักงาน ธนาคาร โรงภาพยนตร์ โรงแรม และอื่นๆ อีกมากมาย โดยแทบทุกภาพที่เขาถ่ายล้วนมีรายละเอียดกำกับ ทั้งที่ตั้งอาคาร ปีที่สร้าง หรือชื่อสถาปนิกผู้ออกแบบ

เรานัดพบกันใกล้โรงแรมที่เสี่ยงต่อการถูกทุบที่เขาบอกมาในกล่องข้อความ เพื่อพูดคุยกันเรื่องอาคารเก่าที่เขาหลงใหล จากบทสนทนาทำให้ผมรู้ว่าแม้ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาจะมีกระแสที่คนเริ่มหันมาสนใจสถาปัตยกรรมยุคเก่ากันมากขึ้น แต่อาคารเก่าๆ ก็ยังเสี่ยงต่อการถูกทุบทำลายอยู่ดี

บางอาคารที่หายไปทำเอาหัวใจผู้คนที่เกี่ยวข้องเจ็บปวดคล้ายถูกทุบไปด้วย ขณะที่บางอาคารก็ตายไปอย่างเงียบเชียบคล้ายไม่เคยมีอยู่

“ความผูกพันเป็นตัวที่ทำให้คนออกมาเรียกร้อง ถ้าเป็นอาคารที่ไม่ได้ผูกพันกับคน มันจะถูกทุบหายไปในกาลเวลาอย่างเงียบๆ” ผู้ถ่ายภาพสถาปัตยกรรมจนนับจำนวนภาพไม่ถ้วนบอกผม

ซึ่งนั่นเป็นเหตุผลหนึ่งที่เขาพยายามตระเวนถ่ายภาพสถาปัตยกรรมเก่าๆ ให้ได้มากที่สุด-ให้เร็วที่สุด ไว้เพื่อเป็นภาพที่ระลึก

ทั้งไว้ระลึกว่าอาคารเหล่านี้มีความสำคัญ รวมถึงไว้ระลึกในวันพวกมันหายไป

และบรรทัดถัดจากนี้คือบทสนทนาที่ระลึกถึงอาคารเก่าเหล่านั้น

ระลึกถึงอาคารเก่าเปี่ยมเสน่ห์กับ วีระพล สิงห์น้อย เจ้าของเพจ Foto_momo ระลึกถึงอาคารเก่าเปี่ยมเสน่ห์กับ วีระพล สิงห์น้อย เจ้าของเพจ Foto_momo

ระลึกถึงอาคารเก่าเปี่ยมเสน่ห์กับ วีระพล สิงห์น้อย เจ้าของเพจ Foto_momo

คุณสนใจการถ่ายภาพตั้งแต่ตอนไหน

ตั้งแต่ตอนเรียนแล้ว แต่ตอนนั้นเรายังไม่ได้ถูกจำกัดว่าต้องถ่ายสถาปัตย์ เวลาเรียนเราก็มีไปเปิดหนังสือดู ก็จะเห็นรูปอาคารสวยๆ ของต่างประเทศ เราก็สงสัยว่า เฮ้ย ทำไมสวยจัง เราอยากถ่ายให้ได้อย่างนี้ แต่ตอนนั้นยังไม่มีความรู้อะไร แค่รู้สึกว่าแล้วทำไมสถาปัตย์บ้านเราถ่ายไม่สวยเลย ถ่ายรูปไม่ขึ้น ก็โทษดินฟ้าอากาศ เมืองนอกฟ้าเขาสวย โทษอุณหภูมิ เราถ่ายสไตล์นี้ไม่สวยหรอก เสาไฟฟ้าเยอะแยะ สายไฟก็รก

แล้ววันหนึ่งอาจารย์ก็เชิญพี่สมคิด เปี่ยมปิยชาติ ช่างภาพสถาปัตย์ที่ตอนนี้เป็นบรรณาธิการสำนักพิมพ์ Fullstop มาบรรยาย พี่เขาก็เปิดสไลด์รูปสถาปัตย์ที่เขาถ่ายให้ดู มันเป็นรูปอาคารในยุโรปอาคารหนึ่ง ฉากหลังเป็นท้องฟ้าสีน้ำเงิน มีเนินหญ้าสีเขียวเป็นฉากหน้า อาคารโผล่มานิดนึงเป็นยอดแหลม มีผู้ชายใส่สูทเดินอยู่ 3 คน แล้วภาพนี้มันพิเศษตรงที่บนท้องฟ้าด้านหลังมีเครื่องบินกำลังพุ่งทะยาน ปล่อยไอพ่นสีขาว

ภาพนั้นประทับอยู่ในความทรงจำนานมาก พี่สมคิดบอกว่า ภาพนี้มันพิเศษตรงที่เป็นจังหวะช่วงโมเมนต์เดียวที่เขาไปตั้งกล้องรอ บวกกับความบังเอิญ ดวง และประสบการณ์ คือถ้าภาพนี้มีแค่อาคารกับคนสามคนมันก็ธรรมดา แต่พอมีโมเมนต์วูบเดียวที่เครื่องบินบินผ่าน มันกลายเป็นหนึ่งวินาทีที่เกิดขึ้นแล้วรูปเพอร์เฟกต์ที่สุด และมันอาจจะไม่เกิดขึ้นอีกแล้ว เราก็เลยเข้าใจความเจ๋งของการจับช่วงเวลาดีๆ นี่คือสิ่งที่รู้สึกว่าเราน่าจะเรียนรู้ น่าจะทำได้ มันเหมาะกับเรา เรามีความรู้ทางสถาปัตย์ มีคุณสมบัติที่จะทำได้

บางคนเข้าใจว่าถ่ายภาพสถาปัตยกรรมไม่น่ามีอะไรยาก แค่ตั้งกล้องแล้วก็กดชัตเตอร์ ความจริงมันง่ายขนาดนั้นไหม

อยู่ที่การวางแผน อย่างน้อยเราต้องทำการบ้านมาก่อนว่าเราคิดยังไงกับตึกนี้ แล้วจะถ่ายมันออกมายังไง ทิศทางแสงเราต้องรู้ มันจะมีช่วงจังหวะที่เพอร์เฟกต์ ซึ่งเราจะคาดเดาได้ถ้าเราใส่ใจมัน แล้วพอทำงานไปเยอะขึ้น เราจะพอเดาได้ว่าเดี๋ยวสักพักมันจะเกิดอะไรขึ้น เช่น แสงตอนเช้าช่วงหกโมงเจ็ดโมงสวยกว่าอยู่แล้ว ตอนเย็นต้องช่วงแสงแบบ twilight ตอนกลางวันถ้าเราคิดว่าแสงมันไม่ได้บ่งบอกอะไร ไม่สวย ก็ไม่จำเป็นต้องถ่าย สิ่งพวกนี้เราคาดเดาได้ เราก็ไปตั้งกล้องรอเวลาที่เหมาะสมเท่านั้นเอง

คุณเชื่อในการรอคอย

ทุกวันนี้ก็รอคอยอยู่ คนมักเข้าใจว่าไปถึงจะถ่ายได้เลย บางทีมันไม่ง่ายขนาดนั้น มันจะเจอปัญหา เช่น รถมาจอด มีถังขยะ ป้ายโฆษณา ไฟไม่ติด กระจกไม่เช็ด ของที่เกินจากดีไซน์ของเขา เราต้องย้ายออกเพื่อความสมบูรณ์ มันเป็นงานใช้แรงงานเลยแหละ ถังขยะนี่ยกกันเป็นประจำ

ระลึกถึงอาคารเก่าเปี่ยมเสน่ห์กับ วีระพล สิงห์น้อย เจ้าของเพจ Foto_momo

ระลึกถึงอาคารเก่าเปี่ยมเสน่ห์กับ วีระพล สิงห์น้อย เจ้าของเพจ Foto_momo

คุณเริ่มสนใจสถาปัตยกรรมเก่าๆ ตั้งแต่เมื่อไหร่

เราเป็นเด็กต่างจังหวัด ผูกพันกับพวกวัด พวกฝีมือช่าง ก็เลยเลือกเรียนสถาปัตย์ไทย มหาวิทยาลัยศิลปากร ซึ่งจะเรียนต่างกับสถาปัตยกรรมหลักที่จะเรียนพวกอาคารโมเดิร์น พอเรียนจบสถาปัตย์ไทยมา ตอนใกล้จบเราก็ค้นหาว่าตัวเองอยากเป็นอะไร เพราะมันก็เลือกได้หลายทาง ไปเป็นอาจารย์ เป็นนักออกแบบ เป็นสถาปนิก ซึ่งคนที่จบสถาปัตย์ไทยในยุคนั้นหางานค่อนข้างยาก ใครจะไปจ้างออกแบบเรือนไทย มันน้อย แต่มันมีอีกทางที่ผมคิดว่าน่าสนใจคือ พวกทำงานอนุรักษ์

ผมเคยดูหนังญี่ปุ่นเรื่อง Calmi Cuori Appassionati พระเอกทำอาชีพอนุรักษ์ภาพเขียน เราก็อยากจะเท่อย่างพระเอก อนุรักษ์อาคารที่มันจะตายแล้วให้ฟื้นขึ้นมา ซึ่งยังเป็นอาชีพที่ใหม่มากสำหรับคนไทยในยุคประมาณเมื่อปี 2545 ตอนนั้นยังไม่ค่อยมีใครให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์อาคารเท่าไหร่ แล้วพอดีตอนทำงานผมได้จับพลัดจับผลูไปอยู่ในทางของฝ่ายผู้รับเหมา ช่วงนั้นธนาคารไทยพาณิชย์กำลังเห็นความสำคัญของอาคารเก่า เขาเป็นเจ้าของอาคารเก่าหลายอาคาร เป็นพวกตึกที่มีบัวหัวเสาหรือที่เรียกว่าเป็นตึก Colonial ตึกพวกนี้เขามีกรรมสิทธิ์รีโนเวตขึ้นมาเป็นสาขา ผมก็ไปเป็นสถาปนิกประจำไซต์งาน คุมช่าง ตอนนั้นก็ใฝ่ฝันอยากจะไปเรียนต่อด้านอนุรักษ์ แต่ว่าก็ไม่ทะเยอทะยานพอ ไม่สำเร็จ แต่นั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้สนใจอาคารเก่าๆ

แล้วตอนไหนที่เริ่มถ่ายภาพอาคารเก่าสะสมจนกลายเป็นโปรเจกต์ Foto_momo

เริ่มมาจากเราไปถ่ายให้สมาคมสถาปนิกสยามฯ ทุกๆ ปีเขาจะมีการมอบรางวัลให้อาคารอนุรักษ์ดีเด่น เราก็ไปถ่ายมาหลายปี แรกๆ จะเป็นพวกอาคาร วัด ต่างๆ ที่ได้รับรางวัล พอปีหลังๆ สมาคมเริ่มจะให้ความสำคัญกับอาคารโมเดิร์นมากขึ้น ทีนี้เราก็ไปถ่ายตามต่างจังหวัด โคราช หาดใหญ่ แล้วก็รู้สึกประทับใจว่า เฮ้ย ต่างจังหวัดไกลๆ ยังมีอาคารเจ๋งๆ แบบนี้ซ่อนอยู่ พอเริ่มประทับใจ ไปไหนสายตามันก็จะเริ่มมองหา แล้วก็เลยถ่ายสะสมมาเรื่อยๆ เก็บเป็นคอลเลกชัน ที่จริงไอ้คำว่า Foto_momo มันก็ล้อมาจากชื่อองค์กรองค์กรหนึ่งด้วย คือ DOCOMOMO (Documentation and Conservation of Buildings, Sites and Neighbourhoods of the Modern Movement) องค์กรนี้ให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์อาคารช่วงโมเดิร์น ส่วนเรามีฝีมือแค่ถ่ายรูป เราก็เลยล้อเลียนว่าเป็น Foto_momo แล้วกัน เป็น Fotograph of the Modern Movement

ตอนแรกๆ ก็ไม่ได้จริงจัง มาเริ่มจริงจังเมื่อข้อมูลเยอะขึ้น เพราะนอกจากไปถ่ายเรายังรีเสิร์ชข้อมูล ทั้งจากหนังสือเก่าๆ และจากการพูดคุย ทำให้เรารู้ว่าตึกนี้ใครออกแบบ สร้างปีไหน ข้อมูลพวกนี้ตอนแรกๆ เราจดเป็นแค่ short note ไว้ แต่พอมันมากขึ้นเป็นร้อยอาคาร เราต้องจัดระเบียบข้อมูลใหม่หมดถึงขนาดมานั่งพิมพ์เป็นตาราง แล้วเราก็จะเห็นภาพระดับหนึ่งว่าสถาปนิกคนนี้สไตล์จะเป็นอย่างนี้ เห็นลายเซ็นของเขา เห็นว่าตึกไหนสร้างก่อนหลัง แล้วลำดับพัฒนาการของการออกแบบเป็นยังไง นี่คือเบื้องหลังการทำงานที่มันหนักหนากว่าการออกไปถ่าย

ระลึกถึงอาคารเก่าเปี่ยมเสน่ห์กับ วีระพล สิงห์น้อย เจ้าของเพจ Foto_momo

จากที่รีเสิร์ชมาคุณคิดว่าอาคารยุคโมเดิร์นพิเศษตรงไหน

มันเป็นเหมือนสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนจากรัฐสมัยเก่าไปเป็นรัฐสมัยใหม่ เป็นสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนผ่านในยุคก่อน ยุคนั้นเมืองเริ่มขยาย เมืองเริ่มวางแผนเศรษฐกิจแห่งชาติว่าอยากให้เมืองเติบโตไปยังไง มันเป็นการสร้างเมืองในอีกยุคหนึ่งของไทย เหมือนเป็นหน้าประวัติศาสตร์หนึ่งที่ถูกทำไว้

ถ้าสังเกตเราจะเห็นพัฒนาการของเมืองว่าเป็นอย่างไร เราจะเห็นเลยว่าตามถนนสุขุมวิท สีลม สุรวงศ์ เพชรบุรีตัดใหม่ จะมีตึกพวกนี้ แล้วกระจายอยู่แค่นี้ มันจะไม่ออกไปถึงบางนา เพราะว่ายุคนั้นเมืองเจริญเท่านี้ ส่วนตามต่างจังหวัดก็ดูง่ายเลย มันจะเกาะกลุ่มกันตามตัวเมือง ตามถนนหลัก แม่น้ำสายหลัก ธนาคาร โรงภาพยนตร์ สถานที่ราชการ จะอยู่เป็นเครือข่าย พวกนี้มักจะต้องแย่งชิงทำเลที่ดี เช่น สี่แยก วงเวียนของเมือง ซึ่งถ้าวันหนึ่งอาคารเหล่านี้หายไป เราก็จะไม่เห็นอดีตที่เคยเจริญตรงนี้

แล้วคุณตระเวนถ่ายรูปอาคารเก่าๆ เหล่านั้นไปทำไม มันมีประโยชน์อะไร

ตอนแรกก็ถ่ายเอาสวยอย่างเดียว แต่พอทำไปทำมาก็รู้สึกว่าภาพถ่ายมันมีพลังบางอย่างที่กระตุ้นให้คนเข้ามาดูแล้วเห็นคุณค่าของสิ่งที่ถูกมองข้ามในชีวิตประจำวัน บางทีเราก็ถ่ายตึกที่ทุกๆ คนเห็นแล้วก็มองผ่านมันไป เราก็อาศัยพลังภาพที่ถ่ายออกมาแล้วสวย ทำให้คนที่มาดูฉุกคิด เห็นรูปแล้วอยากจะมาดูด้วยตาตัวเองจริงๆ ตระหนักขึ้นมาจริงๆ ว่ายังมีของพวกนี้อยู่รอบตัวถ้าเราสังเกต ผมคิดว่านี่คือพลังของภาพถ่าย

ระลึกถึงอาคารเก่าเปี่ยมเสน่ห์กับ วีระพล สิงห์น้อย เจ้าของเพจ Foto_momo

เพราะอะไรเราถึงมองข้ามความพิเศษของอาคารที่คุณว่าในชีวิตประจำวัน

อาจจะเป็นเพราะถ้าเราเห็นมันที่เดียวอาจจะไม่พิเศษด้วยมั้ง ทีนี้พอเราทำเป็นคอลเลกชัน มันจะเห็นความหลากหลาย เรื่องจำนวนเป็นเครื่องช่วยกระตุ้นพลังของมันได้ ผมเลยอยากจะรวบรวมเป็นบันทึกเป็นคอลเลกชันให้ได้มากที่สุด เพราะคิดว่ายังไม่ค่อยมีใครรวบรวมเอาไว้ ตึกยุคโมเดิร์นถูกมองข้ามไปพอสมควร เรื่องการอนุรักษ์มันเริ่มมีกระแสไม่กี่ปีนี้เอง อย่างวัดหรือวังการอนุรักษ์นั้นเต็มที่อยู่แล้ว ไม่ต้องห่วงแล้ว แต่อาคารที่ผมถ่ายพวกนี้มันก้ำกึ่ง อยากจะบอกว่ามันเป็นรอยต่อของการเปลี่ยนผ่านสังคมสู่สมัยใหม่

บางตึกมันอาจจะไม่ได้สวยงามวิจิตรเหมือนวัดเหมือนวัง มันเรียบๆ กล่องๆ ไม่มีสิ่งประดับประดา ไม่ได้ทาสีด้วย ดูเหมือนทุบทิ้งไปก็ไม่เสียหาย แต่หลังๆ พอมันเริ่มทุบมากเข้ามันก็น่าเสียดายนะ เลยเป็นแรงให้ผมอยากรีบถ่ายรีบบันทึกไว้ ไม่ต้องถึงขั้นถูกทุบหรอก แค่ถูกเปลี่ยนหน้าตาต่อเติมผมก็เสียดายแล้ว

เสียดายอะไร

เสียดายความแท้ เสียดายความออริจินัลของมัน

สำคัญใช่ไหม ความแท้ ความออริจินัล

สำคัญสำหรับวงการสถาปัตย์ อย่างน้อยเราก็มีตัวอย่างให้คนรุ่นหลังดูได้ ถ้าเราไปต่อเติมดัดแปลงเสียหมด พอคนรุ่นหลังอยากจะดูก็หาดูไม่ได้ แต่มันเป็นเรื่องของยุคสมัยด้วยนะ บางทีตึกในยุคโมเดิร์นที่เขาทำมันก็มีเหตุผลในเรื่องของยุคสมัย เช่น เรื่องของฟาซาด (Facade) สมัยก่อนมีไว้กันแดดตามสภาพภูมิอากาศที่เราเป็น ทีนี้พอผ่านยุคนั้นมาแล้ว การกันแดดแบบนั้นมันมีปัญหา มันไม่ตอบโจทย์กับยุคนี้แล้ว ทำให้อาคารข้างในมืด หรือพอติดแอร์ก็ไม่รู้จะเอาแอร์ไปวางไว้ไหน

ระลึกถึงอาคารเก่าเปี่ยมเสน่ห์กับ วีระพล สิงห์น้อย เจ้าของเพจ Foto_momo ระลึกถึงอาคารเก่าเปี่ยมเสน่ห์กับ วีระพล สิงห์น้อย เจ้าของเพจ Foto_momo

นี่คือเหตุผลหนึ่งที่ทำให้อาคารเก่าถูกดัดแปลง

เขาก็ดัดแปลงไปเรื่อย หรือถ้าไม่คุ้มค่าในด้านเศรษฐกิจเขาก็ทุบทิ้ง

ถ้าไม่ทุบทิ้ง เราควรทำอย่างไรกับอาคารที่ไม่เชื่อมโยงกับยุคสมัยแล้ว

อันดับแรก ก็น่าจะเปลี่ยนฟังก์ชันของมัน อย่างเคสพวกโรงภาพยนตร์แสตนด์อโลนเก่าที่ไม่ตอบโจทย์ยุคสมัยแล้ว บางที่เขาก็ปิดไป บางที่ก็ปรับปรุงเป็นมีเวทีข้างใน สองคือ ถ้าไม่เปลี่ยนฟังก์ชันก็ทำฐานข้อมูลเก็บไว้ มีการสำรวจรังวัด การบันทึกภาพ การทำโมเดลจำลองไว้ เพื่อที่ว่าถึงแม้จะทุบไปแล้ว อีกกี่ร้อยปีจะย้อนกลับมาดูมันก็ยังมีข้อมูลให้ระลึกถึง เราก็ทำในฐานะของเรา คือการบันทึกข้อมูลนี่แหละ เพราะเราไม่มีสิทธิ์ไปบอกเขาให้หยุดทุบ

คุณรู้สึกยังไงเวลาเห็นตึกเก่าถูกทุบทำลาย

จริงๆ ก็เสียดาย แต่คงไปพูดอะไรมากไม่ได้เพราะเราไม่ใช่เจ้าของตึก คือถ้าทุบแล้วยังมีตัวอย่างอาคารประเภทนั้นให้ดูอีกก็ไม่เสียดายเท่าไหร่ แต่ถ้ามันเป็นเพียงหนึ่งเดียวที่เหลืออยู่ผมจะเสียดายมากเลย เช่น โรงหนังสกาลา ถ้ามันมีโรงภาพยนตร์แบบนั้นหน้าตาอย่างนั้นที่บางนา หรือในอีกหลายๆ ที่ก็ทุบไปเถอะ ไม่เป็นไร แต่ถ้ามันเหลือหนึ่งเดียวแล้วเรายังทุบทิ้ง มันน่าเสียดาย

เราเองก็พยายามคิดในหลายๆ แง่ หลายๆ บทบาท เช่น ถ้าคนที่เป็นเจ้าของต้องมานั่งจมอยู่กับต้นทุนที่ไม่เกิดกำไรแบบนี้ เขาก็คงต้องปรับเปลี่ยน ทุบทิ้งไปสร้างอะไรที่มันคุ้มค่ากับตัวเงินมากกว่า แต่ความคุ้มค่ามันมองกันได้หลายวิธี อันนี้เรามองในแง่ที่เราเกี่ยวข้องกับสถาปัตย์ ภาพถ่าย ความงาม เราก็ตอบประมาณนี้ แต่ถ้าในแง่นักลงทุนเขาคงมองอีกอย่าง ในแง่ชาวบ้านที่เขาผูกพันกับอาคารนั้น เขาก็อาจตอบอีกอย่าง บางทีเขาอาจจะรู้สึกว่า เออ ตึกนี้ขยะเยอะเว้ย ทุบทิ้งไปได้ก็ดี คุณค่าพวกนี้มันตอบได้หลายอย่าง

ระลึกถึงอาคารเก่าเปี่ยมเสน่ห์กับ วีระพล สิงห์น้อย เจ้าของเพจ Foto_momo

ถ้ามันตอบได้หลายอย่าง เราควรจะตัดสินคุณค่าของอาคารเหล่านั้นจากมุมของใคร

ถ้าเป็นอาคารที่มีบทบาทกับสังคม บทบาทกับชุมชน ก็น่าจะให้คนในชุมชนนั้นเป็นคนร่วมการตัดสินใจ เช่น โรงภาพยนตร์หรืออาคารในมหาวิทยาลัย ถ้ามันจะถูกทุบหรือถูกปรับปรุงอะไรก็น่าจะรับฟังความเห็นของคนที่เกี่ยวข้อง แต่ถ้ากรณีที่เป็นอาคารเอกชน เช่น ตึกสำนักงาน หมู่บ้าน เราคงไปยุ่งเกี่ยวกับเขาได้ยาก เขาก็มีสิทธิ์ของเขา ยกตัวอย่างเรื่องสถานทูตออสเตรเลียตรงสาทร มันสวยมากเลย ถือว่าสมบูรณ์มาก ถ้าถามถึงอาคารที่ประทับใจ สถานทูตออสเตรเลียคือหนึ่งในนั้น เป็นอาคารที่มีเซรามิกสีเหลือง ติดกระเบื้องโทนเขียว แต่ตอนนี้เขาย้ายสถานทูตออกไปแล้ว และจะขายที่ดินแปลงนี้ ซึ่งเราก็ยังไม่รู้ว่าคนที่ซื้อจะเอาไปทำอะไรต่อไป ขึ้นอยู่กับทัศนคติของเจ้าของใหม่ คนที่รับช่วงต่อไป แต่ถ้าคิดในแง่การลงทุนแล้วมันคงต้องขึ้นเป็นตึกสูง เป็นคอนโดมิเนียม เพราะทำเลตรงนั้นมันดีมาก

แล้วมีเหตุผลไหนไหมที่เราควรเก็บอาคารเก่าไว้แทนที่จะสร้างอาคารที่ใหม่กว่า ทันสมัยกว่า

มันเป็นความหลากหลายของเมืองนะ ไม่ใช่เมืองมีอาคารใหม่เต็มไปหมดโดยไม่มีรากฐานประวัติศาสตร์เดิม การมีอยู่ของอาคารเก่าๆ จะเสริมประวัติศาสตร์ตรงนี้ให้ชัดเจน เเข็งเเรงขึ้น บางตึกยังก้ำๆ กึ่งๆ ระหว่างใหม่กับเก่า อายุมันยังแค่ 40 – 50 ปี มันไม่ได้เก่าแบบสมัยอยุธยาเลย แต่มันก็ไม่ได้ใหม่ มันถูกละเลย แต่ถ้ามันถูกยืดอายุไปอีก 50 – 100 ปี มันจะกลายเป็นของเก่าอย่างสมบูรณ์แบบแล้ว

ระลึกถึงอาคารเก่าเปี่ยมเสน่ห์กับ วีระพล สิงห์น้อย เจ้าของเพจ Foto_momo

แล้วคุณตั้งใจให้ Foto_momo เป็นส่วนหนึ่งในการยืดอายุให้สถาปัตยกรรมเก่าๆ ไหม

อยากให้เป็นอย่างนั้น อยากให้คนหันมาสนใจ เราก็ไม่รู้ว่าพอทำแล้วมันได้ผลมากน้อยแค่ไหนนะ แต่ถ้าในมโนคติ เราก็อยากให้มันยืดอายุไปนั่นแหละ เราก็จะมีคนกลุ่มหนึ่งที่ตามดู เวลาที่เราโพสต์ไป บางที่ที่เขาอยากให้เราไปถ่าย เขาก็จะบอกมา ก็มีหลังไมค์มาว่าตึกนี้สวยนะพี่ น่าจะถ่ายเก็บไว้หน่อย หรืออย่างบางทีก็มีบอกว่าตึกนี้จะทุบแล้วนะ

โปรเจกต์นี้คุณถ่ายอาคารเก่าไปแล้วกี่ที่ ได้นับไหม

ตอนนี้น่าจะร้อยห้าสิบกว่าแล้วนะ แต่ถ้าในลิสต์ที่ตั้งใจจะไปถ่ายรวมๆ แล้วน่าจะอยู่ที่ราว 200 เรามีกำลังแค่นี้ แค่ถ่ายภาพกับรีเสิร์ชเบื้องต้น จริงๆ เราอยากจะได้ข้อมูลที่ลึกกว่าที่เห็นในเพจ อยากจะไปเจาะประวัติในแต่ละอาคารให้ลึกๆ แต่เรายังไม่มีแรงหรือพลังมากพอ มันต้องอาศัยเครือข่ายเยอะเหมือนกัน เราก็ทำเท่าที่ทำได้ แต่ที่ผ่านมาเราทำแล้วมันสนุกด้วย เลยไม่รู้สึกว่ามันเหนื่อยอะไร

ทุกวันนี้คุณถ่ายรูปตึกใหม่ที่สวยบ้างหรือเปล่า

ก็มีแอบถ่ายเก็บไว้ อีก 10 ปี มันอาจจะเก่าก็ได้ แล้วรูปที่เราถ่ายอาจจะมีคุณค่าระลึกถึงอาคารเก่าเปี่ยมเสน่ห์กับ วีระพล สิงห์น้อย เจ้าของเพจ Foto_momo

แล้วอนาคตของโปรเจกต์ Foto_momo จะถูกต่อยอดไปเป็นอะไรบ้างไหมนอกจากลงรูปในเพจ

ถ้ามีคนขอความร่วมมือ ขอไปแชร์ หรือขอใช้รูป ผมก็ยินดี เพราะมีนักศึกษาไทยที่เรียนปริญญาโทอยู่ที่ญี่ปุ่นติดต่อมาเหมือนกันว่าเขากำลังรีเสิร์ชเรื่องนี้อยู่ พอดีเขาเห็นรูปที่เราไปถ่ายมามันดึงดูดกว่าที่เขาถ่าย แล้วที่เขาเรียนมันต้องมีการจัดแสดง exhibition เลยมาขออนุญาตว่าจะนำรูปไปใช้ได้ไหม นี่แหละ ข้อได้เปรียบของการที่เรามีทักษะในการถ่ายตึก คิดว่าถ้าเป็นช่างภาพแบบอื่นอาจจะไม่ได้มุมมองแบบสถาปัตย์ขนาดนี้ เราก็ยินดีเต็มที่ถ้ามันจะถูกเผยแพร่แล้วเป็นประโยชน์อะไรบ้าง แล้ววันหนึ่งก็อยากจะรวบรวมทำเป็นหนังสือให้มันถูกเก็บไว้เป็นเรื่องเป็นราว

การทำโปรเจกต์นี้สอนอะไรคุณบ้าง

สอนว่าอยากทำอะไรต้องทำเลย คือความเสียดายนี่มันเป็นความฝังใจนะ แบบว่า เฮ้ย ไม่ทันแล้วว่ะ ตึกนี้ถูกทุบไปแล้ว อย่างเช่นโรงแรม Siam Intercontinental ที่เป็นสยามพารากอนในปัจจุบัน อันนี้ผมไปถ่ายไม่ทัน น่าเสียดาย สมัยนั้นยังไม่ได้เป็นช่างภาพเต็มตัว แต่เพื่อนบอกเราแล้วว่าเขาจะทุบ ไปถ่ายเก็บไว้สิ สวยดี แล้วสมัยนั้นมีรถไฟฟ้าแล้ว มุมจากข้างบนสวยเลย แต่ผมก็ไม่ได้ถ่าย ผัดวันประกันพรุ่ง ผ่านไปอีกทีกลายเป็นห้างสรรพสินค้าแล้ว มันก็เลยเป็นแรงผลักดันว่าถ้าเราอยากทำอะไรให้รีบทำ ผมเลยทุ่มเวลาและเร่งค้นคว้าหาข้อมูลอาคารที่ใกล้จะถูกทุบแล้วรีบไปถ่าย

ระลึกถึงอาคารเก่าเปี่ยมเสน่ห์กับ วีระพล สิงห์น้อย เจ้าของเพจ Foto_momo

มีอาคารไหนที่เคยไปถ่ายแล้วทุกวันนี้มันถูกทุบไปแล้วบ้างไหม

มีธนาคารกรุงศรีฯ ตรงสี่แยกเพลินจิต ตอนนั้นถ่ายเก็บไว้เล่นๆ ยังไม่ได้คิดว่าจะเป็นโปรเจกต์อะไร เพียงแต่ว่าเราบังเอิญได้ถ่ายมา แต่ก็ไม่เคยเข้าไปถ่ายข้างใน ตอนนั้นชะล่าใจ รู้ว่าจะทุบก็ยังไม่อะไร ผ่านไปเดือนสองเดือน ทุบเกลี้ยงแล้ว

เวลาดูรูปอาคารเก่าๆ ที่ถูกทุบทำลายไปแล้วรู้สึกยังไง

เหมือนกลับไปดูรูปญาติโกโหติกาที่เสียไปแล้ว อยากจะกลับไปเดินวนถ่ายอีกทีก็ไม่มีโอกาสแล้ว

ระลึกถึงอาคารเก่าเปี่ยมเสน่ห์กับ วีระพล สิงห์น้อย เจ้าของเพจ Foto_momo

ระลึกถึงอาคารเก่าเปี่ยมเสน่ห์กับ วีระพล สิงห์น้อย เจ้าของเพจ Foto_momo
ขอขอบคุณ : วีระพล สิงห์น้อย

Writer

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

แม้เราจะรู้จักกันมาหลายปี แต่ผมคุยกับ แชมป์-ทีปกร วุฒิพิทยามงคล ผ่านโลกออนไลน์มากกว่าโลกออฟไลน์

ใจอยากจะกล่าวโทษโลกโซเชียลฯ ที่ทำให้เราผลัดวันไม่ได้นัดพบกันในโลกจริงเสียที แต่ในอีกแง่ ผมคงไม่มีโอกาสรู้จักเขา หากปราศจากโลกที่ใครหลายคนสบประมาทว่าปลอม

ข่าวคราวล่าสุดที่ผมได้รับเกี่ยวกับเขา คือทีปกรและเพื่อนพ้องที่สนใจและเชื่อในสิ่งเดียวกันอันประกอบด้วย โตมร ศุขปรีชา, สฤณี อาชวานันทกุล, สุธรรม ธรรมรงค์วิทย์, ดร.สรณรัชฎ์ กาญจนะวณิชย์ และ แอลสิทธิ์ เวอร์การา ได้ร่วมกันเปิดสำนักพิมพ์ใหม่ชื่อเค็มเข้มว่า ‘Salt Publishing’ ที่เน้นพิมพ์งานในหมวดวิทยาศาสตร์และปรัชญา โดยเขาเองรับหน้าที่เป็นผู้แปลผลงานของ Martin Ford ที่ชื่อ Rise of the Robots ซึ่งเขาตั้งชื่อไทยของหนังสือเล่มนี้ว่า หุ่นยนต์ผงาด

นั่นเป็นเหตุผลที่ผมนัดเจอเขาที่ร้านกาแฟใจกลางเมืองเพื่อไถ่ถามถึงสำนักพิมพ์ที่ทำ หนังสือที่แปล และสิ่งที่เชื่อในวันนี้วัยนี้

ในบรรดาคนหนุ่มสาววัยใกล้ๆ กันที่ผมรู้จัก เขาคือคนหนุ่มที่ทำงานหนักหน่วงที่สุดคนหนึ่ง โดยจุดร่วมของสิ่งที่เขาทำแทบทั้งหมดล้วนแล้วแต่เกี่ยวข้องพันผูกอยู่กับเทคโนโลยีและโลกออนไลน์ ไล่เรียงตั้งแต่สมัยก่อตั้งเว็บบล็อกสัญชาติไทยอย่าง Exteen มาจนกระทั่งเป็นผู้ก่อตั้งสำนักข่าวที่ชื่อ The MATTER

แม้กระทั่งหนังสือที่เขาเขียนส่วนใหญ่ก็มักวนเวียนอยู่กับเรื่องราวของเทคโนโลยีที่เขาเฝ้ามอง ติดตาม ศึกษา

ผมจึงประหลาดใจไม่น้อยเมื่อเขาพิมพ์ประโยคทีเล่นทีจริงมาในกล่องแชทเฟซบุ๊กระหว่างเรานัดพบเจอกันว่า “ทีปกรผู้เบื่อโลกออนไลน์”

ทีปกร วุฒิพิทยามงคล

ที่คุณบอกว่าเบื่อโลกออนไลน์นี่พูดจริงหรือพูดเล่น

เวลาเราพูดว่าเบื่อเราไม่เคยพูดเล่นเลยนะ เราอยู่กับโลกออนไลน์มาสิบกว่าปีแล้ว ตั้งแต่สมัยทำบล็อก Exteen หลังจากนั้นก็ไม่เคยไปทำงานอย่างอื่นที่ไม่ต้องคอนเนกต์เลย ถามว่าเบื่อไหม ก็เบื่อ ถ้าพูดไปก็อาจจะฟังดูรำลึกอดีต แต่ว่าอินเทอร์เน็ตสมัยก่อนตอนยังไม่มีเฟซบุ๊กมันช้ากว่านี้ ซึ่งความเร่งในระยะหลัง ด้วยความหุนหันพลันแล่นของสารที่ส่งไปส่งมาในโลกออนไลน์ ก็อดจะทำให้เราคิดไม่ได้ว่าโลกออนไลน์เป็นสถานที่ที่สะท้อนมุมที่ร้ายกาจที่สุดของมนุษย์ออกมาได้อย่างง่ายดาย ซึ่งมันทำให้เราเบื่อพอสมควร

มุมที่ร้ายกาจที่สุดของมนุษย์ที่ว่าหมายถึงอะไร

มีเยอะมากเลยนะ สมองของเรามีสองระบบ คือระบบที่เร็วกับระบบที่ช้า โลกออนไลน์มันใช้ระบบที่เร็วเสียเป็นส่วนมาก พิมพ์ตอบปุ๊บคนก็อ่านแล้ว หรือไลฟ์ด่าคนมันก็แป๊บเดียว ซึ่งกลับกัน ถ้าเราใช้มือเขียนลงบนกระดาษอาจจะไม่ได้เป็นข้อความแบบเดียวกัน เพราะมันใช้เวลา ความโกรธหรืออะไรมันก็ค่อยๆ ละลายไปแล้ว ตัวตนคนมีหลายด้าน แต่ด้วยความที่โลกออนไลน์มันเร็ว ทำให้เราหันด้านที่คิดเร็วใจเร็วออกไปสู่คนอื่น ซึ่งมักจะเป็นด้านที่คิดไม่จบ พอคิดไม่จบคนอ่านก็โกรธ บวกกับความสามารถในการกระจาย ก็เกิดดราม่า

นอกจากนั้น ยังมีเรื่องความสามารถในการลากคนออกจากบริบท เช่น เราไม่พอใจคนบนรถไฟฟ้า เราก็เลือกเล่าเฉพาะด้านที่ไม่พอใจลงบนออนไลน์ ซึ่งเราเลือกที่จะเล่าบางส่วนก็ได้เพื่อที่จะทำให้มีคนเห็นพ้องกับเรามากที่สุด แล้วเราก็รู้สึกแฮปปี้ที่มีคนมาด่าคนนี้เหมือนเรา

แล้วคุณนึกถึงวันที่พวกเราไม่มีเฟซบุ๊กออกไหม

ตอนนี้หลายคนพูดเรื่องอวสานเฟซบุ๊กนะ ซึ่งเราเองก็พยากรณ์ไม่ได้ แต่ก็มีคนบอกว่าตอนที่ My Space รุ่งเรืองก็ไม่มีใครคิดว่ามันจะตายเหมือนกัน แต่ว่าเฟซบุ๊กมันคงไม่ตายด้วยความนิยมที่ล่มสลายไป แต่มันอาจจะตายจากการที่มันถูกกำกับจากรัฐ จากอะไรอย่างอื่นมากกว่า มันจะถูกตัดตอนแขนขาออกไปเรื่อยๆ ทำให้มันอาจจะไม่มีอำนาจมากขนาดทุกวันนี้

ซึ่งก็มีคนที่ออกจากเฟซบุ๊กได้จริงๆ นะ แต่ว่าด้วยการงานและอาชีพของเรา เราเลยยังต้องอยู่กับเฟซบุ๊ก ซึ่งถ้าเราไม่ทำงานที่ทำอยู่เราก็อาจไม่ต้องเข้าเฟซบุ๊กแล้วก็ได้นะ แต่ถามว่าชีวิตแบบที่ไม่มีเฟซบุ๊กเลยมันเป็นชีวิตที่มีความสุขกว่าตอนนี้ร้อยเปอร์เซ็นต์มั้ย ก็อาจจะไม่นะ เราคิดว่าสุดท้ายแล้วก็อย่าไปมองมันร้ายกาจ ตอนนี้เราเหมือนมองเฟซบุ๊กเป็นตัวชั่วร้ายที่ไม่มีข้อดีเลย ซึ่งไม่ใช่ มันก็มีข้อดีเยอะ แต่ว่าช่วงนี้ข้อเสียมันออกมาเยอะหน่อย แล้วคนเริ่มพูดถึงมากขึ้นเท่านั้นเอง

แง่งามมากๆ ของเฟซบุ๊กในมุมมองของคุณคืออะไร

แง่งามของมันคือการให้สิทธิ์ให้เสียงกับคนที่ไม่เคยมีสิทธิ์มีเสียงมาก่อน ทำให้คนที่คิดเหมือนกันซึ่งอาจจะเป็นส่วนน้อยของสังคมรวมตัวกันได้และรู้ว่าพวกเขาก็มีที่อยู่

ทีปกร วุฒิพิทยามงคล ทีปกร วุฒิพิทยามงคล

แล้วคุณคิดว่าปัญหาร่วมของคนยุคสมัยคุณที่ต้องเผชิญในโลกออนไลน์มีอะไรบ้าง

โซเชียลเน็ตเวิร์กมันทำให้เราเกิดความสัมพันธ์ที่อ่อนแอ เป็น Weak Connection เราไม่ค่อยมี Strong Connection กับใคร เพราะว่ามันไม่ได้เป็นการสื่อสารหนึ่งต่อหนึ่ง บนโลกออนไลน์เวลาเราอัพสเตตัสเราไม่ได้คุยกับคนคนเดียว เราพูดแล้วใครจะฟังก็มา ซึ่งมันไม่ได้เป็นบทสนทนา มันทำให้เกิดความสัมพันธ์จำนวนมากแต่อ่อนแอ รวมไปถึงพอเป็นโซเชียลเน็ตเวิร์กปุ๊บ มันทำให้เราแสดงออกทุกๆ ทาง ซึ่งในบางทางอาจจะทำให้เพื่อนไม่พอใจก็ได้ แล้วเพื่อนก็ค่อยๆ ห่างหายไปในแบบที่เราไม่รู้สึก มีคนเยอะมากเลยที่ผิดใจกันเพราะไปเห็นว่าคนนี้ไปกดไลก์เฟซบุ๊กคนที่ด่าเรา แล้วมันน่ากลัวอยู่อย่างหนึ่งตรงที่โซเชียลเน็ตเวิร์กทำให้เราไม่ค่อยรู้สึกว่าอะไรหายไป มันทำให้เรารู้สึกแค่ว่าอะไรที่มีอยู่

นอกจากเรื่องดราม่าง่าย นอกจากรู้สึกว่าติดต่อทุกคน แต่ความจริงไม่ได้ติดต่อใครเลย นอกจากเรื่องที่ตัวเองต้องเพอร์เฟกต์ตลอดเวลา โอ้โห เท่านี้ก็เยอะแล้วนะ (หัวเราะ) เรารู้สึกว่าสุดท้ายแล้วมันทำให้เราเกิดความรู้สึกว่าตัวเองไม่ดีพอนั่นแหละ เมื่อก่อนมันมีขอบเขตว่าเราดีแค่ไหนถึงจะพอ เช่น ในโรงเรียนห้องนึงมี 20 – 30 คน คนนี้เล่นบอลเก่งสุด คนนี้วิชาเลขเก่งสุด โอเค พอแล้ว แต่ตอนนี้ไม่ได้ ต้องไปเทียบกับคนที่อินเดียสิ ไปเทียบกับนักวิชาการคนนั้นสิ แกไม่ได้เก่งที่สุด แกไม่มีทางเก่งที่สุดสักอย่าง ต่อให้แกเก่งที่สุดในโรงเรียนก็ตาม มันก็ทำให้รู้สึกว่าสิ่งที่เหมือนจะรู้จริงก็รู้ไม่จริง สิ่งที่เหมือนจะถนัดก็ไม่ถนัด

แล้วที่คุณว่าเบื่อโลกออนไลน์ แต่งานที่คุณทำอยู่ก็เป็นงานในโลกออนไลน์ มันไม่ย้อนแย้งเหรอ

รู้สึกเหมือนติดกับไหมล่ะ คนจำนวนมากที่ทำสื่อออนไลน์รู้สึกว่าเราตักน้ำไปทิ้งทะเล หลายคนเชื่อว่าสิ่งที่ตัวเองทำมันไม่เห็นผลทันทีหรอก แต่มันขับเคลื่อนสังคมได้ มันค่อยๆ เปลี่ยนแปลงสังคมได้ นั่นคือความหวังแรกๆ ของคนที่มาทำสื่อออนไลน์ อย่างน้อยเราได้เป็นฟันเฟืองหนึ่งในสังคมที่เปลี่ยนอะไรได้นิดหนึ่งก็ยังดี บทความเราไปกระทบกับใจใครสักคนหนึ่งได้ก็ยังดี ซึ่งมันก็เกิดอย่างนั้นแหละ พวกเราเขียนบทความลงออนไลน์เวลาที่มันไปทัชคน หรือเวลาที่มันไปเปลี่ยนอะไรได้สักครั้งหนึ่ง เราจะรู้สึกแฮปปี้ รู้สึกว่านี่แหละคือเหตุผลที่เราทำมัน แต่บางทีก็ต้องกลับมาชั่งน้ำหนักเหมือนกันว่าผลที่เกิดกับแรงที่ลงมันสมดุลกันมั้ย ซึ่งเป็นคำถามที่น่ากลัวสำหรับคนทำออนไลน์ทุกคน

คำถามคือมันมีวิธีใช้พลังงานของพวกเราที่มีประสิทธิภาพกว่านี้ไหมในการเปลี่ยนแปลงสังคม หรือการเปลี่ยนแปลงให้ชีวิตใครดีขึ้น ซึ่งนี่เป็นคำถามที่เราคิดอยู่ในช่วงนี้ของชีวิต คือเราอาจจะยังเขียนลงออนไลน์แหละ แต่มันต้องด้วยความถี่เท่านี้มั้ย ด้วยจำนวนเท่านี้มั้ย ด้วยการที่ต้องหลั่งน้ำตาและเสียสติเท่านี้มั้ย

ทำงานบนโลกออนไลน์อยู่ดีๆ แล้วอะไรทำให้อยู่ๆ ลุกขึ้นมาเปิดสำนักพิมพ์ Salt Publishing

เราตั้งคำถามว่าทำไมถึงไม่มีสำนักพิมพ์แบบนี้ ทุกวันนี้มันหมดจากยุคสำนักพิมพ์ใหญ่ที่พิมพ์ทุกอย่างไปแล้วใช่ไหม คือในตลาดหนังสือเราต้องยอมรับว่าสุดท้ายแล้วหนังสือเราก็ขายได้ประมาณ 3,000 – 5,000 เล่ม แปลว่าตลาดหนังสือเป็นตลาดที่รองรับลูกค้าจำนวนไม่มากนัก ดังนั้น ทางที่สำนักพิมพ์ควรจะไปคือทางที่เป็นสำนักพิมพ์ขนาดเล็ก เกาะกลุ่มกับคนจำนวนไม่มาก และผลิตงานเฉพาะทางหรือเปล่า มันมีช่องว่างตรงนี้อยู่หรือเปล่า

อีกอย่างเราคิดว่าทิศทางของหนังสือวิทยาศาสตร์และหนังสือปรัชญาเป็นทิศทางที่เราไม่เห็นสำนักพิมพ์ไหนที่ทำหนังสือเพื่อหมวดนี้โดยเฉพาะ เราก็เลยทำขึ้นมา แล้วรู้สึกว่ามีหนังสือต่างประเทศเยอะแยะเลยที่ดีๆ น่าจะเอามาแนะนำให้กับคนไทย 3,000 – 5,000 คน เผื่อเขาจะเอาไปทำอะไรต่อได้

เปิดสำนักพิมพ์ ขึ้นมามองมันเป็นธุรกิจหรือทำเพื่อตอบสนองความอยากส่วนตัว

โอ้ย ทำหนังสือในไทยไม่รวยนะครับ โอเค รอมแพงอาจจะรวย เรารู้ว่าต้นทุนการพิมพ์หนังสือเล่มหนึ่งทั่วๆ ไปประมาณ 2 แสนบาท ขายได้ทั้งหมดอาจจะกำไรสักสองสามแสน แต่ถามว่าใช้เวลาในการแปลเท่าไหร่ ใช้เวลาในการเขียนเท่าไหร่ หารออกมาได้เดือนละเท่าไหร่ เราคิดว่าธุรกิจหนังสือไม่ใช่ธุรกิจที่บอกว่าฉันจะทำเพื่อหวังรวยอยู่แล้ว แต่อยู่ได้มั้ย ก็คงอยู่ได้

แชมป์ ทีปกร แชมป์ ทีปกร

ถ้าไม่หวังรวย แล้วหวังอะไร

ส่วนตัวเราทำเพราะรู้สึกว่าอยากให้มีหนังสือ Non-fiction ดีๆ ในไทยเยอะๆ ส่วนพี่ยุ้ย สฤณี ก็จะบอกว่าอยากให้มีหนังสือฟิกชัน Sci-Fi ในไทยเยอะๆ

เราคิดว่าฐานคิดที่เป็นวิทยาศาสตร์ ฐานคิดที่เป็นการตั้งคำถาม ปรัชญา มันทำให้คนมีเหตุผล เราอยากสร้างสังคมที่มีเหตุผลเพื่อที่จะได้คุยกับคนที่มีเหตุผล เราเชื่อว่าหนังสือสามารถผลักดันคนให้มีแนวคิดแบบใดแบบหนึ่งได้

แล้วสำนักพิมพ์นี้จะผลักดันคนให้มีแนวคิดแบบไหน

มันจะผลักดันคนให้ตั้งคำถาม หนังสือของเราส่วนใหญ่มันอยู่บนฐานของคำถามที่ว่า ‘จะเกิดอะไรขึ้นถ้า…’ หรือ ‘What if…’ ซึ่งเรารู้สึกว่ามันเป็นการเตรียมตัวต่ออนาคตที่ดีมาก

จะเกิดอะไรขึ้นถ้าประชาชนทุกคนมีคะแนนพฤติกรรมเป็นของตัวเอง ทำดีต่อสังคมก็บวก ทำไม่ดีก็ลบ ซึ่งมันเกิดขึ้นแล้วในประเทศจีน หรือว่าจะเกิดอะไรขึ้นถ้านาซีชนะสงคราม ซึ่งเราคิดว่ามันเป็นแบบฝึกหัดในการใช้ความคิดและเหตุผลที่ดี เรารู้สึกว่าถ้าคนได้รับสาร ได้อ่านแบบฝึกหัด หรือว่าได้ลองคิดตามเยอะๆ มันจะทำให้เขาตั้งคำถามต่อสิ่งที่เกิดขึ้นรอบๆ ตัว

ในต่างประเทศคนทำหนังสือประเภทนี้อยู่ได้ไหม

มันประสบความสำเร็จนะ คือหนังสือเล่มที่เลือกมาแปลไม่ใช่เล่มที่เป็นวิทยาศาสตร์เพียวหรือว่าเป็นปรัชญาเพียว แต่ว่าเป็นเล่มที่พยายามจะใช้วิทยาศาสตร์หรือปรัชญาเป็นเครื่องมือในการค้นหาคำตอบบางอย่าง อย่างเล่มของ พี่หนุ่ม โตมร ชื่อ เติบโตอย่างไรไม่เจ็บปวด มันก็ตอบคำถามว่าเราเติบโตทำไม โดยใช้มุมมองทางปรัชญามาตอบ

หรือหนังสือเราที่ชื่อ หุ่นยนต์ผงาด มันก็ตอบคำถามตั้งแต่หุ่นยนต์ทำงานแทนมนุษย์ได้จริงมั้ย ซึ่งหนังสือเล่มนี้ตอบว่าได้ แล้วก็ถามต่อว่า เราจะทำยังไงกันดี ในแง่เศรษฐกิจเราควรจะทำยังไง รัฐควรจะกำหนดนโยบายยังไง แล้วในแง่ความเป็นมนุษย์เอง เราจะยังหลงเหลือความเป็นมนุษย์อยู่ไหม สำหรับคนที่นิยามตัวเองด้วยงาน สำหรับคนที่นิยามว่ามนุษย์มีความคิดสร้างสรรค์ แล้วถ้าหุ่นยนต์ทำงานที่มีความคิดสร้างสรรค์ได้ล่ะ จุดยืนของมนุษย์จะอยู่ตรงไหน มนุษย์คืออะไร หนังสือเล่มนี้ก็พยายามตอบคำถามโดยที่เชื่อมเทคโนโลยี เศรษฐศาสตร์ และปรัชญา เข้าด้วยกัน

แล้วส่วนตัวคุณสนใจอะไรในหนังสือ หุ่นยนต์ผงาด

หนังสือเล่มนี้เสนอภาพในอนาคตที่ใกล้มากว่าถ้าหุ่นยนต์ทำงานแทนมนุษย์แล้วจะเกิดอะไรขึ้น แล้วมันก็ไปไกลขนาดที่บอกว่าจะต้องเกิดนโยบายแบบนี้ขึ้นเพื่อปกป้องมนุษย์ หรือว่ามนุษย์จะต้องไปค้นหาความหมายของตัวเองผ่านทางไหน แล้วผู้เขียนมองไว้ว่ามนุษยชาติจะอยู่รอดได้ยังไง ต้องเป็นยังไงต่อไป

คืออ่านแล้วรู้สึกว่าเหมือนนิยายวิทยาศาสตร์ประมาณหนึ่ง แต่เป็นนวนิยายวิทยาศาสตร์ที่มีข้อมูลมารองรับ และเกิดขึ้นจริงแล้ว เราอาจจะบอกว่าไม่เห็นเกี่ยวข้องกับไทยเลย เพราะไทยยังไม่มีแรงงานหุ่นยนต์ แต่พวกงานที่คนไทยเคยรับมาจากประเทศที่พัฒนาแล้ว สุดท้ายมันจะกลับไปที่ประเทศต้นทางทั้งหมด เพราะว่าการใช้หุ่นยนต์มีต้นทุนต่ำกว่าการใช้แรงงานต่างด้าว ซึ่งมันทำให้คนที่เคยทำงานเหล่านั้นต้องไปแข่งกับหุ่นยนต์ในวันหน้า

เมื่อก่อนเรามองเทคโนโลยีในฐานะเครื่องมือของมนุษย์เสมอ เครื่องมือที่ทำให้เรามีความสามารถเพิ่มขึ้นในบางอย่าง เรามีรถยนต์เป็นส่วนขยายของขา เรามีทีวีเป็นส่วนขยายของตา เรามีหูฟังเป็นส่วนขยายของหู เรามีวิทยุเป็นส่วนขยายของปาก แต่หุ่นยนต์มันไม่ใช่ เมื่อไหร่ก็ตามที่มันทำงานได้ด้วยตัวเอง มันไม่ได้เป็นส่วนขยายของเราแล้ว มันคือจุดเปลี่ยนของความสัมพันธ์ระหว่างเทคโนโลยีกับมนุษย์ จากที่เป็นแค่เครื่องมือ ตอนนั้นมันจะกลายเป็นอีกตัวตนหนึ่งที่อยู่บนโลก

แล้วคุณเองมองหุ่นยนต์ด้วยความรู้สึกแบบไหน กลัว ตื่นเต้น หรือรู้สึกยังไง

เราไม่ได้กลัวมันมาก เราไม่ได้รังเกียจ ไม่ได้ชอบ แต่ว่ามันทำให้เรากลับมาถามตัวเองว่าถ้าวันหนึ่งที่หุ่นยนต์เขียนข่าวได้แล้ว ถ้าวันหนึ่งมันจับใจคนอ่านได้เหมือนที่ผู้เขียนซึ่งเป็นมนุษย์จับใจคนอ่านได้ แล้วมันจะเป็นยังไง มันเป็นสิ่งหนึ่งที่ผลักดันให้เราต้องหาความหมายของชีวิตด้วยอย่างอื่นนอกจากงาน เพราะว่าเมื่อมีสิ่งประดิษฐ์บางอย่างที่ทำงานได้เหมือนเรา หรือทำได้ดีกว่าเรา แล้วหน้าที่ของเราคืออะไร แล้วความหมายของเราคืออะไร

ทีปกร วุฒิพิทยามงคล ทีปกร วุฒิพิทยามงคล

คุณเชื่อว่าจะมีวันนั้นจริงใช่ไหม วันที่หุ่นยนต์ทำได้ทุกอย่างแทนมนุษย์

เชื่อ เพราะว่ามีตัวอย่างมากมายให้เห็น เราเห็นหุ่นยนต์วาดภาพได้ เห็นหุ่นยนต์เขียนบทกวีได้ เห็นหุ่นยนต์แต่งเพลงได้ แล้วเทคโนโลยีพวกนี้มันเป็นความเร่งแบบ Exponential คือยกกำลังขึ้นไป ดังนั้น อะไรที่เราเห็นในวันนี้มันจะดีขึ้น 2 เท่าในอีกไม่กี่เดือน และมันจะดีขึ้นอีก 2 เท่าในอีกไม่กี่เดือน วันหนึ่งหุ่นยนต์จะพิพากษาได้ จะเขียนงานได้ สัมภาษณ์ได้ ถ่ายรูปได้ ดังนั้น เราคิดว่าอีกไม่นานเราจะรู้สึกว่า เฮ้ย อันนี้เจ๋งดีว่ะ แล้วมารู้ทีหลังว่าหุ่นยนต์ทำ

จากที่เราเคยมองว่าหุ่นยนต์ทำอะไรพวกนี้ไม่ได้หรอก แต่ว่าวันหนึ่งมันจะทำได้ในระดับเดียวกัน และสุดท้ายมันอาจจะทำได้ในระดับที่ดีกว่ามนุษย์

แล้วมีอะไรบ้างไหมที่คุณคิดว่ายังไงหุ่นยนต์ก็แทนมนุษย์ไม่ได้

สิ่งที่หุ่นยนต์ทดแทนมนุษย์ไม่ได้คือมันเป็นมนุษย์ไม่ได้เท่านั้นเอง คือยังไงก็ตามคุณก็จะรู้สึกว่านี่คือหุ่นยนต์ อันนี้เป็นสิ่งที่มันทดแทนไม่ได้ ไม่ว่ามันจะน่ารักแค่ไหน ไม่ว่ามันจะดีกับคุณแค่ไหน แต่ถ้าคุณคิดว่ามันเป็นหุ่นยนต์ มันก็จะเป็นหุ่นยนต์อยู่ดี อันนี้แหละที่ทดแทนไม่ได้ ซึ่งมันทำให้คนบอกว่าหุ่นยนต์จะทดแทนในงานดูแลผู้สูงอายุได้ช้าที่สุด เพราะว่าคนไม่สะดวกใจ แล้วก็เป็นปัญหาในเชิงเทคนิคด้วยว่าจริงๆ แล้วมันอาศัยความแม่นยำ อาศัยความคล่องแคล่วมากกว่าที่คิด ซึ่งเป็นทักษะของมนุษย์ที่ตอนนี้หุ่นยนต์ยังเลียนแบบไม่ได้ดีนัก

ในวันที่หุ่นยนต์ทดแทนมนุษย์ได้ทุกอย่าง หมายความว่าวันหนึ่งมนุษย์จะไร้ค่าหรือเปล่า

ถามว่ามนุษย์จะไร้ค่ามั้ย ก็ขึ้นอยู่กับว่าให้ค่ากับอะไร ถ้าให้ค่ากับผลผลิตของตัวเองก็ไร้ค่า

เรื่องปัญญาประดิษฐ์ เรื่องหุ่นยนต์ เป็นสิ่งที่ทำให้เราอ่านปรัชญาเยอะขึ้น เมื่อก่อนความหมายของชีวิตเราอาจจะเป็นการพัฒนาเพื่อให้ดีกว่าเมื่อวาน ซึ่งตอนนี้ก็อาจจะเป็นอย่างนั้นอยู่ แต่ก็มีคำถามว่าดีกว่าเมื่อวานแล้วยังไงวะ คือมันเกิดคำถามเยอะขึ้น ดีกว่ายังไง ดีกว่าคืออะไร เก่งกว่าเพื่ออะไร

สุดท้ายแล้วเรารู้สึกว่าการตั้งคำถามเรื่องความประดิษฐ์ ความจริงหรือความไม่จริง มันจะทำให้เรากลับมาตั้งคำถามกับความเป็นมนุษย์ว่า สิ่งที่เราคิดว่าเป็นคุณสมบัติของมนุษย์อย่างความฉลาด ความคิดสร้างสรรค์ ความรัก ศิลปะ จิตสำนึก จริงๆ แล้วมันคืออะไร มันคือสิ่งประดิษฐ์เหมือนกันหรือเปล่า

กับคำถามที่ว่าความหมายของชีวิตคืออะไร คุณเจอคำตอบหรือยัง

ไม่เจอ ซึ่งเรารู้สึกว่าความหมายก็เป็นสิ่งประดิษฐ์ของมนุษย์เหมือนกัน ทุกวันนี้ก็ยังกลับมาถามอยู่ว่าทำไปทำไมวะ แต่ก็อยู่ไป หิวก็กิน ง่วงก็หลับ เราคิดว่าในระยะใกล้มนุษย์จะยังไม่รู้คำตอบหรอก

แล้วคิดว่ามนุษย์จำเป็นต้องรู้มั้ย ความหมายของชีวิต

มีคนเขาบอกว่าสิ่งที่ทำให้มนุษย์เป็นมนุษย์คือการมีเป้าหมาย มีความหมาย ดังนั้น ถ้าเราเชื่ออย่างนั้น อาจจะจำเป็น ซึ่งอาจจะไม่มีวันเจอคำตอบ แต่สุดท้ายมนุษย์อาจจะแฮปปี้กับการวิ่งไล่ตามก็ได้

แชมป์ ทีปกร

ขอบคุณสถานที่ Oneday Hostel

Writer

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load