สถานีปลายทางของกาแฟ สำหรับหลายคนอาจอยู่ที่การชงใส่แก้วแล้วจิบ แต่เมื่อสังเกตว่าหลังจากเราเติมพลังคาเฟอีนใส่ตัวแล้ว มีขยะจำนวนมากแค่ไหนเกิดขึ้น ก็คงสัมผัสได้ว่านี่ไม่ควรจะเป็นจุดจบที่แท้จริง

สำหรับนักเวทย์ผู้เปลี่ยนเศษขยะให้เป็นทองอย่าง อ.สิงห์ อินทรชูโต การดื่มกาแฟเป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นของการต่อยอดสร้างสรรค์อีกมากมาย อ.สิงห์อยู่ในวงการสร้างผลิตภัณฑ์จากเศษวัสดุมายาวนานถึงสิบกว่าปีแล้ว เขาเคยทดลองเสกสรรวัสดุใหม่จากของเหลือมากมาย ตั้งแต่หลอด พลาสติก ไม้ และกาแฟก็เป็นหนึ่งในนั้น

สาเหตุนี้เองจึงทำให้เราเลือกมาพูดคุยกับเขา เพื่อถามถึงวิธีการใช้กาแฟให้คุ้มหมดจนหยดสุดท้าย ในแบบที่คุณอาจนึกไม่ถึงมาก่อนเลยก็เป็นได้

สิงห์ อินทรชูโต

จากฉากสุดท้ายสู่ฉากใหม่

“มันเป็นเรื่องปกติอยู่แล้วที่คนโบราณชอบเก็บของมาใช้ใหม่ ผมคิดว่าผมทำตามคนโบราณเลย” นี่คือความคิดเริ่มต้นของ อ.สิงห์

ในวันที่สร้างบ้านของตัวเองแล้วพบว่ามีเศษวัสดุเหลือมากมาย ขนาดที่นำมาทำเฟอร์นิเจอร์ขนาดใหญ่ได้อย่างเป็นชิ้นเป็นอัน รวมถึงเมื่อไปออกแบบอาคารให้ลูกค้า ก็นำวัสดุเหลือใช้จากการก่อสร้างมาแปลงเป็นของแถมมากมายไว้ใช้ประกอบในอาคาร “พอโรงงานที่ขายวัสดุก่อสร้างมาเห็น เขาก็อยากให้เราเข้าไปดูโรงงานเพื่อช่วยลดเศษวัสดุของเขา ตรงนั้นเป็นจุดเริ่มต้น แล้วก็ลามไปเรื่อยๆ แล้วทีนี้”

ตัดภาพมาที่ปัจจุบัน อ.สิงห์กลายเป็นผู้เล่นสำคัญคนหนึ่งในวงการอัพไซเคิลวัสดุเหลือใช้ เขามีทั้ง Osisu บริษัทออกแบบเฟอร์นิเจอร์ส่วนตัว Research & Innovation for Sustainability Center (RISC) ศูนย์รวมผลิตภัณฑ์จากเศษวัสดุแห่งใหม่ของไทยบนถนนราชดำริ รวมถึง Scrap Lab ณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์แห่งนี้

ด้วยความที่งานเยอะจนถามไม่หวาดไม่ไหวขนาดนี้ เราจึงขอโฟกัสถามไปที่จุดเดียว คือสถานที่ให้กำเนิดวัสดุจากกากกาแฟ นั่นคือ Scrap Lab

Scrap Lab

จากขยะเก่าสู่โจทย์ใหม่

ที่มุมลึกสุดของตึกคณะสถาปัตยกรรม มีห้องขนาดไม่ใหญ่นักห้องหนึ่ง ภายในจุเอาความคิดแหวกแนวจำนวนมากไว้ในรูปแบบของชิ้นผลิตภัณฑ์ที่ออกมาสำเร็จแล้ว วางกระจัดกระจายอยู่ตามพื้นและบนชั้นวาง

“ในฐานะของเราซึ่งเป็นนักวิจัย ก็ต้องหาวิธีการสอนเด็กให้คิดนอกกรอบเป็น หาโจทย์ที่ยังไม่ถูกแก้ ถ้าถูกแก้แล้ว เด็กไปหาคำตอบเอาตามกูเกิล ตามห้องสมุด ก็จะเจอ” ในความเห็นของ อ.สิงห์ Scrap Lab มีจุดมุ่งหมายหลักในการเป็นสถานที่สำหรับให้ลองคิดลองทำ เปลี่ยนเศษวัสดุที่อาจดูไร้ค่าเป็นสินค้าหน้าตาน่าซื้อใช้ หากยังไม่เวิร์กก็คิดใหม่ หากดีแล้วก็นำไปใช้ต่อ

เมื่อถามว่าโจทย์ที่ยังไม่ถูกแก้ จะเลือกอย่างไร อาจารย์ตอบว่า “เราไม่ได้เข้าไปดูในโรงงาน ยังไงก็ไม่มีทางรู้หรอกว่ามีเศษอะไรเยอะน้อยบ้าง แต่ก็สังเกตได้ง่ายๆ ว่าถ้ามันยังมีวัสดุมาให้เราทำตลอดเวลา ต่อให้ไม่ต้องไปนั่งนับก็จะรู้ว่ามันไม่หมด อย่างที่เยอะที่สุดคือพลาสติกอยู่แล้ว เช่น เศษกระดุม หลอด อย่างนี้มีมาเรื่อยๆ”

เนื่องจากคนนอกอย่างเราไม่มีทางรู้ว่ามีเศษอะไรเหลือในโรงงานบ้าง Scrap Lab จึงใช้วิธีการให้โรงงานเข้ามาติดต่อเสนอเศษเอง โดยจะหมุนเวียนเปลี่ยนไปในทุกเทอม ทำให้มีโจทย์แปลกใหม่โผล่มาให้ตื่นเต้นเสมอ เช่นถ้าเป็นโรงพยาบาลก็จะมีถุงน้ำยาล้างไต ผ้าห่อเครื่องมือผ่าตัด หรือถ้าเป็นโรงงานเนื้อสัตว์ก็จะมีเล็บหมู กระดูกไก่ ขนวัว เหล่านี้เป็นต้น

กาแฟก็เป็นหนึ่งในโจทย์ดังกล่าว ธุรกิจที่มาขอความช่วยเหลือเป็นใครไปไม่ได้นอกจากสตาร์บัคส์ ร้านกาแฟใหญ่ยักษ์ระดับโลก “เมื่อหลายปีมาแล้ว สตาร์บัคส์มาบอกว่าเห็นผมทำเรื่องขยะมาเยอะ อยากให้ช่วยเอาเศษวัสดุของเขาไปจัดการหน่อย ผมจบจากซีแอตเทิล กินกาแฟสตาร์บัคส์มานาน ก็เหมือนเห็นบริษัทของบ้านเรามาหาเรา”

จากตรงนี้เอง ที่นำไปสู่การสร้างสรรค์วัสดุสุดสวยจากกากกาแฟใช้แล้ว

กระเบื้องกากกาแฟ

จากกากกาแฟสู่โต๊ะเก้าอี้

“เศษที่ได้รับมามีหลายอย่าง ทั้งซองฟอยล์ มีกล่องนม หลอด แก้วกาแฟ ไม้คน แล้วก็กากกาแฟ” ทางทีม Scrap Lab เริ่มต้นจากโจทย์หน้าตาคุ้นเคยก่อน เช่น กล่องนมและหลอด ใช้เวลาไม่นาน เศษเหล่านี้ก็กลายเป็นสินค้ามากมาย หลังจากนั้น จึงหันมาให้ความสนใจกับหัวใจของร้านกาแฟ และขยะที่มีปริมาณเยอะที่สุดจากร้าน นั่นก็คือกากกาแฟ

“เขาเสิร์ฟกาแฟวันนึงเป็นร้อยๆ แก้ว มีกากกาแฟเหลือเป็นกระสอบๆ ก็ยกมาไว้หน้าคณะพร้อมเขียนชื่อติดไว้ พอเราไปดู ราขึ้นเพียบจนเป็นสีเขียวอื๋อ ต้องทิ้งทั้งถุง เราเลยต้องบอกให้เขาเอาไปตากแดดมาก่อน เขาเลยขนมาอีกถุงนึง แล้วก็ให้เด็กๆ มาช่วยกันกางตากข้างหน้าคณะจนแห้ง พอแห้งแล้วก็เริ่มมาคิดว่าจะทำอะไรดี”

ประจวบเหมาะพอดีกับที่เพิ่งทำหินเทียมจากเศษกระดุมได้สำเร็จ เขาจึงคิดว่าน่าจะทำเช่นเดียวกันกับกากกาแฟได้ แม้ในตอนที่นำไปทดลองจะถูกแย้งว่าหินเทียมเป็นสารเคมีที่ไม่ย่อยสลาย แต่กากกาแฟเป็นอินทรียวัตถุที่ย่อยสลายได้ ไม่ควรนำมาผสมกัน อาจารย์ก็ยังคงยืนยันทดลอง จนในที่สุดกากกาแฟก็รวมร่างกับส่วนผสมอื่นออกมาเป็นโมเสก กระเบื้อง และหินเทียม ทำให้ร้านสตาร์บัคส์ทุกสาขามีกากกาแฟซ่อนอยู่ทั่วร้าน ไม่ใช่แค่ในแก้วกาแฟเท่านั้น

หากเล่าแค่นี้ก็อาจฟังดูเหมือนทำง่ายคิดไวแล้วก็จบ แต่ในความเป็นจริงแล้วซับซ้อนยาวนานกว่านั้นนัก “พอลองผสมแล้วก็ต้องค่อยๆ กวน กี่รอบต่อนาที ความหนาแน่นเท่าไร อย่างอันนี้กว่าจะออกมาได้ก็ 6 – 7 เดือน ถ้าแบบที่ยังเห็นเค้าเดิมอยู่เยอะก็จะไม่นาน เพราะทำได้เลย แต่ถ้าให้เค้าเดิมไม่อยู่แล้ว ก็ต้องคิดนานทำนาน”

การแปรรูปจนแทบดูไม่ออกว่าทำจากกากกาแฟ ชวนให้คนทั่วไปอย่างเราๆ รู้สึกว่านี่เป็นวิธีช่วยโลกที่ไกลเกินเอื้อม แต่อาจารย์กลับบอกว่า “คนทั่วไปก็ทำได้ ผมก็คนทั่วไปนะ เครื่องมือมันมีอยู่แล้ว เราแค่ต้องคิดว่าจะใช้กระบวนการไหนกับอะไร ส่วนเวลาจะใช้เครื่องมือ ผมก็ต้องวิ่งไปหาตามที่ต่างๆ เหมือนกัน เศษกระจกก็ต้องไปตามโรงงานกระจก เศษไม้ก็ไปกรมป่าไม้ คนเราซื้อเครื่องมือไม่ได้ทุกอันหรอก”

แต่ถ้าไม่มีพลังหรือวัสดุปริมาณมากพอจะลงทุนทำตามอย่างอ.สิงห์ ก็ใช่ว่าจะทำอะไรกับกากกาแฟไม่ได้เลยนะ เพราะอาจารย์เองก็มีร้านกาแฟเล็กๆ ชื่อ Temple House ที่ข้างพระธาตุหริภุญชัยในลำพูน เมื่อมีกากกาแฟเหลือ พนักงานในร้านก็จะเอาไปโรยในสวน เป็นปุ๋ยให้ต้นไม้ “แต่ถ้าขายได้เยอะก็ไม่ค่อยดี เพราะกากกาแฟเป็นไนเตรท โรยไปมากๆ ต้นไม้จะเขียวอย่างเดียว ไม่มีใบ” อาจารย์พูดติดตลก

เก้าอี้

จากอดีตสู่อนาคต

“การทำสินค้าจากเศษวัสดุเดี๋ยวนี้เป็นเรื่องปกติไปแล้ว” อ.สิงห์เล่าความเปลี่ยนแปลงตลอดสิบกว่าปีในวงการให้เราฟัง “แต่ก่อนเป็นเรื่องผิดปกติอย่างแรง คนคิดว่ามาทำอะไรเล่นๆ เอาเงินมาเผาเล่น จะมีคำถามแปลกๆ เช่น มีนางพรายสิงอยู่มั้ย มันจะทนแค่ไหน เป็นคำถามที่คนเดี๋ยวนี้ไม่ถามแล้ว”

“ผมว่าเทรนด์มันมาแล้วนะ ภาพรวมคือมีคนทำเยอะขึ้นจริงๆ บทความเรื่องสิ่งแวดล้อมก็เยอะกว่าแต่ก่อนจริงๆ พวกบริษัทก็เริ่มมีนโยบายสิ่งแวดล้อม ทั้งๆ ที่แต่ก่อนไม่ได้สนใจด้วยซ้ำ และคนต้องการสินค้ารักสิ่งแวดล้อมมากขึ้น แสดงว่าจริงๆ ทิศทางมันดีขึ้น”

แม้จะเป็นเช่นนั้น แต่เมื่อถามว่าแล้วเราจะแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมได้หรือไม่ อาจารย์กลับตอบทันทีว่า “ไม่ได้เลย เพราะเราผลิตเศษเป็นสิบๆ เท่าของเศษที่เราแก้ เราจะแก้ไม่ได้เลย ตราบใดที่ผู้บริโภคยังใช้ครั้งเดียวทิ้งแบบนี้ ถ้าครึ่งหนึ่งของคนไทยทำอย่างผมตอนนี้ มันจะแก้ได้ ตอนนี้มันมีแค่หลักร้อย มันไม่ทันหรอก”

แล้วถ้าอย่างนั้น จะยังทำไปทำไมล่ะ? “เพราะดีกว่าไม่ทำอะไรเลย” อาจารย์ตอบ “เราเกิดมาทำลายโลกอยู่แล้ว พื้นฐานเรามาจากความหายนะอยู่แล้ว เราไม่ควรทำอะไรที่เลวร้ายอีก ดังนั้น ต่อให้มันแก้ปัญหาอะไรไม่ได้ก็จะทำ”

“อีกอย่างคือ เรารู้ว่าสักวันนึงจะไม่มีวัสดุเหลือให้เราขุดมาใช้ ถึงวันนั้น ทุกคนก็ต้องเอาของรอบๆ ตัวที่มันเป็นขยะอยู่แล้วมาใช้ ถ้าตอนนั้นค่อยมาเริ่มหาองค์ความรู้ มันไม่ทันแล้ว เลยต้องมีคนที่สร้างองค์ความรู้พื้นฐาน และกระบวนการชัดเจนไว้ให้ก่อน ถ้าเมื่อไรจิตใจพร้อมทำ ก็จะเริ่มได้เลย”

แม้ใครจะมองว่าการนำเศษขยะมาอัพไซเคิล จะเป็นการแก้ปัญหาปลายเหตุ แต่อาจารย์ก็ยังยืนยันอยู่เช่นเดิมว่าอย่างน้อยก็ดีกว่าไม่ทำอะไรเลย “โรงงานทุกโรงงานไม่อยากทิ้งเศษอยู่แล้ว เขาก็แก้ให้เครื่องจักรมีประสิทธิภาพที่สุด แต่ก็ยังเหลือเศษอยู่ดี เลยต้องมีคนมาแก้ปลายเหตุให้เขา มันมีหลายรูให้แก้เยอะไปหมด จะกลางเหตุ ปลายเหตุ ต้นเหตุ ใครแก้ตรงไหนได้ต้องรีบแก้ อุดมันทุกรูนั่นแหละ”

สิงห์ อินทรชูโต

Writer

อลิษา ลิ้มไพบูลย์

นักอยากเขียนผู้เรียนปรัชญาเพื่อเยียวยาอาการคิดมาก เวลาว่างใช้ไปกับการร้องคอรัสเล่นๆ แบบจริงจัง และดูหนังอย่างจริงจังไปเล่นๆ

Photographer

ลักษิกา จิรดารากุล

ช่างภาพที่ชอบกินบะหมี่ ถูกชะตากับอาหารสีส้ม และรักกะเพราไก่ใส่แครอท

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

“ค่ะ”

คือคำพูดติดปากที่ทำให้คนทั้งประเทศจดจำ จิตดี ศรีดี ผู้ประกาศข่าวจากรายการ ทุบโต๊ะข่าว ทางช่องอมรินทร์ทีวีได้เป็นอย่างดี ไม่ใช่เพราะเธอไม่มีอะไรจะพูดหรือไม่มีความคิดความอ่านแต่อย่างใด ในทางกลับกัน สิ่งที่คนดูประทับใจในตัวเธอคือการเป็นลูกคู่ที่ดีเยี่ยมของพิธีกรฝีปากกล้า พูดในจังหวะที่ควรพูดและทำให้รายการดูกลมกล่อมขึ้น จากไหวพริบและความอดทนของตัวเธอเองตลอด 7 ปีที่ผ่านมา

จนถึงเวลาที่บทถัดไปของชีวิตเริ่มต้นขึ้น

น้อยคนที่จะรู้ว่า จิตดี ศรีดี หรือ เจี๊ยบ คนนี้ เคยทำงานเป็นพนักงานโรงแรมมาก่อนถึง 2 ปี ก่อนจะเดินตามความฝัน เริ่มต้นอาชีพผู้ประกาศข่าวต้นชั่วโมงทางวิทยุ และค่อยๆ เติบโตจนมาเป็นพิธีกรคู่ขวัญกับ พุทธ อภิวรรณ ผู้ประกาศข่าวชื่อดังขวัญใจมหาชน 

จนล่าสุดที่มีข่าว ‘จิตดีจะได้พูดแล้ว’ ทำให้แวดวงสื่อและแฟนคลับของเธอตื่นเต้นว่าเธอจะย้ายไปไหน ซึ่งจิตดีเองก็ยืนยันว่าไม่ได้ลาออกจากช่อง ยังเป็นพนักงานเหมือนเดิม เพียงแต่เธอได้รับโอกาสจากผู้บริหารอมรินทร์ทีวีให้ย้ายช่วงมาจัดรายการข่าวเช้า ‘อรุณอัมรินทร์’ แทน เป็น 1 ใน 4 ผู้ประกาศข่าวหลักร่วมกับ โจ-อรชุน รินทรวิฑูรย์, บอล-สถาปัตย์ แพทอง และ กรุ๊งกริ๊ง-รังสิมา ศฤงคารนฤมิตร ที่หลายคนคุ้นหน้าคุ้นตากันอยู่แล้ว

จะว่าไปนี่คือการก้าวออกจากพื้นที่ปลอดภัยของตัวเองภายใต้เงาของพุทธด้วยซ้ำ เพราะอยู่รายการใหญ่ มีผู้ดำเนินรายการที่เป็นแม่เหล็กดึงดูดสายตาของผู้ชม ย่อมมั่นคงกว่าการเริ่มต้นใหม่เองเสมอ แม้จิตดีจะบอกกับ The Cloud ว่าเธอได้พูดมากขึ้นเป็นเท่าตัว แต่โจทย์นี้ก็ไม่ง่ายเมื่อต้องทำงานช่วงชิงเรตติ้งข่าวเช้าในวันที่กรรมกรข่าวตัวจริงอย่าง สรยุทธ สุทัศนะจินดา หวนกลับคืนหน้าจออีกครั้ง ปฏิเสธไม่ได้ว่าเธอต้องทำการบ้านอย่างหนักในการปรับตัวและพัฒนาตัวเธอเองมากขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่มีเวลาเหลือให้มองสิ่งที่อยู่ข้างหลังอีกต่อไป

บทสัมภาษณ์นี้น่าจะทำให้ใครหลายคนรู้จัก เข้าใจ และรักผู้หญิงคนนี้มากขึ้น ไม่ใช่ในฐานะผู้ประกาศข่าวชื่อดัง แต่เป็นบทบาทของลูกคนหนึ่งที่มีความฝัน ผูกพันกับแม่อย่างลึกซึ้ง เด็กสาวจากสามพรานที่สร้างเนื้อสร้างตัวขึ้นมาเองจากศูนย์ อดีตนักจัดรายการวิทยุในวัดของชุมชนที่สอบใบผู้ประกาศผ่านเพราะมีหลวงพ่อคอยชี้แนะ 

ถ้ามองชีวิตของเธออย่างตรงไปตรงมา เรื่องราวของเธอก็คือเรื่องของคนธรรมดาๆ คนหนึ่ง เหมือนกับตัวผู้เขียนและผู้อ่าน ไม่ได้มีใครพิเศษไปกว่าหลักการของเหตุและผลที่มีทีมาที่ไปของมันเอง เพียงแต่เรื่องของ เจี๊ยบ จิตดี นี้ น่าจะเป็นเรื่องธรรดาที่ทำให้ใครหลายคนยิ้มได้ อิ่มใจ และเอ็นดูความเป็นเธอไม่น้อยเลย

กว่าจะเป็น 'จิตดี' ผู้ประกาศข่าวที่อาจพูดน้อยที่สุดในไทย และบทบาทใหม่ที่เธอขอเล่าเอง

เป็นอย่างไรบ้างกับการเปลี่ยนมาอ่านข่าวเช้า

ท้าทายค่ะ เพราะการแข่งขันสูงมาก เราต้องทำให้แตกต่างเพื่อให้คนดูอยู่กับเราไปตลอดสามชั่วโมงที่เรานั่งจัดข่าวเช้ากัน พอเปลี่ยนเวลาก็เปลี่ยนชีวิตไปเลยค่ะ ทั้งเวลานอน เวลาตื่น เวลากิน แม้กระทั่งเวลาขับถ่าย (หัวเราะ) เปลี่ยนหมด ทุกวันนี้ตื่นสามทุ่มครึ่งไม่เกินสี่ทุ่ม ตื่นเวลาคนเข้านอน หลังจากตื่นแล้วก็อาบน้ำแต่งตัวมาเข้าออฟฟิศไม่เกินห้าทุ่มครึ่งหรือเที่ยงคืนประมาณนี้ จะมาดูว่าเกิดอะไรขึ้นรอบวันบ้าง จากนั้นก็มาคุยกันว่าข่าวของเราเก้าเบรกเราจะเล่นอะไรกันบ้าง

นอกจากเป็นผู้ประกาศข่าวแล้วก็ช่วยงานกองบรรณาธิการด้วย

ใช่คะ ต้องเลือกประเด็นข่าวและวางข่าว ตอนนี้พี่ใหญ่ในทีมคือ พี่โจ อรชุน รองลงมาก็เจี๊ยบ จะมีน้องที่เขาอยู่ข่าวเช้าเดิมคือ น้องกรุ๊งกริ๊ง รังสิมา และ บอล สถาปัตย์ ตัวเจี๊ยบมีโอกาสมาดูเบื้องหลังด้วย ซึ่งระบบการทำงานของข่าวเช้าต่างจากรายการ ทุบโต๊ะข่าว ที่เคยทำมา ทีมทำงานต่างกันก็ต้องปรับตัว ดูว่าเขาทำอย่างไรมาก่อน อะไรที่เราต้องปรับบ้างให้ทีมแข็งแรงขึ้น ตอนนี้เราจะหาจุดแข็งจุดอ่อนของแต่ละคน เป็นเรื่องของผู้จัดรายการก่อนเลยค่ะ บทบาทของเราก่อนหน้านี้ไม่ค่อยได้พูด ตอนนี้ต้องพูดเยอะขึ้น เรามีข่าวที่เราต้องรับผิดชอบและต้องนำเสนอหน้ากล้องให้ดี

แล้วจุดแข็งของคุณเจี๊ยบ จิตดี คืออะไร

เรื่องประเด็นข่าวค่ะ เรามองออกอยู่แล้ว รู้ว่าต้องเลือกข่าวแบบไหน ควรไว้เบรกไหน จัดเรียงข่าวอย่างไรค่ะ

ทุกวันนี้มีความสุขกับการทำงานหรือเปล่า

มีความสุข สนุกมากเลยนะ เรารู้สึกผ่อนคลาย และเคมีตรงกันทั้งสี่คนเลย รู้สึกแบบนั้นค่ะ โชคดีที่มีเพื่อนร่วมงานดี น้องในทีมก็น่ารัก เป็นเด็กรุ่นใหม่ที่พร้อมจะเรียนรู้

กว่าจะเป็น 'จิตดี' ผู้ประกาศข่าวที่อาจพูดน้อยที่สุดในไทย และบทบาทใหม่ที่เธอขอเล่าเอง

มาวันนี้ได้พูดเยอะขึ้นแล้วเป็นอย่างไรบ้าง

(หัวเราะ) เจี๊ยบได้พูดเยอะขึ้นอีกเท่าตัวเลยค่ะ เพราะว่าแต่ละเบรก จิตดีต้องได้พูดสักหนึ่งข่าว บางเบรกยาวก็อ่านสองข่าว ได้พูดเยอะขึ้น พอได้พูดเราก็พูดเลย แสดงศักยภาพเต็มที่ อยากใส่อะไรก็ใส่ในข่าว รูปแบบข่าวเช้าคือข่าวเช้าอารมณ์ดี ต้องมีความร่าเริง ต้องดูอารมณ์ข่าว เป็นตัวเองมากขึ้น ตอน ทุบโต๊ะข่าว ก็เป็นตัวเองนะคะ มีแหย่เล่น มีเถียง แต่พูดมากไม่ได้

รายการ ทุบโต๊ะข่าว เหมือนพื้นที่ปลอดภัย พอต้องออกมาจัดรายการเช้าเอง รู้สึกกดดันหรือไม่

คือเจี๊ยบต้องปรับตัวและแสดงศักยภาพให้มากยิ่งขึ้น ต้องทำให้คนดูเข้าใจง่ายที่สุด บวกกับความเป็นตัวตนของเรา เราต้องเล่าให้เข้าไปกับข่าว ทำงานสี่คนก็ไม่ได้ง่ายเลย ธรรมชาติของแต่ละคนแตกต่างกัน ก็ต้องปรับ เพื่อปลุกคนดูตอนเช้า ตัวเจี๊ยบไม่เคยเป็นน้ำเต็มแก้ว เราพร้อมเรียนรู้ ทำงานเป็นทีม มันทำให้ทุกอย่างสำเร็จ ไม่ใช่โชว์คนเดียว ไม่เป็นแบบนั้นเพราะงานจะไม่เดิน บอกทุกคนหมดว่ามีอะไรบอกได้เลยนะ พร้อมปรับค่ะ

วันนี้ได้พูดเยอะขึ้น ตั้งใจจะพูดอะไร

สิ่งที่เจี๊ยบคิดคือ อยากปั้นข่าวเช้าให้เป็นที่พึ่งของประชาชน มีเรื่องร้องทุกข์ ร้อนใจตรงไหนขอให้บอกเรา เราจะช่วยเป็นกระบอกเสียงให้เกิดการแก้ไข อยากสร้างสรรค์สังคมให้ดีขึ้น หรือมีบางช่วงที่เป็นมุมดีๆ ให้คนที่กำลังท้อ ได้มีความหวัง มีกำลังใจสู้ต่อ บางคนหาทางออกไม่เจอ เราอาจมีบางแง่มุมมาสอดแทรกให้พวกเขา

มองกลับไปที่จุดเริ่มต้น ทำงานสายนี้มากี่ปีแล้ว

นานมากเลยค่ะ ถ้านับตอนนี้ก็สิบสองสิบสามปีได้ พอเจี๊ยบเรียนจบ สองปีแรกเราทำงานโรงแรมก่อน จากนั้นมาทำงานเป็นผู้ประกาศอ่านข่าวต้นชั่วโมงทางวิทยุ พอต้นสังกัดที่เราอยู่เขาทำเคเบิลทีวี เรามีโอกาสได้ไปจัดรายการข่าว อ่านข่าว ทำมาโดยตลอด จากนั้นก็ลาออก แล้วอีก สี่เดือนไปทำอีกช่องหนึ่ง เป็นรายการเกี่ยวกับการเกษตรค่ะ แล้วก็ถูกชักชวนกับคุณพุทธมาทำที่อมรินทร์ทีวี ตอนนี้ก็เข้าสู่ปีที่เจ็ดแล้ว

เห็นว่าทำด้านนี้มาตั้งแต่เรียนมหาวิทยาลัย

สมัยเป็นนักศึกษาทำงานเสียงตามสายค่ะ เป็นชมรมเลย มีรุ่นพี่ที่เขาจัดอยู่แล้ว เขาจะเฟ้นหานักศึกษาที่สนใจด้านนี้ เจี๊ยบไปสมัครและเขาเห็นแววเรา ก็พูดคุยและชักชวนกันเข้ามาทำ นั่นเป็นจุดเริ่มต้นเลย ตอนเด็กเจี๊ยบอยากเป็นดีเจ เพราะตอนนั้นวิทยุบูมมากเลยนะ เราฟังวิทยุ EFM, Green Wave, Hot Wave คิดว่าอยากทำแบบนั้น แต่ตัวเราไม่ได้มีเส้นสายหรือจะหาเส้นจากไหนเพราะเราไม่มี ก็ค่อยๆ ไต่เต้าด้วยตัวเองจนวันหนึ่งได้มาสายนี้

โชคดีอีกอย่างที่ก่อนเรียนจบเจี๊ยบไปฝึกงานในวิทยุชุมชนในวัดสามพราน (พุทโธภาวนา) ได้จัดรายการหนึ่งชั่วโมงเต็ม เป็นรายการแนวความรู้คู่การศึกษา เอาเกร็ดข่าวมาเล่าคู่กับความรู้ในชุมชนและเปิดเพลงลุกทุ่งไปด้วย มีพระอาจารย์ท่านคอยแนะนำ ท่านให้ตำรามาและให้เจี๊ยบไปฝึกออกเสียง ร เรือ ล ลิง ฝึกสอบใบผู้ประกาศ เจี๊ยบก็เอาตำรานั้นไปฝึกเองแล้วก็ไปสอบจนผ่าน เพราะพระอาจารย์นี่ล่ะค่ะที่สอนการออกเสียง จำได้ว่าวันนั้นมีเปิดสอบแปดสิบคน แต่สอบผ่านสามคน เจี๊ยบเป็นหนึ่งในสามคนนั้นค่ะ

ผ่านมาสิบกว่าปีในวงการสื่อ คิดว่าอะไรที่ทำให้คนทำอาชีพนี้ยังอยู่ได้นาน

ต้องปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัยค่ะ อะไรที่ดีอยู่แล้วเราก็คงไว้ เราต้องพัฒนาอะไรใหม่ๆ ไปด้วย อย่างเมื่อก่อนเป็นสื่อ ก็แค่วิทยุ ทีวี เดี๋ยวนี้มีสื่อโซเชียลเต็มไปหมด เราต้องปรับตัวให้สื่อสารผ่านสิ่งเหล่านี้ ต้องทันโลกมากขึ้น ช่องทางในการฝึกฝนตัวเองก็มีมากขึ้นด้วย เราจึงต้องพัฒนาตัวเองตลอดเวลา

กว่าจะเป็น 'จิตดี' ผู้ประกาศข่าวที่อาจพูดน้อยที่สุดในไทย และบทบาทใหม่ที่เธอขอเล่าเอง

คนภายนอกเห็นตอนจัดรายการ ถูกแย่งพูดตลอด จริงๆ รักกันดีกับคุณพุทธใช่ไหม

รักกันดีค่ะ สนิทสนม เป็นพี่เป็นน้องกัน สิ่งที่ได้เรียนรู้คือการพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา ต้องตื่นตัวตลอด ไม่อยู่นิ่ง คิดสิ่งใหม่เสมอ มองประเด็นให้แตก จับจริตชาวบ้านให้ถูก จะไม่ปล่อยผ่านความผิดพลาดออกไป เจออะไรผิดต้องรีบแก้เลย

เคยโดนดุไหม

โดนทุกวันค่ะ หนักสุดคือน้ำตาตกในห้องประชุมเลย เราก็ลุกเดินไปเข้าห้องน้ำ อันนี้เป็นตอนแรกๆ นะ เพราะเราไม่เคยเห็นเขาเป็นแบบนี้ เราไม่อยากให้คนมาสงสารเรา ก็แค่ลุกออกไป เจี๊ยบต้องทำการบ้านเยอะมาก เวลานักข่าวของเราเวลาลงพื้นที่ไปเจาะประเด็นจะส่งข้อมูลมา เราต้องอ่าน บางข่าวส่งมาเดี๋ยวนั้น เราก็ต้องประมวลผลตรงนั้นเลย

คุณพุทธเป็นอัจฉริยะตรงที่จับประเด็นได้ตรงนั้นและขยี้เก่ง ส่วนเรามีช้าบ้างไม่ทันบ้างก็ต้องปรับตัว เราต้องดูว่าคู่หูของเราต้องการอะไร เราจะเสริมตรงนั้น ตั้งแต่ทำงานกับเขามา เจี๊ยบจะโฟกัสไปที่เนื้อหาที่เราต้องการจะสื่อถึงคนดู ไม่ได้มาดูว่าฉันถูกตัดบทนะหรือถูกหักหน้า คนดูอาจจะมองแบบนั้น แต่ด้วยความที่เป็นเจี๊ยบ ก็จะ อ๋อ พี่เขาเป็นแบบนี้ ให้พี่เขาโซโล่ไป เราเสริมได้ก็เสริม ทั้งที่พี่เขาอาจจะตกหล่นบางอย่างไป เราคอยช่วยเสริม เจี๊ยบเป็นคนขี้เกรงใจ ไม่ค่อยสู้รบปรบมือกับใคร พี่เขาเป็นหัวหน้าด้วย ก็ปล่อยพี่เขาเล่าไป เราไม่กล้าขัดหรือแย้ง พูดง่ายๆ ก็ไม่มีปากไม่มีเสียงนั่นล่ะค่ะ

คนชอบแซวจิตดีว่าพูดแต่คำว่า ค่ะ เคยไปอ่านคอมเมนต์พวกนั้นบ้างไหมและรู้สึกอย่างไร

ไม่เป็นไรค่ะ เขาเห็นแบบนั้นแต่อาจไม่ทราบเบื้องหลังว่าเราทำงานหนักมาก โดนคุณพุทธเคี่ยวเรื่องภาพ เสียง บท คุณพุทธเป็นคนที่ดูรายการนี้ (ทุบโต๊ะข่าว) เขาคุมทุกอย่าง เสียงต้องเอาช่วงนี้นะ ภาพต้องปล่อยแบบนี้นะ เราเป็นคนหนึ่งในทีมต้องรู้ว่าพี่เขาจะเอาอะไร เราก็คอยเสริม เป็นตัวช่วย 

บางอย่างสิ่งที่พี่เขาคิดมันพรั่งพรู จะไปขัดเขาไม่ได้ เพราะเวลาที่เราไปขัดก็จะมีอาการ (ปัดมือ) เราต้องเรียนรู้กันและกัน จะให้ไปพูดแทรกเหรอ คนดูจะรู้สึกว่าแย่งกันพูด เราปล่อยเขาเล่าไป เราอยากเสริมอะไรถึงจังหวะเราก็เล่า บางทีไม่ทันใจ เขาก็ดึงไปเล่าเอง เป็นแบบนี้มาตลอดเจ็ดปีที่อยู่ด้วยกัน คนมองจากภายนอกเห็นแต่ว่าพี่เขาพูดอยู่คนเดียว ที่อื่นอาจจะมีการแบ่งบท แต่ที่นี่ไม่มีแบ่ง ดังนั้น คุณต้องทำการบ้าน เจี๊ยบก็รอจังหวะพี่เขาหยุดหายใจถึงได้พูด (หัวเราะลั่น)

คนมักคิดว่าพิธีกรที่พูดเยอะคือรู้เยอะและฉลาด พูดน้อยเท่ากับไม่ฉลาด เราพูดน้อยจะทำอย่างไรดี

เจี๊ยบไม่แคร์ค่ะ บางเรื่องที่ไม่รู้ก็บอกว่าไม่รู้ ไม่ได้หมายความว่าเราจะรู้ทุกอย่าง เราไม่ได้ฉลาดไปทุกเรื่อง แต่เราไปหาข้อมูลให้รู้ได้ มันไม่ใช่เรื่องโชว์โง่หรืออวดฉลาด ไม่ใช่ว่าคนที่พูดเยอะจะอวดฉลาด ไม่ได้คิดเรื่องนั้นเลย เจี๊ยบคิดแต่ว่าคนดูจะได้อะไรจากรายการของฉัน อยากให้รายการออกมาดี อยากให้คนดูรับรู้ข้อมูลที่ครบถ้วนในแบบของเรา เราไม่ได้เตรียมกันนะ เราจัดสดที่ตรงนั้นเลย เป็นธรรมชาติของพวกเราทั้งสองคน ทุกอย่างพี่พุทธคุมเองหมด

ถ้าเป็นคนอื่นมานั่งคิดว่าไม่ได้พูดเลยจะอึดอัดนะ เรามีสคริปต์ มีเรื่องในหัวนะ แต่อรรถรสในการเล่า เราต้องยอมพี่เขาจริงๆ เรายอมรับและศรัทธาในตัวพี่เขา ก็เลยแบบ เออ เชิญเลยค่ะพี่ เล่าเลย แล้วเราก็ตามเขา ดูเหมือนเราไม่ค่อยได้พูด แต่เบื้องหลังทำงานกันหนัก

กว่าจะเป็น 'จิตดี' ผู้ประกาศข่าวที่อาจพูดน้อยที่สุดในไทย และบทบาทใหม่ที่เธอขอเล่าเอง
ชีวิตบนทางเดินขรุขระของ ‘จิตดี ศรีดี’ ผู้ประกาศข่าวที่อาจจะพูดน้อยที่สุดในประเทศไทย กับบทบาทใหม่ในรายการข่าวเช้า

โดนแซวออกอากาศแรงๆ โกรธบ้างหรือไม่

เอาจริงๆ นะ ไม่โกรธเลย น่ารักดี คือ แรกๆ ก่อนมาที่อมรินทร์ทีวีเราทำงานข่าวดึกกับพี่เขามาสองปี พอมาเจอแซวที่นี่แรกๆ ก็โกรธ ควันออกหูเลย จำได้ว่ามีข่าวหนึ่งเรื่องหมอลำที่แต่งตัวเป็นตัวตลก ทาปากเบินๆ เขียนคิ้วหนาๆ เขาบอกว่า จิตดี เหมือนเธอเลย นี่ก็เงียบ โกรธ มือสั่นเลย ฉันเป็นผู้หญิงนะ มาว่าแบบนี้ได้ยังไง ตอนนั้นเพิ่งรู้จักกัน พอพักรายการเราก็ตึงใส่เลย พออีกวันหนึ่งก็แซวอีก จบรายการเขาก็พูดคุยกับเราปกติ ยังสงสัยว่าพี่เขาไม่โกรธอะไรเลยหรอวะ งั้นเราไม่โกรธก็ได้ (หัวเราะ) เพราะมันเป็นลูกเล่นของพี่เขา บางข่าวเป็นสีสัน แซวได้ก็แซว กลายเป็นคนดูชอบให้แซวด้วยซ้ำ

คิดว่าข่าวอาชญากรรมให้อะไรกับสังคม

มันไม่ใช่แค่เรื่องฆ่าแกงนะคะ บางทีก็มีเรื่องล่อลวง เป็นด้านมืดของสังคมที่บางทีคนไม่รู้เท่าทัน พอเรานำเสนอก็สะท้อนว่ามันมีคนแบบนี้นะ โหดเหี้ยมอย่างนี้นะ ทุกอย่างมันเป็นอุทธาหรณ์ได้ ไม่ว่าจะเป็นความรุนแรงในครอบครัวหรืออะไรก็ตาม คนดูจะคิดว่าเขาจะไม่ทำตามแบบนี้ หรือเวลาเห็นคนลำบากก็จะคิดว่าเขายังอยู่ได้เลยแม้เป็นผู้ถูกกระทำ บางคดีดูเหมือนเป็นการตายธรรมดาแต่พอเราส่งนักข่าวไป คดีพลิกเพราะเป็นฆาตกรรมก็มี มีหลายคดีเลย ถือเราว่าได้ช่วยสังคม ดังนั้นข่าวอาญชากรรมก็ถือว่าให้อะไรกับสังคมเยอะเลยค่ะ

ตอนขึ้นไปรับรางวัลผู้ประกาศข่าวหญิงที่สุดแห่ง ค.ศ. 2017 วินาทีที่ยืนอยู่บนเวที คิดอะไรอยู่

มันเป็นกำลังใจในการทำงานให้กับเรา เพราะแสดงว่าเขาเห็นเรา มันไม่ใช่แค่เจี๊ยบกับพี่พุทธนะคะ แต่เป็นทั้งทีมงานเลย พวกเราช่วยสร้างกันขึ้นมา ไม่ได้โกรธเวลาคนแซวว่าพูดแต่คำว่า ‘ค่ะ’ แล้วทำไมได้รับรางวัล ใครจะรู้ว่าเราทำงานหนักมาก จิตดีทำงานเกินสิบสองชั่วโมง บางวันสิบห้าชั่วโมงก็มี เข้างานบ่ายสองก็ต้องมาดูข่าวว่ามีอะไรบ้าง พอประชุมข่าว พี่พุทธจะเคาะประเด็นเอง เจี๊ยบต้องรู้ว่าทิศทางจะไปทางไหน ต้องไปดูภาพ ทำบท คิดพาดหัวข่าว อ่านสคริปต์ พอจบรายการก็ต้องอัปคลิปรายการ ทำพาดหัวทำปกเองอีก กลับบ้านตีสามครึ่งหรือตีสี่ทุกวันเลยค่ะ งานหนักมาก ไม่ผ่านไม่ได้กลับค่ะ

มีวิธีผ่อนคลายตัวเองยังไงจากการทำงานหนักขนาดนั้น

คือพอวางมือถือหรือไม่ได้ดูทีวีก็ถือว่าได้พักแล้วล่ะค่ะ แต่เวลากลับบ้านต้องเปิดทีวีดูช่องอื่นอยู่ดี มันกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตอยู่แล้วที่เราต้องเสพข่าว ดูข่าวว่าช่องอื่นเขามีคอนเทนต์อะไร เป็นแบบนั้นไปแล้ว ถ้าวันไหนไม่อยากดูข่าว ก็จะดูหนัง ดูซีรีส์ ยูทูบ เฟซบุ๊กไปเรื่อยแทน

ชีวิตนี้มีเรืองให้กังวลหรือเปล่า

เคยกังวล กลัวตกงานค่ะ เครียด

ระดับจิตดีเนี่ยนะกลัวตกงาน

ใช่ค่ะ มันมีความกดดัน ความเครียด อย่างเคยโดนพี่พุทธตวาดว่า “ทำไม่ได้ก็ลาออกไป” เราก็เครียด คิดว่าเราตกงานคงแย่ เพราะเรามีภาระข้างหลัง มันเป็นเรื่องที่ฝังในใจว่าเราต้องทำให้ดี ไม่อย่างนั้นเราจะตกงาน (หัวเราะ) มันเป็นแบบนั้นจริงๆ เจี๊ยบเป็นหัวหน้าครอบครัว ดูแลแม่ เป็นลูกคนเดียว แต่ไม่เอาแต่ใจนะคะ เป็นคนมีเหตุผลพอสมควร ไม่ได้งี่เง่านะ

(ผู้เขียน : การสนทนาระหว่าง The Cloud และจิตดีเป็นไปอย่างลื่นไหล เธอตอบคำถามอย่างสดใสและมั่นใจในตัวเอง จนเมื่อถึงคำถามง่ายๆ ข้อถัดไปนี้ ท่าทีของผู้ประกาศข่าวคนเก่งก็เปลี่ยนไป นิ่งอยู่ชั่วครู่ และสิ่งที่ตามมาก็ทำให้ทีมงานประหลาดใจอยู่ไม่น้อย)

ชีวิตบนทางเดินขรุขระของ ‘จิตดี ศรีดี’ ผู้ประกาศข่าวที่อาจจะพูดน้อยที่สุดในประเทศไทย กับบทบาทใหม่ในรายการข่าวเช้า

ความฝันของจิตดีคืออะไร

เจี๊ยบหรอคะ เจี๊ยบอยากมี คือ… (นิ่งสักพักและเริ่มน้ำตาคลอ) มัน มันพูดไม่ออกค่ะ นี่ไม่ได้จะดราม่านะ (จากนั้นเธอร้องไห้และทีมงานก็หยิบทิชชูส่งให้เธอซับน้ำตาที่ไม่มีทีท่าจะหยุดไหลง่ายๆ)

คำถามเรื่องความฝัน ความฝันของเจี๊ยบไม่มีอะไรเลยค่ะ มีแต่หน้าของแม่ลอยมาเลย (สะอื้น) อยากให้แม่มีความสุข ทุกวันนี้มีความสุขนะคะ แต่ไม่รู้สิ อยากให้แม่สบาย อยากจะมีบ้านอยู่ด้วยกัน เพราะตอนนี้เจี๊ยบมีบ้านของเจี๊ยบ ส่วนแม่ก็จะอยู่ที่ของเขา ซึ่งเขาผูกพัน เป็นที่ทำงานแม่เขา แต่วันหนึ่งแม่ต้องเกษียณ หยุดทำงาน เราอยากดูแลเขา แม่อายุห้าสิบเก้าย่างหกสิบแล้วค่ะ ในหัวคิดแต่ว่าอยากมีบ้านอยู่ด้วยกัน มีเรา แฟน แม่ และอาจจะมีลูกตัวน้อย อยากมีแบบนี้ (ร้องไห้) คือเราก็คุยกันทุกวันแหละค่ะ แต่ไม่รู้จะบอกยังไงดี

คุณแม่ได้ดูรายการหรือเปล่าและพูดว่าอย่างไรบ้าง

ดูค่ะ แม่จะคอยบอกว่าพูดให้ชัดๆ นะลูก จะคอยสอนตลอด เวลาเราเครียดจากที่ทำงาน บ่นให้แม่ฟัง แม่ก็จะบอกว่าไม่ต้องไปสนใจ ไม่ต้องเก็บมาคิด ตั้งใจทำหน้าที่ของเรา เขาเป็นคนที่รับฟังเรา คือแม่เลี้ยงเจี๊ยบมา พอสิบขวบคุณพ่อเสีย แม่เลี้ยงดูเรามาด้วยเงินเดือนที่น้อยมาก แต่เจี๊ยบโชคดีอย่างที่ชีวิตนี้มีผู้ใหญ่คอยอุปถัมภ์มาโดยตลอด 

อย่างเจี๊ยบเกิดและโตมาจากสวนสามพราน พ่อแม่ทำงานในนั้น แม่เจี๊ยบทำงานเป็นแม่บ้านของตระกูลในสวนสามพรานนี่ล่ะค่ะ เราเป็นลูกแม่บ้าน ลูกหลานของพวกเขาก็เป็นเจ้านายของเราด้วย ถือว่าตัวเองโชคดีที่ได้เกิดและเติบโตมาในที่ที่ดี เพราะสวนสามพรานเลี้ยงดูพนักงานดีมาก อบอุ่นเป็นครอบครัว ข้าวหม้อแกงหม้อ เลี้ยงให้อิ่มเลย เราเกิดและโตในนั้น แม่ทำงานในนั้น ไม่ได้รู้สึกว่าชีวิตลำบากเลยเรื่องการกินการนอน แต่ด้วยความที่เราไม่มีสมบัติอะไร แม่ก็หาเช้ากินค่ำ ใช้เงินเดือนชนเดือน พอเจี๊ยบเรียนจบก็ต้องสร้างของเจี๊ยบเอง (สะอื้น) และนี่คือสิ่งที่เจี๊ยบสร้าง (ร้องไห้)

พอทำงานมีรายได้แล้ว ช้อปปิ้งเก่งหรือเปล่า

อู๊ย เหมือนเป็นการบำบัดอย่างหนึ่ง เป็นค่ะ ช้อปพวกเสื้อผ้าเยอะที่สุด พอวันหนึ่งเราต้องผ่อนบ้าน ผ่อนรถ เรารู้สึกว่าต้องประหยัดนะ รู้จักใช้ เพราะเคยแบบ (สะอื้น) ไม่เหลือเงินในบัญชี ต้องไปยืมเพื่อนฝูงก็มี มันมีอะไรหลายๆ อย่างที่เราต้องใช้เงิน มีครั้งหนึ่งแม่ต้องผ่าสะโพก เราต้องเอาเงินเก็บมาใช้หมด ยังไงเราก็ต้องให้แม่ ดูแลแม่น่ะค่ะ เจี๊ยบเต็มใจอยู่แล้ว พอเราผ่านเหตุการณ์มาหลายๆ อย่าง ทำให้คิดได้ว่า เราต้องประหยัด ทุกอย่างเจี๊ยบสร้างเอง ถ้าวันหนึ่งไม่มีก็คือไม่มีเลย เจี๊ยบต้องเป็นหลักให้แม่ มีบางวันที่ใช้เงินเดือนชนเดือน เราต้องอยู่ให้ได้ ยังโชคดีที่ในแต่ละช่วงชีวิตที่ทำให้เราได้เจอกับโอกาสที่ดีในทุกๆ เรื่อง

วันข้างหน้า ถ้าเป็นแม่คนบ้าง จะสอนอะไรลูก

แม่ของเจี๊ยบสอนให้เป็นคนดี เป็นเด็กดี ให้คิดดีค่ะ ถ้ามีลูกเจี๊ยบก็จะสอนให้เขารู้จักการใช้ชีวิตที่ดี ให้มีสติ เพราะแม่ก็บอกกับเจี๊ยบแบบนั้น ให้เป็นเด็กดี พูดจาดีๆ นะ เราซึมซับสิ่งดีๆ จากสิ่งแวดล้อมในสวนสามพรานไปด้วย เวลาเจออะไรไม่ดีในชีวิตก็จะมาระบายกับแม่ ระบายกับเพื่อน แล้วก็ผ่านมันมาได้

ชีวิตบนทางเดินขรุขระของ ‘จิตดี ศรีดี’ ผู้ประกาศข่าวที่อาจจะพูดน้อยที่สุดในประเทศไทย กับบทบาทใหม่ในรายการข่าวเช้า

Writer

มนต์ชัย วงษ์กิตติไกรวัล

นักข่าวธุรกิจที่ชอบตั้งคำถามใหม่ๆ กับโลกใบเดิม เชื่อว่าตัวเองอายุ 20 ปีเสมอ และมีเพจชื่อ BizKlass

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ผู้ที่หาความสุขจากสิ่งรอบๆ ตัว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load