26 กุมภาพันธ์ 2561
20 K

เหตุผลในการไปร้านกาแฟสักร้าน หรือดื่มกาแฟสักแก้ว คงเป็นเรื่องรสนิยมของแต่ละบุคคลไป ไม่ว่าจะด้วยหน้าตาของร้านที่ดึงดูดความสนใจ หน้าตาของเครื่องดื่มที่สร้างสรรค์ให้แปลกใหม่ หรือรสชาติของกาแฟที่คนดื่มติดใจจนต้องบอกต่อ

ในฐานะนักดื่มมือสมัครเล่น เราเองก็คุ้นเคยกับการทำความรู้จักกับกาแฟเพียงแค่ผิวเผินเท่านั้น แต่เมื่อได้พูดคุยกับ วรัตต์ วิจิตรวาทการ เจ้าของ Roots Coffee Roaster ร้านกาแฟที่จำหน่ายเฉพาะกาแฟพิเศษ (Specialty Coffee) กาแฟที่ผ่านกระบวนการปลูกและแปรรูปมาอย่างพิถีพิถัน ทำให้การดื่มกาแฟสักแก้วในครั้งต่อไปของเราต้องย้อนกลับไปคิดถึงต้นทางของมันมากขึ้นกว่าเดิม

วรัตต์ วิจิตรวาทการ

สำหรับคนในวงการกาแฟ ชื่อของวรัตต์คงเป็นที่รู้จักและคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี เพราะเขาเป็นนักธุรกิจที่ทำกาแฟจนแทบจะครบวงจร เขาเคยเป็นตัวแทนบาริสต้าไทยไปแข่งขัน Barista Championship ที่เมืองริมินี (Rimini) ประเทศอิตาลี เมื่อปี 2014 เป็นทั้งเจ้าของร้านกาแฟ โรงคั่ว และยังมีแบรนด์ Roots ที่จำหน่ายเมล็ดกาแฟของตัวเองด้วย

แต่สิ่งที่ทำให้เราสนใจในตัวเขามากเป็นพิเศษ คือเรื่องราวเบื้องหลังแก้วกาแฟที่เขาเข้าไปร่วมพัฒนากาแฟไทยกับเกษตรกร ตั้งแต่ขั้นตอนแรกจนถึงกระบวนการสุดท้ายที่กาแฟถูกส่งมาถึงหน้าร้านของตัวเอง

เราจึงชวนมาคุยเรื่องการเดินทางบนถนนสายกาแฟ และถนนสายต่อไปที่เขากำลังพยายามพากาแฟไทยเดินทางไปให้ถึง  

จากเมืองสู่ดอย

ในวันที่อากาศกรุงเทพฯ เย็นสบายและเหมาะกับการนั่งจิบกาแฟข้างนอกแบบนี้เราพบกันที่ Roast Coffee & Eatery บนชั้น 4 ของ The Commons คอมมูนิตี้มาร์เก็ตในทองหล่อ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งในธุรกิจของวรัตต์ที่มีทั้งร้านอาหารและร้านกาแฟของเขาอยู่ที่นี่

เราทราบมาว่าไม่กี่วันก่อนหน้านี้เขาเพิ่งเดินทางกลับจากการขึ้นดอยที่เชียงรายมาหมาดๆ บทสนทนาเรื่องการงานของเขาในวันนี้จึงยังสดใหม่และเต็มไปด้วยเรื่องที่เขาอยากเล่าให้เราฟัง

บทสนทนาเคล้ากลิ่นกาแฟจึงเริ่มต้นขึ้น เราแอบเก็บโควตาการกินกาแฟแก้วแรกของวัน มาเริ่มต้นด้วยลาเต้เย็นแก้วแรกที่นี่

วรัตต์ วิจิตรวาทการ

“ช่วงนี้เป็นช่วงเก็บเกี่ยวกาแฟพอดี ปกติเราขึ้นไปทำงานกับเกษตรกรที่หมู่บ้านปางขอน จังหวัดเชียงราย กับกลุ่ม Beanspire ที่พัฒนากาแฟไทยเพื่อส่งออกอยู่แล้ว แต่ครั้งนี้เพิ่งยกทีมกันขึ้นไปเพราะผมคิดว่าถ้าเราอยากจะเปลี่ยนทิศทางในการทำงานของปีนี้ ผมอยากให้คนในทีมทุกคนรู้จักกับกาแฟตั้งแต่ต้นจนจบ ทั้งการเก็บเกี่ยว การแปรรูป การคั่ว ผมอยากให้เขาได้เห็นภาพกระบวนการทั้งหมดจะได้สื่อสารกับลูกค้าได้อย่างถูกต้อง”

บรรยากาศความเป็นเมืองของทองหล่อทำให้เราแทบจินตนาการไม่ออกเลยว่างานของเขาที่อยู่บนดอยเป็นอย่างไร ทำไมคนเมืองอย่างเขาจึงต้องดั้นด้นไปตามหากาแฟกาแฟไกลขนาดนั้น ทั้งที่ในปัจจุบันแค่ยกหูโทรศัพท์กริ๊งเดียวก็สามารถสั่งกาแฟจากปานามาได้แล้ว

วรัตต์เล่าว่า โดยปกติแล้วเมล็ดกาแฟที่ใช้ใน Roots จะแบ่งออกเป็น 50-50 คือมีทั้งกาแฟที่นำเข้าจากต่างประเทศ และกาแฟพิเศษไทย ซึ่งเป็นกาแฟที่ผ่านกระบวนการมาอย่างพิถีพิถันในทุกขั้นตอน ทิศทางใหม่ปีนี้ของ Roots คือการเพิ่มพื้นที่ในร้านให้กับกาแฟพิเศษไทย และหาวิธีสื่อสารให้กาแฟไทยเข้าไปอยู่ในใจของผู้บริโภคได้มากขึ้น

งานของเขาจึงเป็นการกลับไปทำงานร่วมกับเกษตรกรที่ต้นน้ำ เพื่อให้กาแฟที่ออกมาได้คุณภาพที่ต้องการ และกลับจากดอยสู่เมืองมาเพื่อพัฒนาปลายน้ำไปพร้อมๆ กัน

“เราเป็นคนที่ต้องทำงานกับกาแฟอยู่แล้ว จึงเข้าไปคุยกับเกษตรกรที่ทำกาแฟให้เราถึงฟาร์มเพื่อช่วยให้เขาทำงานได้ดีขึ้น เราเข้าไปดูอุปกรณ์การทำงาน ดูคุณภาพชีวิต และดูว่าเขามีเทคนิคหรือมีความรู้เพียงพอหรือเปล่าที่จะทำกาแฟพิเศษให้เรา เพื่อที่ว่าถ้าหากเขายังขาด เราจะได้สามารถเติมให้เขาได้บ้าง และในขณะเดียวกันเราก็ต้องกลับมาพัฒนาผู้บริโภคไปพร้อมๆ กัน ถ้าเขาไม่เข้าใจกระบวนการและไม่เห็นถึงความยากลำบากในการทำกาแฟ เขาก็จะไม่มีวันให้คุณค่ากับกาแฟอย่างที่เราต้องการได้”

วรัตต์ วิจิตรวาทการ
วรัตต์ วิจิตรวาทการ
Roots Coffee Roaster

นอกจากผู้บริโภคจะได้ลิ้มรสชาติของเครื่องดื่มที่มีคุณภาพแล้ว วรัตต์เชื่อว่าทุกคนควรได้ลิ้มรสเรื่องราวเบื้องหลังกาแฟแก้วนั้นด้วยเช่นกัน

การเดินทางจากเมืองสู่ดอยในแต่ละครั้ง นอกจากจะเป็นการเดินทางเพื่อตามหากาแฟที่เขาต้องการแล้ว จึงเป็นการเดินทางยืนยันว่าเขายังเชื่อมั่นในหนทางของตัวเองอยู่

จากคนถึงคน

แน่นอนว่าการที่จะทำให้กาแฟไทยให้ได้คุณภาพดีไม่ใช่เรื่องง่ายเลย แม้ว่าในประเทศไทยจะเริ่มปลูกกาแฟกันมานาน แต่กระบวนการในการพัฒนายุ่งยากและยาวนานกว่าการนำเข้ากาแฟจากต่างประเทศหลายเท่าตัว การพัฒนากาแฟจึงเป็นการทำงานร่วมกับคนที่ต้องอาศัยทั้งใจและเวลา

การเดินทางจากเมืองสู่ดอยหลายต่อหลายครั้ง ทำให้วรัตต์ได้เรียนรู้เรื่องความสัมพันธ์มากกว่าที่จะมองเห็นแค่ธุรกิจ

วรัตต์ วิจิตรวาทการ
วรัตต์ วิจิตรวาทการ

“กาแฟสอนอะไรผมเยอะมาก ทำให้ผมเห็นว่าการที่จะทำอะไรดีๆ ขึ้นมาสักอย่างได้มันจะต้องเริ่มมาจากการมีความสัมพันธ์ที่ดีก่อน ถ้าคุณทำไม่ดีกับคนที่คุณทำงานด้วย คุณจะคาดหวังให้เขาทำกาแฟที่ดีให้คุณได้อย่างไร แต่ถ้าคุณไปร่วมลงทุนกับเขา ซึ่งต้องไม่ใช่แค่ลงเงินอย่างเดียวเท่านั้น แต่ต้องลงใจไปกับเขาด้วย เราถึงจะได้อะไรดีๆ กลับมา”

กาแฟจึงเป็นครูที่สอนวิชาการจัดการสัมพันธ์ชั้นดีสำหรับเขา และทำให้เห็นว่าสิ่งรอบตัวล้วนส่งผลกระทบต่อกันและกันได้ทั้งหมด

ความเปลี่ยนแปลงที่วรัตต์เห็นได้ชัดที่สุด คือกาแฟเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ ‘คนรุ่นใหม่’ กลับมาพัฒนาบ้านเกิดมากขึ้น โดยเฉพาะหมู่บ้านปางขอน จังหวัดเชียงราย ที่เขาเข้าไปทำงานด้วย  มีคนรุ่นใหม่ที่ไปเรียนในเมืองนำความรู้กลับมาพัฒนากาแฟในชุมชนมากขึ้น ทำให้ระบบการซื้อขายกาแฟเปลี่ยนไป ไม่ได้ปลูกขายทิ้งขว้างหรือถูกกดราคาเหมือนเมื่อก่อนอีกต่อไป

“คนรุ่นใหม่หลายคนที่ผมรู้จักเขาทำสิ่งที่สร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับชุมชนมาก มีทั้งคนที่สร้างคอมมูนิตี้กาแฟ คนที่แปรรูปและรับซื้อกาแฟเพื่อมาผลิตให้ได้คุณภาพสูงขึ้น ตอนนี้กลายเป็นว่าคนทั้งหมู่บ้านเข้ามาขายกาแฟกับเขาเลย และกลายเป็นหนึ่งในคนที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจในหมู่บ้าน บางคนก็กลับมาทำฟาร์มกาแฟ เขาอยากเก่ง อยากมีฟาร์มกาแฟดีๆ ก็เลยไปคุยกับคนมาเยอะมาก รัฐก็ส่งไปดูงานเรื่องกาแฟที่ต่างประเทศและได้นำความรู้กลับมาสอนคนในหมู่บ้านอีก ปัจจุบันเขากลายเป็นผู้ใหญ่บ้านแล้ว ผมว่ามันน่าสนใจนะที่กาแฟมันเปลี่ยนชุมชนได้มากขนาดนี้”

วรัตต์ วิจิตรวาทการ
Roots Coffee Roaster

เมื่อมองกลับมาที่คนเมือง วิธีการที่จะทำให้คนมีส่วนร่วมในการพัฒนากาแฟไทยคือการทำให้เขาเห็นว่าเงินที่จ่ายไปถูกนำไปใช้ที่ต้นทางจริงๆ โมเดลที่วรัตต์ใช้ที่ Roast Coffee & Eatery คือการหักกำไรจากการขายกาแฟไทยทุกแก้วที่ให้กับเกษตร

“ถ้าลูกค้าซื้อกาแฟไทย เราจะแบ่งกำไรส่วนหนึ่งกลับไปพัฒนาแหล่งปลูก เราจะเข้าไปคุยกับเกษตรกรว่าตอนนี้เขาต้องการอะไร และทำงานร่วมกัน ถ้าเขาอยากได้โรงตากกาแฟที่ดีขึ้น เราก็เข้าไปดีไซน์และไปสร้างให้เขา ปีต่อมาพอเรารู้ว่าวิธีนี้มันเวิร์กจริง ก็ทำให้เราทำงานกับเขาง่ายขึ้น ต่อให้มีเงินมาเสนอให้มากกว่าเขาก็ยังจะขายให้เราเหมือนเดิม เพราะมันเป็นสิ่งที่ร่วมทำมาด้วยกัน เราเอาเงินกลับมาให้เขา ซึ่งเราเชื่อว่ามันเป็นสิ่งที่เขาควรจะได้ตั้งแต่แรกอยู่แล้ว”

กำลังใจของเกษตรกรจึงมาจากการที่เขาได้เห็นว่าคนปลายน้ำก็เป็นห่วงคนต้นน้ำด้วยเช่นกัน

การทำธุรกิจในมุมมองของวรัตต์จึงต้องขับเคลื่อนด้วยความสัมพันธ์ที่ดี มากกว่าที่ขับเคลื่อนด้วยเม็ดเงิน

จากรสชาติสู่ประสบการณ์ใหม่

‘กาแฟดี’ ในความหมายของวรัตต์ คือการให้ความสำคัญกับทุกกระบวนการตั้งแต่ต้นทาง การเดินทางสู่แหล่งปลูกครั้งแล้วครั้งเล่า ทำให้เขามีแรงบันดาลใจที่จะนำเสนอกาแฟไทยให้กับคนดื่มอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น จึงเป็นที่มาของ Roots Coffee Roaster สาขาใหม่ที่ BTS สุรศักดิ์ที่กำลังจะเปิดในเดือนพฤษภาคม และเขาให้คำจำกัดความมันว่า ‘showcase’

เขาอยากชวนคนดื่มกาแฟมาทำความรู้จักกับกาแฟไทยอย่างใกล้ชิดมากขึ้น ทั้งร้านจึงใช้กาแฟพิเศษที่ผลิตในประเทศไทย 100% ไม่ว่าจะเป็นนักดื่มหน้าเก่า หน้าใหม่ หรือมือสมัครเล่นอย่างเรา Roots Showcase ก็อยากชวนให้เราเข้าไปทำความรู้จักกับโลกของกาแฟได้อย่างไม่เคอะเขิน

“ถึงเราจะทำร้านใหม่ แต่ผมว่าเรื่องรสชาติของกาแฟมันก็ยังเป็นจุดเด่นเหมือนเดิม เรายังมีส่วนที่เรียกว่า Easy Brew Bar เป็นบาร์กาแฟอยู่ตรงกลางร้าน แต่จะแบ่งการทำกาแฟออกเป็นส่วนๆ ให้ลูกค้าเข้าไปมีส่วนร่วมได้ง่ายขึ้น จะเป็นกาแฟดริป หรือกาแฟที่ชงด้วย Espresso Machine ก็เลือกได้ ถ้าลูกค้าอยากทดลองชงด้วยตัวเองบาริสต้าของเราก็สามารถสอนให้ได้ ณ ตรงนั้นเลย เหมือนเป็นเวิร์กช็อปเล็กๆ ที่ใครก็เข้าร่วมได้ เพราะเรามองว่ามันเป็นพื้นที่แบ่งปันความรู้ให้กันมากกว่า”

พื้นที่แบ่งปันความรู้สำหรับเขาไม่ใช่แค่ให้ลูกค้าได้สัมผัสประสบการณ์ตรงจากบาริสต้าเท่านั้น แต่เขายังเปลี่ยนร้านกาแฟให้เป็นนิทรรศการหมุนเวียนที่ให้ข้อมูลเรื่องกาแฟไปพร้อมๆ กัน ลูกค้าที่มาดื่มกาแฟที่นี่จะได้รู้จักการทำกาแฟแบบถึงรากถึงโคน ได้เห็นทั้งเบื้องหลัง เห็นคนทำ เห็นกระบวนการ และเห็นคุณค่าของท้องถิ่นที่เขาพยายามนำเสนอออกมา

Roots Coffee Roaster

จากวันนี้เพื่อวันข้างหน้า

เมื่อกาแฟในแก้วของเราต่างหมดลง เราย้ายจากชั้น 4 ลงไปคุยกันต่อที่ Roots Coffee Roaster ชั้น 1 วรัตต์ก็กลับไปสวมบทบาทของบาริสต้าอีกครั้งเพื่อดริปกาแฟให้เราได้ชิม

ภาพของคนดื่มกาแฟที่นั่งชิดขอบบาร์มองดูบาริสต้าทำกาแฟคงไม่ใช่แค่ภาพที่เขาฝันไว้อีกต่อไป เพราะมันคือภาพเดียวกันกับที่เราเห็นอยู่ในขณะนี้ เมื่อวัฒนธรรมการดื่มกาแฟในบ้านเราเติบโต ก็เป็นโอกาสดีที่กาแฟไทยจะได้มีพื้นที่ของตัวเองด้วยเช่นกัน

“ผมรู้สึกว่าคนไทยเองควรจะมองสิ่งที่มีรอบตัวก่อนที่จะมองไปข้างนอกนะ มันอาจจะไม่ได้เกี่ยวกับกาแฟอย่างเดียว แต่มันคือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในตลาดตอนนี้ ผมรู้สึกว่าคนสมัยนี้หันกลับไปมองเรื่องท้องถิ่นมากขึ้น เริ่มสนใจวิธีการทำสิ่งต่างๆ แบบดั้งเดิม แต่นำมาเล่าในวิธีใหม่ๆ เขาสนใจในสิ่งที่มันดีอยู่แล้วแต่เอามาทำให้มันคราฟ์มากกว่าเดิม และทำยังไงให้มันมีมูลค่าเพิ่มขึ้นมา ทำยังไงให้มันเข้ากับโลกสมัยนี้มากขึ้น อย่างเช่นการย้อมครามที่จังหวัดสกลนคร เราควรจะเอาของดีเหล่านี้มาเล่าให้คนในบ้านเราฟังนะ และทำให้คนทั่วโลกได้รู้จักไปด้วย ผมเห็นคนทำแบบนี้กับอย่างอื่นแล้วก็เลยอยากนำมาใช้กับกาแฟบ้าง”

สำหรับวรัตต์ กาแฟไทยมีคุณค่าและศักยภาพมากพอที่ไม้ต้องนำไปผสมหรือรวมกับใคร จากการการเดินทางสู่หลายดอย ทำให้เขาค้นพบวิธีการนำเสนอกาแฟไทยในแบบของตัวเอง

“การตามหากาแฟไทยที่ได้ 85 ขึ้นไปมันยากมากเลยนะ ผมต้องขับรถ 7 ชั่วโมงจากเชียงใหม่ไปอมก๋อยเพื่อไปเอากาแฟถึงที่ แต่ถ้าผมอยากได้กาแฟ 85 คะแนนจากปานามา ผมแค่โทรศัพท์กริ๊งเดียวของก็พร้อมส่งแล้ว แต่สิ่งที่เราทำตอนนี้คือเราเข้าไปสร้างคุณค่าให้กาแฟใหม่ ทำให้คนเชื่อว่ากาแฟไทยที่ดีๆ ก็มีนะ ถ้าเราไม่เริ่มทำตั้งแต่ตอนนี้ วันที่กาแฟไทยจะเป็นที่รู้จักในต่างประเทศก็คงไม่มีวันเกิดขึ้น”

Coffee, People, For Tomorrow คือ 3 คำที่วรัตต์บอกว่ามันคือปรัชญาการทำงานของ Roots ไม่ว่าจะทำอะไรเขาจะมองย้อนกลับไปที่ 3 คำนี้ก่อนเสมอ

“ผมเชื่อว่าถ้าเกิดเราทำอะไรที่ให้คนอื่นก่อนเราอยู่ได้ยาวกว่า อย่างการทำ Roots Showcase ขึ้นมาผมเองมองว่าเราไม่ได้ให้แค่ตัวเอง แต่เราก็ทำให้คนที่เขาทำงานร่วมกับเราด้วย ทั้งคนปลูก คนแปรรูป คนขนส่ง คนคั่ว เราทำให้ลูกค้าได้เห็นอีกหลายคนที่เขาไม่เคยอยู่ด้านหน้าของธุรกิจนี้เลย แต่เขามีส่วนร่วมในการทำให้ธุรกิจมันดีขึ้น  ถ้าเกิดเราไม่ให้เครดิตเขา ไม่ให้ความสำคัญเขา แล้วเขาจะมีแรงมีกำลังใจทำต่อไปได้อย่างไร”

เหตุผลของการเดินทางกลับไปยังต้นน้ำของวรัตต์จึงไม่ใช่เพื่อสร้างเม็ดเงินมหาศาลให้กับธุรกิจ แต่เขากำลังสร้างพื้นที่ให้กับคนทำกาแฟไทยเท่าที่เขาจะมีแรงทำได้

“ถ้าไม่มีพวกเขา เราก็คงไม่ได้ทำกาแฟที่ดี”

Roots Coffee Roaster
Roots Coffee Roaster

เรารับกาแฟแก้วที่ 2 ของวันมาจิบ ซึมซับรสชาติที่ปลายลิ้นและสูดกลิ่นหอมของกาแฟช้าๆ ค่อยๆ เริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมกระบวนการจึงสำคัญเท่ากับผลลัพธ์

แล้วกาแฟแก้วต่อไปของคุณล่ะ ควรเป็นกาแฟแบบไหนดี

Roots Coffee Roaster

Writer

ธนาวดี แทนเพชร

ครีเอทีฟประจำ The Cloud ชอบใช้หลายทักษะในเวลาเดียวกัน จึงพ่วงตำแหน่งนักเขียนมาด้วยเป็นบางครั้ง ออกกองตามฤดูกาล จัดทริปและเดินทางเป็นงานอดิเรก

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

ผศ.ดร.ปิยาภรณ์ เชื่อมชัยตระกูล หรือ อาจารย์จิ๊บ คือผู้อำนวยการสถาบันชาและกาแฟ แห่งมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย

เธอใช้เวลากว่าสิบปีเดินทางศึกษากระบวนการผลิตชาของประเทศต่าง ๆ แล้วนำมาพัฒนาการผลิตชาในเชียงราย จากที่เคยเป็นมือปืนรับจ้างผลิตชาชั้นดี แล้วส่งออกเป็นวัตถุดิบไปให้แบรนด์ชาในจีนและไต้หวัน สู่การสนับสนุนให้เกษตรกรปลูกชาและแปรรูป ด้วยการสร้างเอกลักษณ์ความเป็นชาไทยที่ไม่เหมือนประเทศอื่น ๆ

อาจารย์จิ๊บปลุกปั้นผู้ประกอบการชาเชียงรายในทุกมิติ แล้วพาไปประกวดชาในเวทีโลกที่ญี่ปุ่น

ชาไทยคว้ารางวัล 3 ปีซ้อน

ปีนี้คว้ามาได้ 4 รางวัล รางวัล Grand Gold Prize ที่เปรียบได้กับแชมป์โลก 1 รางวัล และ Gold Prize อีก 3 รางวัล

อะไรทำให้ชาที่ปลูกในประเทศไทยและแปรรูปโดยชาวไทย ชนะชาจีนและชาญี่ปุ่นซึ่งเป็นต้นตำหรับ

และอาจารย์จิ๊บคือใคร ผ่านอะไรมา ถึงพาชาไทยไปได้ไกลขนาดนี้

มาทำความรู้จักชีวิตของอาจารย์จิ๊บ ผ่านเครื่องดื่ม 5 แก้วที่จะเล่าถึงชีวิตของเธอกัน

ดร.ปิยาภรณ์ เชื่อมชัยตระกูล ผอ.สถาบันชาและกาแฟฯ ผู้พาชาไทยไปคว้าแชมป์โลกที่ญี่ปุ่น
แก้วแรก

น้ำเปล่า

ความบริสุทธิ์ในวัยเยาว์ที่พร้อมเรียนรู้เรื่องราวต่าง ๆ

อาจารย์จิ๊บเป็นสาวเชียงใหม่ผู้เติบโตมาในครอบครัวที่คุณพ่อจบมาจากคณะวนศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ ทำงานด้านป่าไม้ ส่วนคุณแม่ทำงานด้านการศึกษาในศาลากลางจังหวัด ในวัยเยาว์เธอจึงได้เข้าป่ากับคุณพ่อ ซึมซับพลังของธรรมชาติ และเห็นคุณพ่อเปลี่ยนเขาหัวโล้นให้กลับคืนมาเป็นป่าอีกครั้ง ในขณะเดียวกันเธอก็เป็นเด็กที่เรียนดีได้ที่หนึ่งมาตลอด เป้าหมายของเธอในวัยนั้นคือการเรียนคณะเแพทยศาสตร์ ตามความต้องการของคุณพ่อ ซึ่งเธอก็ไม่ขัดข้อง

“ชีวิตตอนนั้นเป็นเหมือนน้ำเปล่าที่บริสุทธิ์มาก พร้อมเรียนรู้ทุกเรื่อง ใครให้ทำอะไรก็ทำ มีอยู่วันหนึ่งตอน ม.5 คุณพ่อเห็นว่าเราอยู่กับป่า อยู่กับหนังสือ ไม่เคยได้ใช้ชีวิตโลดโผนแบบวัยรุ่น เขาเลยบอกว่า พ่อรู้นะว่าลูกเหนื่อย ไม่ต้องเป็นหมอก็ได้ เพราะการเรียนหมอมันเหนื่อยและหนัก อาจจะไม่เหมาะกับชีวิตลูก ต่อไปลูกอยากทำอะไรก็ทำเลย” อาจารย์จิ๊บเล่าถึงเหตุการณ์ปลดภาระหนักอึ้งที่แบกมาตลอด 15 ปีออกจากบ่า

เธอพยายามค้นหาว่า อะไรคือสิ่งที่เธออยากเรียนจริง ๆ อาจารย์จิ๊บชอบเรื่องเกษตรเหมือนคุณพ่อ แต่สนใจงานด้านแปรรูปอาหารมากกว่า เนื่องจากเพื่อนคุณพ่อแนะนำว่าน่าเรียนเรื่องเกี่ยวกับอาหาร เพราะยังไงคนก็ต้องกินอาหาร ไม่ตกงานแน่นอน เธอจึงเลือกเรียน Food Science ซึ่งเพื่อนคุณพ่ออธิบายงานให้เธอเห็นภาพว่าเป็น ‘หมออาหาร’ เมื่อรวมกับเงื่อนไขว่า อยากเรียนที่เชียงใหม่ นักเรียนระดับท็อปของโรงเรียนก็เลยเลือกเรียนที่มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ซึ่งเปิดสอนสาขานี้มานานแล้ว

“พอคุณพ่อบอกไม่ต้องเป็นหมอ เราก็ลองไม่อ่านหนังสือ ใช้ความรู้เท่าที่มี คุณพ่อไม่ได้บังคับว่าต้องไปเรียนมหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯ จงเรียนแบบที่มีความสุข สนุก และไม่กดดัน นั่นคือจุดเปลี่ยนในชีวิตเลย”

ดร.ปิยาภรณ์ เชื่อมชัยตระกูล ผอ.สถาบันชาและกาแฟฯ ผู้พาชาไทยไปคว้าแชมป์โลกที่ญี่ปุ่น
แก้วที่สอง

โคล่า

ความสดใสซาบซ่าในวัยเรียน

อาจารย์จิ๊บเป็นลูกคนโตของบ้าน เป็นหลานคนโตของครอบครัว เรียนดีมาโดยตลอด ครอบครัวของเธอจึงคาดหวังว่า น่าจะเรียนจบมหาวิทยาลัยพร้อมเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง ช่วงแรกเธอก็ยังอยู่ในเส้นทางนั้นจนกระทั่งขึ้นปี 2 เธอก็เริ่มสนุกกับการทำกิจกรรมของคณะ

“พอทำกิจกรรมมันเหมือนได้พลังอีกด้านหนึ่งกลับมา เราทำแบบหูดับตับไหม้เลย เป็นเลขาฯ สโมสรนักศึกษา ใครชวนทำอะไรทำหมด เกรดเลยเหลือแค่ 3 นิด ๆ แต่ชีวิตเรามีความสุขจังเลย เราเจอสิ่งที่ไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง แต่ทำเพื่อเพื่อน เพื่อมหาวิทยาลัย” เธอเล่าต่อว่า หลังจากเรียน ๆ เล่น ๆ มา 2 ปี เธอกลับมาตั้งใจเรียนอีกครั้งตอนปี 4 โดยตั้งเป้าว่าต้องทำเกรด 4.00 ให้ได้ทั้ง 2 เทอม ซึ่งเธอไม่พลาด

ถ้าเธอเอาจริง อะไรก็ขวางเธอไม่ได้ ทั้งเรื่องงานและเรื่องกิน

“เครื่องดื่มที่เหมาะกับชีวิตช่วงนี้คือโค้ก คนที่สนิทกันจะรู้ว่า ถ้าเห็นเราเหนื่อย สั่งโค้กให้ แป๊บหนึ่งจากหน้าบึ้ง ๆ เราจะยิ้มได้ทันที” อาจารย์จิ๊บบอกว่า ตอนนั้นหรือตอนนี้ก็ต้องเป็นโค้กออริจินัลใส่น้ำแข็งเท่านั้น “ถ้าจะกินก็กินให้มันสุดไปเลย ก็รู้อยู่แล้วว่าสารให้ความหวานคือน้ำตาล ก็กินสิ แต่ระวังว่ากินในปริมาณเท่าไหร่ถึงจะไม่กระทบกับร่างกายเยอะก็พอ”

ดร.ปิยาภรณ์ เชื่อมชัยตระกูล ผอ.สถาบันชาและกาแฟฯ ผู้พาชาไทยไปคว้าแชมป์โลกที่ญี่ปุ่น
แก้วที่สาม

ชาไทยเย็น

สีสันของชีวิตมหาวิทยาลัยที่หวานหอม

“ชาไทย หรือ Signature Thai Tea คือเครื่องดื่มโปรด เอกลักษณ์ของมันคือความหอมหวาน ละมุน และมีสีส้มสะดุดตา จนทำให้ชาไทยเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก” อาจารย์จิ๊บพูดถึงเครื่องดื่มที่เธอกินทุกวันตอนเรียนปริญญาโทและเอก

ในใบชามีสารคาเทชิน เมื่อทำปฏิกริยากับออกซิเจนจะเปลี่ยนเป็นสีส้ม พอทำปฏิกริยาไปเรื่อย ๆ จะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล ในโลกนี้ยังไม่มีนักวิทยาศาสตร์คนไหนหยุดปฏิกริยานี้ให้คงไว้ที่สีส้มได้ ทั่วโลกเลยทึ่งที่ประเทศไทยทำชาสีส้มได้ จนนักวิชาการชาติต่าง ๆ พยายามมาถามเคล็ดลับจากอาจารย์จิ๊บ

ความลับนั้นคือ การเติมสี

“กฎข้อหนึ่งในการผลิตชาคือ เติมกลิ่นได้ แต่ห้ามเติมสี คนที่ทำชาไทยก็รู้ เขาเลยไม่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นชา แต่เป็นเครื่องดื่มภาชนะบรรจุปิดสนิท ซึ่งอนุญาตให้เติมสีผสมอาหารได้ เพราะสีส้มนี่เองที่ทำให้คนจดจำได้ เราเคยลองถอดสีผสมอาหารออก คนต่างชาติชิมแล้วก็ยังบอกว่าเป็น Thai Tea เพราะมันยังหวาน หอม ด้วยกลิ่นวานิลลากับมาริลินที่เป็นเอกลักษณ์”

นั่นคือชาไทยในความทรงจำของคนต่างชาติ

อาจารย์จิ๊บตัดสินใจเรียนปริญญาโทที่ ม.เกษตรศาสตร์ คณะอุตสาหกรรมเกษตร ด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ซึ่งต่อยอดจาก Food Science ที่เรียนมาตอนปริญญาตรี

ชีวิตสาวเชียงใหม่ในเมืองหลวงที่ต้องเบียดเสียดกับผู้คนในระหว่างเดินทาง และแย่งกันใช้ชีวิตกับผู้คนมากมายทำเอาเธอน้ำตาตกอยู่หลายหน แต่ไม่ว่ายังไงเธอก็ต้องพยายามปรับตัวให้เข้ากับสังคมใหม่ให้ได้

หนึ่งในการปรับตัวคือ อาสาเป็นผู้ช่วยสอนน้องปริญญาตรี จนติดอันดับผู้ช่วยสอนที่สอนมากที่สุดในภาควิชา จนกลายเป็นหัวหน้าก๊วนของน้อง ๆ

“วินาทีแรกที่เราเข้าไปในมหาวิทยาลัยชั้นนำ เรารู้สึกตัวเล็กมากเลย ทุกคนขยันมาก การจะทำให้คนหันมามอง เราต้องมีอะไรโชว์ สิ่งที่พูดกับอาจารย์เสมอคือ มีอะไรให้หนูช่วยไหมคะ เรายินดีทำให้ทุกอย่าง เพราะเราจะได้เรียนรู้ไปด้วย แล้วอาจารย์ก็จะช่วยเชื่อมคอนเนกชันให้เรา”

พอเรียนจบอาจารย์จิ๊บก็กลับมาเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา ลำปาง 1 ปี แล้วย้ายไปทำงานที่มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง 3 ปี จึงมีโอกาสได้กลับไปเรียนปริญญาเอกสาขาเดิมที่มหาวิทยาลัยเดิม

ช่วงนั้น ม.แม่ฟ้าหลวง ตั้งสถาบันชา เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมชาในประเทศไทย เพราะเชียงรายเป็นแหล่งปลูกชาที่ดีที่สุดในประเทศไทย อาจารย์จิ๊บผู้มีส่วนร่วมในสถาบันชาด้วยตั้งใจว่า จะไปเรียนปริญญาเอกเรื่องชา

แต่สุดท้าย อาจารย์ที่ปรึกษาของเธอก็ไม่ถนัดเรื่องชา อาจารย์จิ๊บจึงต้องทำธีสิสเรื่องข้าวเหมือนตอนปริญญาตรี

ดร.ปิยาภรณ์ เชื่อมชัยตระกูล ผอ.สถาบันชาและกาแฟฯ ผู้พาชาไทยไปคว้าแชมป์โลกที่ญี่ปุ่น
อาจารย์จิ๊บ ผอ.สถาบันชาและกาแฟ แห่ง ม.แม่ฟ้าหลวง ผู้พาชาไทยคว้าแชมป์โลก Grand Gold Prize ที่ญี่ปุ่น
แก้วที่สี่

ชาเขียวจีน

เดินทางไปเรียนรู้เรื่องชา และพาชาไทยไปสู่สายตาชาวโลก

ปีนี้สถาบันชาและกาแฟ แห่งมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง มีอายุครบ 18 ปี โดยพ่วงชื่อกาแฟต่อท้ายเมื่อ 3 ปีที่ผ่านมานี่เอง

อาจารย์จิ๊บรับตำแหน่งผู้อำนวยการสถาบันชาเมื่อ พ.ศ. 2556 ตอนนั้นเธอเชี่ยวชาญเรื่องข้าว ความรู้เรื่องชามีเพียงแค่ชาไทยเครื่องดื่มแก้วโปรดของเธอเท่านั้น เธอแยกความแตกต่างของชาจีนชนิดต่าง ๆ ไม่ได้ด้วยซ้ำ เมื่อต้องมาบริหารสถาบันชา เธอจึงเริ่มศึกษาเรื่องชาอย่างจริงจังราวกับทำวิทยานิพนธ์

“ผู้บริหารมหาวิทยาลัยให้โจทย์เราว่า ถ้าจะทำเรื่องชา เราต้องไปหาคอนเนกชัน ไปหาเพื่อนที่ประเทศจีน ท่านเลยส่งเราไปยูนนาน ให้ล่ามมาคนหนึ่ง ปล่อยให้เราลุยเลย” อาจารย์จิ๊บบินไปคุนหมิงเพื่อพบกับมหาวิทยาลัยเกษตรยูนนานและสถาบันชายูนนาน ไปคุยกับผู้เชี่ยวชาญเรื่องชาโดยที่ไม่เข้าใจศัพท์แสงอะไรเกี่ยวกับชาเลย เธอได้แต่ตั้งใจจด ๆ ๆ ทุกอย่างมาก่อน และพยายามเรียนรู้ให้ได้มากที่สุด

“เราต้องนั่งรถแวนเข้าไปในป่าในดง เดินทางลำบากมาก สิ่งที่เปิดโลกเราคือ ยูนนานอยู่ติดเชียงราย จีนตอนใต้เหมือนบ้านเรามาก เขามีแหล่งท่องเที่ยวเกี่ยวกับชาที่ขึ้นชื่อระดับ 4 ดาวของประเทศจีน มีชาผู่เอ๋อ หรือ ชาอัดแผ่น เรารู้ว่าไทยส่งวัตถุดิบไปทำชาอัดแผ่นที่จีน เราขอให้เขามาสอนทำได้ไหม เขาก็ไม่สอน แต่ทริปนั้นก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีนะ”

หลังจากนั้นอาจารย์จิ๊บก็เดินทางไปเรียนรู้และสร้างความร่วมมือกับไต้หวัน ต่อด้วยไปพรีเซนต์เรื่องชาสมุนไพร และผูกมิตรกับวงการชาญี่ปุ่นในงาน World O-CHA หรือเทศกาลชาโลก ที่จังหวัดชิซึโอกะ ประเทศญี่ปุ่น เธอใช้เวลา 7 ปีสั่งสมความรู้และประสบการณ์เรื่องชาจนเสนอให้มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงจัดประชุมวิชาการนานาชาติเรื่องชาในประเทศไทยเมื่อ พ.ศ. 2557 ซึ่งอาจารย์จิ๊บต้องตอบคำถามผู้บริหารมหาวิทยาลัยให้ได้ว่า ทำแล้วได้อะไร

“มันคือการสร้างแม่เหล็ก สร้างแสงให้มหาวิทยาลัย ให้จังหวัดเชียงราย ให้ประเทศไทย เราต้องการปักหมุดว่า ประเทศไทยมีแหล่งปลูกชาที่ดี ไม่ใช่ถูกจดจำว่า ชาไทยคือชาใส่สีแต่งกลิ่นไม่มีประโยชน์ นักวิจัยต่างชาติบางคนเรียกชาเราว่า ‘ชามะเร็ง’ ด้วยซ้ำ”

อาจารย์จิ๊บอธิบายว่า ชาดี ๆ ที่ปลูกในประเทศไทย ถูกส่งออกไปเป็นวัตถุดิบให้จีนและไต้หวัน เพราะพื้นฐานผู้ประกอบการชาบ้านเรามีบรรพบุรุษเป็นคนยูนนาน ไม่ก็คนไต้หวัน คนในวงการชาต่างประเทศจึงมองว่า ไทยเป็นเพียงมือปืนรับจ้างในการผลิตชา สร้างแบรนด์ของตัวเองไม่ได้

เธออยากเปลี่ยนความคิดนี้ให้ได้

อาจารย์จิ๊บ ผอ.สถาบันชาและกาแฟ แห่ง ม.แม่ฟ้าหลวง ผู้พาชาไทยคว้าแชมป์โลก Grand Gold Prize ที่ญี่ปุ่น
ชาแก้วที่ห้า

Best Cup of Thai Tea

คุณค่าจากบรรพบุรุษสู่การสืบสานของลูกหลาน

บนโลกนี้มีชาอยู่ 2 สายพันธุ์หลัก ๆ คือ ชาจีน หรือ Camellia sinensis var. sinensis กับ ชาอัสสัม Camellia sinensis var. Assamica ชาในโซนจีน ญี่ปุ่น ไต้หวัน ส่วนใหญ่เป็นชาจีน ส่วนชาอัสสัมอยู่แถบอินเดีย ศรีลังกา เป็นส่วนใหญ่

ในประเทศไทยปลูกชาอัสสัมมากว่าพันปี บางพื้นที่มีต้นชาอัสส้มอายุหลายร้อยปีที่บรรพบุรุษปลูกไว้ และชาวบ้านจำนวนไม่น้อยตัดทิ้งไปปลูกพืชเศรษฐกิจตัวอื่นอย่างไม่เห็นค่า ทั้งที่ชาอัสสัมพื้นเมืองของไทยถือเป็น 1 ใน 8 พืชชุดแรกที่ถูกเลือกเข้าโครงการอนุรักษ์สายพันธุ์พืชของกรมสมเด็จพระเทพฯ

ส่วนชาจีน คนไต้หวันนำมาปลูกที่ดอยแม่สลองเมื่อไม่กี่สิบปีที่ผ่านมา แต่ก็ปรับตัวกับสภาพในเมืองไทยได้ดีมาก

“เราทำงานโดยใช้หลักของในหลวงรัชกาลที่ 9 คือ เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา เราต้องเข้าใจชาในโลกนี้ว่ามีมาตรฐานแบบไหน แล้วกลับมาเข้าถึงทรัพยากรของเราว่า บ้านเรามีวัตถุดิบอะไร แล้วพัฒนาด้วยพื้นฐานความรู้เทคโนโลยีที่เรามี ต่อยอดจากตรงนั้น”

แม้จะเป็นชาสายพันธุ์ที่มีต้นกำเนิดเดียวกับประเทศจีนหรือไต้หวัน แต่ปลูกในภูมิประเทศภูมิอากาศที่แตกต่าง รวมถึงมีการพัฒนาสายพันธุ์ ชาเชียงรายจึงแตกต่างจากชาจีน ส่วนขั้นตอนการแปรรูป ถึงจะทำเหมือนประเทศอื่น ๆ แต่ทุกขั้นตอนก็มีเคล็ดลับที่สั่งสมมาจากประสบการณ์อันยาวนาน

ชาที่ปลูกในประเทศไทยจึงไม่เหมือนชาที่ปลูกในประเทศอื่น

“เมื่อวานมีคนจากฝรั่งเศสมาหา เขาถามว่าชาอู่หลงของไทยตอนนี้ผลิตโดยคนจีนหรือคนไต้หวัน ในอดีตน่ะใช่ มีคนจีนคนไต้หวันมาคุมการผลิตแล้วส่งกลับไป แต่ปัจจุบันผู้ประกอบการที่เป็นทายาทธุรกิจ เขามีประสบการณ์มากพอ ทำชาด้วยตัวเองได้ เขาได้รางวัลในเวทีสากลมา 3 ปีแล้ว สิ่งนี้น่าจะบอกความสามารถในการทำชาของคนไทยได้” อาจารย์จิ๊บหมายถึงชาที่เธอลงพื้นที่ไปทำงานด้วย ทั้งเรื่องการผลิต การนำเสนอ จนถึงขั้นพาไปแข่ง

อาจารย์จิ๊บ ผอ.สถาบันชาและกาแฟ แห่ง ม.แม่ฟ้าหลวง ผู้พาชาไทยคว้าแชมป์โลก Grand Gold Prize ที่ญี่ปุ่น
อาจารย์จิ๊บ ผอ.สถาบันชาและกาแฟ แห่ง ม.แม่ฟ้าหลวง ผู้พาชาไทยคว้าแชมป์โลก Grand Gold Prize ที่ญี่ปุ่น

ชาเชียงราย 4 ตัวที่เพิ่งคว้ารางวัลจากเทศกาลชาโลกในปีนี้ ได้แก่ ชาขาว Forest Elegance White Tea จากโรงงานชาเทียนฮวา คว้ารางวัล Grand Gold Prize ส่วน ชาขาว Summer Vibe และชา White Peony Tea จากร้าน One Tea At A Time, ชาขาว Khiri White Tea จาก ไร่ชาวังพุดตาล และ ชาดำ BOMA Black Tea จากไร่ชา TEA 1×2 – ไร่ชา 1×2 ดอยพญาไพร คว้ารางวัล Gold Prize

ใครจะไปคิดว่า ชาไทยจะชนะชาจีนและชาญี่ปุ่นได้

“อย่าคิดว่าชาเขียวที่ดีที่สุดคือชาญี่ปุ่น อย่าคิดว่าชาดำที่ดีที่สุดคือชาอินเดีย ศรีลังกา คุณต้องเข้าใจวัตถุดิบที่มีในไทย หากระบวนการผลิตที่เหมาะสม แล้วสร้างเอกลักษณ์ต่างๆ ขึ้นมา” ผู้เชี่ยวชาญเรื่องชาของญี่ปุ่นเคยบอกอาจารย์จิ๊บไว้แบบนั้น

“นั่นคือคำพูดจากสวรรค์ที่ให้กำลังใจเรา เราไม่ต้องวิ่งตามญี่ปุ่น จีน หรือประเทศไหนเลย มันทำให้เรากล้าก้าวข้ามการผลิตเพื่อส่งออกแบบเดิม ๆ “

เชียงรายได้เปรียบผู้ผลิตชาในหลายพื้นที่ตรงที่มีทั้งชาอัสสัมและชาจีน จึงมีโอกาสพัฒนาชาเบลนด์กลิ่นรสใหม่ ๆ แบบชาฝรั่ง และชาที่เน้นรสชาติดั้งเดิมแบบชาจีน

“พัฒนาไปได้ทั้ง 2 ทาง ขึ้นอยู่กับว่าเราจะเจอลูกค้ากลุ่มนั้นได้ยังไงและเราเก่งเรื่องไหน” อาจารย์จิ๊บเริ่มวิเคราะห์โอกาสของชาเชียงราย “เราเพิ่งพาน้อง ๆ ผู้ประกอบการชาไปทริปญี่ปุ่นด้วยกัน พาไปทั้งเกษตรกรผู้ปลูกชา และผู้ที่เอาวัตถุดิบมาเบลนด์ แต่ละคนถนัดกันคนละเรื่อง เมื่อเอามารวมกันคือพลังอันยิ่งใหญ่

“ถ้าเราให้ชาวอาข่าจากดอยพญาไพรซึ่งพูดภาษาอังกฤษไม่ได้เลยไปทำตลาดต่างประเทศ เขาคงทำไม่ได้ แต่มีน้องกลุ่มหนึ่งเอาชาจากดอยพญาไพรมาเบลนด์ เขากำลังจะส่งไปขายที่ญี่ปุ่นแล้ว มันต้องจับมือกันทั้งห่วงโซ่อุปทาน เราสอนน้อง ๆ เสมอว่า ผู้ประกอบการคือผู้ประกอบทุกเรื่องราวเข้าด้วยกัน ไม่มีใครทำได้เองเบ็ดเสร็จทุกขั้นตอน เราคือระบบนิเวศที่สร้างกันขึ้นมา เป็นพันธมิตรที่เกื้อกูลกันทางธุรกิจ”

อาจารย์จิ๊บอยากให้เราลองจิบชาไทยสักแก้ว แล้วมองชาไทยด้วยมุมมองที่ต่างไปจากเดิม มองให้เห็นว่า กว่าเกษตรกรจะดูแลต้นชาของเขาจนได้ใบชาที่ดีนั้นยากแค่ไหน ต้องตื่นแต่เช้ามืดเดินไปบนทางชัน 45 องศาเพื่อเก็บยอดชา แล้วเอามาแปรรูปด้วยขั้นตอนมากมากมาย

“ราคาชาหนึ่งแก้วที่เราจ่ายไปไม่แพงเลย มันคือเรื่องราวของการรักษาและสืบสานคุณค่าดั้งเดิมของสิ่งที่อยู่ในท้องถิ่น มันคุ้มมากเลย เราการันตีว่าชาไทยคุณภาพดี ผลิตได้เทียบเท่ามาตรฐานสากล เพียงแต่รอวันที่คนไทยยอมรับของไทย เพราะเราติดกับความเป็นต่างชาติมานานมาก”

อาจารย์จิ๊บ ผอ.สถาบันชาและกาแฟ แห่ง ม.แม่ฟ้าหลวง ผู้พาชาไทยคว้าแชมป์โลก Grand Gold Prize ที่ญี่ปุ่น

อาจารย์จิ๊บสรุปทิ้งท้ายถึงคุณค่าของชาเชียงรายว่า

“วัฒนธรรมชา คือต้นทุนทางสังคมที่บรรพบุรุษสร้างไว้ให้ ลูกหลานเอานวัตกรรมมาต่อยอดเพื่อสร้างคุณค่า ถ้าเราเห็นคุณค่าของวัฒนธรรมแล้ว เราจะ สืบสาน-ซาบซึ้ง-ส่งต่อ จนทำให้วัฒนธรรมนั้นคงอยู่ตลอดไป”

Writer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

Photographer

จารุเกียรติ หน่อสุวรรณ

งานประจำก็ทำ ช่างภาพก็อยากเป็น

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load