ไม่ว่าจะสนใจกีฬาสนุกเกอร์หรือไม่ ผมอยากชวนให้นึกภาพตาม

เด็กชายคนหนึ่งอายุ 8 ขวบ หัดเล่นสนุกเกอร์ โดยมีพ่อซึ่งแทงสนุกเกอร์ไม่เป็นคอยให้คำแนะนำ และเรียนรู้กันเองพ่อลูก โดยไม่พึ่งพาโค้ชอาชีพแต่อย่างใด ท่าแทงของเขาถูกคนในวงการล้อกันสนุกปากเนื่องจากประหลาดและแตกต่างจากคนทั่วไป บางคนถึงขั้นดูถูกว่าเด็กคนนี้ไม่มีอนาคตในเส้นทางสนุกเกอร์

เด็กคนที่ว่า ตอนอายุ 10 ขวบ เขาได้ 2 เหรียญเงินจากกีฬาเยาวชนแห่งชาติ

ตอนอายุ 11 ขวบ เขาคว้าแชมป์สนุกเกอร์นักเรียนภาคนครหลวง

ตอนอายุ 12 ขวบ เขาเอาชนะนักสนุกเกอร์มือโปรได้ในการแข่งขัน 6 แดงนานาชาติ

ตอนอายุ 13 ขวบ ได้ 1 เหรียญทอง และ 1 เหรียญทองแดง กีฬาเยาวชนแห่งชาติ ที่จังหวัดกาญจนบุรี

ตอนอายุ 14 ขวบ คว้าแชมป์แสงโสม 6 แดง โอเพ่น

ตอนอายุ 15 ขวบ คว้าแชมป์เยาวชนแห่งประเทศไทยรุ่นอายุไม่เกิน 21 ปี และติดทีมชาติเป็นครั้งแรก

ซึ่งที่ไล่เรียงมานี้เป็นความสำเร็จเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น-หาใช่ทั้งหมด

เด็กคนนั้นชื่อ ซันนี่-อรรคนิธิ์ ส่งเสริมสวัสดิ์ ฉายาของเขาคือ ซันนี่ สายล่อฟ้า

ผมรู้จักซันนี่ขณะเขาอายุ 22 ปีผ่านข่าวกีฬาที่ไหลมาในหน้าไทม์ไลน์เฟซบุ๊ก หลังจากที่เขาต่อสู้กับ Ronnie O’Sullivan (รอนนี่ โอซุลลิแวน) นักสอยคิวชาวอังกฤษได้อย่างสูสีในรายการ UK Championship 2017 โดยแพ้ไปฉิวเฉียด 6 ต่อ 5 เฟรม

สำหรับคนที่ไม่ได้ติดตามข่าวคราววงการสนุกเกอร์อาจไม่รู้ว่า รอนนี่ โอซุลลิแวน คือนักสนุกเกอร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่ง คล้ายเป็นตำนานที่ยังมีชีวิต เขาคว้าแชมป์มาแล้วนับไม่ถ้วนและเป็นเจ้าของสถิติมากมาย

ไม่ว่าจะมองมุมไหน ทั้งดีกรีและประสบการณ์ ในแมตช์นั้นนักสอยคิวชาวไทยควรพ่ายแพ้อย่างหมดรูป จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่สื่อมวลชนจะพากันยกย่องนักสนุกเกอร์ดาวรุ่งผู้นี้ที่ต่อสู้จนเกือบเอาชนะนักสอยคิวเจ้าบ้านอย่างรอนนี่ได้

สิ่งที่น่าสนใจไม่ใช่เพียงผลงานบนโต๊ะ หากใครรู้เรื่องราวชีวิตของเขากว่าจะก้าวมาถึงตรงนี้ ย่อมเห็นตรงกันว่าซันนี่ฝ่าฟันอะไรมามากมายเกินวัย

จากนักเรียนโฮมสคูลเขาต่อสู้จนกลายเป็นนักสนุกเกอร์อาชีพ จากแกะดำในวงการสนุกเกอร์ไทยเขาสู้ต่อจนกลายเป็นดาวรุ่งที่วงการสนุกเกอร์โลกยอมรับ

ผม ซันนี่ และคุณพ่อของเขา สรายุธ ส่งเสริมสวัสดิ์ นั่งคุยกันข้างๆ โต๊ะสนุกเกอร์ที่ตั้งอยู่กลางบ้านก่อนจะถึงเวลาซ้อมของเขา และจากการพูดคุยกันผมพบว่าชีวิตของสองพ่อลูกคล้ายเกมสนุกเกอร์ไม่น้อย บางเฟรมชนะสบายๆ ในขณะที่บางเฟรมก็พ่ายแพ้หมดรูปจนเกือบถอดใจยอมแพ้

โชคดีที่สำหรับชีวิต ยังมีเฟรมถัดไปให้แก้มือ

เฟรมที่ 1

ความจริงหลายเรื่องที่เขาและผู้เป็นพ่อช่วยกันเล่าข้างโต๊ะที่ปูด้วยผ้าสักหลาดสีเขียวฟังแล้วสร้างความรู้สึกหลากหลาย

ทั้งประหลาดใจ ประทับใจ ภูมิใจ เศร้าใจ สุขใจ อิ่มใจ ปะปนกันไปครบรสชาติชีวิต

ย้อนกลับไปในวัยเด็ก ซันนี่มีชีวิตที่แตกต่างจากเด็กส่วนใหญ่ตรงที่เขาเลือกเส้นทางการศึกษาแบบโฮมสคูลแทนที่จะเข้าศึกษาในระบบอย่างเด็กคนอื่นๆ

“ตอนแรกผมก็ไปโรงเรียนอยู่อาทิตย์หนึ่งแล้วไม่ชอบ รู้สึกมันวุ่นวายเสียงดัง อีกอย่างเราต้องนั่งเรียนบวกเลขหลักเดียว ซึ่งผมทำได้หมดแล้ว มันก็เลยเกิดอาการเบื่อ ตอนกลางวันไม่ง่วงแต่ก็โดนบังคับให้นอน คนที่ไม่หลับไม่นอนจะโดนตี เราก็แกล้งหลับ ถึงเวลาเราก็แกล้งตื่น พอพ่อถามว่าเป็นยังไงบ้าง ผมก็บอกพ่อ ซึ่งพ่อมีประสบการณ์ไม่ค่อยดีกับโรงเรียนอยู่แล้วแต่พ่อไม่ได้บอกว่าอะไร พ่อก็เลยไปศึกษากฎหมาย ตอนนั้นมี พ.ร.บ. การศึกษาปี 2542 ออกมารองรับโฮมสคูลพอดี ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ใหม่มากในวงการศึกษาไทย ช่วงนั้นที่บ้านผมทำขนมเค้กขาย เราก็เรียนที่บ้าน แล้วก็ช่วยทำไปด้วย เมื่อก่อนตรงนี้เป็นพวกเตาอบ พวกเครื่องทำขนมปัง” ซันนี่ย้อนเล่า

อย่างที่เขาว่าไว้ พื้นที่ที่มีโต๊ะสนุกเกอร์ตั้งอยู่แต่ก่อนเป็นพื้นที่ของเตาอบและเครื่องทำขนมปัง จนกระทั่งวันที่สนุกเกอร์กลายเป็นเครื่องมือที่หล่อเลี้ยงทุกชีวิตในบ้านหลังนี้

ตอน 8 ขวบผมอยากเล่นกีฬา คุณพ่อก็ให้เลือกระหว่างกอล์ฟ สนุกเกอร์ และยิงปืน เพราะคุณพ่อเป็นนักกีฬายิงปืนทีมชาติ เคยได้รองแชมป์เยาวชนเอเชีย แต่ตอนนั้นเราเด็กมาก รู้สึกว่าการยิงปืนมันอันตราย ก็เลยเลือกระหว่างกอล์ฟกับสนุกเกอร์ พ่อก็พาไปดูการแข่งขัน แล้วผมชอบสนุกเกอร์มากกว่า”

บางทีการเริ่มต้นบนเส้นทางยาวไกลมันก็ไม่ได้มีอะไรซับซ้อน และวันนั้นเขาก็ก้าวเท้าเข้าสู่เส้นทางสนุกเกอร์โดยที่ไม่รู้เลยว่าปลายทางของเส้นทางนี้จะนำพาเขาไปสู่ดินแดนที่ไม่อาจจะจินตนาการได้

“ตอนนั้นเราไม่ได้เริ่มต้นด้วยความคาดหวัง มันเป็นแค่โปรเจกต์หนึ่ง” ผู้เป็นพ่อเล่าลงลึกในรายละเอียดเมื่อแรกเริ่ม “การศึกษาในโรงเรียนจะมีกิจกรรมนอกหลักสูตรใช่ไหม แต่โฮมสคูลคุณสามารถแปลงกิจกรรมนอกหลักสูตรได้ ซึ่งการเล่นสนุกเกอร์ของซันนี่ถือเป็นโครงงานระยะยาว มันไม่เหมือนโครงงานทำแม่เหล็กไฟฟ้า ไอ้นั่นมันทำแป๊บเดียวก็เสร็จ เดี๋ยวก็ต้องหาโครงงานอย่างอื่นอีกใช่มั้ย แต่อันนี้ไม่ใช่

“โครงงานนี้มันสอนทั้งเรื่องการปฏิบัติตัวในสังคม การเรียนรู้กติกาสังคม การอยู่ร่วมกับคนอื่น การแข่งขันกับคนอื่น จะได้รู้ว่าน้ำใจนักกีฬาเป็นยังไง ความรับผิดชอบในการเป็นนักกีฬาเป็นยังไง มันสอนหมดเลยนะ มันรวมอยู่ในนี้หมดแล้วคุณจะเอาอะไร อย่างสถิติเราก็สอนบนโต๊ะได้ แทงลูกน้ำเงินหลุมยาวสิบลูก จดไว้ว่าแทงลงกี่ลูก แล้วก็มาหารดูค่าเฉลี่ย คือพอเราเก็บสถิติอย่างนี้เราจะได้เอาข้อมูลพวกนี้มาประมวลผล ปรับปรุงแก้ไข แล้วเราก็เริ่มวงจรนี้ใหม่ ลองทำ เก็บผล ประมวลผล ทดลองทำใหม่ นี่คือขั้นตอนทางสถิติ ซึ่งนำไปสู่การพัฒนา

สถิติเขาใช้เพื่อการพัฒนารู้หรือเปล่า” คุณพ่อหัวเราะหลังคำถามชวนคิดต่อบ้านเมืองที่การเก็บสถิติต่างๆ ยังไม่แข็งแรงนัก

“ครั้งแรกเป็นยังไง จับไม้แล้วรู้สึกว่าเกิดมาเพื่อสิ่งนี้เลยไหม” ผมย้อนถามชายตรงหน้าถึงวันแรกที่จับไม้คิว

“ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่ครั้งแรกในชีวิต ผมจับลูกมาตั้ง แทงลูกน้ำเงินหลุมกลาง

“แล้วแทงทีแรกก็ลงเลย

เฟรมที่ 2

หนึ่งในเรื่องที่น่าประหลาดใจที่สุดสำหรับผมคือการที่ซันนี่หัดแทงสนุกเกอร์กับผู้เป็นพ่อซึ่งไม่ได้มีวิชาสนุกเกอร์ใดๆ ติดตัว แทนที่จะจ้างโค้ชมากประสบการณ์มาปูพื้นฐาน

เรียนรู้ไปพร้อมกัน-พ่อของนักสนุกเกอร์หนุ่มว่าอย่างนั้น

“เนื่องจากผมมีความรู้พื้นฐานด้านฟิสิกส์ ด้านคณิตศาสตร์ ผมเป็นคนคิดง่ายๆ เกี่ยวกับเรื่องวิธีการแทง ผมคิดว่า เฮ้ย ทำไมถึงแทงลง” ผู้เป็นพ่อเล่าเมื่อผมถามถึงวิธีการสอน “ผมก็มาคิดว่าจะแทงยังไง แล้วก็บอกว่า ลูกลองทำซิ ทำตามที่พ่อบอกนะ ก็คือพ่อลูกเล่นด้วยกัน เด็กๆ เขาก็ยังไม่รู้หรอกว่าทำไมต้องเป็นแบบนั้น แล้วมันจะดีหรือไม่ดี แต่เขาทำ ไอ้เราก็ต้องมาประมวลผล เรื่องระบบเหลี่ยมในการแทง

“คุณเคยแทงมั้ยล่ะ วันนี้เราแทงตรงนี้แล้วลง พออีกวันหนึ่ง หรืออีกชั่วโมง พอไม่ใช่ตรงนั้นแล้วกลับแทงไม่ลงแล้ว แทงหนาไปหรือบางไป แล้วสุดท้ายเราจะเอาอะไรมาเป็นบรรทัดฐาน แล้วเรื่องเหลี่ยมมันเป็นธรรมชาติที่เปลี่ยนแปลงหรือมันควรจะไม่เปลี่ยนแปลง เราก็ต้องคิด”

“คือเอาวิธีคิดแบบวิทยาศาสตร์มาใช้” ผมถามทวนตามที่เข้าใจ

“อ้าว ก็มันไม่มีทางอื่น เราก็ต้องเอาสิ่งที่เราเรียนรู้ในอดีตมาเป็นรากฐานในการสร้างแนวความคิดของเรา ผมเรียนรู้ใหม่หมดเลย ผมไม่ได้ไปทางที่คนอื่นเขาใช้กัน เพราะว่าอะไรรู้มั้ย” ว่าถึงตรงนี้ผู้เป็นพ่อนิ่งเงียบให้ผมคิดตาม ก่อนจะพูดต่อ

“ผมดูว่า 20 ปีที่ผ่านมามีใครเก่งกว่า ต๋อง ศิษย์ฉ่อย มั้ย เฮ้ย นอกจากจะไม่มีใครเก่งกว่าคุณต๋องแล้ว คนที่เก่งแก่ๆ ทั้งนั้นเลยว่ะ ผมรู้แล้ว แสดงว่าเทคนิคการเรียนรู้วิธีการแทงสนุกเกอร์ในระยะ 20 ปีที่ผ่านมาไม่สามารถทำให้เด็กรุ่นใหม่แซงหน้าคุณต๋องหรือแม้แต่แซงหน้า รมย์ สุรินทร์ ได้ คิดดูแล้วกัน แล้วมันจะเหลืออะไร คิดง่ายๆ เลย ถ้าเราไปฝึกตามคนอื่น เราก็อยู่กลุ่มข้างหลังเขา”

เมื่อคิดได้อย่างนั้นพ่อลูกจึงออกแบบวิธีการซ้อมและรูปแบบการแทงด้วยตัวเอง

“เราก็พยายามดูว่าคนเก่งๆ เขาแทงยังไง แต่ในชีวิตจริงมันไม่มีใครบอกคุณหรอกว่ากูเก่งขึ้นมาเพราะกูซ้อมแบบนี้ ตอนนั้นมีคนชื่อ PJ Nolan เขาทำโปรแกรมการซ้อมนักกีฬาขึ้นมาลงเว็บไซต์ เพื่อดึงดูดให้คนไปซ้อมกับเขา เราก็ไปดึงวิธีมาเลย นอกนั้นก็ออกแบบเองบ้าง อ่อนจุดไหนเราก็ออกแบบเอง แบบฝึกแต่ละอันมันก็จะมีจุดประสงค์ในการซ้อม”

ไม่แปลกที่ในวงการสนุกเกอร์ไทยซันนี่จะเป็นคล้ายตัวประหลาด หรือจะว่าเป็นแกะดำก็ไม่ผิดนัก หลายคนอาจไม่รู้ว่าครั้งหนึ่งตอน 9 ขวบซันนี่เคยเข้าไปยังศูนย์ฝึกสนุกเกอร์ที่รายล้อมด้วยนักกีฬารุ่นพี่ โดยการแนะนำของผู้ใหญ่ในวงการสนุกเกอร์ที่เห็นแววของเขา แต่ก็อยู่ได้เพียง 5 เดือน

“ตอนนั้นเขาประเมินเลยว่าซันนี่ไม่มีอนาคต” ชายผู้เป็นพ่อเล่าถึงความอึดอัดในช่วงเวลานั้น โชคดีอย่างหนึ่งของกีฬาคือมันวัดผลกันได้ผ่านการแข่งขัน ไม่ใช่วัดกันด้วยถ้อยคำของใครคนใดคนหนึ่ง

“ตอนนั้นฟังแล้วท้อมั้ย” ผมถาม ก่อนที่ผู้เป็นพ่อจะชิงตอบ

จะไปท้อทำไม ถ้าชีวิตคุณมัวไปท้อกับคำพูดของคนอื่นก็ตายแล้ว”

เฟรมที่ 3

ตลอดชีวิตของซันนี่เผชิญคำสบประมาทและคำถากถางมานับไม่ถ้วน แต่เขาก็ใช้ผลงานบนโต๊ะปิดปากทุกเสียงได้เสมอๆ

ถ้วยรางวัลในไทยเขากวาดมาแล้วเกือบทุกรายการที่ลงแข่ง-จะเอาอะไรอีก

หนึ่งในสิ่งที่เขาโดนวิจารณ์มากที่สุดคือวิธีการแทงที่ผิดหลักการที่คนทั่วไปว่าถูกต้อง แม้กระทั่งทุกวันนี้เขาก็ยังคงโดนคนเข้ามาคอมเมนต์ต่อว่ากันอย่างสนุกปาก

“มีอะไรที่คุณทำแล้วคนบอกว่ามันผิดบ้าง” ผมถามให้เขาแจกแจง

“ท่ายืน มันไม่ตรงในตำราเลย” ซันนี่ตอบสิ่งที่เขาโดนโจมตีมากที่สุด

“ทั้งหมด ทุกอย่าง” คุณพ่อเสริม “ขนาด Joe Johnson (โจ จอห์นสัน) ที่เป็นคอมเมนเตเตอร์เห็นซันนี่แทงยังบ่นออกทีวีเลยนะ เขานั่งคู่อยู่กับ John Parrott (จอห์น แพร์ร็อตต์) ซึ่งทั้งสองคนนี้เคยเป็นแชมป์โลกทั้งคู่ ตอนนั้นซันนี่กำลังแทงเข้าเบรก เกินร้อยแต้มแล้ว โจบอกว่ายังไงคนที่สอนเด็กคนนี้คงไม่สอนให้แทงแบบนี้หรอก มันตลก คือเขาว่าเรา ทีนี้คนพากย์อีกคนก็เงียบ แล้วสักพักก็พูดว่า แต่เด็กคนนี้เขากำลังจะชนะรอนนี่ โอซุลลิแวน นะ เขาคงไม่สนใจหรอกว่าจะยืนยังไง ขอให้เขาแทงชนะก็แล้วกัน คือเหมือนเขาเถียงกันเอง”

“แล้วเวลาได้ยินคนวิจารณ์ท่าทางการแทง เคยคิดไหมว่าต้องปรับให้ถูกต้องตามที่เขาว่า” ผมถามในสิ่งที่สงสัย

“ไม่ครับ ก็ผมใช้แล้วมันได้ผลน่ะ” ซันนี่ตอบทันที

“จะบอกให้ว่าเราไม่ได้ตั้งเป้ากับการยืนสวย หรือการยืนให้ถูกต้อง คือคุณไม่ใช่หุ่นยนต์ที่จะต้องยืนท่าเดิมทุกครั้ง ถูกไหม แต่มันต้องยืนถนัดเท่านั้นเอง ไม่ปวดขา ไม่ปวดหลัง และลง” พ่อของซันนี่เน้นที่คำท้าย

“ในโลกนี้มีอีกคนที่ทุกคนบอกผิดคือ John McEnroe (จอห์น แมคเอนโร) เขาโดนมากที่สุดเลย คนบอกว่ามึงต้องเป็นโรคปวดหลังแน่ๆ ถ้ามึงเสิร์ฟท่านี้ แต่โอ้โห เขาเสิร์ฟเก่งฉิบหาย

“หรือในยุคของผมมีนักเทนนิสคนนึงชื่อ Björn Borg (บียอร์น บอร์ก) สมัยนั้นมีตำราออกมาเลย วิจารณ์หมดเลยว่าเขาผิดทุกอย่าง การจับไม้ การตี วงสวิง แต่หลังจากที่คนวิจารณ์ว่าเขาผิด ไอ้นี่เป็นแชมป์วิมเบิลดัน 7 สมัย คือเขามีวิธีในการตีที่ล้ำหน้ากว่าคนยุคนั้น ตรงนี้คือสิ่งที่เราบอกว่าถ้าอย่างนั้น ในเมื่อเราเรียนรู้ร่วมกัน เราก็จะทำอะไรที่มันมากกว่า โดยหวังว่าถ้าไม่ดีมันก็เละไปเลย

“ลองดู ชีวิตหนึ่งน่ะ ใช่ไหม” ชายผู้เป็นพ่อและโค้ชทิ้งคำถามโดยไม่ต้องการคำตอบจากผม

เฟรมที่ 4

หนึ่งในรายการที่เปลี่ยนชีวิตซันนี่มากที่สุดคือการแข่งขันสนุกเกอร์เยาวชนชิงแชมป์เอเชียที่เมืองปักกิ่ง ประเทศจีน เมื่อปี 2015

ผู้คว้าแชมป์รายการนี้จะได้สิทธิ์เข้าร่วมการแข่งขันสนุกเกอร์อาชีพโลก ซึ่งปัจจุบันหากไม่นับซันนี่ มีนักสอยคิวชาวไทยเพียง 3 คนเท่านั้นที่ได้สิทธิ์ในการแข่งขันสนุกเกอร์ระดับอาชีพ

“ซันนี่ถูกส่งไปตาย” พ่อของเขาว่าอย่างนั้นเมื่อพูดถึงการแข่งขันในครั้งนั้น “คือจีนเขาเป็นเจ้าภาพ นักกีฬาของเขาได้แทงบนโต๊ะที่เขาซ้อมมา แล้วถามว่าจีนไม่อยากได้แชมป์ตรงนี้เหรอ เขาจะยอมให้เราเปิดเพลงชาติไทยเหรอ”

นักสอยคิวหนุ่มเล่าว่าในขณะที่ชาติอื่นส่งนักกีฬาเข้าร่วมได้เพียง 2 – 3 คน แต่จีนส่งนักสนุกเกอร์เข้าแข่งขันถึง 10 คน ซึ่ง 3 ใน 10 คือสุดยอดดาวรุ่งที่ดีที่สุดของประเทศ

“บนผนังเขาติดรูป 3 คนนี้ ขนาดใหญ่เท่าตัวคน” ซันนี่เล่าให้เห็นภาพ

สุดท้ายนักสอยคิวทีมชาติไทยผู้นี้สามารถฝ่าฟันเข้ารอบชิงชนะเลิศไปพบกับ Yuan Sijun นักสอยคิวที่อยู่ในรูปขนาดเท่าตัวคนที่่เขาเล่า

เหมือนอะไรจะไม่เป็นใจเมื่อ 4 เฟรมแรกซันนี่แพ้รวด ซึ่งตามกฎการแข่งขัน หากใครชนะ 6 ใน 11 เฟรมก่อนจะเป็นผู้คว้าชัยไปครอง ถึงตอนนั้นกองเชียร์ต่างถอดใจเพราะมองมุมใดนักสนุกเกอร์ชาวไทยก็กลับมายาก เล่นที่บ้านเขาเมืองเขา กองเชียร์ก็กองเชียร์เขา แต่คล้ายซันนี่เกิดมาเพื่อสร้างเรื่องไม่ธรรมดาให้เกิดขึ้น เมื่อหลังจากนั้นนักสอยคิวชาวไทยชนะรวด 6 เฟรม คว้าตั๋วไปลุยเวทีสนุกเกอร์อาชีพโลกกลับบ้านได้สำเร็จ

แต่เหมือนโชคชะตาเล่นตลก เมื่อเขาพบว่าคุณสมบัติตัวเองไม่เข้าข่ายนักกีฬาที่สมาคมบิลเลียดแห่งประเทศไทยจะสนับสนุนงบในการเดินทางไปแข่งขันอาชีพโลก ไม่ต้องพูดถึงสปอนเซอร์สนับสนุนใดๆ เพราะเขาลุยกันมาเพียงสองคนพ่อลูก

เมื่อไม่มีเงินซื้อตั๋วเครื่องบินและจ่ายค่าที่พัก ความฝันในการบินไปอังกฤษเพื่อเข้าแข่งขันสนุกเกอร์ชิงแชมป์โลกจึงเป็นหมัน

“มันเหมือนเราอยู่ฝั่งนี้แล้วเห็นฝั่งข้างหน้า แต่สะพานมันขาด” ซันนี่เปรียบเปรยช่วงเวลาที่เกือบทำให้เขาเลิกเล่นสนุกเกอร์

“ตอนนั้นผมขับรถอยู่ ก็สงสัยว่าลูกเบื่อเหรอ ลูกเป็นอะไร ทำไมดูไม่กระตือรือร้น แล้วซันนี่ก็ร้องไห้ ผมตกใจเลย แล้วเขาพูดว่าอะไรรู้ไหม เขาบอกว่า เขานึกว่าพอได้แชมป์แล้วพ่อแม่จะได้สบายสักที ผมได้ยินแล้วผมร้องไห้เลย นี่คือจิตใจของลูกเราจริงๆ แล้วตรงนั้นทำให้ผมฮึด คิดหาทางที่จะดึงเขาขึ้นมาจากหลุมนี้

“มันฆ่าเรา แต่เราไม่ตาย” ไม่แน่ใจว่าประโยคนี้คุณพ่อตั้งใจบอกใครบางคนหรือสื่อสารกับโชคชะตา

“ถามว่าตอนนั้นเราเฟลแล้วทำยังไง ผมก็ตั้งโปรแกรมเลย ให้ความหวัง ถามเขาว่ายังอยากเล่นอยู่มั้ย ซึ่งเขาก็ไม่ค่อยอยากเท่าไหร่แล้วล่ะ แต่ผมก็บอกว่าจะเลิกก็ได้ แต่ลูกผ่านมาขนาดนี้แล้ว ลูกต้องไปชิงแชมป์โลกเว้ย ไม่รู้ ลูกได้สิทธิ์แล้ว จะปล่อยมันไปอย่างนี้ได้ยังไง คุณต้องไปเล่นที่นั่น ที่เชฟฟิลด์

“ไม่รู้แหละ เชฟฟิลด์อยู่ตรงไหน แต่เราจะไป”

เฟรมที่ 5

คุณต้องชนะการแข่งขันดิวิชั่น 1 ให้ได้ 2 รายการ เพื่อให้ได้เงิน 3 แสนบาท” พ่อของนักสนุกเกอร์ตรงหน้าพูดถึงแผนการที่จะหาเงินบินไปแข่งขันรายการชิงแชมป์โลกที่อังกฤษ

สุดท้ายซันนี่ก็ขึ้นจากหลุมได้จริงๆ เมื่อสามารถคว้าแชมป์ดิวิชั่น 1 ในประเทศมาครองได้ 2 รายการตามที่พ่อวางไว้ แถมด้วยเงินรางวัลพิเศษอีก 3 หมื่นบาทจากการทำเบรกสูงสุดของการแข่งขัน

“ตอนได้เงินมาแม่ของซันนี่ก็ถามว่า จะให้ลูกออกไปอีกเหรอ ที่เขาถามเพราะตอนนั้นที่บ้านก็ต้องการใช้เงิน ถ้าไปคือเงินก้อนนี้ละลายหายไปแน่นอน เพราะคุณไปแข่งชิงแชมป์โลกครั้งแรก คุณยังไม่มีประสบการณ์อะไรเลย แล้วถ้าตกรอบแรกไม่ได้เงินรางวัลอะไรเลยนะ เท่ากับเงิน 3 แสนคือหมดเลย” คุณพ่อเล่าถึงช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ

“แล้วทำไมยอมเสียเงิน 3 แสน” ผมสงสัย

“ก็ตอนนั้นคิดว่าลูกเราคงเลิกเล่นสนุกเกอร์แหงอยู่แล้ว อย่างน้อยเราก็จะได้พูดได้ว่าครั้งหนึ่งกูไปมาแล้วนะ มันเป็นครั้งหนึ่งในชีวิตที่คุณต้องทำ คุณเล่นมาสิบกว่าปีเพื่ออะไร เพื่อที่จะไปเล่นในรายการชิงแชมป์โลกครั้งหนึ่งไง ตกรอบแรกก็ไป ไม่รู้ล่ะ” ท้ายคำตอบผมเห็นรอยยิ้มปรากฏบนใบหน้าผู้เป็นพ่อ

จริงอย่างที่พ่อซันนี่ว่าไว้ เมื่อสุดท้ายเขาตกรอบแรกสนุกเกอร์ชิงแชมป์โลก โดยแพ้รุ่นพี่ร่วมชาติอย่าง เอฟ นครนายก ไปอย่างสูสี 10 ต่อ 9 เฟรม แต่ที่ไม่เหมือนที่พ่อเขาว่าคือซันนี่ไม่ได้กลับบ้านมือเปล่าแต่อย่างใด

แม้เขาจะไม่ได้เงินรางวัล แต่วันนั้นเขาได้พบกับชายปริศนา ผู้ที่คล้ายว่าฟ้าส่งมาให้ต่ออายุซันนี่บนเวทีสนุกเกอร์โลก

“ตอนจะกลับปรากฏว่ามีคนอินเดียคนหนึ่งมาถามว่าไปแข่งรอบคัดเลือกที่เปรสตันไหม เพราะที่นั่นกำลังจะมีแข่งรอบคัดเลือก 3 รายการคือ Indian Open ที่อินเดีย Riga Masters ที่ลัตเวีย แล้วก็ World Open ที่จีน เราก็บอกเขาว่าไม่ไปหรอก แล้วผมก็เล่าเรื่องของเราให้เขาฟัง พอเขารู้ว่าเรามีปัญหาทางการเงิน เขาก็บอกว่าไปเถอะ เดี๋ยวไอออกเงินให้ ทั้งค่าตั๋วเครื่องบิน ค่าโรงแรม ให้ลูกได้สัมผัสเกม ครั้งหนึ่งในชีวิต เพราะเขาเองก็มีลูกเล่นสนุกเกอร์เหมือนกัน”

แปลกดี บางเรื่องราวที่เขาเล่าทำให้ผมรู้สึกว่ามนุษย์ช่างเป็นสิ่งมีชีวิตที่น่ารังเกียจ ในขณะที่บางเรื่องเล่ากลับทำให้ผมรู้สึกว่ามนุษย์ช่างเป็นสิ่งมีชีวิตที่งดงาม

จากการแข่งขันรอบคัดเลือก 3 รายการนั้น ซันนี่สามารถคว้าสิทธิ์ไปแข่งขัน Indian Open ได้สำเร็จ และเป็นเวทีนี้เองที่วงการสนุกเกอร์โลกเริ่มมองเห็นความสามารถของเด็กหนุ่มวัยเพียง 21 ปีเมื่อเขาสามารถทะลุเข้าถึงรอบ 8 คนสุดท้าย โดยในรอบ 2 เขาเอาชนะ Mark Davis (มาร์ก เดวิส) นักสนุกเกอร์ชื่อดังไปได้ 4 ต่อ 2 เฟรม

“ตอนเดินออกมาจากสนามทุกคนก็ให้กำลังใจ” ซันนี่เล่าถึงบรรยากาศวันที่เขาตกรอบ 8 คนสุดท้าย “Anthony McGill (แอนโทนี่ แมคกิลล์) นักสนุกเกอร์ชาวสกอตแลนด์ เขารู้ว่าผมจะเลิก เพราะเราบอกว่ารายการสุดท้ายแล้ว ไม่มีเงิน

“เขาเดินมาบอกว่า ยูอย่าเลิกนะ ยูเป็นนักสนุกเกอร์ระดับอายุเท่านี้ที่ดีที่สุดของโลกแล้ว”

เฟรมที่ 6

สุดท้ายเขาก็ไม่ได้เลิกแทงสนุกเกอร์แต่อย่างใด

ตรงกันข้าม กลับไปไกลกว่าเดิมเมื่อผู้เป็นพ่อตัดสินใจเอาบ้านไปจำนอง เพื่อนำเงินมาเป็นทุนตั้งต้นในการพาลูกชายเดินสายแข่งขันสนุกเกอร์อาชีพ

ซึ่งการแข่งขันที่คล้ายเป็นการป่าวประกาศกับชาวโลกว่า ฉันคือของจริง ก็คือแมตช์ที่นักสอยคิววัย 22 พบกับ รอนนี่ โอซุลลิแวน ในการแข่งขัน UK Championship ซึ่งถือเป็นการแข่งขันสนุกเกอร์รายการที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลก

อย่างที่ว่าไว้ตั้งแต่ต้น มองมุมใดก็ไม่มีใครกล้าคิดว่าซันนี่จะเอาชนะรอนนี่ได้ เพราะดีกรีของทั้งสองแตกต่างกันเกินไป พูดก็พูดเถอะ ตอนที่รอนนี่เข้าสู่การแข่งขันระดับอาชีพครั้งแรกซันนี่ยังไม่ลืมตาดูโลกเลยด้วยซ้ำ

แต่ภาพที่ปรากฏผ่านการถ่ายทอดสดไปทั่วอังกฤษและทั่วโลกผ่านช่อง BBC และ Eurosport เมื่อเริ่มการแข่งขันคือ นักสนุกเกอร์ชาวไทยออกนำรอนนี่ 2 ต่อ 0 เฟรม และต่อสู้ได้อย่างไม่เกรงกลัวศักดิ์ศรีของคู่ต่อสู้ผู้เป็นตำนานแต่อย่างใด ก่อนจะแพ้ไปอย่างฉิวเฉียด 6 ต่อ 5 เฟรม

เป็นความพ่ายแพ้ที่น่าเสียดาย แต่ไม่มีอะไรให้เสียใจ ตรงกันข้ามนี่เป็นเรื่องที่น่าภูมิใจมากๆ ด้วยซ้ำ

ในชีวิตคนเราจะมีสักกี่ครั้งกันที่มีโอกาสภูมิใจกับความพ่ายแพ้

“วันนั้นนักข่าวทุกคนเดินมาจับมือผม แล้วก็บอกว่าสิ่งที่ซันนี่ทำในคืนนี้เป็นสิ่งที่เขาไม่ได้เห็นมาหลายปีแล้ว และหวังว่าแมตช์ที่รอนนี่เจอกับซันนี่จะได้รับเลือกให้เป็น match of the year” คุณพ่อเล่าด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม

ตราบใดที่ไม่มีใครล่วงรู้อนาคต คงไม่มีใครบอกได้ว่านับจากวันนี้ชีวิตของซันนี่จะพบเจออะไรบ้าง จะสำเร็จหรือล้มเหลวก็มีโอกาสเป็นไปได้ทั้งหมด ตัวอย่างของรุ่นพี่ในวงการสนุกเกอร์มีให้เห็นมากมาย แต่เชื่อเถอะว่าเหตุการณ์ในวันนั้นจะตราตรึงอยู่ในใจเขาและเป็นแหล่งพลังงานยามก้าวไปบนเส้นทางเขาที่เลือกเดิน

“บรรยากาศวันนั้นมันวิเศษมาก ยิ่งใหญ่มาก” ซันนี่ย้อนเล่าเหตุการณ์สำคัญในชีวิต “พอแข่งเสร็จรอนนี่เขาก็เก็บของเดินออกไป ซึ่งปกติคนดูก็จะเดินออกตาม แต่วันนั้นคนยังนั่งกันอยู่เต็มฮอลล์ คนดูเหล่านี้เขาต้องรอบัตรคิว 3 ชั่วโมงกว่าเพื่อจะเข้ามาดูรอนนี่แข่ง ซึ่งตอนนั้นผมก้มลงไปเก็บของอยู่

“พอตอนผมลุกขึ้นมา คนดูในนั้นก็ยืนขึ้นปรบมือ standing ovation”

แม้วันนั้นเขาจะพบกับความพ่ายแพ้ แต่ผมค่อนข้างแน่ใจว่าเขาเดินออกจากสนามแข่งขันอย่างผู้ชนะ

Writer

Avatar

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

1 กุมภาพันธ์ 2566
4 K

“รางวัลกินรีทอง มหาชน ครั้งที่ 8 สาขาอนุรักษ์การแสดงศิลปะพื้นบ้าน ได้แก่…”

ในฮอล์ที่กระหึ่มไปด้วยเสียงเฮฮา จู่ ๆ ก็เงียบดุจดั่งป่าช้า เสมือนรอคอยแสงอาทิตย์สาดส่องให้พื้นที่นี้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง จนกระทั่งทราบว่า รางวัลนี้ตกเป็นของ คลังพลอย ไวยพัฒน์ จากหมอลำเสียงวิหค พ่อยกแม่ยกหมอลำชาวที่ราบสูงหลาย ๆ ท่านคงต้องทำหน้าฉงนสงสัย ว่าเด็กสาวที่ได้รับรางวัลนี้คือใครกันหนอ

แต่พอได้ทราบว่านั่นคือชื่อเสียงเรียงนามที่แท้จริงของ ยูกิ เพ็ญผกา จากใบหน้าที่ฉงนสงสัยก็แปรเปลี่ยนเป็นร้องอ๋อกันทันใด

ยูกิ เพ็ญผกา หมอลำลูกครึ่งญี่ปุ่น-อีสาน กับบทบาทนางเอกคณะที่เริ่มต้นในวัย 13 ปี

ก่อนเริ่มพูดคุยกัน ภาพของสาวชาวอำเภอคอนสวรรค์ จังหวัดชัยภูมิ นางเอกหมอลำในวัยเพียง 15 ปี ได้ปรากฏขึ้นมายังจอคอมพิวเตอร์ ภาพลักษณ์ของสาวน้อยแลดูอ่อนน้อม เหนียมอาย ไร้เดียงสา ช่างแตกต่างจากตอนเธอสวมหัวโขนเป็นนางเอกหมอลำที่พกความมั่นใจและพลังเกินร้อยอย่างสิ้นเชิง

ตอนนี้เรากำลังพูดคุยกับ ‘ยูกิ คลังพลอย’ ไม่ใช่ ‘ยูกิ เพ็ญผกา’ ที่เราและหลาย ๆ ท่านคุ้นเคย

ออกจะเป็นเรื่องแปลกที่นักแสดงหมอลำมีชื่อเล่นเหมือนการ์ตูนอนิเมะ ทั้งที่ปากยังเว้าภาษาอีสานแจ๋ว ๆ ยูกิย้ำว่านี่คือชื่อที่มารดาตั้งให้ เนื่องจากเลือดครึ่งหนึ่งในกายเธอสืบมาจากแดนอาทิตย์อุทัย

“ชื่อ ยูกิ เป็นชื่อตั้งแต่เกิด คุณแม่เป็นคนตั้งให้ค่ะ หนูเป็นลูกครึ่งญี่ปุ่น คุณแม่เป็นคนอีสาน คุณพ่อเป็นคนญี่ปุ่น” เธอตอบคำถามที่หลายคนคาใจ

“ยูกิ (雪) แปลว่า หิมะ ค่ะ” เด็กสาวกล่าวเสริมเผื่อคนที่ไม่มีความรู้ด้านภาษาข้างพ่อเธอ

13 เมษายน พ.ศ. 2550 คือวันที่เด็กหญิงคลังพลอยหรือยูกิลืมตาดูโลก เธอเติบโตมาภายใต้การเลี้ยงดูของคุณแม่และพ่อเลี้ยงแสนดี ห้อมล้อมด้วยกลิ่นอายของวัฒนธรรมลุ่มแม่น้ำโขง ยูกิค้นพบว่าเสียงเพลงคือของขวัญจากฟากฟ้าที่ประทานความสุขสำราญให้กับเธอมาแต่เล็กแต่น้อย เธอจึงหลงใหลในเสียงเพลงและดนตรีนานาชนิด ทั้งเพลงสมัยใหม่และสมัยเก่า

“หนูชอบร้องเพลงมากค่ะ ร้องมาตั้งแต่ 3 ขวบได้ เพลงที่ร้องตอนนั้นก็เป็นเพลงลูกทุ่ง ยังไม่ใช่เพลงหมอลำ เพลงแรกที่ร้องคือเพลง นักร้องบ้านนอก ค่ะ” สาวลูกครึ่งเผยงานอดิเรกของตนด้วยยิ้มพิมพ์ใจ 

ยูกิ เพ็ญผกา หมอลำลูกครึ่งญี่ปุ่น-อีสาน กับบทบาทนางเอกคณะที่เริ่มต้นในวัย 13 ปี

“นอกจากเพลงลูกทุ่งแล้ว หนูชอบฟังพวกเพลงสตริง เพลงแร็ป เพลง K-POP ด้วย พี่ลิซ่า BLACKPINK หนูก็ชอบ ชอบมาก ๆ ค่ะ”

อย่างไรก็ดี ความชอบทั้งหมดทั้งมวลนี้ยังเป็นรองดนตรีหมอลำ

พจนานุกรมภาษาถิ่นไทยอีสานแจงรากศัพท์ของหมอลำออกเป็น 2 คำ ได้แก่ ‘หมอ’ ที่หมายถึงผู้มีความชำนาญ กับ ‘ลำ’ ที่แปลว่าการบรรยายเรื่องราวต่าง ๆ ด้วยทำนองอันไพเราะ ‘หมอลำ’ จึงเป็นคำประสมที่แปลเป็นภาษาไทยกลางได้ว่า ผู้ชำนาญด้านการขับทำนองเล่าเรื่อง

เพลงหมอลำเป็นประเพณีการละเล่นที่แพร่หลายไปทั้ง 2 ฝั่งโขง จะประเทศลาวหรือภาคอีสานของไทย งานวัดงานบุญของ 2 แผ่นดินนี้ไม่เคยขาดเสียงแคนและคำร้องที่มีต้นแบบมาจากเพลงลูกทุ่ง ความแพร่หลายของหมอลำนำไปสู่การพัฒนาต่อยอดเป็นหมอลำสารพัดชนิด

“หมอลำจะมีหลายประเภทค่ะ เช่น หมอลำซิ่ง หมอลำกลอน หมอลำหมู่ ฯลฯ แตกต่างกันออกไปในบางสาขาอาชีพ แต่ที่หนูลำอยู่ทุกมื้อนี้เป็นหมอลำหมู่ ลำเรื่องต่อกลอนทำนองขอนแก่นค่ะ”

นี่คือหมอลำชนิดที่กำเนิดใหม่เมื่อหลายสิบปีก่อน เป็นรูปแบบหมอลำที่เติบโตมาจากการผสมผสานระหว่างหมอลำพื้นกับลิเกของภาคกลาง เห็นได้จากชุดผู้แสดงที่รับมาจากลิเกเต็ม ๆ กับการร้องแบบหมอลำพื้น ร้องรำกันเป็นหมู่คณะ แต่ละคนสวมบทบาทเป็นตัวละครแนวจักร ๆ วงศ์ ๆ เช่น พระราชา เจ้าหญิง ฤๅษี เทวดา ผีสาง เรื่องที่ใช้ลำโดยมากอ้างอิงจากนิทานชาดกท้องถิ่นของภาคอีสาน ใจความของเรื่องที่ใช้แสดงคือการมุ่งสอนให้รู้จักบาปบุญคุณโทษ

แต่หมอลำหมู่ในยุคนี้ได้ปรับปรุงรูปแบบการแสดงให้ถูกจริตคนยุคใหม่ การแสดงของยูกิจึงมีมากกว่าหมอลำตามแบบฉบับดั้งเดิมที่ทุกคนคุ้นเคย

ยูกิ เพ็ญผกา หมอลำลูกครึ่งญี่ปุ่น-อีสาน กับบทบาทนางเอกคณะที่เริ่มต้นในวัย 13 ปี

“จะมีช่วงคอนเสิร์ต ก็ร้องเพลงตลาดทั่วไป เพลงอินดี้ เพลงหมอลำ ร้องสลับกันไป พอตกดึกก็ลำเรื่องต่อกลอน เป็นคล้าย ๆ ลิเก แต่ว่าเป็นภาษาอีสาน คนละทำนองกัน แล้วก็มีแสดงละครเข้าถึงบทบาทกันบ้าง” เธอเริ่มใช้ภาษาบ้านเกิดเมื่อบรรยากาศการพูดคุยอบอวลไปด้วยความสนุกสนาน

เมื่อพิจารณาอายุของยูกิ อาจคิดว่าเส้นทางหมอลำของเธอเพิ่งเริ่มต้นขึ้น แต่ถ้าย้อนกลับไปจริง ๆ แล้ว บนถนนเส้นนี้ได้เริ่มต้นมาตั้งแต่เธอยังเป็นวัยรุ่นฟันน้ำนม เรียนอยู่ชั้น ป.2 โน่นแล้ว

“ตอนเด็ก ๆ คุณพ่อคุณแม่พาเบิ่งหมอลำ ส่วนใหญ่ดูหมอลำซิ่ง ตอนนั้นหนูดูในคลิปอยู่เลยค่ะ ยังไม่ได้ไปดูหน้างาน พอโตขึ้นก็มีโอกาสได้ไปหน้างาน เห็นพี่เขาแต่งตัวสวย มีคนดูเยอะ อยากแต่งตัว อยากเป็นแบบพี่เขาบ้าง” แววตาเป็นประกายถูกส่งทอดจากหน้าจอคอมพิวเตอร์สี่เหลี่ยมเล็ก ๆ ทำให้เหมือนย้อนเห็นภาพเด็กหญิงอายุไม่เกิน 10 ปีที่มีแววตาเต็มไปด้วยความฝัน

“หนูมีไอดอลคือ พี่แอน อรดี แล้วก็ พี่ใหม่ พัชรี ค่ะ หนูชอบดูพวกพี่เขามาก ดูคลิปตลอด ดูทั้งวันเลยค่ะ” ยูกิบอกด้วยสีหน้าภาคภูมิใจ

“หลังจากตอนนั้นก็ได้ไปบอกคุณพ่อคุณแม่ว่าอยากเป็นหมอลำ เลยหาประสบการณ์ด้วยการประกวดร้องเพลงไปเรื่อย ๆ ก่อน จุดเปลี่ยนอยู่ที่เขาพาหนูขึ้นรถแห่ ไปร้องเพลงอยู่บนรถแห่ตอนอายุ 10 ปี ตอนนั้นไปที่อำเภอภูเขียว จังหวัดชัยภูมิ พ่อกับแม่ค่อยมาตัดสินใจว่าจะพาขึ้นวงหมอลำจริง ๆ เลยมาเป็นหมอลำหมู่ค่ะ” เธอจูงมือพาเราหวนคืนยังอดีตที่เป็นจุดเริ่มต้นในการเดินตามความฝันของเธอ

ยูกิ เพ็ญผกา หมอลำลูกครึ่งญี่ปุ่น-อีสาน กับบทบาทนางเอกคณะที่เริ่มต้นในวัย 13 ปี

เรียกว่าหมอลำเสียงวิหคกับยูกิเติบโตมาด้วยกันคงจะได้ เพราะวันที่คุณพ่อและคุณแม่ของเธอพาไปสมัคร หมอลำเสียงวิหคก็เพิ่งเปิดใหม่ได้ปีแรก

“ตอนคุณพ่อคุณแม่พาไปสมัคร ตอนนั้นคณะเขาเพิ่งเปิดใหม่ปีแรก หนูอายุ 11 จะเข้า 12 ขวบ ตอนนั้นเราแสดงเป็นตัวลูก ยังไม่ได้เป็นนางเอก”

หมอลำรุ่นเยาว์เล่าความรู้สึกวันแรกบนเวทีซึ่งเธอยังจำได้ไม่มีเลือน

“ตอนนั้นไปแสดงที่วัดสีชมพู กรุงเทพฯ ความรู้สึกของการเป็นคนดูกับคนที่ได้ขึ้นแสดงมันต่างกันมาก ๆ เลยนะคะ ตอนดูหน้าเวทีเหมือนเราไปนั่งดูผลงานเขาเฉย ๆ แต่ตอนนี้เราเป็นผู้สร้างผลงานให้ผู้ชมหน้าเวทีดู ตอนแรกก็กดดัน แต่ตอนนี้เริ่มชินแล้วค่ะ”

เพราะคณะหมอลำเสียงวิหค ยูกิ เพ็ญผกา จึงมีตัวตนขึ้นมาท่ามกลางเสียงแคน

“ชื่อ ยูกิ เพ็ญผกา หัวหน้าวงเป็นคนตั้งให้ค่ะ เป็นชื่อที่ใช้ในวงการ หนูว่ามันเพราะดี”

จากสเต็ปการเติบโตของกันและกัน คณะกับนักแสดง ยูกิเข้ามารับบทบาทในฐานะนักแสดงสมทบ ฝึกร้องเพลง ฝึกการแสดง และศึกษาสิ่งที่เกี่ยวกับหมอลำในทุก ๆ วัน

“ท่าทางไม่ยาก เรื่องร้องยากกว่าค่ะ ร้องหมอลำยากกว่าร้องเพลงลูกทุ่งด้วย เพราะเพลงหมอลำจะมีเกริ่น หัวเพลงจะเป็นการเกริ่น แล้วก็จะเป็นทำนองรำซึ่งจะแตกต่างกันออกไป แล้วช่วงถัดมาจะเป็นเพลงธรรมดาเลยค่ะ เป็นทำนองที่แล้วแต่อาจารย์นักแต่งเพลงจะแต่งไป จะมีช่วงรำสลับกันกับท่อนร้อง ส่วนท่อนลงก็จะมีลูกเอื้อนนิดหน่อย ผสมกันไปจนจบเพลง

ยูกิ เพ็ญผกา หมอลำลูกครึ่งญี่ปุ่น-อีสาน กับบทบาทนางเอกคณะที่เริ่มต้นในวัย 13 ปี

“หนูก็ฝึกร้องเพลงอยู่เรื่อย ๆ ร้องเพลงทุกวัน ฝึกการแสดง ดูอะไรหลาย ๆ อย่างที่เกี่ยวกับหมอลำ เวลาซ้อมต้องมาซ้อมเองที่บ้าน ให้คุณพ่อ (พ่อเลี้ยง) ซ้อมให้ เพราะคุณพ่อร้องได้ค่ะ”

ครั้นแล้ววันหนึ่ง โอกาสพลิกชีวิตก็ล่องลอยมาหาเมื่อเธอมีอายุได้ 13 ปี

“หัวหน้าคณะเขามาบอกคุณแม่ค่ะว่าจะให้น้องมาเป็นนางเอก แต่น้องต้องลดหุ่น เพราะตอนนั้นหนูอ้วนอวบ ตัวกลมเลย” กว่ายูกิจะก้าวขึ้นมาเป็นนางเอก ไม่ได้มาด้วยโชคช่วย แต่เป็นความพยายาม มุ่งมั่น พัฒนาทั้งการร้องและภาพลักษณ์ 

“หนูใช้เวลา 2 เดือน ลดน้ำหนักไปเกือบ 10 กิโลกรัม ออกกำลังกาย งดอาหารเย็น บวกกับลดปริมาณอาหาร จากที่เคยกินของหวาน น้ำหวาน ช่วงนั้นหนูก็งดไปเลยค่ะ”

ในวัย 13 ปี เด็กผู้หญิงส่วนใหญ่น่าจะยังดิ้นรนกับชีวิตใหม่ในชั้นมัธยมศึกษา แต่เด็กหญิงยูกิกลับต้องเผชิญความกดดันเพิ่มจากภาระการเรียน นั่นคือการเดินสายออกแสดงไปทั่วภูธร

“หมอลำจะมีงานแสดงตามงานวัดหรืองานอื่น ๆ ที่เจ้าภาพจ้างไป เช่น งานทำบุญบ้านใหม่ ไปภาคอื่นด้วย อย่างเวลาลงกรุงเทพฯ ก็จะมีผู้จัดเขาจ้างไปลง 3 – 4 วัน งานจะไม่ไกลกันมาก แต่กรุงเทพฯ เล่นได้ถึงเที่ยงคืน ปกติเล่นถึงสว่าง”

ในช่วงแรกที่เพชรเม็ดใหม่ในวงการเริ่มเฉิดฉาย ชื่อต้นของเธอเป็นสิ่งที่ดึงดูดความสนใจจากพ่อแก่แม่เฒ่าไม่น้อย หลายคนลุกลี้ลุกลนที่จะได้รู้จักนางเอกอายุ 13 ที่มีชื่อเป็นภาษาญี่ปุ่น

“การที่เป็นลูกครึ่งและอายุน้อย หนูว่าน่าจะมีส่วนให้มีชื่อเสียงนะคะ คนที่เขามาดูพอรู้ว่าชื่อยูกิ ก็สงสัยและตื่นเต้นด้วยค่ะ บางคนก็มีเข้ามาถาม เราก็อธิบายให้เขาฟังไปว่าเป็นลูกครึ่งญี่ปุ่น เลยชื่อยูกิ”

จากตัวสมทบ สู่ตัวหลักของการแสดงหมอลำ ความกดดัน ความตื่นเต้น เสียงติชม เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องพบเจอ

“วันแรกที่ได้ขึ้นเป็นนางเอก ตอนนั้นหนูไปเล่นอำเภอโนนสะอาด จังหวัดอุดรธานี เปิดวงปีที่ 2 ค่ะ ตอนนั้นรู้สึกกดดันมาก ๆ อยู่ในห้องแต่กับเสียงเพลงอย่างเดียวเลยค่ะ ซ้อมทั้งวัน กดดัน กลัวมันออกมาไม่ดีเลยซ้อม ๆ ตลอดเลยค่ะ” เธอยังจดจำเรื่องราวทุกรายละเอียดของวันนั้นได้เป็นอย่างดี

“พอแสดงเสร็จก็โล่งเลยค่ะ โล่งมาก ๆ ความรู้สึกตอนนั้นคือตื่นเต้นแล้วก็ดีใจ เหมือนมันตื้นตันใจอยู่ตลอดเวลาที่มีคนหน้าเวที แล้วก็ดีใจที่ตัวเองได้ขึ้นเป็นนางเอก คืนนั้นก็คือสั่นทั้งคืนเลยค่ะ”

เป็นธรรมดาของมือใหม่ที่ต้องประสบผลตอบรับทั้งแง่บวกแง่ลบ ยูกิได้เก็บคำวิจารณ์เหล่านั้นมาใช้ในการผลักดันตนเองให้มีพลังสู้ต่อ ชั่วเวลาไม่นานก็มีแม่ยกทยอยมาติดพันเธอ

“ก็มีทั้งคนชมแล้วก็คนตินะคะ ปน ๆ กันไป” ยูกิ เพ็ญผกา กล่าวยิ้ม ๆ “หนูก็จำทุกคำพูดของทุกคนที่มาหา เพราะหนูดีใจและปลื้มใจทุกครั้งที่มีคนมาให้กำลังใจ ประทับใจทุกคน ทุกคำพูดเลย”

ยูกิ เพ็ญผกา หมอลำลูกครึ่งญี่ปุ่น-อีสาน กับบทบาทนางเอกคณะที่เริ่มต้นในวัย 13 ปี

ภายในเวลาไม่กี่ปีที่ได้เลื่อนขั้นเป็นนางเอกประจำคณะ หมอลำสาวลูกครึ่งรายนี้ได้ตระเวนไปทั่วภาคอีสาน งานที่จังหวัดไหนเป็นอย่างไร เธอสาธยายได้เป็นฉาก ๆ

“ที่แสดงในอีสาน จะไปแถวอุดรธานี ขอนแก่น มหาสารคาม อุบลราชธานีเป็นส่วนมากค่ะ อีสานใต้ก็ไปบ่อยเหมือนกัน แต่ละงานก็จะเหมือน ๆ กัน จังหวัดที่คนดูเยอะก็มีที่นครพนม บึงกาฬ แล้วก็หลายจังหวัด น่าจะเยอะหลายที่เลยค่ะ แต่หนูก็จำได้ไม่หมด

“เดินทางบ่อย ๆ ก็เหนื่อยอยู่ค่ะ อย่างเวลามีงานติดต่อกันหลายงาน ก็มีเพลียบ้างนิดหนึ่ง”

เสียงไก่ขันมักใช้เป็นสัญญาณของการแจ้งว่าเช้าวันใหม่ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว แต่เหล่าหมอลำใช้เสียงนี้เป็นสัญญาณของการจบการแสดงของพวกเขา

“วันที่มีแสดง หลังจากเล่นจนสว่างของงานที่แล้วมา หนูจะขึ้นรถมาล้างหน้า เสร็จแล้วหนูก็กินข้าวและนอนบนรถค่ะ พอถึงหน้างานก็ลงไปอาบน้ำ แต่งหน้าเตรียมขึ้นแสดงค่ะ แสดงทั้งคืนเลยถึงสว่างอีกเหมือนเดิมค่ะ แล้วก็นอนบนรถอีกเหมือนเดิม” ชีวิตที่วนลูปของเธอถูกบรรยายเหมือนวงกลมที่ไม่มีวันจบสิ้น แต่เปี่ยมไปด้วยพลังไฟที่เธอสนุกไปกับมัน

ภาพสวยงามบนเวทีหมอลำเบื้องหลังต้องแลกมาด้วยความยากลำบาก เสื้อผ้าสวยงามที่สวมใส่ต้องคอยปกป้องไม่ให้เลอะโคลนดินที่ชื้นแฉะจากฝนที่โหมกระหน่ำ เวทีที่ตกแต่งสวยงาม ด้านหลังต้องเนรมิตให้กลายเป็นเหมือนบ้านเพื่ออยู่อาศัยตลอดคืน

“ชีวิตหมอลำ นอนกลางดิน กินกลางทราย ถ่ายกลางทุ่งนาค่ะ ไปหน้างานบางวันมีแต่ป่า ห้องน้ำไม่มีเลย ลำบากในการเดินทาง ในการใช้ชีวิตอยู่หลังเวที มีบ้างที่มีฝนตก ขึ้นเวทีก็ต้องตากฝนเล่น แต่ถ้าฝนตกหนักก็ต้องหยุด เพราะไม่งั้นฉากเวทีมันอาจจะล้มทับคน อันตรายมากค่ะ” เธอถ่ายทอดชีวิตของหมอลำอีกด้านหนึ่งที่ผู้คนส่วนใหญ่ไม่เคยรู้ “เวลานอนก็มีเต็นท์ที่กาง เป็นเต็นท์ส่วนตัว เต็นท์ใครเต็นท์มัน เอาผ้าสีฟ้า ๆ มาอ้อมเต็นท์ ปูเสื่อนอนกันในนั้น เหมือนเป็นบ้าน”

กาลเวลาผันเปลี่ยน ความคิด และความรู้สึกของผู้คนย่อมแปรเปลี่ยนตาม สิ่งที่เป็นศิลปะการแสดงพื้นบ้านของไทยกลับถูกคนไทยด้วยกันด้อยค่า มองเป็นของราคาถูก

เส้นทางชีวิต ยูกิ เพ็ญผกา ที่กังวานด้วยเสียงแคนของลูกอีสานเชื้อญี่ปุ่น ในวันที่เป็นนางเอกคณะหมอลำหมู่อายุน้อยสุดคนหนึ่งในไทย

“น่าจะมีช่วงหนึ่งที่มีดราม่าบ่อย ๆ ก็จะกดดันตัวเอง ชอบไปอ่านคอมเมนต์ที่เขาเมนต์มา เมนต์ดราม่า เมนต์ด่า แต่ช่วงหลัง ๆ ก็โฟกัสไปที่คนให้กำลังใจ พ่อกับแม่ก็จะคอยบอกว่าอย่าคิดมาก”

แม้จะมีอาชีพการงานที่หาเลี้ยงครอบครัวได้เป็นมั่นเหมาะ แต่ยูกิก็ยังไม่ทอดทิ้งการเรียนเฉกเช่นเยาวชนทุกคน เธอยังคงศึกษาด้านคอมพิวเตอร์ธุรกิจในวิทยาลัยอาชีวศึกษาที่จังหวัดบ้านเกิด

ถึงอย่างไร ความฝันของเธอก็ยังคงมีหมอลำเป็นที่หนึ่งในใจเสมอ

“อยากมีชื่อเสียงโด่งดังค่ะ อนาคตที่วางไว้ก็น่าจะเกี่ยวกับครู อยากสอนหมอลำ”

อนาคตนั้นทำท่าจะเฉียดใกล้ความจริงเข้าไปทุกที ด้วยความเป็นคนกล้าฝัน กล้าลงมือทำ ตั้งใจจริง และไม่ละเลยความอ่อนน้อมถ่อมตน ผู้ใหญ่ในแวดวงหมอลำเพลงลูกทุ่งหลายคนจึงพากันเอ็นดูยูกิ และหยิบยื่นโอกาสแสดงฝีมือให้เธอเนือง ๆ หนึ่งในนั้นคือเจ้าของสมญา ‘ราชินีลูกทุ่งหมอลำ’ จินตหรา พูนลาภ ที่ยูกิออกปากเรียก ‘แม่จิน’ ได้โดยสนิทใจ

เธอเชื่อว่าต่อไปภายภาคหน้า ศิลปะการแสดงที่เธอรักอาจเป็นที่สนอกสนใจมากขึ้น จากการที่สื่อสังคมออนไลน์อย่าง TikTok นิยมเอาคลิปหมอลำไปเผยแพร่กัน

“หนูบังคับความคิดของใครไม่ได้ บางคนไม่ชอบหมอลำ ก็ไม่ได้บังคับให้มาชอบหมอลำ หนูเองแค่อยากอนุรักษ์ อยากสืบสานศิลปะของคนอีสานไว้ ถ้าไม่มีใครสืบสาน มันก็จะหายไป แล้วหนูเองก็ชอบของหนู ใครไม่ชอบก็ไม่เป็นไร” ความคิดที่ดูโตเกินวัยและแรงปราถนาอันแรงกล้าเปล่งออกมาจากสาวลูกครึ่งไทย-ญี่ปุ่นจากเมืองชัยภูมิคนนี้

“อยากฝากสำหรับคนที่ยังไม่รู้จักพวกเรานะคะ หมอลำเสียงวิหคถือว่าเป็นหมอลำน้องใหม่ของวงการหมอลำ เพิ่งตั้งมาได้ 3 ปี อาจจะผิดพลาดบ้าง อยากให้ทุกคนได้ลองมาดู ลองเปิดใจ และมาสนุกร่วมกัน การแสดงรับรองว่าน่าจะม่วน ติดตามคิวงานได้ที่เพจหมอลำเสียงวิหค มีอัปเดตทุก ๆ เดือน ใครไปดูหน้างานไม่ได้ก็มีไลฟ์ออนไลน์อยู่ตลอดค่ะ” นางเอกหมอลำหน้าละอ่อนเชิญชวนทิ้งท้าย

ความพยายามตลอดเส้นทางหมอลำของยูกิ จากจุดเริ่มต้นมันช่างยาวไกล ในระหว่างการเดินทางอาจเจอลูกรัง ดินทรุด การจราจรติดขัดบ้าง แต่ทุกอย่างเป็นเหมือนบทเรียนที่ทำให้เธอกลายเป็นคนที่แข็งแกร่งมากขึ้น และถนนที่มีชื่อว่าหมอลำเส้นนี้คงมีความยาวอีกไกลแสนไกล ให้เธอได้โลดแล่นไปอีกนานแสนนาน

เส้นทางชีวิต ยูกิ เพ็ญผกา ที่กังวานด้วยเสียงแคนของลูกอีสานเชื้อญี่ปุ่น ในวันที่เป็นนางเอกคณะหมอลำหมู่อายุน้อยสุดคนหนึ่งในไทย

Writers

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

ชอบอ่านเขียนตั้งแต่จำความได้ สนใจวิชาสังคมศึกษาตั้งแต่จบอนุบาล ใฝ่รู้ประวัติศาสตร์ตั้งแต่อยู่ประถม หัดแต่งนวนิยายตั้งแต่เรียนมัธยม เขียนงานสารพัดด้วยนามปากกา “แพทริก เหล่า” ตั้งแต่เข้ามหา’ลัย

Avatar

ธนกร จตุรงค์ชัยสถิต

นัก(เรียน)วิทยาศาสตร์ ที่อยากเป็น นักวิจัยการเล่าเรื่อง แต่ตอนนี้เป็นเป็ดที่อยากบินให้สูงเหมือนนก อยากตัวใหญ่ให้เหมือนห่าน

Photographer

Avatar

ทศพล คามะดา

เรียนจบมหาลัย ปี 2555 ทำอาชีพช่างภาพ มาเรื่อยๆ จนถึงปัจจุบัน เป็นคนอารมณ์ดี ชอบเลี้ยงแมวไว้ 2 ตัว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load