10

ผม ก้อง ทรงกลด รู้จัก ก้อง-ดร.ก้องภพ อยู่เย็น สมัยเรียนมหาวิทยาลัยเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน

9

เขาเรียนจบจากภาควิศวกรรมไฟฟ้า คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โปรเจกต์จบของเขาคือ เครื่องวัดคลื่นสมองเพื่อรักษาผู้ป่วยลมชักและลมบ้าหมู ซึ่งได้รับรางวัลสิ่งประดิษฐ์แห่งชาติ และนำไปใช้งานจริงในโรงพยาบาล

8

เขาเรียนจบปริญญาโทและเอกด้านไฟฟ้า จากสถาบันเทคโนโลยีจอร์เจีย สหรัฐอเมริกา เขาเชี่ยวชาญด้านคลื่นไมโครเวฟ

7

ปัจจุบันเขาเป็นวิศวกรขององค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ สหรัฐอเมริกา หรือ นาซา

6

เขาทำงานที่สถาบัน Goddard Space Flight Center ในรัฐแมรี่แลนด์ ภารกิจของศูนย์แห่งนี้คือ สำรวจโลกและจักรวาล

5

งานของ ดร.ก้องภพ คือสร้างอุปกรณ์เพื่อรับคลื่นไมโครเวฟจากนอกโลก เพื่อศึกษาประวัติศาสตร์ของจักรวาล

4

ผมเคยสัมภาษณ์ใหญ่ ดร.ก้องภพ แบบยาวเหยียดเมื่อ 7 ปีก่อน และเคยชวนเขาขึ้นเวทีพูดคุยครั้งเล็กๆ อีกหลายหน

3

ครึ่งปีก่อน ผมพบ ดร.ก้องภพ ที่สหรัฐอเมริกา หลังการนั่งคุยแบบยาวนาน ก็พบว่าสิ่งที่เขากำลังทำอยู่ตอนนี้น่าสนใจมาก

2

ดร.ก้องภพ เพิ่งทำปฏิทินดาวเรียงตัว มันคือปฏิทินที่บอกว่า เมื่อดวงดาวนอกโลกเรียงตัวกันในบางตำแหน่งจะส่งผลให้เกิดปรากฏการณ์บางอย่างภายในโลก เขาทำออกมาเป็นปฏิทินรายวัน เพื่อให้เรารู้ว่า วันไหนมีโอกาสเกิดภัยพิบัติ และวันไหนที่ควรไปดูปรากฏการณ์แสงเหนือ เขาเก็บข้อมูลมา 7 ปี เพื่อพิสูจน์ว่าทฤษฎีนี้ถูกต้อง

1

ดร.ก้องภพ กลับมาทำธุระที่ประเทศไทยช่วงสั้นๆ เราเลยได้นั่งคุยกันอีกรอบ

0

นี่คือบทสนทนาว่าด้วย งานของเขาที่นาซา ปฏิทินดาวเรียงตัว คำแนะนำในการไปดูแสงเหนือ มนุษย์ต่างดาว และความสุขที่แท้

ดร.ก้องภพ อยู่เย็น

ศูนย์ที่คุณทำงานอยู่ทำเรื่องเกี่ยวกับอะไรบ้าง

มี 4 สายงานหลัก คือ การสำรวจภายในโลกและในชั้นบรรยากาศ สำรวจดวงอาทิตย์ สำรวจดาวเคราะห์ในระบบสุริยจักรวาล แล้วก็สำรวจนอกระบบสุริยจักรวาล ซึ่งผมทำอยู่ในส่วนนี้ ในหน่วยงานมีการทำงานร่วมกันระหว่างนักวิทยาศาสตร์ วิศวกร แผนกช่าง ฝ่ายบริหารจัดการ วิศวกรมีหน้าที่พัฒนาเทคโนโลยีให้นักวิทยาศาสตร์ นักวิทยาศาสตร์จะคิดโครงการว่าเขาอยากวัดแบบนี้ ถ้าได้ศึกษาตรงนี้เราจะมีความเข้าใจบางอย่างมากขึ้น ผมก็ต้องคิดว่าเราจะสร้างเครื่องมืออะไรแบบไหนเอาไปใช้พิสูจน์ความเข้าใจบางอย่างเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์

งานที่คุณดูแลอยู่ตอนนี้คืออะไร

หน้าที่หลักของผมคือ พัฒนาเทคโนโลยีเกี่ยวกับการตรวจจับภาพที่อยู่นอกโลก โดยเฉพาะที่อยู่ไกลออกไปมากๆ คือในย่านคลื่นไมโครเวฟ ความยาวคลื่นมีหลายย่านความถี่ ความถี่แสงคือส่ิงที่ตาเรามองเห็น ย่านอินฟาเรดคือสิ่งที่สัตว์เห็นในที่มืด คลื่นไมโครเวฟก็ยาวขึ้นไปอีก อยู่ในที่มืดกว่านั้นอีก ภาพที่ได้จะมีหน้าตาไม่เหมือนกัน แบบเดียวกับภาพที่ได้จากกล้องอินฟาเรดก็ไม่เหมือนกล้องถ่ายรูป คลื่นไมโครเวฟเอาไว้ใช้ตรวจจับวัตถุที่มีระยะห่างจากโลกมากๆ

ภาพไกลที่สุดที่คุณบันทึกได้ ไกลแค่ไหน

ตอนนี้ค้นไปถึง 13.7 พันล้านปีแสง นี่คือภาพที่เรากำลังประเมินผลกัน

เราได้อะไรจากการดูภาพพวกนี้

ถ้าในระดับคนทั่วไป มันไม่มีความหมายอะไรเลย (หัวเราะ) แต่นักวิทยาศาสตร์สนใจอยากศึกษาวิวัฒนาการของจักรวาล อยากรู้ว่ากาแล็กซี่ก่อตัวหน้าตาเป็นยังไง โครงสร้างความเชื่อมโยงระหว่างกาแล็กซี่หน้าตาเป็นยังไง การเคลื่อนไหวของพลังงานหน้าตาเป็นยังไง

ดร.ก้องภพ อยู่เย็น

คาแรกเตอร์ของชาวนาซาเป็นยังไง

ผมเชื่อว่า คนที่ทำงานนาซามีความภูมิใจในองค์กรมาก ภูมิใจในงาน รู้สึกว่าได้ทำงานที่ยิ่งใหญ่ แล้วคนส่วนใหญ่ก็พยายามขับเคลื่อนงานให้สำเร็จเพราะเป็นความภูมิใจในเชิงการทำเพื่อมนุษยชาติ ในรูปแบบของการให้ความรู้ความเข้าใจใหม่ๆ กับคนทั้งโลก

คุณได้อะไรจากการทำงานนาซาบ้าง

ทำให้ผมเข้าใจว่า ไม่ว่าเราจะศึกษาเรื่องที่อยู่ในอวกาศหรืออยู่ในโลก ข้อสรุปก็เหมือนกันคือ มันไม่มีอะไร (หัวเราะ) หากเราเข้าใจอวกาศ กลไกการทำงานในอวกาศ เราก็จะเข้าใจกลไกการทำงานของจิตใจเราและสิ่งที่อยู่รอบๆ ตัวเรา หรือในทางตรงกันข้าม หากเราเข้าใจตัวเอง เราก็จะเข้าใจกลไกการทำงานของอวกาศและจักรวาลด้วย

จักรวาลกับตัวเราเหมือนกันตรงไหน

เหมือนกันตรงที่ต้องพึ่งพาอาศัยสิ่งรอบๆ เพื่อให้อยู่ได้ ดวงอาทิตย์ต้องอาศัยสิ่งที่อยู่รอบๆ และปฏิสัมพันธ์ระหว่างดวงดาว ทำให้เกิดปฏิกิริยาดวงอาทิตย์ หรือทำให้เกิดความแปรปรวน มีปฏิกิริยาต่างๆ ในระบบสุริยะ ทุกอย่างที่เกิดขึ้นมีเหตุและปัจจัยของมัน พอเราศึกษาเรื่องอวกาศ มันก็มีกลไกการทำงาน ถ้ามีส่ิงนี้ สิ่งนี้ก็ยังคงอยู่ ถ้าสิ่งนี้ดับไป สิ่งนี้ก็จะดับไปด้วย ทุกอย่างเข้าสู่สัจธรรม

นอกเวลางานคุณสนใจเรื่องอะไร

ในเวลางานผมศึกษานอกระบบสุริยะ นอกเวลางานผมก็ศึกษาในระบบสุริยะ กลไกการทำงานของระบบสุริยะ ปฏิกิริยาของดวงอาทิตย์ กำเนิดดาวเคราะห์ รวมๆ แล้วเลยศึกษาทั้งจักรวาลเลย (หัวเราะ)

ดร.ก้องภพ อยู่เย็น

ศึกษาด้วยตัวเองที่บ้าน

ใช่

สิ่งที่คุณสนใจเป็นพิเศษในระบบสุริยะคืออะไร

กลไกการเกิดขึ้นของบางสิ่งบางอย่าง เช่น ปฏิกิริยาดวงอาทิตย์ การเกิดขึ้นของภัยธรรมชาติ ความแปรปรวนของสภาพอากาศ ไม่ได้จำกัดเฉพาะบนโลกแต่ดาวดวงอื่นด้วย แต่เน้นเรื่องบนโลกเป็นหลัก

คุณตั้งสมมติฐานว่า

หากมีการกระเพื่อมสั่นไหวของอวกาศ โลกจะได้รับผลกระทบแบบใดแบบหนึ่งตามมา

พิสูจน์แล้วเป็นจริงไหม

แน่นอน ถ้าสมมติฐานคือ สภาพอวกาศมีความแปรปรวนจะส่งผลบางอย่างต่อโลก มันก็เหมือนอากาศรอบๆ กับตัวเรา ถ้าอากาศรอบๆ มีออกซิเจนน้อยลง ตัวเราก็หายใจไม่ออก ออกซิเจนเยอะก็กระปรี้กระเปร่า โลกกับสิ่งที่อยู่นอกโลกก็เหมือนกัน เพียงแต่จะแสดงอาการไม่เหมือนกัน โลกจะแสดงอาการออกมาหลายแบบ อาจจะเกิดพายุที่มีความแปรปรวนสูง อากาศเปลี่ยนแปลงฉับพลัน ร้อนเป็นหนาวหนาวเป็นร้อนในช่วงเวลาสั้นๆ เกิดแผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด ปรากฏการณ์แสงเหนือ หรือไม่ใช่ภัยพิบัติแต่ส่งผลให้จิตใจมนุษย์แปรปรวน ส่งผลต่อการดำเนินชีวิตของมนุษย์

ดวงดาวส่งผลกับจิตใจเรายังไง

ถ้าถามตำรวจว่าวันไหนมีอาชญากรรมเยอะ เขาจะตอบว่า วันที่มีพระจันทร์เต็มดวง ภาษาอังกฤษมีคำศัพท์ว่า Lunatic หมายถึงคนบ้า ซึ่งมีรากศัพท์จากคำว่าพระจันทร์ ดวงดาวมีอิทธิพลต่อจิตใจมนุษย์ (เว้นจังหวะ) หากมนุษย์ขาดสติ

ในปฏิทินของคุณระบุว่าวันไหนโลกจะได้รับอิทธิพลจากดวงอาทิตย์ ดาวศุกร์ และดาวเสาร์ คล้ายคำพูดของหมอดูที่ว่า พระศุกร์เข้า พระเสาร์แทรก ไหม

คล้ายๆ กัน เราดูในมุมของปรากฏการณ์ธรรมชาติ แต่หมอดูอาจจะดูว่าคนที่มีนิสัยแบบนี้เมื่อเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นผลจะออกเป็นยังไง แต่ถ้าเรามีสติ เรารู้ทัน ก็ไม่เป็นแบบนั้นนะ ถ้าคุณฝึกเจริญสติจนถึงจุดสุดยอด อิทธิพลจากสิ่งรอบๆ จะไม่มีผลต่อจิตใจเลย แต่ร่างกายไม่เกี่ยวนะ ถ้าเราขาดออกซิเจนต่อให้เจริญสติ แต่ไม่มีออกซิเจนให้หายใจก็อยู่ไม่ได้

ปฏิทินดาวเรียงตัวใช้ทำอะไรได้บ้าง

ช่วงที่กราฟขึ้นสูงๆ อากาศจะแปรปรวนแบบสุดโต่ง เป็นช่วงที่มีความเสี่ยงเรื่องฝนฟ้าอากาศ ถ้าอยากจัดงานกลางแจ้งก็จัดก่อนช่วงกราฟขึ้นสูงสุด ส่วนช่วงที่กราฟเริ่มลง อากาศก็จะครึ้มๆ ถ้าใช้ที่ประเทศอื่นก็ต้องประยุกต์หน่อย อยู่ในทะเลทรายจะเป็นเรื่องลมพายุ ถ้านอร์เวย์ก็เป็นเรื่องแสงเหนือ ช่วงที่กราฟขึ้นสูงสุดคือช่วงที่มีแสงเหนือเยอะที่สุด องค์กรชั้นนำอย่าง NOVA หรือ NASA คาดการณ์แสงเหนือล่วงหน้าได้ประมาณ 1 เดือน แต่ปฏิทินนี้บอกล่วงหน้าได้ปีหนึ่ง ถ้าคุณกำลังวางแผนจะไปดูแสงเหนือก็ดูปฏิทินนี้แล้ววางแผนหาตั๋วเครื่องบินราคาถูกได้เลย หรือถ้าจะทำการเกษตร ก็จะรู้ว่าช่วงไหนน้ำเยอะ น้ำน้อย

องค์กรที่โปรโมตการท่องเที่ยวแสงเหนือควรมอบรางวัลให้คุณนะ

มันอยู่ในช่วงการทดลอง ปีที่ผ่านมาผมส่งปฏิทินนี้ให้ไกด์ชาวไทยที่ทำทัวร์แสงเหนือที่นอร์เวย์ เพราะอยากรู้ว่ามันตรงไหม เขาบอกว่ามันแม่นมาก

จากปฏิทินนี้ปี 2561 สภาพดินฟ้าอากาศบ้านเราจะเป็นยังไง

แกว่งตัวสูงกว่าปี 2560 โดยเฉพาะเดือนตุลาคม จะแกว่งตัวสูงมาก พีกช่วงวันที่ 25 – 26 ตุลาคม ช่วงนั้นสภาพอากาศจะไม่ดี

แต่ใครๆ ก็รู้ว่าช่วงตุลาคมฝนตกน้ำท่วมทุกปีอยู่แล้ว

ใช่ แต่บอกได้หรือเปล่าว่าวันไหน ผมบอกได้เลย ค่อนข้างชัวร์มาก

การค้นพบครั้งนี้นาซาไม่สนใจเหรอ

ผมทำเป็นงานอดิเรก ผมแค่อยากสร้างความเข้าใจแบบใหม่ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นบนโลกมีผลมาจากนอกโลกด้วย แต่มันก็ยากที่จะให้มุมมองนี้ไปแทนที่มุมมองที่มีอยู่ เหมือนเรามองว่านี่คือแก้ว เอาไปใช้ประโยชน์แบบนี้ แต่อีกคนบอกว่าไม่ใช่ มันคือพลาสติกที่มีน้ำอยู่ข้างใน มันก็คุยกันไม่รู้เรื่องนะ แทนที่เราจะมาเถียงกันว่ามันเรียกว่าอะไร เราควรจะดูว่าแก้วน้ำนี้เอาไปใช้ประโยชน์อะไรมากกว่า ถ้าเราดูที่ประโยชน์เป็นหลักเราจะไม่ทะเลาะกัน แต่ถ้าตัดสินกันที่มุมมองว่ามุมไหนถูกมุมไหนผิด มันก็จะขัดแย้งกัน

ดร.ก้องภพ อยู่เย็น

คุณสนใจเรื่องมนุษย์ต่างดาวไหม

ผมเคยสนใจ ตอนนั้นสนใจเรื่องเทคโนโลยีว่าเขาเดินทางมายังไง ใช้เทคโนโลยีแบบไหน แล้วทำยังไงเราถึงจะทำแบบเขาได้บ้าง สำหรับผม มนุษย์ต่างดาวมี 2 ส่วน คือ ร่างกายและจิตใจ คนส่วนใหญ่มักมองที่ร่างกาย คือตัวโตๆ ตาใหญ่ๆ แต่ก็ยังมีเรื่องของจิตใจ แล้วก็มิติอีก เรื่องจิตใจซึ่งเป็นสิ่งที่ควบคุมร่างกาย มันต้องตาโตๆ หัวกลมๆ ด้วยหรือเปล่า ส่วนเรื่องมิติ สิ่งที่เรามองเห็นและสัมผัสได้ไม่ใช่ความจริงเพียงอย่างเดียวเท่านั้น เวลาเราฝันก็อีกมิติหนึ่ง คลื่นความถี่ต่างๆ ก็เป็นอีกมิติหนึ่ง แม้ว่าเราจะมองไม่เห็นแต่มันก็มีอยู่จริง เขาอาจจะมาแล้วก็ได้ แต่เรามองไม่เห็น วิธีการสื่อสารของเขาอาจจะไม่ใช่เสียงพูด หรือวาดภาพสัญลักษณ์บนโลก แต่อาจจะสื่อตรงมาที่จิตเราเลยก็ได้ มันทำให้เราเข้าใจว่า โลกใบนี้ไม่มีขีดจำกัดในทุกแง่ มีความเป็นไปได้ทุกเงื่อนไขเท่าที่เราจะคิดได้ เราต้องเปิดใจให้กว้าง

คุณเชื่อว่ามีสิ่งมีชีวิตนอกโลก

ผมเชื่อว่ามี ขนาดเรายังเกิดได้เลย สิ่งมีชีวิตมีหลายมิติ หลายมุมมอง แล้วก็หลายเงื่อนไข เงื่อนไขของสิ่งมีชีวิตนอกโลกอาจจะต่างกับสิ่งมีชีวิตบนโลกก็ได้ สิ่งมีชีวิตนอกโลกอาจจะไม่ต้องอาศัยออกซิเจนหรือน้ำก็ได้ ดังนั้นจึงมีหลายรูปแบบมาก เหมือนกับคนมีหลายรูปแบบ ถ้าคิดว่าคนต้องมีแบบเดียว พอเราไปเจอคนที่นิสัยผิดจากความคาดหมายของเรา บางทีเราก็รับไม่ได้

เชื่อเรื่องสิ่งมีชีวิตนอกโลกเดินทางเข้ามาในโลกไหม

หากมีดาวดวงหนึ่งมีอายุมากกว่าโลก และมีสิ่งมีชีวิตที่เกิดก่อนสิ่งมีชีวิตบนโลกสักหมื่นปี คิดว่าเทคโนโลยีของเขาจะไปไกลขนาดไหน แล้วถ้าไกลขนาดนั้น เขาน่าจะมาหาเราก่อนที่เราไปหาเขาใช่ไหม แล้วก็มีคำถามว่า ถ้าเขามาหาเราทำไมเราหาเขาไม่เจอ ก็เพราะเราสร้างเงิื่อนไขว่าสิ่งมีชีวิตนอกโลกต้องเป็นแบบนี้แบบนั้น ในความเป็นจริงไม่จำเป็นต้องเป็นแบบนั้นก็ได้ หรือเราเข้าใจว่าสิ่งมีชีวิตนอกโลกจะมีจริงเมื่อเขาปรากฏตัวให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ต่อชาวโลก เราสร้างเงื่อนไขนี้ขึ้นมา แต่ในความเป็นจริงเขาไม่จำเป็นต้องปรากฏตัวแบบนั้นก็ได้ เขามาแบบไม่ต้องให้ใครรู้ก็ได้ พอเราสร้างเงื่อนไขในจิตใจของเรา ก็อาจจะทำให้เราไม่ได้เห็นความจริง

ประโยชน์ของการรู้จักมนุษย์ต่างดาวคืออะไร

ทำให้เรารู้ว่าโลกใบนี้มีอะไรอีกมากมายที่เราไม่รู้ หากเราต้องการพัฒนาโลกให้มีความเจริญในบางเรื่อง เราต้องเปิดใจให้กว้างกับสิ่งที่เราคิดว่าอาจจะไม่มีหรือเป็นไปไม่ได้ แล้วทำสิ่งนั้นให้เป็นไปได้

ทำไมถึงเลิกสนใจ

พอรู้ว่าผมทำงานนาซาเด็กๆ ก็ชอบถามผมว่า เคยเจอมนุษย์ต่างดาวหรือเปล่า นั่นเป็นเหตุที่ทำให้ผมต้องศึกษา เพราะผมตอบคำถามของเขาในตอนนั้นไม่ได้ ตอนนั้นอยากรู้ว่ามันมีจริงหรือเปล่า คำตอบก็คือ มี ในหลายรูปแบบ จากภาพถ่ายดาวเทียมนอกโลก จากประสบการณ์ส่วนตัว และจากประสบการณ์ของคนอื่น พอรู้แล้วว่ามี ผมก็ปล่อยวางความสงสัยนั้น เพราะมันไม่ได้ช่วยให้เราพ้นทุกข์

ดร.ก้องภพ อยู่เย็น

คุณมีแผนจะทำงานที่นาซาอีกนานแค่ไหน

ขึ้นกับวาระ เราอยู่ตรงไหนแล้วทำตัวเป็นประโยชน์ได้มากที่สุด เราก็อยู่ที่นั่นแหละ

ประโยชน์ในความหมายของคุณคือ

บำบัดทุกข์ให้ผู้อื่นได้ ให้ความสุขผู้อื่นได้ นำคนรอบข้างไปสู่ความเจริญได้ นาซาพัฒนาเทคโนโลยีเพราะเขามีความต้องการตรงนั้น เราก็ช่วยให้เขาพัฒนาตรงนั้น ส่วนเรื่องจิตใจ เราพัฒนาจิตใจของเราได้ระดับหนึ่ง แล้วก็ช่วยพัฒนาจิตใจผู้อื่นให้มีความเจริญ มีความสุขขึ้น

ทำไมวิศวกรนาซาถึงอยากทำให้คนมีความสุข

ทุกอาชีพก็ช่วยคลายทุกข์ให้คนนะ อุตสาหกรรมบันเทิงก็ช่วยคลายทุกข์ให้คน อุตสาหกรรมอาหารทำให้คนไม่หิว ก็คลายทุกข์เหมือนกัน

คุณอยากคลายทุกข์ด้านไหนให้ผู้คน

เรื่องความสงสัยในปริศนาอวกาศ ในเรื่องปรากฏการณ์ต่างๆ ปฏิทินดาวเรียงตัวก็ทำให้เราคลายความกังวล พอเรารู้ว่าช่วงไหนจะได้รับอิทธิพลจากสิ่งอื่นๆ มันก็ช่วยเตือนสติเรา ถ้ามีสติความวิตกกังวลก็หายไป แล้วผมก็อยากสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับโลก เมื่อเราเข้าใจถูกแล้ว ความทุกข์ก็จะลดลง

ดร.ก้องภพ อยู่เย็น

เราเข้าใจอะไรผิดเกี่ยวกับโลก

เราเข้าใจว่า เราหาความสุขที่แท้จริงจากสิ่งที่อยู่ในโลกนี้ได้

ทำไมความสุขที่แท้จริงถึงไม่มีในโลก

เพราะมันไม่เที่ยง มันไม่มีตัวตนที่แท้จริง ถ้าเรายึดถือว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นความสุข สักวันหนึ่งมันก็ต้องเสื่อมสลายไป ความสุขนั้นจึงอยู่ไม่นาน แล้วจะได้ความทุกข์มาแทน

สิ่งที่คุณอยากรู้ที่สุดในวันนี้คืออะไร

ความสุขที่แท้จริงสูงสุดคืออะไร เราจะไปถึงจุดนั้นได้หรือเปล่า

ยากกว่าการเดินทางไปดาวดวงอื่นไหม

น่าจะง่ายกว่า การไปถึงดาวดวงอื่นไม่ได้ทำให้ผมเข้าถึงความสุขที่แท้จริง เหมือนเราไปดาวอังคาร พอไปเหยียบดาวอังคารก็มีความสุขอยู่สัก 5 นาที แล้วก็อยากกลับบ้าน (หัวเราะ) มีใครอยากจะอยู่ดาวอังคารตลอดชีวิตบ้าง เราจะไปหาสิ่งเหล่านั้นทำไม ในเมื่อเรารู้ตั้งแต่แรกว่ามันไม่ใช่เป้าหมายของความสุขที่แท้จริง

ดร.ก้องภพ อยู่เย็น

ติดตามข้อมูลเรื่องปฏิทินดาวเรียงตัวเพิ่มเติมได้ที่
เว็บไซต์ : www.kpsquare.com
เฟซบุ๊ก : ก้องภพ อยู่เย็น

Writer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

ที่นี่น่าจะเป็นโรงเรียนที่เล็กที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นและสัมผัสมาในชีวิต

โรงเรียนแห่งนี้ไม่มีคุณครูประจำ มีห้องเรียนห้องเดียว จุนักเรียนได้อย่างมากไม่น่าจะเกินยี่สิบสามสิบชีวิต พูดก็พูดเถอะ ร้านกาแฟบางร้านยังกว้างขวางกว่าสถานที่ที่เรียกตัวเองว่าโรงเรียนแห่งนี้เสียอีก

ผมนัดคุยกับ ซัน-อาทิตย์ เลิศรักษ์มงคล ผู้ก่อตั้งและเป็นครูใหญ่ที่วางรากฐานหลักสูตรต่างๆ ที่ห้องเรียนเพียงห้องเดียวของโรงเรียนแห่งนี้

โดยที่ด้านหน้ามีป้ายขนาดกะทะรัดกำกับไว้ว่า ‘Brick by Brick School of Conceptual Photography’

ก่อนหน้านี้ ซันอาจทำมาแล้วหลายอย่าง แต่บทบาทที่ทำให้ผมรู้จักเขาคือเป็นผู้ก่อตั้งเปิดเพจ ‘สยาม.มนุษย์.สตรีท’ ที่ขับคอยขับเคลื่อนวงการถ่ายภาพแนวสตรีทด้วยการให้ความรู้และหมั่นลงงานดีๆ ให้คนที่สนใจได้เสพ นอกจากนี้เขายังเปิดร้านจำหน่ายอุปกรณ์เกี่ยวกับกล้องฟิล์มแบบครบวงจรที่ชื่อ ‘Husband and Wife’ ซึ่งอยู่ในพื้นที่เดียวกับโรงเรียนที่ว่ามา

อาทิตย์ เลิศรักษ์มงคล

โดยไม่น่าจะเกี่ยวกับความหมายของชื่อ ผมรู้สึกเห็นแสงสว่างบางอย่างเมื่อได้นั่งลงพูดคุยกับเขา

ในบ้านเมืองที่งานศิลปะร่วมสมัยยังไม่ได้หยั่งรากลึก ในบ้านเมืองที่วัฒนธรรมการวิพากษ์วิจารณ์ยังเป็นสิ่งแปลกหน้า ซันลุกขึ้นมาเปิดโรงเรียนสอนถ่ายภาพเชิงแนวคิด (Conceptual Photography) ซึ่งเป็นแขนงหนึ่งของงานศิลปะร่วมสมัยที่เขาสนใจ

เขาไม่ได้สอนว่ากล้องถ่ายภาพใช้ยังไง ต้องใช้รูรับแสงหรือสปีดชัตเตอร์เท่าไหร่ องค์ประกอบภาพที่ดีวัตถุต้องอยู่จุดใด แต่โรงเรียนของเขาสอนให้ผู้มาเรียนคิด คิด คิด และคิด โดยผู้ที่มาสอนแต่ละคลาสคือศิลปินรับเชิญผู้มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ทั้งสิ้น

แม้โรงเรียนแห่งนี้จะเล็กเมื่อมองจากสิ่งปลูกสร้าง แต่เมื่อเรียนจบ ผมเชื่อว่าสำหรับผู้มาเรียน จะรู้สึกว่าโรงเรียนได้ขยับขยายจนใหญ่ที่สุดเท่าที่ในชีวิตเคยพบ

เพราะโรงเรียนของเขา จะกลายเป็นโลกทั้งใบ

Brick by Brick School of Conceptual Photography

อาทิตย์ เลิศรักษ์มงคล

ย้อนมองงานที่คุณทำมาจนกระทั่งมาเปิดโรงเรียน ล้วนเกี่ยวข้องกับการถ่ายภาพ คุณหลงใหลอะไรในกิจกรรมนี้ถึงทำมาตลอด

ย้อนกลับไปคนยุคเรากล้องถ่ายรูปมันเป็นเรื่องพิเศษมากนะ มันไม่เหมือนสมัยนี้ที่ธรรมดาสุดๆ ในยุคสมัยเราถ้าวันไหนคุณพ่อหยิบกล้องขึ้นมามันต้องเป็นวันพิเศษ หรือการที่เราได้กล้องคอมแพคไปทัศนศึกษา คุณพ่อก็จะต้องเดินไปซื้อฟิล์ม มันดูเป็นเรื่องจริงจัง พอกลับมาก็ต้องไปส่งล้าง ซึ่งเราลืมสิ่งนั้นไปแล้วจนกระทั่งวันที่เราออกจากงานประจำที่ทำมา 10 ปี เรารู้สึกว่ามันหมดแพสชันในชีวิตมาก ตอนนั้นเราได้แต่ความอิสระ แต่เราไม่รู้ทิศทาง

แล้ววันหนึ่งเราก็หยิบกล้องฟิล์มของพ่อออกมา ตอนนั้นพ่อเราเสียไปนานแล้ว ซึ่งพ่อทิ้งกล้องฟิล์มไว้เยอะมาก เราลองหยิบมาเล่นแล้วก็รู้สึกชอบ มันเหมือนไทม์แมชชีนที่ทำให้เรานึกถึงสมัยเราเด็กๆ เรานึกถึงพ่อ พอเรารู้สึกก็เริ่มถ่ายจริงจังขึ้น จนเป็นที่มาของสิ่งที่เราทำงานด้วย เราหันมาทำงานเรื่อง Analog Photography ทั้งหลาย

ที่ว่าแต่ก่อนการถ่ายรูปเป็นเรื่องพิเศษมาก แล้ววันนี้พอเทคโลยีพัฒนาขึ้น คุณคิดว่าคุณค่าของภาพถ่ายลดลงไหม

เราว่าคนมองมันด้อยค่าลง แต่ว่าพลังของภาพถ่ายยังเหมือนเดิมถ้าคุณใช้มันเป็น แค่คุณไปลดทอนคุณค่ามันเอง เพราะคุณไม่ได้ใส่ใจมัน ถามว่าในโทรศัพท์มือถือที่ถ่ายเราได้ย้อนกลับไปดูสักกี่รูป เราว่ามันอยู่ที่วิธีคิดของคนเท่านั้นเอง เครื่องมือสะดวกก็ดีแล้ว คนก็เข้าถึงมากขึ้น เพียงแต่ว่าตัวคุณเองที่ไปลดคุณค่ามัน ไม่ได้คิดกับมันมาก ถ้าคุณคิดกับมัน มันก็มีคุณค่าเหมือนเดิมนั่นแหละ

นี่คือผมเปิดร้านขายฟิล์มด้วยนะ แต่ผมไม่เคยบอกหรือบ่นว่าคนสมัยนี้มันไม่เหมือนคนสมัยก่อนเลย ผมไม่คิดอย่างนั้น ผมรู้สึกว่ามันดีแล้ว เหมือนการมีรถคลาสสิกกับรถซีดานรุ่นใหม่ล่าสุด ผมชอบขับรถคลาสสิกก็แค่นั้น แต่มึงจะยอมรถตายกลางถนนตลอดเวลาเหรอ ก็เปล่า การมีทางเลือกมากมายให้เลือกมันดีแน่นอน

อาทิตย์ เลิศรักษ์มงคล

อาทิตย์ เลิศรักษ์มงคล

แล้วจุดเปลี่ยนที่ทำให้หันมาสนใจการถ่ายภาพแนวสตรีทจนเปิดเพจ สยาม.มนุษย์.สตรีท คือตอนไหน

วันหนึ่งเราเริ่มรู้จักกลุ่ม Street Photo Thailand เราก็โพสต์รูปลงไป และเหมือนสิ่งที่เราโพสต์มันยังไม่ใช่ภาพถ่ายสตรีท เราก็สงสัยว่าแล้วมันคืออะไรวะ เพราะตอนนั้นเรายังไม่เข้าใจ เราคิดว่างานถ่ายภาพแนวสตรีทก็คือแค่ถ่ายคนแก่ ถ่ายขอทาน ถ่ายคนที่อยู่บนท้องถนนไง แล้วตอนนั้นเขามีประกาศเวิร์กช็อปของกลุ่ม เราก็ไปเรียน แล้วรู้สึกเหมือนเปิดถูกกะโหลก คือการถ่ายภาพสตรีทมันอยู่ที่มุมมอง มันไม่ใช่เรื่องความสวยงามที่ตาเห็น มันขายกันที่มุมมองความคิดของเรา หลังจากนั้นเราก็ไปศึกษาประวัติศาสตร์งานศิลปะร่วมสมัยในโลกอย่างจริงจัง และฝึกหนักมาก ถ่ายทุกวัน จนเราเริ่มเข้าใจอะไรบางอย่าง เราจึงเริ่มเปิดเพจสยาม.มนุษย์.สตรีท เพื่อที่จะให้ความรู้กับคน

ที่ว่าเข้าใจเกี่ยวกับการถ่ายภาพสตรีท คุณเข้าใจอะไร

การถ่ายภาพแนวสตรีทมันเป็นเศษเสี้ยวหนึ่งของงานศิลปะร่วมสมัย ซึ่งงานศิลปะร่วมสมัยมันสำคัญที่คอนเซปต์ มันไม่สำคัญที่ตัวนี้ (ชี้ที่กล้อง) มันสำคัญที่ความคิด เราจะถ่ายทอดความคิดในตัวเราออกมายังไง แต่เมืองไทยเต็มไปด้วยการสอนว่า นี่คือปากกา นี่คือไส้ นี่คือหมึก มันเต็มไปด้วยการสอนเทคนิค ซึ่งไม่ผิดนะ เรารู้สึกว่าโอเค เพียงแต่ว่ามันเยอะเกินไปแล้วสำหรับเรา คุณเปิดยูทูบคุณก็รู้แล้ว มันมีเป็นล้านๆ คลิปแล้ว แต่ไม่มีใครคิดจะสอนว่า แล้วคุณจะถ่ายทอดตัวคุณออกมายังไง ไม่มีใครสอนว่าในหนึ่งหน้ากระดาษคุณอยากเล่าเรื่องของคุณ คุณควรจะเล่าแบบไหน

เปรียบเทียบเหมือนเราคุยกันแต่เรื่องปากกาว่าใช้ยี่ห้ออะไร ใช้ Montblanc หรือเปล่า กูใช้ Lamy นะ คือสำหรับเราปากกามันเอาไว้ขีดเขียนเหมือนกัน แต่ประเด็นคือสิ่งที่คุณจะเล่าคืออะไร คุณต้องคิดเรื่องนี้ให้แตกที่สุดต่างหาก สมมติว่าเป็นนักเขียนคุณก็ต้องรู้ว่าจะเขียนอะไรใช่ไหม ซึ่งพอผมเริ่มก้าวเข้าไปในโลกของงานศิลปะร่วมสมัยผมก็เริ่มรู้สึกสนุกกับมัน เริ่มรู้สึกว่าเราอยากมีโรงเรียนที่ให้ความรู้แนวนี้กว้างๆ ซึ่งงานเชิงคอนเซปต์มันง่ายสุด หมายความว่าเวลาคุณคิดอะไรคุณคิดให้มันเป็นคอนเซปต์ มันก็จะมีหลักให้คุณยึดว่าคุณจะพูดเรื่องอะไร พอคุณรู้ว่าจะเล่าอะไรคุณก็หาวิธีเล่ามันด้วยภาพ ซึ่งไม่จำเป็นต้องใช้เทคนิค คุณอาจจะถ่ายรูปไม่เป็นก็ได้

อาทิตย์ เลิศรักษ์มงคลอาทิตย์ เลิศรักษ์มงคล

ถ้าอยากให้ความรู้คนทำแค่ในเพจก็ทำได้ ทำไมต้องลุกขึ้นมาเปิดโรงเรียน

ผมรู้สึกว่าสื่อแค่นี้ยังไม่มากพอ บางทีคุณเห็นรูปแล้วคุณกดไลก์โดยที่คนยังไม่พิจารณารูปเลย แล้วบางคอนเทนต์คนมากดไลก์แต่ไม่ได้เข้าไปอ่าน ซึ่งบางคอนเทนต์เราตั้งใจหาข้อมูล ทำเป็น Archive แต่ก็ไม่มีคนอ่าน แต่เรารู้สึกว่ามันน่าจะมีคนที่สนใจ ซึ่งต้องมาเรียนเป็นเรื่องเป็นราว เราก็เลยรู้สึกว่าต้องทำโรงเรียน

เราเป็นคนเชื่อเรื่องการศึกษา แต่เราไม่ชอบเรียนหนังสือเลย คือเราไม่ชอบการศึกษาในระบบ เพราะเรารู้สึกว่าทำไมระบบการศึกษาต้องมาตัดสินให้เรา เช่น ทำไมเราต้องรู้สิ่งนี้ตอน ป.5 ใครเป็นคนกำหนด เราอาจจะอยากรู้เรื่องนี้ตอน ม.1 ก็ได้ หรือเราไม่อยากรู้เรื่องนั้นแต่อยากรู้เรื่องนี้แทนได้มั้ย แล้วใครเป็นคนตัดสินให้เรา เราก็เลยรู้สึกว่าเป็นคนต่อต้านเรื่องพวกนี้ แต่การที่เราอยากให้การศึกษามันดี เราบ่นเฉยๆ ไม่ได้ เราต้องทำ

อีกประเด็นคือคนจะบ่นเรื่องวงการศิลปะเยอะว่า คนไทยไม่เสพงานศิลปะ เพราะพื้นฐานคนไทยไม่มีรากเหง้าของงานศิลปะร่วมสมัยเลย อย่างนิวยอร์กจะเป็นเมืองที่ศิลปะร่วมสมัยที่เข้มข้นมาก ซึ่งวิธีคิดของคนบ้านเขากับบ้านเราแตกต่างกัน บ้านเราจะยึดติดกับงานที่เป็น Traditional มากๆ ไม่เข้าใจงานที่เป็นโมเดิร์นหรือร่วมสมัยทั้งหลาย เพราะว่ารากฐานเราเป็นคนละแบบ ศิลปินก็จะบ่นว่าคนไม่ดื่มด่ำงานศิลปะ มีโฟโต้บุ๊กก็ไม่ซื้อ จนศิลปินก็หมดใจที่จะทำ แต่เรารู้สึกว่าบ่นไปก็เท่านั้น มันต้องไปแก้ที่รากเหง้า

เชื่อไหมว่าการเปิดโรงเรียนสามารถแก้ปัญหาที่มันฝังรากลึกได้

เชื่อ เรารู้สึกว่าการศึกษาแก้ได้ทุกอย่าง เพียงแต่มันยากมาก มันคือการหว่านเมล็ด มันไม่ใช่การตัดต่อกิ่ง มันจะโตช้าโคตรๆ หรือมันอาจจะโดนมดแดกก่อนก็ได้ แต่ว่าถ้ามันโตได้ มันจะหยั่งรากลึก

ซึ่งมันก็เชื่อมโยงกับชื่อ Brick by Brick จริงๆ เราชอบชื่อนี้มาเมื่อนานมากแล้ว สมัยวัยรุ่นเราดูเรื่องหนังเรื่องหนึ่ง ซึ่งตัวละครเขาพูดถึงเรื่องการที่เราจะทำอะไรสักอย่างมันก็เหมือนกับการก่ออิฐ ที่คุณต้องค่อยๆ ทำ ค่อยๆ ก่ออิฐทีละก้อน Brick by Brick คืออย่างนั้น ซึ่งเรารู้สึกว่ามันเหมือนสิ่งที่เราทำ การที่คุณจะทำให้มันหยั่งรากลึก คุณก็ต้องหว่านเมล็ดอย่างเดียว คุณต้องใช้เวลากับมัน ค่อยๆ ทำ มันไม่มีอะไรที่รวดเร็วแล้วเห็นผลทันที คือเราเป็นคนที่ไม่เชื่อเรื่องเวิร์กช็อปวันเดียวจบ โอเค บางอย่างอาจจะทำวันเดียวได้ แต่โดยรวมสิ่งที่เรากำลังจะสื่อสารต้องใช้เวลา

อย่างในเอเชียถามว่า ทำไมวงการศิลปะร่วมสมัยในญี่ปุ่นถึงโตได้ เพราะเขาเป็นประเทศที่เจริญแล้วหรือเปล่า มันก็คงส่วนหนึ่ง แต่ประเด็นก็กลับมาที่เรื่องการศึกษาอยู่ดี อีกอย่างการเรียนศิลปะคุณอาจจะไม่จำเป็นต้องไปสร้างงานก็ได้ แต่คุณเรียนศิลปะเพื่อเสพงานให้สนุกขึ้น ถ้าคนมีความรู้ ต่อให้เขาจะผลิตงานไม่ได้ แต่เขาจะเสพงานได้ เวลาผมไปดูงานที่แกลเลอรี่ต่างประเทศก็มีทั้งเด็ก คนหนุ่มสาว คนแก่ ทำไมทุกคนมาดูงานศิลปะร่วมสมัยได้หมดเลย แล้วทำไมคนไทยไม่มีคนมาสนใจ มีแต่หน้าเดิมๆ วนกันอยู่แค่นี้

Brick by Brick School

อาทิตย์ เลิศรักษ์มงคล

การสอนถ่ายรูปก็มีเยอะแยะ แล้วโรงเรียนของคุณจะแตกต่างจากที่มีมายังไง

ต่าง เพราะเราไม่ได้สอนอย่างนั้นเลย ที่นี่ไม่ได้สอนเรื่องเทคนิคใดๆ ทั้งสิ้น ที่นี่สอนแนวคิดอย่างเดียว

ช่วงนี้เป็นจังหวะที่ดีที่มีคนไทยเก่งๆ เยอะ มีคนไทยที่ไปเรียนนิวยอร์กกลับมาเยอะ เรารู้สึกว่าคนเหล่านี้สอนได้หมด เราก็จะดูจากผลงานของเขาว่าเขาเป็นคนเข้าใจตัวเองแค่ไหน งานเขาแสดงความเป็นตัวตนชัดเจนแค่ไหน เสร็จแล้วเราก็จะเริ่มคุยว่าเขาสนใจวิธีนี้มั้ย ซึ่งแน่นอนว่าคนที่มาสอนเขาไม่เคยสอนแบบนี้กัน

เราคุยกับทุกคนที่มาสอนว่า ผมไม่ได้ให้มาสอนสิ่งที่คุณเป็นนะ แต่คุณต้องดึงสิ่งที่อยู่ข้างในตัวคนที่มาเรียนออกมา เช่นคอร์สของ นักรบ มูลมานัส เขาก็ไม่ได้มาสอนคอลลาจ แต่สอนเรื่อง Basic of Conceptual Art เราเชื่อว่าคนที่เป็นศิลปินเขาค้นพบแล้วว่าตัวเองต้องการอะไร ซึ่งเราต้องการเอาวิธีที่เขาค้นพบนั่นแหละไปดึงสิ่งที่อยู่ข้างในคนอื่น สมมติในคลาสมี 8 คน คุณก็ต้องดึงสิ่งที่อยู่ในตัวเขาทั้ง 8 ออกมา เพราะฉะนั้นเมื่อวันที่จบคลาส 8 คนนี้จะทำงานที่ไม่เหมือนกันเลยสักนิด หรืออาจจะไม่เกี่ยวอะไรกับคนที่มาสอนเลยก็ได้ นั่นคือสิ่งที่เราต้องการจะเห็น เพราะฉะนั้นที่นี่ไม่มีการสอนชัตเตอร์สปีด รูรับแสง ไม่มีอะไรเลย

แล้วถ้าคนที่มาเรียนถ่ายรูปไม่เป็นมาก่อนทำยังไง

ไม่จำเป็น คือในแต่ละคลาสเราจะมีการกำกับว่าคอร์สนี้สำหรับบุคคลทั่วไปหรือสำหรับใคร อย่างคลาสของ นักรบ มูลมานัส เราไม่ได้เรียกร้องคุณสมบัติอะไรเลย คุณอาจจะถ่ายรูปไม่เป็นเลยก็ได้ แต่คุณสนใจงานศิลปะหรือเปล่าล่ะ ถ้าคุณสนใจคุณก็มาเริ่มจากงานเชิงคอนเซปต์ก่อน ซึ่งแค่คุณเอามือถือขึ้นมากดถ่ายคุณก็ทำงานศิลปะได้แล้ว

คือที่เมืองนอกเวลาเขาสอน เขาไม่ได้สอนเนื้อหา แต่เขาสอนเรื่องการถกเถียง การวิจารณ์ เข้าคลาสก็เอางานมาถกกันว่าคุณรู้สึกยังไง ชอบหรือไม่ชอบเพราะอะไร คือคุณไม่ต้องไปตัดสินใครเลย แต่คุณแสดงความเป็นตัวตนของคุณออกมา อีกคนที่ได้ยินเขาอาจจะคิดได้ว่า เออ ทำไมกูไม่เคยคิดมุมนี้เลย ซึ่งนี่คือเรื่องสำคัญที่สุดในการเรียนศิลปะ ซึ่งบ้านเราจะไม่รับเรื่องการวิพากษ์วิจารณ์ พอใครสักคนวิจารณ์คนก็จะคิดว่าอิจฉาล่ะสิ เรารู้สึกว่ามันยากมากที่จะพูดเรื่องการวิพากษ์วิจารณ์ในเมืองไทย แต่เราจะสร้างวัฒนธรรมนี้ ให้คนยอมรับความคิดเห็นของคนอื่น ซึ่งคุณอาจไม่ได้เชื่อเหมือนเขานะ แต่คุณยอมรับความคิดที่เห็นแย้งกับคุณได้ ซึ่งนั่นแปลว่าทุกเรื่องในสังคมมันก็น่าจะเป็นอย่างนี้ได้ นี่คือศิลปะกำลังสอนการใช้ชีวิตของคุณเลย 

โรงเรียนแห่งนี้ไม่ได้สอนว่าอะไรผิดอะไรถูก อะไรขาว อะไรดำ จบคลาสมันอาจจะยังเป็นคำถามปลายเปิดอยู่อย่างนั้นก็ได้ แต่ว่าคุณจะได้เห็นว่า ความคิดของคุณมันมีมุมอื่นที่คนมองอีก แล้วคุณก็จะคิดได้ว่า เออว่ะ ทำไมแง่มุมนี้กูไม่เคยคิดวะ ซึ่งสุดท้ายมันสามารถต่อยอดงานของคุณออกไปได้อีก

มองในแง่การทำธุรกิจ คุณเองบอกว่า บ้านเรางานศิลปะร่วมสมัยก็ไม่ได้แข็งแรงมาก ตัวคอนเซปต์ของโรงเรียนก็สื่อสารให้คนเข้าใจได้ยาก ทำไมกล้าลุกขึ้นมาทำ

เราคิดเรื่องนี้อยู่หลายตลบมาก ตอนแรกเราก็คิดเหมือนกันว่าจะดำเนินธุรกิจยังไงให้มันไปรอด หรือเราจะเปิดสอนถ่ายรูปแบบที่เขาสอนกันไปเลยวะ ประณีประณอมหน่อย แต่เรารู้สึกว่ามันไม่ได้ ถ้าคุณไม่ทำสุดโต่งคนจะไม่รู้ว่าคุณกำลังพูดอะไร คุณต้องไปให้สุดทาง แล้วคุณค่อยหาวิธีสื่อสารกับคนอื่นให้ติด คือเราเริ่มต้นจากเรามีความเชื่อก่อน เราเชื่อว่าความเชื่อเราจะพาเราไปได้ เราเชื่อว่าก็กูเคยทำมากับมือนี่ไง กูเคยเรียนแล้วกูเข้าใจ เรารู้สึกว่าวิธีนี้จะต้องทำให้คนเข้าใจได้สิ แต่ว่าต้องลองผิดลองถูกไปอีกเยอะ ต้องยอมเจ็บปวดอีกยาวนานก่อน

แต่สุดท้ายเราต้องทำให้ทุกคนอยู่รอดให้ได้ การที่จะทำให้อะไรอยู่รอดได้ทุกคนที่มาร่วมกับเราต้องอยู่รอดด้วย ไม่ใช่เรารอดคนเดียว ที่เราเริ่มทำโรงเรียนขึ้นมาเราอยากทำให้มันขับเคลื่อนไปทั้งวงการ ในบ้านเราคนเป็นครูคือคนที่เงินเดือนน้อย ซึ่งเรารู้สึกว่าจริงๆ แล้วเราต้องเอาคนที่เก่งโคตรๆ มาสอน แต่การที่เอาคนเก่งมาสอนคุณก็ต้องมีรายได้ที่สมน้ำสมเนื้อให้เขา เขาต้องอยู่ได้ แล้วพอคนสอนเก่ง คนเรียนจะเก่ง และเราเชื่อว่าคนที่มีแพสชันในงานศิลปะเขาจะอยากมาสอน เพราะสำหรับเรา งานศิลปะจะมีความหมายก็ต่อเมื่อคุณได้ส่งต่อแพสชันของคุณให้กับคนอื่น สมมติคุณทำศิลปะชิ้นหนึ่ง คุณอาจจะภูมิใจ แต่ถ้าคุณสามารถทำให้อีกคนหนึ่งรู้สึกว่ากูอยากทำงานศิลปะ มันมีความหมายกว่า คือเราพยายามคิดเรื่องโมเดลนี้ให้ได้ว่าสุดท้ายแล้ว คนสอนได้อะไร คนเรียนได้อะไร เราได้อะไร

แล้วตัวคุณทำแล้วได้อะไร

เราอาจจะโตพอจนเริ่มรู้สึกว่าสิ่งสำคัญในชีวิตมันไม่ใช่การทำงานเพื่อตัวเอง แต่มันคือการทำงานเพื่อให้คนอื่นได้เติบโต คุณต้องยอมรับว่าคนรุ่นใหม่เขาเก่งกว่าคุณอยู่แล้ว ไม่ว่าคุณจะทำอะไรคุณก็มีแต่แก่ลง หมดแรงลง แล้วตายไปโดยไม่มีความหมายอะไรเลย ฉะนั้น เรารู้สึกว่าคุณค่าของการทำงานของเรามันคือการทำให้คนอื่นเก่งขึ้น สำหรับเรามันยั่งยืนกว่า การที่จะอยู่ได้ยาวนานกว่าคุณต้องส่งต่อให้ผู้อื่นด้วย ทำให้คนอื่นเก่งขึ้นด้วย แล้วเมื่อคนเก่งขึ้นเขาก็จะไปส่งต่อไปเรื่อยๆ มันจะเป็นการส่งต่อแบบอินฟินิตี้ เหมือนที่เราเคยรู้สึกตอนที่เราทำเพจสยาม.มนุษย์.สตรีท แล้วเราได้เห็นงานใหม่ๆ ที่เรารู้สึกว่าโคตรเจ๋งเลยว่ะ อย่างนั้นไม่ดีกว่าเหรอ

คือคุณทำงานคนเดียวมันไม่มีทางสนุกหรอก แต่สมมติวันหนึ่งเขาอ่านคอลัมน์คุณ แล้วเขาไปทำอะไรบางอย่างที่เจ๋งมาก สำหรับเรามันรู้สึกดีฉิบหายเลยนะ เรารู้สึกว่า เออ นี่แหละคือสิ่งที่มีความหมาย

Brick by Brick School of Conceptual Photographyหนังสือ

Writer

Avatar

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

Avatar

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load