วันนี้เป็นวันเปิดตัว LIFEiS บริษัทใหม่ของ บอย โกสิยพงษ์

ถือเป็นการก้าวข้ามมาสู่การทำธุรกิจเพื่อสังคมแบบเต็มตัวที่น่าจับตามาก

อันที่จริงบทสัมภาษณ์นี้ควรจะพูดถึงชีวิตของนักแต่งเพลงคนนี้ในหลายมิติ ชวนคุยและชวนคิดเรื่องชีวิตในวัย 50 ปี (เขากำลังจะมีอัลบั้มฉลอง 5 ทศวรรษด้วยการชวนศิลปินต่างชาติมาร้องเพลงของเขาในภาษาของตัวเอง)

เรานัดกันที่บริษัทเลิฟอีสเวลาทุ่มตรง แต่บอยเดินลงมาจากห้องประชุมวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ช้ากว่าที่นัดกันราวครึ่งชั่วโมง เขากล่าวคำขอโทษชุดใหญ่ พร้อมกับอธิบายว่าเพิ่งประชุมกับต่างชาติเสร็จ วันนี้เขาประชุมกับคนในหลายมุมโลกตั้งแต่เช้า นั่นคือเหตุผลว่า ทำไมศิลปินคนนี้ถึงแต่งตัวเป็นทางการ และดูหมดพลังขนาดนี้

เขาบอกว่า หลังจากสัมภาษณ์เสร็จเขาต้องไปให้สัมภาษณ์รายการวิทยุเรื่องแอพพลิเคชัน Fanster ที่เขาตั้งใจสร้างมันขึ้นมาเพื่อรวมโซเชียลเน็ตเวิร์กทุกช่องทางของศิลปินไว้ในที่เดียว มันน่าจะเป็นช่องทางสร้างรายได้เพิ่มให้ศิลปิน

“จะได้มีเงินไปทำเพลงอย่างที่อยากทำ” เขาว่า

จากนั้นก็ต้องไปจัดรายการ Live ทางเฟซบุ๊ก ร่วมกับ ไลฟ์-วาระ มีชูธน ว่าด้วยเรื่องชีวิตและความรัก

ผมคิดว่าเราน่าจะรบกวนเวลาของเขาแต่พองาม

LIFEiS Beautiful

คุณไปเอาพลังที่ไหนมาทำงานมากมายขนาดนี้

ถึงหมดไง (หัวเราะ) ถ้าครอบครัวผมไม่อยู่ต่างประเทศคงไม่ทำ ตอนนี้ลูกผมไปเรียนเมืองนอก ภรรยาเลยตามไปดูแล คนโตไปเรียนปริญญาตรี คนเล็กต้องเรียนอีกอย่างน้อย 6 ปี ผมเลยมีเวลาทำงานพวกนี้อีกนานเลย ถ้าไม่แย่ซะก่อนนะ (หัวเราะ)

ทำไมคุณถึงเลือกเปิดตัวบริษัทใหม่กับนักลงทุนแทนท่ีจะเป็นนักข่าว

ถ้าผมเริ่มต้นด้วยการพีอาร์ก็เจ๊งตั้งแต่วันแรก ผมต้องทำให้มั่นใจก่อนว่าพวกเราจะทำงานนี้ได้ ต้องหาคนมาสนับสนุนก่อน มันจะผิดมากเลยนะ ถ้าทำแล้วเดือดร้อนครอบครัวผมหรือตัวผมเอง เหมือนผมปลูกมะม่วงเพื่อให้มีมะม่วงกิน แต่ต้องปลูกจนเหนื่อยตาย ผมก็ไม่ปลูก คงไม่มีใครอยากทำอาชีพนี้ คนทำงานเพื่อสังคมต้องมีชีวิตที่ดี ถ้าชีวิตไม่ดี ใครจะอยากทำงานเพื่อสังคม

ผลตอบรับจากการคุยกับนักลงทุนในวันนี้ดีไหม

วันนี้เราก็ได้รับการยืนยันจากประธานองค์กร Inspire Scotland ว่า สิ่งที่เราคิดไม่ใช่สิ่งที่เป็นไปไม่ได้ มีคนทำสำเร็จแล้วที่สกอตแลนด์

ความรู้สึกในวันนี้ต่างจากเมื่อ 12 ปีที่แล้ว ตอนเปิดบริษัทเลิฟอีสมากไหม

ต่างเยอะเลยครับ ตอนนั้นเรามองแค่เรื่องทำเพลง เปลี่ยนโลกด้วยเพลงอย่างเดียว ตอนนี้รู้แล้วว่ามีหลายวิธี แล้วทุกคนเปลี่ยนแปลงโลกนี้ได้ เราต้องทำตัวให้เล็กแล้วมองคนอื่นก่อน แล้วจะเห็นว่าเราต้องอยู่ยังไง ต้องใช้ชีวิตยังไงถึงจะดี

อะไรทำให้คุณสนใจเรื่องสังคม

มันคงไม่ได้มาจากเหตุการณ์ใดเป็นพิเศษ แต่น่าจะเป็นสิ่งที่สะสมมาเรื่อยๆ ผมพยายามเปลี่ยนสังคม เปลี่ยนความคิดคนมาหลายปีแล้ว ผมเชื่อว่าเพลง หนัง การ์ตูน เป็นอาหารทางจิตใจ เรารับสิ่งที่ดีเข้าไป ตัวเราก็ดี เราทำเพลงดี คนฟังก็จะมีจิตใจที่ดี เพลงก็ยังเป็นพาหนะพาเราไปรู้จักคนเยอะแยะ แล้วทำไมเราต้องจำกัดตัวเองไว้แค่เพลง เราเอาคอนเนกชันที่มีไปเชื่อมโยงให้เกิดสิ่งที่ดีขึ้นได้

เหมือนที่คุณเคยพยายามทำเรื่องข้าวเมื่อหลายปีก่อน

ตอนนั้นผมคิดว่า ชาวนาคือกระดูกสันหลังของชาติ ถ้าทำให้กระดูกสันหลังแข็งแรง ร่างกายก็น่าจะแข็งแรง ตอนนั้นผมไปเรียนรู้เรื่องการทำนา ไปหาวิธีช่วยให้ชาวนาที่ทำเกษตรอินทรีย์มีอะไรที่ดีขึ้น แต่ไม่สำเร็จหรอกครับ มันมีหลายเรื่องที่ต้องคำนึงถึง เรากลับไปแก้อดีตไม่ได้ เราเลยเลิกคิดจะแก้ปัญหาที่มาจากอดีต เราอยากเริ่มปลูกอนาคตใหม่ คิดได้แบบนี้ก็ชวนคนโน้นคนนี้มาปลูกอนาคตกันดีกว่า เราจะได้มีประเทศที่มีความหวัง มีอนาคตที่มีความหวัง ก็เลยไปดึงเอาคนเก่งๆ ที่เรารู้จักมามัดรวมกัน แล้วทำงานแบบมืออาชีพให้สังคม ไม่ใช่ลักษณะจิตอาสาหรือมูลนิธิ ผมอยากทำให้เป็นธุรกิจ เพราะถ้าสำเร็จ มันอาจจะทำให้คนอื่นอยากทำแบบเดียวกันบ้าง ก็จะมีคนทำงานเพื่อสังคมเยอะขึ้น

คุณอยากเปลี่ยนอะไร

ผมว่าทุกคนรู้สึกแบบเดียวกัน เดี๋ยวนี้ความเกลียดชังมันเยอะ ความโกรธแค้น ความละโมบ มันรุนแรงจนไม่มีลิมิต ทำไมถึงได้โหดเหี้ยมแบบนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้คือผลผลิตของเมื่อวาน พวกเราทุกคนคือผลของอดีต เราไม่แน่ใจว่าความรัก ความเอื้ออาทร ความมีน้ำใจ ต่อกัน มันถูกปลูกพอหรือเปล่าในอดีต สังคมทุกวันนี้ถึงมีแต่ความเกลียดชังเยอะมาก เรากลับไปแก้อดีตไม่ได้ แล้วเราทำอะไรได้บ้างในวันนี้

ในฐานะเอกชน ถ้าเราร่วมกันปลูกฝังเมล็ดอะไรบางอย่างที่เกี่ยวข้องกับความหวัง ความฝัน ความรัก ความเอื้ออาทร ความมีน้ำใจ ความไม่เอาเปรียบกัน ถ้าปลูกลงในจิตใจของเด็ก ของคนรุ่นใหม่ ของคนในประเทศ ก็น่าจะมีโอกาสเก็บเกี่ยวในอนาคต นอกจากงานเพลงเราก็น่าจะทำสิ่งเหล่านี้ด้วย

LIFEiS Beautiful

สิ่งที่อยากปลูกคือ

มุมมองที่มีต่อทุกอย่าง ตั้งแต่อายุ 0 – 5 ขวบ เรามีกลุ่มของน้องเพลิน ประทุมมาศ และ ดร.ขวัญ หาญทรงกิจพงศ์ ที่ทำ Rainbow Room เขาพัฒนาศักยภาพเด็กที่มีความต้องการพิเศษ แล้วก็พัฒนาวิธีการเลี้ยงของพ่อแม่ พัฒนาความสัมพันธ์ของเด็กต่อพ่อแม่ ตรงนั้นถือเป็นพื้นฐานที่สำคัญที่สุด น้องเพลินเป็นคนไทยคนเดียวที่ได้รับการรับรองจากฝรั่งเศสให้เป็น 1 ใน 18 คนของโลกที่มีความสามารถในการออกแบบการพัฒนาศักยภาพของเด็กด้วยการใช้ผู้ใหญ่ที่อยู่รอบข้างมามีส่วนร่วม เป็นสิ่งที่เราภูมิใจมาก

เด็ก ป.1 – ป.6 เรามีโต๋-ศักดิ์สิทธิ์ เวชสุภาพร คอยดูแลเรื่องการสร้างสมาธิและต่อยอดความสร้างสรรค์ โดยใช้การเล่นดนตรี โต๋จะเข้าไปพูดคุยตามโรงเรียนกับคุณครูและพ่อแม่ ถึงการเรียนแบบฟองน้ำที่ไม่ต้องท่องจำ

แล้วช่วงมัธยม

ม.ต้น เป็นหน้าท่ีของ ไลฟ์-วาระ มีชูธน ผมกับไลฟ์เป็นจอมโดนไล่ออก เป็นนักเรียนห่วย ผมโดนเชิญออกจากโรงเรียนแล้วไปสอบตกซ้ำแล้วซ้ำอีก จบ ม.3 มาด้วยเกรด 1.04 คุณครูให้ออกเพราะผมไม่มีความสามารถในการเรียน ไลฟ์ก็คล้ายๆ กัน ผมย้ายไปเรียนโรงเรียนอินเตอร์ เขาบอกว่าผมมีความรู้แค่ ป.5 แต่เขาสงสารเลยให้ไปอยู่เกรด 7 (ม.1) แล้วก็สอบตกอยู่ 3 ปี ทำให้ผมมั่นใจว่าผมไม่เข้ากับระบบการศึกษา ทำให้เรารู้ว่าถ้ามีแค่สายวิทย์กับศิลป์แล้วเราจะไปยังไงวะ แต่เราชอบเรื่องดนตรี เล่นดนตรีจริงจัง สุดท้ายเราก็ประสบความสำเร็จด้วยดนตรี เลยอยากกลับไปคุยกับพ่อแม่ครูและน้องๆ ว่า ความถนัดไม่ได้มีแค่วิทย์กับศิลป์ เด็กๆ ที่กำลังรู้สึกไม่เข้ากับระบบอยู่อาจจะดีขึ้น

ม.ปลายและอาชีวะ เป็นอุ๋ย บุดดาเบลส (นที เอกวิจิตร์) จะเล่าวิธีแปลความหมายคำพูดของพ่อแม่ที่มีต่อวัยรุ่น และจะพาหมอจิตวิทยาวัยรุ่นและเพศศึกษาไปคุยกับวัยรุ่นที่กำลังวุ่นวายกับการจัดการบังคับฮอร์โมนตัวเอง แล้วก็มีมินิคอนเสิร์ตให้ดู

มหาวิทยาลัยเป็น ฌอน บูรณะหิรัญ จะเข้าไปชวนนักเรียนที่เรียนไม่ตรงสาย ลาออกไปเรียนใหม่ในคณะที่ตรง

ช่วงต่อไป

เป็นเรื่องแต่งงาน ก่อนขับรถก็ต้องเรียนขับรถ แต่ก่อนแต่งงานเราไม่ได้เรียนเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอุบัติเหตุหลังแต่งงาน เราแต่งงานเลย ถ่ายรูปพรีเวดดิ้งแล้วคิดว่าทุกอย่างต้องเวิร์ก แต่จริงๆ ไม่ใช่แบบนั้น เราต้องใช้เวลาหลายปีในการปรับตัวเข้าหากัน เรามีคอร์สคู่เกี่ยวกับชีวิตแต่งงาน ไลฟ์เรียนมาด้านนี้ ให้คำปรึกษาเรื่องการใช้ชีวิตคู่โดยเฉพาะ ส่วนผมจะพูดถึงประสบการณ์จริง คู่ชีวิตที่แต่งงานไปแล้วอยากปรับปรุงความสัมพันธ์ให้ดีขึ้นก็มาใช้บริการได้

โจอี้ บอย จะมาชวนคนที่มีศักยภาพในการพาประเทศชาติไปในทิศทางใดทางหนึ่ง เหมือนหลักสูตรทั้งหลาย มาเรียนรู้วิถีชีวิตแบบสนุกๆ แบบบุกป่าผ่าดง ปีนเขา สุดท้ายแล้วจะนำมาซึ่งความคิดใหม่ๆ ได้แง่มุมใหม่ในชีวิตมากขึ้น

ช่วงสุดท้าย เป็นเรื่องของผู้ใหญ่ ทุกคนอาจจะเหงา เรามีแคมป์สำหรับผู้ใหญ่ มีพี่ต้อย-เศรษฐา ศิระฉายา เป็นคนทำ สอนเล่นไอแพด สอนเต้นรำ สอนร้องเพลง

เข้าใจเลยว่าทำไมคุณถึงใช้ชื่อ LIFEiS

เวลาเขียนต้อง i เป็นตัวเล็กด้วย ไอต้องไม่เป็นจุดศูนย์กลาง ต้องเล็กกว่าทุกคน LOVEiS ด้วย ถ้าจะให้ความรักมีความหมาย ไอต้องตัวเล็ก

LIFEiS Beautiful

รายได้จะมาจากการเก็บเงินคนฟัง

รายได้ของเรามาจากค่าคอร์ส ซึ่งทางโรงเรียนเป็นผู้รับผิดชอบ หรือมีสปอนเซอร์ หรือทางรัฐบาลอาจจะมีงบประมาณสนับสนุน ช่วงแรกอาจจะไม่เก็บเงิน ต้องอาศัยสปอนเซอร์มาช่วยสนับสนุน หรือไม่ก็ให้ทางโรงเรียนเป็นคนจ่าย อย่างคอร์สที่ผมทำ ไปถ่ายพรีเวดดิ้งกันเป็นหมื่นๆ แสนๆ ได้ เสียเงินสี่ห้าพันบาทต่อคู่ไม่น่าเป็นอะไรหรอก มันคุ้มกว่านะ อย่างน้อยก็รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตคู่ แล้วจะรับมือยังไง

คุณให้นิยามบริษัทของคุณว่าอะไร

เป็น hub ของคนท่ีอยากทำงานด้านสังคมมาเชื่อมต่อกันเป็นเครือข่าย เราเป็น Social Business ทำธุรกิจ แต่รายได้ของเรามาจากการสนับสนุนให้เกิดเรื่องที่ดีในสังคม ปลูกฝังสิ่งที่ดีต่อสังคม เราต้องการทำให้เป็นตัวอย่างว่า ทำแบบนี้ได้นะ ทำเพื่อสังคมก็มีชีวิตที่ดีได้นะ คนอาจจะอยากมาทำแนวนี้มากขึ้น แล้วอีก 2 ปีเราก็ทำส่วนที่ดูแแลสนับสนุน Social Enterprise ตรงๆ เลย เป็น incubator เป็น Venture Capital

ถ้ามีคนอยากอยู่ในเครือนี้ด้วย

ก็มาคุยกัน การปลูกฝังความคิดไม่ได้มีแค่ชีวิต 8 ช่วง ถ้าเราเปลี่ยนไปมองให้เป็นสามมิติจะเห็นว่าชีวิตยังมีอีกเป็นล้านๆ เรื่องเราเข้าไปทำได้ อย่าห่วงเลยว่าจะไม่มีงานทำ

เห็นว่าประกาศรับสมัครงานไป มีแต่คนสมัครเข้ามาทำเพลง

เขาเข้าใจผิด คิดว่าจะให้มาร้องเพลงให้สังคม แต่ไม่ใช่ เราต้องการคนที่มองเหมือนมาทำงานปกติ แต่ได้ทำสิ่งดีๆ ให้กับอนาคตของตัวเองและสังคม การบริจาคเป็นเรื่องที่ดี แต่ให้แล้วก็จบ ไม่ยั่งยืน เราอยากทำให้มันไปต่อได้ไกลกว่านั้น เราเลยเอาดนตรีมาใช้ในอีกความหมาย ทุกกิจกรรมมีดนตรีเป็นส่วนประกอบหมดเลยนะ นักร้องที่ไปก็เล่นดนตรีด้วย เอาวงดนตรีของโรงเรียนมาเล่นด้วยกัน ช่วงของฌอนก็มีแสตมป์มาร้องเพลงด้วย

ในแต่ละปีคุณน่าจะหยอดเมล็ดพันธุ์ดีๆ ให้คนได้สักกี่คน

ถ้านับทั้งแปดกิจกรรม น่าจะได้ประมาณ 100,000 – 160,000 คน แต่ละกิจกรรมต้องทำประมาณ 20 ครั้งต่อปี ก็ทำได้นะ ทัวร์คอนเสิร์ตมากกว่านี้อีก แล้วนี่เป็นงานกลางวันด้วย ทาง LIFEiS เป็นคนออกค่าตัวศิลปินให้ ก็เหมือนจ้างไปเล่นคอนเสิร์ต ดีกว่าด้วย แทนที่ต้องไปเล่นในร้านเหล้าก็มาทำอะไรดีๆ แบบนี้แทน

ทำสัก 3 ปี ก็ถึงคนครึ่งล้านเลยนะ

ทำไปเรื่อยๆ ครับ เหมือนปลูกต้นไม้ตอนนี้ อีกสิบปียี่สิบปีก็ออกดอกออกผลไล่กันไป เราไม่ต้องรอใครทำหรอก รัฐบาลท่านก็มีเรื่องที่ต้องทำ ภาคเอกชนก็ต้องช่วยกัน

สิ่งที่ยากที่สุดของงานนี้คืออะไร

การอธิบายว่า การทำงานธุรกิจเพื่อสังคมแบบมีกำไรไม่ได้น่าเกลียด แล้วก็เป็นเส้นทางดีๆ อีกเส้นที่คุณเลือกได้ เพราะหลายคนมีภาพฝังหัวว่าถ้าเป็นงานช่วยสังคมไม่ควรรับเงิน ก็มีทั้งคนที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยนะ คนที่ไม่เห็นด้วยก็ถามว่าจะให้เขาบอกบริษัทว่ายังไง เราเป็น CSR เป็นการตลาด หรือการลงทุน ผมอยากให้เขามองเป็นการลงทุน แต่จะได้ผลกับสังคม ซึ่งมีตัวเราอยู่ในนั้นด้วย ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย

LIFEiS Beautiful

ตอนนี้คำต่อท้ายชื่อของบอย โกสิยพงษ์ คือนักแต่งเพลง อีก 10 ปีมันจะเปลี่ยนไปไหม

ก็นักแต่งเพลงนี่แหละ ผมชอบตำแหน่งนี้ที่สุด ผมมาทำธุรกิจเพื่อสังคมได้ก็เพราะเพลงพามา ผมอยากได้ตำแหน่งนี้ไปเรื่อย

ถ้าคนอยากร่วมงานกับไลฟ์อิสต้องทำยังไง

ติดต่อมาเลย แต่ตอนนี้ยังไม่มีเว็บ เว็บจะเปิดเดือนหน้า เฟซบุ๊กก็ยังไม่มี เดี๋ยวผมแจ้งอีกทีนะ เราเพิ่งเริ่มเปิดตัววันนี้เอง (หัวเราะ)

LIFEiS Beautiful

บทสนทนาเรื่องดนตรีในรถตู้ของบอย โกสิยพงษ์ จากบริษัทเลิฟอิสมุ่งหน้าสู่สถานีรถไฟฟ้า

• “ผมทำอัลบั้ม Million Ways To Love Part 2 เสร็จนานแล้ว แต่ไม่ได้ออกสักที เพราะยุคนี้ต้องใช้พลังโปรโมตเยอะ ผมไม่มีพลังแล้ว เลยยังไม่ได้ออกสักที อายุเท่านี้แล้ว จะออกเพลงเร็วหรือช้าก็ไม่ได้ทำให้เพลงดีขึ้นหรือเแย่ลงหรอก แต่คิดว่าปีหน้าน่าจะได้เห็นกัน”

• “ศิลปินยุคก่อนกับยุคนี้ต่างกันเยอะ ศิลปินยุคก่อนไม่ได้ใกล้ชิดแฟนคลับเท่ายุคนี้ ศิลปินยุคนี้มีไอเดียต่างๆ มากมายที่จะเข้าใกล้แฟนคลับแล้วเทคแคร์ได้เป็นอย่างดี”

• “ในฐานะคนทำเพลง เราก็ยังอยากทำเพลงของเราต่อไปเรื่อยๆ เรายังเชื่ออยู่ว่า เพลงคืออาหารทางจิตวิญญาณอย่างหนึ่ง”

• “ถ้าเราฟังเพลงต่างประเทศ 7 วินาทีแรกมีฮุกแล้ว ทุก 4 บาร์ต้องเปลี่ยน variation ของดนตรี แล้วทุก 4 บาร์ต้องมีฮุกของตัวมันเอง บอกให้เห็นว่าคนมีสมาธิสั้นลงเยอะ ใส่ใจรายละเอียดน้อยลงเยอะ ไม่ผิดนะ โลกก็เป็นอย่างนั้น”

• “เนื้อเพลง Top 40 ของฝรั่งเปลี่ยนไปเยอะ ตอนนี้พูดเรื่องเฉพาะช่วงเวลานั้น ฉันเมาอยู่ ฉันตาพร่ามัว ฉันเห็นเธอ เนื้อหาเล่าว่ามีสถานการณ์อะไร แต่เพลงอื่นๆ ก็ยังเขียนเนื้อแบบที่เราชอบเหมือนเดิม”

• “ผมชอบแต่งเพลงกับน้องๆ รุ่นใหม่ แล้วให้เขาสอนว่า ยังงี้ได้ไหม ผมบอกทุกคนว่าให้แก้งานผมได้ ถ้าทำตามผมก็จะแก่เหมือนผมนะ ผมจะฟังเขาแล้วก็คิดว่าจะแก้ยังไงให้ตัวเรารับได้ด้วย”

Writer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

นาทีนี้นอกจากชื่อเสียงเรื่องร้านกาแฟ เชียงใหม่ยังเป็นที่รู้จักในฐานะสวรรค์ของคนรักวีแกนและมังสวิรัติ 

ห่างจากตัวเมืองออกไปราว ๆ 1 ชั่วโมง ในอำเภอแม่แตง จำเนียร เอี่ยมเจริญ หรือผู้ใหญ่ใจดีที่ชาวไทยเรียก ‘ป้าตา’ ส่วนชาวญี่ปุ่นเรียกว่า ‘โอบะซัง’ เชฟอาหารมังสวิรัติวัย 66 ปี ผู้ที่ NHK สถานีโทรทัศน์อันดับหนึ่งของญี่ปุ่นเดินทางมาฝากตัวเป็นลูกศิษย์ เธอชวนเรามาร่วมชิมอาหารมังสวิรัติสำหรับถวายพระ ณ วัดสวนสุขใจ วัดแสนสงบที่แวดล้อมด้วยต้นไม้เขียวขจี ซึ่งเธอถวายที่ดินของตัวเอง 7 ไร่ เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นสร้างวัดแห่งนี้ให้เกิดเป็นสาธารณประโยชน์แก่ชุมชน

ป้าตา โอบะซัง เชฟวัย 66 ผู้อุทิศชีวิตให้อาหารมังสวิรัติและธรรมะกลางป่าโดยปราศจากน้ำไฟ
ป้าตา โอบะซัง เชฟวัย 66 ผู้อุทิศชีวิตให้อาหารมังสวิรัติและธรรมะกลางป่าโดยปราศจากน้ำไฟ

“เราอยากคืนสมบัติให้กับโลก อยากให้เกิดประโยชน์กับคนส่วนใหญ่ ถ้าป้าเก็บที่ดินไว้ชื่นชมคนเดียวก็ไม่มีประโยชน์อะไร ทุกสิ่งทุกอย่างจะมีค่าต่อเมื่อมีคนมาชื่นชมและใช้ประโยชน์” 

หลังผ่านการพูดคุยกันอย่างยาวนานที่บ้านสวนของเธอ The Cloud พบว่า นอกจากป้าตาจะเป็นแม่ครัวที่คร่ำหวอดในวงการ เป็นพุทธศาสนิกชนที่ตั้งมั่นในธรรมะ เธอยังรักษ์โลก รักศิลปะ และรักการช่วยเหลือผู้คนเป็นชีวิตจิตใจ

นี่คือเรื่องราวจากกลางป่าเขาของ ป้าตา โอบะซัง ยอดเชฟอาหารมังฯ ผู้ซ่อนตัวอยู่กับธรรมชาติโดยปราศจากไฟฟ้าและน้ำประปา 

ป้าตา โอบะซัง เชฟวัย 66 ผู้อุทิศชีวิตให้อาหารมังสวิรัติและธรรมะกลางป่าโดยปราศจากน้ำไฟ
ป้าตา โอบะซัง เชฟวัย 66 ผู้อุทิศชีวิตให้อาหารมังสวิรัติและธรรมะกลางป่าโดยปราศจากน้ำไฟ

แดนอาทิตย์อุทัย

แม้ป้าตาจะซ่อนตัวอยู่อย่างสงบ โชคชะตาก็นำพาฝีมือการทำอาหารมังสวิรัติของป้าไปโด่งดังไกลถึงต่างแดน ผ่านการส่งเด็กน้อยกลับบ้านเกิด

“มีเด็กญี่ปุ่นคนหนึ่งที่ป้ารู้จักอยากกลับบ้านแต่ไม่มีเงิน ป้าก็เสนอว่าเดี๋ยวป้าจะพาไปทัวร์ญี่ปุ่น เธอมีเพื่อนอยู่ที่ญี่ปุ่นไหม เดี๋ยวป้าออกเงินให้ แล้วเราไปทัวร์ญี่ปุ่นด้วยกัน

“ป้าไปกับเพื่อน ๆ อีก 4-5 คน ช่วยกันลงขันแชร์ค่าใช้จ่าย แล้วป้าก็ได้มีโอกาสไปจัดกาดมั่วเล็ก ๆ ทำอาหารเจขายที่นั่น ป้าเอาวัตถุดิบที่เขามีอยู่แล้วมาประยุกต์ เช่น มิโซะ เราเอามาทำเป็นน้ำสมุนไพรหรือน้ำบูดู ทำข้าวยำบ้าง แล้วได้เงินมาก้อนหนึ่ง ไปออกงาน ลงหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น ไปทอล์กโชว์ หลังจากนั้นก็เริ่มมีชื่อเสียง มีคนญี่ปุ่นติดต่อเข้ามาหาเรื่อย ๆ”

เธอเล่าย้อนถึงจุดเริ่มต้นการเป็นเชฟชาวไทยชื่อดัง ขนาดที่ว่า NHK สถานีโทรทัศน์อันดับหนึ่งของญี่ปุ่น ต้องเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมาสัมภาษณ์ และเรียนทำอาหารกับป้าตาถึงที่บ้านสวนสุขใจแห่งนี้ 

ป้าตา โอบะซัง เชฟวัย 66 ผู้อุทิศชีวิตให้อาหารมังสวิรัติและธรรมะกลางป่าโดยปราศจากน้ำไฟ
ป้าตา โอบะซัง เชฟวัย 66 ผู้อุทิศชีวิตให้อาหารมังสวิรัติและธรรมะกลางป่าโดยปราศจากน้ำไฟ

“ตอน NHK มาสัมภาษณ์ ป้าสอนเขาทำอาหาร ทำลิ้นจี่ลอยแก้ว แล้วเขาเอาสูตรน้ำลิ้นจี่ของป้าไปขายให้บริษัทคิริน กลายเป็นเครื่องดื่มขายดีมาก ถึงขั้นเขาเอารูปป้าไปออกแบบเป็นโลโก้ติดข้างขวด แล้วกลับมาถ่ายทำป้าชิมน้ำลิ้นจี่นี้ด้วย เพื่อไปทำโฆษณาฉายในญี่ปุ่น หลังจากนั้นป้าก็มีชื่อเสียง เขาถึงเรียกป้ากันว่า ป้าตา โอบะซัง”

กระนั้น ฝีมือปรุงอาหารระดับเทพของป้าตาก็ไม่ได้มาง่าย ๆ เธอลับคมเสน่ห์ปลายจวักนี้ตั้งแต่เด็ก โดยมีแม่เป็นครูสอนทำอาหารคนแรกในชีวิต

มีวันนี้เพราะแม่ให้

“แม่สอนทำอาหารมาตั้งแต่ป้าจำความได้ แม่ชอบทำบุญตักบาตร ทุกวันป้าต้องตื่นตี 5 เพื่อช่วยแม่ทำอาหาร ทั้งตำน้ำพริก หุงข้าว และป้ามีหน้าที่คอยยืนดูพระให้แม่ด้วย พอพระมาก็เรียกแม่ เป็นกิจวัตรประจำวันในวัยเด็กของป้า” เธอเล่าถึงแม่ด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ 

“แม่ของป้าเป็นคนขยัน ถ้าถึงฤดูมะม่วง ป้าต้องเดินเท้าจากตลาดสำเหร่ไปที่วัดกัลยาฯ สมัยนั้นเรือสำปั้นจอดเต็มท่าน้ำหน้าวัดริมแม่น้ำเจ้าพระยา แม่จะไปซื้อมะม่วงจากเรือ เลือกซื้อมะม่วงที่เป็นตำหนิเอามากวน กลับบ้านมาช่วยแม่ปอกและกวนมะม่วง เช้ามาก็ช่วยแม่ตาก พอตากแห้งเสร็จ ป้าก็ม้วนใส่กระดาษแก้ว เอาไปขายที่โรงเรียน ส่วนแม่เอาไปขายให้ชาวบ้าน

“แม่บริหารจัดการการเงินเก่งมาก ประหยัด ไม่ฟุ้งเฟ้อ บางวันแม่ไปขายกล้วยเสร็จ ขากลับถ้ามีกล้วยเหลือ แม่จะหาบกลับบ้านจากวงเวียนใหญ่ถึงสำเหร่ แม่มักจะไม่กลับบ้านพร้อมหาบเปล่า ถ้าระหว่างทางเจอถุงพลาสติก กระดาษ หรือฟืน แม่จะเก็บใส่หาบกลับมา เมื่อมาถึงบ้าน ป้าจะช่วยแม่ล้างถุงพลาสติกเก่า มัดตากแห้งไว้ แล้วรัดไปชั่งกิโลขาย ส่วนวันไหนที่ได้กระดาษหรือกล่องมา แม่จะเอามาปูทับ ๆ กัน แล้วเอาไปชั่งกิโลขาย ส่วนฟืนแม่เก็บมาใช้หุงข้าว”

ป้าตา โอบะซัง เชฟวัย 66 ผู้อุทิศชีวิตให้อาหารมังสวิรัติและธรรมะกลางป่าโดยปราศจากน้ำไฟ

เธอเองก็ได้นิสัยนี้มาจากแม่เต็ม ๆ ที่เห็นอะไรแล้วก็เกิดประโยชน์ทั้งหมด ไม่ทิ้งของ เช่น ถ้ามีข้าวติดก้นหม้อ แม่ก็เอาน้ำแช่ไว้แล้วกรองใส่ตะแกรง ตากแห้ง เก็บเอาไปทำขนม ป้าตาจึงมักจะได้กินขนมไข่มด ข้าวตู ข้าวคั่วโรยมะพร้าวน้ำตาล

“ป้าชอบการแปรรูปของต่าง ๆ มาตั้งแต่เด็ก ๆ โดยเฉพาะพวกของเหลือใช้ เพราะสมัยก่อนไม่ค่อยมีของเล่น” เธอว่าต่อ

“แม่ซื้อโจงกระเบนมาตัดเป็นผ้าถุง พอมีเศษผ้าเหลือ ป้าก็เอามาหัดเย็บใส่นุ่นทำเป็นตุ๊กตา ข้างบ้านเขาทำขนมตาลขาย ก็ขอเอาหัวตาลมาล้างทำความสะอาดจนกระทั่งเป็นสีขาว แล้วขูดให้เป็นใบหน้า เขียนรูปตา ถักเปีย ทำเป็นตุ๊กตา บางวันเดินทางไปเรียนหนังสือ ป้าเห็นกองขยะก็เข้าไปคุ้ยดูว่ามีอะไรให้เราเล่นได้บ้าง บางครั้งได้รองเท้าส้นสูง ลิปสติก ก็เอามาทาปากเล่นลิเกกัน”

หากจะเรียกป้าตาว่าเป็นนักรีไซเคิลและสาวรักษ์โลกรุ่นเก๋าก็คงไม่ผิดแปลกอะไร แต่ใครเล่าจะรู้ว่าอีกหลายสิบปีต่อมา ตุ๊กตาที่ป้าตาชื่นชอบจะนำพาหนี้หลักล้านมาให้ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ IMF ที่เปลี่ยนวิถีการดำเนินชีวิตไปตลอดกาล

ป้าตา โอบะซัง เชฟวัย 66 ผู้อุทิศชีวิตให้อาหารมังสวิรัติและธรรมะกลางป่าโดยปราศจากน้ำไฟ
ป้าตา โอบะซัง เชฟวัย 66 ผู้อุทิศชีวิตให้อาหารมังสวิรัติและธรรมะกลางป่าโดยปราศจากน้ำไฟ

พืช – ล้ม – ลุก

“ชีวิตป้าผ่านอะไรมาเยอะ เรียนจบเลขา ทำงานบริษัททัวร์ อาชีพเสริมคือทำตุ๊กตาผ้า หัดจากหนังสือกุลสตรี เรียนรู้ด้วยตัวเองไปเรื่อย ๆ จนทำโรงงานตุ๊กตาส่งออกแล้วเจ๊ง ช่วงนั้นเกิดความโลภ แล้ววิกฤต IMF เข้ามาพอดี ทำให้ป้าขาดทุนหนัก กลายเป็นหนี้หลักล้าน ต้องเอาบ้านไปจำนอง เอาของไปจำนำ ชีวิตตั้งแต่สาวมามีแต่หนี้ เคยคิดว่าเมื่อไรจะพ้นหนี้สักที

“แต่การที่ป้าต้องเจอสภาวะยากลำบากแบบนั้น ทำให้ความทุกข์มันบีบคั้น ป้าจึงเริ่มศึกษาว่าชีวิตคนเราเกิดมาเพื่ออะไร ป้าก็ได้คิดได้เห็นอะไรหลาย ๆ อย่าง เริ่มปรับมุมมองความคิดใหม่ ถ้ารวยแล้วโง่ ขอไม่รวยดีกว่า ขออยู่อย่างมีบ้าง ไม่มีบ้าง

“ก่อนหน้านี้ตอนมีเงินเยอะ ๆ ป้าเรี่ยราดใช้หมด เป็นคนใช้เงินเละเทะ แต่เมื่อถึงเวลาไม่มี ได้เงินร้อยสองร้อยก็ดีใจมาก รู้สึกว่าชีวิตมันได้ลุ้นไปวัน ๆ มีรสชาติดี การมีเงินตลอดเวลาทำให้เราหลงระเริงเพลิดเพลินไปกับทรัพย์สมบัติ” อดีตนักธุรกิจสาวเล่าต่อถึงจุดเริ่มต้นการเป็นแม่ครัวแบบเต็มตัว

“การทำอาหารฝังอยู่ในสายเลือดของป้า” เธอย้ำถึงแม่ “ตุ๊กตามันกินไม่ได้ มาทำของกินขายดีกว่า”

หลังเจอพิษเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ป้าตาหันมาเปิดร้านข้าวแกงกับขนมจีนใส่หม้อดิน แน่นอนว่าขายดีเป็นเทน้ำเทท่าด้วยรสชาติถูกปากลูกค้า แต่แล้วป้าก็ตัดสินใจล้มเลิกกิจการ หันไปเข้าวัดปฏิบัติธรรมผ่านการทำอาหาร

“ลูกค้าหลายคนบ่นเสียดาย บอกว่ารวยก่อนแล้วค่อยเข้าวัดก็ได้ แต่เราบอกไม่เอา ฉันกลัวตายก่อนจะรวย ป้าก็ตัดสินใจเข้าวัดเลยดีกว่า

“พอหันไปเข้าวัดก็ได้อบรมปฏิบัติธรรมด้วยการทำอาหาร ไปเป็นแม่ครัวอยู่ที่วัด ทำกับข้าวเลี้ยงคนเป็นร้อย ๆ หลังจากนั้นก็เริ่มออกมาจัดงานข้างนอกบ้าง แต่ป้าก็ยังหมั่นไปวัด ทำความดี ฝึกภาวนา ฝึกตัวเอง

“เราเริ่มฉลาดในการใช้ชีวิตมากขึ้น รู้ว่าอะไรควรหรือไม่ควร รู้จักการบริหารจัดการ ชีวิตที่ผิดพลาดมาก็เพราะเราบริหารจัดการไม่เป็น เราตามใจตัวเองด้วยอำนาจของกิเลส เมื่ออยากได้อะไร ก็ซื้อ ๆๆ จนเบื่อ พอเบื่อก็ทิ้งเป็นขยะเต็มบ้าน ตอนย้ายมาอยู่หลังบ้านนี้ ป้าแจกของให้คนอื่นไปเต็มสิบล้อ”

ชีวิตสมถะที่ไม่เบียดเบียนคน สัตว์ และโลก ของ ป้าตา โอบะซัง เชฟอาหารมังสวิรัติผู้ถวายที่ดินสร้างวัดสวนสุขใจ จ.เชียงใหม่ ให้ชุมชน
ชีวิตสมถะที่ไม่เบียดเบียนคน สัตว์ และโลก ของ ป้าตา โอบะซัง เชฟอาหารมังสวิรัติผู้ถวายที่ดินสร้างวัดสวนสุขใจ จ.เชียงใหม่ ให้ชุมชน

เล่นแร่ แปรรูป

พ.ศ. 2536 คือปีที่ป้าตาหันเข้าหาทางธรรมอย่างเต็มตัว เธอพบว่าครูบาอาจารย์ฉันมังสวิรัติเป็นปกติ จึงเริ่มกินและปรุงอาหารมังสวิรัติ

“มังสวิรัติคือการไม่เบียดเบียนเนื้อสัตว์ทุกชนิด การแปรรูปอาหารของป้าอาจไม่เหมือนการแปรรูปอย่างโรงงานทั่วไป เราเอาเห็ดมาสับ ๆ แล้วก็ใส่พริกแกงผสมไข่บ้าง ใส่แป้งถั่วเขียว แค่นั้นเลย ป้าแปรรูปโดยไม่ผ่านกระบวนการสลับซับซ้อน ไม่ใส่ผงชูรส และคุณค่าอาหารก็ยังคงอยู่

“ป้ากินมังฯ มาหลายปีแล้ว ไม่รู้สึกอยากกินเนื้อสัตว์เลย แต่เราก็อยู่ร่วมกับทุกคนได้ เวลาไปเที่ยว ป้าก็หิ้วอาหารของป้าไป บางคนมาแย่งอาหารมังสวิรัติของป้ากินอีกต่างหาก ป้าไม่ได้รังเกียจคนที่กินเนื้อสัตว์ และไม่เคยคิดว่าคนกินเนื้อเบียดเบียนสัตว์ เรานั่งร่วมวงกับคนอื่นเขาได้ เขาอร่อยอาหารของเขา เราก็อร่อยอาหารของเรา”

หากถามถึงเคล็ดลับก้นครัวของป้าตา เธอบอกว่า “ป้าใช้ใจทำอาหารทุกอย่าง ประณีตและไม่ตระหนี่ อาหารเป็นเรื่องศิลปะ เวลาปรุงอาหาร ป้าหยิบใส่ แล้วจะออกมาอร่อยได้อย่างไร ป้ารู้ในตัวของมันเอง”

ชีวิตสมถะที่ไม่เบียดเบียนคน สัตว์ และโลก ของ ป้าตา โอบะซัง เชฟอาหารมังสวิรัติผู้ถวายที่ดินสร้างวัดสวนสุขใจ จ.เชียงใหม่ ให้ชุมชน
ชีวิตสมถะที่ไม่เบียดเบียนคน สัตว์ และโลก ของ ป้าตา โอบะซัง เชฟอาหารมังสวิรัติผู้ถวายที่ดินสร้างวัดสวนสุขใจ จ.เชียงใหม่ ให้ชุมชน

อาหาร 0 ดาว

อาหารมังสวิรัติของป้าตาไม่เคยได้รับดาวหรือป้ายการันตีความอร่อยใด ๆ แต่ฝีมือของเธอเป็นที่ร่ำลือ และเชฟชื่อดังหลายคนให้การยอมรับ พร้อมบอกเล่าปากต่อปาก

“ป้าทำอาหารมังฯ ได้ทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นแกงหรือต้ม บางคนกินอาหารของป้ายังไม่รู้เลยว่าเป็นมังสวิรัติ ส่วนใหญ่พอลองได้กินแล้วบอกอร่อยกว่าอาหารปกติอีก บางครั้งจิตใจคนเราพอรู้ว่าเป็นอาหารมังสวิรัติแล้วต่อต้าน อาจจะคิดว่าไม่อร่อย จริง ๆ เมนูเนื้อสัตว์ไม่อร่อยก็มี มันอยู่ที่ศิลปะการทำอาหารและการเลือกวัตถุดิบมาใช้มากกว่า

“ป้าไม่เคยคิดจะเข้าประกวดแข่งขันอะไร คิดแค่ว่าการทำดีไม่ต้องมีการประกวด มันเป็นเรื่องที่คนเขาศรัทธาและยอมรับกันเอง ป้าอยากทำอาหารที่คนกินไม่เสียความรู้สึก ทำด้วยความตั้งใจ คนอื่นกินแล้วสุขใจ เราก็ดีใจแล้ว”

ชีวิตสมถะที่ไม่เบียดเบียนคน สัตว์ และโลก ของ ป้าตา โอบะซัง เชฟอาหารมังสวิรัติผู้ถวายที่ดินสร้างวัดสวนสุขใจ จ.เชียงใหม่ ให้ชุมชน

ตลอดระยะเวลา 2 ชั่วโมงในการพูดคุยกับป้าตา เรามักได้ยินเธอเปรียบเทียบการใช้ชีวิตกับการทำอาหารเสมอ

“การทำอาหารมังสวิรัติก็เหมือนทุกวันที่เราได้ทำความรู้จักและเรียนรู้มนุษย์” เธอว่า “คนเรามีทั้งดีและไม่ดีแตกต่างกันไป แต่เราจะเลือกเอาส่วนดีมาใช้ ส่วนไม่ดีก็เป็นเรื่องของเขา เหมือนที่เราต้องรู้จักเอาส่วนดีของวัตถุดิบมาปรับใช้กับเมนูของเรา 

“บางอย่างมีรสเปรี้ยว ฝาด ขม บางอย่างโตอยู่ใต้ดิน ถ้าเราอยากจะทำกล้วยบวชชี นิสัยของกล้วยมีความฝาดและมียาง พอสุกแล้วอาจมีรสหวานอมฝาด แล้วเราต้องทำอย่างไร ก็ต้องเอามาต้มด้วยน้ำเย็นเสียก่อน ใช้น้ำเดือดก็ไม่ได้ เราต้องหมั่นสังเกตสิ่งเหล่านี้ และต้องเรียนรู้ศิลปะการจัดการธรรมชาติ”

ชีวิตสมถะที่ไม่เบียดเบียนคน สัตว์ และโลก ของ ป้าตา โอบะซัง เชฟอาหารมังสวิรัติผู้ถวายที่ดินสร้างวัดสวนสุขใจ จ.เชียงใหม่ ให้ชุมชน
ชีวิตสมถะที่ไม่เบียดเบียนคน สัตว์ และโลก ของ ป้าตา โอบะซัง เชฟอาหารมังสวิรัติผู้ถวายที่ดินสร้างวัดสวนสุขใจ จ.เชียงใหม่ ให้ชุมชน

“เช่นเดียวกับคนเรา ถ้าเจอคนนิสัยไม่ดี เราก็ต้องเอาน้ำเย็นเข้าลูบ และเรียนรู้ว่าคนนี้มีดีหรือไม่ดี เราควรจะคบแบบห่าง ๆ หรือใกล้ ๆ หรือถ้าคนนี้เป็นบัณฑิต เราควรเข้าใกล้เพื่อจะได้ศึกษาเรื่องต่าง ๆ ให้เขาถ่ายทอดภูมิปัญญาความรู้มาที่เรา”

ในอนาคตป้าตามีแผนจะเปิดบ้าน พร้อมปรุงและเสิร์ฟอาหารมังสวิรัติฝีมือตัวเองให้คนอื่นได้ลองชิมในบรรยากาศเรียบง่ายแสนสงบสุข แต่ออกตัวก่อนเลยว่า ที่นี่ไม่ใช่ร้านอาหาร แต่เป็นการมาเที่ยวสวนสุขใจของเธอ

“อยากให้ทุกคนได้ลองมาเรียนรู้วิถีชีวิตที่ไม่มีไฟฟ้าหรือน้ำประปา ป้าจะสอนตั้งแต่การหุงข้าว การติดเตาด้วยฟืน พร้อมฝึกให้มีสติ สมาธิ ปัญญา ฝึกการแก้ไข ฝึกการสังเกต ฝึกการเคลื่อนไหว 

“นอกจากนี้ ป้าจะสอนการเดินจงกรม การปฏิบัติธรรม การนั่งสมาธิ เพื่อเอามาปรับใช้กับชีวิตประจำวัน ถึงแม้ว่าป้าไม่ใช่นักบวชหรือแม่ชี แต่ป้าก็อยากถ่ายทอดในสิ่งที่ป้ามีอยู่ให้กับทุกคน เพราะในอนาคตบ้านเมืองของเรายิ่งเจริญมากขึ้น คนยิ่งมีความทุกข์มากขึ้น

“เมื่อเราฝึกสิ่งเหล่านี้ในทุกวัน ๆ จะทำให้เรามีสติ อยู่กับปัจจุบัน ซึ่งเป็นเหตุปัจจัยของการสร้างอนาคต เราจะไม่ตกใจกลัวแม้จะมีอะไรเกิดขึ้นก็ตาม เราจะอยู่ด้วยความมั่นใจในตัวเอง” ป้าตาทิ้งท้าย

ชีวิตสมถะที่ไม่เบียดเบียนคน สัตว์ และโลก ของ ป้าตา โอบะซัง เชฟอาหารมังสวิรัติผู้ถวายที่ดินสร้างวัดสวนสุขใจ จ.เชียงใหม่ ให้ชุมชน

Writer

Avatar

นันทรัตน์ สันติมณีรัตน์

นักเขียนฟรีแลนซ์ที่ชอบทดลองทำหลายอาชีพ

Photographer

Avatar

ศรีภูมิ สาส่งเสริม

ช่างภาพเชียงใหม่ ชอบอยู่ในป่า มีเพื่อนเป็นช้าง และชาวเขาชาวดอย

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load