Thirty-Nine (2022)

Written : Yoo Yeong-ah 

Directed : Kim Sang-ho 

Starring : Son Ye-jin, Jeon Mi-do, Kim Ji-hyun 

Country : South Korea 

Genres : Korean, Romantic Drama

Episode : 12

Original Network : JTBC

*บทความนี้เปิดเผยใจความสำคัญของเรื่อง

Thirty-Nine เป็นซีรีส์ความยาว 12 ตอนที่ออกฉายสัปดาห์ละ 2 ตอนพร้อมกันทั้งทางช่อง JTBC ในเกาหลีใต้ และฉายผ่านทาง Netflix จนถึงวันนี้ก็ออกอากาศมาได้ครึ่งทางแล้ว

ซีรีส์เรื่องนี้เล่าเรื่องราวของเพื่อนสาววัย 39 ปี 3 คนที่มีสัมพันธ์แนบแน่นยิ่งกว่าครอบครัว และยังคงตัวติดกันเหมือนตอนอายุ 18 มีความสุขกับการกินโซจูกับต๊อกบอกกี มีความรัก และกำลังเผชิญกับการพลัดพราก

ชามีโจ (รับบทโดย ซนเยจิน) โจชานยอง (รับบทโดย จอนมีโด) และจางจูฮี (รับบทโดย คิมจีฮยอน) สามสาวเพื่อนซี้ที่แม้จะไม่ได้คาดคิดว่ามิตรภาพจะยืดยาว แต่ถึงตอนนี้ พวกเธอก็คบหาและอยู่เคียงข้างกันมา 20 ปีแล้ว 

ในวัยเฉียดเลข 4 พวกเธอขยันไปงานศพ เลี่ยงงานแต่ง ไม่ไปงานวันเกิดลูกเพื่อน “เพราะคงไม่มีวันได้ซองคืน” โจชานยองกล่าว

ช่วงอายุปลายเลข 3 การงาน ความรัก ความสัมพันธ์ ของทั้งสามสาวอยู่ในสภาวะอยู่ตัว (ที่ไม่ได้แปลว่าลงตัว) ชีวิตผ่านแดดลมฝนมาจนมีเรื่องราวมากมาย และค่อนข้างจะเข้าใจชีวิตและรู้จักตัวเองดี เหมือนกำลังเดินอยู่บนยอดภูที่มีพื้นราบให้เดิน หลังจากเพิ่งปีนทางชันที่สุดมาได้สำเร็จ 

ซีรีส์เรื่องนี้เลยให้รสหวานแบบน่าอิจฉา แต่ก็ยังผสมรสขมปร่ามาด้วยแบบชวนน้ำตาไหล 

Thirty-Nine : ชีวิตวัย 39 ที่มีความรัก มีความหมาย และมีเพื่อนที่พร้อมร้องไห้ไปด้วยกัน

ถ้าวัย 20 คือความเบ่งบานของชีวิต วัย 30 ก็คงจะเป็นรสชาติปน ๆ กันแบบนี้ จึงเป็นเหตุให้คนในวัยใกล้เคียงกับตัวละครในเรื่องจะยิ่งอินและมีน้ำตาปริ่ม ๆ ให้เหตุการณ์ในเรื่องมากเป็นพิเศษ 

ความอิสระทั้งจากภาระผูกพัน มีรายได้พอจะเหลือจากการใช้จ่ายประจำวัน การมีความรับผิดชอบในระดับที่บริหารจัดการได้ และการเลยเส้นตายที่สังคมขีดไว้ตั้งแต่อายุ 30 มานานแล้ว ทำให้มีโจ ชานยอง และจูฮี เป็นสาววัย 39 ที่ 

จะทำอะไรก็ได้ 

จะย้อนแย้งแค่ไหนก็ได้ 

เช่น การชวนกันไปเดินป่า แล้วก็พร้อมใจกันหันหลังกลับ เพียงเพราะเจอป้ายเตือนว่าให้ระวังผึ้ง จึงให้ข้ออ้างตัวเองว่ามันอันตรายนะ ข้อเท้าก็เพิ่งเคล็ดไปด้วย แล้วก็ไปหาอะไรกินกันแทน 

เป็น ‘พฤติกรรมยอมแก่โดยสมัครใจ’ ของวัยที่ทุ่มเงินไปกับสกินแคร์และฝีมือหมอ เพื่อเหนี่ยวรั้งร่องรอยของเวลาให้อยู่ห่างไกลใบหน้ามากที่สุด

Thirty-Nine : ชีวิตวัย 39 ที่มีความรัก มีความหมาย และมีเพื่อนที่พร้อมร้องไห้ไปด้วยกัน

อ่านมาถึงตรงนี้ อาจจะคิดว่า Thirty-Nine คือซีรีส์โลกสวยราวกับฤดูใบไม้ผลิ แต่แล้วก็มีเหตุที่ทำให้นี่กลายเป็นซีรีส์ดราม่า ตะโกนสปอยล์โครมใหญ่ให้ฟังเลยว่า ซีรีส์เปิดฉากแรกมาด้วยภาพงานศพ แถมยังเผยรูปหน้าศพให้เห็นกันชัด ๆ ว่าใครจะเป็นผู้ต้องโบกมือลาจากโลกนี้ไป 

เวลาเพียงน้อยนิดที่เหลืออยู่ จึงทำให้พวกเธออยากใช้มัน ให้เพื่อนที่รักกลายเป็นผู้ป่วยระยะสุดท้ายที่ร่าเริงที่สุดในประวัติศาสตร์ ส่วนคนที่กำลังจะหมดเวลาชีวิต ก็ยังคิดสะสางสิ่งที่ติดค้างให้เพื่อนเช่นกัน 

หากคุณคือมนุษย์เดินดินผู้ไม่จำกัดเพศสภาพ ไม่ว่าอยู่ในวัยใกล้เคียงหรือเลยเลข 3 ช่วงปลายไปแล้วก็ตาม เราอยากชวนพิจารณาคาแรกเตอร์ตัวละครหญิงทั้งสามในซีรีส์ Thirty-Nine ดูซิว่าในช่วงวัยนั้น คุณจะเลือกดำเนินชีวิต หรือหยิบยืมความคิดของใครมาใช้ แล้วจะพบว่า ไม่ว่าเลข 4 ความตาย หรือการต้องมีชีวิตอยู่โดยที่คนข้าง ๆ หายไป มันอาจน่ากลัวน้อยลงได้ เพียงแค่มี ‘มิตรภาพ + ความรักที่ดี’ อยู่ใกล้ตัว 

ชามีโจ : แพทย์หญิง + นักกอล์ฟ 

Thirty-Nine : ชีวิตวัย 39 ที่มีความรัก มีความหมาย และมีเพื่อนที่พร้อมร้องไห้ไปด้วยกัน

ชามีโจ คือผู้อำนวยการคลินิกผิวหนังย่านกังนัม เธอมีงานอดิเรกคือการตีกอล์ฟ และเอาจริงเอาจังถึงขั้นจะลางาน 1 ปี เพื่อไปเรียนตีกอล์ฟที่อเมริกา

ก็ชีวิตมันราบเรียบ การงานก็ประสบความสำเร็จขั้นสุด ไม่มีอะไรใหม่ ๆ ให้ท้าทาย ผู้ชายก็ไม่มี แถมยังมีภาวะทางใจที่ไม่ค่อยปกติ เลยให้การหมกมุ่นกับงานอดิเรก รับหน้าที่เติมสีสันให้ชีวิตแบบไม่มีอะไรมาหยุดยั้งได้ 

จนกระทั่งได้เจอกับ คิมซอนอู คนที่มาทำให้ดอกโบตั๋นเบ่งบานอีกครั้ง 

คิมซอนอู เป็นครูสอนภาษาอังกฤษที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้า ตอนหลังเฉลยว่าเป็นคุณหมอโรคผิวหนังดีกรีนักเรียนนอก โผล่เข้ามาในชีวิตชามีโจแบบงง ๆ แถมมีพลังทำลายล้างสูงด้วยความเป็นคนอ่อนโยน จิตใจดี มีเวลาให้ จริงใจ แถมสนุกแล้วก็ช่างสรรหาวิธีมาเอนเตอร์เทน

คิดดูว่าวันที่เคลียร์งานตอนดึกอยู่เงียบ ๆ การมีคนเห็นไฟที่ออฟฟิศยังเปิดแล้วโผล่เข้ามาอยู่เป็นเพื่อน พร้อมสมุดระบายสี กระดาษพับโอริกามิ หรือหนังสือคัดลายมือคำคมดี ๆ มาชวนเล่น มันน่ารักขนาดไหน

เจอแบบนี้เข้าไปใจคงสั่นไหว จนทำให้ความงานยุ่ง เข้าถึงยาก ไม่มีเวลา หรือข้ออ้างล้านแปดของผู้หญิงบ้างานทั้งหลายหายวับไปในพริบตา

การมีคนที่เป็นเหมือนจุดพักบนทางหลวงให้ได้กลับมาเป็นตัวเอง ในวันที่ชีวิตวิ่งผ่านไปเร็วจนหายใจไม่ทัน หรือวันที่เป็นทุกข์จัด ๆ แล้วมีคนชวนปลดปล่อยด้วยการเล่นเกม ต่อด้วยกินบะหมี่ถ้วยกับปลาเส้นเหมือนเวลาไปร้านเกมวัยเด็ก อย่างกับเป็นคนไม่มีภาระ ไม่ต้องกังวลแคลอรี่ 

ช่างเป็นความสบายใจ แบบไม่ขออะไรมากกว่านี้อีกแล้ว

ด้วยเหตุนี้เราจึงเข้าใจทุกอย่างเมื่อมีโจบุกไปหาคิมซอนอูถึงบ้าน ไม่ว่าจะในวันที่กังวลว่าเขาจะป่วย หรือเมื่อเธอต้องการคนเคียงข้าง

ฉากที่ชอนอูลุกออกจากการนอนเครียดอยู่บนเตียงมาแบบเยิน ๆ พอเปิดประตู แล้วเจอมีโจยืนอยู่ เป็นฉากเล็ก ๆ ที่ทำเอาเราน้ำตาไหลและสัมผัสได้ถึงความอุ่นใจ สบายใจจากการโผกอดของชอนอู

โจชานยอง : ครูสอนการแสดง + ผู้ป่วยระยะสุดท้าย

Thirty-Nine : ชีวิตวัย 39 ที่มีความรัก มีความหมาย และมีเพื่อนที่พร้อมร้องไห้ไปด้วยกัน

โจชานยอง เป็นครูสอนการแสดงผู้รู้ว่าความรักคืออะไร แต่เธอกลับใชัชีวิตโดยยอมโดนแปะป้ายจาง ๆ ว่าเป็นชู้ เพราะก่อนหน้านี้ เธอเชื่อว่ายังมีเวลาอีกมากมายเพื่อรอให้คนที่รักหย่าขาดจากภรรยา (ผู้มาทีหลัง) และเขากับเธอก็จะได้ครองคู่กันอย่างที่มันควรจะเป็น 

“สายตาพี่ก็บอกว่าชอบฉันซะขนาดนั้น ทำไมพี่ถึงไม่ทำอะไรเสียที” ชานยองบอก คิมจินซอก ผู้บริหารบริษัทดูแลศิลปินและพี่ชายคนสนิท ผู้มารู้หลังจากแต่งงานแล้วหลายปี ว่าลูกที่เกิดจากภรรยา ไม่ใช่ลูกชายแท้ ๆ อย่างที่เขาเข้าใจตอนตกลงแต่งงานกับเธอ แต่ก็ยังลังเลที่จะหย่า แม้จะห่วงใยและอาทรโจชานยองแบบปิดไม่มิด

ชานยองกับจินซอกมีความสัมพันธ์ที่ซับซ้อน เป็นความรักที่ไม่ลงตัวแบบผิดที่ไม่ถูกเวลามาตลอดช่วงอายุ 30 ของเธอ

เธอบอกกับมีโจว่า มั่นใจว่าความรู้สึกที่เธอมีต่อจินซอกคือความรัก แม้เพื่อนรักจะไม่เห็นด้วย และแสดงออกถึงความไม่เห็นด้วยนั้นมากแค่ไหนก็ตาม

แต่ชีวิตก็ไม่ได้ยาวนานอย่างที่คิด หนึ่งในพฤติกรรมยอมแก่โดยสมัครใจของสามสาว คือการยกโขยงกันไปตรวจร่างกาย คนที่โชคร้ายพบความผิดปกติก็คือชานยอง เธอป่วยเป็นมะเร็งตับอ่อนระยะที่ 4 มีโอกาสรอดชีวิตเพียง 0.8 เปอร์เซ็นต์

วันที่ชานยองตั้งใจจะบอกข่าวนี้กับคิมจินซอก ความสัมพันธ์ของพวกเขาก็ยังคงรักษาคอนเซ็ปต์ผิดที่ไม่ถูกเวลาอีกครั้ง เพราะเขามาหาเธอด้วยข่าวดีที่รอคอยมานับสิบปีว่า เขาตัดสินใจหย่าขาดจากภรรยาแล้ว 

ฉากความผิดหวังที่จังหวะเวลาไม่เคยเข้าข้างเขาและเธอ เรียกน้ำตาจากคนดูได้แบบท่วมท้น จากการร้องไห้แบบไม่ฟูมฟาย แต่เจ็บลึกจนแทบขาดใจ 

การกอดกันแบบไม่รู้ว่าใครต้องปลอบใจใคร แต่เป็นกอดที่บอกว่าคนที่ทำร้ายเราครั้งนี้คือโชคชะตา

ชีวิตของ 3 สาววัย 39 ที่มีมิตรภาพ พฤติกรรมยอมแก่โดยสมัครใจ และต้องเตรียมใจยอมรับกับการจากลา

นอกจากความสัมพันธ์ชายหญิงที่เค้นน้ำตาคนดูไปแบบไม่มีพัก ยังต่อเนื่องกันด้วยฉากเมื่อเพื่อนรักทราบข่าวร้าย มีโจ จูฮี และชานยอง ต่างพังทลายไม่แพ้กัน 

เพื่อนรักสามคนที่ตัวติดกันมา 20 ปี ล้วนคุ้นเคยกับบุคคลิก จุดอ่อน จุดแข็งของเพื่อนแต่ละคนเป็นอย่างดี แต่ถึงจะรู้ดีขนาดไหน ความสัมพันธ์ของเพื่อนสามคนนี้ก็ไม่ได้ราบรื่นตลอดเวลา 

พวกเขาทะเลาะกันบ้าง ด่าทอกันแรง ๆ บ้าง มีความเห็นไม่ตรงกันบ้าง แต่ก็ปรับความเข้าใจและพูดความรู้สึกของตัวเองกันแบบตรงไปตรงมาทุกครั้ง

ผลัดกันง้อ ผลัดกันให้อภัย ผลัดกันส่งกำลังใจ และตัดสินใจร่วมกันว่า จะทำให้โจชานยอง เป็นผู้ป่วยระยะสุดท้ายที่ร่าเริงที่สุดในประวัติศาสตร์

จางจูฮี : เมเนเจอร์ + น้องเล็ก 

ชีวิตของ 3 สาววัย 39 ที่มีมิตรภาพ พฤติกรรมยอมแก่โดยสมัครใจ และต้องเตรียมใจยอมรับกับการจากลา

จางจูฮี ผู้จัดการเคาน์เตอร์ขายเครื่องสำอางในห้างสรรพสินค้า แม้ในเวลางานเธอจะเป็นเมเนเจอร์คนเก่งที่จัดการปัญหาจากลูกค้าได้สารพัด แต่เมื่ออยู่กับชาวแก๊ง เธอคือน้องเล็กผู้อ่อนต่อโลก ไม่ค่อยกล้าเสี่ยง และเป็นคนที่เพื่อน ๆ มักจะเป็นห่วงอยู่เสมอ 

จูฮีคือคนที่คอยดับไฟร้อน ๆ เวลาที่อีกสองคนทะเลาะกัน ด้วยวิธีแบบจูฮี จูฮี อย่างตอนที่ทั้งสองทะเลาะกันรุนแรง เพราะชานยองตัดสินใจจะไม่เข้ารับการรักษา 

สายจากจูฮีที่โทรมาดีใจยกใหญ่บอกว่าตนถูกลอตเตอรี่ ซึ่งนับเป็นความโชคดีครั้งแรกในชีวิต ช่วยให้สถานการณ์ผ่อนคลายลง เพราะเพื่อนทั้งสองที่ไม่อยากทำให้จูฮีที่กำลังดีใจอยู่ต้องมาเศร้ากับเรื่องนี้

และหลังจากแจ้งข่าวร้าย ชานยองยังต้องบอกให้มีโจไปหาจูฮีที่ห้าง แทนที่จะมาเป็นห่วงเธอ เพราะรู้ดีว่าจูฮีต้องเอาแต่ร้องไห้ทั้งวันแน่ ๆ ซึ่งก็เป็นเช่นนั้นจริง ๆ

อีกหนึ่งเรื่องที่จูฮีสร้างความหนักใจให้เพื่อน ๆ คือเธอคนนี้เป็นโสดมาทั้งชีวิต แต่แล้ววันหนึ่งก็มีผู้ชายที่ชาวแก๊งมองการณ์ไกลว่าคนนี้แหละ ที่จะมาทำให้ดอกรักผลิบานในใจเพื่อนได้ แถมเขายังทำให้จูฮีเข้มแข็งขึ้นอีกด้วย 

พัคฮยอนจุน เป็นเจ้าของร้านและเชฟประจำร้านอาหารจีนใกล้บ้านจูฮี เขาเป็นหนุ่มรุ่นน้อง ซึ่งถ้าคูณอายุจูฮีด้วย 0.8 ตามสูตรของเขา ก็น่าจะอายุเข้ากันได้พอดิบพอดี 

วันหนึ่งฮยอนจุนเล่าให้ฟังว่า เขาลาออกจากงานในโรงแรมเพื่อออกมาเปิดร้านของตัวเอง ทั้ง ๆ ที่จะได้เป็นหัวหน้าเชฟอยู่แล้ว ใคร ๆ ก็ต่อว่าเขา มีแต่จูฮีที่ชื่นชมและมองมันเป็นความกล้าหาญ

ก็คงเป็นเพราะแรงบันดาลใจนั้นนั่นแหละ ที่ทำให้จูฮีกล้าถอดป้ายชื่อติดหน้าอกวางบนเคาน์เตอร์และลาออกจากงานที่ไม่ได้ทำให้เธอมีความสุขได้ในที่สุด

Thirty-Nine

วัย 39 เป็นวัยที่กราฟชีวิตไม่พุ่งเร็วเหมือนช่วง 20 กลาง ๆ ถึง 30 ต้น ๆ 

ช่วงนั้นหลายคนทุ่มเทให้กับงาน บางคนก็ทุ่มเทให้กับความรัก เหมือนกับว่ามันเป็นช่วงเวลาของชีวิตที่ต้องเก็บเกี่ยวและมีเส้นตายให้ต้องเชื่อฟัง แล้วพอหันหลังกลับมา ก็พบว่าเวลาได้พาสิ่งสำคัญในชีวิตอย่างครอบครัว ตัวตน ความหนุ่มสาว และมิตรภาพ หล่นหายไประหว่างทางเสียแล้ว

โชคดีที่มีโจ ชานยอง และจูฮี ไม่เป็นอย่างนั้น เมื่อฝุ่นตลบหายไป พวกเธอจึงยังมีกันและกันในวันที่ใครก็ไม่คาดว่าจะมาถึงเร็วขนาดนี้ 

เมื่อรู้ว่าเวลาที่จะได้อยู่กับชานยองมีจำกัด มีโจตัดสินใจไม่ไปเรียนตีกอล์ฟที่อเมริกา แต่เลือกใช้ 1 ปีที่ลาพักผ่อนเพื่อมาดูแลเธอ ส่วนจูฮีตัดสินใจยกโชคดีครั้งใหญ่ครั้งแรกในชีวิตให้ชานยองทั้งน้ำตา เธอบอกว่า “แกเอาไปนะ แล้วอยู่ต่ออีก 4 ปี เพราะนี่มันรางวัลที่ 4 ไง”

แม้จะไม่สามารถช่วยให้โรคร้ายหายไป แต่การมีคนร่วมร้องไห้ไปด้วยกัน ก็น่าจะทำให้ไม่รู้สึกเดียวดายเกินไปนัก

ชีวิตของ 3 สาววัย 39 ที่มีมิตรภาพ พฤติกรรมยอมแก่โดยสมัครใจ และต้องเตรียมใจยอมรับกับการจากลา

มีโจเคยเจ้ากี้เจ้าการให้ชานยองและจูฮีมาเป่ายิ้งฉุบเพื่อหาว่าระหว่างเธอทั้ง 3 ใครที่จะอายุยืนและคอยอยู่จัดงานศพให้เพื่อน ๆ ถ้าหากว่าพวกเธอไม่ได้มีลูก

วันนั้นชานยองเป็นคนถูกมอบหมายให้ต้องมีชีวิตยืนยาวที่สุด แต่เธอกลับเป็นคนที่ต้องจากไปก่อนใคร

งานศพของชานยองถูกพูดถึงตั้งแต่ตอนแรกของเรื่อง และงานศพก็จะมีขึ้นในตอนที่ 7 ซึ่งเป็นตอนกลางเรื่องเท่านั้น ความน่าสนใจมาก ๆ จึงอยู่ที่ว่า ซีรีส์จะนำเสนออะไร เพื่อมาบีบเค้นน้ำตาและกระตุกเตือนต่อมความคิดของคนดูที่ไม่ว่าใคร ก็จะต้องประสบกับช่วงวัยและความสูญเสียนั้นเช่นกัน 

ชีวิตในวัย 39 ที่เผชิญทั้งความรัก มิตรภาพ ความสูญเสียในซีรีส์ Thirty-Nine จะเป็นอย่างไร ถ้าได้ดูจนจบแล้วมาคุยกันต่อนะ

ภาพ : Netflix, JTBC 

Writer

พิชญา อุทัยเจริญพงษ์

คนกรุงเทพฯ ที่มีความสนใจหลากหลายตั้งแต่เรื่องมนุษย์ไปจนถึงเรื่องนอกโลก ทำงานโฆษณาเป็นอาชีพ แต่ก็ยังอยากทำอะไรอีกหลายอย่าง ชอบบทสนทนาดีๆ ที่มากับกาแฟอุ่นๆ เป็นที่สุด

นานาเพลินจิต

รีวิวมหรสพชั้นดีที่แนะนำให้ตามไปเสพ

* บทความเปิดเผยเนื้อหาบางส่วนของภาพยนตร์ Petite Maman

Petite Maman มีความหมายตรงตัวว่า ‘Little Mama’ หรือคุณแม่ตัวน้อย ก่อนที่ผู้กำกับ เซลีน เซียมมา (Céline Sciamma) จะได้ฝากผลงานอันตราตรึงอย่าง Portrait of a Lady on Fire ไปเมื่อปี 2019 ไอเดียสร้างหนัง Petite Maman นั้นมีมาก่อนครับ มันว่าด้วยเรื่องราวของเด็กหญิง 2 คนที่ไม่รู้จักกันมาก่อน ช่วยกันสร้างกระท่อมเล็ก ๆ กลางป่า ก่อนที่ทั้งสองจะพบว่า คนหนึ่งเป็นแม่ และคนหนึ่งเป็นลูกของอีกคน

เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อยายของเด็กหญิง Nelly วัย 8 ขวบเสียชีวิต เธอและ Marion ผู้เป็นแม่กับพ่อของเธอต้องไปเคลียร์ข้าวของในบ้านที่แม่โตมา แต่แล้วหลังจากที่จู่ ๆ แม่ของเธอหายไปโดยไม่บอกไม่กล่าว กลับเกิดการบิดเบือนของ Time & Space ด้วยสาเหตุใดก็ไม่อาจทราบได้ ทำให้ Nelly ได้ย้อนเวลาไปพบกับ Marion ตอนอายุเท่ากัน เกิดเป็นสายใยของเด็กหญิง 2 คนที่กาลเวลาไม่อาจสั่นคลอนได้

Petite Maman เด็กหญิง 2 คน กระท่อมกลางป่า และความลับที่ว่าพวกเธอคือแม่ลูกกัน

หนังเรื่องนี้กับผลงานของผู้กำกับคนเดียวกันอย่าง Portrait of a Lady on Fire คล้ายกันในเรื่องการพูดถึงสายสัมพันธ์ของเพศหญิง แม้เรื่องหนึ่งจะเล่าเรื่องความรักเชิงสวาทของหญิง 2 คน ส่วนอีกเรื่องเล่าเกี่ยวกับความรักเชิงครอบครัว แต่หนังทั้งสองเรื่องเหมือนกันตรงที่ ‘รักโดยไม่มีเงื่อนไขและอยู่นอกกฎเกณฑ์ที่ตีกรอบ’ และความรักของเด็กหญิง Nelly และ Marion ใน Petite Maman ก็ดูจะเป็นเช่นนั้นครับ แต่เป็นกรอบเวลาสถานที่ที่ไม่ถูกตีเส้นและเขียนเองได้ด้วยสีเทียน ในขณะที่ Portrait of a Lady on Fire พูดถึงกรอบค่านิยม แนวคิด และจารีต ที่ถูกตีเส้นโดยสังคม

พอพูดแบบนี้แล้วหลายคนอาจเข้าใจว่า Céline Sciamma เป็นคนหัวขบถที่อยากท้าทายการถูกตีกรอบในอะไรบางอย่างเสมอ เมื่อดูจากทั้งสองเรื่องและผลงานที่เธอเคยเขียนบทอย่าง Tomboy แล้วก็คงต้องบอกว่า ค่อนข้างธรรมชาติในการท้าทายธรรมเนียมพอสมควรครับ แต่เป็นความท้าทายที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ หากจะเรียกให้ถูก ต้องเรียกว่าเป็น ‘ความปรารถนาภายใน’ อันไม่พึ่งพิงและไม่อ้างอิงต่อกรอบใด ๆ มากกว่า 

นี่คือข้อสรุปจากการสังเกตว่าตัวละครในหนังของผู้กำกับคนนี้ ไม่ได้เป็นตัวละครที่ต้องการเอาชนะหรือโค่นล้มระบบ เป็นเพียงคนธรรมดาที่ต้องการใช้ชีวิตด้วยสัญชาตญาณและเชื่อในความรู้สึกตัวเอง เท่านั้นเองครับ

ทำให้เดาว่านี่แหละมั้งครับ ที่ทำให้ผมถึงแม้จะเป็นมนุษย์เพศชาย แต่ด้วยการนำเสนอความต้องการของตัวละครที่แค่อยากเป็น ‘คนธรรมดาที่มีความสุข’ ผ่านการเรียงร้อยด้วยการเล่าเรื่องอย่างค่อยเป็นค่อยไป การถ่ายทอดด้วยการเขียนและกำกับที่กำลังดี ไม่ขาด ไม่เกิน ผ่านไดอะล็อกและฉากที่เรียบง่าย และการให้ความสำคัญกับการแคสต์นักแสดง ทำให้รู้สึกเชื่อมโยงกับตัวละครที่เป็นแม่กับลูกสาวคู่นี้ได้มาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อหนังพูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างมีชีวิตอยู่ และการที่มันถูกสะบั้นลงด้วยความตาย ซึ่งเราทุกคนต่างก็ต้องเผชิญด้วยแล้ว

Petite Maman เด็กหญิง 2 คน กระท่อมกลางป่า และความลับที่ว่าพวกเธอคือแม่ลูกกัน

หลังจากดูจบไปส่องหาข้อมูลมา พบว่ามีการระบุว่าหนังเรื่องนี้เป็นหนังดราม่า-แฟนตาซี แต่ผมกลับมองว่า มันเป็นหนังไซไฟที่ใช้เรื่องกาลเวลาและสถานที่มาบอกเล่าประเด็นความสัมพันธ์ของสองแม่ลูก ราวกับต้องการจะบ่งบอกว่าสิ่งนี้อยู่เหนือกาลเวลาและเงื่อนไข หรือเป็นประโยคที่เราเคยได้ยินกันมานักต่อนักแล้วอย่าง ‘รักเหนือกาลเวลา’ ด้วยฟิลเตอร์หน้าเลนส์ที่เป็นเด็กหญิงสุดน่ารัก 2 คน น่ารักเสียจนดูไปเผลอยิ้มไปโดยไม่รู้ตัว ซึ่งดูเผิน ๆ เหมือนหนังจะเกี่ยวกับอดีตของอีกคนและอนาคตของอีกคน แต่ที่จริงแล้ว ทั้งหมดคือปัจจุบันที่ส่งผลถึงกันและกัน เป็นเพียงช่วงเวลาหนึ่ง โมเมนต์หนึ่งที่ได้เผชิญ

ก่อนที่อีกไม่ช้ามันก็จะผ่านไป

Petite Maman จึงเป็นการบอกเล่ากรณีที่ไม่สามารถเกิดขึ้นได้จริง ทั้งสายสัมพันธ์ 2 ทาง หรือ ‘ความสัมพันธ์ประเภทแม่-ลูก’ โดยจับทั้งคู่มาอยู่ในสถานะที่เท่ากัน เหลือแต่ความรู้สึกที่มีให้กันแบบบริสุทธิ์แบบที่เด็ก ๆ มีให้กัน กับความสัมพันธ์ 3 ทาง คือ ‘แม่-ลูก-ยาย’ ที่ทั้งสองเป็นเพื่อนกัน และยายผู้ล่วงลับที่ยังมีชีวิตอยู่ (ในขณะนั้นมีสถานะเป็นแม่) โดยพูดถึงการกอบโกยช่วงเวลาที่มี เพื่อคิด เพื่อทำ เพื่อรู้สึก ก่อนจะไม่มีโอกาสได้สัมผัสสิ่งเหล่านี้อีก เพื่อให้ช่วงเวลาที่กำลังจะกลายเป็นอดีตนี้ เป็นช่วงเวลาที่มีค่า มีความหมาย และไม่ได้เป็นช่วงเวลาปัจจุบันของทั้งคู่ที่แค่ผ่านมาและผ่านไป

ซึ่งนั่นทำให้ความสงสัยในเงื่อนไขของการมาเจอกันอันผิดธรรมชาตินี้ เป็นสิ่งที่ถูกรองไว้ด้านล่างและจางหายไปโดยปริยาย เพราะหนังค่อนข้างชัดเจนมาก ๆ ครับว่า ต้องการให้ความสำคัญกับเรื่องใดมากที่สุด

Petite Maman เด็กหญิง 2 คน กระท่อมกลางป่า และความลับที่ว่าพวกเธอคือแม่ลูกกัน

แม้หนังจะยาวเพียง 1 ชั่วโมง 12 นาที แบบที่เรียกได้ว่าสั้นกว่าซีรีส์บางเรื่องในสมัยนี้เสียอีก แต่ก็ใช้เวลาได้คุ้มค่าและสื่อเนื้อหาสำคัญอย่างครบถ้วนแบบไม่อืดไม่ยืด หรือจริง ๆ คงต้องพูดว่า Run Time เท่านี้ของหนัง หมายความว่า ผู้กำกับรู้ว่าตัวเองต้องการจะเล่าอะไร เมื่อเนื้อหามีเท่านี้ ใช้เวลาเท่านี้ก็พูดได้ครบแล้ว Petite Maman จึงเป็นหนังที่กินแล้วอิ่มท้องแบบกำลังดี ไม่มากไม่น้อยจนเกินไป ไม่จุกหรือไม่รู้สึกหิวจนต้องหาขนมขบเคี้ยวมาเสริมพื้นที่ว่างของกระเพาะอีก

นอกจากนี้ สิ่งที่น่าประทับใจคือความน่ารักของสองฝาแฝด Identical Twins คือน้อง Joséphine Sanz ที่รับบทเป็น Nelly และ Gabrielle Sanz ที่รับบทเป็น Marion ทั้งสองคนเลือกมาจากการที่ Céline Sciamma ตั้งโจทย์ไว้อย่างหนักแน่นว่า ทั้งสองตัวละครต้องรับบทโดยนักแสดงที่เป็นพี่น้องกันเท่านั้น เพราะสายใยพี่น้องจากนอกจอหรือชีวิตจริง หรือเคมีของผู้ข้องเกี่ยวกันทางสายเลือดของเด็กหญิงทั้งสอง จะแปรเปลี่ยนมาเป็นเคมีแม่ลูกที่น่าเชื่อถือบนหน้าจอได้

ภาพยนต์ เจ้าหญิงน้อย หนังอบอุ่นหัวใจ ความสัมพันธ์ข้ามเวลาของเด็กหญิงวัย 8 ขวบ 2 คน ในกระท่อมกลางป่า

นอกจากนี้แล้ว ความน่าสนใจที่สุดของ Petite Maman คือการที่เรามองหนังได้ 2 แบบครับ

แบบแรกคือมองทุกอย่างอย่างที่มันเป็น คือเด็กหญิง Nelly หลุดเข้าไปในป่า เจอแม่ตัวเอง และเกิดเป็นสายสัมพันธ์แม่-ลูก ที่กลายเป็นเพื่อนกัน โดยมีรายละเอียดที่ผมอยากให้ผู้อ่านไปสัมผัสความอบอุ่นหัวใจกันเอง แต่อีกแบบคือแบบที่ผมมองว่าน่าสนใจไปอีกทาง นั่นคือมองแบบสัญลักษณ์ ว่าทั้งหมดเป็นการเดินทางภายในจิตใจ เป็นการ Revisit Good Old Memories และที่เราเห็นคือภาพจำลองสายสัมพันธ์ของการที่ ‘แม่ลูกเปิดอกคุยกันถึงอดีต สนิทกันมากขึ้น หลังความตายของยาย’ เท่านั้นเอง

หากมองแบบที่ 2 จะกลายเป็นว่า การที่สองแม่ลูกเดินทางไประลึกความหลังในบ้านที่ Marion (แม่) เติบโตมา คือการที่แม่เริ่มเผยรายละเอียดเกี่ยวกับวัยเด็กของเธอ จากการนึกถึงช่วงเวลาที่ได้ใช้กับแม่ตัวเอง (ยาย) และเล่าให้ลูกฟัง จนก่อร่างสร้างตัวในหัวของเด็กน้อยอย่างชัดเจนว่า ที่บ้านแม่ตรงนี้เป็นแบบนี้ ยายตอนยังมีชีวิตอยู่เป็นแบบนี้ สมุดการบ้านแม่เป็นแบบนี้ และกลายเป็นว่าคนแม่ไม่เคยจากไปไหนเลยตลอดทั้งเรื่อง เพียงแต่พอเล่าย้อนกลับไป เธอเหมือนได้กลับไปเป็นเด็กตอนวัยเท่า Nelly (คนลูก) อีกครั้ง

ทั้งหมดนี้จะทำให้สำหรับ Marion แล้ว ตัวละครพ่อที่ไปด้วยและพบเจอ Nelly คือการวาดภาพสามีและลูกในอนาคตของ Marion เอง ว่าอยากมีลูกตอนอายุเท่านี้ สามีหน้าตาประมาณนี้ และได้ลูกสาววัยเท่านี้ ในขณะเดียวกัน ฝั่งของ Nelly มีการเปิดอกนำไปสู่การสนิทกันมากขึ้นของสองแม่ลูก จนทั้งคู่สนิทกันเหมือน ‘เพื่อน’

ภาพยนต์ เจ้าหญิงน้อย หนังอบอุ่นหัวใจ ความสัมพันธ์ข้ามเวลาของเด็กหญิงวัย 8 ขวบ 2 คน ในกระท่อมกลางป่า

สิ่งที่ทำให้คิดเช่นนั้น เพราะในเรื่องจะมีฉากหนึ่งที่ Marion บอก Nelly ว่า “หากต้องการเห็นอะไรในความมืด ปิดไฟ จากนั้นรอสายตาปรับตัวก่อน เราจึงจะเห็นเสือดำที่ปลายเตียง” อาจฟังดูย้อนแย้งที่มืดแล้วเห็น แต่เพราะความมืดช่วงแรกมีแต่ความมืดที่มืดสนิท แต่พอสายตาปรับตัว แม้ยังมืดอยู่ เราก็จะสามารถ ‘จินตนาการ’ และคิดเป็นตุเป็นตะได้มากขึ้น การสูญเสียยายเองก็คงไม่ต่างอะไรกับการเผชิญกับความมืด และสายตาที่ค่อย ๆ ปรับตัวได้

ภาพยนต์ เจ้าหญิงน้อย หนังอบอุ่นหัวใจ ความสัมพันธ์ข้ามเวลาของเด็กหญิงวัย 8 ขวบ 2 คน ในกระท่อมกลางป่า

เมื่อมองแบบนี้แล้ว อาจตอบคำถามได้ว่า ทำไมแทนที่จะเป็น ‘ไซไฟ’ หนังกลับถูกระบุว่าเป็น ‘แฟนตาซี’ ที่บ่อยครั้งมักจะเป็นคำนิยามหนังที่เกี่ยวกับจินตนาการ สิ่งที่เกิดขึ้นในเรื่องตีความเป็นการเดินทางภายในหัวของเด็กคนหนึ่ง โดยสะท้อนถึงความคิด ความตั้งใจ ความกลัว และความปรารถนาเบื้องลึก อย่างหนังเรื่อง Bridge to Terabithia (2007) หรือ Where the Wild Things Are (2009)

การมองว่าเป็นหนังแฟนตาซี จินตนาการยังชวนคิดเชิงสัญลักษณ์ในรูปแบบนี้ได้เช่นกันครับว่า บ้านหลังนั้นคือบ้านจริง ๆ ที่ไปขนของ แต่เรื่องที่เกิดขึ้นในป่ากับบ้านในช่วงเวลาอดีต คือสัญลักษณ์ของความจริงและความทรงจำตามลำดับ โดยมีสถานที่ตรงกลางคือกระท่อมกลางป่าที่เด็กหญิงทั้งสองช่วยกันสร้างขึ้นให้เป็นเรื่องราว ที่เป็นช่วงเวลาที่ทั้งคู่ได้ทำความรู้จักจนสนิทสนมกันมากขึ้น หรือมองว่ากระท่อมคือบ้านขนาดเล็ก ที่แสดงถึงความบริสุทธิ์ของเด็กก็ได้เหมือนกัน

เมื่อมีผู้จากไป การเคลียร์ข้าวของคือสิ่งที่ต้องเกิดขึ้น สิ่งที่สำคัญที่สุดไม่ใช่เรื่องที่ว่า เราต้องใช้แรงและเวลาขนาดไหนในการทำสิ่งนี้ แต่มันคือเรื่องที่ว่าในระหว่างทาง ข้าวของพวกนั้นมีความหมายแค่ไหนและทำให้เราระลึกถึงอดีตได้มากน้อยเพียงใด การกลับไปหาสิ่งเหล่านี้อีกครั้งและการจัดบ้าน กระตุ้นให้เรานึกถึงและพูดถึงว่า กาลเวลากับตัวเราที่ไหลผ่านรอบ ๆ มันไม่ต่างอะไรกับการย้อนอดีตด้วยจิตใจ ที่ภาษาอังกฤษใช้คำว่า ‘Mental Time Travel’

สุดท้ายแล้วไม่ว่าจะมองหนังเป็นแบบไหน ผมมองว่าหนังเรื่องนี้ให้คุณค่าแบบ Double Cheese Burger ครับ คือกัดไป 1 คำ ได้กินเนื้อและชีสทั้งสองชั้นพร้อมกัน (น่าจะมีคนคิดว่าผมเป็นสายหิวแน่ ๆ เพราะเปรียบเทียบด้วยการกินตั้ง 2 ครั้ง แต่แบบนี้จะเห็นภาพที่สุด) โดยเบอร์เกอร์มีชื่อเมนูว่า ‘Petite Maman’ ที่รังสรรค์โดย Céline Sciamma เชฟเมืองน้ำหอม และมีความอร่อยที่ Juicy กำลังดีด้วยเนื้อ ผักและซอสที่มีชื่อว่า ‘บท ไดอะล็อก และการกำกับ’ และเมื่อนำชื่อเมนูมาแปลและแยกเป็น 2 คำ จะได้เป็น Little หรือ เจ้าหนู Nelly กับ Mama หรือเจ้าหนู Marionดูจบแล้ว เป็น 1 ชั่วโมงกว่าที่ทำให้อมยิ้มและอิ่มเอมมาก ๆ ครับ สำหรับผมแล้ว Petite Maman ไม่ใช่หนังดราม่าเลย แต่คือหนัง Coming of Age ของคำว่าแม่-ลูก ที่ต้องเติบโตขึ้นทั้งในอดีตและปัจจุบัน เพื่อจะมูฟออนและใช้ชีวิตต่อไปในอนาคต

Writer

โจนี่ วิวัฒนานนท์

แอดมินเพจ Watchman ลูกครึ่งกรุงเทพฯ-นนทบุเรี่ยน และมนุษย์ผู้มีคำว่าหนังและซีรีส์สลักอยู่บนดีเอ็นเอ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load