THINKK Studio คือสตูดิโอด้านงานออกแบบภายใน เฟอร์นิเจอร์ และผลิตภัณฑ์ ย่านพัฒนาการ ที่พัฒนาผลงานให้ไปไกลและน่าประทับใจถึงเวทีงานออกแบบต่างแดนอย่างมิลานและปารีส

มีเก้าอี้ โต๊ะ แจกัน โคมไฟ ของเดิมๆ ที่เราคุ้นเคย แต่พวกเขามีวิธีทำให้แตกต่าง และของใหม่ๆ ที่น่าตื่นตาในลูกเล่นและกระบวนการคิด

เริ่มตั้งแต่เมื่อ 12 ปีก่อน ในวันที่งานดีไซน์แฟร์แบบยุคสมัยนี้เพิ่งเริ่มเป็นเทรนด์ในไทย

ก่อตั้งโดยสองนักออกแบบมากฝีมืออย่าง เดย์-เดชา อรรจนานันท์ และ พลอย-พลอยพรรณ ธีรชัย จากความคิดที่ว่า ไม่ได้ตั้งใจทำของที่จะขายดีแน่นอน

THINKK Studio สตูดิโอออกแบบที่สนุกกับการคิดเปลี่ยนของเดิมๆเป็นของที่ตอบโจทย์คนและสิ่งแวดล้อม

“เราตั้งใจจะทำของที่ดีกับตลาด คนใช้งาน และอุตสาหกรรม ไม่ได้ทำตามเทรนด์ เพราะฉะนั้น ของที่ปล่อยออกมาใหม่ก็ยากที่จะขายได้ในช่วงแรก แต่เราเชื่อแบบนั้นและก็ยังทำแบบนั้นอยู่” เดย์และพลอยนั่งลงข้างกันในห้องประชุมที่รายล้อมไปด้วยผลงานออกแบบและหนังสือ เพื่อเล่าถึงความคิดในวันริเริ่มธุรกิจ

ทั้งสองเชื่อว่างานออกแบบที่ดีไม่ใช่แค่เพียงสวยงาม แต่ต้องแก้ไขปัญหาบางอย่าง และควรคิดให้ลึก ให้ครบทุกมิติ เพื่อสร้างงานออกแบบที่ทวีคุณค่า

ทั้งการใช้งาน กระบวนการผลิต การตลาด ผลดีต่อชุมชน และเรื่องสิ่งแวดล้อม ที่ถือเป็นหนึ่งในปัญหาเร่งด่วนเรื่องหนึ่งของทศวรรษ ที่นักออกแบบอย่างพวกเขาเข้ามามีบทบาทได้

เช่น ออกแบบชิ้นงานที่เนรมิตขึ้นจากวัสดุเหลือทางการเกษตรและอุตสาหกรรม ภายใต้โครงการ Design from Waste of Agriculture (DEWA)

THINKK Studio สตูดิโอออกแบบที่สนุกกับการคิดเปลี่ยนของเดิมๆเป็นของที่ตอบโจทย์คนและสิ่งแวดล้อม

 ล่าสุด พวกเขาเพิ่งขึ้นเวทีเป็นวิทยากรในงาน GC Circular Living Symposium 2020: Tomorrow Together เพื่อเล่าแนวคิดของกระถางสุดเก๋และถุงพลาสติกรักษ์โลก ภายใต้โครงการ Upcyling Upstyling by GC ของบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล ที่กำลังตั้งใจขับเคลื่อนเรื่องเศรษฐกิจหมุนเวียนจากแนวคิดให้เกิดเป็นการทำจริง

THINKK Studio มีวิธีคิดงานออกแบบสร้างสรรค์อย่างไรให้สนุกและตอบโจทย์ตลอดทั้ง 12 ปีที่ผ่านมาในฐานะธุรกิจ ที่ไม่คิดถึงเพียงแค่ตัวเอง แต่รวมถึงคนรอบข้าง และจะเติบโตต่อไปในทิศทางใด ในวันที่งานดีไซน์เริ่มได้รับความสำคัญมากขึ้นในประเทศไทย

ขอชวนคุณมา THINKK ไปด้วยกัน

01 

คิดฝัน

เดย์และพลอยพบกันครั้งแรกขณะเรียนด้านการออกแบบภายใน คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าคุณทหารลาดกระบัง สิ่งที่เรียนและสภาพแวดล้อมของวงการออกแบบไทย ณ ขณะนั้น ต่างเชื้อเชิญให้ทั้งสองมีความสนใจในด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์

สำหรับเดย์ ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งของและพื้นที่เป็นเรื่องที่น่าศึกษาค้นคว้าต่อ

“ปกติในการทำงานออกแบบภายใน เราต้องเลือกเฟอร์นิเจอร์มาตกแต่งพื้นที่อยู่แล้ว เวลาเอาเข้าไปวางในตำแหน่งต่างๆ มันจะกำหนดฟังก์ชันการใช้งานของพื้นที่ได้เลย เช่น ตรงนี้เป็นห้องประชุม ตรงนี้เป็นห้องเรียน และยังบ่งบอกประวัติศาสตร์และรสนิยมของผู้ใช้งานได้อีกด้วย” เดย์อธิบายความน่าสนใจของการผสมทั้งสองศาสตร์เข้าด้วยกัน

THINKK Studio สตูดิโอออกแบบที่สนุกกับการคิดเปลี่ยนของเดิมๆเป็นของที่ตอบโจทย์คนและสิ่งแวดล้อม

ส่วนพลอย เธอเริ่มคิดกับเพื่อนว่า ในอนาคตอยากออกแบบและขายเฟอร์นิเจอร์แบรนด์ไทยที่เป็นเอกลักษณ์

“ช่วงนั้นงานแฟร์กำลังเริ่มเฟื่องฟู เราเห็นว่าสินค้าที่ขายมีแบบนำเข้ามาขายในราคาค่อนข้างสูง แต่ต่างชาติก็ยินดีซื้อ เพราะถือว่าเป็นงานที่ผ่านการออกแบบจากมืออาชีพระดับโลก และสินค้าดีไซน์ถือเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน แต่ร้านที่ออกแบบ ผลิต และขายเองของไทยตอนนั้นยังมีน้อยมาก” พลอยเสริม 

ในแถบยุโรป ผู้คนจำนวนมากใส่ใจกับชีวิตความเป็นอยู่ภายในบ้าน และมองว่าเฟอร์นิเจอร์คือสิ่งที่สื่อสารตัวตน หรือกระทั่งจุดเด่นของประเทศ ทำให้ผลงานน่าสะสมและได้รับคุณค่าตามมาด้วย พลอยคิดว่าไทยก็ควรมีวัฒนธรรมและงานเช่นนั้นมากขึ้น

ทั้งสองเก็บสิ่งที่สนใจอยากเรียนรู้และความฝันไว้ ทำงานในแวดวงเพื่อเก็บประสบการณ์ จากนั้นลาออกมาเริ่มรับงานของตัวเองในชื่อ THINKK Studio อย่างไม่เป็นทางการเมื่อ 12 ปีที่แล้ว ก่อนพกชื่อนี้ติดตัว แยกย้ายกันไปเรียนต่อ เดย์เลือกเรียนด้าน Design for Luxury & Craftsmanship ที่ École cantonale d’art de Lausanne (ECAL) ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และพลอยเรียนด้าน Spatial Design ที่มหาวิทยาลัย Konstfack ประเทศสวีเดน

02 

คิดจากไทย ส่งไปไกลระดับอินเตอร์

ไม่นาน ชื่อของ THINKK Studio ก็เริ่มโดดเด่นเป็นที่รู้จักในวงการออกแบบต่างประเทศ ด้วยผลงานอันสร้างสรรค์ตั้งแต่เมื่อ 10 ปีที่แล้ว

Weight Vases คือแจกันทรงกรีกที่มีแท่นโปร่งประคองดอกไม้ เป็นโปรเจกต์จบการศึกษาของเดย์ ที่ไปเตะตาบริษัทเฟอร์นิเจอร์สัญชาติฝรั่งเศสจนเกิดการซื้อไปผลิต และสื่อต่างพากันพูดถึง

ส่วนพลอยก็ไม่น้อยหน้า ชุดโคมไฟตั้งโต๊ะรูปทรงคล้ายของเล่น CONST ถูกคัดสรรไปจัดแสดงในแกลเลอรี่ชื่อดังของ Rossana Orlandi ที่มิลาน และได้รับคำชื่นชมจากเจ้าของที่สายตาเฉียบคม

THINKK Studio สตูดิโอออกแบบที่สนุกกับการคิดเปลี่ยนของเดิมๆเป็นของที่ตอบโจทย์คนและสิ่งแวดล้อม

ผลงานเหล่านี้ถือเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ในการทำงานให้แก่ตัวเอง และเป็นเครื่องพิสูจน์ฝีมือในระดับสากล

แต่แล้ว พวกเขาก็ตัดสินใจกลับไทย

“ถามว่ามีเสียดายไหม ก็มีเสียดายนะ แต่วงการเฟอร์นิเจอร์สำหรับนักศึกษาที่เพิ่งจบใหม่ในต่างประเทศไม่ใช่เรื่องง่ายเลย และมีคนในประเทศที่โดดเด่นอยู่แล้ว แต่ในอีกมุมหนึ่ง บ้านเราก็มีข้อดีและโอกาสหลายอย่างเหมือนกัน” พลอยเล่าย้อนกลับไปในวันที่ตัดสินใจ

“ที่ไทยเราทำต้นแบบและทดลองไอเดียได้ง่ายกว่า อยู่ต่างประเทศเราไม่สามารถเดินไปเจอคุณลุงบนถนนที่ช่วยเชื่อมงานให้เราได้ทันที เวลาจะสั่งผลิตทีถือเป็นเรื่องที่ต้องลงทุนและวางแผนมาก” เดย์เสริม พวกเขาเลือกใช้ข้อดีตรงจุดนี้ให้เป็นประโยชน์ สานต่องานที่เคยมี และคอยผลักดันผลงานให้ไปจัดแสดงทั้งในและต่างประเทศเรื่อยๆ แทน

ผลงานของ THINKK Studio ได้รับการพูดถึงในซีกโลกตะวันตกอยู่เรื่อยๆ หนึ่งในนั้นคือผลงานเก้าอี้ไม้สัก Batten ที่ชนะการประกวดของ Tectona แบรนด์เฟอร์นิเจอร์สัญชาติฝรั่งเศสในวาระครบรอบ 40 ปี ด้วยการออกแบบที่ตรงกับดีเอ็นเอของบริษัท และโต๊ะกระจกลอนโค้ง Fluted Glass Table ที่ได้รับ Best of Year Award จากนิตยสาร Interior Design 

03

คิดละเอียด ตั้งแต่ขั้นตอนแรก

“เราถามลูกค้าเยอะเลย” เดย์เริ่มเผยกระบวนการและความคิดที่ซ่อนอยู่ภายในงานออกแบบแต่ละชิ้นที่เฉิดฉาย “เราต้องรู้ว่าพื้นฐานองค์กรเขาทำงานด้านไหน ใช้วัสดุอะไร ทักษะเป็นอย่างไร ลูกค้าเดิมเป็นใครบ้าง อยากให้เราไปช่วยตรงส่วนไหน มีบรีฟมาแล้วหรือเปล่า หรือสร้างใหม่หมดเลย” 

เพราะคำถามที่ดี จะนำมาสู่คำตอบที่ดี

“เราคิด วิเคราะห์ และสร้างโจทย์ที่น่าสนใจตั้งแต่กระบวนการแรก เพราะมันจะสร้างผลลัพธ์ใหม่ได้ แล้วลงไปศึกษาหาข้อมูล ทดลองกับทุกวัสดุและการผลิต ดูว่าจะก้าวพ้นขีดจำกัดเดิมๆ ไปให้สุดทางได้หรือเปล่า” พลอยเสริม โจทย์ของพวกเขาจึงมีทั้งจากชาวบ้านและแบรนด์หรูหรา

ด้วยเหตุนี้ เราไม่อาจกล่าวได้ว่าสไตล์ของ THINKK Studio เป็นแบบใดได้อย่างเฉพาะเจาะจง เพราะพวกเขาเปลี่ยนวิธีคิด และสร้างสรรค์โจทย์ในมุมใหม่ๆ ให้น่าสนุกอยู่เสมอ ไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว

เช่น เก้าอี้ Stamping ที่พลอยยกให้เป็นหนึ่งในผลงานตัวโปรดในช่วงนี้ ซึ่งนำไปจัดแสดงในนิทรรศการ Why Do We Need Another Chair ใน Bangkok Design Week 2020 

THINKK Studio สตูดิโอออกแบบที่สนุกกับการคิดเปลี่ยนของเดิมๆเป็นของที่ตอบโจทย์คนและสิ่งแวดล้อม

โจทย์ตั้งต้นคือ ธุรกิจปั๊มชิ้นส่วนโลหะขนาดเล็กกำลังประสบปัญหาการแข่งขันจากต่างประเทศที่มีค่าแรงถูกกว่า ทำให้ต้องปิดตัวไปหลายแห่ง

พลอยและเดย์จึงเข้าไปสำรวจและเรียนรู้อย่างละเอียดว่า เครื่องจักรอายุราว 50 ปีในโรงงานทำอะไรได้บ้าง พนักงานมีศักยภาพด้านใด วัสดุเป็นแบบไหน ก่อนออกแบบให้กลายเป็นเก้าอี้โลหะปั๊มสไตล์ยุค 80 ซึ่งได้รับผลตอบรับอย่างดีจากนักออกแบบและสื่อ ส่วนตัวโรงงานเองก็มีอีกหนึ่งหนทางที่มากกว่าแค่การรับผลิตแบบเดิมๆ ให้ไปต่อ

04 

 คิดถึงชุมชน

THINKK Studio ยังใช้วิธีการคิดแบบมองให้ครบทุกมุม ทำแบรนด์เฟอร์นิเจอร์และของประดับของตัวเองในนาม THINGG เพื่อช่วยแก้ปัญหาเรื่องการขายสินค้าของชุมชน

“เราเคยไปช่วยออกแบบ เพิ่มมูลค่าให้สินค้าของผู้ประกอบการชุมชนต่างๆ แต่ปรากฏว่าเขาไม่ได้เจอตลาดที่รองรับงานออกแบบในระดับสากล ทำให้ของขายไม่ค่อยได้ ทั้งที่มีคนที่ต้องการอยู่ แค่วางอยู่ผิดที่ แล้วของก็ไม่ได้ไปต่อ”

พวกเขาเคยออกแบบโคมไฟ SARN ร่วมกับกระทรวงพาณิชย์และศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพ โดยนำใบลานจากชุมชนมาสานให้เป็นงานหัตถกรรมที่สวยงาม นำไปขายในตลาดชุมชน แต่ไม่ได้ผลตอบรับตามคาดหวัง อาจเพราะกลุ่มคนที่มาเดินซื้อไม่ได้เป็นกลุ่มเป้าหมายที่ชื่นชอบงานออกแบบ

THINKK Studio สตูดิโอออกแบบที่สนุกกับการคิดเปลี่ยนของเดิมๆเป็นของที่ตอบโจทย์คนและสิ่งแวดล้อม

จน THINKK Studio ลองรับมาช่วยขาย และนำไปจัดแสดงในงาน Maison&Objet ที่ปารีส ประเทศฝรั่งเศส

“นักออกแบบระดับโลกเดินเข้ามาถามว่าอันนี้ทำจากอะไร เขาชอบมาก มีคนสนใจซื้อสินค้าของเรา เขามองว่าการซื้อสินค้าแบบนี้ทำให้เงินกลับไปที่ชุมชน อยากสนับสนุนงาน และมีเอเจนซี่ติดต่อขอเป็นตัวแทนจำหน่ายในยุโรป เราเลยรู้ว่ามันขาดตัวเชื่อมสินค้าท้องถิ่นของไทยให้ไปขายได้ในระดับสากล” พลอยเล่าจุดกำเนิดของแบรนด์ใหม่ และการผันตัวมาเรียนรู้วิชาการตลาดมากขึ้นระหว่างทาง

เมื่อของที่ใช่ไปเจอคนที่ใช่ได้ง่ายขึ้นอีกหนึ่งช่องทาง ชุมชนก็ไม่ต้องสูญเสียโอกาสแบบเดิมอีกต่อไป

05

คิดใส่ใจรอบข้างให้ครบวงจร

วัสดุทางเลือกและการรักษาสิ่งแวดล้อม คือสิ่งที่อยู่ในใจ THINKK Studio มากขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงปีที่ผ่านมา

นักออกแบบเป็นวิชาชีพที่ผลิตผลงานใหม่อยู่เรื่อยๆ ซึ่งตามมาพร้อมกับการใช้ทรัพยากร หากไม่คิดให้ครบถ้วนก็มีโอกาสสร้างมลภาวะเพิ่มให้แก่โลกใบนี้ และสร้างผลกระทบต่อคนรุ่นหลัง

“ตอนนี้เราอยู่ในช่วงที่เริ่มทำงานตอบโจทย์สิ่งที่เราให้คุณค่าได้มากขึ้น ปีที่ผ่านมามีน้องๆ กลุ่มใหม่เข้ามาดูงานดีไซน์แฟร์เยอะมากขึ้น เลยอยากทำอะไรที่สร้างบันดาลใจให้กลุ่มคนเหล่านี้ได้คิด สนใจ และเห็นแง่มุมการออกแบบที่มีประโยชน์ต่อสังคมด้วย” เดย์เล่าภารกิจใหม่ในใจเขา ในวันที่ THINKK Studio ถือเป็นอีกหนึ่งกระบอกเสียงในวงการออกแบบไทย

THINKK Studio สตูดิโอออกแบบที่สนุกกับการคิดเปลี่ยนของเดิมๆเป็นของที่ตอบโจทย์คนและสิ่งแวดล้อม

หนึ่งในงานที่แสดงความใส่ใจเรื่องนี้ได้อย่างชัดเจนและสร้างสรรค์คือ โปรเจกต์เชิงทดลอง City Materials ที่ชวนอาสาสมัครมาค้นคว้าวิจัยวัสดุเศษเหลือที่ถือเป็นตัวแทนของคนเมืองกรุง จนเหลือเป็น 6 อย่าง จากนั้นนำมารังสรรค์แบบเป็นงานชิ้นใหม่ที่สามารถกลับเข้าไปจัดตั้งอยู่ในบริบทเดิม เช่น เปลี่ยนก้านธูปให้กลายเป็นของสักการะรูปสัตว์น่ารักๆ สำหรับใช้ในวัด เปลี่ยนกากกาแฟเป็นโคมไฟประดับร้านกาแฟ

นอกจากเปิดมุมมองเรื่องงานออกแบบกับสิ่งแวดล้อมให้คนเมืองแล้ว งานเหล่านี้ยังช่วยจุดประกายให้เกิดบทสนทนากับบรรดานักวิจัยอีกด้วย

“นักวิจัยมีองค์ความรู้ที่ลึกมาก ตอบได้หมดเลยว่าวัสดุจะอยู่ได้กี่ปี เอากลับมาใช้ได้ไหม เป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อมหรือเปล่า แต่ปัญหาที่เขาเจอคือ ไม่เห็นปลายทางว่าจะนำไปทำอะไรต่อ ถึงมีการเรียกว่างานวิจัยขึ้นหิ้ง

THINKK Studio สตูดิโอออกแบบที่สนุกกับการคิดเปลี่ยนของเดิมๆเป็นของที่ตอบโจทย์คนและสิ่งแวดล้อม

“ส่วนเราพอมีความรู้เรื่องคุณสมบัติวัสดุเบื้องต้นและรู้จักว่าผู้บริโภคต้องการอะไร เราทำสิ่งเหล่านี้เป็นของต้นแบบออกมาได้ก่อน เพื่อกระตุ้นให้เกิดการวิจัยที่มีความต้องการจริงๆ นักวิจัยจะได้ไม่ต้องวิจัยในสิ่งที่เขาเองก็ไม่รู้ว่าปลายทางคืออะไร” ทั้งสองวาดภาพให้เราเห็นกระบวนการทำงานร่วมกันอย่างครบวงจรที่พวกเขากำลังพยายามขับเคลื่อนอยู่ เพื่อให้เกิดการใช้วัสดุที่นักออกแบบไม่จำเป็นต้องรู้สึกผิดอีก

ถ้าทั้งฝ่ายออกแบบ วิจัย และผลิต ได้ทำงานร่วมกันตั้งแต่เนิ่นๆ และได้รับการสนับสนุนที่เพียงพอจากทางภาครัฐ คงมีงานออกแบบใหม่ๆ ที่ลูกเล่นแพรวพราวและมีคุณค่าให้เราติดตามขึ้นอีกเยอะ

06

คิดเชื่อมโยงสิ่งแวดล้อมและธุรกิจ

การออกแบบโดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมเป็นหลัก นอกจากเป็นสิ่งที่ควรทำแล้ว ยังช่วยเปิดโอกาสให้ธุรกิจได้มาทำงานร่วมกันและสร้างสรรค์ความเป็นไปได้ใหม่ 

“เรามองเห็นความต้องการผลิตภัณฑ์ที่ยั่งยืนเยอะมากๆ ทุกคนมองหาอะไรที่จะอยู่ได้ในระยะยาว เช่น โรงแรมห้าดาว ห้างร้านต่างๆ เขาอยากรู้ว่าเฟอร์นิเจอร์นี้จะอยู่ได้กี่ปี วางเอาต์ดอร์ได้ไหม แต่ในท้องตลาดยังไม่ได้มีตอบโจทย์อย่างจริงจัง หรือไม่ก็เป็นในเชิงทดลอง สั่งทำชิ้นเดียวมากกว่า แต่เราอยากทำให้มันเป็นอุตสาหกรรมจริงๆ เพื่อที่จะได้เกิดวงจรการผลิตงานเพื่อความยั่งยืนที่สมบูรณ์” พลอยเล่า

THINKK Studio สตูดิโอออกแบบที่สนุกกับการคิดเปลี่ยนของเดิมๆเป็นของที่ตอบโจทย์คนและสิ่งแวดล้อม

ในปีนี้เพื่อขยับเข้าใกล้ความตั้งใจนั้นไปอีกขั้น THINKK Studio จึงร่วมมือกับสองผู้ประกอบคู่ค้าของบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล หรือ GC ในโครงการ Upcyling Upstyling by GC 

คู่แรก พวกเขาร่วมมือกับแสงรุ่งกรุ๊ป ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์พลาสติก เช่น ถังหมัก ถังขยะ และแกลลอนพลาสติก โดยนำเศษจากการผลิตสิ่งนี้เหล่านี้ นำมาออกแบบให้กลายเป็นกระถางต้นไม้ ที่ปรับแต่งขนาดของกระถางได้หลากหลายรูปแบบ 

“เราเดินเข้าไปดูในโรงงานแล้วเห็นว่ามีขั้นตอนหนึ่งที่เขาใช้คัตเตอร์กรีดส่วนเกินของภาชนะทีละใบออกอย่างประณีต ก็เลยสร้างเป่าหนึ่งแม่พิมพ์ให้มีหลายรูปแบบในอันเดียว แล้วใช้การตัดที่โรงงานถนัดเพื่อทำให้เกิดเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีขนาดและฟังก์ชันต่างๆ เช่น กระถางแขวน แจกัน ที่ใส่อุปกรณ์” เดย์อธิบาย ขั้นตอนนี้ยังช่วยลดต้นทุนในการผลิตได้ไปมากอีกด้วย

คู่สอง พวกเขาจับมือกับลาวัณย์วิสุทธิ์ พลาสติกไทย ผู้ผลิตถุงพลาสติก ภายใต้โจทย์ที่ให้นำกระบวนการและเครื่องมือที่มีอยู่ในโรงงานปัจจุบัน คิดค้นผลิตภัณฑ์ใหม่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เกิดเป็นถุงพลาสติกรีไซเคิลหลากสีสันสะท้อนแสง ตามสีเศษพลาสติกต่างๆ และสกรีนข้อความเด่นๆ ว่า ‘REUSE ME, I WANNA BE WRINKLED’ เพื่อชูเสน่ห์ทางแฟชั่นของรอยย่นยับที่เกิดขึ้นบนถุง

THINKK Studio สตูดิโอออกแบบที่สนุกกับการคิดเปลี่ยนของเดิมๆเป็นของที่ตอบโจทย์คนและสิ่งแวดล้อม

จุดเด่นของถุงพลาสติกนี้คือความหนาและเหนียวเป็นพิเศษ ใช้งานซ้ำได้หลายครั้ง ไม่เกิดการปลิวหรือฉีกขาดแบบถุงพลาสติกเดิมๆ 

หลังมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์นี้ ลาวัณย์วิสุทธิ์ก็ได้รับการติดต่อจากแบรนด์ต่างๆ เข้ามาที่โรงงานเพื่อพัฒนาถุงรูปแบบใหม่ๆ ร่วมกัน

“ต่อไปการคิดถึงสิ่งแวดล้อมจะอยู่ในชีวิตประจำวันของคน ธุรกิจต้องคิดถึงเรื่องนี้ด้วย” เดย์สรุป

07

คิดเพื่อคนที่อยู่ด้วยกัน

THINKK Studio เป็นบริษัทขนาดกะทัดรัดประมาณ 9 คนที่รวมพลนักออกแบบฝีมือดี และเปิดโอกาสต้อนรับคนรุ่นใหม่ให้ได้เก็บประสบการณ์ผ่านการฝึกงานหรือทำนิทรรศการต่างๆ เพื่อให้เกิดการทดลองและเรียนรู้ร่วมกัน
“สิ่งที่คนรุ่นใหม่ต้องการคือ ประสบการณ์และโอกาสในการสร้างผลงาน เรามองว่าสมัยก่อนหายาก เลยอยากให้คนรุ่นใหม่ตอนนี้ได้ทำ” พลอยเล่า “เด็กรุ่นใหม่ที่มาทำงานด้วยก็สอนอะไรเราเยอะมาก เขาทันสมัยกว่า ทำให้เราเห็นว่าปัจจุบันไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้ว ถ้าเราไม่พัฒนาก็จะตกยุค และต่อไปไม่มีใครเก่งแค่คนเดียวได้แล้ว”

ในอนาคตเธอยังมีความฝันที่จะเปิดเป็นโรงเรียน เพื่อให้คนรุ่นใหม่ได้มาเรียนรู้การออกแบบอย่างลึกซึ้ง

THINKK Studio สตูดิโอออกแบบที่สนุกกับการคิดเปลี่ยนของเดิมๆเป็นของที่ตอบโจทย์คนและสิ่งแวดล้อม

การก้าวขาเข้าสู่วงการผู้ประกอบการ ยังทำให้ทั้งสองได้เรียนรู้การคิดระยะยาวไปในอนาคต เพื่อคนที่ทำงานด้วยกันในวันนี้มากขึ้นด้วย

“แต่ก่อนเราไม่ได้วางแผนธุรกิจขนาดนั้น พยายามออกแบบและทำงานปัจจุบันให้ดีที่สุด แต่พอเราโตขึ้น มีหลายเรื่องที่เราต้องฝึกฝน ทั้งเรื่องการบริหารเงิน รวมถึงเรื่องดูแลคนด้วย ว่าเราจะทำให้คนรู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งกับเราได้อย่างไร มีความสุขและเติบโตไปด้วยกัน

“เลยเริ่มวางแผนจริงจังว่าจะเติบโตไปในทิศทางไหน เพราะสุดท้ายแล้ว เราอยากทำธุรกิจที่สร้างรายได้ คนเห็นค่า และได้ให้กลับไปยังคนที่ทำงานร่วมกับเรา” พลอยยิ้ม

08

คิดถึงอนาคตของเรา

ปัจจุบัน THINKK Studio รับงานออกแบบหลากหลายสไตล์ ให้กับทั้งเอกชนและองค์กรภาครัฐ ให้คำปรึกษาแก่ผู้ประกอบการที่ต้องการประสบการณ์และสายตาอันเฉียบแหลมด้านการออกแบบในธุรกิจของตัวเอง และขายสินค้าในแบรนด์ THINGG 

ความช่ำชองหลากหลายด้านเหล่านี้ทำให้พวกเขาเริ่มได้รับโจทย์สนุกๆ และเป็นงานที่ตรงกับตัวตนของธุรกิจมากขึ้น แถมยังทำให้รอดพ้นจากช่วงเวลายากๆ อย่าง COVID-19 ได้ด้วย เพราะถึงบางจุดจะได้รับผลกระทบ ก็ยังมีโอกาสอื่นๆ รองรับอยู่

THINKK Studio สตูดิโอออกแบบที่สนุกกับการคิดเปลี่ยนของเดิมๆเป็นของที่ตอบโจทย์คนและสิ่งแวดล้อม

ส่วนความฝันก้าวต่อไป เป็นสิ่งที่อยู่ในใจลึกๆ ของพวกเขามาตั้งแต่สมัยเรียน

“เราอยากให้ที่แห่งนี้เป็นที่ที่คนต่างชาติมาไทยแล้วอยากรู้ต่อว่างานดีไซน์ของไทยเป็นอย่างไร อยากแวะมาดูที่สตูดิโอ หรือนึกถึงเราเมื่อมีโจทย์ที่ต้องใช้ดีไซน์ที่ตอบโจทย์ความยั่งยืน เวลาไปต่างประเทศ ก็อยากให้วันหนึ่งไปเจอเฟอร์นิเจอร์ไทยที่ชัดเจนและโดดเด่น คนอื่นมองแล้วรู้ว่ามาจากการออกแบบประเทศเรา ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นของเรานะ มันคงไปคนเดียวไม่ได้ แต่ต้องมาตรฐานดีเป็นภาพรวมทั้งหมดเลย เราอยากเห็นภาพแบบนั้น”

Lesson Learned 

เดย์ : “ถ้าเป็นนักออกแบบ สิ่งสำคัญที่สุดคือตัวผลิตภัณฑ์ ตัวผลงาน อยากให้โฟกัสกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าให้มากที่สุด เรื่องอื่นๆ เป็นแค่องค์ประกอบเสริมที่จะทำให้งานไปไกลมากขึ้น”

พลอย : “ถ้าเราใส่ความคิด ความตั้งใจที่ดีลงไปในผลิตภัณฑ์ เราเชื่อว่าคนจะรับรู้ได้เมื่อเห็นผลงาน ถ้าเราทำให้ผลิตภัณฑ์นั้นบอกเล่าเรื่องราวบางอย่าง มันจะมีคุณค่ามากขึ้น มากกว่าของที่ทำเพื่อให้ขายดีหรือตามเทรนด์เฉยๆ” 

THINKK Studio สตูดิโอออกแบบที่สนุกกับการคิดเปลี่ยนของเดิมๆเป็นของที่ตอบโจทย์คนและสิ่งแวดล้อม

GC Circular Living Symposium 2020: Tomorrow Together งานประชุมด้านเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) จัดโดยบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC ร่วมกับพันธมิตรระดับโลก National Geographic และเครือข่ายพันธมิตรที่รวบรวมกว่า 40 ผู้นำความคิด นวัตกร และนักธุรกิจจากทั่วโลก มาร่วมแบ่งปันความคิดและประสบการณ์เกี่ยวกับแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน เพื่อขับเคลื่อนโลกสู่ความยั่งยืน ด้วยนวัตกรรม การสร้าง Business Model เพื่อก่อให้เกิดระบบนิเวศทางธุรกิจ (Ecosystem)

งานนี้มุ่งหวังการแลกเปลี่ยนมุมมองและส่งเสริมการเรียนรู้เรื่องราวที่น่าสนใจและเป็นประโยชน์ในรูปแบบ Circular in Action รวมพลังปฏิวัติการใช้ทรัพยากรโลก เพื่อสร้างสมดุลเพื่อความยั่งยืน โดยถอดบทเรียนด้วยหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน วิถีการพึ่งพาตนเอง…ใช้สิ่งที่มีให้คุ้มค่า เปลี่ยนแนวความคิดสู่การปฏิบัติที่พร้อมขยายผล ถ่ายทอดจากประสบการณ์ตรงที่เข้าใจง่ายและเกิดผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม เป็นประโยชน์ทั้งในชีวิตประจำวัน SMEs องค์กรและหน่วยงานต่างๆ ตลอดจนสังคม เพื่อเป็นแรงกระเพื่อมให้การนำแนวคิด Circular Economy ขยายผลออกไปให้มากที่สุด เพื่อจะสร้าง ‘วันพรุ่งนี้ที่ดีกว่า’ ร่วมกัน (Tomorrow Together)

เข้าชมทุก Speaker ทุก Session ย้อนหลังได้ที่นี่

Writer

ปัน หลั่งน้ำสังข์

บัณฑิตวิศวฯ ที่ผันตัวมาทำงานด้านสื่อ เพราะเชื่อว่าเนื้อหาดี ๆ จะช่วยให้คนอยากมีชีวิตอยู่ต่อไป

Photographer

ปวรุตม์ งามเอกอุดมพงศ์

นักศึกษาถ่ายภาพที่กำลังตามหาแนวทางของตัวเอง ผ่านมุมมอง ผ่านการคิด และ ดู

The Entrepreneur

แรงบันดาลใจจากแผนธุรกิจสร้างสรรค์ไม่จำกัดวงการของผู้ประกอบการผู้ตั้งใจ

ธงบอกสภาพอากาศ หน้าผาจำลองขนาดจิ๋ว กล่องรองเท้าติดป้ายชื่อ เครื่องเล่นฝึกประสาทสัมผัส ผักสวนครัวรอบสนาม สติกเกอร์รอยเท้าสัตว์บนทางเดิน ชุดนักเรียนที่ออกแบบให้ส่งเสริมพัฒนาการ ไปจนสมุดพกที่ไม่ได้รายงานว่าวันนี้เรียนอะไร แต่เขียนถึงสุขภาพใจกายของเด็ก

เหล่านี้คือส่วนหนึ่งของโรงเรียนอนุบาลนานาชาติ Hummingbird (Hummingbird International Kindergarten : HBIS) ที่ให้ความสำคัญกับพัฒนาการเด็กเป็นที่สุด โดยใช้หลักสูตรการเรียนการสอนแบบอังกฤษ หรือ Early Years Foundation Stage (EYFS) เน้นเรื่องการเรียนรู้ผ่านการเล่น (Play-based Learning) และพัฒนาผ่านการเล่น สำหรับเด็กอายุตั้งแต่ 18 เดือนจนถึง 5 ขวบ หรือระดับ Pre-school

แต่สิ่งที่ทำให้โรงเรียนนี้แตกต่างคือ การนำแนวคิดและเทคนิควินัยเชิงบวกมาใช้เพื่อฝึก EF หรือ Executive Functions ทักษะสมองส่วนหน้าที่ควบคุมความคิด อารมณ์ และการกระทำ มาปรับใช้เพื่อจัดการพฤติกรรมของเด็กอย่างสร้างสรรค์

Hummingbird โรงเรียนอนุบาลนานาชาติที่สมุดพกไม่ได้บอกเกรด แต่รายงานสุขภาพใจกายของเด็ก

Hummingbird มองว่าโรงเรียนกับผู้ปกครองเหมือนคู่แต่งงานที่ต้องสื่อสาร เอาใจใส่ และร่วมมือกัน ในการสร้างพัฒนาการของเด็กตลอด 24 ชั่วโมง เป็นเหตุผลที่ครูหมั่นคุยกับผู้ปกครองทุกเช้า-เย็น เอกสารหรือโพสต์บนเฟสบุ๊กของโรงเรียนมีทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ และมีการจัดเวิร์กชอปให้ความรู้ โดยต้อนรับผู้ใหญ่ทุกคนในครอบครัวที่มีส่วนช่วยดูแลเด็กๆ

โรงเรียนนี้ทำให้ใครที่มีลูกเล็กอยากส่งลูกไปเรียน ใครที่ยังไม่มีลูกก็น่าจะอยากมี เราขอพาผู้อ่านไปฟังเรื่องราวจากปากผู้ก่อตั้งทั้งสาม ว่าอะไรทำให้คนที่ไม่มีแบกกราวด์ทางด้านการศึกษา ลุกขึ้นมาสร้างโรงเรียนอนุบาลนานาชาติที่มีเป้าหมายใหญ่ คือสร้างเด็กๆ ให้พร้อมเติบโตไปเป็นพลเมืองของโลก (Global Citizen)

ชื่อโรงเรียนมาจากนก Hummingbird ซึ่งมีขนาดเล็กที่สุดในโลก แต่กลับปราดเปรียวและสามารถบินถอยหลังได้ เปรียบเสมือนเด็กเล็กที่แม้จะตัวเล็ก ก็มีความสามารถซ่อนอยู่ข้างใน

ถ้าพร้อมแล้วเดินตามรอยเท้าสัตว์ เข้าห้องเรียนกันเลย

Hummingbird โรงเรียนอนุบาลนานาชาติที่สมุดพกไม่ได้บอกเกรด แต่รายงานสุขภาพใจกายของเด็ก
Hummingbird โรงเรียนอนุบาลนานาชาติที่สมุดพกไม่ได้บอกเกรด แต่รายงานสุขภาพใจกายของเด็ก

Lesson 1 : Start from Scratch

โรงเรียนอนุบาลนานาชาติ Hummingbird เกิดจากเพื่อน 3 คน

เก-เกศินี วัฒนะวีระชัย สถาปนิกและภูมิสถาปนิกผู้มีประสบการณ์การทำงานในเมลเบิร์น เคยมีประสบการณ์ทางด้านการออกแบบ Educational Institution โดยเฉพาะ Early Learning Centre และ Primary School เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้และพัฒนาการเด็ก ซึ่งยังไม่มีให้เห็นในเมืองไทยมาก 

โบ-อารยา ทองใบ ทายาทธุรกิจโรงแรมผู้รักการบริการและเชื่อเรื่องการพัฒนาคน เธอเจอเหตุการณ์หนึ่งสมัยเรียนต่างประเทศ อาจารย์เปิดให้ถามคำถามแล้วไม่มีนักศึกษาเอเชียคนไหนถามเลย จึงกลับมาตั้งคำถามกับการศึกษาบ้านเรามากขึ้น 

ชิน-ทศพล ชัยชนะวิชชกิจ คุณพ่อลูกสามที่ยอมรับว่าตัวเองคือแพตเทิร์นเด็กไทยแท้ๆ เลือกเรียนตามที่ผู้ใหญ่เห็นชอบ จนกระทั่งได้ไปศึกษาต่อต่างประเทศแล้วเกิดคำถามกับระบบการศึกษาของบ้านเรา

Hummingbird โรงเรียนอนุบาลนานาชาติที่สมุดพกไม่ได้บอกเกรด แต่รายงานสุขภาพใจกายของเด็ก

“เราเชื่อว่ามนุษย์พัฒนาได้เสมอ” โบเล่า “อย่างครอบครัวเราทำธุรกิจโรงแรม เป็นเรื่องปกติที่พนักงานอยู่กับเราแล้วเดี๋ยวก็ไป แต่สุดท้ายถ้าเราฝึกเขาได้ดี เขาก็จะไปพัฒนาที่อื่นต่อ เช่นเดียวกันกับเด็ก ถ้าเราสร้างให้เขาดี ประเทศเราก็จะดี อาจดูเป็นเป้าที่ใหญ่มากสำหรับโรงเรียนอนุบาลเล็กๆ แต่มันคือจุดเริ่มต้น”

โรงเรียนไทยแบ่งง่ายๆ เป็น 3 ระบบ คือ ระบบวิชาการไทย โรงเรียนนานาชาติ และโรงเรียนทางเลือก ชินเลือกโรงเรียนอินเตอร์ให้ลูกคนโต เพราะเห็นถึงความสำคัญของหลักสูตรและโอกาสของลูกจากทักษะการใช้ภาษา แต่ก็พบว่าลูกยังขาดทักษะบางอย่างที่จำเป็นต่อการใช้ชีวิตในอนาคต ซึ่งเขาเชื่อว่าประสบการณ์คือสิ่งที่ยิ่งมีเยอะ เราจะยิ่งตัดสินใจทำอะไรได้ง่ายขึ้น จนได้มาเจอกับทักษะ EF และวินัยเชิงบวก จุดเริ่มต้นของ Hummingbird ที่ได้เปลี่ยนความคิดพวกเขาเกี่ยวกับพัฒนาการเด็กไปตลอดกาล 

Hummingbird โรงเรียนอนุบาลนานาชาติที่สมุดพกไม่ได้บอกเกรด แต่รายงานสุขภาพใจกายของเด็ก

Lesson 2 : EF + Positive Discipline

“เราอยากพัฒนาประเทศ โดยการหยิบจับเรื่องเด็กและครอบครัวขึ้นมา ตอนที่จะทำ มีคนถามเราเยอะว่า ‘โรงเรียนมีเยอะแล้ว ทำไมต้องทำอีก’ ผมตอบว่า โรงเรียนมีเยอะแล้ว เพิ่มโรงเรียนดีๆ อีกสักที่ไม่ดีเหรอ เราทำเรื่องที่ดี ไม่เห็นต้องไปคิดว่ามันมีเยอะหรือไม่เยอะ” ชินเล่าให้ฟัง

แม้จะมีเกที่เคยทำงานออกแบบโรงเรียนและสถานศึกษาที่เมืองนอกมาก่อน แต่ทั้งสามคนไม่เคยทำโรงเรียนมาก่อน พวกเขาใช้วิธีเข้าไปขอคำปรึกษาและความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญ ทั้ง ครูใหม่-ดร.ปิยวลี ธนเศรษฐกร, ครูหม่อม-ผศ.ดร.ปนัดดา ธนเศรษฐกร, คุณติ่ง-สุภาวดี หาญเมธี ประธานกรรมการบริหารสถาบันรักลูกกรุ๊ป (RLG) และ ครูก้า-กรองทอง บุญประคอง ผู้ก่อตั้งโรงเรียนจิตตเมตต์ (ปฐมวัย) จนเห็นภาพว่าอยากให้ Hummingbird เป็นโรงเรียนแบบไหน 

ทักษะ EF และวินัยเชิงบวก (Positive Discipline) คือสิ่งที่ผู้ก่อตั้งเลือกมาใช้ประกอบกับหลักสูตรการเรียนการสอนแบบอังกฤษ (EYFS) ซึ่งเป็นที่ยอมรับในวงกว้าง

EF หรือ Executive Functions คือการฝึกทักษะสมองส่วนหน้า โดยสมองแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ ส่วนสัญชาตญาณที่เราใช้หายใจ กะพริบตา รวมถึงกระบวนอัตโนมัติต่างๆ ของร่างกาย และจะโตเต็มที่ตั้งแต่แรกเกิด

ส่วนที่สองคืออารมณ์ ยกตัวอย่างเช่น การที่เราเจอใครแล้วรู้สึกไม่ถูกชะตาโดยไม่มีเหตุผล เติบโต 80 เปอร์เซ็นต์ตั้งแต่แรกเกิด และสุดท้าย สมองส่วนหน้า หรือที่เรียกกันว่า EF คือความอดทน รอคอย คิด วิเคราะห์ สมองส่วนนี้โตเต็มที่ตอนอายุ 25 ปี

Hummingbird โรงเรียนอนุบาลนานาชาติที่สมุดพกไม่ได้บอกเกรด แต่รายงานสุขภาพใจกายของเด็ก
Hummingbird โรงเรียนอนุบาลนานาชาติที่สมุดพกไม่ได้บอกเกรด แต่รายงานสุขภาพใจกายของเด็ก

“EF จะทำงานเมื่ออีกสองส่วนปิด ถ้าตอนนั้นกลัวอยู่ หิวอยู่ ง่วงอยู่ งอแงอยู่ สมองส่วนนี้จะไม่ทำงาน ไม่มีสติ ไม่ใช้เหตุผล สมองส่วนนี้ทำให้เราเป็นมนุษย์และแตกต่างจากสัตว์อื่นๆ ซึ่งกว่าเด็กจะเปลี่ยนจากการใช้อารมณ์มาเป็น EF ได้ต้องใช้เวลา”

ส่วนวินัยเชิงบวก คือ การจัดการพฤติกรรมของเด็กอย่างสร้างสรรค์ เช่น ถ้าลูกวิ่งการบอกว่า ‘หยุด อย่าวิ่ง’ คือวินัยเชิงลบ เพราะเป็นการออกคำสั่งให้ทำโดยไม่อธิบายเหตุผลและไม่เปิดโอกาสให้เขาได้ฝึกคิด ที่นี่ใช้วินัยเชิงบวกโดยบอกสิ่งที่เราอยากให้เขาทำ เช่น เดินนะคะ หรือ ถ้ามีโอกาสก็สอนเด็กให้คิดตามได้ว่าวิ่งแล้วอันตราย ถ้าล้มแล้วจะเจ็บตัว

การใช้คำพูดที่เปิดโอกาสให้เด็กคิด รู้จักรับผิดชอบตัวเองจะค่อยๆ หล่อหลอมให้เขาโตไปเป็นผู้ใหญ่ที่มีความรับผิดชอบ โดยเริ่มจากดูแลตัวเองไปถึงการดูแลคนอื่น

“สมมติถามว่า ถ้าไม่มีตำรวจแล้ว เราจะขับฝ่าไฟแดงไหม คำตอบในใจของแต่ละคนไม่เหมือนกันแต่ถ้าถามเด็ก Hummingbird จะตอบเหมือนกันว่าไม่ทำ เพราะมันไม่ถูกต้อง เกิดฝ่าไฟแดงแล้วเราและผู้อื่นได้รับอุบัติเหตุจะทำยังไง ของแบบนี้เราต้องปลูกฝังและสร้างโอกาสให้เขาฝึกฝน ให้เขามีจิตสำนึกต่อส่วนรวม”

Hummingbird โรงเรียนอนุบาลนานาชาติที่สมุดพกไม่ได้บอกเกรด แต่รายงานสุขภาพใจกายของเด็ก
Hummingbird โรงเรียนอนุบาลนานาชาติที่สมุดพกไม่ได้บอกเกรด แต่รายงานสุขภาพใจกายของเด็ก

Lesson 3 : Communication is the Key

การส่งลูกมาโรงเรียนก็เหมือนการแต่งงานระหว่างผู้ปกครองกับครู โดยเฉพาะเด็กเล็กอายุระหว่าง 0 – 6 ขวบ ซึ่งเป็นช่วง Golden Period ที่สำคัญที่สุดในชีวิต และพัฒนาการของวัยนี้ไม่สามารถแบ่งแยกที่บ้านหรือโรงเรียนได้ 

Hummingbird นำแนวคิด EF และวินัยเชิงบวกมาปรับใช้ พยายามออกแบบทุกอย่างในโรงเรียน ตั้งแต่อาคารเรียน บทเรียน ชุดนักเรียน สมุดพกรายงานสุขภาพกายใจ ไปจนถึงการย่อตัวให้สายตาของครูอยู่ในระดับเดียวกันกับนักเรียนทุกครั้งที่พูดคุย ให้ส่งเสริมพัฒนาการของเด็กเล็กได้มากที่สุด ที่สำคัญ ผู้ปกครองเองก็ต้องเข้าใจธรรมชาติในการพัฒนาของเด็กตามช่วงวัยอย่างแท้จริง 

แต่จะทำอย่างนั้นได้ ต้องมีการสื่อสารระหว่างกันที่ดีก่อน

ชินเล่าให้ฟังว่า สิ่งที่เขาเจอจากโรงเรียนอื่นคือ ผู้ปกครองกับครูเป็นคนละส่วนกัน ทำให้การเข้าถึงโรงเรียนเป็นเรื่องยาก การขอนัดคุยกับครูดูจะเป็นปัญหามากกว่าเรื่องดี Hummingbird อยากแก้ไขข้อจำกัดตรงนั้น เลยสร้างบรรยากาศในโรงเรียนที่เอื้อต่อการหารือระหว่างผู้ปกครองกับครู ทั้งช่วงเช้า ก่อนเข้าโรงเรียน หรือหลังเลิกเรียน อย่างน้อยๆ ครูต้องถาม 3 คำถาม คือ เด็กนอนกี่โมง เด็กนอนพอไหม และทานข้าวเช้าหรือยัง

หลังเลิกเรียน มีสมุดพกรายงานสุขภาพกายใจ โดยครูจะนำสมุดพกนี้มาพูดคุยกับผู้ปกครอง เป็นบันทึกเรื่องราวประสบการณ์รายวันของเด็กแต่ละคน ให้ผู้ปกครองรู้ว่าลูกของพวกเขาเรียนรู้ประสบการณ์อะไรใหม่ๆ ทานอะไร นอนพักพอไหม มีสภาวะทางอารมณ์เป็นอย่างไร

นอกจากนี้ การสื่อสารทั้งหมดของโรงเรียน ไม่ว่าจะเป็นจดหมาย โพสต์เฟซบุ๊ก หรือครูประจำแต่ละห้อง ต้องมี 2 ภาษา ไทยและอังกฤษ สำหรับผู้ปกครองที่ไม่ได้เชี่ยวชาญภาษาต่างประเทศ หรือคุณปู่คุณย่าที่ดูแลหลานเป็นหลัก Hummingbird มอบความเอาใจใส่ไปถึงที่บ้าน เพราะรู้ว่าพัฒนาการเด็กไม่ได้เกิดขึ้นแค่ช่วงกลางวันที่โรงเรียน

“จะมีคำถามคลาสสิก ‘ทำไมอยู่โรงเรียนทำได้ อยู่บ้านทำไม่ได้’ เราเลยสร้างโรงเรียนที่ไม่ได้สร้างพัฒนาการของเด็กแค่ในโรงเรียน เราต้องการให้คุณพ่อคุณแม่เข้าใจพัฒนาการตามวัยด้วย เราจะบอกผู้ปกครองเสมอว่า เด็กเติบโตตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง เพราะบางคนคิดว่า ส่งลูกเข้าโรงเรียนพ้นรั้วปุ๊บ ก็เป็นหน้าที่ของโรงเรียนแล้ว แต่ในความเป็นจริง เด็กโตตลอดเวลา ตอนเขาหายใจ ตอนกินข้าว แม้กระทั่งตอนนอน เราก็ต้องใส่ใจเขา

“กลับมาที่การสื่อสาร ครูโดยปกติจะไม่ค่อยอยากคุยกับผู้ปกครอง เพราะเดี๋ยวคุยแล้วมีปัญหา แต่ถ้าให้เด็กเป็นที่ตั้ง เขาจะอยากคุยกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องดีหรือไม่ และมันจะเป็นประโยชน์ทั้งหมด เช่น มีผู้ปกครองมาบอกว่าลูกดื้อ ไม่ยอมทำตามเหมือนเมื่อก่อน บางวันเขาไม่ยอมเรียน เราก็จะบอกเลยว่าการปฏิเสธของเด็กคือพัฒนาการของเขา เราตัดสินใจกันไปเองว่าพัฒนาการต้องเป็นเรื่องดีเสมอ พัฒนาการมีหลายแบบ ทั้งการรู้คิดและการมีตัวตน

“การที่ลูกสามารถพูดได้ว่า ‘ไม่อยากเรียน’ แสดงว่าเขาคิดอะไรบางอย่างได้ ซึ่งถือเป็นการโชว์พัฒนาการ การสื่อสาร และความคิดเห็นของตัวเด็ก หน้าที่ของเราคือทำให้ผู้ปกครองเข้าใจและรับมือตรงนี้ด้วย”

โรงเรียนนานาชาติ Hummingbird ที่นำเอาทักษะสมองส่วนหน้ากับวินัยเชิงบวกมาใช้ในการพัฒนาเด็ก และในอนาคตจะไปพัฒนาชาติ

Lesson 4 : Caring on Details Design

เพราะมีหุ้นส่วนเป็นนักออกแบบ ทุกอย่างใน Hummingbird จึงดีไซน์จากการใช้งานจริง โดยมีเป้าหมายง่ายๆ คือ พื้นที่ที่ให้เด็กได้สร้างประสบการณ์การเรียนรู้ในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย ภายใต้การดูแลของคนที่เข้าใจเรื่องพัฒนาการเด็ก ทุกตารางเมตรในโรงเรียนแห่งนี้จึงทำให้เกิดการเรียนรู้ไม่รู้จบ

โรงเรียนนานาชาติ Hummingbird ที่นำเอาทักษะสมองส่วนหน้ากับวินัยเชิงบวกมาใช้ในการพัฒนาเด็ก และในอนาคตจะไปพัฒนาชาติ

บริเวณทางเข้ามีพื้นที่สำหรับผู้ปกครองให้ได้เจอกับครู ด้านหน้ามีหน้าผาจำลองขนาดจิ๋ว ให้เด็กได้ฝึกกล้ามเนื้อมัดเล็ก มัดใหญ่ และการวางแผน ที่สำคัญ เกิดเป็นความภาคภูมิใจเมื่อทำได้จริง รอบๆ สนามเด็กเล่นแทนที่จะเป็นต้นไม้สวยงามดูแลง่าย ก็เลือกเป็นผักสวนครัว เพราะเป็นสิ่งใกล้ตัวและนำมาต่อยอดกับกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องต่างๆ ของห้องเรียน Cooking Class ในหลักสูตรได้ เกิดเป็นการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงกับพื้นที่ของเขา ในสนามเด็กเล่นมีเครื่องเล่นฝึกการทำงานร่วมกันระหว่างมือกับตา (Eye-Hand Coordination)

ชุดนักเรียนก็สำคัญมากสำหรับพัฒนาการ เมื่อโรงเรียนต้องการฝึกให้เด็กช่วยตัวเองได้ จึงต้องออกแบบชุดนักเรียนให้ใส่ง่าย ถอดง่าย กระดุมต้องเม็ดใหญ่พอเหมาะสำหรับมือเล็กๆ กระเป๋าถูกจัดวางไว้ในตำแหน่งที่ตรงกับสรีระของเด็กวัยนี้มากที่สุด ตะเข็บต้องอยู่ตรงไหน ยางยืดต้องหนาเท่าไหร่ กระโปรงผู้หญิงเปลี่ยนเป็นกระเปรงให้ใช้ งานได้สะดวกสบาย ชุดพละต้องมีหมวกที่ปิดคอเผื่ออยู่กลางแจ้ง มีชุดกันเปื้อน และชุดนอนที่ทำจากเนื้อผ้า Egyptian Cotton

“ถ้าพ่อแม่ไม่รู้ก็จะไม่ยอมให้ลูกนอนกลางวัน เพราะเดี๋ยวกลางคืนไม่ยอมนอน การนอนเหมือนการเอาข้อมูลใส่ลิ้นชัก ถ้าเด็กๆ ได้นอนกลางวันเต็มอิ่ม ก็เปรียบเหมือนลิ้นชักที่มีการแยกและจัดเก็บข้อมูลอย่างเป็นระเบียบ ทำให้เขาเป็นคนละเอียดและคิดวิเคราะห์ได้ดีไปด้วย เราเลยอยากให้ชุดนอนของนักเรียนสบายที่สุด เตียงนอนก็ต้องเบา เพราะเด็กต้องปูเอง เก็บเอง มีชื่อของใครของมัน เพราะเรากำลังสอนเรื่องความรับผิดชอบต่อของของตัวเอง (Belonging)”

การเลือกเฟอร์นิเจอร์ของ Hummingbird ไม่ได้ดูที่ความสวยงามเป็นหลัก ทั้งสามชี้ให้ดูที่เก็บรองเท้าซึ่งเป็นกล่องๆ ติดชื่อเด็กแต่ละคน ไม่สวยเรียบเป็นตู้ปิดสนิทเหมือนที่อื่นๆ แต่มันมีเหตุผล 

“อย่างกระเป๋า ถ้าเป็นตู้เก็บยากๆ ถามว่าใครเก็บ ก็ต้องเป็นพ่อแม่ไม่ก็ครู แล้วถามต่อว่า ตั้งแต่เดินเข้าโรงเรียนจะให้ลูกสะพายกระเป๋าไหม ถ้ารู้ว่าสุดท้ายคุณก็ต้องเก็บใส่ตู้ให้เขาอยู่ดี ผู้ปกครองแปดสิบเปอร์เซ็นต์จะถือมาให้จากที่รถเลย โดยไม่ได้มองว่านี่จะเป็นโอกาสให้เด็กได้ฝึก

“กระเป๋าต้องมีไซส์ที่พอเหมาะ น้ำหนักเบา เด็กสามารถถือได้ด้วยตัวเอง ชื่อหน้ากล่องรองเท้า เขาอาจจะยังอ่านไม่ออก แต่จำได้ว่าลักษณะชื่อตัวเองเป็นแบบนี้ เป็นตัว R มี R หลายกล่อง แต่ของฉันเป็น R สีเขียว เพราะฉันชอบสีเขียว 

“วัตถุประสงค์ของเราคือ เด็กควรรู้ว่าความรับผิดชอบของตัวเองคือการเก็บรองเท้า ดูแลตัวเองและของของตัวเองได้ จะสวยไม่สวย จะนานไม่นาน ไม่เป็นไร ขณะเดียวกัน เด็กที่เก็บได้แล้ว บางวันเก็บได้ บางวันเก็บไม่ได้ อาจจะไม่พร้อม เราเคยไหมครับ บางวันกลับบ้านเหนื่อย ทิ้งตัวไม่เก็บอะไร ครูก็จะรู้แล้ว โอเค วันนี้อารมณ์ไม่ดี ดังนั้น ก่อนเข้าห้องไปเสริมทักษะให้เขา ก็ต้องช่วยปรับระดับอารมณ์เขาก่อน”

ห้องธุรการอยู่ด้านหน้าและถูกออกแบบให้มองเห็นคนเข้าออกได้ดี เพื่อให้ผู้ปกครองเข้าถึงได้ และถ้าสังเกตดีๆ จะมีธงสีต่างๆ ติดหน้าโรงเรียนและตามจุดต่างๆ ด้านใน ซึ่งเป็นเครื่องมือบอกสภาพอากาศประจำโรงเรียน เหมือนที่ผู้ใหญ่อย่างเราเช็กค่า PM 2.5 ในแอปพลิเคชันนั่นแหละ

“นักเรียน Hummingbird ใส่หน้ากากมาตั้งแต่ก่อนโควิด-19 นะ” เกยิ้ม “เราอยู่เมลเบิร์นมาก่อนเห็นฟ้าเป็นสีฟ้า กลับมาฟ้าสีขุ่น ถ้าจะเป็นสถาปนิกที่ดีได้ ต้องรู้จักประเมินสิ่งเหล่านี้

“ซึ่งคุณภาพอากาศที่ดีสำคัญต่อการพัฒนาสมองของเด็กๆ โรงเรียนเราเลยออกแบบให้มีพัดลมระบายอากาศ มีเครื่องวัดคาร์บอนไดออกไซด์ มีเครื่องฟอกอากาศ ทีนี้กลับมาโจทย์ยาก จะสื่อสารกับเด็กยังไง ถ้าบอกเป็นค่า AQI (Air Quality Index) ด้วยวัยเขายังไม่เข้าใจหรอก เราเลยแปลออกมาง่ายๆ เป็นสีเขียว เหลือง ส้ม แดง แล้วเปลี่ยนมลภาวะอากาศ แล้วสอนเขาก่อนว่า แต่ละสีหมายถึงอะไร การที่เขาทำหรือไม่ทำ มันมีประโยชน์หรือโทษต่อเขายังไง และใส่หน้ากากก็มีระยะเวลาของมันอยู่

“ก่อนลงจากรถหรือออกจากห้อง เขาจะเช็กก่อนเลยว่าธงสีอะไร ถ้าสีเหลือง วิ่งเล่นใส่หน้ากากได้ แต่มีเวลาจำกัด จากสิ่งที่เราสอนก็กลายเป็นหน้าที่ที่เขาต้องรับผิดชอบไปโดยปริยาย”

Lesson 5 : Find the Right People

ห้องเรียนของ Hummingbird จัดครูเป็นทีม ในทีมประกอบด้วย Lead Teacher เป็นครูเจ้าของภาษา (Native Speaker) พร้อมด้วย Co-Teacher และ Teaching Assistant ใช้ภาษาอังกฤษสื่อสารเป็นหลัก โดยใช้อัตราส่วนคุณครู 1 คนต่อนักเรียน 3 คน สำหรับชั้นเตรียมอนุบาล 1-2 และคุณครู 1 คน ต่อนักเรียน 4 คน สำหรับชั้นอนุบาล 1-3

ครูทุกคนมีประสบการณ์เกี่ยวกับเด็กเล็ก ได้ผ่านการเข้าอบรมเรื่อง EF และวินัยเชิงบวก อีกทั้งมี ครูใหม่-ดร.ปิยวลี ธนเศรษฐกร ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาสมองและศักยภาพเด็กด้วยวินัยเชิงบวก วันโอวัน เอ๊ดดูแคร์ เซ็นเตอร์ (101 Educare Center) เป็นที่ปรึกษาในการออกแบบหลักสูตรอีกด้วย

“โรงเรียนทั่วไปจะมี Lead Teacher แล้วครูผู้ช่วยต้องทำตาม แต่เราเชื่อว่าทุกคนเป็นสิ่งแวดล้อมของเด็ก ทุกคนจึงต้องมีองค์ความรู้ในเรื่องเดียวกัน ต้องเข้าใจว่าสิ่งที่จะสอนคืออะไร ที่นี่ไม่มี Nanny ใช้คุณครูทั้งหมด และครูทุกคนต้องเข้าใจว่า วินัยเชิงบวกในการพูดกับเด็ก ต้องพูดยังไง ถ้าเตรียมการเรียนการสอนด้วยกัน คุณก็ต้องฟังความคิดเห็นของเพื่อน เช่น น้อง A เป็นแบบนี้ ช่วงนี้ที่บ้านมีน้องใหม่ เราจะช่วยปรับยังไง เพราะฉะนั้น เวลาเตรียมบทเรียน ไม่ได้เตรียมสำหรับหนึ่งเทอมแล้วจบ ครูต้องกลับมารีวิวอยู่เรื่อยๆ เพราะเอกลักษณ์ของเด็กแต่ละคนไม่เหมือนกัน”

โรงเรียนนานาชาติ Hummingbird ที่นำเอาทักษะสมองส่วนหน้ากับวินัยเชิงบวกมาใช้ในการพัฒนาเด็ก และในอนาคตจะไปพัฒนาชาติ

ครูที่ Hummingbird มองหา คือ ครูที่มีองค์ความรู้ด้าน EYFS ของตัวเอง ในขณะเดียวกันก็เปิดใจรับในทักษะโรงเรียนอยากเสริมเป็นพิเศษ และถ่ายทอดออกมาเป็นหลักสูตรที่สมบูรณ์ที่สุดได้ ครูผู้นั้นต้องมีความเข้าใจในทัศนคติที่ดีต่อเรื่อง EF และวินัยเชิงบวก และต้องผ่านการสัมภาษณ์หลายรอบจนกว่าจะมั่นใจว่ามีปลายทางเดียวกันคือ เด็กนักเรียน

‘เวลาเด็กดื้อ คุณลงโทษยังไง’

นั่นคือคำถามสุดหินที่ทั้งสามยกตัวอย่าง พวกเขาเว้นจังหวะให้เราตอบคำถาม

1

2

3

“แนวทางของโรงเรียนเราคือ ไม่ลงโทษ แต่ใช้วินัยเชิงบวกพูดคุยถึงเหตุผลและชี้แนะวิธีการ เด็กดื้อไม่มีอยู่จริง มีแต่พฤติกรรมที่ไม่ดี ครูของเราจะหาว่าพฤติกรรมนั้นเกิดจากอะไร แล้วให้เด็กๆ ใช้ความคิด ทำข้อตกลงร่วมกันว่าจะแก้อย่างไรดี เช่น โกรธแล้วปาข้าวของ เราจะบอกว่าเขาโกรธ คราวหน้าเวลาโกรธแทนที่การปา เราจะทำอะไร ใช้คำพูดดีไหม”

โรงเรียนนานาชาติ Hummingbird ที่นำเอาทักษะสมองส่วนหน้ากับวินัยเชิงบวกมาใช้ในการพัฒนาเด็ก และในอนาคตจะไปพัฒนาชาติ

Lesson 6 : Survive the Crisis

โรงเรียนเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ครั้งนี้เข้าอย่างจัง ค่าเทอมลดลงกว่าครึ่ง แต่วิกฤตนี้ไม่ได้ส่งผลแค่สภาวะทางการเงิน บุคลากรครู และพนักงาน แต่รวมถึงสิ่งที่เรียกย้อนกลับมาไม่ได้ นั่นคือพัฒนาการของเด็กที่เติบโตขึ้นทุกวัน

“อย่างที่บอกว่าหกปีแรกสำคัญมาก โรงเรียนปิดสองปี เท่ากับว่าหายไปสองในหกแล้ว การเรียนออนไลน์ไม่ได้ผลเท่าการเรียนปกติแน่นอน แต่เราในฐานะโรงเรียน ต้องออกแบบการเรียนการสอนให้เหมาะสม และมีประสิทธิภาพที่สุดภายใต้เงื่อนไขนี้ เราต้องดูตั้งแต่เด็กอยู่หน้าจอได้นานแค่ไหน สร้างกิจกรรมที่ต้องเกิดการโต้ตอบทั้งสองฝั่ง ไม่ใช่แค่ให้เขาดูจอเฉยๆ”

โรงเรียนนานาชาติ Hummingbird ที่นำเอาทักษะสมองส่วนหน้ากับวินัยเชิงบวกมาใช้ในการพัฒนาเด็ก และในอนาคตจะไปพัฒนาชาติ

Home-based Learning ของที่นี่ต้องตอบวัตถุประสงค์ 2 ข้อ

หนึ่ง เด็กต้องได้ความรู้และเสริมสร้างพัฒนาการ แม้จะไม่เท่าการเรียนในห้อง 

สอง ต้องง่ายพอที่คนที่ไม่ใช่ครูจะทำได้ ไม่หนักเกินรับมือสำหรับผู้ปกครอง โดยแจกคู่มือทำกิจกรรมที่มีทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ

การคาดหวังให้เปลี่ยนบ้านเป็นโรงเรียน หรือเปลี่ยนผู้ปกครองเป็นครู จะทำให้บรรยากาศในบ้านตึงเครียด Hummingbird คิดไปไกลกว่านั้น เพราะเข้าใจว่าการเรียนออนไลน์ไม่ได้ส่งผลแค่ชีวิตเด็ก แต่กระทบชีวิตผู้ปกครองด้วยเช่นกัน และเมื่อมองว่าโรงเรียนต้องทำงานร่วมกับผู้ปกครอง จึงจัดให้มี Session 1 on 1 ความยาว 20 นาทีในช่วงบ่าย ให้ผู้ปกครองจองเข้ามาโดยสามารถทำอะไรก็ได้ จะปรึกษาครูประจำชั้น ให้ลูกทำกิจกรรมกับครู หรือคุยเล่นกับเพื่อน ผู้ปกครองจะได้มีเวลาส่วนตัวเพื่อพักผ่อนบ้าง

ในวันนี้ Hummingbird ยังถือเป็นน้องใหม่ในแวดวงโรงเรียนนานาชาติ เป็นโรงเรียนขนาดเล็กจิ๋วแต่เต็มเปี่ยมไปด้วยความตั้งใจแน่วแน่ พวกเขาหวังว่าวันหนึ่งจะสร้าง Global Citizen ที่มีคุณภาพ โบยบินไปในโลกกว้างด้วยปีกและจิตใจที่แข็งแรง

และแล้วเสียงเพลงประจำโรงเรียน Hummingbird ก็ดังขึ้น เป็นสัญญาณเลิกเรียน ณ บัดนี้

Lessons Learned

  • ประสบการณ์อาจช่วยให้การทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งราบรื่นขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่าจะทำไม่ได้เลยถ้าไม่มีประสบการณ์ หากมีความตั้งใจแน่วแน่และเป้าหมายที่ชัดเจน ก็สามารถหาผู้เชี่ยวชาญมาเป็นพาร์ตเนอร์ ปลุกปั้นให้ถึงปลายทางได้เหมือนกัน
  • คิดให้รอบคอบ คิดให้ทุกด้าน ทำธุรกิจแบบเอาใจเขามาใส่ใจเรา หาผู้ได้เปรียบและผู้เสียเปรียบจากสิ่งที่เราทำ และช่วยเขาแก้ปัญหาตรงนั้น
  • เข้าใจเป้าหมายของตัวเองอย่างดีที่สุด แล้วออกแบบทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจให้นำไปสู่เป้าหมายนั้น
  • หาจุดเด่นของหุ้นส่วนแต่ละคนให้เจอ แล้วใช้พัฒนาธุรกิจให้ไปได้ไกลยิ่งขึ้น

ใครที่สนใจโรงเรียนอนุบาลนานาชาติสำหรับลูกน้อยช่วงอายุ 18 เดือน ถึง 5 ปี สามารถนัดหมายเยี่ยมชมโรงเรียนได้ที่ โทรศัพท์ : 095 193 2615 LINE : @hummingbird_school หรือนัดหมายเยี่ยมชมผ่านทาง Virtual School Tour (นัดหมายล่วงหน้า 1 วัน) ที่ https://bit.ly/Virtual_School_Tour
Official Website www.hummingbird.ac.th

Writer

พิมพ์อร นทกุล

อดีตเด็กบัญชี เชื่อในบทสนทนาที่ดี และมีความสุขกับการเล่าเรื่องราวต่างๆ ส่วนใหญ่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

สิทธิพงษ์ ติยะวรากุล

ชอบถ่ายรูป แต่ชอบฟังนักเขียนขณะสัมภาษณ์มากกว่า

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load