“เครียดจัง อยากกลับบ้านไปกอดหมา”

ไม่น่ามีแค่เราคนเดียวที่คิดแบบนั้น ในวันที่ปัญหาชีวิตรุมเร้า หรือต้องต่อสู้กับสภาวะซึมเศร้ากลางเมืองใหญ่ การเล่นกับน้องหมาเพื่อบรรเทาความเครียดคงเป็นสิ่งที่เราทำไปโดยไม่รู้ตัว ไม่ว่าเป็นการวิ่งออกจากออฟฟิศกลับบ้านไปกอดหมา หรือพาตัวเองไปฝังตัวอยู่ตาม Dog Cafe ช่วงสุดสัปดาห์

บทสนทนาวันนี้ที่เราได้คุยกับ Therapy Dog Thailand ได้ยืนยันว่า เราไม่ได้คิดไปคนเดียว

Therapy Dog Thailand หลักสูตรสุนัขบำบัดที่ฝึกทั้งคนและหมาให้เยียวยากันและกัน

กลุ่ม Therapy Dog Thailand ก่อตั้งขึ้นโดยกลุ่มเพื่อน 6 คน ที่มีความเชื่อร่วมกันในพลังการบำบัดของน้องหมาและหัวใจที่อยากช่วยเหลือคนอื่น โอ-ศิริวรรณ โอสถารยกุลเชอรี่-พรรษชล ถาวรวงศ์เก๋-สุฤดี สุนทรวัฒน์บี๋-ปรารถนา จริยวิลาศกุลบิ๊ค-อุษณีษ์ จริยวิลาศกุล, และ นก-ทัศนีย์ อุดมแก้วกาญจนา

กลุ่มนี้ตั้งขึ้นมาด้วยความตั้งใจอยากจะสร้างสุนัขนักบำบัดที่ได้มาตรฐานระดับโลกขึ้นในประเทศไทย เน้นฝึกสอนทั้งเจ้าของสุนัขและสุนัข ให้ใช้น้องหมาของตัวเองมาดูแลและบำบัดตัวเองหรือผู้อื่นได้อย่างถูกวิธีและปลอดภัย ฝึกสอนโดยคุณหมอและผู้เชี่ยวชาญในหลากหลายสาขาวิชา ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร ขอแค่มีสุนัขที่เลี้ยงไว้และสนใจอยากฝึกตัวเองให้เข้าใจหลักการบำบัด เพื่อที่จะนำน้องหมา มาดูแลตัวเอง คนในครอบครัว หรือขยายวงออกไปได้จนถึงผู้คนในสังคม ก็ยื่นใบสมัครเข้ามาเทรนด้วยกันได้ทั้งนั้น

บทเรียนที่ 1

สุนัขบำบัด VS สุนัขนักบำบัด

สุนัขบำบัด หรือการใช้สุนัขเพื่อสร้างความสุขและความผ่อนคลายไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่อะไร แต่การฝึกสุนัขให้เป็น ‘นักบำบัด’ มืออาชีพ น่าจะเป็นอะไรที่คนไทยเราไม่คุ้นเคยกันเท่าไหร่นัก โอเล่าเปิดพื้นฐานก่อนเลยว่า

“เมืองไทยเราจะคุ้นชินการทำงานของสุนัขร่วมกับคน เช่น สุนัขนำทาง สุนัขกู้ภัย สุนัขดมกลิ่น ซึ่งทั้งหมดนี้ เราเรียกว่า Service Dog แต่ Therapy Dog คือสุนัขในบ้านที่มีเจ้าของ ซึ่งเจ้าของและสุนัขจะฝึกพร้อมกัน ทำงานเป็นทีม เพื่อให้มีคุณสมบัติในการช่วยบำบัดดูแลผู้อื่น” เปรียบเทียบง่ายๆ เหมือนเจ้าของใช้สุนัขให้เป็นเครื่องมือหมออย่างหนึ่ง ที่ใช้ช่วยดูแลผู้ป่วย 

เมื่อเปรียบน้องหมาเป็นเครื่องมือบำบัด ผู้ใช้งานจึงสำคัญไม่แพ้เครื่องมือ 

สิ่งที่ Therapy Dog Thailand ผลักดัน จึงเป็นการฝึก ‘ผู้เลี้ยง’ ไปพร้อมๆ กับสุนัข เพื่อให้กลายเป็นผู้ใช้น้องหมาเป็นเครื่องมือบำบัดได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย

บี๋เล่าเสริมถึงความแตกต่างระหว่าง สุนัขบำบัด กับ สุนัขนักบำบัด ว่า “เราอาจจะชินกับการกลับบ้านมากอดหมา นั่นคือสุนัขบำบัดฉันแล้ว โดยธรรมชาติของน้องหมาทุกตัวมีพลังรักษา มีงานวิจัยมากมายว่า วิธีการที่น้องหมาสร้างความสัมพันธ์กับคนอยู่ใน Neural Pathway เดียวกับการสร้างความสัมพันธ์ของแม่และลูก เราจึงรู้สึกอบอุ่น ปลอดภัย แต่เรื่องสุนัข ‘นักบำบัด’ เป็นเรื่องใหม่ เวลาเลี้ยงตามปกติเราอาจจะไม่ได้เข้าถึงศักยภาพสูงสุดของสุนัข การจะก้าวข้ามจากสุนัขน่ารักมาเป็นนักบำบัดมืออาชีพ เขาต้องทำงานคู่กับเจ้าของที่ผ่านการฝึกมาตามหลักสูตรที่ได้มาตรฐาน เมื่อเจ้าของรู้ว่าสุนัขของเรามีพลังหรือศักยภาพอะไรบ้าง จะช่วยให้สุนัขบำบัดคนอื่นได้อีกมาก”

Therapy Dog Thailand หลักสูตรสุนัขบำบัดที่ฝึกทั้งคนและหมาให้เยียวยากันและกัน

บทเรียนที่ 2

สอนให้เข้าใจทั้งคนและสุนัข

การฝึกเจ้าของสุนัขและสุนัขให้พร้อมสำหรับการบำบัดไม่ได้ทำกันเล่นๆ ต้องเรียนทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ 30 ชั่วโมง มีการสอนสัปดาห์ละครั้ง เพราะกลุ่มคนที่สุนัขนักบำบัดดูแลได้นั้นมีหลากหลาย และแทบทุกบ้านจะมีกลุ่มคนเหล่านี้อยู่ ตั้งแต่เด็ก ผู้สูงวัย ผู้ป่วยทางสมอง ผู้พิการรูปแบบต่างๆ ไปจนถึงผู้ที่มีปัญหาสุขภาพจิต ดังนั้นกว่าเจ้าของและน้องหมาจะมีความรู้ ย่อมต้องผ่านหลักสูตรที่ไม่ธรรมดา ถ่ายทอดจากคุณหมอ ผู้เชี่ยวชาญในแต่ละสาขา เรียนและฝึกในสถานที่จริง เพื่อสร้างประสบการณ์และความคุ้นเคย เพื่อให้การบำบัดเกิดประสิทธิภาพ 

หลักสูตรการสอนเจ้าของและสุนัขให้เป็นนักบำบัดของ Therapy Dog Thailand นั้น เดินทางข้ามทวีปมาจากยุโรปเลยทีเดียว

โอเล่าว่า หลังจากรู้จัก Therapy Dog ก็ค้นหาข้อมูลและองค์กรที่ทำเรื่องนี้ จนมาลงตัวที่หลักสูตรของ Therapy Dog Associaltion Switzerland VTHS องค์กรไม่แสวงหากำไรจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งมีประสบการณ์เรื่องสุนัขนักบำบัดมาตั้งแต่ ค.ศ. 1991

อีกทั้งประเทศสวิตเซอร์เป็นประเทศที่ทุกคนทราบดีว่ามีคุณภาพชีวิตดีประเทศหนึ่งของโลก หลักสูตรของที่นี่จึงมีข้อกำหนดกฎเกณฑ์ที่ชัดเจน เน้นเรื่องคุณภาพชีวิตของทั้งผู้รับและผู้ให้เป็นสำคัญ ในหลักสูตรจะให้ความรู้พื้นฐานกับเจ้าของ เกี่ยวกับผู้ที่จะรับการบำบัด สำหรับการนำไปใช้จริงในชีวิตประจำวันกับคนในครอบครัว หรือเวลาออกไปทำงานจริงเพื่อให้ความสุขแก่ผู้อื่น และยังให้สำคัญกับความสุขของสุนัข ไม่ได้ใช้สุนัขเป็นเครื่องมือเพียงอย่างเดียว แต่ใส่ใจตั้งแต่อายุของสุนัขที่เหมาะจะมาฝึกเป็นนักบำบัด เพราะสุนัขวัยเด็กที่กำลังซนยังไม่ใช่ช่วงทำงาน เขาควรได้มีคุณภาพชีวิตที่ดี ได้เล่นเหมือนเด็กคนหนึ่ง หรือแม้กระทั่ง การกำหนดเวลาเพื่อปฏิบัติงานก็ควรทำเพียงแค่ 2 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ เพื่อรักษาสุขภาพจิตของสุนัขด้วย เพราะหากสุนัขถูกใช้งานมากเกินไป ก็จะทำให้เขาไม่มีความสุข และเมื่อสุนัขไม่มีความสุข ก็จะไม่สามารถมอบความสุขให้แก่ผู้คนได้เช่นกัน

Therapy Dog Thailand หลักสูตรสุนัขบำบัดที่ฝึกทั้งคนและหมาให้เยียวยากันและกัน

บี๋เสริมว่า การฝึกในเซสชันแรกๆ ของหลักสูตร เจ้าของสุนัขจะได้ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับพฤติกรรมมนุษย์ การสื่อสาร และทำความเข้าใจมนุษย์อีกคนหนึ่ง ทั้งวัจนภาษาและอวัจนภาษา ในขณะเดียวกันเจ้าของยังจะได้เข้าใจพฤติกรรมสุนัข รู้จักสังเกต อาการ ความเครียด ซึ่งจะมีทั้งสัตวแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญเรื่องพฤติกรรมสุนัขโดยเฉพาะ และนักจิตวิทยาจะมาสอนเป็นเรื่องราว และเนื่องจากเป็นการฝึกในกลุ่มเล็กๆ ครูผู้ฝึก และสัตวแพทย์นักพฤติกรรมสุนัข จะดูละเอียดถึงพฤติกรรมสุนัขเป็นรายตัวว่า สุนัขแต่ละตัวมีพฤติกรรมอย่างไร ชอบอยู่ในสภาพแวดล้อมกับผู้คนแบบใด 

“ในเซสชันของแต่ละสัปดาห์จะเป็นบทเรียนความรู้เกี่ยวกับผู้คนหรือผู้ป่วยที่แตกต่างกัน เช่น ผู้สูงอายุ เด็ก ผู้พิการ ผู้ป่วยซึมเศร้า ก็จะมีการเจาะลึกให้ความรู้ในแต่ละสัปดาห์ถึงความต้องการเฉพาะกลุ่มของผู้ที่เข้ารับการบำบัด เช่น ผู้สูงอายุที่นอนอยู่บนเตียง จะต้องพาสุนัขเข้าหาท่าไหน ความสูงระดับไหน หรือผู้ป่วยเดินไม้เท้า สุนัขต้องไม่กลัว หรือขวางไม้เท้า หรือแม้กระทั่งการเข้าหาเด็กๆ สุนัขควรอยู่ระดับใดของเด็ก คำแนะนำสำหรับเด็กๆ ในการเล่นกับสุนัข หรือวิธีการพูดคุยกับผู้ป่วยซึมเศร้า เป็นต้น” โอพูดถึงรายละเอียดของหลักสูตรที่ลงลึกขึ้นไปอีก

Therapy Dog Thailand หลักสูตรสุนัขบำบัดที่ฝึกทั้งคนและหมาให้เยียวยากันและกัน
Therapy Dog Thailand หลักสูตรสุนัขบำบัดที่ฝึกทั้งคนและหมาให้เยียวยากันและกัน

นอกจากการนำหลักสูตรจากสวิตเซอร์แลนด์มาเป็นมาตรฐานแล้ว ทางกลุ่มได้รับความร่วมมือจากองค์กรภาครัฐ และผู้เชี่ยวชาญหลากหลายสาขาให้คำปรึกษา ปรับบทเรียนให้เหมาะสมกับบริบทของคนไทย ทั้งในเรื่องความรู้สำหรับเจ้าของสุนัขและตัวสุนัขเอง อาทิ คุณขรรค์ ประจวบเหมาะ จากมูลนิธิช่วยคนตาบอดแห่งประเทศไทย พญ.นาฏ ฟองสมุทร แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผู้สูงอายุ ดร.มลิวัลย์ ธรรมแสง จากมูลนิธิอนุเคราะห์คนหูหนวกในพระบรมราชูปถัมภ์ ดร.เพลิน ประทุมมาศ ผู้เชี่ยวชาญด้านการกระตุ้นพัฒนาการเด็กเล็ก แพทย์จากโรงพยาบาลศรีธัญญา สำหรับผู้ป่วยโรคซึมเศร้า ในส่วนของสุนัข ดร.นสพ.ปรารมภ์ ศรีภวัศราคม สัตวแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพฤติกรรมสุนัข จากคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล คุณรุ้งจิต ตั้งจิตเจริญ นักพฤติกรรมสุนัข และ คุณโรเจอร์ โลหนันทน์ ผู้ก่อตั้งสมาคมพิทักษ์สัตว์ไทย เป็นต้น 

หลายคนสงสัยว่า เมื่อเรียนจบและสอบผ่านจนได้รับ Certificate แล้ว เวลาออกไปบำบัดจริงๆ ต้องทำอย่างไร ทางกลุ่มอธิบายว่า กรณีที่ใช้สุนัขนักบำบัดเพื่อดูแลสมาชิกในครอบครัว สามารถทำได้โดยการสังเกตความต้องการของคนในครอบครัว และตัดสินใจว่าจะใช้สุนัขมาช่วยอย่างไรได้ด้วยตนเองในเบื้องต้น แต่กรณีที่นำสุนัขนักบำบัดไปบริการในสถานพยาบาลหรือสถานพักฟื้นผู้ป่วย เจ้าของสุนัขจะต้องปรึกษาและทำงานร่วมกับแพทย์เจ้าของไข้ นักกายภาพบำบัด หรือบุคลากรทางการแพทย์ขององค์กรนั้นๆ เพื่อให้การบำบัดบรรลุเป้าหมาย เกิดประโยชน์สูงสุด และเพื่อให้มั่นใจในความปลอดภัยต่อผู้เกี่ยวข้องทุกคน

Therapy Dog Thailand หลักสูตรสุนัขบำบัดที่ฝึกทั้งคนและหมาให้เยียวยากันและกัน

บทเรียนที่ 3

สอนให้รู้จักรักและรู้จักให้ 

ความน่าสนใจของ Therapy Dog Thailand ไม่ได้มีแค่ตัวหลักสูตรที่สอนให้ความรู้กับทั้งฝั่งเจ้าของและน้องหมาเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความรู้ขั้นต้นที่สุด คือการดูแลตัวเองและคนรอบตัวได้ด้วย เพราะเมื่อพูดถึงสุนัขนักบำบัด ขอบเขตไม่ได้จำกัดอยู่แค่ต้องเป็นผู้ที่ต้องการการบำบัด ผู้ป่วย ผู้พิการ หรือผู้มีความต้องการพิเศษเท่านั้น ในชีวิตประจำวันของเราทุกคนล้วนต้องการความรักและความสุข ด้วยความอ่อนโยน ความไว้ใจ และความอบอุ่นไม่มากก็น้อย

“หากในบ้านเรามีผู้สูงวัย แล้วเราไม่รู้ว่าจะพูดคุยกับเขาอย่างไร ก็ใช้สุนัขเป็นตัวเชื่อมได้” โอยกตัวอย่างประกอบ “เราพาสุนัขเข้าไปนั่งซบลงบนตักคุณยาย เป็นเหมือนการชวนคุณยายคุยโดยใช้สุนัขเป็นบทสนทนา ซึ่งอาจทำให้คุณยายเริ่มถามว่า น้องหมาอายุเท่าไหร่ ก็เป็นการสร้างบทสนทนาเล็กๆ หรือคุณตาจากที่นอนนิ่งๆ บนเตียง อาจจะยกมือขึ้นลูบหัวสุนัข ขยับร่างกายบ้าง และสร้างบรรยากาศความสัมพันธ์ในครอบครัวได้ ไม่จำเป็นว่าจะต้องมีปัญหาหรืออาการป่วยเท่านั้น หรือกับเด็กๆ ที่ไม่ชอบ ไม่กล้าอ่านหนังสือ กลัวอ่านผิด หรืออ่านออกเสียงเบา เราอาจจะให้เด็กอ่านหนังสือให้สุนัขฟัง เด็กก็จะกล้าอ่านมากขึ้น” 

“เพราะสุนัขจะไม่ตัดสินเขา ไม่ชี้ว่าเขาอ่านผิด เด็กก็จะผ่อนคลาย มีสมาธิและมั่นใจมากขึ้น” เชอรี่พูดถึงจุดเด่นของน้องหมาที่เรานึกไม่ถึง

หากเราลองมองออกไปไกลกว่าบริบทภายในบ้านอาจจะเห็นว่า พลังเยียวยาของสุนัขอาจแผ่ออกไปสร้างความอบอุ่นให้กับกลุ่มคนอื่นๆ ในสังคมได้ด้วยเหมือนกัน Therapy Dog Thailand จึงพยายามผลักดันให้สุนัขนักบำบัดได้รับการยอมรับ สามารถเข้าไปส่งมอบความสุขได้ในหลากหลายสถานที่ แม้ว่าบริบทกฎหมายในปัจจุบันจะยังไม่เปิดรับมากนักก็ตาม

“ทุกวันนี้เราเข้าคุยกับคนเยอะมาก หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน ซึ่งหลายที่ เคยมีกิจกรรมที่นำสุนัขเข้าไปให้เด็กและผู้สูงอายุเล่นด้วย เช่น โครงการสวางคนิเวศ สภากาชาดไทย ซึ่งเป็นที่พักผู้สูงอายุ เคยมีคนใจดีพาสุนัขเข้าไปให้ผู้สูงวัยได้เล่นอย่างเพลิดเพลิน แต่ก็ยังมีผู้สูงอายุบางท่านกลัว ไม่มั่นใจในมาตรฐานของสุนัข และความปลอดภัย ซึ่งนี่นับเป็น Pain Point ของสุนัขที่เข้าไปบำบัดในสถานที่ต่างๆ ของเมืองไทย นี่จึงเป็นจุดหลักสำคัญที่ทาง Therapy Dog Thailand เน้นย้ำ ถึงการมี Certificate ที่ได้มาตรฐานระดับโลก เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการใช้สุนัขนักบำบัดมาสร้างความสุขให้กับทุกคนในสังคม ดังนั้นกว่าจะเริ่มต้นเข้ามาเรียนได้ ทั้งเจ้าของและสุนัขเอง ต้องผ่านการสอบความสามารถ การตรวจสุขภาพตามมาตรฐานของสวิตเซอร์แลนด์ และภายหลังจากการเรียน ก็ต้องมีการทดสอบสุดท้ายอีกครั้งหนึ่ง ว่ามีความพร้อมสำหรับการได้รับ Certificate การเป็น Therapy Dog Thailand อย่างแท้จริง” โอเล่า

กระบวนการฟังดูยาก แต่ทางกลุ่มเชื่อว่าหน้าที่การเป็น ‘สุนัขนักบำบัด’ มีความสำคัญ และจะช่วยเหลือผู้อื่นได้จริงๆ และหากองค์กรหรือหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเปิดใจ ผู้รับการบำบัดก็ได้สัมผัสถึงประโยชน์จากสิ่งนี้

Therapy Dog Thailand หลักสูตรสุนัขบำบัดที่ฝึกทั้งคนและหมาให้เยียวยากันและกัน
Therapy Dog Thailand หลักสูตรสุนัขบำบัดที่ฝึกทั้งคนและหมาให้เยียวยากันและกัน

บทเรียนที่ 4

สอนให้ครั้งหนึ่ง คิดถึงตลอดไป

นอกจากจะได้วิชาความรู้เรื่องสุนัขเพื่อใช้ในการบำบัดตัวเองและคนในครอบครัว รวมไปถึงผู้คนรอบตัวเราแล้ว Therapy Dog Thailand ยังคาดหวังจะมอบความสุขที่อยู่กับผู้เรียนได้ตลอดไป ผ่านชุมชนของคนที่รักและเชื่อสิ่งเดียวกัน ทีมงานเล่าให้เราฟังว่า คนส่วนหนึ่งตั้งใจมาเรียนเพื่อไปดูแลคนใกล้ตัว แต่อีกส่วนหนึ่งคือคนที่ไม่ได้คิดถึงตัวเองเลย แต่คิดว่าเป็นฉันกับหมา รวมพลังกันเพื่อทำให้คนอื่น

“ในขั้นตอนการรับสมัครเจ้าของและสุนัขเข้ามาร่วมฝึก จะมีการโทรไปสัมภาษณ์ด้วย มีอยู่ท่านหนึ่งเล่าว่า น้องเขาเป็นโรคซึมเศร้า และเขาเชื่อว่าสุนัขที่เขาเลี้ยงอยู่น่าจะช่วยอะไรได้ น่าเสียดายว่าเพิ่งจะมีหลักสูตรแบบนี้เกิดขึ้น เพราะตอนนี้น้องเขาเสียไปแล้ว แต่วันนี้อยากสมัครเข้ามาเทรนกับเรา เพราะเชื่อว่าเขาและน้องหมาน่าจะช่วยคนอื่นได้อีก” เก๋เล่าถึงผู้สมัครที่มีหัวใจเดียวกัน

ผู้สมัครบางคนบอกว่า เขามีพ่อแม่สูงอายุในบ้าน ถ้าไม่เลี้ยงน้องหมา พ่อแม่คงเฉาไปแล้ว อีกเคสหนึ่งบอกว่า ผมเคยเป็นซึมเศร้า ผมหายแล้ว และผมก็อยากช่วย” บี๋เล่าประวัติของผู้มาเรียน

Therapy Dog Thailand หลักสูตรสุนัขบำบัดที่ฝึกทั้งคนและหมาให้เยียวยากันและกัน

บทเรียนที่ 5

สอนว่าความสุขส่งต่อได้ไม่รู้จบ

ภาพฝันในอนาคตของทีม Therapy Dog Thailand คืออยากเห็นชุมชนคนและสุนัข เรียกว่า Therapy Dog Thailand Community ที่น่ารักเหล่านี้ขยายตัว และส่งต่อพลังบวกออกไปให้กับผู้คนในสังคมแบบยั่งยืน

“เราเป็นแค่กลุ่มเล็กๆ ที่เริ่มต้นสิ่งนี้เป็นธุรกิจเพื่อต่อยอดการสร้าง Ecosystem ของการใช้สุนัขนักบำบัดให้เกิดขึ้นจริงในเมืองไทยแบบยั่งยืน ต้องบอกว่าวันนี้เราควักกระเป๋าตัวเองมาทำ เพราะเราเห็นปลายทางที่เป็นประโยชน์จริงๆ กับสังคมไทย เห็นประโยชน์ตั้งแต่คนใกล้ตัว ไปจนถึงคนอื่นๆ ในสังคม เราอาจจะไม่ได้ตั้งต้นด้วยการขอรับเงินบริจาคหรือการขอเงินสนับสนุนจากองค์กรต่างๆ เพราะเราคิดว่า เรากำลังทำเรื่องใหม่ ดังนั้นการพูดไม่ได้มีน้ำหนักดีพอเท่ากับการลงมือทำ เราเลยขอลงมือทำก่อนเพื่อเริ่มให้คนในสังคมได้เห็นและยอมรับ และถ้าคิดว่าจะเริ่มทั้งที ก็ต้องทำให้จริงให้ได้มาตรฐานให้กับสุนัขนักบำบัดในเมืองไทย ในขณะเดียวกัน เราก็อยากสร้างชุมชนให้ทุกคนได้เข้ามาทำสิ่งดีๆ ร่วมกัน เพื่อคืนกลับไปสู่สังคม ทุกคนจะได้เห็นทั้งศักยภาพของตัวเองและน้องหมาที่จะช่วยเหลือดูแลคนอื่นอีกด้วย” โอพูดถึงภาพฝันที่อยากเห็น

“การตั้งชุมชนนี้ (Therapy Dog Thailand Community) จะมาจากห้าเปอร์เซ็นต์ของรายได้เรา โดยไม่หักค่าใช้จ่าย เพื่อนำไปสนับสนุนกิจกรรมจิตอาสาต่างๆ เพื่อให้ชุมชนนี้เกิดขึ้นได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน เมื่อผู้เรียนเรียนจบหลักสูตร และสอบผ่าน ก็จะได้รับประกาศนียบัตรจาก Therapy Dog Thailand According to Therapy Dog Association Switzerland และได้เป็นสมาชิกของชุมชนโดยอัตโนมัติ โดยชุมชนนี้จะประกอบไปด้วยที่ปรึกษาโครงการซึ่งเป็นทีมแพทย์และผู้เชี่ยวชาญจากสาขาต่างๆ ที่จะมาร่วมทำกิจกรรมจิตอาสากับเราในแต่ละเดือนไปตามสถานที่ต่างๆ เช่น บ้านเด็กและมูลนิธิต่างๆ ที่ต้องการได้รับการบำบัด โดยแต่ละครั้งก็เป็นเหมือนการมาพบปะ แลกเปลี่ยนความรู้ และได้ทำงานกุศลไปด้วยกัน”

“องค์กรที่เป็นที่ปรึกษาและพันธมิตรของเรา เป็นเสมือนคนที่ช่วยเปิดประตู เมื่อมีคนเปิดรับ เราเองก็จะดันไปให้สุด สิ่งที่เราทำเป็นสิ่งใหม่ และเราทุกคนก็เริ่มต้นทำสิ่งนี้อยู่บนความเสี่ยง ทั้งการควักเงินของตัวเอง และชวนเพื่อนๆ มาลงแรงทำร่วมกัน แต่ความเสี่ยงนี้เป็นการเสี่ยงที่เรามองว่ามีปลายทางที่คุ้มค่า เพราะเราเชื่อว่า เราจะได้ก็เมื่อเราพร้อมที่จะให้” บี๋ทิ้งท้ายด้วยแนวคิดหลักของกลุ่ม

Therapy Dog Thailand กำลังเปิดรับสมัครผู้เรียนพร้อมน้องหมา อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก www.therapydogthailand.org หรือ Facebook : Therapy Dog Thailand

Writer

เกวลิน ศักดิ์สยามกุล

นักออกแบบ-สื่อสารเพื่อความยั่งยืน ที่อยากเล่าเรื่องสิ่งแวดล้อมผ่านชีวิต บทสนทนา และแบรนด์ยาสีฟันเม็ดเล็กๆ ของตัวเอง

Photographer

ปวรุตม์ งามเอกอุดมพงศ์

นักศึกษาถ่ายภาพที่กำลังตามหาแนวทางของตัวเอง ผ่านมุมมอง ผ่านการคิด และ ดู

Little Big People

เรื่องราวของเหล่าคนตัวเล็กผู้มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น

NANA Coffee Roasters คาเฟ่ย่านบางนา คือสถานที่พูดคุยของเราในวันนี้ บรรยากาศโล่งโปร่ง รายล้อมด้วยสีขาวสะอาด ตัดกับความเขียวขจีของแมกไม้ มีกลิ่นหอมฟุ้งของกาแฟอบอวลชวนฝัน

และมีต่างหูยาวระย้า ที่คาดผมดอกไม้อลังการ กระโปรงบานสีฟ้าพลิ้วไหว กระเป๋าถือในคราบโทรศัพท์โบราณ พร้อมรอยยิ้มกว้างเป็นมิตร

ไม่ต้องมองหาให้เมื่อยคอ เธอคือ จอย-ณัฐกาญจน์ เด่นวณิชชากร เจ้าของธุรกิจ Joy Ride บริการดูแลพร้อมรับส่งผู้สูงอายุไปหาหมอ ไม่ผิดแน่ 

จอยเริ่มด้วยการบอกตามตรงว่าเธอชื่นชอบ The Cloud มาก และมักจะเข้ามาพูดคุยบนเพจของเราเสมอ วันนี้ ถึงตา The Cloud เป็นฝ่ายเข้าหาเธอ เรานั่งลง สนทนา ถามไถ่เรื่องราวในชีวิตจอยด้วยความยินดีอย่างยิ่ง

อาจเป็นเพราะกฎแห่งแรงดึงดูด, เธอว่า

หรืออาจเป็นเพราะสิ่งที่เธอทำมันมีทั้งคุณค่าและความหมาย, เราเห็นเช่นนั้น

หากไม่เชื่อ ขอโฆษณาให้ฟังสักเล็กน้อย 

Joy Ride รถรับส่งผู้สูงอายุของสาวหมดไฟที่ไม่ใช่แค่พาไปหาหมอ แต่ดูแลดุจหลาน บริการดุจลูก
Joy Ride รถรับส่งผู้สูงอายุของสาวหมดไฟที่ไม่ใช่แค่พาไปหาหมอ แต่ดูแลดุจหลาน บริการดุจลูก

ถ้าคุณเป็นคนที่เคยเลื่อนนัดหมอเพราะลูกหลานไม่ว่างพาไป จำต้องพลาดกิจกรรมบางอย่างเพราะไม่มีคนไปด้วย หรือไม่มีใครอยู่รอในวันที่ต้องผ่าตัดครั้งใหญ่ เรามีข้อเสนอดี ๆ มาให้

ก่อนอื่น นี่ไม่ใช่โฆษณาชวนเชื่อ แต่เป็นโฆษณาบริการรถรับจ้าง

และนี่ก็ไม่ใช่แค่รถรับจ้างธรรมดา แต่เป็นรถที่จอดรอคุณทั้งวัน มีโชเฟอร์ที่เป็นทั้งคนขับ คนช่วยพยุง คนคุยเล่นเป็นเพื่อน คนสื่อสารกับหมอ โดยมีการเตือนคุณให้กินยา และแวะเวียนมาหาพร้อมของฝากเป็นบริการหลังการขาย 

สตาร์ทอัพของอดีตพนักงานเงินเดือนหมดไฟ ที่หันมาเอาดีด้านการดูแลผู้สูงอายุราวกับคนในครอบครัว 

นี่เป็นแค่เสี้ยวหนึ่งของ Joy Ride เท่านั้น

Joy to the World

จากจังหวัดยะลา ใต้สุดของประเทศ จอยขึ้นมาจบการศึกษาจากคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพราะฝันอยากเป็นนักเขียนบท 

หากว่างจากการเรียน เธอมักจะเป็นอาสาสมัครเลี้ยงเด็กตามบ้านเด็กอ่อน และคอยช่วยเหลือค่ายศิลปะ Art for All เกือบทุกปี เป็นศิลปะสำหรับเด็ก 5 ประเภท คือ หูหนวก ตาบอด พิการทางรางกาย พิการทางสมอง และเด็กปกติ 

จอยบอกว่าตัวเองไม่เคยออกนอกลู่นอกทาง มีชีวิตขาวสะอาดมาก ถึงขั้น “โคตรอินโนเซนส์”

เธอจึงตัดสินใจกลับไปอยู่ใต้อีกครั้งที่ภูเก็ต บ้านเกิดของแม่และยาย คิดว่าคงได้ประสบการณ์มาเขียนบทเป็นกอบเป็นกำ แต่กลับจับพลัดจับผลูมาทำงานการตลาด ในตำแหน่ง Marketing Officer ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่หนึ่งของชีวิต

จุดเปลี่ยนที่สอง เกิดขึ้นในวัย 25 ปี เมื่อเธอกลับมาทำงานที่กรุงเทพฯ ด้วยการเป็น Brand Manager ของบริษัทเกี่ยวกับภาพยนตร์ นำพาให้เธอได้เติบโตบนเส้นทางนักการตลาดในหลายแวดวงเรื่อยมา จนถึงวันที่มีเงินเดือนแตะแสนบาท 

แต่เธอไม่จอยสมชื่อ จอยเต็มไปด้วยความทุกข์ หลังวิกฤตโควิดเข้ามาได้ 1 ปี

“มีความกดดันในที่ทำงาน จากเป็นคนที่เจ้านายรักมาก กลายเป็นหมาหัวเน่า เริ่มนั่งอยู่ดี ๆ ก็อยากร้องไห้ ขับรถก็ร้องไห้

“เริ่มโทรไปคุยกับแม่ว่า หม่าม้า ลูกจะเป็นคนที่ล้มเหลวไหมถ้าลูกจะขายบ้าน ขายรถที่กรุงเทพฯ ขายทุกอย่างเลย แล้วกลับไปอยู่ยะลา ลูกไม่มีความสุขในชีวิต รู้สึกแย่มาก”

เธอตัดสินใจไปพบแพทย์ วันนั้นเองที่จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญได้ถือกำเนิดขึ้น

เรื่องแรก เป็นไปตามคาด หมอวินิจฉัยว่าจอยเป็นโรคซึมเศร้า เธอนั่งปล่อยโฮกลางโรงพยาบาล

เรื่องต่อมา ขณะที่น้ำตายังคงไหล เธอมองเห็นคนแก่ กำลังพาคนที่แก่กว่า และป่วยกว่าไปพบแพทย์

“ทำไมลูกหลานไม่พามา” เสียงในหัวเธอดัง คิดถึงเรื่องเล่าจากเพื่อนที่มีแม่เป็นมะเร็ง ต้อง Follow-up ทุก ๆ 3 เดือน แต่เจ้านายกลับไม่ให้ลาหยุด 

จอยกินยาคลายเครียดเม็ดแรกในชีวิต 

วันอาทิตย์เธอปรึกษาในกลุ่มมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการฝากร้าน ว่า จะทำธุรกิจรับจ้างพาผู้สูงอายุไปหาหมอ ปรากฏว่ามีคนสนับสนุน ให้ความสนใจเยอะมาก 

จอยยื่นจดหมายลาออกในเช้าวันจันทร์ 

เธอทำโลโก Joy Ride ให้คนในกลุ่มเลือกอีกครั้ง เธอจด Trademark จดทะเบียนเว็บไซต์ เปิดเฟซบุ๊ก จด Domain Name ทั้งหมดเกิดขึ้นภายในเวลา 1 เดือน 

Joy Ride รถรับส่งผู้สูงอายุของสาวหมดไฟที่ไม่ใช่แค่พาไปหาหมอ แต่ดูแลดุจหลาน บริการดุจลูก

Test Drive

ไอเดียแรกของธุรกิจนี้คือบริการดูแลพร้้อมรับส่งผู้สูงอายุ แต่ลูกค้าคนแรกที่โทรเข้ามา คือขอให้เธอช่วยรับกลับจากโรงพยาบาลสนาม เพราะเพิ่งหายจากโควิด แม้จอยจะขอใช้เวลาคิด แต่เธอก็โทรกลับไปตอบว่า “ได้ค่ะ”

จอยสวมเสื้อกันฝนแทนชุด PPE เปิดหน้าต่าง ปิดแอร์ สวมหน้ากากอนามัย 2 ชั้น พร้อมถุงมือและหมวก แม้จะเป็นงานแรกที่เธอยังจับต้นชนปลายอะไรไม่ได้มาก แต่ลูกค้าคนแรกของเธอก็กลับถึงบ้าน พร้อมเขียนรีวิวชื่นชมเธอยกใหญ่ จุดประกายให้ (อดีต) มาร์เก็ตติงสาว คิดแคมเปญขึ้นมาเล็ก ๆ ว่า Welcome home พาคุณกลับบ้าน ไปหาบ้านที่คุณรัก และคนที่คุณคิดถึง คอยรับจ้้างส่ง (อดีต) ผู้ป่วยโควิดตลอดทั้งเดือน 

กระนั้น จากที่เคยได้เงินเดือนแตะแสนบาท กลับกลายเป็นได้กำไร 200 บาทในเดือนแรก เพราะต้องซื้อชุด เครื่องพ่นแอลกอฮอล์ เครื่องฟอกอากาศ จ่ายค่าน้ำมัน ค่าทางด่วน ฯลฯ ทำให้เธอทบทวนความตั้งใจของตัวเองใหม่ จนเกือบจะล้มเลิก

“ประมาณเดือนตุลาคม ช่วงลูกค้าน้อย ๆ เราได้เจอลูกค้าเป็นคุณแม่ท้อง ทั้งเดือนแทบจะอยู่ได้เพราะคนนี้เลย เขาถามว่า พี่จอย คิดจะทำ Joy Ride ไปถึงเมื่อไหร่ หนูอยากให้พี่จอยดูแลหนูกับลูกไปจนลูกบวชนะ” 

แม้จอยจะฟังแล้วแอบร้องไห้เงียบ ๆ แต่คำตอบที่ดังที่สุดคือเธอจะทำทุกวิถีทางให้ธุรกิจนี้ไปต่อให้ได้

และ Joy Ride ที่มีสมาชิกเพียง 6 คนในตอนนั้น ก็ได้รู้จักกับคำว่า สตาร์ทอัพ

จอยร้อยเวที

จอยกลับสู่วงการการตลาดจนได้ แต่เป็นการทำ Pitch Desk โมเดลธุรกิจไปขอทุนตามองค์กรต่าง ๆ ซึ่งไม่เคยผ่านเลย เพราะไม่มีประสบการณ์การทำธุรกิจมาก่อน แต่ทุกครั้งที่ถูกปฏิเสธก็คล้ายจะเป็นการบังคับให้เธอกลับมาหาความรู้เพิ่ม

“เราทำบริการนี้ เพราะเราอยากทำบริการนี้ เราไม่ได้สนใจว่ามันจะเป็นธุรกิจที่เติบโต ผู้สูงอายุเป็นเทรนด์ได้ ไม่รู้ ตลาดผู้สูงอายุเป็นยังไง ไม่รู้ ไม่ทำการบ้าน และถึงแม้เราจะไม่ได้ทุน แต่กรรมการจะบอกว่า เราขาดอะไร 

“ทำให้เราเกิดการพัฒนา เราเป็นตัวช่วยแก้ปัญหาให้กับสังคม เป็นแพลตฟอร์มที่สร้างรายได้ให้กับคน อยู่ ๆ เราก็มีความคิดเหมือนกับเจ้าของกิจการ เราต้องดูแลทีมงานของเราให้ดี เขาจะได้ไปดูแลคนอื่นได้ดี ฉะนั้น ต้องมีกำไรในการบริหาร 

“จากได้เงินเดือนละ 20,000 กำไร 200 วันนี้เราโตขึ้น 10 เปอร์เซ็นต์ มีพนักงานเกือบ 20 คน และกำลังจะได้เงินหลายแสนบาท”

Joy Ride รถรับส่งผู้สูงอายุของสาวหมดไฟที่ไม่ใช่แค่พาไปหาหมอ แต่ดูแลดุจหลาน บริการดุจลูก

ไม่เพียงผู้สูงอายุเท่านั้นที่ใช้บริการได้ จอยเล่าว่า ลูกค้ากลุ่มรองลงมาเป็นคุณแม่ตั้งครรภ์ จนถึงรอรับกลับหลังคลอดลูกวันแรก นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มผู้พิการที่ไม่ใช่แค่พาไปโรงพยาบาล แต่ยังพาไปทำกิจกรรมอื่น ๆ ที่ต้องการคนดูแล เช่น ไปเที่ยว ไปดูหนัง ไปงานรับปริญญาตัวเอง อีกหนึ่งกลุ่มที่เราว่าน่าสนใจดี คือกลุ่มสาวโสดอายุ 30 – 40 ปี อาจเป็นเพราะเห็นตัวเองในอนาคต 

กลุ่มนี้ส่วนมากจะต้องการใครสักคนเป็นเพื่อน หรืออยู่เฝ้ารอหน้าห้องผ่าตัด เป็นวัยที่คงไม่ไขว่คว้าหาความช่วยเหลือเท่าไหร่ และกำลังใจอาจเป็นของหายากมากที่สุด อย่างน้อยในวันที่ไม่รู้ว่าชีวิตจะดีหรือร้าย การมีคนรอคอยการกลับมาก็มีค่าเหลือเกิน

“ตอนที่ติดต่อเรามาครั้งแรกเหมือนเป็นคนแปลกหน้า แต่หลังจากที่เราให้บริการ เขาก็มองเราไม่เหมือนเดิม เราเป็นลูกรับจ้าง หลานจำเป็น ในยามที่คุณจำเป็นต้องมีใครสักคนหนึ่งเป็นเพื่อนคอยดูแล” จอยย้ำความตั้งใจ

Easy ไม่ Scary

เชื่อว่าหลายคนคงอยากรู้แล้วว่า บริการรถรับจ้างที่เราโฆษณาไว้ตั้งแต่ต้นจะพิเศษขนาดไหน 

งานของ Joy Ride แตกต่างจากรถสาธารณะทั่วไปตรงที่เธอไม่ได้ส่งแค่ถึงปลายทาง แต่ครอบคลุมตั้งแต่ก่อนเจอลูกค้า วันที่ไปพบแพทย์ จนถึงหลังกลับจากพบแพทย์ ขอเล่าง่าย ๆ ตามเวลา ดังนี้

ก่อนเจอลูกค้า

“ถ้าพรุ่งนี้ต้องไปรับลูกค้า วันนี้จะโทรไปสวัสดีค่าคุณแม่ น้องแอนเขาให้หนูไปรับพรุ่งนี้ 6 โมงเช้า คอนเฟิร์มนะคะ เราจะถามลูกตั้งแต่ก่อนไปแล้วว่าคุณแม่คุณพ่อชอบฟังเพลงอะไร บางคนบอกชอบ The Ghost Radio บางคนบอกชอบธรรมะ ลูกบางคนส่งเพลย์ลิสต์มาให้เปิดเลย 

“ขึ้นรถมา คุณแม่เพลงเสียงดังไปรึเปล่า เย็นไหม ร้อนไหม ในรถมีขนม เครื่องดื่ม ทิชชู เตรียมอุปกรณ์สำหรับคนแก่ บางทีหาหมอเสร็จแล้วหิว จะได้มีอะไรกินเล็ก ๆ น้อย ๆ มันจะไม่เหมือนนั่งรถโดยสาร แต่ขึ้นมาแล้วเหมือนได้นั่งรถหลานสาว”

Joy Ride รถรับส่งผู้สูงอายุของสาวหมดไฟที่ไม่ใช่แค่พาไปหาหมอ แต่ดูแลดุจหลาน บริการดุจลูก

วันที่ไปพบแพทย์

“เราพาพ่อแม่ไปโรงพยาบาลยังไง ก็ทำแบบนั้นแหละ พาไปห้องหมอ คิดแทนว่าถ้าเกิดว่าหมอบอกแบบนี้ เราจะต้องถามอะไรหมอ รับยา เจาะเลือด ระหว่างนี้ก็ต้องคอยรายงานลูกเป็นระยะ ๆ 

“เอกลักษณ์ของ Joy Ride คือการที่ลูกหลานจะรู้สถานะตลอด ออกจากบ้านแล้วค่ะ รับบัตรคิวแล้วค่ะ กำลังพากลับบ้านค่ะ และจะได้อ่าน Report ประจำวันด้วย เช่น วันนี้คุณหมอบอกว่ายาที่ให้ไปครั้งที่แล้วกินแล้วมวนท้อง ต้องกินก่อนอาหารครึ่งชั่วโมง และเน้นให้คุณแม่ทำกายภาพ ค่าตับ ค่าคอเลสเตอรอล ยังอยู่ในเกณฑ์ปกติ ซึ่งทีมงานผู้ชายที่รับมาล่าสุด เขียนมาประมาณ 4 หน้าพร้อมรูปประกอบ เป็นไฟล์ PDF เราตกใจมาก เขาทำงานละเอียด ดีกว่าเราด้วยซ้ำ” 

หลังกลับจากพบแพทย์ 

“ถ้าเป็นลูกค้าฉีดวัคซีนก็จะทักไปถามว่า แม่คะ เมื่อคืนที่ฉีดวัคซีนเป็นยังไงบ้าง ปวดเนื้อปวดตัวไหม แล้วสมมติว่า มีนัดครั้งต่อไปเมื่อไหร่ก็จะโทรไปหาลูกว่า อาทิตย์หน้าคุณพ่อมีนัดนะคะ จะพาไปเองหรืออยากให้ทีม Joy Ride ไปรับเหมือนเดิม”

แต่แน่นอน ลำพังขับรถให้ผู้สูงอายุก็ต้องระมัดระวังมากอยู่แล้ว ยิ่งเป็นผู้โดยสารที่กำลังเจ็บไข้ได้ป่วย ยิ่งต้องคำนึงถึงความปลอดภัยมากเป็นพิเศษ สิ่งสำคัญในการขับรถของ Joy Ride จึงประกอบไปด้วย 

หนึ่ง ขับให้ช้าเข้าไว้ เคารพกฎหมายจราจรอย่างเคร่งครัด 

สอง ให้ระวังเรื่องคำพูดมาก ๆ เพราะผู้โดยสารทุกคนเปราะบางทางอารมณ์ และเธอจะไม่ถามคนที่นั่งเบาะหลังว่าทำไมลูกสาวถึงไม่ว่าง จนกว่าเจ้าตัวจะเล่าออกมาเอง 

สาม ต้องมีความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับโรคต่าง ๆ พอสมควร เป็นประโยชน์ต่อการควบคุมอาหารในแต่ละมื้อ 

และข้อสุดท้าย สำคัญที่สุด

“ต้องระวังตัวเราเอง เราเพิ่งเป็นนิ่วเพราะมัวแต่ดูแลคนอื่น ไม่กล้าทิ้งลูกค้า ต้องเข้าโรงพยาบาล แอดมิตครั้งแรกในรอบ 20 ปี”

นอกเหนือจากงานบริการที่ละเอียดลออเป็นพิเศษแล้ว สิ่งที่โดดเด่นดึงจุดสนใจ และคงไม่ถามไม่ได้ คือการแต่งตัวของเธอที่จัดหนักจัดเต็มทุกครั้ง 

จอยบอกว่าเป็นความชอบส่วนตัว บวกกับการสวมหน้ากากทำงานร่วมกับผู้สูงอายุที่ไม่ค่อยมีมือถือ มักเกิดปัญหาคุณตาคุณยายจำเธอไม่ได้ หากสวมกระโปรงบานสีฟ้า มีเครื่องหัวอลังการแบบนี้ คงไม่มีทางจำผิดคนเป็นแน่

“บางคนเขาจำเราไม่ได้ มีคุณยายคนหนึ่งเรียกเรา ยัยปุ๊กลุ๊ก เวลาไปติดต่อ คุณหมอ พยาบาล การเงิน จากที่หน้าหงิกหน้างอก็ยิ้มเลย การที่ต้องทำงานกับผู้ป่วยมันคือการทำงานกับความทุกข์ของคน แล้วเราได้เอาความสดใสเล็ก ๆ ไปทำให้เขามีความสุข คนแรกที่มีความสุขก็คือตัวเราเอง” เราพยักหน้าคล้อยตาม และมีความสุขเป็นคนถัดมา

Joy Ride รถรับส่งผู้สูงอายุของสาวหมดไฟที่ไม่ใช่แค่พาไปหาหมอ แต่ดูแลดุจหลาน บริการดุจลูก
Joy Ride รถรับส่งผู้สูงอายุของสาวหมดไฟที่ไม่ใช่แค่พาไปหาหมอ แต่ดูแลดุจหลาน บริการดุจลูก

Please mind the gap between you and your mom

งานบริการส่วนใหญ่คงอยากให้ลูกค้าแวะเวียนกลับมาใช้ซ้ำ แต่งานบริการดูแลพร้อมรับส่งผู้ป่วยของจอย จำเป็นต้องมีลูกค้าประจำรึเปล่า – เราถามด้วยความสงสัย

“เวลาส่งลูกค้าถึงบ้าน เราไม่เคยบอกว่า เดี๋ยวเจอกันใหม่นะคะ เราจะบอกว่า ขอให้สุขภาพแข็งแรง แล้วก็ไม่ต้องไปโรงพยาบาลบ่อย ๆ แต่ถ้ามีความจำเป็น ก็ขอให้นึกถึงจอย”

ที่เป็นเช่นนั้น เพราะจอยเปรียบธุรกิจของเธอเป็นสะพานเชื่อมระหว่างครอบครัวกับโรงพยาบาล เพราะลูกไม่ได้มาด้วย และหมอก็ไม่ได้รู้ว่าที่บ้านคนแก่อยู่ยังไง 

นั่นคือความตั้งใจแรก

พอทำไปทำมา ดูเหมือนสะพานที่ว่า จะเป็นการเชื่อมครอบครัวเข้าหากันเสียมากกว่า เมื่อลูกต้องเติบโตเป็นผู้ใหญ่ แต่พ่อแม่กลับกลายเป็นเด็กอีกครั้ง

“บางครั้งเราไปรับลูกค้า แล้วแม่บ่นปวดขามากเลย รองเท้าแตะเนี่ยสึกหมดแล้ว แต่ไม่กล้าบอกลูก เกรงใจลูกต้องไปซื้อ เราก็ทำทีบอกลูกสาวว่า แอบได้ยินมาว่าคุณแม่อยากได้รองเท้า เผื่อว่าจะซื้อเป็นของขวัญให้ เรามักจะได้ข้อมูลที่คุณพ่อคุณแม่อัดอั้นตันใจ 

“ต่อให้รวยแค่ไหน ฐานะพร้อมยังไง ทุกครอบครัวจะมีช่องว่างเล็ก ๆ เสมอ ผู้สูงอายุต้องการคนรับฟัง อยากรู้สึกว่าเขามีคุณค่า ไม่ใช่ไม้ใกล้ฝั่งที่มองเห็นเพื่อน ๆ ค่อย ๆ จากไปแล้วคิดว่าเมื่อไหร่จะถึงคิวเขา มันไม่ใช่แค่เรื่องร่างกาย แต่มันคือจิตใจด้วย”

“เคยมีผู้ป่วยระยะสุดท้ายที่ต้องการทำธุรกรรม เราเจอเขาแค่ครั้งเดียวเองนะ เมื่อถึงวาระสุดท้าย เราก็ไปส่งเขา คราวนี้เป็นการเดินทางแบบ One-way ที่ไม่ต้องเข้าโรงพยาบาลอีก ก็ดีใจที่เรามีส่วนทำให้เขาหมดห่วงในช่วงสุดท้ายของชีวิต”

และใช่ว่าตัวเธอห่วงใยเฉพาะผู้สูงอายุ จอยมองว่าธุรกิจของเธอเข้ามาตอบโจทย์ลูกหลานที่อยากดูพ่อแม่ แต่เวลาคือก้างชิ้นใหญ่ที่กลืนไม่ลงท้อง หลายคนกลัวเสียโอกาส ขาดรายได้ ในยุคที่เศรษฐกิจยากจะเอาแน่เอานอน ลูกหลานจึงเป็นอีกคนที่ต้องการกำลังใจไม่น้อยไปกว่ากัน

“รู้ไหม 95 เปอร์เซ็นต์ของคนที่โทรมาจองเราเป็นผู้หญิง ทำให้เห็นว่าผู้หญิงเป็นเดอะแบกของครอบครัว ถึงแม้ลูกสาวจะแต่งงานออกเรือนไปแล้ว มีลูกเล็กที่ต้องเลี้ยงดู มีสามีที่ต้องดูแล มีงานที่ต้องทำ แต่ลูกสาวยังต้องดูแลพ่อแม่

“เช่น คนที่คุณแม่ทำคีโมแต่ว่ายังไม่ตอบสนอง เราต้องให้กำลังใจคนเป็นลูก ไม่ใช่แค่คนป่วย”

Joy Ride รถรับส่งผู้สูงอายุของสาวหมดไฟที่ไม่ใช่แค่พาไปหาหมอ แต่ดูแลดุจหลาน บริการดุจลูก

A bundle of Joy

ในช่วงต้น จำได้ไหมว่าจอยใช้ชีวิตอยู่ที่ภูเก็ต 2 ปีหลังเรียนจบ นอกจากจะอยู่เพื่อทำงาน ดำน้ำ ตามหาประสบการณ์ชีวิต จอยยังค้นพบบางสิ่งที่เคยมองข้าม และทำให้จุดเริ่มต้นที่แท้จริงของ Joy Ride อาจไม่ใช่แค่ปีก่อน แต่เป็นเมื่อ 10 ปีก่อนหน้านั้น 

เรารู้เพราะถามเธอว่าเริ่มมีความรู้สึกอยากดูแลผู้สูงอายุตั้งแต่เมื่อไร เธอตอบออกมาพร้อมน้ำเสียงสั่นเครือใน 10 นาทีแรกที่เราสนทนากัน

จอยบอกว่าเธอกลับไปอยู่ภูเก็ตเพราะยาย

“เราอยากกลับไปภูเก็ตเพื่อดูแลยาย ตอนนั้นแค่คิดว่าอยากรู้จักยายมากกว่าเจอตอนปิดเทอมแค่ 5 วัน เพราะรู้สึกว่าเราเป็นหลานที่ยายไม่รู้จัก เราได้รู้ว่ายายชอบอะไร หาเวลาหยุดเพื่ออยู่กับเขา แต่ยายเราโคตรแข็งแรงเลย พึ่งเสียเมื่อ 2 ปีที่แล้ว

“จนมาทำ Joy Ride มันทำให้เราถามตัวเองว่า แล้วเราเคยดูแลคนในครอบครัว ดีเท่าเราดูแลพ่อแม่คนอื่นบ้างไหม เอาตรง ๆ เราเคยพาพ่อแม่ไปหาหมอแค่ครั้งเดียว เพราะว่าอยู่คนละที่ และในฐานะที่เราเป็นลูกหลาน มันไม่เคยมีคำว่าพอสำหรับการทำให้คืนกลับไป” 

จากนั้นคาเฟ่กลางกรุงก็กลายเป็นบ่อน้ำตาของเธอ หลังจอยอธิบายว่าทำไมแนวคิดลูกรับจ้าง หลานจำเป็น ถึงได้สมจริงถึงเพียงนี้

“เคยมีคนบอกเราว่า มีที่ไหนทำงานแล้วทีมงานได้เงินมากกว่าตัวเอง หรือธุรกิจแบบนี้อีก 10 ปีก็ไม่รวย เป็นอาชีพใช้แรงงานที่ได้เงินวันละ 500 บาท หากินกับคนแก่ คนป่วย คนพิการ บริการดุจญาติมิตรแต่คิดตังค์ 

“เราก็เสียใจนะ แต่คนที่เข้าใจเรามีมากกว่าคนไม่กี่คนที่ไม่เข้าใจ ก็เลยมองข้ามมาได้ เลิกคิดจะเลิกแล้วเอาเวลามาคิดว่าทำยังไงให้มันอยู่รอดได้ดีกว่า”

Joy Ride รถรับส่งผู้สูงอายุของสาวหมดไฟที่พาผู้สูงอายุ คนท้อง ผู้พิการ สาวโสด ไปหาหมอ ทำธุระส่วนตัว แบบเพื่อนสนิท คู่คิด และลูกหลาน

แม้วันนี้เธอจะยังร้องไห้ง่าย ๆ อยู่ แต่เธอก็ปาดน้ำตาเร็วขึ้น หลังเห็นจอยเปลี่ยนแปลงเป็นคนที่เข้มแข็ง เราถามเธอต่อว่า มีเรื่องราวของพนักงานคนไหนไหมที่เปลี่ยนจากหลังมือเป็นหน้ามือเหมือนเธอ 

จอยเล่าเรื่องน้องสาวแท้ ๆ ให้เราฟังเล็กน้อยเป็นคำตอบ 

จากวันแรกที่มองว่าเป็นงานที่ตรงกันข้ามกับตัวเองโดยสิ้นเชิง ปัจจุบันจอยเหมือนได้น้องสาวคนใหม่ ที่มีความคิดความอ่าน อ่อนโยน เป็นมิตร เมตตาคนอื่น และรักตัวเองมาก 

จะดีแค่ไหนถ้าพนักงานทุกคนรู้สึกคล้ายกัน Joy Ride เป็นธุรกิจที่อยู่กันแบบครอบครัว และตอนนี้บรรดาญาติสนิทมิตรสหายของเธอกำลังขยายใหญ่ขึ้น มีผู้สมัครเข้าร่วมทีมมากกว่า 1,000 คน รอคิวส่งต่อความปรารถนาดี พร้อมแรงสนับสนุนจากสังคมอีกมากมาย เชื่อว่านอกจากศักยภาพของธุรกิจ ความคิด และตัวตนของจอยก็น่ายกย่อง

“สิ่งที่ดีที่สุดคือการที่เรามีความรู้สึกหมดไฟ เพราะถ้าเราไม่รู้สึก เราก็คงเป็นพนักงานออฟฟิศ นั่งทำงานเดิม ๆ ยังคงซึมเศร้าและร้องไห้ แต่ถ้าวันนั้นเราตัดสินใจกระโดดลงมาจากชั้น 4 ของห้องประชุม เราก็คือคนที่ไม่เห็นคุณค่าของชีวิตตัวเอง สิ่งที่เราทำคือตรงกันข้าม

“ปีที่แล้วเรายังเป็น Marketing Manager เงินเดือนแสนบาท วันนี้อาจจะขาดทุนในบางเดือน แต่ทุกวันมันคือกำไรชีวิต 

“ผ่านไป 1 ปี Joy Ride ก็เหมือนต้นไม้ที่ต้องรดน้ำ พรวนดิน ใส่ใจเยอะ ๆ มันอาจจะไม่มีลูกผลให้เรากินในวันนี้ แต่อย่างน้อยมันก็ยังมีดอกให้เราเห็น” 

หลังคุยกันมาเนิ่นนาน ไม่รู้เหมือนกันว่าต้องรออีกแค่ไหนกว่าลูกผลของ Joy Ride จะงอกงาม แต่เราหวังอย่างยิ่งว่าจอยจะยังยืนหยัดทำสิ่งนี้ จนถึงวันที่เด็กน้อยคนนั้นออกบวช วันที่เราชวนเธอไปเที่ยวตอนอายุ 40 ปีได้ วันที่ผู้พิการสามารถทำกิจกรรมอื่น ๆ ได้อีกมากมาย และไม่ว่าเส้นทางจะยากสักแค่ไหน เราเชื่อว่าจอยคงมีคนรอบข้างคอยให้กำลังใจ ประหนึ่งสมาชิกในครอบครัวโดยไม่ต้องเสียเงินจ้างสักบาทแน่นอน

Joy Ride รถรับส่งผู้สูงอายุของสาวหมดไฟที่พาผู้สูงอายุ คนท้อง ผู้พิการ สาวโสด ไปหาหมอ ทำธุระส่วนตัว แบบเพื่อนสนิท คู่คิด และลูกหลาน

Joy Ride Thailand

Website : joyridethailand.com/

Facebook : Joy Ride Thailand รถรับส่งพาผู้สูงอายุไปหาหมอ

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load