“ผมชื่อเทพครับ เป็นโลเคชันเมเนเจอร์”

ประโยคแนะนำตัวด้านบนกลายมาเป็นคำตอบของชื่อเพจ Theplocation (เทพโลเคชัน) ที่ไม่ได้ตั้งเพราะความเก่งกาจด้านการสรรหาสถานที่เพียงอย่างเดียว แต่มีที่มาจาก เทพ-ธัญญเทพ สุวรรณมงคล เจ้าของเพจผู้จัดหาโลเคชันสำหรับถ่ายทำโฆษณา ภาพยนตร์ และละคร ซึ่งเขาหยิบเรื่องราวสถานที่และผู้คนที่พบเจอระหว่างทำงาน มาบอกเล่าผ่านตัวอักษรและรูปภาพอย่างออกรส

เทพมุ่งเดินบนเส้นทางโลเคชันเมเนเจอร์ตั้งแต่อายุ 25 โดยไม่สนใจเส้นทางอื่น สั่งสมประสบการณ์มากกว่า 10 ปี ถ้าจะบอกว่าเขาคือนักจัดหาโลเคชันขั้นเทพคงไม่ผิดนัก เพราะหน้าที่หลักคือเฟ้นหาสถานที่แปลกใหม่ รวมทั้งประสานงานเพื่อให้การถ่ายทำราบรื่น 

“เพจเริ่มต้นจากความสนุก” เทพเล่าด้วยแววตาเป็นประกาย ความที่เป็นนักเล่าเรื่องตัวยง เขาจึงสนุกทุกครั้งที่ได้แบ่งปันโลเคชันที่คนไม่เคยเห็น พร้อมพูดคุยแลกเปลี่ยนกับลูกเพจอย่างเป็นกันเอง ถึงขั้นกลายมาทำเพจจริงจังเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา และมองเห็นโอกาสที่มากกว่า คือการเป็นโลเคชันเอเยนต์ควบคู่ด้วย

ครั้งนี้เทพพาเราลัดเลาะบ้านสีขาวหลังใหญ่ ตั้งตระหง่านกลางย่านลาดพร้าว หากนึกภาพตามคงเป็นคฤหาสห์ของพระ-นางในละครย้อนยุคสักเรื่อง บ้านหลังนี้เป็นบ้านนักเปียโนเลื่องชื่อ โอ่โถ่งพอที่จะมีหอจัดแสดงภายในบ้าน เจ้าบ้านต้อนรับอย่างเป็นกันเอง พร้อมกับเทพที่พูดราวกับสนิทกับเจ้าบ้านมาเนิ่นนาน

“เจอกันครั้งแรกก็เดินเข้ามาในบ้านเลย” 

Theplocation เพจที่เล่าเรื่องโลเคชันหายากในกองถ่ายผ่านสายตา Location Manager สุดเทพ

จุติ-เทพ

เทพชวนเราย้อนไปถึงจุดเริ่มต้นกว่าจะมาเป็นนักจัดหาสถานที่ขั้นเทพ 

“ตอนนั้นเรียนจบคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ก็รู้สึกเคว้ง กว่าจะรู้ตัวว่าชอบทำอะไรก็ตอนฝึกงาน ตอนแรกฝึกที่บริษัทสังกัดแกรมมี่ พาร์ทหนึ่งทำรายการ พาร์ทหนึ่งทำละคร จึงขอเปลี่ยนไปทำละครเพราะชอบบรรยากาศกองถ่าย จนอายุยี่สิบห้าปี มีรุ่นพี่ที่รู้จักโทรมาบอกว่า Matching Studio เขาหาคนทำโลเคชัน ก็ถามว่าคนทำโลเคชันคืออะไร เขาบอกไม่รู้ แต่จะมามั้ย ถ้ามาจะสอนให้

“งานแรกจำได้ว่าร้องไห้เพราะหาไม่ได้ ไม่เคยทำงานโลเคชันมาก่อนในชีวิต โจทย์แรกของ ม่ำ-สุธน เพ็ชรสุวรรณ สมัยนั้นดังมากเพราะเป็นผู้กำกับโฆษณาอันดับหนึ่งของโลก ตามหาคฤหาสน์ในโฆษณามนุษย์สะดือ ร้องไห้เพราะหาไม่ได้ หัวหน้าไล่กลับบ้านพร้อมรถตู้แคสติ้ง 

“ตอนนั้นฝึกอยู่สี่เดือน จำได้ว่าวันที่หัวหน้าบอกว่าฝึกงานไม่ผ่าน อีกวันคุณปู่เสีย ช่วงเบญจเพสตอนนั้นหนักเลย หัวหน้าบอกให้กลับไปคิดดูว่าจะสู้ต่อมั้ย หรือจะไปทำอย่างอื่น สุดท้ายก็ลองอีกสามเดือน ฝ่าฟันจนได้เป็นพนักงานประจำ ทำงานที่ Matching Studio เจ็ดปี หลังจากนั้นก็ออกมาเป็นฟรีแลนซ์จนถึงปัจจุบัน”

เขาดำเนินอาชีพนี้ในฐานะฟรีแลนซ์เรื่อยมาสู่การทำเพจ Theplocation เพราะสนุกที่ได้แบ่งปันเรื่องโลเคชันแปลกใหม่ระหว่างทำงาน จนมองเห็นโอกาสใหม่ในการต่อยอดอาชีพ จึงเพิ่มบทบาทเป็นโลเคชันเอเยนต์ 

โลเคชันเอเยนต์ คือตัวแทนจัดการสถานที่ ทำให้คนสองกลุ่มที่มีความต้องการสอดคล้องกันมาเจอกัน ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของบ้านที่อยากให้บ้านเป็นพื้นที่ถ่ายทำ และกองถ่ายที่ต้องการหาสถานที่ถ่ายทำ เพจจึงเป็นพื้นที่ตรงกลางในการสื่อสาร ที่ดำเนินการโดยเทพแห่งเทพโลเคชัน

“เรามองว่ามันเป็นสกิลล์เดียวกัน” เทพกล่าวถึงสองบทบาทที่เขาทำ 

“ถ้าเป็นคนอื่นเขาจะเก็บบ้านหลังนี้ไว้ คนทำโลเคชันเมเนเจอร์ส่วนใหญ่มีอาวุธลับ เขาจะไม่บอกใครว่าเจอบ้านหลังนี้ แต่เราไม่ใช่ พอเรามีข้อมูลเยอะ เราต้องใช้ประโยชน์จากมันได้”

Theplocation เพจที่เล่าเรื่องโลเคชันหายากในกองถ่ายผ่านสายตา Location Manager สุดเทพ
Theplocation เพจที่เล่าเรื่องโลเคชันหายากในกองถ่ายผ่านสายตา Location Manager สุดเทพ

กรุง-เทพ

“โลเคชันเมเนเจอร์คือคนที่พาไปในที่ส่วนตัวได้ ที่สาธารณะใครๆ ก็ไปได้ แต่ถ้าอยากไปสถานที่ส่วนตัวต้องไปกับโลเคชันเมเนเจอร์”

หนึ่งในความเทพที่ต้องยกนิ้วให้กับเหล่าโลเคชันเมเนเจอร์ คือความสามารถในการค้นพบพื้นที่ปิดส่วนตัวสุดเจ๋งที่ไม่มีใครเคยรู้จักมาก่อน พอกล่าวเช่นนั้น หลายคนอาจเกิดความสงสัยถึงที่มาของสถานที่เหล่านั้น เทพจึงเผยวิธีเพื่อคลายความสงสัย 

“ถ้าเป็นสมัยก่อนก็เคาะตามบ้าน โจทย์คืออยากได้ครัวโมเดิร์น เราก็ต้องวางกรอบความคิดก่อนว่าจะไปหาจากที่ไหน ถ้าอยากได้ครัวโมเดิร์นต้องไปหาที่บ้านคนรวย ต้องมีวิธีการว่าจะเข้าไปได้ยังไง คุยกับ รปภ. หน้าหมู่บ้าน ไปหานิติบุคคลหรือกรรมการหมู่บ้าน บอกว่าเราต้องการอะไร แล้วเขาจะนึกออกว่าบ้านไหนมีลักษณะแบบนี้ เราก็ฝากนามบัตรกับเขา ถ้าเจ้าของบ้านสนใจก็จะโทรกลับมา

“เขาเชื่อเราได้ไงว่าไม่ใช่โจร” เทพบอกติดตลกก่อนเราจะถาม คงเพราะท่าทางและวิธีการพูดคุยของเขาที่ทำให้เจ้าของบ้านไว้เนื้อเชื่อใจ 

“ถ้าสมัยนี้เห็นทางอินเทอร์เน็ต ทางเฟซบุ๊ก เห็นว่าที่นี่สวย เราก็บันทึกเก็บไว้แล้วค่อยตระเวนหาอีกที ผ่านไปแถวไหนก็จะถ่ายรูปไว้ เราว่างผ่านไปเส้นนั้นอีกเราก็จะแวะไป”

Theplocation เพจที่เล่าเรื่องโลเคชันหายากในกองถ่ายผ่านสายตา Location Manager สุดเทพ

นักจัดหาโลเคชันแต่ละคนมีความถนัดตามพื้นที่แตกต่างกันไป สำหรับเทพมีความเชี่ยวชาญพิเศษย่านกรุงเทพฯ ตึกรามบ้านช่องในเขตเมืองกรุงเขารู้จักดีหมด เพราะเป็นคนไม่ชอบไปต่างจังหวัด และไม่อยากห่างครอบครัวเป็นเวลานาน 

“สมมติทำงานกรุงเทพฯ ได้ห้าพันบาท ไปต่างจังหวัดได้แปดพันบาท เรายอมทิ้งอีกสามพันบาทแล้วอยู่กรุงเทพฯ ดีกว่า ไปต่างจังหวัดปริมาณเงินได้เยอะกว่า แต่กรุงเทพฯ เราถนัดกว่า”

แม้จะเป็นโลเคชันเมเนเจอร์ขั้นเทพย่านกรุงเทพฯ ก็มีเหตุการณ์ปราบเซียนที่ต้องแสดงความสามารถในการจัดการ 

“มีงานหนึ่งถ่ายที่คลังพหลโยธิน จุดพักสินค้าที่มาทางรถไฟ ตอนนี้เป็นสถานีรถไฟกลางบางซื่อ เมื่อก่อนมีลานกว้างใหญ่มาก จึงใช้จัดเป็นงานคอนเสิร์ตสำหรับถ่ายโฆษณาเครื่องดื่ม M-150 แล้วคนขับรถบรรทุกแถวนั้นเข้ามาถามทีมงานว่าคอนเสิร์ตใคร ทีมงานบอก เสก โลโซ สมัยนั้น เสก โลโซ ดังมาก จึงตามมากันเป็นสิบๆ คัน คนงานนั่งดูเป็นร้อย นั่งดูไม่พอกินเหล้าเสียงดังด้วย ตอนถ่ายทำเราต้องอัดเสียง หัวหน้าเลยให้เราเข้าไปคุยกับเขา

“เขากินเหล้าอยู่เราก็ไปนั่งกินเหล้ากับเขา แล้วบอกว่าไม่มี เสก โลโซ การพูดตรงๆ ดีกว่า บอกไม่มีแน่ๆ ถ้ามีพี่มาด่าผมเลย พอรู้ว่าไม่มีเขาก็กลับบ้าน” 

Theplocation เพจที่เล่าเรื่องโลเคชันหายากในกองถ่ายผ่านสายตา Location Manager สุดเทพ
Theplocation เพจที่เล่าเรื่องโลเคชันหายากในกองถ่ายผ่านสายตา Location Manager สุดเทพ

เล่า-อย่างเทพ

“คนไทยชอบเรื่องผี ถ้าเล่าเรื่องผีลูกเพจจะชอบมาก”

เรื่องราวของบ้านโมเดิร์นหลังโอ่อ่าย่านพัฒนาการ กรุงเทพฯ ที่กองถ่ายใช้ถ่ายทำบ้านเป็นประจำ แต่กลับมีเรื่องเล่าลี้ลับชวนขนลุก 

ครั้งเมื่อเขาได้เข้าไปทำหน้าที่โลเคชันเมเนเจอร์ เทพหวาดกลัวอยู่ไม่น้อย แต่เมื่อเข้าไปก็ได้พบบ้านโมเดิร์นที่มีห้องรับแขกแบบในฝันของกองถ่าย อีกทั้งเรื่องราวที่ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด เขาเลือกเล่าตามความจริงที่พบด้วยลีลาชวนอ่าน จนทำให้มีคนแชร์เป็นหมื่นเพียงชั่วข้ามคืน ถึงขั้นรายการวิทยุโทรมาหาเพื่อให้เล่าเรื่องนี้ กลายเป็นโพสต์แจ้งเกิดในตำนาน ที่มียอดไลก์เพจเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

เทพหยิบมาเล่าตั้งแต่บ้าน ตึก สตูดิโอ โรงแรม โรงเรียน ห้างร้าน ไปจนถึงคฤหาสน์หลังใหญ่ สถานที่ไหนก็ตามที่ตรงคอนเซปต์กองถ่าย พร้อมมีเรื่องราวน่าติดตาม เขาเล่าหมด เรื่องราวเหล่านั้น บ้างพบเจอระหว่างทำงานในฐานะโลเคชันเมเนเจอร์ บ้างก็รู้จักจากตำแหน่งโลเคชันเอเยนต์ 

แต่ไม่ว่าจะค้นพบจากหน้าที่อะไร เรื่องที่เทพชอบเล่าเป็นพิเศษคือ ‘บ้าน’ 

“ทุกบ้านมีเรื่องราว” เทพกล่าวด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น ถึงสาเหตุหลักที่ชื่นชอบเกี่ยวกับบ้าน บ้านพาเขาไปรู้จักคนในบ้าน ผ่านเรื่องเล่า สิ่งของ โครงสร้าง สถานที่ตั้ง ร้อยเรียงจนเป็นเรื่องราวเฉพาะของแต่ละหลัง เทพมักตั้งชื่อบ้านตามเรื่องราวเหล่านั้น 

“อย่างบ้านหลังนี้เรียกว่าบ้านเปียโน ถ้าเราพูดคำว่าเปียโน จะนึกถึงบ้านหลังนี้ทันที เราจะไม่เรียกศาลาสุทธสิริโสภาบ้านหลังนี้มีพ่อแม่ลูกห้าคน เล่นเปียโนกันทั้งบ้าน เราจะจำเรื่องราวได้ เราพยายามไม่เขียนยาว เพราะเราเป็นคนที่ชอบอ่านอะไรที่สั้นๆ คมๆ เขียนในสิ่งที่เราเห็นว่ามันน่าสนใจ แต่ถ้าอันไหนเขียนยาวคือเรื่องมันยาวจริงๆ”

เทพถ่ายทอดเรื่องราวผ่านบทความและภาพถ่าย โดยแต่ละเรื่องราวที่เขียนโดยเทพจะเป็นข้อความสั้น หากแต่ใจความกระชับ ดึงความสนใจด้วยจุดขายของสถานที่นั้น เขาเล่าด้วยภาษาเป็นกันเอง พร้อมถ้อยคำปนสนุก เหมือนพูดคุยกับคนรู้จักมักคุ้นที่กำลังแบ่งปันประสบการณ์สนุกจากการทำงาน 

ไม่เพียงวิธีการเล่าชวนติดตาม ภาพถ่ายที่เลือกมานำเสนอ ล้วนผ่านสายตาอันเฉียบคมของโลเคชันเมเนเจอร์แล้วทั้งสิ้น เพราะเขาเชื่อว่า ภาพถ่ายเป็นอีกสาเหตุสำคัญที่ผู้ติดตามชื่นชอบ

“เราคิดว่าเราเป็นคนถ่ายรูปโลเคชันดี คือเรารู้ว่ามุมไหนคือจุดขาย อย่างห้องนี้เรารู้เลยว่ามุมนี้ขายแน่นอน” อีกทั้งภาพถ่ายโลเคชันที่ดี ต้องทำให้มองเห็นภาพรวมของสถานที่ทั้งหมด แม้จะไม่เคยไปสักครั้งก็ตาม

Theplocation เพจที่เล่าเรื่องโลเคชันหายากในกองถ่ายผ่านสายตา Location Manager สุดเทพ
Theplocation เพจที่เล่าเรื่องโลเคชันหายากในกองถ่ายผ่านสายตา Location Manager สุดเทพ

แฟน-พันธุ์เทพ 

จากวันที่ยอดไลก์มีเพียงนับร้อย จนวันนี้มีจำนวนผู้ไลก์กว่า 7,000 ถือว่าไม่น้อยสำหรับเพจที่เล่าเรื่องสถานที่ แต่ไม่ว่าจะมากหรือน้อย เทพก็ต้อนรับลูกเพจอย่างอบอุ่นเป็นกันเองเสมอ ตลอดระยะเวลาที่เปิดเพจ เขาจำลูกเพจทุกคนได้ เขาอ่านทุกคอมเมนต์ และที่สำคัญเขาตอบสนุก 

“เราจำลูกเพจได้ คนที่มาไลก์มาคอมเมนต์ตั้งแต่เพจเราหลักร้อย มีคนเคยบอกว่าเพจเราที่มันน่าสนใจเพราะเราเป็นคนตอบลูกเพจ เราก็พูดตามภาษาเรา เราเป็นคนชอบคุย ชอบตอบ ชอบแซวลูกเพจ”

เพจ Treplocation พาเขาไปรู้จักกับ ตาล-พารณี ยนตรรักษ์ แฟนเพจที่ส่งข้อความชวนเทพไปเยี่ยมเยือนถึงบ้าน บ้านของตาลเป็นโรงเรียนสอนเปียโนชื่อดัง หรือ ณัฐ สตูดิโอ สอนโดยครอบครัวนักเปียโนระดับประเทศ อีกทั้งมีหอแสดงภายในตัวที่เรียกว่า ศาลาสุทธสิริโสภา ประวัติอลังการจนเทพต้องไปชมให้เห็นกับตา 

ครั้งแรกที่เทพย่างกรายเข้าไปบริเวณบ้าน นอกจากตื่นตากับความอลังการของบ้านหลังโอ่อ่า หอแสดงโอ่โถ่ง เปียโนหลักล้าน พลันสะดุดตากับเครื่องปรับอากาศยี่ห้อ Central Air อันโด่งดังในยุคก่อน ครอบด้วยกรอบไม้หายาก ถึงขั้นกล่าวชมเจ้าบ้านที่ยังคงเก็บรักษาไว้อย่างดี 

“แอร์มันบอกยุค บ้านคนมีตังค์สมัยก่อนจะใช้ Central Air ย้อนไปสามสิบปีก่อนใครมีคือคนมีตังค์ มันคือการบอกเล่าเรื่องสมัยก่อน เราจึงเป็นคนชอบของเก่ามาก”

เมื่อกรกฎาคมที่ผ่านมา เทพจัดกิจกรรมฉลองครบ 5,000 ไลก์ ด้วยการชักชวนลูกเพจเดินชมพัฒน์พงศ์มิวเซียมพร้อมกับเขา มีลูกเพจหลายคนให้ความสนใจ และกิจกรรมเดินทัวร์ครั้งนี้ ทำให้เขาได้รู้จักกับลูกเพจมากขึ้น 

“จริงๆ อยากให้เพจโตช้าๆ เรื่อยๆ ไม่ต้องเยอะมาก เราอยากรู้จักลูกเพจให้มากขึ้น อยากจัดกิจกรรมที่พาไปเดินสำรวจโลเคชัน เราเลือกสถานที่ให้แล้วพาไป เป็นโปรเจกต์ที่คิดไว้” 

Theplocation เพจที่เล่าเรื่องโลเคชันหายากในกองถ่ายผ่านสายตา Location Manager สุดเทพ
Theplocation เพจที่เล่าเรื่องโลเคชันหายากในกองถ่ายผ่านสายตา Location Manager สุดเทพ

เทพ-พา-รักษ์

“ความสุขของการทำสิ่งนี้คืออะไร” เราถามเทพ เขานิ่งคิดเพียงชั่วครู่ก่อนจะตอบว่า 

“ประเด็นแรกคือลูก ลูกขับเคลื่อนให้ทำงานนี้อยู่ เราทำเพื่อลูก”

“เราต้องเลี้ยงที่บ้านด้วยอาชีพนี้ อยากเป็นพ่อที่เต็มที่ที่สุด ให้ลูกเรียนที่ดีที่สุด” นอกจากความรักของพ่อที่มีต่อครอบครัวแล้ว ความรักต่ออาชีพก็ยิ่งใหญ่ไม่แพ้กัน 

“ความสนุกคือการได้เจอสิ่งใหม่

“เจอที่ใหม่ ผู้คน และเรื่องราว เราเป็นคนที่ตื่นเต้นทุกทีเวลาที่เจออะไรใหม่ๆ อย่างบ้านหลังนี้ ตอนเจอครั้งแรกเราตื่นเต้นมาก สวยไปหมด มันมีแพสชันในการหา เราจะมีสายตาที่เห็นว่าโลเคชันนี้รอด สวย ใช้งานถ่ายได้”

10 กว่าปีที่เทพเลือกทำอาชีพนี้ เขาเห็นการเปลี่ยนแปลงของวงการมาตลอด ทั้งวงการกองถ่ายที่ต้องเปลี่ยนให้เข้ากับยุคสมัย แม้กระทั่งตัวเขาเองที่ต้องปรับตัวให้เท่าทันสายอาชีพ อีกทั้งเขายังเห็นการแปรผันของโลเคชันที่เคยใช้ถ่ายทำ เทพค้นพบว่า ความท้าทายไม่ใช่แค่การมองหาสถานที่ใหม่ หากแต่เป็นการรักษาของเก่าให้ยังคงอยู่ 

“พอเห็นโลเคชันที่ถ่ายแล้วหายไปมันเศร้า บ้านใหม่ๆ ใครก็สร้างได้ แต่บ้านเก่าๆ มันหายาก”

คงจะดีไม่น้อยถ้ายังมีคนอยากอนุรักษ์

คงจะดีไม่น้อยถ้าเพจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เขารักษ์

คุยกับ เทพ-ธัญญเทพ สุวรรณมงคล ชายที่เป็น Location Manager มาทั้งชีวิตถึงเบื้องหลังสถานที่ถ่ายทำสุดเทพที่สรรหาโดยเทพแห่งวงการ

ขอขอบคุณณัฐ สตูดิโอ หรือ ศาลาสุทธสิริโสภา ที่เอื้อเฟื้อสถานที่

Writer

จิตาภา ทวีหันต์

ตอนนี้เป็นนักฝึกหัดเขียน ตอนหน้ายังสงสัย ชาติก่อน (คาดว่า) เป็นคนเชียงใหม่ แต่ชาตินี้อยากเป็นคนธรรมดาที่มีบ้านเล็กๆ อยู่ต่างจังหวัด

Photographer

ปรีชญา จงศรีสวัสดิ์

ช่างภาพที่เชื่อว่าการตายอย่างมีคุณภาพคือการตายด้วยของกินที่ดีและอร่อย

Page Maker

คุยกับเหล่านักทำเพจน่าสนใจในโลกออนไลน์

แฟนเธอประหลาดมาก บ่นเรื่องประเทศไทยประเทศญี่ปุ่นอย่างโน้นอย่างนี้ ทำไมไม่เขียนเรื่องของแฟนเธอล่ะ” 

คำพูดติดตลกของเพื่อนเป็นจุดเปิดสวิตช์ให้ อายากะ สาวญี่ปุ่นผู้ชื่นชอบการเขียนการ์ตูน คว้าปากกามาวาดการ์ตูนร่วมกับแฟนหนุ่มชาวไทยอย่าง ซัน-ประเสริฐ ประเสริฐวิทยาการ บนเพจเฟซบุ๊กและทวิตเตอร์ชื่อ อายากะซังกับซันคุง《タイ人パクチー食べないから》จนเป็นที่รู้จักมากขึ้นในหมู่นักอ่านญี่ปุ่นและนักอ่านไทย

อายากะซังกับซันคุง 《タイ人パクチー食べないから》เพจเฟซบุ๊กเล่าเรื่องราววัฒนธรรมไทย-ญี่ปุ่น ฉบับภาษาไทยที่หาไม่ได้ในหนังสือเดินทาง จากสองคู่รักผู้มอบเสียงหัวเราะผ่านตัวละคร ‘อายากะซัง’ สาวญี่ปุ่นผู้ชื่นชอบภูติญี่ปุ่นกับการวาดภาพแมว และ ‘ซันคุง’ แฟนหนุ่มชาวไทยนักออกแบบเกมที่ได้แต่งงานใช้ชีวิตที่ญี่ปุ่นมาสิบกว่าปี 

ความแตกต่างทางวัฒนธรรมที่สร้างข้อขัดข้องใจไปพร้อมกับบทสนทนาชวนหัวเราะ เต็มไปด้วยเกร็ดความรู้แฝงอยู่ในการ์ตูนทุกตอน เรายกหูต่อสายข้ามน้ำข้ามทะเลถึงแดนอาทิตย์อุทัย เพื่อพูดคุยกับนักวาดมังงะ ผู้อยากถ่ายทอดเรื่องราวความไทย ๆ และความเป็นนิฮงจิน (คนญี่ปุ่น) ให้ทุกคนได้ลองมาสัมผัสความสนุกไปด้วยกัน

อายากะซังกับซันคุง สาวญี่ปุ่นวาดการ์ตูนแก๊กเล่าชีวิตคู่กับหนุ่มไทย ถูกใจคนอ่าน 2 ชาติ

ตอนที่ 1 จุดเริ่มต้นที่แปลก

“เราเจอกันเมื่อ 15 ปีที่แล้ว ผมมาเรียนต่อโทที่ญี่ปุ่นและได้เข้าชมรมร้องประสานเสียง ผมเข้ามาเป็นรุ่นพี่เขา 1 ปี เราเจอกันและร้องเพลงด้วยกันในวงคอรัสตั้งแต่ตอนนั้น ซึ่งไม่เกี่ยวอะไรกับการวาดรูปเลย”

ซันหัวเราะก่อนจะหันไปคุยกับแฟนสาวที่นั่งข้างกันด้วยภาษาญี่ปุ่นแล้วเล่าต่อ

“สมัยก่อนอายากะทำงานประจำ แต่เขาอยากเขียนการ์ตูน เลยตัดสินใจลาออกจากงานแล้วมาเขียนการ์ตูนเป็นหลัก ตอนแรกรับวาดภาพเหมือนก่อน แล้วก็วาดการ์ตูนเกี่ยวกับแมวเพราะเขาชอบแมวมาก แต่ตลาดการแข่งขันของแมวที่ญี่ปุ่นสูงมาก”

ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่เต็มไปด้วยแมวและคนรักแมว เป็นที่รู้กันดีว่าญี่ปุ่นแมวเยอะเสียจนมีเกาะแมวอยู่หลายแห่งอย่างเกาะทาชิโระจิมะ เกาะอาโอชิมะหรือเกาะเอโนะชิมะ ความนิยมแมวของคนที่นี่มีสูงมาก การวาดภาพให้แมวมีความเป็นเอกลักษณ์ไม่ซ้ำใครจึงเป็นเรื่องยาก

แต่เพราะพลังของเพื่อนที่ช่วยจุดประกายจากสิ่งใกล้ตัว ทำให้เกิดการ์ตูนเรื่องนี้ขึ้นจนได้

“ทำไมไม่เขียนเรื่องของแฟนเธอล่ะ แฟนเธอประหลาดพอแล้ว ไม่ซ้ำกับคนอื่นด้วย” 

แม้จะเป็นคำพูดชวนขำของเพื่อน แต่ทั้งคู่ก็มานั่งไตร่ตรองกันจริงจัง ซันเป็นคนชอบเล่าและบ่นเกี่ยวกับประเทศไทยอยู่แล้ว ชอบพูดถึงเกร็ดความรู้ออกมาโดยธรรมชาติ ถ้านำสิ่งที่ซันเล่ามาเขียนเป็นการ์ตูนคงเล่าได้เยอะ แถมยังยูนีกไม่ซ้ำใคร จุดเริ่มต้นแสนประหลาดที่อยากแชร์ความแปลกใหม่จึงเริ่มจากตรงนี้

อายากะซังกับซันคุง สาวญี่ปุ่นวาดการ์ตูนแก๊กเล่าชีวิตคู่กับหนุ่มไทย ถูกใจคนอ่าน 2 ชาติ

ตอนที่ 2 ยากแท้จริงหนอการวาดมังงะ

การเริ่มต้นตรงนั้น อายากะเปิดเพจบนทวิตเตอร์เพื่อเล่าเรื่องราวของเธอและซันเป็นภาษาญี่ปุ่นก่อน ในชื่อ アヤカシ (@ayakashidesuyo) ล่าสุดเขียนได้ถึงตอนที่ 50 แล้ว ส่วนภาคภาษาไทย เป็นการทำงานร่วมกันกับซัน แฟนหนุ่มที่คอยเป็นนักแปลเรื่องราวที่อายากะเขียนให้คนไทยได้อ่านกันอย่างออกรสบนเพจเฟซบุ๊ก อายากะซังกับซันคุง 《タイ人パクチー食べないから》ตอนนี้มีถึงตอนที่ 47 แล้ว ซึ่งกว่าจะออกมาเป็นแต่ละตอนไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ 

“บางตอนใช้เวลาทั้งคิดทั้งเขียน 10 นาทีเสร็จก็มี บางเรื่องที่ต่อกันยาวและข้อมูลเยอะ ต้องใช้เวลากว่า 2 สัปดาห์ เราคิดว่าข้อมูลนั้นจะนำมาเรียงลำดับยังไง การคิดว่าต้องเริ่มยังไงและจบยังไง ต้องวางช่องวางแบบไหน กี่หน้า เป็นสิ่งที่ใช้เวลานานและยากที่สุด ส่วนเรื่องการลงเส้น ไม่นานเดี๋ยวก็เสร็จแล้ว”

อายากะเล่าถึงเทคนิคต่อว่า การแบ่งช่องเป็นตัวช่วยและเป็นเทคนิคสำคัญที่ทำให้นักอ่านเข้าถึงอารมณ์ รวมถึงเข้าใจเนื้อเรื่องได้ดีขึ้น ถ้าการแบ่งช่องทำออกมาดี คนอ่านก็จะสนุกและอินไปกับเรื่องได้ดีขึ้น ซันเล่าให้เราฟังต่อ

“ไม่รู้ว่าเมืองไทยมีพวกศาสตร์การเขียนมังงะไหมนะ เพราะที่ญี่ปุ่นเขามีศาสตร์แบบนี้อยู่ มีเทคนิคที่เปิดเพจออกมายังไงให้มันเจออะไรใหญ่ ๆ สร้างความอิมแพค หรือจะเก็บความอิมแพคใส่ให้จบทีละหน้า อายากะต้องคิดเรื่องพวกนี้เยอะ มันเป็นศาสตร์และศิลป์ที่ยาก เขาพยายามทำเรื่องพวกนี้อยู่ครับ

“ผมได้ช่วยเขาดูตรงนี้ด้วย เพราะผมทำงานเกี่ยวกับด้านนี้มา เราพยายามบอกให้เขาลดตัวหนังสือลง ทำให้คนอ่านเข้าใจง่ายที่สุด เราพยายามคุยกันแล้วแก้ บางทีเขาก็จะมาปรึกษาว่าอ่านรู้เรื่องไหม สนุกไหม เราก็จะบอกว่าตรงนี้อ่านเข้าใจยากนะ เราแก้ส่งกันกลับไปกลับมา รู้ตัวอีกทีผ่านมา 2 – 3 สัปดาห์ก็มี”

อายากะคิดและเขียน ส่วนซันเป็นคนแปลไทยพร้อมกับรอคอมเมนต์งาน ทำงานร่วมด้วยช่วยกันดีแบบนี้ เราเลยสงสัยว่าเวลาเลือกเรื่องที่จะวาด ทั้งสองคนช่วยกันเลือกยังไง

“ออกตัวก่อนการ์ตูนเรื่องนี้ ผมจะไม่ยุ่งเรื่องวิธีการคิด การเขียน และการจัดมุกของอายากะ เพราะผมอยากให้มันเป็นผลงานของเขาเอง ฉะนั้นผมแค่บ่นไปทุกวัน เขาจะจับเรื่องไหนมาเขียนก็แล้วแต่เลย” 

ส่วนเนื้อหาที่ออกมาให้เราได้อ่านกันในภาคภาษาไทย คนไทยอาจจะดูไม่ออกว่าอายากะเลือกเรื่องนำมาเขียนยังไง แต่เธอเฉลยกับเราว่า เธอเสนอเรื่องราวตามแรงบันดาลใจที่เกิดขึ้นใน 4 ฤดูกาลของญี่ปุ่น (ฤดูใบไม้ผลิ ฤดูร้อน ฤดูใบไม้ร่วง และฤดูหนาว) 

อย่างหน้าร้อนในญี่ปุ่น อายากะเขียนเรื่องฤดูร้อน พอถึงหน้าหนาวเขียนเรื่องเทศกาลปีใหม่ เมืองไทยไม่ได้มีฤดูใบไม้ผลิหรือฤดูใบไม้ร่วง ก็อาจจะมองกันไม่ออก แต่ถ้ามองมุมมองของคนญี่ปุ่น การ์ตูนของอายากะเต็มไปด้วยบรรยากาศของทุกฤดูกาลเลยทีเดียว

แม้ว่าโทนการเล่าเรื่องจะมีความญี่ปุ่น แต่เนื้อหาเรื่องวัฒนธรรมไทยก็แน่นไม่แพ้กัน ทุกตอนของการ์ตูนมักมีเกร็ดความรู้แลกเปลี่ยนกันระหว่างวัฒนธรรมไทยและญี่ปุ่นอยู่ท้ายตอนเสมอ

อายากะซังกับซันคุง สาวญี่ปุ่นวาดการ์ตูนแก๊กเล่าชีวิตคู่กับหนุ่มไทย ถูกใจคนอ่าน 2 ชาติ

“ข้อมูลเกี่ยวกับเมืองไทยก็ฟังมาจากซันบ้าง ฟังแล้วก็ค่อยไปหาข้อมูลเพิ่ม เพราะว่าซันมีความรู้ที่ค่อนข้างไม่สมดุลและไม่สมบูรณ์ บางทีซันเข้าใจผิด เพราะงั้นก็จะไปหาถามเพื่อนคนไทยคนอื่น เช็กจากหลาย ๆ ที่ว่า เรื่องที่ซันคุงพูดมาจริงหรือไม่จริงยังไง”

ซันเริ่มยกตัวอย่างความรู้ที่ไม่สมดุลบางอย่างของตัวเอง

“เรื่อง Valcano Milo Lava ตอนผมอยู่เมืองไทยมันไม่มี ผมไม่ได้อยู่ไทยมานานแล้ว ผมไม่รู้เรื่องนี้ อายากะก็จะไปถามน้องนักเรียนไทย เด็ก ๆ ที่อยู่เมืองไทยตอนนี้ ผมก็อ้าว เอ๊ะ อ๋อ จริง ๆ มันมีเหรอตอนนี้ ผมก็เอ๊ะ เห โซนันดะ ?” 

อีกสิ่งที่ทำให้มังงะข้ามวัฒนธรรมไทย-ญี่ปุ่น เรื่องนี้มีเสน่ห์ คงไม่พ้นคาแรกเตอร์ของอายากะซังและซันคุงที่มีนิสัยต่างกันสุดขั้ว แต่กลับสร้างเสียงหัวเราะและสีสันให้กับเรื่องได้ดีมาก

“ตามความเป็นจริง ซันก็จะเป็นแบบนี้ ยิ้มไปบ่นไป พูดจาทำลายล้างแต่ยังยิ้มอยู่ ตัวซันคุงที่เขาเขียน คือตัวผมที่เขาอยากให้คนอื่นเห็น ส่วนอายากะต่างนิดหน่อยคือ อายากะตัวจริงยิ้มมากกว่าในการ์ตูน ในการ์ตูนเขาหน้าเฉยมาก ไม่หือไม่อือ แต่เรื่องที่คุยเป็นเรื่องที่เราคุยกันจริง ๆ”

ไม่ใช่แค่อายากะและซันคุงที่คาแรกเตอร์ตรงกับตัวจริง แมวสอง 2 ตัวอย่างโกมะคิจิและคิบิสุเกะ ก็มีหน้าตาและนิสัยตรงปกไม่แพ้กัน

อายากะซังกับซันคุง สาวญี่ปุ่นวาดการ์ตูนแก๊กเล่าชีวิตคู่กับหนุ่มไทย ถูกใจคนอ่าน 2 ชาติ
อายากะซังกับซันคุง สาวญี่ปุ่นวาดการ์ตูนแก๊กเล่าชีวิตคู่กับหนุ่มไทย ถูกใจคนอ่าน 2 ชาติ

ตอนที่ 3 ไทจิน vs นิฮงจิน

หลังเปลี่ยนเป้าหมายจากการวาดการ์ตูนแมวมาเป็นการวาดเรื่องราว 2 วัฒนธรรม เป้าหมายที่เคยตั้งไว้เปลี่ยนไปเล็กน้อย แต่เป้าหมายใหม่เป็นสิ่งที่อายากะและซันหวังอยากทำให้ดีขึ้นในอนาคต

“สิ่งหนึ่งที่อยากสื่อตลอด คือเรื่องราวไทย-ญี่ปุ่น ที่ไม่ได้อยู่ในหนังสือนำเที่ยว เช่น คนไทยไม่ได้กินผักชีขนาดนั้น หรือคนไทยนามสกุลยาวจนใช้ชีวิตในญี่ปุ่นลำบาก ข้อมูลเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ไม่รู้จะไปหาจากไหน เป็นสิ่งที่มีแค่คนที่อยู่ด้วยกันอย่างเรารู้ เราพยายามหาข้อมูลที่น่าสนใจมาเล่าให้คนอื่นฟัง

“อีกเรื่องที่พยายามทำคือ อยากให้คนที่อ่านการ์ตูนของฉัน อ่านแล้วรู้สึกดี จึงพยายามเขียนโทน Positive ให้คนอ่านแล้วเขามีความสุข เรานำด้านบวกมาเสียดสีและพูดถึงบ้านเมืองให้เป็นบวก แต่ต้องไม่ทำให้ใครรู้สึกแย่ เพราะคนที่จะซวยในการ์ตูนเรื่องนี้มีแค่ซันคุงคนเดียว” 

อายากะเล่าต่อพร้อมกับรอยยิ้มถึงอีกเป้าหมายในการเขียนการ์ตูนเรื่องนี้ “ฉันชอบเวลาที่ซันคุงพล่าม ทั้งน่ารักและน่ารำคาญ อยากจะแสดงความน่ารักและน่ารำคาญไปให้คนทั้งโลกได้เห็นค่ะ”

ความน่ารักและน่ารำคาญของซันคุง ในรูปชายหนุ่มสวมเชิ้ตกางเกงยีนส์ใส่ต่างหูเท่ ๆ ให้คนไทยและคนญี่ปุ่นอ่านได้เดินทางครบ 1 ปีเต็มในปีนี้ มังงะอายากะซังกับซันคุงได้เพิ่มชุมชนนักอ่านที่ชื่นชอบเรื่องราวระหว่างประเทศมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว เป็นอีกชุมชนหนึ่งที่คนญี่ปุ่นเข้ามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้วัฒนธรรมไทย และคนไทยเองก็ได้ย้อนมองวัฒนธรรมบ้านเกิดพร้อม ๆ กับเรียนรู้วัฒนธรรมญี่ปุ่นด้วย

“คนญี่ปุ่นชอบเรื่องที่มีเกร็ดความรู้เกี่ยวกับประเทศไทยค่ะ ชอบสาระความรู้ แต่คนไทยเจอเกร็ดสาระเยอะ ๆ จะไม่ค่อยชอบ ส่วนใหญ่ชอบดูตัวละครมากกว่า ชอบดูซันคุงบ่น แล้วถ้าซันคุงโดนซัดหงอ คนก็จะสะใจ คนไทยและคนญี่ปุ่นต่างกันชัดมาก”

อายากะอธิบายต่อว่า จริง ๆ แล้วคนญี่ปุ่นชอบคนไทย ปกติคนญี่ปุ่นไม่ได้ชอบชาติไหนเป็นพิเศษนัก แต่สำหรับคนไทย ในสายตาคนญี่ปุ่นมีแต่ความน่ารัก สดใส และตลก ความเป็นมิตรไม่เป็นภัย ทำให้นิฮงจินชอบไทจินเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว 

รายละเอียดที่เราเขียน ทำให้คนญี่ปุ่นนึกถึงเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ขึ้นมาได้ อย่างเรื่องพริกขี้หนู เขาก็คอมเมนต์มาว่า ‘เฮ้ย จริงด้วย มันโคตรเผ็ดเลย’ คนญี่ปุ่นเขาชอบเมืองไทยมาก เขาอาจจะไม่ได้เปลี่ยนไปจากการอ่านการ์ตูนของเรา เพราะเขาก็รักคนไทยอยู่แล้ว”

คนไทยเองก็คงไม่ต่างกันมากนัก ทั้งมังงะและอนิเมะญี่ปุ่นเป็นที่นิยมในประเทศไทยมานาน คนไทยเรียนรู้วัฒนธรรมญี่ปุ่นผ่านสื่อมากมาย แต่ยังคงมีบางเรื่องที่คนไทยไม่รู้ หากไม่ได้ไปใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นด้วยตัวเอง ซันจึงอยากให้คนไทยรู้เรื่องราวแปลกใหม่ที่น่าสนใจของญี่ปุ่นมากขึ้น พร้อม ๆ กับให้คนไทยได้ทบทวนถึงวัฒนธรรมไทยไปในตัวด้วย

“เราพยายามจะเลือกเรื่องที่คนส่วนใหญ่อาจไม่รู้ หลายอย่างคนเขารู้กันทั่วไป แต่ยังมีอีกหลายอย่างที่ถ้าไม่ได้มาอยู่จริงเขาก็จะมองไม่เห็น ผมว่าญี่ปุ่นยังมีอีกหลายเมืองที่คนไทยยังมองไม่เห็นเหมือนกัน”

เพราะคนไทยรู้จักญี่ปุ่นและอ่านมังงะกันเยอะ เราเลยสงสัยว่านั่นเป็นเหตุผลที่ซันตั้งใจให้คนไทยได้อ่านการ์ตูนจากขวาไปซ้าย แบบการ์ตูนญี่ปุ่นแท้ ๆ เลยหรือเปล่า

“ตอนแรกอายากะอยากเขียนให้คนญี่ปุ่นอ่าน ผมเลยเป็นคนบอกเขาว่า ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้ว แปลไทยเถอะ แล้วเดี๋ยวนี้การ์ตูนญี่ปุ่นที่ไทยเขาก็อ่านจากขวาไปซ้ายกันเยอะแล้ว มันมีความเป็นญี่ปุ่น ผมก็เลยให้อ่านขวาไปซ้ายเลย

“ผมว่าการ์ตูนญี่ปุ่นมีดีอย่างหนึ่งนะ มันไม่เหมือนการ์ตูนที่คนไทยเขียน มีความญี่ปุ๊นญี่ปุ่นอยู่ในเรื่อง เช่น วิธีใส่คำพูด การ์ตูนญี่ปุ่นมีบอลลูนคำพูด แต่ก็จะมีประโยคเพิ่มเติมโผล่ออกมานอกบอลลูนด้วย สิ่งนี้ไม่เจอในการ์ตูนภาษาไทย ผมว่าเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ สำคัญมาก ถ้าเราปรับมากเกินไป เสน่ห์จะหาย เราพยายามเหลือไว้เท่าที่ทำได้ครับ”

นักวาดสาวญี่ปุ่นที่พบรักกับหนุ่มไทย จนได้เขียนเรื่องราวสนุก ๆ ระหว่าง 2 วัฒนธรรมผ่านมังงะ
นักวาดสาวญี่ปุ่นที่พบรักกับหนุ่มไทย จนได้เขียนเรื่องราวสนุก ๆ ระหว่าง 2 วัฒนธรรมผ่านมังงะ

ตอนที่ 4 เรื่องระหว่างเรา…

วัฒนธรรมไทย-ญี่ปุ่น ที่ออกมาแล้วถึง 50 ตอนถือว่าเป็นจำนวนไม่น้อย และไม่ง่ายเลยกับการเขียนถึงวัฒนธรรมนอกกระแส แต่ก่อนจะมาเป็นเรื่องราวให้พวกเราได้อ่าน การได้แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมของทั้งคู่ คงสร้างความเปลี่ยนแปลงต่อความสัมพันธ์ไม่น้อย

“เยอะเลยครับ เหมือนเรามารีวิววัฒนธรรมของเราสองคนใหม่อีกรอบ ต่อให้เราคบกันมานาน 15 ปีแล้ว มันก็ยังมีวัฒนธรรมใหม่ ๆ ซึ่งเราไม่เคยรู้ ไม่เคยสนใจมาก่อน

“อย่างเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เราไปวัดด้วยกัน ก็คุยกันว่าศาสนาพุทธไทยกับศาสนาพุทธญี่ปุ่นมันคนละอย่างกันเลย คนไทยเวลาไหว้พระขอพรก็มักขอให้มีเงินมีทอง แล้วอายากะก็ถามว่า ขอพระพุทธเจ้าเนี่ยนะ พระพุทธเจ้าสอนให้สละทรัพย์ แล้วทำไมไปขอเงินพระพุทธเจ้า ซึ่งเราไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าเวลาสวดมนต์ขอพรไปเราขอจากใคร เราไม่เคยมองศาสนาตัวเองแบบนี้ มันเป็นมุมมองใหม่ที่เราได้จากการพูดคุยกัน”

อายากะเสริมต่อ

“พวกเราเป็นคู่ที่คุยกันมากกว่าคู่อื่นตั้งแต่ไหนแต่ไรอยู่แล้ว การเขียนมังงะเรื่องนี้ทำให้เราได้คุยกันมากขึ้นไปอีก เพราะไม่ใช่แค่ซันคุงพล่ามฝั่งเดียว และฉันก็ไม่ได้แค่ฟังอย่างเดียวแล้ว”

ซันยกตัวอย่างเพื่อให้เห็นภาพ ว่าด้วยเรื่องการไปเดตกันของทั้งคู่

“เวลาไปเดตกัน พอผมเล่าเรื่องเกี่ยวกับเมืองไทย เขาก็จะบอกให้หยุดเดิน ขอจดให้เสร็จก่อน ผมว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ดี แต่สิ่งที่ไม่ดีก็มีบ้าง บางทีทะเลาะกันเพราะเขาวาดรูปช้า ผมบ่นว่าเมื่อไหร่จะเสร็จ เขาก็จะตอบกลับมาว่าอย่าบ่น ผมบอกให้แก้ตรงนั้น แต่เขาก็ไม่แก้ มันเล็กน้อยแต่ไม่ได้มีปัญหาอะไรกัน ผมว่าสนุกดีที่ได้คุยกันเรื่องวัฒนธรรม พอไปเที่ยวกัน เราก็ได้หามุกใหม่ ๆ นั่งคุยกันแลกเปลี่ยน”

เพราะเป็นคู่ที่พูดคุยกันทุกเรื่องอยู่แล้ว ความแตกต่างทางวัฒนธรรมจึงไม่เป็นอุปสรรคในการอยู่ร่วมกันของอายากะและซัน 

คิดว่ามันจะมีปัญหามากกว่านี้ค่ะ แต่ก็ไม่มีปัญหาเลยนะที่แต่งงานกัน อยู่ด้วยกัน อาจมีเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น คนไทยไม่ค่อยซีเรียสว่าจะต้องถอดรองเท้าตรงไหน ไม่มีเส้นชัดเจน แต่คนญี่ปุ่นจะมีเส้นชัดเจน ซึ่งสำหรับฉันมันไม่ใช่ปัญหา ขำมากกว่า”

อีกเหตุผลคือ ซันปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมญี่ปุ่นได้เยอะอยู่แล้วด้วย

นักวาดสาวญี่ปุ่นที่พบรักกับหนุ่มไทย จนได้เขียนเรื่องราวสนุก ๆ ระหว่าง 2 วัฒนธรรมผ่านมังงะ

“อีกอย่างคือ ผมว่าเพราะอายากะเป็นผู้หญิงญี่ปุ่นด้วยนะ ถ้ากลับกัน เป็นสาวไทยแต่งงานชายญี่ปุ่น แล้วแม่คนไทยเรียกสินสอด คนญี่ปุ่นก็จะงง สินสอดคืออะไร ทำไมฉันต้องจ่ายเงินให้พ่อแม่เธอ แต่คู่เรามันกลับกัน เราบอกอายากะว่าที่เมืองไทยผู้ชายต้องจ่ายเงินให้พ่อแม่ผู้หญิง แต่เธอเป็นคนญี่ปุ่น เพราะงั้นฉันไม่ให้นะ”

ซันหัวเราะก่อนที่เราจะคุยกันต่อเรื่องภาพวาดฝันถึงมังงะของทั้งคู่ในอนาคต ที่แม้ว่าตอนนี้ทั้งคู่ยังไม่ได้วางแผนว่าจะเขียนสิ้นสุดไว้ที่กี่ตอน คาดว่าคงเขียนด้วยกันไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะหมดมุกให้มาเล่นกับนักอ่านทั้งไทจินและนิฮงจิน

มีแพลนนิดหน่อยว่าตอนนี้อาจจะเป็นภาคแรก เราก็จะยังอยู่ที่ญี่ปุ่นแล้วคุยกันเรื่องเมืองไทยไปก่อน พอจบภาคนี้แล้ว อาจจะได้ต่อภาคที่อายากะได้ไปผจญเมืองไทย เพราะเราแต่งงานกันที่เมืองไทยด้วยครับ งานแต่งงานเมืองไทยเป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่มาก คนญี่ปุ่นไม่รู้จัก และตอนนี้เราก็มีตัวน้อยแล้ว คงเขียนเรื่องตัวน้อยด้วยในอนาคต

“อีกเรื่องคือเป้าหมายของหนังสือ อายากะอยากจะมีสักวันที่ได้พิมพ์หนังสือออกมาเป็นเล่ม ๆ ที่จับต้องได้ ไม่ใช่แค่ในเว็บไซต์ เราก็ต้องเขียนให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น พยายามสู้เพื่อให้ได้พิมพ์หนังสือในสักวัน”

ซันเล่าให้เราฟังจบก็หันหน้ากลับไปคุยอายากะเบา ๆ อย่างอบอุ่น “สักวันถ้าทำออกมาเป็นแบบมังงะได้ก็คงรู้สึกดีเลยเนอะ”

ก่อนบอกเล่ากันไป เราขอให้อายากะลองพูดไทยให้เราฟังสักประโยค 

“อายากะพูดภาษาไทยไม่ได้ค่ะ”

เธอตอบกลับมาอย่างน่ารัก พร้อมกับสัญญาว่าจะตั้งใจเรียนภาษาไทย ไปพร้อม ๆ กับความตั้งใจที่อยากสร้างการ์ตูนให้คนไทยและคนญี่ปุ่น ได้แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกันด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะเสมอ

นักวาดสาวญี่ปุ่นที่พบรักกับหนุ่มไทย จนได้เขียนเรื่องราวสนุก ๆ ระหว่าง 2 วัฒนธรรมผ่านมังงะ

Facebook : อายากะซังกับซันคุง 《タイ人パクチー食べないから》 

Twitter : twitter.com/ayakashidesuyo

Writer

กชกร ด่านกระโทก

มนุษย์แมนนวล ผู้หลงใหลในกลิ่นและสัมผัสของหนังสือ ใช้เวลาว่างไปกับการอ่านนิยาย/มังงะ สนุกไปกับการเดินทาง และชื่นชอบในการเรียนรู้โลกทัศน์ของกลุ่มชาติพันธุ์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load