Scrubb, 25Hours, Groove Riders และวงดนตรีชื่อดังอีกมากมีจุดเริ่มต้นจากที่นี่

ค่ายเพลงเล็กๆ อย่าง Smallroom, Panda Records หรือ Hualampong Riddim เป็นที่รู้จักมากขึ้นหลังมาออกบูทที่นี่

แม้แต่นักเขียนดังอย่าง ‘นิ้วกลม’ ก็เคยยังมานั่งขายหนังสือทำมือกับเพื่อนๆ ‘ถาปัด จุฬาฯ ที่นี่

นี่คืองานในความทรงจำของวัยรุ่นไทยยุค 2000 เทศกาลดนตรีที่รวมคอนเสิร์ตจากศิลปินไม่จำกัดค่าย แผงเทปแผงซีดี หนังสั้น หนังสือทำมือ นิตยสารอินดี้ และคนรักดนตรีเกือบแสนคนไว้ในที่เดียวกัน

แต่กว่างาน Fat Festival จะประสบความสำเร็จจนเข้าไปอยู่ในใจของผู้คนได้เช่นนี้ มีเรื่องราวมากมายและวิธีคิดสนุกๆ ที่คุณอาจไม่รู้มาก่อน

Fat Festival

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา ขอพาทุกคนไปพูดคุยกับ เฮนรี่ จ๋อง-พงศ์นรินทร์ อุลิศ โปรดิวเซอร์คนแรกของ ‘Fat Radio’ ผู้ที่อยู่เบื้องหลัง ‘มหกรรมดนตรีฝนตกขี้หมูหัน..คนมันๆ มารวมตัว’ ตั้งแต่วินาทีแรกจนถึงวินาทีสุดท้าย

(แม้ไม่ครบทุกงานก็ตาม!!)

 

1

Fat Festival เกือบล้มตั้งแต่ยังไม่เริ่ม

ย้อนกลับไปเมื่อ 2544 ณ โรงงานร้าง ด้านหนึ่งติดวัด อีกด้านติดสุสาน มีอาคารไม้ 2 หลังที่ไม่ได้ใช้งานมาพักใหญ่ ภายในร้อนอบอ้าว เวลาพื้นสะเทือนหนักๆ ก็มักมีฝุ่นตกลงมาจากฝ้าเพดาน มองยังไงก็ไม่สามารถใช้ประโยชน์หรือทำกิจกรรมใดๆ ได้

แต่ Fat Radio คลื่นวิทยุเล็กๆ ที่เพิ่งเริ่มสตาร์ทได้ไม่ถึงปี กลับเลือกที่นี่เป็นสถานที่จัดงานครั้งสำคัญของสถานี

ศิลปินมากมายทั้งบิลลี่ โอแกน, Big Ass, Paradox, Siam Secret Service, Street Funk Rollors รวมทั้ง Pru ที่เพิ่งออกอัลบั้มแรกได้ไม่นานนัก ได้รับการชักชวนให้มาร่วมสนุก เช่นเดียวกับวงดนตรีน้องใหม่ที่ไม่เคยผ่านเวทีไหนมาก่อน อย่าง Groove Riders หรือ Sofa ก็ถือฤกษ์ดีเปิดตัวพบ (ว่าที่) แฟนๆ ก็คราวนี้เอง

“เป็นคอนเสิร์ตแรกของบุรินทร์ มันหันหลังร้องตลอดโชว์ คือมันอาย มันเขิน” พงศ์นรินทร์นึกถึงแล้วยังรู้สึกตลก

Fat Festival ครั้งแรกเกิดขึ้นด้วยแนวคิดหลักที่เขาบอกว่า “เราอยากมีเงินเดือนครับ” เพราะรายได้หลักของวิทยุมาจากการโฆษณา ซึ่งสปอนเซอร์จะเข้าก็ต่อเมื่อรายการเป็นที่นิยมและมีฐานผู้ฟังมากพอ แต่ปัญหาคือ Fat Radio ซึ่งเพิ่งแปลงร่างมาจาก Channel V FM เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2543 มีจุดยืนที่แตกต่าง

ที่นี่ไม่ได้เปิดเพลงฮิตเหมือนกับคลื่นอื่นๆ แต่ตั้งใจเปิดเพลงดีๆ ที่ทีมงานอยากฟัง ไม่ว่าจะเป็นของค่ายไหนก็ตาม ทำให้สปอนเซอร์ไม่มั่นใจว่าลงโฆษณาไปแล้วจะคุ้มค่าหรือไม่ รายได้ของสถานีเลยไม่เป็นไปตามเป้า

ที่ผ่านมา Fat Radio พยายามหารายได้ด้วยการจัดคอนเสิร์ตและอีเวนต์ Bakery The Concert ถือเป็นครั้งแรกๆ ที่มีการจัดคอนเสิร์ตขายบัตรที่ Impact Arena เมืองทองธานี บัตรก็ขายหมดเกลี้ยง แต่ก็ไม่หมายความว่า Fat Radio มีคนฟัง เพราะคนซื้อส่วนใหญ่ก็คงเป็นแฟนคลับของค่ายขนมปังดนตรีนั่นเอง พวกเขาจึงอยากจัดงานอะไรสักอย่างเพื่อพิสูจน์ให้สปอนเซอร์เห็นว่า Fat Radio มีคนฟัง!

“เราเคยทำ A-Time กันมา เรารู้ว่าหน้าตาคนฟังเป็นอย่างไร แต่พอเรามาทำคลื่นใหม่ด้วยคอนเซปต์ที่ยากกว่าเดิม ก็ไม่ค่อยแน่ใจเท่าไร จึงคิดอยากจะจัดงานที่เห็นหน้าตาคนฟัง อยากรู้จังว่าเขาเป็นใคร ความคิดนี้อยู่ในใจ แล้วพอดีกับมีทีมงานคนหนึ่งชื่อ ‘ป้าเอ’ ผ่านมาหน้าห้องแล้วบอกว่า น่าจะมีคอนเสิร์ตแล้วขายของด้วยนะ เราก็กลับมาคิดกัน เลยกลายเป็นที่มาของ Fat Festival”

แต่เพราะเมืองไทยไม่เคยมีงานรูปแบบนี้มาก่อน ที่พอเฉียดใกล้สุดคือ เทศกาลบันเทิงคดี’37 ของมาโนช พุฒตาล

สิ่งที่พงศ์นรินทร์ทำคือการชวนดะ อยากเห็นศิลปินคนไหนมาเล่นก็ชวนมาหมด อยากเห็นโจ้ วงพอส เล่นกับธีร์ ไชยเดช ก็ทำโชว์พิเศษให้ทั้งคู่เล่นด้วยกัน อยากเห็นดาจิม แร็ปเปอร์ใต้ดินมาโชว์บนดินเป็นครั้งแรก ก็ชวนมา จนออกมาคอนเสิร์ตที่ไม่ธรรมดาถึง 14 โชว์

Fat Festival

หลังเสร็จเรื่องโชว์ เขาก็คิดต่อว่างานนี้ควรมีของอะไรขายบ้าง แน่นอนว่าอย่างแรกก็คือเทปกับซีดี เขาติดต่อค่ายเพลงที่คุ้นเคย ทั้ง Bakery Music, Airport Studio, AV Studio, ร่องเสียงลำใย, Music Bugs, Indy Cafe, Undertone ฯลฯ มาเปิดบูทที่นี่ ซีดีหายากซื้อที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว หรือแม้แต่อัลบั้มใหม่ๆ ที่ไม่เคยวางแผงที่ไหนมาก่อน เช่น smallroom002 songs from the audience ก็มีวางจำหน่าย

หนังสือทำมือที่กำลังฮิต เป็นอีกตัวเลือกที่น่าสน เขาชวนนักเขียนไฟแรงมาปูผ้านั่งขายกันแบบแบกะดิน ถ้าใครจำได้ การ์ตูน hesheit ของวิสุทธิ์ พรนิมิตร (ผู้วาดตัวการ์ตูนมะม่วง) ฉบับรวมเล่ม 3 เล่มแรกวางขายที่นี่เป็นครั้งแรก

นิตยสารนอกกระแสก็ไม่รอดจากการถูกชวน open, summer, Bioscope, a day, Pomo, Katch และ MANGA KATCH ต่างมีบูทที่งาน Fat Festival

อีกหนึ่งโปรแกรมที่เขาคิดออกคือภาพยนตร์ ก็เลยกันพื้นที่ส่วนหนึ่งทำเป็นโรงหนังเฉพาะกิจ ฉายหนังสั้นและมิวสิกวีดิโอหายากจากผู้กำกับรุ่นใหม่ ทั้ง ปราบดา หยุ่น, ปราโมทย์ แสงศร, อาทิตย์ อัสสรัตน์, ภาคภูมิ วงศ์ภูมิ, โสภณ ศักดาพิศิษฐ์ รวมถึง วิทยา ทองอยู่ยง กับหนังสั้น ทำไมต้องเป็นตลก ที่ได้ แจ๊ค แฟนฉัน มาสวมบทบาทนักแสดงเป็นครั้งแรก

โจทย์ต่อมาที่ต้องคิดคือ สถานที่จัดงาน เขานึกถึงโรงงานยาสูบเก่าข้างซอยเจริญกรุง 74

ครั้งหนึ่งที่นี่เคยถูกใช้จัดงานเล็ก ชิ้น สด ให้วงซีเปีย ในวันที่กลับมาออกอัลบั้ม ไม่ต้องใส่ถุง ด้วยความที่อยากได้สถานที่แปลกๆ บรรยากาศดิบๆ และคนส่วนใหญ่ไม่ค่อยรู้จัก คนมาต้องตั้งใจมากันจริงๆ พงศ์นรินทร์จึงตัดสินใจเลือกที่นี่

แต่ทั้งหมดที่ว่ามานี้ไม่สำคัญเท่ากับทำอย่างไรให้สปอนเซอร์ยอมซื้องานดนตรีที่ไม่เคยมีให้เห็นมาก่อน

Fat Festival

“ไม่มีใครซื้อเลย มามีคนซื้อในนาทีสุดท้าย ประมาณเย็นวันศุกร์ วันจันทร์เราต้องโปรโมตในวิทยุแล้ว คือถ้าไม่มีสปอนเซอร์งานนี้ก็ต้องถูกยกเลิกไป คือเราจะไม่ทำโดยไม่มีสปอนเซอร์เด็ดขาด จำได้ว่าหวุดหวิดมาก”

ทว่ามีเงื่อนไขหนึ่งที่พงศ์นรินทร์ที่คาดไม่ถึง คือลูกค้าขอใช้ชื่อสินค้านำหน้าชื่องาน

แม้จะขัดกับรสนิยมการทำงานที่ผ่านมา แต่เพราะอยากเห็นงานนี้เกิดขึ้นจริง เขาจึงยอมรับข้อเสนอ

“ตอนนั้นเราก็พยายามคิดว่าจะสนุกกับชื่องานยังไงได้บ้าง ทำให้กลมกลืนที่สุด ถ้าจำโลโก้ Fat Festival ได้ มันแทบจะเหมือนคิดว่ามาจากฟอนต์ของสปอนเซอร์เลย แล้วก็ใส่พลุเข้าไปข้างหลัง อันนี้ต้องให้เครดิตฝ่ายศิลป์”

จากงานที่เกือบล้มตั้งแต่ยังไม่เริ่ม Fat Festival กลายเป็นงานที่ประสบความสำเร็จเกินกว่าที่คาดไว้มาก ผู้คนนับพันนับหมื่นต่างมารวมกันในวันที่ 1 – 2 กันยายน 2544 จนโรงงานเก่าๆ แน่นขนัด โดยเฉพาะวันที่ 2 คนยิ่งล้นหลามจากการบอกต่อกัน

“คนมาเยอะจนไม่น่าเชื่อ แต่ผมว่าครึ่งหนึ่งไม่น่าใช่คนฟังของเรา ดีเจเราเดินผ่านก็ไม่รู้จัก บางทีคนที่มาก็อาจแค่โหยหาอะไรแบบนี้โดยไม่รู้ตัว หรืออยากเสพอะไรบ้างเท่านั้นเอง”

Fat Festival Fat Festival Fat Festival

จากความสำเร็จแบบไม่ค่อยมั่นใจนัก พงศ์นรินทร์อยากพิสูจน์ความเชื่อของตัวเองอีก

หลังจากจัดงานที่โรงงานร้าง ปีต่อมาเขาก็เปลี่ยนไปจัดงานที่ห้างเกือบร้างอย่างอิมพีเรียลลาดพร้าวแทน

แฟนเพลงจำนวนมากไปต่อคิวที่บูท smallroom เพื่อรอรับซีดีเพลง ความรู้สึกของฉันที่มีเธออยู่ด้วยกันอีกหนึ่งคนบนโลกใบนี้ ของ Super Baker ซึ่งไม่มีขายและให้ฟังเฉพาะใน Fat Radio เท่านั้น เช่นเดียวกับวัยรุ่นอีกเพียบที่ไปยืนออหน้าพื้นที่จัดโชว์พิเศษ เพื่อรอรับตั๋วคอนเสิร์ตที่เหลือจากการเล่นเกมในวิทยุ คือตัวอย่างของบรรยากาศที่เกิดขึ้นใน Fat Festival 2

แม้งานนี้จะมีคนล้นหลามไม่แพ้กัน แต่ดูเหมือนพงศ์นรินทร์ก็ยังไม่มั่นใจอยู่ดี เขามาเชื่อจริงๆ ว่า Fat Festival ประสบความสำเร็จตอนจัดงานครั้งที่ 3 ที่สวนสยาม ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ต้องใช้บัตรเข้างาน

“สงสัยจะดังจริงๆ เพราะว่ามันไกลมาก เป็นครั้งแรกที่เราท้าทายคนมา เพราะที่เจริญกรุงก็ยังอยู่กลางเมืองนะ แค่บอกไม่ถูกว่าอยู่ตรงไหน ครั้งที่ 2 ก็แค่ลาดพร้าวนะ แต่สวนสยามนี่ชานเมืองของแท้ แล้วคนไปเยอะจริงๆ เราใช้การแจกบัตรไปตามที่ต่างๆ ฝากไว้กับนิตยสารบางเล่ม เช่น แพรวสุดสัปดาห์ ต้องไปตัดเอา บางส่วนฝากตามร้านเทป ที่รู้ว่าคนเยอะจริงๆ เพราะเราใช้ตัวเจาะบัตรแล้วก็นับ ปรากฏว่าวันหนึ่งได้ประมาณ 43,000 – 44,000 คน”

ความสำเร็จครั้งนั้นทำให้ชื่อของ Fat Festival กลายเป็นเทศกาลดนตรีอันดับต้นๆ ที่วัยรุ่นนึกถึง และยังทำให้ Fat Radio กลายเป็นตัวแทนของคลื่นวิทยุระดับท็อปของเมืองไทย

แต่ในช่วงที่ทุกอย่างกำลังขาขึ้น พงศ์นรินทร์กลับตัดสินใจลาออกจากคลื่นที่เขาปลูกปั้นหลังจบงาน Fat Festival 3 ได้ไม่กี่เดือน

 

2

Fat Radio โตโตแบบไม่เหมือนใคร

หลังทำงานอยู่ที่ Click Radio ประมาณ 3 ปีกว่าๆ ก็เกิดความขัดแย้งภายในองค์กรขึ้น ป๋าเต็ด-ยุทธนา บุญอ้อม เวลานั้นเป็นผู้อำนวยการฝ่ายการผลิตของบริษัท ตัดสินใจลาออก และชวนทีมงานบางส่วนไปด้วย หนึ่งในนั้นคือพงศ์นรินทร์ ซึ่งเป็นเหมือนคู่หู

“เราทำงานร่วมกันมาตั้งแต่เด็ก เขามีอิทธิพลต่อชีวิตผมมาก ถ้าไม่มีพี่เต็ดป่านนี้คงเป็นหัวหน้าข่าวอยู่ที่ไหนสักแห่ง เขาดึงเรามาเขียนบทละครเวทีสมัยที่อยู่ปี 1 ที่คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ แล้วก็ดึงมาทำงานที่นี่ด้วย ความจริงไม่ได้อยากออก แต่เราเลือดสุพรรณ มาด้วยกันก็ต้องไปด้วยกัน”

ตลอดหลายสิบปีมานี้ชื่อของป๋าเต็ดอาจเป็นชื่อแรกที่ทุกคนคิด เมื่อพูดถึงคลื่นวิทยุที่สโลแกนว่า “โตๆ มันๆ” แต่หากผู้นำอย่างป๋าเต็ดขาดแม่ทัพที่บุกตะลุยทุกสมรภูมิอย่างเฮนรี่จ๋องแล้ว ก็คงยากที่จะประสบความสำเร็จได้

“ถ้าเอาตามนามบัตร พี่เต็ดเป็นคนดูแลทุกคลื่นในบริษัท ส่วนผมเป็นโปรดิวเซอร์คลื่น เราเป็นคนทำ เป็นคนควบคุมภาพรวม เป็นมือที่ทำให้เกิดขึ้น แต่ถ้าพูดให้ถูกเราทำงานแบบคู่หู พี่เต็ดเป็นครีเอทีฟที่เก่งมาก แต่เขาก็จะมีเป็นร้อยไอเดีย เราก็มีหน้าที่เลือกว่าอันไหนเวิร์ก อันไหนไม่เวิร์ก แล้วก็ทำไป โดยพี่เต็ดไม่ต้องมาสั่งว่าต้องมีทำนั่นทำนี่ เพราะสั่งไม่ได้อยู่แล้ว”

Fat Festival

จุดเริ่มต้นของ Fat Radio เกิดขึ้นหลังพงศ์นรินทร์ย้ายมาทำงานที่ Click Radio ประมาณ 1 ปี เดิมที่นี่ถือสัมปทานคลื่นวิทยุอยู่ 3 คลื่น คือ 102.5, 103.5 และ 104.5 คลื่นแรกเปิดเพลงสากล อีกคลื่นเปิดเพลง Easy Listening แต่คลื่นสุดท้ายยังไม่มีคอนเซปต์ชัดเจน เพื่อให้ครอบคลุมกลุ่มตลาด ผู้บริหารเลยโยนโจทย์ให้ทำรายการที่เน้นกลุ่มผู้ฟังวัยรุ่น

“ความจริงเราไม่เข้าใจวัยรุ่นหรอก ถึงวันนี้ก็ยังไม่เข้าใจ แต่ด้วยความที่เรามาทีหลังก็เลยอยากแตกต่าง ซึ่งข้อนี้มันอาจจะผิดก็ได้ เพราะคนส่วนใหญ่คิดว่าเขานิยมอะไรก็น่าจะทำเหมือนๆ กัน แต่เราเป็นพวกไม่ชอบย่านที่มีร้านทองทั้งย่าน หรือย่านที่มีร้านปืนทั้งย่าน คือไม่เกรงใจคนที่เปิดคนแรกเลยเหรอ อีกอย่างหนึ่งเรารู้สึกว่ารายการเพลงที่มีอยู่ในตลาด เปิดเพลงเหมือนกันหมดเลย จนรู้สึกว่าจะมีหลายๆ คลื่นไปทำไม

“เราเลยตั้งคอนเซปต์ว่าจะเป็นรายการที่เปิดเพลงทุกค่าย ไม่ต้องสนใจยี่ห้อ แต่ต้องเป็นเพลงที่เราชอบ พี่เต็ดเรียกเพลงแบบนี้ว่า เพลงป๊อปที่ดี เพลงดีที่ป๊อป ความจริงนี่เป็นวาทกรรมหน่อยๆ นั่งเถียงกันจะตายว่าคืออะไร เพลงดีที่ป๊อปคืออะไร มันไม่มีหรอก เปิดเพลงที่เราชอบ คำนี้ใช่ที่สุดเลย เพราะเราไม่ได้ไปสำรวจความเห็นที่ไหน คิดเอาของเราเอง แล้วก็ไม่เคยบอกว่านี่คือเพลงดีที่สุดหรือเพลงไทยที่คุณต้องฟัง ไม่กล้าอ้างอิงแบบนั้น เราบอกได้คำเดียวว่าเปิดเพลงที่เราชอบ”

แค่บอกรักเธอ ของหมีพูห์, วอน ของ The Peach Band, ทุกอย่าง ของ Scubb หรือ กลับมา ของ 2 days ago kids, ช่วงเวลา ของ Monotone เพลงที่คลื่นวิทยุทั่วไปไม่เปิด เริ่มเป็นที่รู้จักไปทั่วเมือง เป็นการพิสูจน์ว่าหากดีจริงก็ย่อมกลายเป็นเพลงฮิตได้เหมือนกัน

“เราคิดว่าเราอาจจะไม่เหมือนใครบ้าง แต่เราไม่ใช่คนประหลาดถึงขั้นที่คุณจะชอบแบบที่เราชอบไม่ได้ อย่าง Fat Festival ก็เป็นงานของความหลากหลาย คุณต้องชอบสักอย่างในงานนี้แน่ เหมือนเราทำซูเปอร์มาร์เก็ต คุณไปเลือกเอาว่าจะชอบอะไร จะอยู่กับแผนกเครื่องครัว แผนกอาหาร นานหน่อย หรือจะสนใจครีมรักษาเบาะรถก็เรื่องของคุณ คนเราไม่เหมือนกัน”

จากความสำเร็จของงาน Fat Radio และ Fat Festival ทำให้พวกเขามั่นใจว่ายังมีคนอีกมากที่ชื่นชอบในสิ่งเดียวกัน ซึ่งความเชื่อนี้ยังส่งต่อไปถึงสปอนเซอร์ด้วย จนสามารถนำแบรนด์ Fat ไปต่อยอดสู่กิจกรรมอื่นๆ ได้อีกเพียบ ทั้ง Fat Film, Fat Live, Fat Rama, Fat Award, Fat Band Rhythm & Horns, Fat Army ฯลฯ

หลังลาออก พงศ์นรินทร์มาตั้งบริษัทอีเวนต์ของตัวเองร่วมกับรุ่นน้อง ขณะที่ยุทธนาหวนกลับไปทำ Fat Radio อีกครั้ง พร้อมเปิดตัวนิตยสาร DDT ในอีกไม่เดือนต่อมา แต่ถึงพงศ์นรินทร์จะไม่ได้ทำงานที่ Fat Radio เขาก็ยังเข้ามาช่วยงานบ้างตามที่ถูกร้องขอ เช่น Fat Festival ครั้งที่ 4 ที่สนามม้านางเลิ้ง หรือรายการหนังหน้าไมค์

กระทั่งป๋าเต็ดอยากวางมือขอเปลี่ยนไปเป็นที่ปรึกษา เพราะต้องการมุ่งมั่นกับการบริหารค่ายเพลงสนามหลวงการดนตรี ก็เลยชักชวนพงศ์นรินทร์ให้กลับมาทำ Fat Radio เต็มตัวอีกครั้ง ในปี 2550 โดยมีงานใหญ่อย่าง Fat Festival 7 : ขอบคุณป้าเอ ประเดิมเป็นงานแรกๆ เพื่อขอบคุณผู้จุดประกายให้เกิดมหกรรมดนตรีนี้ขึ้นมา

 

3

..ก็แค่ก้มหน้าก้มตาทำต่อไป

“ผมไม่เคยฝันถึงการทำรายการวิทยุเลย เราอยากทำหนัง อยากเขียนบทหนัง แต่ว่าตอนนั้นภาค Film ยังไม่ค่อยมีอะไรก็เลยเรียนหนังสือพิมพ์แทน เพราะอย่างน้อยๆ ก็ยังได้เขียน”

ก่อนหน้านั้น ความเกี่ยวพันของพงศ์นรินทร์กับวงการวิทยุเมืองไทย เกิดขึ้นแค่ครั้งเดียวตอนอยู่ปี 3 เมื่อป๋าเต็ดซึ่งเพิ่งเริ่มต้นทำงานที่ A-Time ลากเขาไปนั่งเป็นเพื่อนในห้องจัดรายการวันที่คลื่น Hot Wave ออกอากาศนาทีแรก

จนกระทั่งเรียนจบ และเริ่มทำงานเป็นนักข่าวที่หนังสือพิมพ์ สยามรัฐ ได้ประมาณ 5 – 6 เดือน จู่ๆ ก็มีโทรศัพท์มาที่ออฟฟิศ ยุทธนาโทรมาเรียกให้เขาไปช่วยงานที่ A-Time

Fat Festival

พงศ์นรินทร์ในวัย 23 ปีตัดสินใจลาออก และตรงไปสมัครงานที่แกรมมี่ในตำแหน่งโปรดิวเซอร์ เขาเรียกเงินเดือนสูงกว่าเดิม 3 เท่า เป็นเหตุให้ พี่ฉอด-สายทิพย์ มนตรีกุล ณ อยุธยา บิ๊กบอส A-Time ต้องลงมาสัมภาษณ์ด้วยตัวเอง โดยมีโจทย์สำคัญอยู่ที่คลื่น Green Wave

Green Wave ในวันนี้กับเมื่อปี 2536 ต่างกันสิ้นเชิง ตอนนั้นคลื่นวิทยุสีเขียวเปิดเพลงรักษ์โลกล้วนๆ เช่น โลกสวยด้วยมือเรา ส่วนดีเจก็พูดเรื่องรณรงค์ให้ผู้ฟังรักษาสิ่งแวดล้อม เรตติ้งก็อยู่ไกลถึงอันดับที่ 18

วันแรกที่เข้าไปพบพี่ฉอด สิ่งที่พงศ์นรินทร์เห็นคือโล่รางวัลเต็มตู้ และส่วนใหญ่ก็เป็นของ Green Wave เขาจึงถามไปว่า  “Green Wave นี้พี่ทำไปทำไม คือเห็นหลังพี่มีโล่เต็มเลย ทำเอาโล่หรือทำเป็น Business”

สายทิพย์ตอบทันทีว่า ต้องการทำเป็นธุรกิจ แต่ก็ยังรักษาประเด็นรักษาเรื่องสิ่งแวดล้อมไว้ด้วย

“ตอนนั้นผมบอกเขาไปว่า รายการที่ทำมันไม่ตอบสักโจทย์ ดีเจพูดเรื่องสิ่งแวดล้อมตลอดเวลา เราต้องเก็บขยะ ต้องนั่นนี่ เปิดเพลงให้โลกเราสวย พวกเรามาช่วยกัน คนฟังก็เลยมีแต่คนรักสิ่งแวดล้อม พี่น่าจะต้องทำรายการที่คนไม่รักสิ่งแวดล้อมฟังมากกว่า ให้คนส่วนใหญ่ที่ไม่รู้เรื่องไม่สนใจได้เข้าใจและออกมาช่วยกัน ฉะนั้น ต้องเปลี่ยนใหม่หมดเลย”

นั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ Green Wave เปลี่ยนแนวทางจากคลื่นสิ่งแวดล้อมแบบเขียวเข้ม มาเป็นคลื่นเพลง Easy Listening ที่เปิดเพลงฟังสบายๆ บางเพลงก็เป็นเพลงรักที่ไม่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม หากแต่สอดแทรกแนวคิดแบบเนียนๆ เหมือนคนสั่งก๋วยเตี๋ยวแล้วสั่งน้ำอัดลมโดยไม่รู้ตัว

แม้วันนั้นพี่ฉอดจะสนใจแนวคิดและยอมรับอดีตผู้สื่อข่าวหนุ่มเข้าทำงาน โดยเพิ่มให้เงินเดือนให้เพียง 2 เท่า หากผ่านโปรแล้วถึงค่อยมาพิจารณากันใหม่ หากแต่การเสนอไอเดียกับทำจริงเป็นคนละเรื่อง

“วันที่เดินเข้าไป ลูกน้องทุกคนอายุเยอะและมีประสบการณ์กว่าเรามาก ก็เลยไว้หนวดก่อนเลย ต่อมาถึงค่อยมารู้ว่า เขาไม่เชื่อเราหรอก เพราะมันก็แค่เด็กไว้หนวดเท่านั้น ความยากคือจะทำยังไงถึงจะล้างเพลงแบบให้โลกเราสวย แล้วเปิด ลืมไปไม่รักกันแทน ซึ่งตอนนั้นเราก็พยายามพูด แต่เขาก็ไม่ค่อยเชื่อกัน เหมือนว่าเรากำลังต่อสู้กับทุกคนในออฟฟิศ โชคดีที่พี่ฉอดซื้อไอเดียเลยพยายามแบ็กเรา ไม่อย่างนั้นก็แย่เหมือนกัน”

พงศ์นรินทร์ยังจำได้ดีถึงวันที่ฝ่ายการตลาดขอนัดประชุมสรุปแนวทางการทำงาน เพราะเห็นว่าแนวทางใหม่ไม่สามารถขายโฆษณาได้เลย ระหว่างที่ทุกคนกำลังถกปัญหาของคลื่น เขาก็นั่งฟังและหยิบกระดาษขึ้นมาตัดเป็นแผ่นสี่เหลี่ยมเล็กๆ ก่อนจะแจกให้ทุกคน

“ผมบอกเขาว่า ให้ช่วยเขียนปัญหาลงในกระดาษแค่นี้พอ จำได้ว่ามีเรื่องดีเจไม่ดัง คลื่นไม่ดัง เพลงน่าเบื่อง่วงนอน ผมก็รวบรวมแล้วบอกว่ารู้ปัญหาทุกอย่าง ที่พูดมาจริงทุกข้อ แต่ขอให้ทำไปก่อนได้ไหม ลองเดินไปขายราวกับว่านี่คือสิ่งที่วิเศษที่สุด แล้วมาดูกันว่าจะเป็นยังไง”

หลังทำไปได้พักหนึ่ง ความพยายามเริ่มเห็นผล สิ่งที่วัดความสำเร็จได้ดีที่สุดคือ ไม่ว่าจะเข้าธนาคารไหน ก็เปิด Green Wave เกือบทั้งนั้น และเมื่อมีผลสำรวจก็พบว่าความนิยมของของคลื่นสีเขียวขยับแบบก้าวกระโดด มาครองอันดับ 1 ได้อย่างไม่น่าเชื่อ ขายดีกว่าเดิมเป็น 10 เท่า

Fat Festival

พงศ์นรินทร์ขอเรียกประชุมฝ่ายการตลาดอีกครั้งโดยไม่บอกหัวข้อการประชุม แล้วแจกกระดาษแผ่นน้อยๆ ที่ทุกคนเขียนไว้เมื่อปีที่แล้ว ให้ช่วยกันอ่านอีกครั้ง

“1 ปีผ่านไป ทุกอย่างก็ยังเหมือนเดิม ที่เปลี่ยนมีอย่างเดียวคือความสำเร็จที่เราได้รับ วันนั้นต้องขอบคุณที่ทุกคนแค่ก้มหน้าก้มตาทำ ถามว่าเชื่อมั่นในสิ่งที่คิดมั้ย เราเชื่อ แต่ไม่ได้เชื่อมั่น 100 เปอร์เซ็นต์ คิดว่ามันน่าจะเวิร์ก แต่ก็ไม่รู้จริงๆ ว่าจะเวิร์กหรือไม่ เราไม่ได้เห็นสิ่งนั้นในปลายทาง เราแค่เห็นทางว่าควรจะไปยังไง สิ่งที่ทำได้คือแค่ก้มหน้าก้มตาทำต่อไป”

การเก็บเกี่ยวประสบการณ์ที่ A-Time ทำให้พงศ์นรินทร์ไม่กลัวที่จะเผชิญหน้ากับปัญหา เขามักมองว่า วิธีการทำงานที่ดีที่สุด คือเดินหน้าต่อไป และทำให้ดีที่สุด ที่สำคัญคือพยายามหาความแตกต่าง เพื่อให้งานโดดเด่นและมีเอกลักษณ์

ตัวอย่างเช่นการทำ ‘Green Concert’ ด้วยความเชื่อว่าคอนเสิร์ตเพลงเพราะๆ ของศิลปินที่ยังไม่โด่งดังมากนักก็ขายได้

ศิลปินคู่แรกได้ขึ้นเวทีนี้คือ เบิร์ดกะฮาร์ท ซึ่งไม่เคยมีคอนเสิร์ตใหญ่มาก่อน จึงไม่แปลกที่ใครๆ ต่างตั้งคำถามว่าจะมีคนดูหรือไม่ แต่ปรากฏว่าเสียงตอบรับดีมาก จนเต็ม MBK Hall ทั้งสองรอบ

ต่อมาเมื่อจัดคอนเสิร์ตให้ ปั่น-ไพบูลย์เกียรติ เขียวแก้ว ก็ประสบความสำเร็จอีก แกรมมี่จึงอยากให้ทำ Green Concert ให้ เบิร์ด-ธงไชย แมคอินไตย์ เขาก็เลยชวนพี่เบิร์ดมาร้องเพลงช้าเพราะๆ ที่พี่เบิร์ดอยากร้อง แต่ปกติไม่ค่อยมีโอกาสได้ร้อง เช่น หัวใจช้ำๆ, อยู่เพื่อใคร, ความรักเพรียกหา, เติมใจให้กัน ฯลฯ นับเป็นคอนเสิร์ตที่น่าจดจำอีกครั้งหนึ่งของซูเปอร์สตาร์อันดับหนึ่งของประเทศ

เช่นเดียวกับตอนมาทำ Fat Radio เขาก็ใช้ความคิดต่างสร้างผลงานขึ้นมามากมาย รวมถึงคอนเสิร์ตที่แปลกประหลาดที่สุดครั้งหนึ่งอย่าง Fat Live – Friday

พงศ์นรินทร์เห็นว่า บอย-ตรัย ภูมิรัตน นักร้องนำ Friday แต่งเพลงไว้มากกว่า 300 เพลงและแต่งจากชีวิตของตัวเองด้วย จึงอยากทำคอนเสิร์ตที่มีเรื่องราว ให้บอยเล่าที่มาที่ไปของเพลงต่างๆ แต่ปัญหาใหญ่คือนักร้องหนุ่มเป็นคนขี้อายมาก พูดต่อหน้าคนดูไม่เก่ง แถมจำสคริปต์ก็ไม่ได้ จะทำ VTR ช่วยก็ดูไม่จริงใจเท่าการพูดเอง

คิดไปคิดมา ก็เห็นทางพลิกวิกฤตเป็นโอกาส

“เราให้ตรัยเอา iPad ขึ้นไปถือในคอนเสิร์ตเลย แล้วก็พูดเลยว่า ผมเป็นคนพูดไม่เก่ง ดังนั้น วันนี้ผมจะอ่านนะครับ สวัสดีครับ ท่านผู้ชม ปรากฏว่าสนุกมาก!! แล้วเราก็จะมีปุ่มคอนโทรลอยู่ปุ่มหนึ่งเป็นเสียงจิ้งหรีด ถ้าเกิดมี Dead Air เวลาเงียบก็กดใส่เสียงจิ้งหรีด นี่คือการคิดจากสิ่งเขาเป็น เป็นการเปลี่ยนจุดอ่อนมาเป็นจุดแข็ง”

 

4

ถ้าต้องตาย..ขอตาย ‘ท่ายืน’

ไม่มีงานเลี้ยงใดที่ไม่เลิกรา เช่นเดียวกับ Fat Radio

หลังเปิดทำการมา 13 ปีเต็ม และโยกย้ายจากคลื่น 104.5 มายัง FM 98 ก็พบว่ามีปัญหาหลายอย่างที่แก้ไม่ตก ทั้งความนิยมของสื่อวิทยุที่ลดน้อยถอยลง คู่แข่งในตลาดที่เพิ่มขึ้น บวกกับปัญหาภายในองค์กร จนพงศ์นรินทร์เริ่มรู้สึกไม่สนุกกับการทำงาน

ปลายปี 2555 เขาจึงจัดงานที่เรียกว่า The Last FatFEST เพื่อทิ้งทวนกิจกรรมใหญ่ที่จัดมาต่อเนื่องมาถึง 12 ปี

“ความจริงก็ยังเป็นผู้นำอยู่นะ ในแง่ธุรกิจก็ยังอยู่ได้ แต่เราเริ่มเบื่อ เพราะช่วงหลังเริ่มมีคนพยายามสร้างภาพให้เราเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ซึ่งเราว่ามันไม่ใช่ ก็เลยคิดว่าหยุดดีกว่า”

หลังจากอีก 7 เดือน Fat Radio ก็ยุติการออกอากาศทางคลื่นวิทยุ เปลี่ยนไปออกอากาศทางอินเทอร์เน็ตอยู่พักหนึ่ง ก่อนที่จะปิดตัวถาวร หลังเฮนรี่จ๋องตัดสินใจแยกตัวมาทำคลื่นออนไลน์ใหม่ที่ชื่อว่าCat Radio’ แทน

พงศ์นรินทร์กล่าวว่า ความจริง Fat Radio เป็นเพียงยี่ห้อหนึ่งเท่านั้น ไอเดียและจิตวิญญาณในการสร้างสรรค์งานต่างหากที่สำคัญกว่า

หากแต่ต้องยอมรับว่าการทำสื่อวิทยุในยุคปัจจุบันแตกต่างจากสมัยก่อนโดยสิ้นเชิง เพราะผู้คนมีทางเลือกมากมาย เขาเปรียบเทียบให้ฟังง่ายๆ ว่า Cat Radio ทุ่มเททั้งสติปัญญาและพลังแรงกาย มากกว่าช่วงทำ Fat Radio แต่ดูเหมือนคลื่นใหม่จะเป็นที่นิยมสู้คลื่นเก่าไม่ได้ ทว่านั่นไม่ใช่เหตุผลที่จะท้อหรือล้มเลิก

“ผมพูดเสมอว่า อย่างมากก็เจ๊ง ไม่เห็นมีอะไรที่พิสดาร แต่ระหว่างทางก็ต้องก้มหน้าก้มตาทำไป ทำอย่างตั้งใจ และสนุกสนาน ถ้าจะตาย ก็ให้ตายท่ายืน เราจะไม่นอนตาย หรืองอมืองอเท้าตาย เพราะที่ผ่านมาไม่มีใครบังคับให้เราทำ เราเสี้ยนทำกันเองหมดทุกอย่าง เราอยากทำเราก็ทำ ทำในสิ่งที่เราสนุก นี่คือสิ่งสำคัญ

“ถ้าย้อนกลับไปมอง เราทำรายการวิทยุที่ไม่เคยมีมาก่อน เราทำคอนเสิร์ตที่ไม่เคยมีกลุ่มตลาด เราทำโรงหนังที่คนส่วนใหญ่ไม่อยากดูอย่าง House Rama มันเป็นโจทย์ที่ยากอยู่แล้ว ดังนั้น ระหว่างทางก็อย่างอแงว่ายาก เพราะเรารู้อยู่แล้ว เราก็แค่สู้ให้สุด ถ้าไม่ไหวก็ต้องรับให้ได้”

Fat Festival

ทั้งหมดนี้คือเรื่องราวของชายธรรมดาๆ ที่สร้างสิ่งที่ไม่ธรรมดา ซึ่งกลายเป็นหมุดหมายสำคัญของวงการดนตรีบ้านเรา

“ความจริงเราไม่ได้สร้างอะไรเลย ทุกอย่างมีอยู่แล้ว เพียงแต่เขาอาจไม่รู้ว่ามี อย่างพวกวงต่างๆ ก็มีมาก่อนเราอีก แต่การมีเราขึ้นมา ก็เลยมีคนกล้าทำเพลงแบบต่างๆ ที่เป็นตัวเองมากขึ้น และส่งผลให้วงการนี้เติบโตตามไปด้วย”

 

ภาพ พงศ์นรินทร์ อุลิศ

Writer

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา

เพจเล่าเรื่องที่เชื่อว่าคนธรรมดาทุกคนต่างมีความเป็นยอดมนุษย์อยู่ในตัว

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา

เรื่องของผู้อยู่เบื้องหลังงานดีๆ ที่กลายเป็นปรากฏการณ์ในสังคมไทย

“อย่าบอกว่าคุณเหงา อย่าบอกว่าคุณขมขื่น อย่าบอกว่ายังไม่ตื่น เมื่อเรามายืนอยู่ตรงนี้”

ทันทีที่เพลงไตเติลนี้ปรากฏขึ้นบนหน้าจอสถานีโทรทัศน์กองทัพบก ช่อง 5 ทุกวันอาทิตย์ เป็นสัญญาณของการเริ่มต้นรายการไร้สาระซึ่งโด่งดังที่สุดรายการหนึ่งของประเทศ

กว่า 30 ปีแล้วที่คนไทยทั่วประเทศได้รู้จักกับ ยุทธการขยับเหงือก รายการตลกที่อุดมไปด้วยเหล่าเสนาอารมณ์ดี ที่พร้อมปล่อยความฮาให้คุณได้ขยับกรามขยับเหงือกกันแบบไม่มียั้ง

ยุทธการขยับเหงือก ตำนานความสำเร็จของรายการตลกเรตติ้งดีที่คืนชีพในปี 2019

แม้เวลาจะล่วงเลยไปนานเพียงใด แต่ภาพจำนี้ไม่เคยจางหายไปไหน เหล่าพิธีกรคนดังยังคงโลดแล่นอยู่ในวงการไม่เปลี่ยนแปลง พร้อมกับสมญา ‘เสนา’ ยังคงติดตัวจนถึงทุกวันนี้

ในวาระที่รายการดังได้กลับมาบนหน้าจออีกครั้ง ยอดมนุษย์..คนธรรมดา เลยถือโอกาสดีชักชวนคนเบื้องหน้าและเบื้องหลังที่ช่วยกันปลูกปั้นความบันเทิงนี้มาตั้งแต่ต้น มาย้อนอดีตร่วมกันว่า เหตุใด ยุทธการขยับเหงือก จึงกลายเป็นตำนานของวงการโทรทัศน์ไทย 

และจะก้าวต่อไปท่ามกลางการแข่งขันบนหน้าจอที่รุนแรงเวลานี้อย่างไร

01

กว่าจะเป็น ‘ขยับเหงือก’

ย้อนกลับไปในวันที่สถานีโทรทัศน์เมืองไทยยังมีเพียง 5 ช่อง ผู้ผลิตรายการมีอยู่เพียงไม่กี่เจ้า หนึ่งในทีมงานคนรุ่นใหม่ที่ถูกพูดถึงและเป็นที่จับตามากที่สุด คงหนีไม่พ้นบริษัท JSL ซึ่งเวลานั้นมีรายการเด่นๆ อย่าง พลิกล็อก, วิก 07, จันทร์กะพริบ หรือ คอนเสิร์ตคอนเทสต์

หากแต่รายการประเภทหนึ่งที่ทีมงานรู้สึกว่ายังขาดอยู่และอยากพัฒนาขึ้นมา คือรายการตลกหรรษาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความเฮฮาล้วนๆ

สองโปรดิวเซอร์หนุ่ม รุ่นพี่รุ่นน้องจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อั๋น-วัชระ แวววุฒินันท์ และ แดง-สุวิทย์ สาสนพิจิตร์ เลยมานั่งคุยกันว่า หากเป็นไปได้ก็อยากนำประสบการณ์สนุกๆ สมัยยังเป็นนิสิตยุคที่เคยจับกลุ่มทำละครเวทีมาต่อยอดบนหน้าจอทีวี

“เรื่องนี้ต้องให้เครดิตเจ้านาย คือ คุณจำนรรค์ ศิริตัน และ คุณลาวัลย์ กันชาติ ที่เปิดโอกาสให้เราทำอะไรตามใจชอบ รายการนี้เหมือนการทดลอง เมื่อก่อนความผิดพลาดไม่ได้แพงเหมือนสมัยนี้ ด้วยความที่เรามาจากละครเวที จึงชอบความสด เพราะมันสามารถเชื่อมโยงระหว่างคนเล่นกับคนดู สุดท้ายเลยคิดดีไซน์รูปแบบขึ้น เป็นรายการตลกแบบคนรุ่นใหม่” วัชระซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ บริษัท เจ เอส แอล โกลบอล มีเดีย จำกัด กล่าว

ความตลกที่เหล่าโปรดิวเซอร์วางไว้อยู่ที่การเซอร์ไพรส์ ผสมผสานกับทีมพิธีกรที่ต้องทำหน้าที่คอยสร้างสถานการณ์และบรรยากาศเพื่อนำไปสู่ความสนุก

“เรารู้สึกว่าควรมีคนเล่นประจำ อย่าง วิก 07 ถามว่าดูแล้วหัวเราะเฮฮาไหม ก็หัวเราะสบายใจ แต่เป็นแขกรับเชิญที่เวียนมา เลยคิดว่าถ้ามีแขกประจำของเราเลย คนกลุ่มนี้น่าจะทำอะไรดี เลยนึกไปถึงรายการพวก หุ่นมหาสนุก มีสถานที่ที่เกิดประจำ แล้วเชิญแขกมาร่วมรายการ จากนั้นค่อยมาคิดต่อว่าทำอะไรให้สนุกสนาน พอมาถึงช่วงไฮไลต์ ก็คิดกันแค่ว่าควรมีเซอร์ไพรส์ อย่างวันเกิดมีเค้กให้หรือของขวัญอะไรสักอย่างที่ทำให้ประหลาดใจแค่นั้น ยังไม่ได้คิดถึงเรื่องแกล้งอะไร”

หลังได้คอนเซ็ปต์เรียบร้อย ก็มาถึงเรื่องชื่อรายการและผู้ดำเนินรายการ

ในส่วนของคำว่า ‘ขยับเหงือก’ แนวคิดมาจาก อารักษ์ คคะนาท กวีรุ่นใหญ่จากมติชน มีความหมายถึง ‘เรามาหัวเราะกันหน่อย’ จากนั้นทีมงานมาเติมคำว่า ‘ยุทธการ’ เข้าไปเพื่อให้ง่ายต่อการจดจำ ที่สำคัญ คำนี้ยังให้ความรู้สึกเหมือนเป็นองค์กรหรือศูนย์บัญชาการอะไรสักอย่าง

ยุทธการขยับเหงือก ตำนานความสำเร็จของรายการตลกเรตติ้งดีที่คืนชีพในปี 2019
ยุทธการขยับเหงือก ตำนานความสำเร็จของรายการตลกเรตติ้งดีที่คืนชีพในปี 2019

จากชื่อก็ต่อยอดสู่ไอเดียอื่นๆ ทั้งเครื่องแบบ หรือคำเรียกพิธีกร ซึ่งทีมงานบัญญัติคำว่า ‘เสนา’ ขึ้นมาสำหรับพิธีกรชาย ย่อมาจาก ‘เสนาธิการ’ และ ‘เลขา’ สำหรับพิธีกรหญิง เหมือนกับสมัยที่กลุ่มนิสิตสถาปัตย์ จุฬาฯ ทำรายการเพชฌฆาตความเงียบ ที่มีคำว่า ‘ซูโม่’ นำหน้าชื่อนักแสดง

ส่วนตัวพิธีกร ครั้งแรกวางเสนาไว้ทั้งหมด 6 คน ประกอบด้วย ตา-ปัญญา นิรันดร์กุล รับหน้าที่หัวหน้าเสนา โค้ก-สมชาย เปรมประภาพงษ์, กิ๊ก-เกียรติ กิจเจริญ, ตุ๋ย-อรุณ ภาวิไล, เปิ้ล-นาคร ศิลาชัย และ หนูแหม่ม-สุริวิภา กุลตังวัฒนา

เสนาส่วนใหญ่เป็นบุคลากรของ JSL อยู่แล้ว อย่างปัญญาเป็นพิธีกรรายการ พลิกล็อก ส่วนซูโม่โค้ก ซูโม่ตุ๋ย หรือซูโม่กิ๊ก นอกจากเป็นแก๊งสถาปัตย์ จุฬาฯ ของโปรดิวเซอร์ ยังเคยฝากผลงานละครของบริษัทไว้หลายเรื่อง ขณะที่เปิ้ลเคยฝึกงานอยู่ที่ค่ายเพลงคีตา เคยช่วยรายการเพลง กระต่ายโชว์ และยังเคยแสดง วิก 07 มาก่อน สุดท้ายหนูแหม่ม ผู้หญิงคนเดียวของรายการ แม้เวลานั้นยังเป็นนักแสดงที่ไม่ได้มีชื่อเสียงโด่งดังมากนัก แต่มีแววความตลกที่โดดเด่น ทีมงานเลยดึงเข้ามาร่วมวง

“การเล่นตลก ผู้ชายมันสร้างอารมณ์ขันได้มากกว่าผู้หญิง เพราะผู้หญิงนั้นการยอมรับเชิงอารมณ์ขันมันยากนะ คือจะเล่นยังไงให้คนดูไม่เกลียด ไม่ดูเวอร์ ดูแรด ดูก้าวร้าว แต่การมีผู้หญิงนั้นดีตรงที่ความบาลานซ์ และบางอย่างใช้ความเป็นผู้หญิงดีกว่า มีแค่คนเดียวพอ แล้วทำให้เขาเป็นดาวเด่นไปเลย ซึ่งตอนที่เราเลือก ดาราไม่เยอะเหมือนสมัยนี้ ซึ่งหนูแหม่มเขาเป็นคนมีเอกลักษณ์ เป็นเด็กผู้หญิงที่ดูเจ้าเนื้อ ตลก ดูแล้วรู้สึกสนุกดี” วัชระกล่าวย้ำ

ยุทธการขยับเหงือก ตำนานความสำเร็จของรายการตลกเรตติ้งดีที่คืนชีพในปี 2019
ยุทธการขยับเหงือก ตำนานความสำเร็จของรายการตลกเรตติ้งดีที่คืนชีพในปี 2019

ยุทธการขยับเหงือก เริ่มออกอากาศเมื่อวันอาทิตย์ที่ 8 มกราคม 2532 เวลา 5 โมงเย็น เพียงไม่กี่เทปก็กลายเป็นรายการโทรทัศน์ยอดนิยมที่มีผู้ติดตามสูงมาก โดยแขกรับเชิญคนแรกคือ หนุ่มเสก-เสกสรร ชัยเจริญ แห่งค่ายคีตา แผ่นเสียงและเทป

“หนุ่มเสกเป็นนักร้องดังมาก อยู่ค่ายเราเองด้วย ตอนนั้นเราเปิดฉากโดยให้เขาร้องเพลง ตอนซ้อมก็ซ้อมกันปกติ เพียงแต่เราเตี๊ยมกับทีมงานว่าเวลาเล่นจริงให้ปรับสปีดของแบ็กกิ้งแทร็กให้ช้าลง เราจะดูว่าเขาปรับการร้องยังไง ให้เขาร้องกับจังหวะที่มันยาน ปรากฏว่าตอนแรกหนุ่มก็งง แต่ด้วยเลือดศิลปินจึงพยายามแถ มันเลยเกิดความสด เฮฮากันขึ้นมา เป็นการอำ การแกล้ง ซึ่งคนดูชอบมาก”

ความใหม่ ความสด ของรายการกลายเป็นแรงดึงดูดผู้ชมและสินค้ามากมายให้เข้ามา แม้เวลาฉายจะไม่อยู่ในช่วงไพรม์ไทม์ แต่วัชระยังจำได้ดีว่าสปอนเซอร์แห่เข้ามาจนล้น ถึงขั้นต้องดึงลูกค้าบางรายออกไป

ทว่าหลังออกอากาศไปได้ไม่ถึงปี ก็เกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้น

เริ่มตั้งแต่เสนากิ๊กขอถอนตัวออกไปเป็นคนแรก และพอช่วงตุลาคม 2532 เสนาปัญญาตัดสินใจขอแยกตัวอีกคน เพื่อเริ่มต้นบริษัทใหม่ Workpoint Entertainment ทำให้ต้องเปลี่ยนแปลงพิธีกรใหม่ โดยดึง เพชร-พุฒิพงศ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร นักแสดงหนุ่มอารมณ์ดี ซึ่งเคยร่วมงานกับ JSL ใน วิก 07 มาร่วมทีมแทน

ทั้ง 5 คน โค้ก อรุณ เปิ้ล แหม่ม เพชร เล่นด้วยกันอย่างเข้าขานานต่อเนื่องนับปี จนหลายคนนึกว่าเป็นทีมตั้งต้นของ ยุทธการขยับเหงือก ก่อนมีการเติมเสนาอื่นๆ เข้ามาอีกหลายคน

02

ความไร้สาระที่ไม่ได้มาแบบง่ายๆ

แม้จะมุ่งนำเสนอความไร้สาระเป็นหลัก แต่เบื้องหลังของ ยุทธการขยับเหงือก กลับเต็มไปด้วยการใช้ความคิดอย่างหนัก ทั้งการสร้างสรรค์ และการเตรียมการเพื่อให้ออกมาสนุกที่สุด

“บทต้องตลกมาตั้งแต่ห้องประชุมแล้ว…มันเป็นความคมคายของคนเบื้องหลัง แค่เราอ่านบทก็หัวเราะน้ำตาไหลแล้ว นี่คือความสำเร็จของ ยุทธการขยับเหงือก” เสนาเปิ้ลเคยกล่าวผ่านรายการ บันทึก…บทที่หนึ่ง ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง UBC Inside เมื่อสิบกว่าปีก่อน

ยุทธการขยับเหงือก ถือเป็นรายการตลกแรกๆ ในเมืองไทยที่ถูกขนานนามว่าเป็น ‘ตลกปัญญาชน’ ให้ความสำคัญกับการเขียนบท การหาข้อมูล และความคิดสร้างสรรค์ โดยมุกที่เป็นที่นิยมในช่วงนั้นมักเป็นพวกการเล่นคำหรือการจำลองสถานการณ์

บทจึงเป็นเสมือนเครื่องมือกำหนดหน้าที่ของเสนาแต่ละคน รวมถึงแขกรับเชิญในเทปนั้นว่าควรเล่นมุกอย่างไร และต้องทำอะไรบ้าง

“เรามีบท แต่ไม่ได้หมายความว่านักแสดงต้องเล่นตามบทนะ คือบทถูกเขียนมาเป็นโครงว่าเราจะเล่นกับแขกคนนี้ในธีมไหน เรื่องราวจากหนึ่งถึงสิบเป็นยังไง คือบทไม่แข็งเกินไป เปิดช่องให้เขาเล่นสด แหกได้ แต่สดหรือแหกยังไงต้องกลับมาสู่ปลายทาง นั่นคือการหักหลังให้ได้” วัชระกล่าว

ยุทธการขยับเหงือก ตำนานความสำเร็จของรายการตลกเรตติ้งดีที่คืนชีพในปี 2019

เพราะฉะนั้น หัวใจของการทำบทอยู่ที่แขกรับเชิญ โดยก่อนร่างบททีมงานต้องสัมภาษณ์ พูดคุย รวมถึงเจาะลึกข้อมูลของแขก บางครั้งถึงขั้นชักชวนไปสังสรรค์กับทีมเสนา เพื่อคิดมุกหรือแก๊กร่วมกัน 

พอถึงวันถ่ายทำทุกคนจะได้รับบทเหมือนกันหมดสำหรับซักซ้อม ตลอดจนคิดมุกเพิ่มเติมลงไป แต่มีเสนาเพียงบางคนที่ทีมงานเข้าไปซักซ้อมและมอบภารกิจพิเศษ อย่างการหักหลังแขกรับเชิญหรือเสนาด้วยกันเอง

“พอเห็นโปรดิวเซอร์แอบกระซิบใครสักคน คนอื่นจะ เฮ้ยๆ อะไรนะ คือระแวงกันตลอด การทำงานของยุทธการมักซับซ้อนมาก เพราะเราหลอกกันเป็นขบวนการ หลอกตั้งแต่ซ้อม เพื่อให้เกิดการตายใจ”

ยุทธการขยับเหงือก ตำนานความสำเร็จของรายการตลกเรตติ้งดีที่คืนชีพในปี 2019

ขณะที่ โค้ก-สมชาย เปรมประภาพงศ์ ขยายความถึงเหตุผลที่การหักหลังต้องเป็นความลับ เพราะต้องการเห็นปฏิกิริยาของแขกรับเชิญ รวมถึงเหล่าเสนาที่ไม่รู้เรื่องมาก่อนว่าเป็นอย่างไร ดังนั้น เสนาทุกคนจึงต้องมีไหวพริบปฏิภาณ และคอยดูสถานการณ์ว่าเป็นอย่างไร

“รายการนี้เป็นการผสมผสานระหว่างครีเอทีฟกับฝีมือนักแสดง เสนาแต่ละคนมีองค์ เวลาแสดงเราเล่นแบบปล่อยไหล ทุกคนเข้าขากันหมด ไม่มีกำแพงกั้น ด่าพ่อล่อแม่ไม่มีใครโกรธ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเราสนิทกัน เวลาเลิกกองก็ไปสังสรรค์กันตลอด” 

แต่เพื่อให้การเล่นไม่สะเปะสะปะ ทีมงานจึงต้องเขียนคาแรกเตอร์ให้เสนาแต่ละคนด้วย

อย่างเสนาโค้กมีบุคลิกนิ่งๆ มักถูกล้อเลียนเรื่องความแก่ เนื่องจากเป็นพี่ใหญ่ของทีม ขณะที่เลขาแหม่มมักรับบทสาวแก่น ฝีปากกล้า มีจุดอ่อนตรงรูปร่าง และมักถูกเหล่าเสนาละเลย เวลามีแขกรับเชิญสาวๆ สวยๆ มาร่วมรายการ

แต่อีกบทบาทหนึ่งที่หลายคนอาจไม่ทราบคือ โค้กและแหม่มต่างเป็นผู้คุมเกมทั้งหมดบนเวที และคอยตัดบทเวลาเกิดความชุลมุนขึ้นมา สังเกตได้จากการที่เสนาโค้กมักเป็นคนเอ่ยประโยค “ขอเสียงปรบมือให้แขกรับเชิญของเราครับ” เสมอหลังหักหลังเรียบร้อย

เสนาเพชรแม้ดูไม่ตลกหรือเรียกเสียงหัวเราะได้เท่าที่ควร แต่เขาคือเสนาธิการตัวจริงที่คอยทำหน้าที่คิดและแจกมุกให้น้องๆ ในทีมไปเล่น ซึ่งส่วนใหญ่คนที่ได้รับอานิสงส์มากสุด คือเสนาหอย เจ้าของสโลแกน “พี่ไม่เอามุกไหน..ผมขอ”

ส่วนเสนาอรุณเปรียบเสมือนตัวยิงมุกประจำรายการ โดยมักผูกขาดบทหญิงแก่หรือฤาษี ยิ่งต้องห่อลิ้นร้อง “กล่าวฝ่ายพระมุนีฤๅษีศีล ข้าวปลาไม่กิน กินแต่ไข่เต่า” เขาถนัดที่สุด

เช่นเดียวกับ ‘ติ๊ก กลิ่นสี’ ชาญณรงค์ ขันทีท้าว ดาวตลกจากภาพยนตร์ กลิ่นสีและกาวแป้ง ซึ่งเข้ามาเสริมทัพยุทธการ มักมาพร้อมมาดผู้หญิงซาดิสต์ที่แต่งกายในชุดที่โดดเด่นเกินปกติเสมอ

“ช่วงแรกผู้ชมเกลียดพี่ติ๊กมาก ไม่เอ๊าไม่เอา ไล่คนเสียงดังออกไป ไล่ไปเดี๋ยวนี้ ยิ่งออกต่างจังหวัด ชาวบ้านร้านช่องหนีเสนาติ๊กกันจ้าละหวั่น คนอะไรน่ากลัวมาก” เลขาแหม่มเคยกล่าวผ่านนิตยสาร แพรว เมื่อปี 2545

สุดท้ายคือบรรดาสมาชิกที่เข้ามาสมทบยุคหลัง อย่าง โน้ส-อุดม แต้พานิช, หอย-เกียรติศักดิ์ อุดมนาค, วิชญ์ พิมพ์กาญจนพงศ์ และ ลิง-สมเกียรติ จันทร์พราหมณ์ แรกๆ ไม่ค่อยตลกเท่าไหร่ เลยถูกวางเป็นเหยื่อให้พี่ๆ รังแก

“คนเข้ามาใหม่น่าหนักใจ ถือเป็นหน้าที่ของรุ่นพี่ที่ต้องพยายามมองตัวเขา อย่างโน้ส แรกๆ ก็นั่งคิดว่าทำยังไงดี เราเลยให้มันโดนแกล้งตลอดเวลา ถูกกระทำ ช่วงนั้นโน้สไม่รู้หรอกว่าเราหักหลัง คนดูก็ฮา เพราะสงสารโน้ส สุดท้ายโน้สเลยเกิด” เสนาโค้กอธิบาย

แต่มีบางคนที่เกือบไม่ประสบความสำเร็จเหมือนกัน เช่นเสนาหอย ใกล้ถูกถอดจากรายการแล้ว เพราะเล่นมา 7 เดือน คนดูก็ยังไม่ปลื้มเสียที

“คนไม่รักเขาไง แต่วันนั้นเขาแต่งตัวเป็นบุ๋ม ตรีรัก ฮามาก ใส่เสื้อหนัง กางเกงรัดติ้ว รองเท้าบูตแหลมเฟี้ยว ทั้งร้องทั้งเต้น ‘..มีแฟนหรือยังจ๊ะ’ เอาภาพมาดูจะคล้าย คุณยุ้ย ญาติเยอะ คนดูถล่มทลาย กอดเสาขำ หลังจากนั้นหอยเริ่มจับทางได้ ไม่ต้องกระเสือกกระสนอีก” เลขาแหม่มเคยกล่าวนานแล้ว

เพราะฉะนั้น หากวิเคราะห์ถึงปัจจัยที่ทำให้ยุทธการขยับเหงือกประสบความสำเร็จ แน่นอนว่า การวางแผนย่อมเป็นเรื่องหลัก แต่สิ่งที่จำเป็นไม่แพ้กันคือเป็นความเป็นธรรมชาติของนักแสดง 

เสนาหอยเคยอธิบายผ่านรายการ บันทึก..บทที่หนึ่ง ว่า “พี่ๆ สอนเสมอว่าอย่าคาดหวังว่าจะตลก ให้เล่นไป เล่นจริงๆ มันจะตลกของมันเอง เพราะไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นบนเวที”

“ที่สำคัญคือ ต้องทำการบ้าน อย่างเมื่อก่อนผมต้องแต่งหญิงทุกอาทิตย์ ซึ่งกว่าจะแต่งได้ ขั้นตอนเยอะมาก ผมต้องศึกษาว่าผูู้หญิงที่เขาให้ผมเล่นสูงเท่าไหร่ นิสัยยังไง พ่อแม่เป็นคนยังไง ไม่อย่างนั้นเราเล่นเป็นผู้หญิงแบบนั้นทุกอาทิตย์คนก็เบื่อ”

นอกจากนี้ ยังมีองค์ประกอบอื่นๆ ที่ช่วยสนับสนุน เช่น ไตเติลรายกาย ซึ่งช่วงแรกใช้เพลง Noche Corriendo ของนักเปียโนระดับตำนานชาวญี่ปุ่น Naoya Matsuoka ก่อนที่ อิท-อิทธิสุนทร วิชัยลักษณ์ โปรดิวเซอร์ของ JSL แต่งเพลงเปิดรายการใหม่ จนกลายเป็นที่จดจำของแฟนๆ

ฉากที่เน้นความอลังการสมจริง ให้ตรงกับเนื้อเรื่องที่นำเสนอและการหักหลังที่สุด

เสียงประกอบที่มีวงดนตรีอย่าง ‘ไทเกอร์แบนด์’ คอยเล่นรับการแสดงของเหล่าเสนาตลอดเวลา

เครื่องแต่งกายซึ่งพิถีพิถันและเต็มไปด้วยความสร้างสรรค์ ทั้งชุดว่ายน้ำ กระโจมอก ชุดฤๅษี ทหาร ชาวเล หรืออะไรที่พิลึกๆ ทีมงานจัดให้ได้หมด

แม้แต่เรื่องแต่งหน้าก็จัดเต็ม หากเสนาต้องแต่งเป็นผู้หญิง ทีมงานจะบรรจงแต่งออกมาให้สวยที่สุด แต่มีกรณียกเว้นอยู่บ้าง คือเสนาตุ๋ยที่ช่างแต่งหน้ารู้ใจทิ้งดินสอให้ละเลง เขียนตีนกา เติมหนวด ใส่เคราเองเลย เพราะสไตล์ของอรุณต้องเลอะเทอะเปรอะเปื้อน ดูมอมแมม

ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นปัจจัยที่เกื้อหนุนให้รายการตลกไร้สาระ กลายเป็นรายการบันเทิงที่อุดมไปด้วยความสร้างสรรค์อย่างแท้จริง

03

หักหลังอีกแล้

นอกจากเสนา อีกภาพที่ผู้คนจำจดได้มากสุดเมื่อพูดถึงรายการตลกในตำนาน คงหนีไม่พ้น ‘การหักหลัง’

เดิมที ยุทธการขยับเหงือก มีแต่เซอร์ไพรส์หรือแกล้งกันแบบหยอกๆ อย่างการเชิญแม่มาขึ้นเวที แต่ต่อมาทีมงานเห็นว่าเซอร์ไพรส์เพียงอย่างเดียวคงไม่เพียงพอ เพราะผลที่ได้รับนั้นเป็นเพียงการกระตุกอารมณ์ของแขกรับเชิญเท่านั้น แต่ผู้ชมอาจไม่สามารถรับอรรถรสได้เต็มที่ เลยมาคิดต่อว่าควรสร้างความตกตะลึงด้วยการหักหลัง หรือแกล้งกันแบบสุดๆ ชนิดแค้นฝังหุ่นไปเลย

ปกติการหักหลังมักเกิดขึ้นเวลาแสดงละคร โดยทุกครั้งก่อนเริ่มกระบวนการจะมีเสียง Voice Over ดังขึ้นที่หน้าจอทางบ้าน เพื่อให้ผู้ชมเตรียมตัวว่าอีกไม่นานจะเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น

โปรดิวเซอร์คนดังเล่าว่า ทีมเบื้องหลังต้องทำงานหนักมาก เพื่อค้นหาว่าแขกรับเชิญคนนั้นมีจุดอ่อนอยู่ที่ไหน แล้วนำไปผูกเรื่องราวให้สอดรับกับการแกล้งได้อย่างไร

อย่างแขกรับเชิญสาวคนหนึ่งกลัวความสูงมาก ทีมเขียนบทเลยวางพล็อตเรื่องเป็นงานวัด มีประกวดนางงาม โดยแขกรับเชิญเป็นผู้ได้รับตำแหน่ง ต้องขึ้นบันไดไปนั่งบนบัลลังก์ พอขึ้นเสร็จทีมงานเอาบันไดออก จากนั้นเราก็เปลี่ยนบทจากงานประกวดมาเป็นสาวน้อยตกน้ำแทน เพียงแค่นี้ก็เรียกเสียงฮาจากผู้ชมได้แล้ว

แต่สิ่งสำคัญคือการแกล้งนั้นต้องไม่เลยเถิดหรือมากเกินไป ที่ผ่านมาจึงไม่เคยมีเหตุการณ์ที่แขกไม่พอใจหรือโกรธทีมงานจนไม่ยอมให้นำเทปออกอากาศ เพราะทุกคนต่างเตรียมใจว่าต้องโดนอยู่แล้ว เพียงแต่จะมาไม้ไหนเท่านั้นเอง

เทปหนึ่งที่ผู้บริหาร JSL คนดังไม่เคยลืม คือช่วงที่ติ๊ก กลิ่นสี มาเป็นแขกรับเชิญ

“สำหรับติ๊กถือว่าท้าทายมาก เขาบอกเราว่าพี่ไม่มีทางแกล้งผมได้หรอก คือติ๊กเขาจะเป็นคนดูห่ามๆ ไม่ค่อยมีกาลเทศะหน่อย แล้วตามประสาผู้ชาย ปากหมา จีบไปเรื่อย ชอบแทะโลมผู้หญิง ด้วยลักษณะแบบนี้ เราเลยแกล้งด้วยการบอกว่า วันนี้มีแขกของนายมาดูด้วย เป็นคุณหญิง ทุกคนเล่นระวังหน่อยนะอันนี้เราเตรียมตั้งแต่ซ้อมเลย จัดที่นั่ง มีการเอาเก้าอี้ตรงนี้ออก ยกโซฟามาวางแทน ทุกคนเริ่มอิน เพราะบรรยากาศมันใช่

“พอคุณหญิงมา ปรากฏว่าไม่ได้มาคนเดียว มีลูกสาวมาด้วย ลูกสาวน่ารักมาก ขาวๆ ใสๆ เข้าทางเลย ติ๊กเขาหมายตา บอกชอบๆ เราเลยบอกว่ามึงอย่านะ เดี๋ยวคุณหญิงเอาเรื่อง พอถึงตอนเล่นติ๊กใส่ใหญ่เลย สนุก พอตอนหลังเริ่มได้ใจ เราเตี๊ยมไว้แล้ว โดยวางหมากว่ายังไงก็ตามต้องให้ติ๊กไปเล่นกับตัวลูกสาว แล้วเด็กคนนี้เล่นเก่งมาก มีจังหวะหนึ่งที่มือติ๊กไปโดนตัวน้อง เขาทำหน้าเบะทันที น้ำตาค่อยๆ หยด คราวนี้แม่เขาค่อยๆ ขึ้นเลย คุณเล่นอะไรกัน เธอเป็นใคร แล้วฉันเป็นใคร ติ๊กหน้าซีด ยกมือไหว้ ขอโทษครับ เราปล่อยให้เล่นอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นถึงค่อยเฉลยว่าโดนหักหลังแล้ว พอแกล้งได้มันโมโหมาก เสียรู้จนได้”

อีกกรณีที่ทีมงานหัวเราะทุกครั้งที่นึกถึง คือนักแสดงตลกดัง นก-จันทนา ศิริผล

“นกชอบเล่นบทคนใช้ แล้วไฮไลต์คือต้องให้เขาทำแจกันโบราณแตกให้ได้ เราก็วางแผนตั้งแต่ให้การ์ดคุมแจกันมาเลย เพราะปกติของแพงๆ มันต้องมีคนดูแล พอถึงเวลาถ่าย เราก็เซ็ตให้มีฉากยื้อแย่งอะไรสักอย่าง จนสุดท้ายนกไปชนแจกัน พอแจกันแตก ทุกคนก็ทำหน้าเหมือนเป็นความผิดนก คราวนี้นกร้องไห้ออกมาเลย จนเฉลยก็ยังไม่เชื่อ บอกไม่ต้องมาปลอบใจ บอกแล้วไม่น่าเอามาเล่น ร้องอยู่นานถึงยอมสงบ คือเขาเป็นคนแบบนั้น หลุดแล้วหลุดเลย”

แต่ไม่ได้หมายความว่ามีแต่แขกรับเชิญเท่านั้นที่ตกเป็นเหยื่อ เพราะหลายครั้งที่ทีมงานซ้อนแผนกับแขกรับเชิญ ย้อนรอยแกล้งเหล่าเสนาของตัวเอง เช่นครั้งหนึ่งที่เหล่าเสนาพยายามแกล้ง บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ แต่กลับโดนเอาคืนแบบเจ็บแสบ

“ตอนนั้นเหมือนอรุณไปล่วงเกินมูลนิธิที่เขาทำงานอยู่แล้วเขาโกรธจริง ตอนนั้นพวกเราไม่รู้ รู้แค่บิณฑ์กับโปรดิวเซอร์ ประกาศเสียงดังเลยว่าอย่าเอาเทปนี้ออก โกรธนานมาก จนต้องเอาเจ้าของบริษัทลงมาเคลียร์ แต่เราแอบสังเกตเห็นว่ากล้องจับอยู่ ไฟแดงมันขึ้น แต่ก็เสียวเหมือนกันเพราะบรรยากาศจริงเหลือเกิน” เสนาโค้กย้อนความทรงจำพร้อมเสียงหัวเราะ

ทว่ามีบางเทปเหมือนกันที่เล่นแล้วแป้ก ซึ่งส่วนใหญ่มักเกิดเวลาแขกรับเชิญระมัดระวังตัวเกินไป หรือรู้ก่อนว่าต้องเจอแบบนี้ ทีมงานจึงต้องแก้สถานการณ์ด้วยการมีแผนสองเข้ามาเสริม หรืออาศัยขั้นตอนของการตัดต่อช่วยให้รายการสนุกมากขึ้น แต่มีเหมือนกันที่ใช้วิธีบรรยายไปเลยว่า “ครั้งนี้นะครับ รายการหน้าแหกมาก หักหลังไม่สำเร็จ” เพื่อที่ผู้ชมจะได้คอยติดตามว่า รายการล้มเหลวยังไง 

จากการแกล้งเยอะๆ นี้เอง ทำให้ช่วงหลังยุทธการขยับเหงือกเพิ่มช่วงพิเศษ ‘เอาคืน’ ขึ้นมา

อั๋นเล่าว่า แนวคิดเรื่องนี้มาจากเสียงเรียกร้องของบรรดาแขกรับเชิญว่าโดนแกล้งแล้วก็อยากเอาคืนพิธีกรบ้าง ทีมงานมองว่าดีเหมือนกัน

การลงโทษส่วนใหญ่เน้นไปที่ความเลอะเทอะ โดยเฉพาะการปล่อยของเหลวสารพัดอย่าง เช่น น้ำส้ม นม น้ำแดง หรือแป้งผสมเม็ดแมงลักเน่า ใส่เสนาผู้เคราะห์ร้าย ซึ่งขาประจำส่วนมากเป็นพวกตัวป่วนประจำรายการ อย่างติ๊ก อรุณ หอย หรือโน้ส ส่วนโค้กกับหนูแหม่มมักรอดตัวเสมอ

แต่บางครั้งก็มีใบสั่งจากครีเอทีฟอยากให้หนูแหม่มโดนบ้าง ซึ่งเธอมักมีข้ออ้างสารพัดอย่าง เช่น ประจำเดือนมา หรือเพิ่งผ่าตัดมดลูกบ้าง บางทีก็ใช้มุกอ้อนดื้อๆ ว่า “อย่าเลือกหนูเลย” ซึ่งสุดท้ายมักประสบความสำเร็จ เพราะมีคนยอมเสียสละโดนแทนสาวน้อยคนเดียวของรายการ

04

ขยับเหงือก The Legend

เกือบ 9 ปี 400 กว่าตอน เสนา 12 คน และเรตติ้ง 12 – 13 เทียบเท่าละครหลังข่าว คือเครื่องการันตีความโด่งดังของรายการ ยุทธการขยับเหงือก ที่สามารถยึดกุมหัวใจแฟนๆ ได้อย่างเหนียวแน่น

“เราให้ความสุขผู้ชม เป็นเหมือนญาติ เหมือนครอบครัวของเขา เพราะเขาดูเราตลอดทุกวันอาทิตย์ วัน Family มันเลยอยู่ในใจเขา” เสนาโค้กอธิบาย

ว่ากันว่าความโด่งดังของรายการทำให้เสนาบางคนยอมออกจากงานประจำเพื่อมาทุ่มเทให้วงการบันเทิงเต็มที่ เพราะหลายๆ ครั้งพวกเขาต้องเดินสายไปทัวร์ต่างจังหวัด เปิดการแสดงให้คนไทยในต่างประเทศมาชม และที่พิเศษสุดคือการเปิดคอนเสิร์ตที่ชื่อว่า ‘หัวหกก้นขวิด’ ซึ่งมีผู้ชมนับหมื่นยอมควักเงินซื้อตั๋ว เพื่อสัมผัสบรรยากาศความเฮฮาและการหักหลังนอกจออย่างใกล้ชิด จนกลายเป็นกระแสเรียกร้องให้จัดแสดงต่อเนื่องทุกปี 

แต่ด้วยธรรมชาติของรายการโทรทัศน์ วันหนึ่งย่อมต้องถึงจุดอิ่มตัว

วัชระจำได้ดีว่า ยุทธการขยับเหงือก เลิกราในวันที่เรตติ้งยังสูง โฆษณายังเต็มอยู่ แต่ความสนุกลดลงไปเยอะแล้ว

“ผมเป็นคนชงเรื่องเองแหละ คิดว่าควรพอได้แล้ว เริ่มอิ่มตัว อย่างช่วงหลังๆ เราแกล้งไปหมดแล้ว เริ่มซ้ำ ผู้บริหารทุกคนเลยเห็นด้วย หยุดตอนนี้ดีกว่าให้ผู้ชมร้องยี้ ที่สำคัญ พวกเสนาเองต่างก็รู้สึกเล่นมานาน เริ่มหมดไฟ ถือเป็นการจบลงอย่างสวยงาม”

ไม่ต่างจากโค้กที่มองว่าเวลานั้นทุกคนต่างมีภารกิจชีวิตมากขึ้น อย่างเขาหรือเพชรต้องรับผิดชอบรายการ ฮาเจ็ดดาว ส่วนคนอื่นๆ ก็มีความฝันใหม่ๆ ที่อยากทำ เช่นเปิ้ลกับหอยรวมตัวกันตั้งบริษัทเพื่อผลิตรายการ สาระแนโชว์

แต่ถึง ยุทธการขยับเหงือก จะหยุดไป ความทรงจำดีๆ ก็ไม่เคยเปลี่ยนแปลง

สำหรับเหล่าเสนาแต่ละคน รายการนี้ไม่ต่างจากสถาบันที่หล่อหลอมทั้งตัวตน ความคิด สร้างชื่อเสียง และพัฒนาความสามารถ ในวันที่เลิกรายการ เลขาแหม่มตัดสินใจก้มลงกราบเวที เพราะหากไม่มีรายการนี้คงไม่มีพิธีกรมืออาชีพที่ชื่อ แหม่ม สุริวิภา

“รายการนี้เป็นการเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ เพราะเมื่อก่อนเวทีแบบนี้มีไม่เยอะ โอกาสที่ผู้คนจะเห็นคนหน้าใหม่มีน้อยมาก เสนาของเรา หลายคนเป็นใครมาจากไหนก็ไม่รู้ แต่เขามีความสามารถ สร้างอารมณ์ขันแบบที่ผู้คนไม่เคยสัมผัสมาก่อน สำหรับผมถือเป็นปรากฏการณ์ เป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างกลุ่มคนที่มีอารมณ์ขันให้เข้าไปอยู่ในใจของผู้ชม ไม่แปลกเลยว่าทำไมเวลาคนนึกถึงรายการเก่าในอดีต ยุทธการขยับเหงือก จึงผุดขึ้นมาเสมอ” อดีตโปรดิวเซอร์ผู้ปลูกปั้นรายการตั้งแต่ต้นกล่าว

05

การคืนชีพของยุทธการฯ 5.0

ผ่านมา 22 ปี คงไม่มีใครคิดว่ายุทธการขยับเหงือกจะกลับมาปรากฏบนหน้าจออีกครั้ง 

แต่รายการวันนี้ไม่เหมือนเมื่อวันวาน เพราะเป็น ยุทธการขยับเหงือก 5.0 ที่ดำเนินรายการโดยเสนาใหม่ทั้งหมด ยกเว้นเพียงเสนาหอยคนเดียวที่ทำหน้าที่เชื่อมโยงทั้งสองรุ่นเข้าไว้ด้วยกัน

วัชระเล่าว่า เมื่อต้นปี 2562 ทำละครเวทีเรื่อง ‘บ้านเรือนเคียงกัน สุนทราภรณ์ เดอะมิวสิคัล’ ซึ่งนักแสดงหลายๆ คนมีบุคลิกที่น่าสนใจ มีอารมณ์ขัน กล้าแสดงออก มีความสามารถทั้งร้องและเต้น อาจต่อยอดหรือพัฒนาเด็กกลุ่มนี้ให้ไกลกว่าเดิมได้

หลังหารือกันในกลุ่มผู้บริหาร ทุกคนต่างมองว่า ยุทธการขยับเหงือก เป็นตัวเลือกที่เหมาะสม จึงตัดสินใจรื้อฟื้นรายการขึ้นมาอีกครั้ง

“ความจริงเราไม่คาดหวังว่าคนที่เคยประทับใจต้องกลับมาปลื้ม ตอนนี้เราต้องเล่นกับคนยุคปัจจุบัน นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมผมถึงไม่ลงไปทำเอง เพราะให้มานั่งคิดมุกสำหรับคนดูรุ่นนี้คงไม่ใช่ สิ่งที่เราช่วยได้คือใช้ประสบการณ์บอกเขาว่าอันนี้ใช่หรือไม่ใช่ พอหรือไม่พอ หรือมีทางเลือกอื่นอีกไหม”

ยุทธการขยับเหงือก 5.0 เปิดตัวเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2562 ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง One31 โดยได้ โอ๊ค-ทศพล ศรีสุคนธรัตน์ ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง The Melody รักทำนองนี้ และอดีตโคโปรดิวเซอร์รายการ เกมวัดดวง มารับหน้าที่ควบคุมการผลิต  

“สมัยเด็กๆ จบ ม.6 เคยเจอพี่หอย ตอนนั้นเป็นเสนาอยู่ เลยพูดไปว่าวันหนึ่งจะมาทำกับพี่ แต่สักพักรายการก็ปิด ไม่เคยนึกถึงอีกเลย จนวันหนึ่งผู้ใหญ่ใน JSL ชวนว่าทำรายการนี้ไหม เลยถามไปว่ามีใครบ้าง มีพี่หอยกับเสนาใหม่ พอได้ยิน ภาพวันนั้นกลับมาเลย รู้สึกว่าสนุกแน่ เพราะเราได้ทำละครแล้วยังได้แกล้งคนอีกด้วย”

เสนาชุดใหม่ประกอบด้วย ประกอบด้วย ปาล์ม-ธัญวิชญ์ เจนอักษร, ปอ-อรรณพ ทองบริสุทธิ์, ส้วม-สุขพัฒน์ โล่วัชรินทร์, เนสท์-นิศาชล สิ่วไธสง และ น้ำ-กัญญ์กุลณัช ปัญญากิตตินันท์

แต่ละคนไม่ใช่คนหน้าใหม่ของวงการบันเทิง ทว่าที่ผ่านมายังไม่เคยปรากฏตัวผ่านสื่อในฐานะพิธีกรรายการตลก ดังนั้น ทีมงานจึงต้องค้นหาคาแรกเตอร์ที่น่าสนใจแต่ละคน ถึงค่อยมาต่อยอดว่าควรพัฒนาในทิศทางไหน

อย่างปาล์ม ด้วยบุคลิกที่ดูเป็นผู้ใหญ่กว่าเพื่อน พูดจาฉะฉาน ตลกได้ ซัดมุกไว จึงถูกวางให้เป็นผู้ควบคุมเวที ส่วนปอทำหน้าที่เป็นตัวปล่อยมุก เพราะมีความทะเล้นกว่าคนอื่น ขณะที่ส้วมเปรียบเสมือนกระโถนท้องพระโรงที่ถูกแกล้งตลอดเวลา และสุดท้ายเลขาฯ สาว 2 คนทำหน้าที่คอยสนับสนุน และเติมสีสันให้รายการสนุกขึ้น ตามบุคลิกของแต่ละคน

สำหรับพี่ใหญ่อย่างเสนาหอย แม้โดยตำแหน่งจะถูกกำหนดให้เป็นหัวหน้า แต่ภารกิจหลักคือการเป็นพี่เลี้ยง คอยประคับประคองและจ่ายมุกให้แก่น้องๆ

แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคาแรกเตอร์คือความสนิทสนม เพราะปัจจัยที่ทำให้ ยุทธการขยับเหงือก ยุคแรกประสบความสำเร็จ มาจากพิธีกรทุกคนต่างเป็นเพื่อนกันจริงๆ

“คนใหม่ถึงยังไงก็เทียบคนเก่าไม่ได้ เหมือนรถคันนั้นวิ่งจากกรุงเทพฯ ถึงนครสวรรค์แล้ว แต่รถคันนี้เพิ่งสตาร์ท เราจึงไม่เคยกดดันพิธีกรเลย อยากเล่นอะไรเล่น แต่เล่นไม่สนุกต้องกลับมาคิด เด็กจึงซ้อมกับพี่ๆ คุยกัน วางแผนกันตลอด หนูเล่นนี้ ผมเล่นนั้น เพราะความใกล้ชิดสนิทสนมจะทำให้รายการดีขึ้น เรายิ่งเล่นกันหนักเท่าไหร่ คนยิ่งฮาเท่านั้น”

ยุทธการขยับเหงือก ยุคใหม่ยังคงรักษาเอกลักษณ์ดั้งเดิมอย่างความสด การเซอร์ไพรส์ ไม่เปลี่ยนแปลง เพียงแต่รูปแบบอาจหลากหลายและยึดหยุ่น ขึ้นอยู่กับแขกรับเชิญแต่ละสัปดาห์ 

“สูตรสำเร็จของรายการนี้คือ เราไม่ได้บอกให้เสนามาตลกกันเอง เสนาต้องเทกแคร์แขกให้เต็มที่ ยิ่งเขาสนุกเท่าไหร่ ความสนุกของรายการมันออกมาเอง บุคลิกเราเป็นแฟนใครสักคน เปิดมาเจอแต่เสนาก็ไม่อยากดูแล้ว แต่ถ้าเราดันแขกเต็มที่ เขาดูแล้วรู้สึกดี ก็อยากดูอีก นี่เป็นจิตวิทยาแบบหนึ่ง

“เรื่องนี้พี่หอยเองก็พูดกับน้องๆ และทีมงานบ่อยๆ คือ ต้องทำให้แขกสำคัญที่สุด เพราะฉะนั้น อยากเล่นอะไรมาเลย จะให้พี่ทุเรศแค่ไหนก็ได้ ทำได้ทุกอย่าง เพื่อให้ดารารับเชิญมาแล้วแฮปปี้”

อย่างไรก็ดี ในฐานะของผู้สร้างสรรค์ โอ๊คยอมรับว่าการทำรายการโทรทัศน์ทุกวันนี้ไม่ง่าย เพราะนอกจากปริมาณสถานีโทรทัศน์ที่เพิ่มจำนวนสูงขึ้น ยังมีสื่อออนไลน์อีกนับไม่ถ้วนที่ต้องแข่งขัน

ความท้าทายคือต้องทำอย่างไรถึงชนะใจผู้ชมได้ อย่างแขกรับเชิญ ก็ต้องเลือกจากคนที่พร้อมสนุกไปกับรายการ พยายามสร้างสรรค์คิดอะไรแปลกใหม่ที่แขกคนนั้นไม่เคยทำ เช่น มิวสิก BNK48 ฝันอยากเป็นทนายความ แต่ทีมงานต่อยอดให้สนุกยิ่งขึ้นด้วยการทำให้เธอได้เป็นถึงผู้พิพากษา และไม่ใช่ผู้พิพากษาธรรมดา แต่เป็นเปาบุ้นจิ้น 

ขณะเดียวกันยังต้องทำให้ผู้ชมรู้สึกว่าพิธีกรชุดนี้เป็นเสมือนเพื่อนที่พร้อมจะแบ่งปันความสุขและรอยยิ้ม ไม่ต่างกับเสนารุ่นเดิมเคยทำได้กับผู้ชมที่อายุ 35 ปีขึ้นไป

“เราต้องการสร้างคนรุ่นใหม่ เพื่ออยู่กับผู้ชมอีก 5 – 10 ปีข้างหน้า เราจึงไม่เคยกดดันอะไรเลย อย่างแย่สุดก็คือเท่าเดิม เพราะมันไม่มีรายการนี้มา 22 ปี เราเลยจุดแย่สุดมาแล้ว ตอนนั้นมีแต่บวก มีแต่ดีขึ้น เพียงแต่จะมากหรือน้อยเท่านั้นเอง” โปรดิวเซอร์ยุค 5.0 กล่าวทิ้งท้าย

และนี่คือบทพิสูจน์ครั้งสำคัญของตำนานรายการแห่งยุคอย่าง ยุทธการขยับเหงือก ว่าจะสามารถกลับมาครองใจผู้ชมในวันที่โทรทัศน์ไม่ได้เป็นตัวเลือกหมายเลข 1 อีกแล้ว…ได้หรือไม่

ยุทธการขยับเหงือก

เรียบเรียงข้อมูลจาก

  • สัมภาษณ์คุณวัชระ แวววุฒินันท์ วันที่ 13 มิถุนายน 2562
  • สัมภาษณ์คุณสมชาย เปรมประภาพงศ์ วันที่ 20 มิถุนายน 2562
  • สัมภาษณ์คุณทศพล ศรีสุคนธรัตน์ วันที่ 13 มิถุนายน 2562
  • วิทยานิพนธ์การวิเคราะห์รูปแบบ เนื้อหา และกลวิธีการนำเสนอมุขตลกของรายการตลกทางโทรทัศน์และวิดีโอเทป โดย เมธา เสรีธนาวงศ์ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  • นิตยสาร แพรว ปีที่ 23 ฉบับที่ 546 วันที่ 25 พฤษภาคม 2545
  • นิตยสาร สกุลไทย ปีที่ 36 ฉบับที่ 1860 วันที่ 12 มิถุนายน 2533
  • รายการ บันทึก..บทที่หนึ่ง ตอนยุทธการขยับเหงือก สถานีโทรทัศน์ช่อง UBC Inside

ขอขอบคุณ JSL

Writer

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา

เพจเล่าเรื่องที่เชื่อว่าคนธรรมดาทุกคนต่างมีความเป็นยอดมนุษย์อยู่ในตัว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load