Scrubb, 25Hours, Groove Riders และวงดนตรีชื่อดังอีกมากมีจุดเริ่มต้นจากที่นี่

ค่ายเพลงเล็กๆ อย่าง Smallroom, Panda Records หรือ Hualampong Riddim เป็นที่รู้จักมากขึ้นหลังมาออกบูทที่นี่

แม้แต่นักเขียนดังอย่าง ‘นิ้วกลม’ ก็เคยยังมานั่งขายหนังสือทำมือกับเพื่อนๆ ‘ถาปัด จุฬาฯ ที่นี่

นี่คืองานในความทรงจำของวัยรุ่นไทยยุค 2000 เทศกาลดนตรีที่รวมคอนเสิร์ตจากศิลปินไม่จำกัดค่าย แผงเทปแผงซีดี หนังสั้น หนังสือทำมือ นิตยสารอินดี้ และคนรักดนตรีเกือบแสนคนไว้ในที่เดียวกัน

แต่กว่างาน Fat Festival จะประสบความสำเร็จจนเข้าไปอยู่ในใจของผู้คนได้เช่นนี้ มีเรื่องราวมากมายและวิธีคิดสนุกๆ ที่คุณอาจไม่รู้มาก่อน

Fat Festival

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา ขอพาทุกคนไปพูดคุยกับ เฮนรี่ จ๋อง-พงศ์นรินทร์ อุลิศ โปรดิวเซอร์คนแรกของ ‘Fat Radio’ ผู้ที่อยู่เบื้องหลัง ‘มหกรรมดนตรีฝนตกขี้หมูหัน..คนมันๆ มารวมตัว’ ตั้งแต่วินาทีแรกจนถึงวินาทีสุดท้าย

(แม้ไม่ครบทุกงานก็ตาม!!)

 

1

Fat Festival เกือบล้มตั้งแต่ยังไม่เริ่ม

ย้อนกลับไปเมื่อ 2544 ณ โรงงานร้าง ด้านหนึ่งติดวัด อีกด้านติดสุสาน มีอาคารไม้ 2 หลังที่ไม่ได้ใช้งานมาพักใหญ่ ภายในร้อนอบอ้าว เวลาพื้นสะเทือนหนักๆ ก็มักมีฝุ่นตกลงมาจากฝ้าเพดาน มองยังไงก็ไม่สามารถใช้ประโยชน์หรือทำกิจกรรมใดๆ ได้

แต่ Fat Radio คลื่นวิทยุเล็กๆ ที่เพิ่งเริ่มสตาร์ทได้ไม่ถึงปี กลับเลือกที่นี่เป็นสถานที่จัดงานครั้งสำคัญของสถานี

ศิลปินมากมายทั้งบิลลี่ โอแกน, Big Ass, Paradox, Siam Secret Service, Street Funk Rollors รวมทั้ง Pru ที่เพิ่งออกอัลบั้มแรกได้ไม่นานนัก ได้รับการชักชวนให้มาร่วมสนุก เช่นเดียวกับวงดนตรีน้องใหม่ที่ไม่เคยผ่านเวทีไหนมาก่อน อย่าง Groove Riders หรือ Sofa ก็ถือฤกษ์ดีเปิดตัวพบ (ว่าที่) แฟนๆ ก็คราวนี้เอง

“เป็นคอนเสิร์ตแรกของบุรินทร์ มันหันหลังร้องตลอดโชว์ คือมันอาย มันเขิน” พงศ์นรินทร์นึกถึงแล้วยังรู้สึกตลก

Fat Festival ครั้งแรกเกิดขึ้นด้วยแนวคิดหลักที่เขาบอกว่า “เราอยากมีเงินเดือนครับ” เพราะรายได้หลักของวิทยุมาจากการโฆษณา ซึ่งสปอนเซอร์จะเข้าก็ต่อเมื่อรายการเป็นที่นิยมและมีฐานผู้ฟังมากพอ แต่ปัญหาคือ Fat Radio ซึ่งเพิ่งแปลงร่างมาจาก Channel V FM เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2543 มีจุดยืนที่แตกต่าง

ที่นี่ไม่ได้เปิดเพลงฮิตเหมือนกับคลื่นอื่นๆ แต่ตั้งใจเปิดเพลงดีๆ ที่ทีมงานอยากฟัง ไม่ว่าจะเป็นของค่ายไหนก็ตาม ทำให้สปอนเซอร์ไม่มั่นใจว่าลงโฆษณาไปแล้วจะคุ้มค่าหรือไม่ รายได้ของสถานีเลยไม่เป็นไปตามเป้า

ที่ผ่านมา Fat Radio พยายามหารายได้ด้วยการจัดคอนเสิร์ตและอีเวนต์ Bakery The Concert ถือเป็นครั้งแรกๆ ที่มีการจัดคอนเสิร์ตขายบัตรที่ Impact Arena เมืองทองธานี บัตรก็ขายหมดเกลี้ยง แต่ก็ไม่หมายความว่า Fat Radio มีคนฟัง เพราะคนซื้อส่วนใหญ่ก็คงเป็นแฟนคลับของค่ายขนมปังดนตรีนั่นเอง พวกเขาจึงอยากจัดงานอะไรสักอย่างเพื่อพิสูจน์ให้สปอนเซอร์เห็นว่า Fat Radio มีคนฟัง!

“เราเคยทำ A-Time กันมา เรารู้ว่าหน้าตาคนฟังเป็นอย่างไร แต่พอเรามาทำคลื่นใหม่ด้วยคอนเซปต์ที่ยากกว่าเดิม ก็ไม่ค่อยแน่ใจเท่าไร จึงคิดอยากจะจัดงานที่เห็นหน้าตาคนฟัง อยากรู้จังว่าเขาเป็นใคร ความคิดนี้อยู่ในใจ แล้วพอดีกับมีทีมงานคนหนึ่งชื่อ ‘ป้าเอ’ ผ่านมาหน้าห้องแล้วบอกว่า น่าจะมีคอนเสิร์ตแล้วขายของด้วยนะ เราก็กลับมาคิดกัน เลยกลายเป็นที่มาของ Fat Festival”

แต่เพราะเมืองไทยไม่เคยมีงานรูปแบบนี้มาก่อน ที่พอเฉียดใกล้สุดคือ เทศกาลบันเทิงคดี’37 ของมาโนช พุฒตาล

สิ่งที่พงศ์นรินทร์ทำคือการชวนดะ อยากเห็นศิลปินคนไหนมาเล่นก็ชวนมาหมด อยากเห็นโจ้ วงพอส เล่นกับธีร์ ไชยเดช ก็ทำโชว์พิเศษให้ทั้งคู่เล่นด้วยกัน อยากเห็นดาจิม แร็ปเปอร์ใต้ดินมาโชว์บนดินเป็นครั้งแรก ก็ชวนมา จนออกมาคอนเสิร์ตที่ไม่ธรรมดาถึง 14 โชว์

Fat Festival

หลังเสร็จเรื่องโชว์ เขาก็คิดต่อว่างานนี้ควรมีของอะไรขายบ้าง แน่นอนว่าอย่างแรกก็คือเทปกับซีดี เขาติดต่อค่ายเพลงที่คุ้นเคย ทั้ง Bakery Music, Airport Studio, AV Studio, ร่องเสียงลำใย, Music Bugs, Indy Cafe, Undertone ฯลฯ มาเปิดบูทที่นี่ ซีดีหายากซื้อที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว หรือแม้แต่อัลบั้มใหม่ๆ ที่ไม่เคยวางแผงที่ไหนมาก่อน เช่น smallroom002 songs from the audience ก็มีวางจำหน่าย

หนังสือทำมือที่กำลังฮิต เป็นอีกตัวเลือกที่น่าสน เขาชวนนักเขียนไฟแรงมาปูผ้านั่งขายกันแบบแบกะดิน ถ้าใครจำได้ การ์ตูน hesheit ของวิสุทธิ์ พรนิมิตร (ผู้วาดตัวการ์ตูนมะม่วง) ฉบับรวมเล่ม 3 เล่มแรกวางขายที่นี่เป็นครั้งแรก

นิตยสารนอกกระแสก็ไม่รอดจากการถูกชวน open, summer, Bioscope, a day, Pomo, Katch และ MANGA KATCH ต่างมีบูทที่งาน Fat Festival

อีกหนึ่งโปรแกรมที่เขาคิดออกคือภาพยนตร์ ก็เลยกันพื้นที่ส่วนหนึ่งทำเป็นโรงหนังเฉพาะกิจ ฉายหนังสั้นและมิวสิกวีดิโอหายากจากผู้กำกับรุ่นใหม่ ทั้ง ปราบดา หยุ่น, ปราโมทย์ แสงศร, อาทิตย์ อัสสรัตน์, ภาคภูมิ วงศ์ภูมิ, โสภณ ศักดาพิศิษฐ์ รวมถึง วิทยา ทองอยู่ยง กับหนังสั้น ทำไมต้องเป็นตลก ที่ได้ แจ๊ค แฟนฉัน มาสวมบทบาทนักแสดงเป็นครั้งแรก

โจทย์ต่อมาที่ต้องคิดคือ สถานที่จัดงาน เขานึกถึงโรงงานยาสูบเก่าข้างซอยเจริญกรุง 74

ครั้งหนึ่งที่นี่เคยถูกใช้จัดงานเล็ก ชิ้น สด ให้วงซีเปีย ในวันที่กลับมาออกอัลบั้ม ไม่ต้องใส่ถุง ด้วยความที่อยากได้สถานที่แปลกๆ บรรยากาศดิบๆ และคนส่วนใหญ่ไม่ค่อยรู้จัก คนมาต้องตั้งใจมากันจริงๆ พงศ์นรินทร์จึงตัดสินใจเลือกที่นี่

แต่ทั้งหมดที่ว่ามานี้ไม่สำคัญเท่ากับทำอย่างไรให้สปอนเซอร์ยอมซื้องานดนตรีที่ไม่เคยมีให้เห็นมาก่อน

Fat Festival

“ไม่มีใครซื้อเลย มามีคนซื้อในนาทีสุดท้าย ประมาณเย็นวันศุกร์ วันจันทร์เราต้องโปรโมตในวิทยุแล้ว คือถ้าไม่มีสปอนเซอร์งานนี้ก็ต้องถูกยกเลิกไป คือเราจะไม่ทำโดยไม่มีสปอนเซอร์เด็ดขาด จำได้ว่าหวุดหวิดมาก”

ทว่ามีเงื่อนไขหนึ่งที่พงศ์นรินทร์ที่คาดไม่ถึง คือลูกค้าขอใช้ชื่อสินค้านำหน้าชื่องาน

แม้จะขัดกับรสนิยมการทำงานที่ผ่านมา แต่เพราะอยากเห็นงานนี้เกิดขึ้นจริง เขาจึงยอมรับข้อเสนอ

“ตอนนั้นเราก็พยายามคิดว่าจะสนุกกับชื่องานยังไงได้บ้าง ทำให้กลมกลืนที่สุด ถ้าจำโลโก้ Fat Festival ได้ มันแทบจะเหมือนคิดว่ามาจากฟอนต์ของสปอนเซอร์เลย แล้วก็ใส่พลุเข้าไปข้างหลัง อันนี้ต้องให้เครดิตฝ่ายศิลป์”

จากงานที่เกือบล้มตั้งแต่ยังไม่เริ่ม Fat Festival กลายเป็นงานที่ประสบความสำเร็จเกินกว่าที่คาดไว้มาก ผู้คนนับพันนับหมื่นต่างมารวมกันในวันที่ 1 – 2 กันยายน 2544 จนโรงงานเก่าๆ แน่นขนัด โดยเฉพาะวันที่ 2 คนยิ่งล้นหลามจากการบอกต่อกัน

“คนมาเยอะจนไม่น่าเชื่อ แต่ผมว่าครึ่งหนึ่งไม่น่าใช่คนฟังของเรา ดีเจเราเดินผ่านก็ไม่รู้จัก บางทีคนที่มาก็อาจแค่โหยหาอะไรแบบนี้โดยไม่รู้ตัว หรืออยากเสพอะไรบ้างเท่านั้นเอง”

Fat Festival Fat Festival Fat Festival

จากความสำเร็จแบบไม่ค่อยมั่นใจนัก พงศ์นรินทร์อยากพิสูจน์ความเชื่อของตัวเองอีก

หลังจากจัดงานที่โรงงานร้าง ปีต่อมาเขาก็เปลี่ยนไปจัดงานที่ห้างเกือบร้างอย่างอิมพีเรียลลาดพร้าวแทน

แฟนเพลงจำนวนมากไปต่อคิวที่บูท smallroom เพื่อรอรับซีดีเพลง ความรู้สึกของฉันที่มีเธออยู่ด้วยกันอีกหนึ่งคนบนโลกใบนี้ ของ Super Baker ซึ่งไม่มีขายและให้ฟังเฉพาะใน Fat Radio เท่านั้น เช่นเดียวกับวัยรุ่นอีกเพียบที่ไปยืนออหน้าพื้นที่จัดโชว์พิเศษ เพื่อรอรับตั๋วคอนเสิร์ตที่เหลือจากการเล่นเกมในวิทยุ คือตัวอย่างของบรรยากาศที่เกิดขึ้นใน Fat Festival 2

แม้งานนี้จะมีคนล้นหลามไม่แพ้กัน แต่ดูเหมือนพงศ์นรินทร์ก็ยังไม่มั่นใจอยู่ดี เขามาเชื่อจริงๆ ว่า Fat Festival ประสบความสำเร็จตอนจัดงานครั้งที่ 3 ที่สวนสยาม ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ต้องใช้บัตรเข้างาน

“สงสัยจะดังจริงๆ เพราะว่ามันไกลมาก เป็นครั้งแรกที่เราท้าทายคนมา เพราะที่เจริญกรุงก็ยังอยู่กลางเมืองนะ แค่บอกไม่ถูกว่าอยู่ตรงไหน ครั้งที่ 2 ก็แค่ลาดพร้าวนะ แต่สวนสยามนี่ชานเมืองของแท้ แล้วคนไปเยอะจริงๆ เราใช้การแจกบัตรไปตามที่ต่างๆ ฝากไว้กับนิตยสารบางเล่ม เช่น แพรวสุดสัปดาห์ ต้องไปตัดเอา บางส่วนฝากตามร้านเทป ที่รู้ว่าคนเยอะจริงๆ เพราะเราใช้ตัวเจาะบัตรแล้วก็นับ ปรากฏว่าวันหนึ่งได้ประมาณ 43,000 – 44,000 คน”

ความสำเร็จครั้งนั้นทำให้ชื่อของ Fat Festival กลายเป็นเทศกาลดนตรีอันดับต้นๆ ที่วัยรุ่นนึกถึง และยังทำให้ Fat Radio กลายเป็นตัวแทนของคลื่นวิทยุระดับท็อปของเมืองไทย

แต่ในช่วงที่ทุกอย่างกำลังขาขึ้น พงศ์นรินทร์กลับตัดสินใจลาออกจากคลื่นที่เขาปลูกปั้นหลังจบงาน Fat Festival 3 ได้ไม่กี่เดือน

 

2

Fat Radio โตโตแบบไม่เหมือนใคร

หลังทำงานอยู่ที่ Click Radio ประมาณ 3 ปีกว่าๆ ก็เกิดความขัดแย้งภายในองค์กรขึ้น ป๋าเต็ด-ยุทธนา บุญอ้อม เวลานั้นเป็นผู้อำนวยการฝ่ายการผลิตของบริษัท ตัดสินใจลาออก และชวนทีมงานบางส่วนไปด้วย หนึ่งในนั้นคือพงศ์นรินทร์ ซึ่งเป็นเหมือนคู่หู

“เราทำงานร่วมกันมาตั้งแต่เด็ก เขามีอิทธิพลต่อชีวิตผมมาก ถ้าไม่มีพี่เต็ดป่านนี้คงเป็นหัวหน้าข่าวอยู่ที่ไหนสักแห่ง เขาดึงเรามาเขียนบทละครเวทีสมัยที่อยู่ปี 1 ที่คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ แล้วก็ดึงมาทำงานที่นี่ด้วย ความจริงไม่ได้อยากออก แต่เราเลือดสุพรรณ มาด้วยกันก็ต้องไปด้วยกัน”

ตลอดหลายสิบปีมานี้ชื่อของป๋าเต็ดอาจเป็นชื่อแรกที่ทุกคนคิด เมื่อพูดถึงคลื่นวิทยุที่สโลแกนว่า “โตๆ มันๆ” แต่หากผู้นำอย่างป๋าเต็ดขาดแม่ทัพที่บุกตะลุยทุกสมรภูมิอย่างเฮนรี่จ๋องแล้ว ก็คงยากที่จะประสบความสำเร็จได้

“ถ้าเอาตามนามบัตร พี่เต็ดเป็นคนดูแลทุกคลื่นในบริษัท ส่วนผมเป็นโปรดิวเซอร์คลื่น เราเป็นคนทำ เป็นคนควบคุมภาพรวม เป็นมือที่ทำให้เกิดขึ้น แต่ถ้าพูดให้ถูกเราทำงานแบบคู่หู พี่เต็ดเป็นครีเอทีฟที่เก่งมาก แต่เขาก็จะมีเป็นร้อยไอเดีย เราก็มีหน้าที่เลือกว่าอันไหนเวิร์ก อันไหนไม่เวิร์ก แล้วก็ทำไป โดยพี่เต็ดไม่ต้องมาสั่งว่าต้องมีทำนั่นทำนี่ เพราะสั่งไม่ได้อยู่แล้ว”

Fat Festival

จุดเริ่มต้นของ Fat Radio เกิดขึ้นหลังพงศ์นรินทร์ย้ายมาทำงานที่ Click Radio ประมาณ 1 ปี เดิมที่นี่ถือสัมปทานคลื่นวิทยุอยู่ 3 คลื่น คือ 102.5, 103.5 และ 104.5 คลื่นแรกเปิดเพลงสากล อีกคลื่นเปิดเพลง Easy Listening แต่คลื่นสุดท้ายยังไม่มีคอนเซปต์ชัดเจน เพื่อให้ครอบคลุมกลุ่มตลาด ผู้บริหารเลยโยนโจทย์ให้ทำรายการที่เน้นกลุ่มผู้ฟังวัยรุ่น

“ความจริงเราไม่เข้าใจวัยรุ่นหรอก ถึงวันนี้ก็ยังไม่เข้าใจ แต่ด้วยความที่เรามาทีหลังก็เลยอยากแตกต่าง ซึ่งข้อนี้มันอาจจะผิดก็ได้ เพราะคนส่วนใหญ่คิดว่าเขานิยมอะไรก็น่าจะทำเหมือนๆ กัน แต่เราเป็นพวกไม่ชอบย่านที่มีร้านทองทั้งย่าน หรือย่านที่มีร้านปืนทั้งย่าน คือไม่เกรงใจคนที่เปิดคนแรกเลยเหรอ อีกอย่างหนึ่งเรารู้สึกว่ารายการเพลงที่มีอยู่ในตลาด เปิดเพลงเหมือนกันหมดเลย จนรู้สึกว่าจะมีหลายๆ คลื่นไปทำไม

“เราเลยตั้งคอนเซปต์ว่าจะเป็นรายการที่เปิดเพลงทุกค่าย ไม่ต้องสนใจยี่ห้อ แต่ต้องเป็นเพลงที่เราชอบ พี่เต็ดเรียกเพลงแบบนี้ว่า เพลงป๊อปที่ดี เพลงดีที่ป๊อป ความจริงนี่เป็นวาทกรรมหน่อยๆ นั่งเถียงกันจะตายว่าคืออะไร เพลงดีที่ป๊อปคืออะไร มันไม่มีหรอก เปิดเพลงที่เราชอบ คำนี้ใช่ที่สุดเลย เพราะเราไม่ได้ไปสำรวจความเห็นที่ไหน คิดเอาของเราเอง แล้วก็ไม่เคยบอกว่านี่คือเพลงดีที่สุดหรือเพลงไทยที่คุณต้องฟัง ไม่กล้าอ้างอิงแบบนั้น เราบอกได้คำเดียวว่าเปิดเพลงที่เราชอบ”

แค่บอกรักเธอ ของหมีพูห์, วอน ของ The Peach Band, ทุกอย่าง ของ Scubb หรือ กลับมา ของ 2 days ago kids, ช่วงเวลา ของ Monotone เพลงที่คลื่นวิทยุทั่วไปไม่เปิด เริ่มเป็นที่รู้จักไปทั่วเมือง เป็นการพิสูจน์ว่าหากดีจริงก็ย่อมกลายเป็นเพลงฮิตได้เหมือนกัน

“เราคิดว่าเราอาจจะไม่เหมือนใครบ้าง แต่เราไม่ใช่คนประหลาดถึงขั้นที่คุณจะชอบแบบที่เราชอบไม่ได้ อย่าง Fat Festival ก็เป็นงานของความหลากหลาย คุณต้องชอบสักอย่างในงานนี้แน่ เหมือนเราทำซูเปอร์มาร์เก็ต คุณไปเลือกเอาว่าจะชอบอะไร จะอยู่กับแผนกเครื่องครัว แผนกอาหาร นานหน่อย หรือจะสนใจครีมรักษาเบาะรถก็เรื่องของคุณ คนเราไม่เหมือนกัน”

จากความสำเร็จของงาน Fat Radio และ Fat Festival ทำให้พวกเขามั่นใจว่ายังมีคนอีกมากที่ชื่นชอบในสิ่งเดียวกัน ซึ่งความเชื่อนี้ยังส่งต่อไปถึงสปอนเซอร์ด้วย จนสามารถนำแบรนด์ Fat ไปต่อยอดสู่กิจกรรมอื่นๆ ได้อีกเพียบ ทั้ง Fat Film, Fat Live, Fat Rama, Fat Award, Fat Band Rhythm & Horns, Fat Army ฯลฯ

หลังลาออก พงศ์นรินทร์มาตั้งบริษัทอีเวนต์ของตัวเองร่วมกับรุ่นน้อง ขณะที่ยุทธนาหวนกลับไปทำ Fat Radio อีกครั้ง พร้อมเปิดตัวนิตยสาร DDT ในอีกไม่เดือนต่อมา แต่ถึงพงศ์นรินทร์จะไม่ได้ทำงานที่ Fat Radio เขาก็ยังเข้ามาช่วยงานบ้างตามที่ถูกร้องขอ เช่น Fat Festival ครั้งที่ 4 ที่สนามม้านางเลิ้ง หรือรายการหนังหน้าไมค์

กระทั่งป๋าเต็ดอยากวางมือขอเปลี่ยนไปเป็นที่ปรึกษา เพราะต้องการมุ่งมั่นกับการบริหารค่ายเพลงสนามหลวงการดนตรี ก็เลยชักชวนพงศ์นรินทร์ให้กลับมาทำ Fat Radio เต็มตัวอีกครั้ง ในปี 2550 โดยมีงานใหญ่อย่าง Fat Festival 7 : ขอบคุณป้าเอ ประเดิมเป็นงานแรกๆ เพื่อขอบคุณผู้จุดประกายให้เกิดมหกรรมดนตรีนี้ขึ้นมา

 

3

..ก็แค่ก้มหน้าก้มตาทำต่อไป

“ผมไม่เคยฝันถึงการทำรายการวิทยุเลย เราอยากทำหนัง อยากเขียนบทหนัง แต่ว่าตอนนั้นภาค Film ยังไม่ค่อยมีอะไรก็เลยเรียนหนังสือพิมพ์แทน เพราะอย่างน้อยๆ ก็ยังได้เขียน”

ก่อนหน้านั้น ความเกี่ยวพันของพงศ์นรินทร์กับวงการวิทยุเมืองไทย เกิดขึ้นแค่ครั้งเดียวตอนอยู่ปี 3 เมื่อป๋าเต็ดซึ่งเพิ่งเริ่มต้นทำงานที่ A-Time ลากเขาไปนั่งเป็นเพื่อนในห้องจัดรายการวันที่คลื่น Hot Wave ออกอากาศนาทีแรก

จนกระทั่งเรียนจบ และเริ่มทำงานเป็นนักข่าวที่หนังสือพิมพ์ สยามรัฐ ได้ประมาณ 5 – 6 เดือน จู่ๆ ก็มีโทรศัพท์มาที่ออฟฟิศ ยุทธนาโทรมาเรียกให้เขาไปช่วยงานที่ A-Time

Fat Festival

พงศ์นรินทร์ในวัย 23 ปีตัดสินใจลาออก และตรงไปสมัครงานที่แกรมมี่ในตำแหน่งโปรดิวเซอร์ เขาเรียกเงินเดือนสูงกว่าเดิม 3 เท่า เป็นเหตุให้ พี่ฉอด-สายทิพย์ มนตรีกุล ณ อยุธยา บิ๊กบอส A-Time ต้องลงมาสัมภาษณ์ด้วยตัวเอง โดยมีโจทย์สำคัญอยู่ที่คลื่น Green Wave

Green Wave ในวันนี้กับเมื่อปี 2536 ต่างกันสิ้นเชิง ตอนนั้นคลื่นวิทยุสีเขียวเปิดเพลงรักษ์โลกล้วนๆ เช่น โลกสวยด้วยมือเรา ส่วนดีเจก็พูดเรื่องรณรงค์ให้ผู้ฟังรักษาสิ่งแวดล้อม เรตติ้งก็อยู่ไกลถึงอันดับที่ 18

วันแรกที่เข้าไปพบพี่ฉอด สิ่งที่พงศ์นรินทร์เห็นคือโล่รางวัลเต็มตู้ และส่วนใหญ่ก็เป็นของ Green Wave เขาจึงถามไปว่า  “Green Wave นี้พี่ทำไปทำไม คือเห็นหลังพี่มีโล่เต็มเลย ทำเอาโล่หรือทำเป็น Business”

สายทิพย์ตอบทันทีว่า ต้องการทำเป็นธุรกิจ แต่ก็ยังรักษาประเด็นรักษาเรื่องสิ่งแวดล้อมไว้ด้วย

“ตอนนั้นผมบอกเขาไปว่า รายการที่ทำมันไม่ตอบสักโจทย์ ดีเจพูดเรื่องสิ่งแวดล้อมตลอดเวลา เราต้องเก็บขยะ ต้องนั่นนี่ เปิดเพลงให้โลกเราสวย พวกเรามาช่วยกัน คนฟังก็เลยมีแต่คนรักสิ่งแวดล้อม พี่น่าจะต้องทำรายการที่คนไม่รักสิ่งแวดล้อมฟังมากกว่า ให้คนส่วนใหญ่ที่ไม่รู้เรื่องไม่สนใจได้เข้าใจและออกมาช่วยกัน ฉะนั้น ต้องเปลี่ยนใหม่หมดเลย”

นั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ Green Wave เปลี่ยนแนวทางจากคลื่นสิ่งแวดล้อมแบบเขียวเข้ม มาเป็นคลื่นเพลง Easy Listening ที่เปิดเพลงฟังสบายๆ บางเพลงก็เป็นเพลงรักที่ไม่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม หากแต่สอดแทรกแนวคิดแบบเนียนๆ เหมือนคนสั่งก๋วยเตี๋ยวแล้วสั่งน้ำอัดลมโดยไม่รู้ตัว

แม้วันนั้นพี่ฉอดจะสนใจแนวคิดและยอมรับอดีตผู้สื่อข่าวหนุ่มเข้าทำงาน โดยเพิ่มให้เงินเดือนให้เพียง 2 เท่า หากผ่านโปรแล้วถึงค่อยมาพิจารณากันใหม่ หากแต่การเสนอไอเดียกับทำจริงเป็นคนละเรื่อง

“วันที่เดินเข้าไป ลูกน้องทุกคนอายุเยอะและมีประสบการณ์กว่าเรามาก ก็เลยไว้หนวดก่อนเลย ต่อมาถึงค่อยมารู้ว่า เขาไม่เชื่อเราหรอก เพราะมันก็แค่เด็กไว้หนวดเท่านั้น ความยากคือจะทำยังไงถึงจะล้างเพลงแบบให้โลกเราสวย แล้วเปิด ลืมไปไม่รักกันแทน ซึ่งตอนนั้นเราก็พยายามพูด แต่เขาก็ไม่ค่อยเชื่อกัน เหมือนว่าเรากำลังต่อสู้กับทุกคนในออฟฟิศ โชคดีที่พี่ฉอดซื้อไอเดียเลยพยายามแบ็กเรา ไม่อย่างนั้นก็แย่เหมือนกัน”

พงศ์นรินทร์ยังจำได้ดีถึงวันที่ฝ่ายการตลาดขอนัดประชุมสรุปแนวทางการทำงาน เพราะเห็นว่าแนวทางใหม่ไม่สามารถขายโฆษณาได้เลย ระหว่างที่ทุกคนกำลังถกปัญหาของคลื่น เขาก็นั่งฟังและหยิบกระดาษขึ้นมาตัดเป็นแผ่นสี่เหลี่ยมเล็กๆ ก่อนจะแจกให้ทุกคน

“ผมบอกเขาว่า ให้ช่วยเขียนปัญหาลงในกระดาษแค่นี้พอ จำได้ว่ามีเรื่องดีเจไม่ดัง คลื่นไม่ดัง เพลงน่าเบื่อง่วงนอน ผมก็รวบรวมแล้วบอกว่ารู้ปัญหาทุกอย่าง ที่พูดมาจริงทุกข้อ แต่ขอให้ทำไปก่อนได้ไหม ลองเดินไปขายราวกับว่านี่คือสิ่งที่วิเศษที่สุด แล้วมาดูกันว่าจะเป็นยังไง”

หลังทำไปได้พักหนึ่ง ความพยายามเริ่มเห็นผล สิ่งที่วัดความสำเร็จได้ดีที่สุดคือ ไม่ว่าจะเข้าธนาคารไหน ก็เปิด Green Wave เกือบทั้งนั้น และเมื่อมีผลสำรวจก็พบว่าความนิยมของของคลื่นสีเขียวขยับแบบก้าวกระโดด มาครองอันดับ 1 ได้อย่างไม่น่าเชื่อ ขายดีกว่าเดิมเป็น 10 เท่า

Fat Festival

พงศ์นรินทร์ขอเรียกประชุมฝ่ายการตลาดอีกครั้งโดยไม่บอกหัวข้อการประชุม แล้วแจกกระดาษแผ่นน้อยๆ ที่ทุกคนเขียนไว้เมื่อปีที่แล้ว ให้ช่วยกันอ่านอีกครั้ง

“1 ปีผ่านไป ทุกอย่างก็ยังเหมือนเดิม ที่เปลี่ยนมีอย่างเดียวคือความสำเร็จที่เราได้รับ วันนั้นต้องขอบคุณที่ทุกคนแค่ก้มหน้าก้มตาทำ ถามว่าเชื่อมั่นในสิ่งที่คิดมั้ย เราเชื่อ แต่ไม่ได้เชื่อมั่น 100 เปอร์เซ็นต์ คิดว่ามันน่าจะเวิร์ก แต่ก็ไม่รู้จริงๆ ว่าจะเวิร์กหรือไม่ เราไม่ได้เห็นสิ่งนั้นในปลายทาง เราแค่เห็นทางว่าควรจะไปยังไง สิ่งที่ทำได้คือแค่ก้มหน้าก้มตาทำต่อไป”

การเก็บเกี่ยวประสบการณ์ที่ A-Time ทำให้พงศ์นรินทร์ไม่กลัวที่จะเผชิญหน้ากับปัญหา เขามักมองว่า วิธีการทำงานที่ดีที่สุด คือเดินหน้าต่อไป และทำให้ดีที่สุด ที่สำคัญคือพยายามหาความแตกต่าง เพื่อให้งานโดดเด่นและมีเอกลักษณ์

ตัวอย่างเช่นการทำ ‘Green Concert’ ด้วยความเชื่อว่าคอนเสิร์ตเพลงเพราะๆ ของศิลปินที่ยังไม่โด่งดังมากนักก็ขายได้

ศิลปินคู่แรกได้ขึ้นเวทีนี้คือ เบิร์ดกะฮาร์ท ซึ่งไม่เคยมีคอนเสิร์ตใหญ่มาก่อน จึงไม่แปลกที่ใครๆ ต่างตั้งคำถามว่าจะมีคนดูหรือไม่ แต่ปรากฏว่าเสียงตอบรับดีมาก จนเต็ม MBK Hall ทั้งสองรอบ

ต่อมาเมื่อจัดคอนเสิร์ตให้ ปั่น-ไพบูลย์เกียรติ เขียวแก้ว ก็ประสบความสำเร็จอีก แกรมมี่จึงอยากให้ทำ Green Concert ให้ เบิร์ด-ธงไชย แมคอินไตย์ เขาก็เลยชวนพี่เบิร์ดมาร้องเพลงช้าเพราะๆ ที่พี่เบิร์ดอยากร้อง แต่ปกติไม่ค่อยมีโอกาสได้ร้อง เช่น หัวใจช้ำๆ, อยู่เพื่อใคร, ความรักเพรียกหา, เติมใจให้กัน ฯลฯ นับเป็นคอนเสิร์ตที่น่าจดจำอีกครั้งหนึ่งของซูเปอร์สตาร์อันดับหนึ่งของประเทศ

เช่นเดียวกับตอนมาทำ Fat Radio เขาก็ใช้ความคิดต่างสร้างผลงานขึ้นมามากมาย รวมถึงคอนเสิร์ตที่แปลกประหลาดที่สุดครั้งหนึ่งอย่าง Fat Live – Friday

พงศ์นรินทร์เห็นว่า บอย-ตรัย ภูมิรัตน นักร้องนำ Friday แต่งเพลงไว้มากกว่า 300 เพลงและแต่งจากชีวิตของตัวเองด้วย จึงอยากทำคอนเสิร์ตที่มีเรื่องราว ให้บอยเล่าที่มาที่ไปของเพลงต่างๆ แต่ปัญหาใหญ่คือนักร้องหนุ่มเป็นคนขี้อายมาก พูดต่อหน้าคนดูไม่เก่ง แถมจำสคริปต์ก็ไม่ได้ จะทำ VTR ช่วยก็ดูไม่จริงใจเท่าการพูดเอง

คิดไปคิดมา ก็เห็นทางพลิกวิกฤตเป็นโอกาส

“เราให้ตรัยเอา iPad ขึ้นไปถือในคอนเสิร์ตเลย แล้วก็พูดเลยว่า ผมเป็นคนพูดไม่เก่ง ดังนั้น วันนี้ผมจะอ่านนะครับ สวัสดีครับ ท่านผู้ชม ปรากฏว่าสนุกมาก!! แล้วเราก็จะมีปุ่มคอนโทรลอยู่ปุ่มหนึ่งเป็นเสียงจิ้งหรีด ถ้าเกิดมี Dead Air เวลาเงียบก็กดใส่เสียงจิ้งหรีด นี่คือการคิดจากสิ่งเขาเป็น เป็นการเปลี่ยนจุดอ่อนมาเป็นจุดแข็ง”

 

4

ถ้าต้องตาย..ขอตาย ‘ท่ายืน’

ไม่มีงานเลี้ยงใดที่ไม่เลิกรา เช่นเดียวกับ Fat Radio

หลังเปิดทำการมา 13 ปีเต็ม และโยกย้ายจากคลื่น 104.5 มายัง FM 98 ก็พบว่ามีปัญหาหลายอย่างที่แก้ไม่ตก ทั้งความนิยมของสื่อวิทยุที่ลดน้อยถอยลง คู่แข่งในตลาดที่เพิ่มขึ้น บวกกับปัญหาภายในองค์กร จนพงศ์นรินทร์เริ่มรู้สึกไม่สนุกกับการทำงาน

ปลายปี 2555 เขาจึงจัดงานที่เรียกว่า The Last FatFEST เพื่อทิ้งทวนกิจกรรมใหญ่ที่จัดมาต่อเนื่องมาถึง 12 ปี

“ความจริงก็ยังเป็นผู้นำอยู่นะ ในแง่ธุรกิจก็ยังอยู่ได้ แต่เราเริ่มเบื่อ เพราะช่วงหลังเริ่มมีคนพยายามสร้างภาพให้เราเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ซึ่งเราว่ามันไม่ใช่ ก็เลยคิดว่าหยุดดีกว่า”

หลังจากอีก 7 เดือน Fat Radio ก็ยุติการออกอากาศทางคลื่นวิทยุ เปลี่ยนไปออกอากาศทางอินเทอร์เน็ตอยู่พักหนึ่ง ก่อนที่จะปิดตัวถาวร หลังเฮนรี่จ๋องตัดสินใจแยกตัวมาทำคลื่นออนไลน์ใหม่ที่ชื่อว่าCat Radio’ แทน

พงศ์นรินทร์กล่าวว่า ความจริง Fat Radio เป็นเพียงยี่ห้อหนึ่งเท่านั้น ไอเดียและจิตวิญญาณในการสร้างสรรค์งานต่างหากที่สำคัญกว่า

หากแต่ต้องยอมรับว่าการทำสื่อวิทยุในยุคปัจจุบันแตกต่างจากสมัยก่อนโดยสิ้นเชิง เพราะผู้คนมีทางเลือกมากมาย เขาเปรียบเทียบให้ฟังง่ายๆ ว่า Cat Radio ทุ่มเททั้งสติปัญญาและพลังแรงกาย มากกว่าช่วงทำ Fat Radio แต่ดูเหมือนคลื่นใหม่จะเป็นที่นิยมสู้คลื่นเก่าไม่ได้ ทว่านั่นไม่ใช่เหตุผลที่จะท้อหรือล้มเลิก

“ผมพูดเสมอว่า อย่างมากก็เจ๊ง ไม่เห็นมีอะไรที่พิสดาร แต่ระหว่างทางก็ต้องก้มหน้าก้มตาทำไป ทำอย่างตั้งใจ และสนุกสนาน ถ้าจะตาย ก็ให้ตายท่ายืน เราจะไม่นอนตาย หรืองอมืองอเท้าตาย เพราะที่ผ่านมาไม่มีใครบังคับให้เราทำ เราเสี้ยนทำกันเองหมดทุกอย่าง เราอยากทำเราก็ทำ ทำในสิ่งที่เราสนุก นี่คือสิ่งสำคัญ

“ถ้าย้อนกลับไปมอง เราทำรายการวิทยุที่ไม่เคยมีมาก่อน เราทำคอนเสิร์ตที่ไม่เคยมีกลุ่มตลาด เราทำโรงหนังที่คนส่วนใหญ่ไม่อยากดูอย่าง House Rama มันเป็นโจทย์ที่ยากอยู่แล้ว ดังนั้น ระหว่างทางก็อย่างอแงว่ายาก เพราะเรารู้อยู่แล้ว เราก็แค่สู้ให้สุด ถ้าไม่ไหวก็ต้องรับให้ได้”

Fat Festival

ทั้งหมดนี้คือเรื่องราวของชายธรรมดาๆ ที่สร้างสิ่งที่ไม่ธรรมดา ซึ่งกลายเป็นหมุดหมายสำคัญของวงการดนตรีบ้านเรา

“ความจริงเราไม่ได้สร้างอะไรเลย ทุกอย่างมีอยู่แล้ว เพียงแต่เขาอาจไม่รู้ว่ามี อย่างพวกวงต่างๆ ก็มีมาก่อนเราอีก แต่การมีเราขึ้นมา ก็เลยมีคนกล้าทำเพลงแบบต่างๆ ที่เป็นตัวเองมากขึ้น และส่งผลให้วงการนี้เติบโตตามไปด้วย”

 

ภาพ พงศ์นรินทร์ อุลิศ

Writer

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา

เพจเล่าเรื่องที่เชื่อว่าคนธรรมดาทุกคนต่างมีความเป็นยอดมนุษย์อยู่ในตัว

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา

เรื่องของผู้อยู่เบื้องหลังงานดีๆ ที่กลายเป็นปรากฏการณ์ในสังคมไทย

3,000,000 เล่ม คือ ยอดขายหนังสือ แฮร์รี่ พอตเตอร์ ทั้งหมดในเมืองไทยตลอด 22 ปีที่ผ่านมา

นับตั้งแต่ แฮร์รี่ พอตเตอร์ กับศิลาอาถรรพ์ ฉบับภาษาไทย ปรากฏตัวเมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2543 โลกการอ่านของเด็ก ๆ จำนวนไม่น้อยก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

หลายคนที่ไม่เคยชอบอ่านหนังสือ แต่พอได้อ่านเรื่องราวของพ่อมดน้อยที่ J. K. Rowling บรรจงรังสรรค์ขึ้น ก็เหมือนโดนมนตร์สะกดจนต้องอ่านต่อจนจบ และตั้งตารอคอยว่าเล่มถัดไป แฮร์รี่ พอตเตอร์ และผองเพื่อนจะผจญภัยอย่างไร

หลายคนฝันไกลว่า อยากไปเป็นส่วนหนึ่งของโรงเรียนฮอกวอตส์ อยากทดลองขึ้นรถไฟที่ชานชาลาที่ 9 ¾ ที่สถานีรถไฟคิงส์ครอส อยากขี่ไม้กวาดบินไปบนท้องฟ้า เพื่อแข่งขันกีฬาควิดดิช

22 ปี 'แฮร์รี่ พอตเตอร์' กับเบื้องหลังสุดมันในการทำฉบับภาษาไทยจนกลายเป็นปรากฏการณ์

มนตร์เสน่ห์กว่า 4,000 หน้านี้ ทำให้ใครหลายคนหลุดเข้าไปในโลกแห่งจินตนาการ นับเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในวงการหนังสือเด็กบ้านเรา

แต่ความสำเร็จทั้งหมดนี้ มีเบื้องหลังสำคัญมาจากความตั้งใจของคนกลุ่มหนึ่งที่พยายามสรรหาผลงานดี ๆ มานำเสนอแก่นักอ่านทั่วประเทศ

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา จึงชักชวนเหล่าบรรดามักเกิ้ล ไปพูดคุยกับ 3 บุคคลที่มีส่วนผลักดันหนังสือชุดนี้ตั้งแต่แรกเริ่มต้น ทั้ง สุมาลี บำรุงสุข ผู้แปลหนังสือ แฮร์รี่ พอตเตอร์ 5 ใน 7 เล่ม, พรกวินทร์ แสงสินชัย บรรณาธิการบริหารหนังสือ แฮร์รี่ พอตเตอร์ เล่ม 6 – 7 แต่คลุกคลีกับพ่อมดน้อยตั้งแต่เล่มที่ 1 และ คิม จงสถิตย์วัฒนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท นานมีบุ๊คส์ จำกัด ลูกสาวของ สุวดี จงสถิตย์วัฒนา เจ้าของสำนักพิมพ์ที่อยู่เบื้องหลังผลงานทั้งหมด มาร่วมพูดคุยถึงปฏิบัติการนำเรื่องราวของพ่อมดน้อยข้ามน้ำข้ามทะเลจากเกาะอังกฤษมายังเมืองไทย

22 ปี 'แฮร์รี่ พอตเตอร์' กับเบื้องหลังสุดมันในการทำฉบับภาษาไทยจนกลายเป็นปรากฏการณ์

หากไม้กายสิทธิ์และผ้าคลุมล่องหนของคุณพร้อมแล้ว ก็ออกเดินทางกันได้เลย..

01
มนตร์สะกดของพ่อมดน้อย

ใครจะคิดว่า จุดเริ่มต้นของ แฮร์รี่ พอตเตอร์ ฉบับภาษาไทย จะมาจากจดหมายฉบับหนึ่งที่ สุมาลี นักเขียนวรรณกรรมเยาวชน ส่งมาถึง สุวดี เพื่อนที่คุ้นเคยกันมานานนับสิบปี

เวลานั้น สุมาลีกับสามีชาวอเมริกันได้โยกย้ายถิ่นฐานมาอยู่ที่เมืองเดอรัม สหราชอาณาจักร ตั้งแต่ พ.ศ. 2539 และพอดีว่าเธออยากหาหนังสือดี ๆ ที่นำเสนอเรื่องราวของเด็กอังกฤษ เพื่อส่งไปให้หลานของสามีที่สหรัฐอเมริกาเป็นของขวัญคริสต์มาส เพื่อนจึงแนะนำหนังสือ แฮร์รี่ พอตเตอร์ ซึ่งออกมาแล้ว 3 เล่ม เพราะกำลังโด่งดังมากในหมู่เด็ก ๆ แถมทุกเล่มยังได้รับรางวัล Nestlé Smarties Book การันตีอีกต่างหาก

“ด้วยความอยากรู้ว่า ดีหรือเปล่า ก็เลยไปขอยืมห้องสมุดมาอ่าน จำได้ว่าบทที่ 1 น่าเบื่อมาก แต่เพราะทุกคนบอกว่าเล่มนี้ดี และเราเป็นคนอ่านหนังสือเยอะ ก็เลยรู้ว่าบทแรกไม่จำเป็นต้องดีที่สุด แล้ว J. K. Rowling เป็นนักเขียนมือใหม่ด้วย ก็เลยอ่านต่อไป พออ่านเรื่อย ๆ ก็ชักน่าสนใจมากขึ้น สุดท้ายติดใจมาก ไปขอยืมเล่ม 2 ต่อ ปรากฏว่ามีคนคอยคิวเยอะมาก เขาบอกว่า Waiting List is such a Long List ก็เลยบอกว่าไม่ได้แล้ว ต้องไปซื้อเล่ม 2 มาอ่าน คราวนี้ยอมควักกระเป๋าเอง” สุมาลีกล่าวพร้อมเสียงหัวเราะ

22 ปี 'แฮร์รี่ พอตเตอร์' กับเบื้องหลังสุดมันในการทำฉบับภาษาไทยจนกลายเป็นปรากฏการณ์

เสน่ห์หนึ่งที่ดึงดูดสุมาลีคือ แฮร์รี่ พอตเตอร์ แตกต่างจากวรรณกรรมเยาวชนเรื่องอื่นตรงความครบรส ทั้งแฟนตาซี ดราม่า อารมณ์ขัน มีฉากสืบสวนสอบสวน ผจญภัย ยังเกี่ยวข้องกับเรื่องมิตรภาพของเพื่อนในโรงเรียน นับเป็นพล็อตเรื่องที่โดดเด่นเกินคาดเดา แถมภาษาก็ไม่ได้อ่านยากมากนัก แม้จะมีศัพท์สแลงค่อนข้างเยอะก็ตาม เพราะฉะนั้นไม่แปลกที่ใครหลายคนอ่านแล้วมักจะติดใจ

“เรื่องชีวิตนักเรียนอังกฤษเป็นสิ่งที่คนชอบมาก แล้วยังมีเรื่องการเติบโต ลูกกำพร้าจะต้องต่อสู้ยังไง แล้วยังมีเรื่องเทพนิยายอะไรต่าง ๆ สอดแทรกเต็มไปหมด คือมันมีทุกอารมณ์ หลากหลายแนว แต่มาร่วมกันอยู่ในเล่มเดียว แล้วที่สำคัญมันไม่ใช่หนังสือที่เด็กอ่านเท่านั้น แม้แต่คนโตอ่านก็ยังชอบ บนรถเมล์ หรือในรถใต้ดิน ก็เห็นหลายคนอ่าน คือภาษาของ J. K. Rowling อาจจะไม่ได้สละสลวยนัก แต่เขาเป็นนักเล่าเรื่องที่เก่งมาก”

ยิ่งอ่านไปเรื่อย ๆ สุมาลีก็ยิ่งรู้สึกเสียดาย หากหลาน ๆ ที่เมืองไทย จะไม่ได้อ่านวรรณกรรมดี ๆ เช่นนี้บ้าง เธอจึงเขียนจดหมายไปถึงสุวดี ระบุว่า ได้พบหนังสือชุดหนึ่งที่น่าสนใจมาก เพราะทำให้เด็กอังกฤษที่เลิกอ่านหนังสือแล้วกลับมาอ่านอีกครั้ง จึงอยากให้นานมีบุ๊คส์นำมาพิมพ์ โดยเธอจะรับอาสาแปลให้เอง

22 ปี 'แฮร์รี่ พอตเตอร์' กับเบื้องหลังสุดมันในการทำฉบับภาษาไทยจนกลายเป็นปรากฏการณ์

“สมัยก่อนนักแปลจะซื้อลิขสิทธิ์เองแล้วนำมาแปล จากนั้นก็ค่อยมาขอให้โรงพิมพ์ช่วยพิมพ์ให้ แต่ตั้งแต่อยู่ที่อังกฤษ พวกเอเยนต์ทั้งหลายเขาจะไม่ขายให้กับเอกชนหรือคนทั่วไปแล้ว เราต้องเป็นบริษัทหรือสำนักพิมพ์ไปซื้อลิขสิทธิ์ แล้วเขาจะมีโครงการเลยว่าไปพิมพ์กี่พันเล่ม แต่ดิฉันรู้ดีว่าคงไม่มีปัญญาตั้งบริษัทของตัวเอง จึงมาขอคุณสุวดี เพราะเห็นทำหนังสือเด็กมาตลอด แล้วก็คงจะสนใจ”

สำนักพิมพ์นานมีบุ๊คส์ ในเวลานั้นแม้จะถือกำเนิดมาตั้งแต่ พ.ศ. 2535 แต่ก็ไม่ได้มีชื่อเสียงเรื่องวรรณกรรมเยาวชนเท่าใดนัก ที่ผ่านมาเคยพิมพ์หนังสือแนวนี้มาแล้ว 38 ปก แต่ยอดขายส่วนใหญ่มักอยู่ที่ 1,000 – 3,000 เล่ม เพราะหนังสือแนวที่โด่งดังของสำนักพิมพ์นี้มักเป็นเรื่องวิทยาศาสตร์สำหรับเด็ก โดยมีนิตยสารสำคัญอย่าง Go Genius เป็นหัวขบวน

เดิมทีสุวดีเป็นทายาทของบริษัทนานมี ผู้ผลิตเครื่องเขียนตราม้าและร้านหนังสือจีน เธอเป็นนักศึกษายุค 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 เคยเดินทางเข้าป่า หลังเหตุการณ์ล้อมปราบประชาชน กระทั่งกลับสู่เมือง สุวดีจึงตระหนักว่า ยังมีทางออกอื่นมากมายที่ช่วยสร้างสังคมที่ดี หนึ่งในนั้นคือการผลิตหนังสือดีสำหรับเด็ก เพื่อเป็นฟันเฟืองเล็ก ๆ ในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาไทย

เพราะฉะนั้น พอได้ยินว่ามีวรรณกรรมที่ปลุกให้เด็กอังกฤษหันกลับมาอ่านหนังสือได้ แถมยังมีคำแนะนำมาจากสุมาลีอีกต่างหาก จึงไม่ลังเลที่จะขวนขวายหาลิขสิทธิ์ของ แฮร์รี่ พอตเตอร์ เพื่อมาตีพิมพ์

แต่การคว้าตัวพ่อมดน้อยมานำเสนอสู่นักอ่านชาวไทยไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะนานมีบุ๊คส์ต้องแข่งขันบริษัทยักษ์ใหญ่ที่สนใจ แฮร์รี่ พอตเตอร์ เหมือนกัน แถมยังต้องซื้อลิขสิทธิ์พร้อมกันทั้ง 3 เล่ม เนื่องจาก J. K. Rowling ต้องการมั่นใจว่า ผลงานของเธอจะถูกตีพิมพ์ออกมาครบถ้วนสมบูรณ์ ซึ่งเท่ากับว่าต้องใช้เงินประมูลจำนวนมหาศาล

“สมัยก่อน เราไม่รู้ว่าอะไรคือการประมูลต้นฉบับ แต่เราคิดแค่ว่ายังไงก็ต้องเอาให้ได้” คิม ลูกสาวคนโตของสุวดีย้อนวันวาน

ครั้งนั้น นานมีบุ๊คส์ต้องทำแผนการตลาดอย่างละเอียดว่าจะทำอย่างไรให้หนังสือชุดนี้ประสบความสำเร็จ แถมพอยิ่งประมูล ค่าลิขสิทธิ์ก็ยิ่งสูงขึ้น แต่สุวดีก็ไม่ถอย ด้วยหวังว่า หนังสือเล่มนี้จะเป็นประตูบานสำคัญที่ช่วยเปิดโลกการอ่านให้แก่เด็ก ๆ และในที่สุดเธอก็เป็นผู้ชนะ ท่ามกลางความงงงวยของผู้คนในแวดวงหนังสือที่ไม่คิดว่า บริษัทเล็ก ๆ แห่งนี้จะหาญกล้าช่วงชิงวรรณกรรมระดับโลก 

“พอเราทำหนังสือวิทยาศาสตร์มาสักพัก จึงพบว่าพื้นฐานการอ่านหนังสือของเด็กไทยค่อนข้างต่ำ แต่คุณแม่ก็คิดว่า หากอยากให้เด็กมีพื้นฐานการอ่านดีขึ้น ก็ต้องให้เขาอ่านเยอะ ๆ และถ้าอยากให้อ่านบ่อย ๆ ก็ต้องอ่านอะไรที่สนุก จึงเป็นที่มาของการผลิตวรรณกรรมเยาวชน แล้วด้วยความที่เราเคยทำซีรีส์ผจญภัยปริศนาปีศาจ เช่น ผีกระจก ออกมาแล้วมันขายได้ แสดงว่าเด็กนั้นโหยหาความสนุก และถ้า แฮร์รี่ พอตเตอร์ เคยพิสูจน์ที่อังกฤษมาแล้ว เราก็อยากพิสูจน์เรื่องนี้ที่เมืองไทยเหมือนกัน” 

นั่นเองคือ จุดเริ่มต้นของเด็กชายผู้รอดชีวิตที่สร้างประวัติศาสตร์และจุดกระแสวรรณกรรมเยาวชนขึ้นมาในประเทศไทย

22 ปี 'แฮร์รี่ พอตเตอร์' กับเบื้องหลังสุดมันในการทำฉบับภาษาไทยจนกลายเป็นปรากฏการณ์

02
สู่ชานชาลาที่ไม่มีใครรู้จัก

แม้นานมีบุ๊คส์จะเคยผลิตวรรณกรรมเยาวชนมาก่อนถึง 38 ปก แต่สำหรับ แฮร์รี่ พอตเตอร์ ทุกอย่างกลับแตกต่างออกไป

สุวดีตั้งใจจะเร่งผลิต แฮร์รี่ พอตเตอร์ ทั้ง 3 เล่มให้ทันภายในครึ่งปีหลังของ พ.ศ. 2543 บรรยากาศในสำนักพิมพ์เต็มไปด้วยความตื่นเต้นและวุ่นวาย ทุกคนถูกระดมให้มาช่วยกันสานภารกิจนี้ รวมถึงน้องใหม่อย่าง พรกวินทร์ ที่เดิมทีทางบริษัทรับมาให้ผลิตหนังสือแนวสอนภาษา แต่ครั้งนี้ต้องมาทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยของ พิมพ์อนงค์ ริมสินธุ บรรณาธิการบริหาร คอยทำงานจิปาถะ

แต่ปัญหาคือ ทุกคนในกองบรรณาธิการรวมถึงตัวสุมาลี ไม่เคยรับผิดชอบงานใหญ่แบบนี้มาก่อน จึงมีการเสนอให้ฉีกต้นฉบับออกเป็นส่วน แล้วกระจายให้นักแปลแต่ละคนช่วยกันแปลเพื่อความรวดเร็ว

“พวกเราไม่เคยอีดิตหนังสือเล่มใหญ่แบบนี้มาก่อน ทุกคนใหม่มาก ถึงมีข้อเสนอเรื่องฉีกต้นฉบับขึ้นมา แต่ความจริงแล้วไม่ควรทำอย่างยิ่ง ยกเว้นคนแปลจะเป็นพี่น้องหรือสามีภรรยาที่ทำงานร่วมกันอยู่แล้ว อาจจะฉีกแปลได้ แต่ตอนนั้นเราคิดแค่ว่า ต้องทำให้เสร็จ” พรกวินทร์อธิบาย

“ตอนนั้นดิฉันก็เลยบอกทางสำนักพิมพ์ว่า อย่าเลย ไม่อย่างนั้นจะหนักบรรณาธิการมาก เพราะต้องตรวจ 3 – 4 สำนวน แล้วการแปลชื่ออะไรต่าง ๆ คำศัพท์จะไม่เหมือนกัน ด้วยความดื้อมาก เพราะฉะนั้น ดิฉันขอแปลเองก่อน” สุมาลีช่วยขยายภาพ

22 ปี 'แฮร์รี่ พอตเตอร์' กับเบื้องหลังสุดมันในการทำฉบับภาษาไทยจนกลายเป็นปรากฏการณ์

การทำงานแปลนั้นจะแบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลัก ๆ คือ สุมาลีแปลต้นฉบับจากที่อังกฤษ แล้วส่งไปรษณีย์มายังสำนักพิมพ์ที่เมืองไทย จากนั้นต้นฉบับก็จะถูกส่งต่อไปให้ งามพรรณ เวชชาชีวะ นักเขียนและนักแปลวรรณกรรมเยาวชน ซึ่งสุวดีขอแรงให้มาช่วยเป็นบรรณาธิการต้นฉบับ ก่อนมาจบที่ พิมพ์อนงค์ กับกองบรรณาธิการของสำนักพิมพ์ ที่จะต้องตรวจสอบทุกอย่างให้ถูกต้อง เพื่อตีพิมพ์ออกมาเป็นรูปเล่มและวางจำหน่ายต่อไป

ในส่วนการแปลนั้น ต้องถือว่าพลิกการทำงานของสุมาลีโดยสิ้นเชิง เพราะแต่เดิมเธอจะใช้เวลาแปลต้นฉบับเล่มหนึ่งราว ๆ ครึ่งปี จากนั้นถึงค่อยส่งให้สำนักพิมพ์ตรวจสอบรวดเดียว แต่คราวนี้ สุวดีบอกให้สุมาลี ทำตารางการทำงานให้ชัดเจน พร้อมประสานงานกับพิมพ์อนงค์ว่าจะส่งกี่บท ภายในระยะเวลาเท่าใด ซึ่งสุวดีให้อิสระสุมาลีกำหนดตารางเอง แต่ก็ต้องทำให้ได้ตามแผนที่วางไว้ด้วย

“สมัยนั้น การใช้อินเทอร์เน็ตก็ยังไม่คล่อง การใช้ดิกชันนารีออนไลน์ก็มีน้อย เพราะฉะนั้นดิฉันก็ต้องซื้อดิกชันนารีเล่มโต ๆ อย่าง Collins English Dictionary Complete and Unabridged มาใช้ เพราะ Cambridge Advanced Learner’s Dictionary แบบที่ใช้ตอนเรียนมหาวิทยาลัยนั้นไม่พอ โดยวิธีการแปล ดิฉันจะอ่าน 3 เที่ยว เที่ยวแรกอ่านเอาเรื่องก่อน เที่ยวที่สองอ่านเอาความ และเที่ยวที่สามถึงจะแปล โดยระหว่างนั้นเราก็จดศัพท์ที่ไม่เข้าใจ หรือไม่มั่นใจเป็นลิสต์ไว้เยอะมาก อย่างคาถาแต่ละคาถาที่จะใช้ ชื่อสัตว์ต่าง ๆ เราแปลว่าอะไร ออกเสียงยังไง เพื่อความสม่ำเสมอ เวลาจะใช้คอยเปิดดูว่า เราแปลไว้แบบนี้”

แต่ถ้าศัพท์บางคำ ไม่แน่ใจหรือค้นไม่เจอก็ต้องถามเพื่อนฝูงที่รู้จัก ซึ่งบางครั้งก็มีพลาดบ้าง 

“พวกชื่ออาหาร หลายอย่างเราก็ไม่รู้จักเลย เช่น Treacle Tart ก็ต้องไปหาดู มันคืออะไร ทาร์ตน้ำตาลข้น หรือไอศกรีม ไอศกรีม ที่แบบโอ้โห มันเยอะแยะ เรียกว่า ไอศกรีม Knickerbocker Glory เกิดมาไม่เคยเห็นเลย เพราะมันเป็นอังกฤษมาก ๆ สามีเป็นคนอเมริกันเขาก็ไม่รู้จัก เราถามไม่ได้”

ด้วยเวลาที่จำกัดมาก ทำให้สุมาลีต้องทุ่มเทเวลาเกือบทั้งวันทั้งคืน เพื่อเร่งทำงานให้เสร็จทันตามกำหนด โดยใช้เวลาทำงานเฉลี่ยเล่มละ 2 เดือนครึ่ง รวมแล้วเกือบครึ่งปีกระทั่ง จนกระทั่งถึงเล่ม 3 แฮรี่ พอตเตอร์กับนักโทษแห่งอัซคาบัน นักแปลหญิงก็ตัดสินใจยกธงขาว

“ตอนนั้นดิฉันยังสอนหนังสืออยู่ที่ Durham University ด้วย ก็ต้องแบ่งเวลาให้ได้ พอแปลส่งเราก็ส่งต้นฉบับกระดาษให้พิมพ์อนงค์ไปตรวจ จำได้ว่ามีปัญหามากเพราะเครื่องพิมพ์เสีย จะเป็นโรคประสาท พอแปลเล่มที่ 2 เสร็จก็บอก คุณเล็ก สุวดี ไม่ไหวแล้ว ขอพักก่อน เครียดมาก สามีอาจจะหย่าได้ เพราะไม่ไปไหนเลย ทำแต่งาน กับข้าวกับปลาบอกให้หาเอง คุณเล็กก็บอกว่า ไม่ได้นะ เพราะซื้อลิขสิทธิ์มา 3 เล่มแล้ว ไม่สามารถให้พัก 1 ปีได้หรอก ดิฉันเลยบอกว่าขอให้เปลี่ยนคนแปล ซึ่งเล่ม 3 เป็นเล่มที่ดิฉันชอบที่สุดด้วย แต่เราทำไม่ไหวแล้ว”

ในเล่มที่ 3 ทางนานมีบุ๊คส์ จึงมอบหมายให้ วลีพร หวังซื่อกุล นักแปลวรรณกรรมฝีมือดีอีกคนมารับผิดชอบแทน ซึ่งสุมาลีบอกว่า วลีพรแปลได้เก่งมาก อ่านแล้วถูกใจสุด ๆ เพราะรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างเรื่องคำศัพท์ที่เกี่ยวกับคาถานั้นใช้ไม่พลาดเลย 

“มีคำว่า Spell ที่เป็นคาถา มีคำว่า Curse ที่แปลว่าคำสาปแช่ง มีคำว่า Jinx และคำว่า Charm ซึ่ง วลีพรไม่เคยแปลสับเลย สุมาลียังแปลสับไปสับมา เพราะตอนแรกเราไม่สนใจ ก็แปลตามเนื้อหา แต่วลีพรใช้คำศัพท์ถูกว่า Charm คือคาถาในแง่ดี Spell คือคาถาธรรมดา Jinx คือคาถาที่แกล้งคน แล้ว Curse นี่คือคำสาป น้องเขาไม่เคยแปลพลาด แปลเก่งมาก” สุมาลีย้ำคำเดิม

แม้กระบวนการแปลจะเสร็จเรียบร้อย แต่สำหรับการจัดการต้นฉบับยังถือว่าเพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น ความท้าทายคือ ยุคนั้นยังไม่มี Google การค้นคว้าใด ๆ จึงทำได้ลำบากมาก โดยเฉพาะพวกชื่อเฉพาะก็ต้องอาศัยความเชื่อใจจากนักแปลเป็นหลัก 

“ตอนนั้นเรายังอยู่ในตึกเล็ก ๆ โต๊ะพี่พิมพ์กับโต๊ะพรอยู่ตรงข้ามกันเลย ขยับไปไหนไม่ได้เลย พี่พิมพ์ก็จะบอกว่า คำนี้ว่าไงดี พี่ว่ามันแปลก ๆ นะ ก็จะคุยกัน แต่เราก็จะช่วยอะไรพี่พิมพ์ไม่ค่อยได้มาก แต่ถึงอย่างนั้นก็มีหลักในการทำงานเหมือนกันคือ ต้องคิดถึงนักเขียนก่อนเป็นลำดับแรก เพราะความจริงแล้ว นักแปลจะต้องแปลออกมาเป็นภาษาของนักเขียน ไม่ใช่ภาษาของนักแปล หน้าที่ของ บ.ก. คือทำยังไงก็ได้ให้ภาษาของนักแปลกับภาษาของนักเขียนมารวมกัน จนเป็นภาษาที่นักอ่านโอเค” พรกวินทร์กล่าว  

22 ปี 'แฮร์รี่ พอตเตอร์' กับเบื้องหลังสุดมันในการทำฉบับภาษาไทยจนกลายเป็นปรากฏการณ์

อดีตบรรณาธิการย้ำว่า เวลานั้นเป็นเสมือนการลองผิดลองถูก เพราะทุกคนล้วนมือใหม่มาก แต่อย่างน้อยก็พยายามเรียนรู้เต็มที่ เพื่อให้หนังสือออกมาดีที่สุด

อย่างภารกิจหนึ่งที่เธอได้รับมอบหมายจากพิมพ์อนงค์ คือ การพิสูจน์อักษร

“ในกองฯ ตอนนั้นไม่มีพิสูจน์อักษร บ.ก. ต้องทำเองทุกอย่าง พอพี่พิมพ์อีดิตเสร็จ ก็อยากให้เราช่วยดูคำผิดให้ จำได้ว่ารับงานมาตอน 10 โมงเช้า ก็นั่งอ่านถึง 4 ทุ่ม เสร็จเลยทั้งหมด ซึ่งต้องบอกว่า ถ้าทำเล่มขนาดนี้ต้องมีอย่างน้อยเดือนหนึ่ง เนื่องจากตัวอักษรเยอะมาก แต่ตอนนั้นเราไม่มีประสบการณ์ และมันสนุกมาก แบบแสงออกตา พออ่านแล้วหยุดอ่านไม่ได้ ต้องอ่านตั้งแต่ต้นจนจบ เพราะฉะนั้นถ้าไปดู แฮร์รี่ พอตเตอร์ เล่มที่ 1 ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 1 จะพบว่ามีคำผิดเยอะมาก อย่างคำว่า พากย์ ตอนนั้นเราเขียนว่า พากษ์ ซึ่งก็มีผู้อ่านท้วงติงเข้ามา” พรกวินทร์กล่าวพร้อมเสียงหัวเราะ

อีกเรื่องหนึ่งที่กองบรรณาธิการต้องรับผิดชอบคือ ภาพปก ซึ่งเดิมทีนานมีบุ๊คส์ตั้งใจจะวาดเอง แต่เนื่องจากทางเจ้าของลิขสิทธิ์ไม่อนุญาต นานมีบุ๊คส์จึงเลือกใช้ฉบับภาพปกของฉบับสหรัฐอเมริกา เพราะสวยกว่าฉบับของอังกฤษ ซึ่งเป็นต้นฉบับที่ใช้แปล

“Bloomsbury เป็นสำนักพิมพ์ที่ไม่มีชื่อเสียงเลย คือตอนแรกตัวแทนของ J. K. Rowling เอาเสนอขายให้ Scholastic แต่ที่นั่นบอกว่า Too Wordy, Too Literacy To be children Literature เขาบอกว่าคำมากเกินไป ตัวหนังสือมากเกินไป อย่างนี้เขาไม่รับ ก็เลยไปเสนอที่ Bloomsbury แทน ซึ่งที่นี่รับ เพราะลูกสาวของ บ.ก.อ่านแล้วติดใจ แต่ปัญหาคือเขาทุนไม่เยอะ หน้าปกก็เลยไม่สวย ตอนหลัง Scholastic ของสหรัฐอเมริกาถึงค่อยมาซื้อลิขสิทธิ์ไปพิมพ์ แล้วก็ทุ่มทุนทำปกอย่างดี ให้นักวาดมีชื่อเป็นคนทำปก เราถึงเลือกใช้ปกของสหรัฐอเมริกาแทนของอังกฤษ” สุมาลีช่วยอธิบาย

เมื่อกระบวนการจัดทำต้นฉบับเสร็จสิ้นเรียบร้อย และพร้อมจำหน่ายเล่มแรกในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2543 คราวนี้ก็มาถึงโจทย์ที่ยากสุด คือ การทำอย่างไรให้หนังสือชุดนี้ไปสู่วงกว้างที่สุด

ในเวลานั้นทุกคนในแวดวงหนังสือต่างเชื่อว่า นานมีบุ๊คส์จะต้องขาดทุนอย่างแน่นอน เพราะวรรณกรรมเยาวชนเป็นหนังสือประเภทที่ขายได้น้อยมากในบ้านเรา

แต่สุวดีก็ยึดหลักที่ว่า หากตั้งใจจะทำอะไรแล้วก็ต้องทำให้ถึงที่สุด 

“แม่เป็นคนที่มุ่งมั่นมาก แล้วก็เรียนรู้ตลอดเวลา เมื่อตั้งเป้าหมาย ก็จะทำทุกอย่างให้สำเร็จ ตอนนั้นก็ปรึกษาทุกคนในวงการ คือทุกคนจะทราบว่า คุณสุวดีเป็นคนชอบถามมาก บางครั้งคู่แข่งก็ยังถามเลย ซึ่งหลายคนก็จะให้คำแนะนำ แต่จุดอ่อนที่เราพบคือ คนไม่ชินกับวรรณกรรมที่ไม่มีรูป และอย่างที่สองคือ คนไม่ชินกับเรื่องพ่อมดแม่มด จำได้เลยว่ามีโรงเรียนบางแห่งไม่อนุญาตให้ แฮร์รี่ พอตเตอร์ เข้าโรงเรียน เพราะเป็นตัวแทนของซาตาน เราก็ต้องมาคิดว่าจะทำอย่างไร” คิมฉายภาพ

ภายใต้โจทย์ที่แสนยาก สุวดีพร้อมที่จะฉีกทุกข้อจำกัด ไอเดียที่เธอนำมาใช้ คือ นำบทที่ 1 ของหนังสือมาทำฉบับทดลองอ่าน แจกจ่ายตามโรงเรียนต่าง ๆ รวมทั้งยังลงทุนเชิญร้านค้าต่าง ๆ มาร่วมประชุม เพื่อแนะนำหนังสือชุดนี้ ตลอดจนทำจดหมายข่าวประชาสัมพันธ์ ส่งไปยังสถานีโทรทัศน์ สถานีวิทยุ หนังสือพิมพ์ และนิตยสารต่าง ๆ เพื่อแนะนำให้สื่อมวลชนทราบว่า แฮร์รี่ พอตเตอร์ พิเศษกว่าวรรณกรรมเยาวชนเล่มอื่นอย่างไร

แต่ที่ถือเป็นไฮไลต์ที่สุด คือ การจัดกิจกรรมเปิดตัวหนังสือ โดยครั้งนั้น สุวดีไปติดต่อขอใช้พื้นที่ของรถไฟฟ้า BTS สถานีพญาไท เพื่อสร้างบรรยากาศคล้ายกับชานชาลาที่ 9 ¾ ที่สถานีรถไฟคิงส์ครอส ซึ่งเป็นสถานีที่แฮร์รี่ พอตเตอร์ ขึ้นเพื่อไปโรงเรียน พร้อมทั้งเชิญ กัญจนา ศิลปอาชา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มาเขียนคำนิยมและร่วมอ่านหนังสือให้เด็ก ๆ ฟังในงานเปิดตัว

นอกจากนี้ภายในงานยังมีซุ้มกิจกรรมต่าง ๆ อาทิ เกมตามหาลูกบอลวิเศษสีทองมีปีก หรือกิจกรรมตามหาศิลาอาถรรพ์ โดยนำกุญแจมาแขวนระโยงระยาง แล้วเด็ก ๆ หาลูกกุญแจที่ไขเซฟเก่าแก่ให้ได้ รวมถึงมอบไม้กายสิทธิ์ ไม้กวาด และตุ๊กตานกฮูก แก่ผู้ที่มาร่วมงานด้วย

22 ปี 'แฮร์รี่ พอตเตอร์' กับเบื้องหลังสุดมันในการทำฉบับภาษาไทยจนกลายเป็นปรากฏการณ์
22 ปี 'แฮร์รี่ พอตเตอร์' กับเบื้องหลังสุดมันในการทำฉบับภาษาไทยจนกลายเป็นปรากฏการณ์

“ตอนนั้นเป็นช่วงปิดเทอมพอดี พวกเราทีมงานก็เลยใส่ชุดพ่อมดแม่มด นั่งรถไฟไปมา แจกหนังสือทดลองอ่าน อีกอย่างหนึ่งเราคิดว่าหนังสือเล่มนี้สำคัญมาก เพราะทำให้เด็กรักการอ่าน บวกกับเคยเห็นตัวอย่างจากเมืองนอกที่คนดังอ่านหนังสือให้เด็กฟังในที่สาธารณะ เราจึงติดต่อ คุณหนูนา กัญจนา ให้มาช่วยอ่านหนังสือให้เด็กฟัง ซึ่งคุณหนูนาก็โอเค เป็นงานที่สนุกมาก และยังถือเป็นการเริ่มสร้างประเพณีว่า ทุกครั้งที่ แฮร์รี่ พอตเตอร์ ออกเล่มใหม่ ก็จะมีงานเปิดตัวครั้งใหญ่ด้วย” คิมเล่าให้ฟังต่อ

ด้วยกลยุทธ์การผลักดันหนังสือไปสู่วงกว้างของสุวดีและทีมงาน บวกกับเนื้อหาที่เปี่ยมไปด้วยความสนุกสนานและจินตนาการ ทำให้กระแสของ แฮร์รี่ พอตเตอร์ แพร่กระจายในสังคมไทยอย่างรวดเร็ว 

หนังสือ แฮร์รี่ พอตเตอร์ กับศิลาอาถรรพ์ ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 1 จำนวน 10,000 เล่ม จำหน่ายหมดภายในระยะเวลาไม่กี่วัน และต้องพิมพ์ซ้ำแทบจะทันที เนื่องจากพ่อแม่ผู้ปกครองหลายคนต่างเลือกซื้อหนังสือเล่มนี้เป็นของขวัญให้บุตรหลาน เช่นเดียวกับเด็กไทยมากมายที่ใช้ แฮร์รี่ พอตเตอร์ เป็นตัวตั้งต้นให้เริ่มอ่านหนังสือ ยืนยันได้จากจดหมายจำนวนมหาศาลที่หลั่งไหลเข้ามายังกองบรรณาธิการ บางคนถึงขั้นลงท้ายนามสกุลตัวเองว่า พอตเตอร์ เลยด้วยซ้ำ 

แต่ที่สำคัญสุดคือ เด็กบางคนที่เลิกอ่านวรรณกรรมไปแล้ว แต่เมื่อได้สัมผัสกับพ่อมดน้อยและเพื่อน ก็หันกลับมาอ่านหนังสือแนวนี้อีกครั้ง หนึ่งในนั้นก็คือลูกสาวคนโตของสุวดีนั่นเอง

22 ปี 'แฮร์รี่ พอตเตอร์' กับเบื้องหลังสุดมันในการทำฉบับภาษาไทยจนกลายเป็นปรากฏการณ์
22 ปี 'แฮร์รี่ พอตเตอร์' กับเบื้องหลังสุดมันในการทำฉบับภาษาไทยจนกลายเป็นปรากฏการณ์

“ตอนนั้นอยู่ชั้นมัธยม แล้วก็เลิกอ่านหนังสือพวกนี้ไปแล้ว อ่านแต่การ์ตูน แต่แม่ก็ส่งต้นฉบับที่อาจารย์สุมาลีแปลมาให้อ่าน เป็นร่างแรกเลย ตอนแรกก็ไม่ได้อินขนาดนั้น แต่พออ่านไปเรื่อย ๆ ก็หยุดไม่ได้ จำได้ว่าตอนนั้นต้องไปหาหมอ แล้วจากบ้านไปขึ้นรถ ไปที่โรงพยาบาล นั่งรอหมอ จนกลับบ้าน ก็อ่านต่อรวดเดียวเลยจนจบ พอจบเล่มที่ 1 ขออ่านเล่มที่ 2 ต่อทันที แต่อาจารย์สุมาลียังแปลไม่เสร็จ พอเปิดเทอมก็เลยก็เลยไปขอยืมฉบับภาษาอังกฤษที่ห้องสมุดมาอ่านต่อ แล้วนั่นเองทำให้หันกลับมาอ่านวรรณกรรมอีกครั้ง ซึ่งไม่ใช่แค่ แฮร์รี่ พอตเตอร์ แต่ยังรวมไปถึงเล่มอื่น ๆ ด้วย เช่น มังกรหยก ก็เลยไม่แปลกใจเลยว่าทำไมมันถึงมีอิทธิพลต่อเด็กทั่วโลก เพราะแม้แต่ตัวเราก็ยังสัมผัสถึงพลังนั้นได้เลย”

หลังจากวางแผงเล่มแรกได้ 2 เดือน นานมีบุ๊คส์ก็ส่ง แฮร์รี่ พอตเตอร์ กับห้องแห่งความลับ ถึงเหล่ามักเกิ้ล หรือคนธรรมดาตัวน้อยที่เฝ้ารออย่างใจจดใจจ่อ พร้อมจัดงาน ‘รวมพลังสร้างนักอ่านเยาวชนไทย’ ด้วยการชักชวนครูมาร่วมสัมมนา เพื่อแนะนำหนังสือต่อให้เด็ก ๆ อีกทอดหนึ่ง

และในเดือนพฤศจิกายนปีเดียวกันก็มาถึงคิวของ แฮร์รี่ พอตเตอร์ กับนักโทษแห่งอัซคาบัน ซึ่งรอบนี้ นานมีบุ๊คส์ไปเปิดตัวที่โรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย เพราะเป็นโรงเรียนประจำเช่นเดียวกับโรงเรียนฮอกวอตส์ โดยมีการจัดกิจกรรมที่น่าสนใจอย่างเช่น ซุ้มหมอดู ซุ้มเสกคาถาร่ายมนตร์ เพื่อให้สอดคล้องกับเนื้อหาในหนังสือ โดยนี่เป็นครั้งแรกที่ทีมงานได้สัมผัสถึงกระแสคลั่งไคล้ของเด็กไทยที่มีต่อวรรณกรรมชุดนี้จริงจัง เนื่องจากมีเด็กมาร่วมงานมากถึง 2,000 คน

ปฏิบัติการพาพ่อมดน้อย ‘แฮร์รี่ พอตเตอร์’ หนังสือจากเกาะอังกฤษถึงเมืองไทยของนานมีบุ๊คส์ ที่ปลุกกระแสการอ่านไปทั่วประเทศ
ปฏิบัติการพาพ่อมดน้อย ‘แฮร์รี่ พอตเตอร์’ หนังสือจากเกาะอังกฤษถึงเมืองไทยของนานมีบุ๊คส์ ที่ปลุกกระแสการอ่านไปทั่วประเทศ

“ตอนนั้นกลับมาเมืองไทยแล้วมาที่นี่ รู้สึกตื่นเต้นมาก ไม่เคยเจอเด็กเยอะแบบนี้มาก่อน ตอนนั้นคนคลั่งแฟชั่นลายเซ็น มาให้เราเซ็นเยอะมาก จนสุดท้ายผู้บริหารของโรงเรียนวชิราวุธบอกว่าไม่รับงานแบบนี้แล้วนะ” สุมาลีย้อนประสบการณ์

“ต้องเรียกว่าถล่มทลาย คือเตรียมของไปแจกรู้สึกจะเป็นที่คั่นหนังสืออะไรสักอย่าง พอเปิดบูทมา หลังติดผนังเลย เพราะเด็กดันเข้ามาจนไปไหนไม่ได้ ต้องนั่งแบบนี้ทั้งวัน คือเราเข้าใจเลยว่าทำไมถึงบอกว่าไม่รับอีก เพราะคงกะไม่ถูกว่าเด็กจะมากันขนาดนี้ และก็ยังมีผู้ปกครองที่พาลูก ๆ มาขอลายเซ็นอาจารย์ด้วย” พรกวินทร์ช่วยเสริมเหตุการณ์

แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่ากระแสคลั่งไคล้ในตัว แฮร์รี่ พอตเตอร์ จนส่งให้หนังสือติดอันดับขายดีนานนับปี หลายคนยังมองว่า วรรณกรรมชุดนี้จะเป็นกุญแจดอกสำคัญที่ช่วยพัฒนารากฐานการอ่านให้สังคมไทย 

สุวดีจึงใช้โอกาสนี้สานฝันที่ตั้งใจไว้มานาน ตั้งแต่จัดอบรมครูและผู้ปกครอง เพื่อส่งเสริมการอ่านหนังสือให้เด็กฟัง เริ่มต้นโครงการ Nanmeebooks Reading Club ด้วยการผลักดันให้นักเรียนอ่านหนังสือให้ถึงเป้าที่ตั้งไว้ และถ้าครบก็จะได้เกียรติบัตรสุดยอดนักอ่าน จัดประกวดต้นฉบับรางวัล ‘แว่นแก้ว’ เพื่อส่งเสริมนักเขียนไทยแนววรรณกรรมเยาวชนให้เติบโตมากยิ่งขึ้น รวมถึงกล้าผลิตผลงานดีที่ฉีกแนวจากตลาด ทั้งผลงานนักเขียนรางวัลโนเบล หรือการ์ตูนความรู้สำหรับเยาวชน

เพราะฉะนั้นคงไม่ผิดหากจะบอกว่า แฮร์รี่ พอตเตอร์ คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้นานมีบุ๊คส์ก้าวกระโดด และทำให้เจตนารมณ์ของสุวดีเมื่อครั้งก่อตั้งสำนักพิมพ์ คือการใช้หนังสือช่วยขับเคลื่อนและพัฒนาสังคมไทยกลายเป็นจริงขึ้นมา

03
คาถามัดใจมักเกิ้ล

เดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2544 หลังจากรอคอยมาเกือบปี เด็กไทยก็มีโอกาสได้พบกับพ่อมดน้อยอีกครั้งหนึ่ง ใน แฮร์รี่ พอตเตอร์ กับถ้วยอัคนี

คราวนี้ดูเหมือน J. K. Rowling จะท้าทายนักอ่านไม่น้อย เพราะเล่มที่ 4 หนาเกือบพันหน้า แต่ทุกคนก็ไม่ถอย เพราะอยากทราบว่า การผจญภัยในเล่มนี้จะสนุกขนาดไหน

เช่นเดียวกับการทำงานของนานมีบุ๊คส์ ก็ยังเข้มข้นไม่ต่างจากเดิม เพราะสุวดีถึงขั้นส่งทีมงานไปเรียนวิชาบรรณาธิการศึกษา ที่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเลยทีเดียว เพื่อยกระดับการทำงานให้ได้มาตรฐานขึ้น โดยเล่มนี้ สุมาลียังคงไม่หายอิ่มตัวจากการแปล 2 เล่มแรก สุวดีจึงทาบทามงามพรรณ ให้มารับหน้าที่ถ่ายทอดเรื่องราวของแฮร์รี่ พอตเตอร์ และเพื่อน ๆ แทน

จุดเด่นของ แฮร์รี่ พอตเตอร์ กับถ้วยอัคนี นอกจากพ่อมดน้อยจะต้องเผชิญหน้ากับมังกรไฟอันดุร้ายแล้ว ยังมีการเปลี่ยนชื่อตัวละครบางตัวใหม่ เนื่องจากงามพรรณพบว่า J. K. Rowling ได้มอบหมายให้ Stephen Fry อ่านเพื่อทำหนังสือเสียง และบริษัท Scholastic ผู้จำหน่ายหนังสือชุดนี้ในสหรัฐอเมริกา ยังจัดทำเว็บไซต์ระบุการออกเสียงชื่อตัวละครแต่ละตัวอีกต่างหาก ซึ่งหลายคำไม่ตรงกับที่สุมาลีเลือกใช้ 

อาทิ Hermione เพื่อนสนิทของแฮร์รี่ พอตเตอร์ ในตอนแรกสุมาลี เขียนว่า ‘เฮอร์ไมนี่’ เนื่องจากเพื่อนชาวอังกฤษบอกว่า เป็นชื่อเก่าดาราเก่ายุคสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ความจริงแล้ว ต้องออกเสียงว่า ‘เฮอร์ไมโอนี่’ เพราะเป็นชื่อที่มาจากสาวกรีกในนวนิยายเรื่อง โอดิสซีย์ หรือเจ้าแห่งศาสตร์มืด อย่าง Voldemort เพื่อนชาวอังกฤษอ่านว่า โวลเดอมอร์ต เพราะออกเสียงตัว T ข้างท้าย แต่ในเว็บไซต์ ให้ออกเสียงว่า โวลเดอมอร์ เพราะ J. K. Rowling ต้องการให้ออกเสียงแบบฝรั่งเศส ซึ่งสุมาลีสันนิษฐานว่า อาจเป็นเพราะนักเขียนดังได้รับอิทธิพลจากการเรียนวิชาภาษาฝรั่งเศสในระดับปริญญาตรี

เพราะฉะนั้น กองบรรณาธิการจึงต้องกลับไปนั่งไล่ปรับแก้ ตั้งแต่เล่มที่ 1 – 3 ให้สอดคล้องกับความตั้งใจของผู้ประพันธ์ แม้นักอ่านหลายคนจะรู้สึกขัดใจไปบ้าง เพราะคุ้นชินกับชื่อเหล่านี้แล้วก็ตาม

โดยระหว่างทาง นานมีบุ๊คส์ยังได้จัดพิมพ์หนังสือพิเศษที่ชื่อ สัตว์มหัศจรรย์และถิ่นที่อยู่ หรือ Fantastic Beasts and Where to Find Them ซึ่ง J. K. Rowling เขียนขึ้นเพื่อมอบให้แก่การกุศล ออกมา โดยได้นักแปลนิยายแฟนตาซีอย่าง พลอย โจนส์ มาร่วมงาน ซึ่งเธอได้เลือกใช้นามปากว่า นิลมังกร เพื่อให้สอดคล้องกับนามปากกา Newt Scamander ของ J. K. Rowling อีกด้วย

สุมาลีวกกลับมาแปล แฮร์รี่ พอตเตอร์ อีกครั้งในเล่มที่ 5 จนกระทั่งถึงเล่มสุดท้าย รวมถึงยังแปลหนังสือพิเศษอีกหลายเล่ม อาทิ ควิดดิชในยุคต่าง ๆ, นิทานของบีเดิลยอดกวี และ แฮร์รี่ พอตเตอร์กับเด็กต้องคำสาป ซึ่งเป็นบทละครเวทีที่ J. K. Rowling สร้างสรรค์ร่วมกับนักเขียนอีกหลายคน

ส่วนพรกวินทร์เองก็เข้ามารับตำแหน่งบรรณาธิการบริหารแทนพิมพ์อนงค์ที่ขอลาออกไป หลังจากทำต้นฉบับเล่มที่ 5 แฮร์รี่ พอตเตอร์ กับภาคีนกฟีนิกซ์ เสร็จสมบูรณ์

ปฏิบัติการพาพ่อมดน้อย ‘แฮร์รี่ พอตเตอร์’ หนังสือจากเกาะอังกฤษถึงเมืองไทยของนานมีบุ๊คส์ ที่ปลุกกระแสการอ่านไปทั่วประเทศ
ปฏิบัติการพาพ่อมดน้อย ‘แฮร์รี่ พอตเตอร์’ หนังสือจากเกาะอังกฤษถึงเมืองไทยของนานมีบุ๊คส์ ที่ปลุกกระแสการอ่านไปทั่วประเทศ

“จริง ๆ ทำมาตั้งแต่เล่ม 5 แล้ว เหมือนตกกระไดพลอยโจน คือพี่พิมพ์ยังอยู่ แต่เพราะเล่มนั้นมันหนามาก แล้วเราทำไม่ทันกัน จึงต้องฉีกเล่มเป็น 3 ส่วน ช่วยกันอีดิต แต่พี่พิมพ์ก็ยังดูภาพรวมทั้งหมด และพอหลังจากเล่มนี้ก็มาดูแลแบบเดี่ยวเลย” บรรณาธิการบริหารคนที่ 2 ของ แฮร์รี่ พอตเตอร์ กล่าว

“จำได้ว่าตอนที่แปลเล่มที่ 5 แทบจะร้องไห้ เพราะบางครั้งรู้สึกว่าหมั่นไส้ แฮร์รี่ พอตเตอร์ เพราะตอนนี้เขาเป็นวัยรุ่น แล้วปั่นป่วนมาก เจ้าคิดเจ้าแค้น ขี้โมโห อ่านแล้วบางทีก็ทนไม่ไหว แต่ว่าการดำเนินเรื่อง J. K. Rowling ดีมาก เขาผูกเรื่องเก่งมาก” สุมาลีช่วยเสริม

สำหรับทั้งคู่แล้ว J. K. Rowling เป็นนักเขียนวรรณกรรมเยาวชนที่เก่งกาจมาก วางโครงเรื่องได้อย่างยอดเยี่ยม และต่อให้แต่ละตอนจะทิ้งปริศนาไว้มากมาย แต่สุดท้ายทุกปมปัญหาจะถูกอธิบายและคลี่คลายจนกระจ่าง ที่สำคัญยังแฝงหลักคิดเรื่องความจริงของชีวิต ทั้งเรื่องครอบครัว เพื่อน ความรัก ความตาย หรือแม้แต่คุณธรรม จริยธรรม ซึ่งเด็กทุกคนปรับใช้กับชีวิตของตัวเองได้

“J. K. Rowling ได้รับอิทธิพลจากคริสต์ศาสนาเยอะ อย่างตอนสุดท้ายเขาก็เขียนให้จบอย่างมีความหวัง เพราะถ้าจบด้วยความหดหู่ ไม่มีความหวังเลย เด็กก็จะบอกว่าอยู่ไปทำไม แต่ถ้าเรามีความหวังว่าอนาคตยังมี เราก็ยังแก้ไขชีวิตของเราได้ ที่สำคัญเขาเน้นเรื่องความเมตตา ความรักมีอำนาจสูงสุด อย่าง แฮร์รี่ พอตเตอร์ จะไม่ยอมให้คนอื่นตายเพื่อเขา เมื่อรู้ว่าถ้าเขาตายแล้ว สงครามจะจบสิ้นสงครามได้ เขาก็พร้อมจะเดินเข้าไปให้โวลเดอมอร์ฆ่า โดยไม่สู้ แต่โวลเดอมอร์ไม่รู้ว่าความรักของแม่ยังครอบคลุมอยู่ เพราะฉะนั้นสิ่งที่โวลเดอมอร์ฆ่าจึงไม่ใช่แฮร์รี่ พอตเตอร์ แต่เป็นฮอร์ครักซ์ (ส่วนหนึ่งของวิญญาณ) ของเขาเอง ถึงบอกว่า J. K. Rowling ผูกเรื่องเก่งมาก” สุมาลียกตัวอย่าง

“เขาเคลียร์หมดทุกอย่าง ถ้าอ่านแต่ละเล่มจะมีปริศนาที่ตัวละครต่าง ๆ พูดทิ้งท้ายไว้ แต่สุดท้ายเขาเฉลยหมด อธิบายอย่างกระจ่าง เพราะฉะนั้นเราจะไม่รู้สึกว่าง่ายหรือยากไป ที่สำคัญเขาพูดเรื่องเพื่อน ทุกการผจญภัย แฮร์รี่ พอตเตอร์ ไม่เคยสู้คนเดียวเลย แม้ตอนสุดท้ายอาจจะต้องหลุดไปสู้กับโวลเดอมอร์ตามลำพัง แต่ตลอดทางก็จะมีเพื่อนที่ช่วยเขา แม้แต่เพื่อนอย่าง เนวิลล์ ซึ่งภาคแรกจะดูไม่เก่งอะไรเลย แต่ในภาค 7 กลับกลายเป็นผู้นำขึ้นมา ซึ่งไม่ได้ดูผิดปกติ แต่มีเหตุผลที่เขาจะขึ้นมาได้ หรืออย่าง รอน ซึ่งอาจไม่ได้เก่งกาจอะไร แต่เขาก็มีจุดเด่นที่ไม่สามารถหายไปได้” พรกวินทร์ช่วยเสริม

ด้วยเหตุนี้ แม้ตลอดหลายปี การทำงาน แฮร์รี่ พอตเตอร์ จะดูเร่งรีบเพื่อให้ทันต่อความต้องการของแฟนหนังสือ แต่สำหรับทีมงานแล้วต่างมีความสุขไปกับเรื่องราวอันแสนโลดโผนของตัวละคร

นอกจากกระบวนการจัดทำต้นฉบับที่ท้าทายแล้ว ในส่วนของการประชาสัมพันธ์หนังสือเองก็มีสีสันไม่แพ้กัน เพราะนานมีบุ๊คส์เองก็ได้สร้างปรากฏการณ์ที่ทำให้แฟนคลับไม่มีทางลืมเลือนเต็มไปหมด อย่างช่วงวางแผงเล่มที่ 5 ทีมงานสังเกตเห็นว่า หลายประเทศจัดงานเปิดตัวหนังสือตอนเที่ยงคืน นานมีบุ๊คส์จึงอยากทดลองทำบ้าง ปรากฏว่ามีเด็ก ๆ มาปักหลักรออยู่ที่อาคารในซอยสุขุมวิท 31 เป็นจำนวนมาก ด้วยความหวังจะเป็นเจ้าของหนังสือ แฮร์รี่ พอตเตอร์ เล่มใหม่คนแรก ๆ ของประเทศไทย 

“ตอนนั้นเรานึกว่าเที่ยงคืนแล้วทุกคนจะรีบกลับบ้าน แต่กลายเป็นวันไม่มีใครกลับเลย เพราะทุกคนมาต่อแถวขอลายเซ็นอาจารย์สุมาลี จำได้ว่าเป็นบรรยากาศที่สนุกมาก แล้วอีกเรื่องหนึ่งที่พี่ ๆ ทีมงานเขาซีเรียสกันมากคือ กลัวร้านหนังสือจะเปิดกล่องก่อนเที่ยงคืน เพราะเคยมีเคสที่ลูกค้าบอกว่า ทำไมจังหวัดนี้ได้หนังสือก่อน ตอนนั้นเราก็เลยให้พี่พรช่วยเขียนกำกับอีกรอบว่า หากเปิดกล่องก่อน คุณจะถูกคำสาปจากลอร์ดโวลเดอมอร์ ซึ่งตอนนั้นหลายคนก็กลัว โดยเฉพาะพนักงานที่คลัง คือเขาไม่อยากถูกสาป ทั้งที่เป็นคนแพ็กหนังสือ” คิมกล่าวพร้อมรอยยิ้ม

อีกหนึ่งไฮไลต์ที่นานมีบุ๊คส์หยิบขึ้นมาใช้อยู่บ่อยครั้ง คือ ของแถมที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร อาทิ แหวนมหัศจรรย์ช่วยการอ่าน ในเล่มที่ 5 แฮร์รี่ พอตเตอร์ กับภาคีนกฟีนิกซ์ ซึ่งคิมเจ้าของไอเดียได้แรงบันดาลจากเทศการหนังสือที่เกาหลีใต้ หรือหรือน้ำยานำโชค ในเล่มที่ 6 แฮร์รี่ พอตเตอร์ กับเจ้าชายเลือดผสม ซึ่งแผนกวิทยาศาสตร์ของนานมีบุ๊คส์ ก็หาวิธีการผลิตน้ำยาที่ผสมน้ำแล้วเปลี่ยนเป็นสีทองได้ ซึ่งสุดท้ายแล้วทีมงานก็ผลิตออกมาได้สำเร็จจริงๆ

ที่สำคัญ นานมีบุ๊คส์ยังจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่านเต็มไปหมด ทั้งจัดชักชวนให้โรงเรียนต่าง ๆ อ่านหนังสือผ่านเสียงตามสาย จัดประกวดซุ้มหนังสือดีเด่น รวมถึงชักชวนแฟนคลับมาร่วมทำกิจกรรม อย่างในงานเปิดตัวเล่มที่ 7 แฮร์รี่ พอตเตอร์ กับเครื่องรางยมทูต เมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. 2550 คิมได้ชักชวนหนึ่งในแฟนตัวยง มาช่วยแต่งเพลงประกอบงาน หรือแม้แต่ร้านหนังสือหลายแห่งก็สรรหากิจกรรมพิเศษ เพื่อสร้างสังคมของผู้อ่านรุ่นเยาว์ให้มากขึ้น

“ในหาดใหญ่มีร้านหนังสือแห่งหนึ่งชื่อ เพลินอักษร เจ้าของคือ คุณไพรัช ทองเจือ ตอนนั้นเขามาประชุมกับแม่แล้วก็เล่าให้ฟังว่า เขาเอาของสะสมที่มีอย่างตุ๊กตารัสเซียหรือของชิ้นเล็ก ๆ น้อย ๆ มาจัดปาร์ตี้ที่ร้านในวันเปิดตัวหนังสือ แล้วก็แจกของพวกนี้แก่เด็ก ๆ ที่มาร่วมงาน สนุกมากเลย” CEO ของนานมีบุ๊คส์ขยายความ

ด้วยกระบวนการทั้งหมดนี้ ทำให้ แฮร์รี่ พอตเตอร์ เป็นมากกว่าแค่หนังสือ 7 เล่ม แต่ยังมีเวทมนตร์ในการสร้างสายสัมพันธ์ระหว่างผู้ผลิต นักแปล นักอ่าน และร้านค้า เข้าไว้ด้วยกัน แม้เวลาจะผ่านมากว่าสิบปี ก็ยังไม่จางหายไปไหน

ดังเช่นการถือกำเนิดของกลุ่มแฟนคลับต่าง ๆ ทั้ง มักเกิ้ล-วี และ มักเกิ้ลไทย ซึ่งคอยทำหน้าที่รวบรวมข่าวสารเกี่ยวกับแฮร์รี่ พอตเตอร์ ตลอดจนนัดพบปะหมู่แฟนคลับหลากรุ่นเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

ที่สำคัญ หลายคนยังได้รับแรงบันดาลใจจากวรรณกรรมเรื่องนี้ จนกลายเป็นนักเขียน นักแปล นักวาดภาพประกอบ มีชื่อเสียงไปไกลถึงต่างประเทศ หรือหลายคนก็เข้ามาขอมาสมัครงานที่นานมีบุ๊คส์ เพราะผูกพันกับ แฮร์รี่ พอตเตอร์

“ไม่ใช่แค่กองบรรณาธิการเท่านั้นที่อ่าน แฮร์รี่ พอตเตอร์ จำได้น้องที่อยู่แผนกบัญชี ก็มาสมัครงานเพราะอ่าน แฮร์รี่ พอตเตอร์ เหมือนกัน หรือแม้แต่พวกฝ่ายคลัง เด็กติดรถ เขาก็ยังอ่าน คือมันน่าตื่นตาตื่นใจมากจริง ๆ ที่ได้รู้ว่าพวกเขาเติบโตจากหนังสือชุดนี้” พรกวินทร์กล่าวอย่างภาคภูมิใจ

แน่นอนความสำเร็จทั้งหมดนี้ ไม่ได้เกิดจากใครคนใดคนหนึ่ง แต่มาจากการรวมพลังกันของทุกภาคส่วน ที่ช่วยกันสร้าง ช่วยกันผลักดันจนนำมาสู่ปรากฏการณ์ที่ยากจะหาหนังสือเล่มใดทำได้เหมือน

04
พ่อมดน้อยไม่มีวันตาย

นับเวลาตั้งแต่ J. K. Rowling พา แฮร์รี่ พอตเตอร์ มารู้จักกับนักอ่านทั่วโลก ก็ผ่านมา 25 ปีแล้ว  

แต่สำหรับผู้เกี่ยวข้องทั้งสามคน ยังเชื่อเสมอว่า หนังสือชุดนี้ไม่เคยล้าสมัย และต่อให้จะผ่านไปนานอีกสักเท่าใดก็ยังอ่านสนุกเหมือนเดิม เพราะโครงสร้างหรือฉากแต่ฉากที่นักประพันธ์หญิงวางไว้ล้วนแต่กระตุ้นจินตนาการและชวนให้ติดตาม ไม่ต่างจากวรรณกรรมเรื่องเยี่ยมของโลกอีกมากมาย ทั้ง เชอร์ล็อก โฮมส์, ปีเตอร์ แพน หรือ เดอะ ลอร์ด ออฟ เดอะริงส์ เลย

เชอร์ล็อก โฮมส์ เขียนมา 200 ปีแล้ว ก็ยังโด่งดังอยู่ แฮร์รี่ พอตเตอร์ น่าจะเหมือนกัน อาจมีการปรับบ้างเล็กน้อย แต่ตัวละครจะยืนต่อไป เพราะหัวใจที่เขาเขียน เป็นหัวใจที่เด็กยังชอบอยู่ตลอดกาล เขาแตะความต้องการของเด็กได้ ทั้งเรื่องความรัก ความมั่นคง ความอบอุ่น แม้แฮร์รี่ พอตเตอร์ เป็นเด็กกำพร้า แต่ก็มีชีวิตที่อบอุ่นมากในโรงเรียน มีเพื่อนที่ดี เรื่องเหล่านี้ไม่ว่ายุคไหน คนก็ยังต้องการสิ่งเหล่านี้อยู่ดี” นักแปลผู้ผูกพันกับ แฮร์รี่ พอตเตอร์ มากว่า 2 ทศวรรษย้ำความเชื่อ

เพราะฉะนั้น โจทย์ในวันนี้ของพวกเขาคือ การทำอย่างไรก็ได้ให้เรื่องราวพ่อมดน้อยยังคงโลดแล่นในใจของนักอ่านรุ่นใหม่ไม่เปลี่ยนแปลง ซึ่งในฐานะของผู้ผลิต คิมบอกว่า ช่วงสิบปีกว่าที่ผ่านมา นานมีบุ๊คส์พยายามพัฒนาและปรับปรุงหนังสือชุดนี้ให้ดีขึ้นและน่าสนใจขึ้นเรื่อย ๆ อาทิการผลิต แฮร์รี่ พอตเตอร์ ฉบับภาพประกอบ 4 สี ผลงานการวาดของ Jim Kay หรือการต่อยอดเป็นหนังสือเรียนศัพท์กับแฮร์รี่ พอตเตอร์ โดยสุมาลีได้นำศัพท์หรือสแลงที่น่าสนใจในหนังสือมารวบรวม เพื่อให้เด็ก ๆ เรียนรู้ไปพร้อมกัน

เมื่อ พ.ศ. 2563 มีการจัดพิมพ์ แฮร์รี่ พอตเตอร์ ฉบับ 20 ปี ซึ่งความพิเศษของหนังสือชุดนี้ คือ การใช้ภาพปกและภาพประกอบฝีมือคนไทยเป็นครั้งแรก ซึ่งผู้วาดอย่าง อาชว์-อรุษ เอ่งฉ้วน หรือ Arch Apolar เป็นแฟนที่ติดตามและเติบโตมาพร้อมกับหนังสือแฮร์รี่ พอตเตอร์ และพยายามใส่ความเป็นไทยลงในภาพวาด อาทิ ชานชาลาหมายเลข 9 ¾ ก็เลือกใช้เลขไทยนำเสนอ โดยอาชว์ถือเป็นนักวาดภาพประกอบเพียงคนเดียวที่ J. K. Rowling ชื่นชมผ่านโซเชียลมีเดีย

ปฏิบัติการพาพ่อมดน้อย ‘แฮร์รี่ พอตเตอร์’ หนังสือจากเกาะอังกฤษถึงเมืองไทยของนานมีบุ๊คส์ ที่ปลุกกระแสการอ่านไปทั่วประเทศ
ปฏิบัติการพาพ่อมดน้อย ‘แฮร์รี่ พอตเตอร์’ หนังสือจากเกาะอังกฤษถึงเมืองไทยของนานมีบุ๊คส์ ที่ปลุกกระแสการอ่านไปทั่วประเทศ

เช่นเดียวกับในส่วนต้นฉบับ นานมีบุ๊คส์ก็ได้มอบหมายให้พรกวินทร์ มาเป็นบรรณาธิการอีกครั้ง ยกเครื่องและปรับปรุงมาตรฐานเนื้อหาให้ดีขึ้น ทั้งเรื่องคำเรียกคาถา สรรพนาม หรือแม้แต่วิธีสะกดให้ถูกต้องตามหลักที่ราชบัณฑิตยสภากำหนดไว้ให้ ยกเว้นบางคำ เช่นชื่อตัวละคร อย่าง แฮร์รี่ พอตเตอร์ หรือ เฮอร์ไมโอนี่ ที่ไม่ได้มีการตัดวรรณยุกต์ออก เพราะถือเป็นสิ่งที่ผู้อ่านคุ้นเคย และอาจสร้างความสับสนได้

แต่ทั้งหมดนี้เทียบไม่ได้เลยกับ ภารกิจอย่างการทำให้เยาวชนที่ไม่เคยอ่าน แฮร์รี่ พอตเตอร์ มาก่อนได้รู้จักกับวรรณกรรมชุดนี้ เพราะสำหรับคิมแล้ว นี่ถือเป็นช่วงเวลาสำคัญมากที่ปลูกฝังวัฒนธรรมการอ่านแก่เด็ก ๆ ซึ่งผู้ปกครองและครูควรเข้ามามีบทบาทตรงนี้มากขึ้น

“ทุกวันนี้กระแสโลก คนอ่านหนังสือน้อยลง อาจเพราะมีเครื่องมือการเลี้ยงลูกที่หลากหลายขึ้น แต่ขณะเดียวก็มีงานวิจัยระบุว่า เด็กที่ไม่ได้อ่านหนังสือเล่มอาจกลายเป็นเด็กที่เป็นสมาธิสั้น หรืออ่านหนังสือไม่แข็งได้ เพราะฉะนั้นหากเราจะแก้ปัญหาสังคมนี้ คือต้องทำให้เด็กอาจหนังสือตั้งแต่เล็กให้ได้ คือย้อนกลับไปเหมือนเมื่อ 20 ปีก่อน 

“แล้วหนังสือเล่มไหนที่จะดีที่สุด ซึ่งสำหรับตัวเองแล้ว หากวันนั้นไม่ได้อ่าน แฮร์รี่ พอตเตอร์ ก็คงเลิกอ่านหนังสือไปแล้ว เราจึงเข้าใจว่า เล่มแรกอาจเปลี่ยนชีวิตได้ สิ่งหนึ่งที่แม่พูดเสมอคือ ไม่ใช่คนไทยไม่รักการอ่านนะ แต่ส่วนมากเขายังหาเล่มแรกที่เป็นเล่มโปรดไม่เจอ แต่ถ้าเขาเจอแล้วก็อยากอ่านต่อไปเรื่อย ๆ ซึ่งเราคิดว่า แฮร์รี่ พอตเตอร์ มีพลังที่ช่วยปลุกไฟนี้ขึ้นมาได้”

ไม่มีใครรู้ว่า ในอนาคต เมืองไทยจะมีหนังสือที่สร้างปรากฏการณ์ระดับเดียวกับ แฮร์รี่ พอตเตอร์ อีกหรือไม่ แต่นั่นคงไม่สำคัญเท่ากับการที่เด็กไทยได้พบเรื่องราวที่สร้างแรงบันดาลใจ และกระตุ้นให้เขาอยากที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ที่อยู่รอบตัวต่อไป

และทั้งหมดนี้ คือเรื่องราวของพ่อมดน้อยกับผองเพื่อน ที่ครั้งหนึ่งที่เคยร่ายเวทมนตร์มหัศจรรย์ให้กับสังคมการอ่านของเมืองไทย และเป็นความประทับใจที่จะฝังแน่นในใจของใครหลายคนตลอดไป

ขอบคุณภาพประกอบเพิ่มเติมจาก สำนักพิมพ์นานมีบุ๊คส์

Writer

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา

เพจเล่าเรื่องที่เชื่อว่าคนธรรมดาทุกคนต่างมีความเป็นยอดมนุษย์อยู่ในตัว

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load