26 กุมภาพันธ์ 2565
7 K

เช้าที่แสนวุ่นวายของชาวอ่อนนุช ผู้คนเดินขวักไขว่กันไปมา ต่างรีบเร่งฝีเท้าเพื่อให้ไปถึงเป้าหมายทันเวลา ท่ามกลางเมืองใหญ่ ย่านนี้กลับมีสถานที่สงบให้คนได้มาหลบหลีกความเร่งรีบของเมืองกรุงและรับกลิ่นอายจากธรรมชาติ

ด้านหลังกำแพงอิฐสีเทาสูงและหนา ซ่อนผืนหญ้าสีเขียวสดที่ปกคลุมผืนดินและมีต้นไม้ใหญ่ตั้งอยู่โดดเด่นอยู่กลางพื้นที่ แสงแดดอุ่น ๆ กระทบกับบ้านไม้เล็ก ๆ ให้ความรู้สึกเหมือนถูกสะกดด้วยมนต์แห่งธรรมชาติ ที่นี่คือ ‘The Wood Land’ คาเฟ่ที่ซ่อนตัวอยู่ในซอยสุขุมวิท 52 ยินดีต้อนรับให้ทุกคนหวนสู่พื้นที่สีเขียวไปกับ เพลิน-พิมสิริ นาคสวัสดิ์

The Wood Land เอาต์ดอร์คาเฟ่ย่านอ่อนนุช ปรับที่รกร้างให้เป็นพื้นที่ธรรมชาติกลางเมือง

 เพลินเล่าว่าตัวเองไม่ได้คิดจะเปิดร้านกาแฟ เธอเรียนจบทางด้านสถาปัตยกรรมและทำงานเกี่ยวกับด้านเสื้อผ้าที่เซ็นทรัลเวิลด์ เป็นดีไซเนอร์ไทยที่ทำงานให้ ELLE Fashion Week มาหลายปี ก่อนตัดสินใจเปิดร้านกาแฟ Coffeeology เป็นที่แรก และตามมาด้วย Coffee 101 ทั้งคู่เป็นร้านกาแฟในห้างสรรพสินค้า จากนั้นจึงสร้างคาเฟ่แห่งนี้เป็นโปรเจกต์ล่าสุด

The Wood Land เอาต์ดอร์คาเฟ่ย่านอ่อนนุช ปรับที่รกร้างให้เป็นพื้นที่ธรรมชาติกลางเมือง
The Wood Land เอาต์ดอร์คาเฟ่ย่านอ่อนนุช ปรับที่รกร้างให้เป็นพื้นที่ธรรมชาติกลางเมือง

 “เราอยากสร้างสถานที่ที่ผู้คนตั้งใจมาเพื่อเอ็นจอยกับบรรยากาศ ในห้างก็สร้างบรรยากาศได้ในระดับหนึ่ง แต่การมาอยู่ข้างนอก เราควบคุมบรรยากาศหรือสถานที่ให้คนรู้สึกคล้อยตามไปกับเราได้ หรือสร้างอะไรใหม่ ๆ ที่ไม่เหมือนเดิม และไม่ได้เหมือนคาเฟ่อื่น ก็เลยตั้งใจทำสถานที่ที่เป็นตัวเราได้เต็มที่ ไม่ต้องโดนข้อจำกัดต่าง ๆ ” 

นี่เป็นจุดเริ่มต้นให้เพลินตัดสินใจสร้าง The Wood Land เป็นคาเฟ่แบบเอาต์ดอร์ ซึ่งเธอตั้งใจดูแลทุกขั้นตอนด้วยตัวเอง ตั้งแต่สำรวจพื้นที่จากที่เคยรกร้าง ค่อย ๆ ถมดิน ถางหญ้า เลือกเก็บต้นไม้ใหญ่เอาไว้ อย่างต้นจามจุรี ต้นปีบ เพื่อให้เป็นป่าในเมืองตามคอนเซ็ปต์ที่ตั้งไว้ พื้นที่กว้างมีให้เลือกมากมาย แต่เธอเลือกที่นี่เพราะมองความสะดวกของลูกค้าเป็นหลัก เนื่องจากเดินทางได้ง่ายโดยรถไฟฟ้า หรือจะขับรถมาก็จอดได้ที่ห้าง Lotus’s ข้าง ๆ ที่ตกลงกันไว้แล้ว

The Wood Land เอาต์ดอร์คาเฟ่ย่านอ่อนนุช ปรับที่รกร้างให้เป็นพื้นที่ธรรมชาติกลางเมือง

Into the Wood Land

จุดเด่นของ The Wood Land คือเป็นเหมือนสถานที่ที่ถูกซ่อนไว้ เพลินตั้งใจล้อมพื้นที่ด้วยกำแพงอิฐสีเทาสูงทะมึน ให้ความรู้สึกทึบ หนัก เพราะอยากให้ความรู้สึกค่อย ๆ เปลี่ยนจากเมืองด้านนอกที่ดูวุ่นวาย เข้ามาข้างในที่โอบล้อมด้วยต้นไม้และความเป็นธรรมชาติ 

เมื่อเข้าไปด้านใน หากมองเข้ามาจากทางเข้าจะเห็นว่า The Wood Land ถมดินเป็นเนินขึ้นมา เพื่อเปิดมุมมองให้เห็นพื้นที่กว้างขึ้น ทุกคนจะมองเห็นบ้านขนม บ้านกาแฟหลังเล็ก ๆ ได้ทุกหลัง เพื่อให้ลูกค้าเดินเลือกซื้อขนมและกาแฟเอง กำแพงไม้ขนาดใหญ่ออกแบบมาไว้สำหรับถ่ายรูป ซึ่งเพลินการันตีว่าถ่ายอย่างไรก็ไม่ติดคนแน่นอน และยังมีหอคอยที่เมื่อมองลงมาจะเห็นโครงการทั้งหมด ความต่างระหว่างแมกไม้กับตึกสูงด้านนอกที่ตัดกันชัดเจน อธิบายความเป็นป่าในเมืองได้เป็นอย่างดี 

สถานที่แห่งนี้เต็มไปด้วยต้นไม้และวัสดุธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นเคาน์เตอร์บาร์ขนาดใหญ่หรือเฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้น แม้แต่หญ้า เพลินก็เลือกปลูกขึ้นมาแทนการปูหญ้าเทียม ถึงแม้หญ้าจะเสียไปบ้าง แต่เธอก็มองว่าเป็นเรื่องธรรมชาติ 

“เพลินเชื่อว่าเราก็อยู่กับธรรมชาติมาตั้งนานแล้ว สถานที่ของเราก็น่าจะอยู่ไปได้อีกนาน เพราะว่าหากเป็นดีไซน์ของคาเฟ่ตามสมัยนิยม วันหนึ่งมันอาจจะเริ่มไม่อินเทรนด์เท่าไหร่ แต่ธรรมชาติยั่งยืนกว่า” 

สิ่งที่ของทุกชิ้นที่ตกแต่งและใช้งานจริง ๆ เป็นเศษไม้เหลือจากหลากหลายที่ ไม้ที่ใช้ทำกำแพงมาจากบ้านไม้เก่าในจังหวัดปราจีนบุรีที่เธอเลือกเองกับมือทีละอัน เสาไม้มาจากสระบุรีที่มีรูปแบบหลากหลาย ไม้พาเลทที่เหลือจากโรงงาน หรือแม้แต่ไม้หมอนจากรางรถไฟอ่างศิลา ก็นำมาทำเป็นโต๊ะไว้คอยปรุงอาหารให้ลูกค้า

“เราอยากใช้ไม้ที่เป็น Waste คือเพลินเห็นว่าในการผลิตทุกอย่าง ไม้เหลือเยอะมาก และจริง ๆ ไม้เป็นวัสดุที่ทนทาน แต่บางทีกลับถูกโยนทิ้ง ก็เลยอยากเอา Waste มาใช้ทำ Wood Land” 

The Wood Land เอาต์ดอร์คาเฟ่ย่านอ่อนนุช ปรับที่รกร้างให้เป็นพื้นที่ธรรมชาติกลางเมือง
The Wood Land เอาต์ดอร์คาเฟ่ย่านอ่อนนุช ปรับที่รกร้างให้เป็นพื้นที่ธรรมชาติกลางเมือง

Coffee in The Wood 

ด้านกาแฟ เพลินใช้เมล็ดซิงเกิลออริจิ้นจากไร่เชียงดาว ไร่กาแฟของเธอเอง เบลนด์ 2 แบบ แบบแรกชื่อ Wood Land เพิ่มเมล็ดสุมาตราที่ให้ความรู้สึกเป็นธรรมชาติ เข้ากับป่าไม้ แถมยังเข้ากับคอนเซ็ปต์ร้าน อีกแบบคือเอมบาสซีเบลนด์ เป็นกาแฟเอธิโอเปียกับกัวเตมาลา ให้รสชาติฟรุตตี้บางเบา สดชื่นสบายเหมาะกับจิบในวันอากาศร้อน นอกจากนี้ยังมีกาแฟ Sparkling Cold Brew ไว้เติมเต็มความสดชื่นให้กับคนที่นั่งกลางแจ้ง มีทั้งหมด 3 รสชาติ คือออริจินัลรสกาแฟแบบไม่ผสมอะไรเลย รสเบอร์รี่ และรสส้ม เป็นเมนูพิเศษที่มีเฉพาะ Wood Land เท่านั้น

ปิดท้ายการแนะนำเครื่องดื่มด้วยเมนูแบบ Tree Series ที่ผสมผสานความเปรี้ยวหวานของผลไม้ให้เยอะขึ้น 

“นอกจากให้ความสดชื่นแล้ว เราตั้งใจให้ที่นี่เป็นที่รวมตัวของคนทุกเพศ ทุกวัย มีตั้งแต่เด็กและผู้ใหญ่ที่ไม่ดื่มคาเฟอีนด้วย เลยต้องมีเมนูให้หลากหลายขึ้น ทุกคนจะได้ดื่มได้” 

ส่วนด้านล่างนี้คือเมนูอาหารและขนมที่เราอยากชวนให้ลิ้มรสสักครั้ง

Wood Land Bread 

โชกุปังช็อกโกแลตลวดลายไม้ โลโก้คาเฟ่ของ The Wood Land ขนมปังกินง่าย รสชาติเบา ๆ ไม่เลี่ยน เข้ากับเครื่องดื่มอย่างลงตัว

Salted Caramel Macadamia Banana Bundt Cake 

Bundt Cake ทั่วไปอาจเป็นก้อนใหญ่ที่มีรูตรงกลาง แต่ของที่นี่ทำให้มีขนาดเล็กลงเพื่อให้ทานหมดได้โดยไม่ต้องเหลือทิ้ง และขนาดเล็กอาจทำให้เนื้อแห้งเกินไป จึงต้องทำ Salted Caramel ให้อยู่ตรงกลาง เพื่อเพิ่มความฉ่ำด้วยการให้เนยละลายลงไปในเนื้อเค้ก ตัดด้วยความกรุบกรอบของแมคคาเดเมีย

Spaghetti Bolognese

สปาเก็ตตี้รสชาติเหมือนแม่เข้าครัวทำให้ทานที่บ้าน ซอสโบโลเนสปกติมีรสเข้มข้น แต่ของ Wood Land มีรสชาติมะเขือเทศเพิ่มเข้ามา ให้ความรู้สึกโฮมเมด เป็นสปาเก็ตตี้ที่อาจบางเบากว่าร้านอิตาเลียนทั่วไป แต่เพิ่มชีสให้เยอะ ๆ ถูกใจคนชอบสปาเก็ตตี้สไตล์โฮมเมด 

Elderflower Green Tea

เมนูชาซิกเนเจอร์ของทางร้าน เป็นชาเขียวมะลิที่เพิ่มดอกเอลเดอร์และตีฟองให้นุ่ม เพิ่มกลิ่นหอมละมุนของเก๊กฮวย มีรสเปรี้ยวหวานแบบผลไม้เบา ๆ ให้ความสดชื่นเมื่อลองจิบ คล้าย ๆ ชาผสมน้ำผลไม้

องค์ประกอบหลาย ๆ อย่างทำให้ The Wood Land ไม่ใช่แค่คาเฟ่สวยที่มีของอร่อยน่าลิ้มลอง แต่เป็นโอเอซิสสีเขียวชอุ่มสำหรับคนเมือง โดยไม่ต้องใช้เวลานานเพื่อเดินทางไปสัมผัสกับธรรมชาติ ทุกรายละเอียดผ่านการออกแบบอย่างดี เพื่อสร้างประสบการณ์ให้คนได้สัมผัสแล้วผ่อนคลายความเครียด เป็นพื้นที่ธรรมชาติที่น่ารักสำหรับคนเมือง และอยู่ใจกลางเมืองนี่เอง

The Wood Land

ซอยสุขุมวิท 52 กรุงเทพฯ (แผนที่)

วัน-เวลาทำการ : 08.30 – 21.00 น. (หยุดวันอังคาร)

Facebook : The Wood Land

Writer

ณาธิชา มูลวงค์

ผู้เติมเต็มความสุขด้วยเสียงเพลง หูฟังคืออวัยวะที่ 33 รักในการเป็นผู้ฟังที่ดีและมีความสุขเมื่อได้เล่าเรื่องราวผ่านตัวอักษร

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

Cafe Culture

คาเฟ่แนวคิดดี แตกต่าง และสร้างแรงบันดาลใจ

เดินเข้าซอยเจริญกรุง 14 มานิดหนึ่งจะเจอร้านไอศครีมเล็กๆ ตั้งอยู่ติดกับร้านอาหารเจ ถึงจะเป็นร้านไอศครีมแต่ก็ยังไม่หลุดจากความจีนที่อยู่รอบๆ บริเวณนั้นนัก สังเกตเห็นได้ง่ายจากหน้าร้านเท่ๆ อารมณ์คาเฟ่สักที่ในฮ่องกง สีดำขรึม มีหลอดไฟดัดเป็นตัวอักษรจีนเล็กๆ สองตัว อ่านว่า จิง จิง

จิง จิง เป็นภาษาจีนแต้จิ๋ว แปลว่า จริง ปู-ชุตินาถ ทัศนานุพันธ์ เจ้าของร้าน เป็นคนบอกความหมายของร้านให้ผมฟัง

ในร้านเปิดเพลงจีนคลอเข้ากันกับบรรยากาศ แต่ปูบอกว่า ปกติที่ร้านไม่ได้เปิดเพลงจีนหรอก วันนี้เป็นวันพระจีนเลยเปิดเพลงจีนเสียหน่อย บรรยากาศร้านน่ารักมากครับ ตกแต่งแนวโมเดิร์นไชนีส ชั้นล่างเป็นบาร์กาแฟ ครัวแบบเปิด และตู้ไอศครีม ส่วนชั้นสองตกแต่งด้วยโต๊ะไม้และหินอ่อน ติดกระจกทรงกลมบนผนังทั้งสองด้านทำให้ร้านดูมีมิติ ติดโคมไฟสร้างบรรยากาศให้ดูมีความจีนเข้ากับย่านเยาวราช

Jing Jing Ice-cream Bar and Cafe

Jing Jing Ice-cream Bar and Cafe

Jing Jing Ice-cream Bar and Cafe

Jing Jing Ice-cream Bar and Cafe

ปูเป็นคนที่อยู่แถวชุมชนชาวจีนนี้มาตั้งแต่เด็ก คุ้นเคยกับคนแถวๆ นี้ดี สังเกตได้จากคนที่แวะเวียนมากินไอศครีมของเธอไม่ใช่คนที่มาจากที่อื่นไกลๆ เป็นคนที่เหมือนเดินมาจากบ้านใกล้ๆ มายืนสั่งกาแฟ ยืนจิ้มเลือกรสไอศครีมกินกัน บางทีลูกค้าจากร้านอาหารเจข้างหน้ากินอิ่มแล้วก็ยังมานั่งกินไอศครีมต่อ ปูเลยทำไอศครีมเพื่อให้คนที่มาทานอาหารเจได้เลือกทานได้ด้วย

ผมเองจะกินไอศครีมรสเดิมๆ วนอยู่แค่ไม่กี่รส แต่ถ้าหากร้านไหนมีไอศครีมรสแปลกๆ ที่ต่างออกไปแบบที่หาทานที่อื่นไม่ได้ ผมก็จะลองรสนั้น ในตู้แช่ไอศครีมมีไอศครีมที่ผมคิดว่าน่าสนใจอยู่ ไม่บ่อยมากที่เราจะเห็นไอศครีมผสมแอลกอฮอล์  

Jing Jing Ice-cream Bar and Cafe

Jing Jing Ice-cream Bar and Cafe

Jing Jing Ice-cream Bar and Cafe

ผมยืนเลือกไอศครีมอยู่พักใหญ่ ในที่สุดก็เลือก Gin Tonic Sobet กับ Kahlua Peanut Butter มาลอง

ผมเคยลองทานไอศครีมที่มีส่วนผสมแอลกอฮอล์มาบ้าง แต่มักเป็นไอศครีมที่มีส่วนผสมของนม ทำให้รสของแอลกอฮอล์ถูกนมกลบไปจนไม่ค่อยชัด พอลองแบบซอเบต์ทำให้รู้สึกว่าคล้ายๆ ทานจินโทนิกแบบเป็นเกล็ดน้ำแข็ง สดชื่นนะครับ แต่เจ้าของร้านที่นี่มือหนักใช้ได้ ผมเป็นคนที่ไวกับแอลกอฮอล์มาก ตักทานไปยังไม่ทันหมดหน้าผมก็เริ่มรู้สึกร้อนๆ แล้ว

Jing Jing Ice-cream Bar and Cafe

Jing Jing Ice-cream Bar and Cafe

แต่ผิดกับ Kahlua Peanut Butter ที่รสของ Peanut Butter จะชัดเจนกว่าเหล้า Kahlua แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ารสชาติอ่อนแล้วฤทธิ์ของแอลกอฮอล์จะอ่อนตามลงไป กินหมด 2 สกู๊ป ผมต้องนั่งพักสักแป๊บหนึ่งเหมือนกัน (ถ้าออกไปเจอด่านตรวจแล้วถูกจับเพราะกินไอศครีมมาก็คงประหลาดดี)

ปูบอกผมว่าไอศครีมของร้านจิง จิง มีชื่อรสไอศครีมเหมือนกับหลายที่ แต่รสชาติจะแตกต่างออกไปแน่นอน เพราะรสของไอศครีมคือรสที่เธออยากทานเอง ปูไม่กล้าเรียกไอศครีมของเธอเองว่าเป็นสูตรแบบเจลาโต เพราะปูเลือกที่จะตัดส่วนผสมบางชนิดอย่างพวกนมผงหรือหางนมออก เพราะปูรู้สึกว่าส่วนผสมหลายอย่างจะทำให้รู้สึกเหนียวคอเวลากิน

Jing Jing Ice-cream Bar and Cafe

คอนเซปต์ของร้านนี้คือความจริง ตามความหมายเดียวกับชื่อร้าน ปูบอกว่า อยากให้ส่วนผสมทุกอย่างในร้านเป็นจริงให้หมด ผมก็เพิ่งสังเกตว่าร้านนี้ไม่มีขวดน้ำเชื่อมกลิ่นต่างๆ วางไว้เหมือนคาเฟ่หลายร้าน เพราะปูเลือกที่จะทำทุกอย่างขึ้นมาจากวัตถุดิบจริง ไม่ใส่สี ใส่กลิ่น เพื่อปรุงแต่ง

จิง จิง เป็นคาเฟ่ด้วยนะครับ ปูเป็นนักชิมกาแฟที่ชอบไปชิมกาแฟตามคาเฟ่ต่างๆ คนหนึ่งเลย ผมคุยเรื่องกาแฟกับปูจนเห็นว่าปูเลือกเมล็ดกาแฟ รวมถึงอุปกรณ์ที่เอามาใช้ในร้านอย่างมีเหตุผล เมนูกาแฟอย่าง ไทยจิงจิงลาเต้ หรือกาแฟที่ใส่น้ำตาลมะพร้าวผสมกับนมสด กับเอสเพรสโซ่น้ำมะพร้าว เป็นเมนูที่น่าสนใจ หรือ Piccolo x Pistachio กาแฟนมผสมเหล้าสกัดจากถั่วพิสตาชิโอก็ถือเป็นเมนูพิเศษที่หาทานที่ไหนไม่ได้นะครับ

Jing Jing Ice-cream Bar and Cafe

Jing Jing Ice-cream Bar and Cafe

Jing Jing Ice-cream Bar and Cafe

เห็นเมนูแล้วผมคิดว่าปูเป็นคนที่ชอบทดลอง ไอศครีมที่คิดขึ้นในร้านก็คิดขึ้นจากว่าตัวเองอยากกินรสแบบไหนก็ทดลองและทำขึ้นเลย ที่ร้านเลยจะมีรสชาติไอศครีมที่หมุนเวียนอยู่ตลอด ผมเห็นความเป็นคนชอบทดลองของปูได้จากขวดโหลจำนวนหนึ่งที่ปูหมักวัตถุดิบเอาไว้กับเหล้า ฉลากบนโหลแต่ละโหลบอกส่วนประกอบที่มีทั้งขิง ข่า เปลือกส้ม บ๊วยแห้ง โป๊ยกั้ก หรือแม้แต่เก๊กฮวยกับหล่อฮั้งก้วย ที่ล้วนเป็นการนำของที่หาได้จากชุมชนที่เธออยู่ ปูบอกว่า ในอนาคตสิ่งเหล่านี้อาจกลายไปเป็นรสชาติของไอศครีมในร้านของเธอ

น่าสนใจนะครับ น่าจะเป็นร้านไอศครีมที่สะท้อนความเป็นชุมชนชาวจีนได้อย่างดีเชียว

Jing Jing Ice-cream Bar and Cafe

Jing Jing Ice-cream Bar & Cafe

ซอยเจริญกรุง 14, ถนนเจริญกรุง
เปิด-ปิด  อาทิตย์-จันทร์ 09.30 – 17.00 น.
พุธ-เสาร์ 08.30 – 19.30 น.
หยุดวันอังคาร
Instagram | jingjingicecreambarandcafe

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load