“แม่มดตัวจริงนับเป็นสิ่งมีชีวิตที่อันตรายที่สุดบนพิภพนี้ สิ่งที่ทำให้แม่มดมีพิษมีภัยคือความจริงที่ว่ารูปร่างหน้าตาของแม่มดดูไม่น่ากลัวเลย แม้เด็กจะรู้ความลับทุกข้อของแม่มดแล้ว ก็ยังไม่อาจบอกได้ว่า คนที่อยู่ต่อหน้าเขานั้นเป็นแม่มดหรือเป็นผู้หญิงใจดีกันแน่”

‘แม่มด’ หนังสือขายดีตลอดกาลของ โรอัลด์ ดาห์ล นักเขียนผู้เป็นตำนานแห่งสหราชอาณาจักร, The Witches

แอน แฮทธาเวย์ (Anne Hathaway) ผมทองสลวยในชุดราตรีสวยสง่า ฉีกยิ้มน่าสะพรึงกลัวอยู่บนโปสเตอร์ภาพยนตร์เรื่อง The Witches (2020) หนังที่สร้างจากวรรณกรรมเยาวชนชื่อเดียวกันของ โรอัลด์ ดาห์ล (Roald Dahl) เห็นเท่านี้จิตก็ประหวัดไปถึงวัย 8 ขวบที่ได้เห็นหนังสือปกแดงรูปแม่มดหัวล้านครั้งแรก

ในวาระที่บรรดาแม่มดออกมาโลดเต้นจองเวรเด็กๆ ในจอเงินครั้งใหม่ จนเด็กชายและคุณยายที่มาพักร้อนในเมืองตากอากาศ ต้องต่อสู้กับบรรดาอมนุษย์ในคราบสุภาพสตรี เรารีบรุดไปพบ ครูมกุฏ อรฤดี บรรณาธิการบริหารสำนักพิมพ์ผีเสื้อ สำนักพิมพ์เก่าแก่ที่แปล แม่มด และหนังสืออีกหลายเล่มของนักเขียนชาวอังกฤษผู้เป็นตำนานแห่งสหราชอาณาจักร

‘แม่มด’ หนังสือขายดีตลอดกาลของ โรอัลด์ ดาห์ล นักเขียนผู้เป็นตำนานแห่งสหราชอาณาจักร, The Witches

ไม่ว่าคุณดูหนังเรื่องนี้ เคยอ่านหนังสือเล่มนี้ตอนเด็ก หรือสนใจอยากทำความรู้จักวรรณกรรมของโรอัลด์ ดาห์ล มากขึ้นสักหน่อย นี่คือเรื่องสนุกที่เราได้รู้เมื่อพูดคุยกับเจ้าสำนักพิมพ์ผีเสื้อ

วรรณกรรมยอดเยี่ยมแห่งอังกฤษ 

เมื่อหนังสือเรื่องนี้ตีพิมพ์ใน ค.ศ. 1983 แม่มด ได้รับรางวัล Whitbread (ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น Costa Book Awards) ซึ่งจัดเพื่อนักเขียนในสหราชอาณาจักร โดยได้รับการคัดเลือกว่าเป็นหนังสือเด็กยอดเยี่ยม และเป็นหนังสือแห่งปีที่แนะนำให้ทุกคนอ่าน นอกจากนี้ใน ค.ศ. 2019 บีบีซียังจัดอันดับหนังสือเล่มนี้ว่าเป็นหนึ่งในวรรณกรรม 100 เล่มที่ทรงอิทธิพลมากที่สุด

“แม่มดเป็นเล่มแรกกระมังที่ทำให้ดาห์ลติดอยู่ในทำเนียบนักเขียนเรื่องเด็ก เพราะว่ารางวัล Whitbread เป็นรางวัลใหญ่ของสมาคมผู้จัดจำหน่ายหนังสือของประเทศอังกฤษ จากหนังสือนับพันเล่มในประเภทต่างๆ ท้ายที่สุดเลือกประเภทละหนึ่งเล่ม แล้วกรรมการจะเลือกผู้ชนะหนังสือแห่งปีเป็นรางวัลสุดท้าย สมัยนั้นได้สองหมื่นปอนด์ นับว่าเยอะมาก”

ราว 10 กว่าปีต่อมา สำนักพิมพ์ผีเสื้อเริ่มตีพิมพ์หนังสือเด็กของโรอัลด์ ดาห์ล ใน ค.ศ. 1995 (พ.ศ. 2538) โดย แม่มด เป็นหนังสือชุดแรกที่ปรากฏตัวบนแผงหนังสือภาษาไทย ครูมกุฏหยิบหนังสือเก่าๆ และภาพวาดหน้าปก แม่มด ซึ่งตีความหลากหลายมาให้ดู หนึ่งในความภูมิใจของสำนักพิมพ์คือ แม่มด เป็นหนังสือแปลเล่มแรกของไทยที่ได้เข้าไปอยู่ในพิพิธภัณฑ์โรอัลด์ ดาห์ล ที่ประเทศอังกฤษ 

‘แม่มด’ หนังสือขายดีตลอดกาลของ โรอัลด์ ดาห์ล นักเขียนผู้เป็นตำนานแห่งสหราชอาณาจักร, The Witches

ความรักของยายและหลานชาย*

(ส่วนนี้บอกเนื้อหาหลักในหนังสือและภาพยนตร์)

แม่มด คือเรื่องราวของเด็กชายชาวอังกฤษที่กำพร้าพ่อแม่ ซึ่งยายชาวนอร์เวย์รับไปเลี้ยงดู ทั้งคู่ไปตากอากาศที่ Bournemouth เมืองริมทะเลทางตอนใต้ของอังกฤษ จึงได้เจอกับสมาคมแม่มดอังกฤษที่มาชุมนุมกันเพื่อวางแผนกำจัดเด็กๆ ราชินีแม่มดมาพร้อมยาตัวใหม่ที่มีสรรพคุณเปลี่ยนเด็กให้กลายเป็นหนู เด็กชายและยายผู้รู้เรื่องแม่มดเป็นอย่างดีจึงต้องร่วมมือกันสกัดแผนชั่วร้ายของแม่มดเหล่านี้ 

“คาดไม่ถึงว่าผู้กำกับจงใจเลือกคนผิวสีมาเล่นเป็นตัวเอก ทั้งยายทั้งหลาน และเปลี่ยนฉากมาเป็นอเมริกา ก็เลยดูแปลกไปจากหนังสือมาก เขาคงคิดแล้วว่าอยากให้เรื่องคนผิวสีมาเกี่ยวข้อง ซึ่งก็ดีนะ เรื่องของโรอัลด์ ดาห์ล เป็นสากลอยู่แล้ว” ครูมกุฏออกความเห็นถึงภาพยนตร์ 

‘แม่มด’ หนังสือขายดีตลอดกาลของ โรอัลด์ ดาห์ล นักเขียนผู้เป็นตำนานแห่งสหราชอาณาจักร, The Witches
‘แม่มด’ หนังสือขายดีตลอดกาลของ โรอัลด์ ดาห์ล นักเขียนผู้เป็นตำนานแห่งสหราชอาณาจักร, The Witches

“เรื่อง แม่มด สอนเด็กว่าคนหน้าตาดีก็เป็นคนเลวคนชั่วได้ เพราะฉะนั้น อย่าพิจารณาคนจากภายนอก แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดในเรื่อง คือความสัมพันธ์ระหว่างหลานกับยาย เด็กชายซึ่งพ่อแม่ตายด้วยรถชน โรอัลด์ ดาห์ล ชอบเขียนให้พ่อแม่เด็กตายหมดเลยนะ หนังสือปูพื้นไว้ดีมากว่าเด็กที่ไม่มีพ่อแม่จะอยู่กับคนอื่นได้ดีอย่างไร เด็กกับยายผูกพันกัน สนทนากันมาก การดำเนินเรื่องเป็นไปอย่างอ่อนหวานนุ่มนวล ฉายให้เห็นว่าความรักระหว่างสองคนนี้ก่อขึ้นแล้วก็ดูแลกันอย่างแน่นแฟ้น พยายามทำอะไรต่อมิอะไรเพื่อให้ต่างฝ่ายต่างมีความสุข ยายก็เคยอยู่ลำพัง หลานก็อยู่ลำพัง แต่เมื่อคนเหงาเศร้าว้าเหว่สองคนมาอยู่ด้วยกันก็มีความสุขได้ หนังสือมีพลังเยอะมาก 

“ในหนังรายละเอียดน้อยลง เราแทบไม่เห็นการปูพื้นนี้ เราแทบไม่ได้เห็นการสนทนาของเด็กกับยาย ซึ่งเพาะความกล้าหาญ เพาะอะไรต่อมิอะไร ไปเน้นความตื่นเต้นผจญภัย ตอนไล่จับกัน ตอนเอายาไปใส่ให้แม่มด ดังนั้นแม้วิธีจบเหมือนกัน ความรู้สึกเลยต่างกับหนังสือ ซึ่งตอนท้ายเด็กได้เรียนรู้กับยายว่าการดำเนินชีวิตเป็นยังไง การต่อสู้ผจญภัยทำความดีให้แก่คนอื่นเป็นยังไง แม้สุดท้ายทุกชีวิตต้องตาย แต่ก็ได้ปราบความชั่ว”

นักเขียนเรื่องเด็ก ที่เคยเป็นเด็กมีปัญหา 

โรอัลด์ ดาห์ล เข้าใจเด็ก เพราะว่าเขาเคยเป็นเด็กมีปัญหา เป็นเด็กกำพร้า ต้องไปอยู่โรงเรียนประจำ ถูกครูลงโทษ ถูกเพื่อนแกล้ง ถูกกระทำทุกสิ่งทุกอย่าง เวลาต่อมาไปทำงานอยู่ในบริษัทน้ำมัน แล้วก็ไปทำสงคราม เครื่องบินตก ขาหัก คือเขาเผชิญอะไรต่างๆ มาเยอะ เขาเข้าใจชีวิตดีตั้งแต่เด็กจนกระทั่งโตเป็นหนุ่มและเป็นผู้ใหญ่”

บรรณาธิการวิเคราะห์เหตุผลเบื้องหลังความยิ่งใหญ่ของนักเขียนหนังสือเด็ก แม้เวลาผ่านมาหลายสิบปี หนังสือของเขายังติดอันดับขายดีตลอดกาล ต่อให้ยุคหลังมีนักเขียนหนังสือเด็กชั้นยอดเกิดขึ้นมากมาย งานของโรอัลด์ ดาห์ล ยังอยู่ในใจคนอ่านทั่วโลก ความสนุกจากตัวอักษรนักเขียนคนนี้เข้าถึงคนทุกชนชั้น ตั้งแต่รวยล้นฟ้าถึงยากจนเข็ญใจ

“อย่าลืมนะว่าโรอัลด์ ดาห์ล ไม่ได้เขียนหนังสือเด็กเมื่ออายุยังน้อย ดาห์ลเขียนเมื่ออายุสี่สิบกว่าแล้ว เขียนหนังสือผู้ใหญ่ก่อน แล้วก็ดูเหมือนจะเขียนใช้ได้ดี เขียนเรื่อง Gremlins เขียนบทหนัง Chitty Chitty Bang Bang แล้วก็ James Bond ตอนหนึ่งด้วย ความสามารถเยอะมาก ดาห์ลสบประมาทนักเขียนอื่นๆ อยู่สองเรื่อง คือการเขียนเรื่องผีกับเรื่องเด็ก เขาเขียนไว้ในคำนำ ชั่วโมงผี (Book of Ghost Stories) ว่าลองให้นักเขียนเก่งๆ ทั้งหลายลองเขียนเรื่องเด็กดูสิ ไปไม่รอดหรอก เพราะว่าไม่เข้าใจเด็ก 

‘แม่มด’ หนังสือขายดีตลอดกาลของ โรอัลด์ ดาห์ล นักเขียนผู้เป็นตำนานแห่งสหราชอาณาจักร, The Witches

“เมื่อโรอัลด์ ดาห์ล เขียนเรื่องเด็ก เขาใช้วิธีต่างๆ เพื่อให้เด็กเป็นพวกของตัวเอง ดาห์ลเอาชีวิตตัวเองมาเขียนเลย เขาตีแผ่ชีวิตเด็กว่าเจ็บปวดด้วยอะไรบ้าง มีความสุขด้วยอะไรบ้าง และผู้ใหญ่จะเข้าไปเป็นพวกเด็กได้ด้วยวิธีอะไรบ้าง อย่างเรื่อง แม่มด ก็เอาตัวเองเข้าไปเป็นตัวเอก สังเกตว่าผู้ใหญ่ในเรื่องของดาห์ลส่วนใหญ่ไม่ใช่คนดี อย่างเช่นเรื่อง พี้ชยักษ์ มีป้าที่กดขี่ข่มเหงเอาเปรียบทารุณเด็กต่างๆ คนที่ปลอบประโลมเด็กกลับไม่ใช่มนุษย์ เป็นสัตว์ทั้งหมด มีตั้งแต่ตะขาบ ตั๊กแตน แมงมุมเอยอะไรเอย ดาห์ลไม่กล้าเขียนให้คนเป็นตัวละครที่ดีเลิศวิเศษแก่เด็ก ไม่งั้นจะเสียพวก”

ปราบความชั่วด้วยความชั่ว

“โรอัลด์ ดาห์ล เข้าข้างเด็ก เพราะฉะนั้น ไม่ต้องแปลกใจว่าเด็กชอบอ่านหนังสือของโรอัลด์ ดาห์ล เขาหยิบเอาความไม่ดีของผู้ใหญ่มาตีแผ่ด้วยกลเม็ดของเขา แล้วยุให้เด็กทะเลาะกับผู้ใหญ่ด้วยวิธีต่างๆ ปฏิปักษ์ระหว่างผู้ใหญ่กับเด็กเนี่ยทำให้สนุกง่าย” หนวดขาวๆ ของครูกระตุกเพราะรอยยิ้มระหว่างเล่าเรื่อง 

“ตอนเปิดสอนวิชาตรวจแก้ต้นฉบับใหม่ๆ มีอาจารย์มหาวิทยาลัยคนหนึ่งบอกว่าไม่ชอบดาห์ลเลย เพราะแกมีลูกเล็กอายุเก้าขวบ แกถามว่ามีความจำเป็นอะไรที่ผีเสื้อจะต้องพิมพ์หนังสือของดาห์ล ดาห์ลสอนให้เด็กก้าวร้าว แล้วหนังสือก็มีแต่การรังแกกันทุกเรื่อง ก็เลยตอบแกว่าการที่เด็กเติบโตขึ้นมา เราต้องสอนให้เด็กรู้จักความก้าวร้าวรุนแรงด้วย ไม่ใช่ให้เด็กอยู่เย็นเป็นสุขอย่างเดียว ถ้าสอนให้รู้จักแต่ความสุข ความดี แต่ไม่รู้แง่ลบเลยจะมีชีวิตอยู่ได้อย่างไร

“ถ้าเรื่อง แม่มด แต่งแบบสำนวนไทย ตอนจบเด็กชายคงต้องกลับมาเป็นคน ยายต้องมีสูตรยาเยอะแยะที่แก้ไขได้ แต่โรอัลด์ ดาห์ล ยอมรับความจริงว่าเป็นหนูก็เป็นไปเถอะ เขาสอนให้เด็กเสียสละ ไม่ว่าเราจะเป็นยังไง ก็ยังทำอะไรเยอะแยะที่เป็นประโยชน์ได้ ไม่มีใครทำหน้าที่ต่อสู้แม่มดได้ดีกว่าหนู เพราะแม่มดกลัวหนู หนูเลยปราบแม่มดได้”

“สมัยก่อนวรรณกรรมเยาวชนไทยมักเขียนให้เด็กดีมีศีลธรรม มีความกตัญญูรู้คุณ สุภาพอ่อนโยน อะไรต่างๆ สมัยนั้นเนี่ยจึงเสี่ยงมากที่เราจะพิมพ์หนังสือของโรอัลด์ ดาห์ล เพราะถ้าเทียบกันแล้วเรื่องของโรอัลด์ ดาห์ล ต้องมีเรื่องผิดทำนองคลองธรรม เด็กยอดเก่ง (Danny, the Champion of the World) สองพ่อลูกไปขโมยไก่ฟ้า คุณจิ้งจอก (Fantastic Mr.Fox) หมาจิ้งจอกก็ไปขโมยเป็ดไก่ ขโมยเหล้า ขโมยทุกอย่าง แต่ทุกเรื่องตัวละครเจ้าของทรัพย์เลวหมด เลวอย่างชนิดที่ไม่ควรอภัย 

“สรุปว่าตัวเอกทุกเรื่องต่อต้านความอยุติธรรม แต่มันซ้อนกันอยู่หลายชั้น ไม่ใช่อยู่ดีๆ ไปเรียกร้องความยุติธรรมโต้งๆ ต้องมีความชั่วเกิดขึ้นก่อน แล้วค่อยมีคนไปทำความชั่วซ้อนความชั่วนั้นเพื่อให้เกิดความดีขึ้น ถามว่าความชั่วภายหลังเพื่อขจัดความชั่วแรก แล้วเอาความดีปรากฏขึ้นเนี่ยมันผิดหรือเปล่า นี่คือปรัชญาของโรอัลด์ ดาห์ล ทุกเรื่องมันเป็นอย่างงี้ แต่ถ้าเด็กคิดชั้นเดียว อ่านแล้วก็อาจคิดได้ว่าไม่ต้องกตัญญูต่อพ่อแม่ ไม่ต้องเคารพครู ไม่ต้องดีกับเจ้านาย การพิมพ์หนังสือหลายเรื่องของโรอัลด์ ดาห์ล เราจึงติดป้ายบอกว่าให้อ่านด้วยความระมัดระวัง ควรอ่านกับผู้ปกครอง หรือผู้ปกครองควรอ่านด้วย ให้รู้กันทั้งสองฝ่าย พ่อแม่ต้องรู้ว่าลูกตัวเองอ่านอะไร”

‘แม่มด’ หนังสือขายดีตลอดกาลของ โรอัลด์ ดาห์ล นักเขียนผู้เป็นตำนานแห่งสหราชอาณาจักร, The Witches
‘แม่มด’ หนังสือขายดีตลอดกาลของ โรอัลด์ ดาห์ล นักเขียนผู้เป็นตำนานแห่งสหราชอาณาจักร, The Witches
‘แม่มด’ หนังสือขายดีตลอดกาลของ โรอัลด์ ดาห์ล นักเขียนผู้เป็นตำนานแห่งสหราชอาณาจักร, The Witches

หนังสือของเด็กและผู้ใหญ่

“คนที่อ่านหนังสือดาห์ลแต่เด็กจะคิดหลายชั้นเป็น ไม่เหมือนกับเวลาอ่านหนังสือของนักเขียนคนอื่นๆ อ่านสนุกแล้วก็ผ่านไป เด็กที่อ่านหนังสือดาห์ลตอนแปดขวบ สิบขวบ พอโตขึ้นเรียนมหาวิทยาลัยก็ยังนึกถึง พอมีลูกก็ยังนึกถึง นักอ่านหลายคนมากบอกว่าหนังสือที่หนูซื้อตอนเด็กมันหายไปแล้ว ตอนนี้หนูมีลูก เลยซื้อเพิ่ม”

หนังสือเด็กของโรอัลด์ ดาห์ล เหมาะกับเด็กอายุ 7 – 14 ขวบ แต่เมื่อสำนักพิมพ์ผีเสื้อเริ่มตีพิมพ์ฉบับภาษาไทยครั้งแรกๆ นักอ่านส่วนใหญ่คือนักศึกษามหาวิทยาลัย เพราะตอนนั้นพ่อแม่ไม่ค่อยกล้าให้เด็กอ่าน เด็กอ่านเองก็ไม่ค่อยรู้เรื่อง ช่วงหลังแฟนนักอ่านยุคแรกกลายเป็นพ่อแม่ที่สนับสนุนให้ลูกๆ รักการอ่าน เด็กไทยอายุ 7 ขวบก็อ่านโรอัลด์ ดาห์ล อย่างเข้าใจและสนุก

บรรณาธิการสำนักพิมพ์ผีเสื้อเล่าว่า แฟนของโรอัลด์ ดาห์ล ในเมืองไทยขยับขยายมากขึ้น ทุกวันนี้หนังสือยังขายได้เรื่อยๆ แม้จะน้อยกว่าเดิมจนต้นทุนสูงขึ้น แต่สำนักพิมพ์ก็ตั้งใจพิมพ์หนังสือคุณภาพดี ราคาไม่แพงเกินไป เพื่อให้คนไทยได้เข้าถึงวรรณกรรมดีๆ อย่างที่ตั้งใจปฏิบัติตลอดมา

‘แม่มด’ หนังสือขายดีตลอดกาลของ โรอัลด์ ดาห์ล นักเขียนผู้เป็นตำนานแห่งสหราชอาณาจักร, The Witches

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

นานาเพลินจิต

รีวิวมหรสพชั้นดีที่แนะนำให้ตามไปเสพ

“คุณคือใคร” ประโยคแรกที่เราได้ยินในซีรีส์ และ “เมื่อไหร่ชีวิตวันนี้ในออฟฟิศจะจบลงสักที” คือ 2 คำถามเกี่ยวกับชีวิตตัวเอง (Life) ของนักแสดงที่ผันมาอำนวยการสร้างซีรีส์อย่าง เบน สติลเลอร์ (Ben Stiller) และชีวิตการทำงาน (Work) ของผู้สร้าง แดน อิริกสัน (Dan Erickson) ที่เป็นสสารตั้งต้นให้เกิดเป็น Severance หนึ่งในซีรีส์ระดับ Top Tier ของ Apple TV+ ที่ใคร ๆ ต่างแนะนำให้ดู เมื่อพูดถึงค่ายสตรีมมิ่งยักษ์ใหญ่ที่กำลังมาแรงขึ้นเรื่อย ๆ เจ้านี้ครับ

เรื่องราวของซีรีส์เกี่ยวกับ Mark ชายผู้ทำงานในบริษัท Lumon ที่ผ่าตัดแยกสมองพนักงาน เพื่อแยกชีวิตส่วนตัวและการทำงานออกจากกันอย่างสิ้นเชิง เมื่ออยู่ข้างนอกพนักงานบริษัทนี้จะจำอะไรเกี่ยวกับข้างในไม่ได้ ในขณะเดียวกัน ขณะทำงาน พวกเขาก็จะไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับชีวิตข้างนอกเช่นกัน ทุกอย่างเป็นไปอย่างปกติสุขจนกระทั่งวันหนึ่งเพื่อนร่วมงานคนสนิทหายตัวไปอย่างปริศนา Mark จึงออกตามหาเพื่อน และค้นพบความจริงบางอย่างเกี่ยวกับการผ่าตัดแยกโลก (Severance) และบริษัทนี้

ความน่าสนใจของ Severance ไม่ได้มีแค่นั้นครับ เพราะในองค์ประกอบทั้งเนื้อหาแนวคิด (Concept) และด้าน Physical ทุกอย่าง ทั้งการออกแบบ แสง สี ฉากออฟฟิศ และโลเคชันในเรื่อง ทั้งหมดล้วนแล้วแต่เป็นงานคราฟต์ที่ผ่านกระบวนคิดอย่างซับซ้อนมาแล้ว และดัดแปลงจากคอนเซ็ปต์ (Conceptualized) สู่รูปธรรมได้อย่างสอดคล้องกับเนื้อเรื่องและประเด็นที่ซีรีส์ต้องการสื่อ เลยอยากมานำเสนอแง่มุมทั้งสองของซีรีส์เรื่องนี้ให้อ่าน และสนใจตามไปดูกันโดยที่ไม่เปิดเผยรายละเอียดสำคัญอะไรมากครับ

Severance ซีรีส์เรื่องบริษัทรับผ่าตัดสมองพนักงาน แยกชีaวิตส่วนตัวและการทำงานออกจากกัน

ว่าด้วยคำนิยามซีรีส์กันก่อน เป็นเรื่องยากพอ ๆ กับการแยก Work-Life Balance ในชีวิตทุกวันนี้เลยครับ เพราะหากไม่นับเรื่องย่อที่ชัดเจนด้านบน Severance เป็นซีรีส์ที่ค่อนข้างผสมปนเปทั้งไซไฟดิสโทเปีย เสียดสีต่อโลกแห่งความเป็นจริงเกี่ยวกับประเด็นนี้ และยังเต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งความ Psychological Thriller หรือความหวาดระแวง ไม่ไว้วางใจจากความมืดบอดด้วย ‘ความไม่รู้’ ที่ผสมไปด้วยความลุ้นระทึกปนตลกร้าย และขับเน้นประเด็นเรื่องจิตใจ ตัวตน และความหมายชีวิตในเชิงปรัชญาได้น่าสนใจพร้อม ๆ กัน จนกล่าวได้ว่า ถ้าหากนิยามของหนังหรือซีรีส์ที่ดีคือท่อลำเลียงสารในรูปแบบความบันเทิง มีคุณสมบัติทำให้เราได้ฉุกคิดเรื่องบางอย่างอย่างจริงจังและเติบโตทางจิตวิญญาณโดยไม่รู้ตัว Severance คือเรื่องนั้นครับ

ผู้สร้าง Dan Erickson เล่าว่า ตัวเขาเคยเป็นพนักงานออฟฟิศมาก่อน ในทีแรกมันไม่ได้แย่ซะทีเดียว เพราะหาความสุขกับการใช้ชีวิตนอกเวลางานได้ เช่น หลังเลิกงานหรือพักผ่อนในวันหยุด แต่ก็เหมือนทุกคนที่อยากให้เวลาทำงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานที่มีความท้าทายน้อย หรืองานที่ทำแล้วคนคนนั้นไม่ได้รู้สึกว่าเกิดการพัฒนา (งานของ Dan ที่ตัวเขานิยามว่าเป็น Meaningless Job) งานที่เจอเพื่อนร่วมงานไม่ดี เจ้านายแย่ ๆ หรืองานที่ทำเพราะเงิน แต่ไม่ได้มีแพสชันอยากจะทำ ผ่านไปไว ๆ หรืออยากให้ถึงเวลาตอกบัตรออก ราวกับเวลาถูกกด Skip เหมือนหนังเรื่อง Click (2006) ของ Adam Sandler จึงต่อยอดมาเป็นคอนเซ็ปต์ “งั้นก็แยกการทำงานกับชีวิตออกกันเลยสิ”

Severance ซีรีส์เรื่องบริษัทรับผ่าตัดสมองพนักงาน แยกชีaวิตส่วนตัวและการทำงานออกจากกัน

การแยกชีวิตอย่างสิ้นเชิงใน Severance ต่อยอดไปสู่คำถามที่ใหญ่กว่าคือ ‘แล้วอะไรคือชีวิตและตัวตน’ ในเมื่อในซีรีส์เรื่องนี้ พนักงาน 1 คนมีตัวตน 2 เวอร์ชัน และเวอร์ชันหนึ่งไม่ได้รู้จักตัวตนของตัวเองข้างนอก/ข้างใน นั่นถึงขนาดต้องมาเล่นเกมนั่งเดาชีวิตเพื่อนร่วมงานกันเองแบบนี้ เท่ากับว่า 1 ร่างมี 2 คนหรือไม่ ในเมื่อเราไม่สามารถรู้ได้เลยว่าบุคลิกไหนคือบุคลิกจริงของเรา แต่ที่แน่ ๆ กระบวนการนี้ก่อให้เกิด ‘กระบวนการผลักภาระ’ ขึ้น จากการที่เวอร์ชันหนึ่งของจิตต้องรับภาระในการทำงานงก ๆ มีชีวิตอยู่แค่ที่ทำงาน (ซึ่งรู้เกี่ยวกับบริษัททั้งหมด) และไม่รู้จักการพักผ่อน ในขณะที่อีกร่างได้ภาระในการพักผ่อน ใช้ชีวิตให้คุ้มค่าและสนุกเพียงอย่างเดียว จนรู้สึก Lost กับความหมายของชีวิตไม่แพ้กัน

การเสียดสีตรงนี้ที่เป็นไปไม่ได้ในโลกความจริง แต่ลึก ๆ แล้วทุกคนปรารถนาไม่น้อยที่จะ Skip แม้ต้องแลกมากับการรู้สึกด้อยคุณค่า ทำให้กลับมามองโลกความเป็นจริงว่า แท้จริงแล้วควรเปลี่ยนที่ตัวเรา ต้องปรับโหมดตัวเองเพื่อรองรับกับชีวิตทั้งสองด้านอย่างเท่า ๆ กัน และต้องหาสมดุลให้ตลอด (ชีวิตในยุคนี้ค่อนข้างรีบเร่งและมีความสังคมปลาใหญ่กินปลาเล็ก พลาดโอกาสแล้วพลาดเลย คนอื่นพร้อมมาเสียบแทนได้เสมอ) หรือแท้จริงแล้ว ควรเป็นที่ตัวระบบ ตั้งแต่ร้านเล็ก ๆ บริษัทย่อม ๆ จนถึงองค์กรใหญ่โตกันแน่ ที่ควรให้ความสำคัญกับสมดุลชีวิตของพนักงาน ตั้งแต่ถามไถ่สุขภาพจิต เวลาพักผ่อน สวัสดิการ และกำหนดนโยบายให้พนักงานอยากมาทำงานที่สุด

แต่นั่นก็คงจะเป็นแค่คำถาม เพราะในความเป็นจริงที่ดาร์กกว่านั้นคือ มันแทรกอยู่ในชีวิตเราทุกอณูจนแยกไม่ได้อีกต่อไป ด้วยความจำเป็น การแข่งขัน และการเพิ่มจำนวนประชากรกับเด็กจบใหม่ จึงกลายเป็นชีวิตแนว Whatever it takes ที่มนุษผู้หนึ่งสละได้ทั้งความสัมพันธ์ ความรัก มิตรภาพ เพื่อแลกมาซึ่งโอกาส เป้าหมาย การมีชีวิตรอด และความรุ่งโรจน์ เกิดเป็นสังคมปัจเจกมากขึ้น ทำไปทำมาก็อดคิดไม่ได้เหมือนกันนะครับ ว่ากระบวนการ Severance ในซีรีส์ ไม่ต่างจากกลไกป้องกันตัว ร่างกายปฏิเสธความรู้สึกทรมานที่เต็มไปด้วยความขาดและโหยหา จนกระทั่ง Split ตัวเองออกเป็น 2 ซีกที่ตัดขาดจากกันและไม่รับรู้กันและกัน เหมือน DID (Dissociative Identity Disorder)

Severance ซีรีส์เรื่องบริษัทรับผ่าตัดสมองพนักงาน แยกชีaวิตส่วนตัวและการทำงานออกจากกัน

อันที่จริงในแง่หนึ่ง แม้การเสียดสีด้วยโลกโทเปียคือการผลักความประชดประชันออกไปให้สุดทาง หรือทำให้ระบบบางอย่างที่เบ็ดเสร็จดูทรงพลังซะจนคนที่อยู่ภายใต้ระบบสิ้นหวังเพียงไหน ก็เป็นเรื่องน่าคิดหากจะพูดว่า Severance เป็นซีรีส์ที่มีความเป็น ‘ยูโทเปีย’ ซ้อนอยู่ เพราะใครบ้างไม่อยากแยกตัวตนตอนใช้เวลาว่างกับการทำงาน แถมยังมีการแบ่งโซนที่ชัดเจน จึงไม่แปลกที่ถึงจะมีคนต่อต้านการล้างสมองแบบนี้ แต่ก็ยังมีคนที่สนใจในตัวบริษัท และดูกระเหี้ยนกระหือรืออยากมาทำงานที่บริษัท Lumon

แต่ถึงจะบอกว่าเป็นทั้งยูและดิส ชีวิตที่ปราศจากการควบคุมโดยสมบูรณ์ของตัวเราเอง หรือขาดเจตจำนงเสรี (Free Will) และขาดความสามารถในการตรวจสอบตัวเอง ซึ่งเข้าข่ายคำพูดของนักปราชญ์ชาวกรีกอย่าง Socrates ว่า “คนที่ไม่ตรวจสอบตัวเอง ไม่ควรค่าแก่การมีชีวิตอยู่” แบบนี้ไม่รู้จะเรียกว่าชีวิตได้หรือไม่ เพราะถ้าไม่นับเวลานอน 6 – 8 ชั่วโมงแล้ว เราใช้เวลาชีวิตไปกับการทำงานมากกว่า และร่างที่ใช้ชีวิตด้านนอกมีหน้าที่เพียงพักผ่อนตามอัธยาศัย และนำพาร่างตัวเองกลับเข้าไปทำงานใหม่เท่านั้น ตามที่ตัวละคร Mark กล่าวไว้ว่า “เราจะรู้ได้ว่าเราอยากทำงานที่นี่ เพราะเรายังทำงานอยู่ที่นี่ไงล่ะ” 

หลังจากได้ยินคำถามที่ว่า บางทีเราอาจไม่ต้องการชีวิตแบบนี้ก็ได้ ชีวิตแบบนี้จึงไม่ต่างกับการใช้ชีวิตแบบกึ่งเปิดระบบอัตโนมัติ และเสียสิ่งสำคัญที่สุดไปอย่างเวลา แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันครับว่าในอีกแง่ นอกจากเสียเวลาคุณภาพแล้ว เวลาที่ไม่แย่ อย่างการทำงานแค่ตามหน้าที่ แต่ในใจทุกข์ทรมานยิ่งนัก ความเหนื่อยล้า เครียด ปวดหัว แถมยังไม่ชอบสิ่งแวดล้อมที่ทำงาน ปัญหาทุกอย่างจะหมดไปอย่างสิ้นเชิงเลย

แต่เมื่อมองดูดี ๆ นี่ก็เป็นเพียงอีกหนึ่งระบบในโลกทุนนิยม ที่ทำให้เราโอบรับและเปลี่ยนให้คนกลายเป็น Working Machine (คำที่ผู้สร้างใช้) อย่างเต็มใจและโดยดีเท่านั้นเอง แบบที่เมื่อมาคิด ๆ ดู มีแนวโน้มที่เราอาจแปลกใจไม่น้อยกับอัตราตัวเลขถ้าบริษัทนี้มีอยู่จริงและการผ่าตัดนี้ทำได้จริง หรือแม้แต่กับระบบการทำงานแบบฟรีแลนซ์ที่ทำเท่าที่มีและแสวงหางานเสมอก็เช่นกันครับ ในบางครั้ง คงจะดีไม่น้อยถ้าเราได้ Skip ช่วงเวลาที่ต้องผ่านงานยาก ๆ หนัก ๆ หรือเดดไลน์กระชั้นชิด ให้เป็นภาระของตัวเราในอีกเวอร์ชัน ส่วนเราคือเวอร์ชันที่งานเสร็จ เงินมาแล้ว

Severance ซีรีส์ของ Ben Stiller เรื่องบริษัทรับผ่าตัaดสมองให้พนักงานมี 2 ตัวตน แยก Work กับ Life ออกจากกัน

พูดถึงปัจจัยภายในไปแล้ว อีกเรื่องที่อยากพูดถึงและนำเสนอมาก ๆ คือการกำหนดโทนเรื่องและการใช้องค์ประกอบด้านนอกที่เอื้อกับประเด็นภายในอย่างชาญฉลาดครับ การออกแบบภายใน เริ่มจากการออกแบบฉากและพร็อพ ทุกอย่างในซีรีส์เรื่องนี้คิดมาอย่างดีและมีความหมายในเชิงสัญลักษณ์ กับจงใจกำหนดทิศทางความรู้สึกคนดูในแง่สุนทรียศาสตร์ทั้งสิ้น

เริ่มจากแรงบันดาลใจของการออกโทนซีรีส์ที่มีความ Twisted-mind และ Mind trip นิด ๆ (จริง ๆ ก็ไม่นิด) ในตำนานอย่าง Twin Peaks ของ David Lynch โทนการเสียดสีรูปแบบการจัดเรียงตำแหน่งวัตถุในฉากและการจัดออฟฟิศ ได้แรงบันดาลใจมาจากหนัง Play Time (1967) ของผู้กำกับชาวฝรั่งเศสชื่อ Jacques Tatai กับโฆษณาร้านสเต๊ก Sizzler ปี 1001 โทนตลกร้ายได้มาจากหนังสองพี่น้อง Coen อย่าง Fargo และซีรีส์ The Office ส่วนความจิตวิทยาเรื่องตัวตนได้มาจาก Being John Malkovich เขียนบทโดย Charlie Kaufman, Black Mirror: White Chrisman และหนัง Dark City โดยทั้งหมดถูกเจียระไนด้วย ‘ไอเดีย’ ตั้งต้นที่ได้พูดถึงไปในบรรทัดแรกของบทความนี้

การออกแบบฉากนั้น โปรดักชันดีไซเนอร์ที่ชื่อ Jeremy Hindle พูดไว้ว่า จงใจออกแบบให้หลาย ๆ อย่างสมมาตร แต่ก็มีบางอย่างผิดเพี้ยน ซึ่งทั้งสมมาตรและสมมาตรแต่ผิดเพี้ยนเล็กน้อยต่างให้ความรู้สึกไม่สบายใจบางอย่าง เหมือนอาการ OCD กำเริบ รวมไปถึงตัว ‘O’ ในโลโก้บริษัท Lumon ก็เช่นเดียวกัน ได้แรงบันดาลใจมาจากบริษัทยา ซึ่งการที่ชื่อ Lumon อยู่ด้านใน Jereny บอกว่า Lumon = พนักงาน และพนักงานอยู่ด้านในวงกลมที่เหมือนโลกทั้งใบของพวกเขา มันคือการสื่อสารธีมเรื่องทางจิตวิทยาอย่างหนึ่งถึงความสัมพันธ์แบบบริษัทยักษ์ใหญ่ที่รวยระดับ Elon Musk และจะทำอะไรก็ได้ โดยการที่เสื้อผ้าของพนักงานมี Dress Code ชัดเจน ก็เป็นเครื่องหมายแสดงความเป็นเจ้าของในตัวมนุษย์ของบริษัทยักษ์ใหญ่เช่นเดียวกัน

Severance ซีรีส์เรื่องบริษัทรับผ่าตัดสมองพนักงาน แยกชีaวิตส่วนตัวและการทำงานออกจากกัน

ต่อมาเรื่องการออกแบบออฟฟิศ การเลือกและจัดโต๊ะเก้าอี้ที่ตัวละคร Helley พนักงานใหม่ ตื่นขึ้นมาในฉากแรกที่มีลักษณะเหมือนช่องคลอด เพื่อบ่งบอกว่าชีวิตการทำงานของ Helly และซีรีส์เรื่องนี้ได้เริ่มต้นแล้ว ไปจนถึงสิ่งที่เห็นได้ชัดคือการคุมโทนด้วยสีขาว ที่ทีมพร็อพเอาสีขาวต่างกัน 50 เฉดเพื่อขัดเหลือแค่ 3 – 4 สีมาใช้ โดยมีพื้นสีเขียวค่อนไปทางสีเบจ ทำหน้าที่บ่งบอกถึงความรู้สึกสงบ สัมผัสถึงธรรมชาติ ความอิสระเหมือนวิ่งในทุกหญ้า แต่เสียดสีว่าไม่ต่างกับหญ้าเทียม (เราเหมือนเป็นวัวในฟาร์ม) และพลังที่เพนต์ท้องฟ้าและภาพวิว ให้ความรู้สึกผิดประหลาด (Eerie) น่ากลัวแบบเซอร์เรียลและไม่ปกติ และยังมีการใช้แสงสีขาวที่สว่างแบบ Soft Light แต่มีอยู่ทั่วทุกซอกทุกมุมอาคารจนแทบไม่เกิดเงา เพื่อให้รู้สึกผิดธรรมชาติ (Unnatural) กับการให้มีของน้อยชิ้นและตั้งห่าง ๆ เน้นพื้นที่โล่ง ๆ ทั้งหมดก็เพื่อนัยยะที่บ่งบอกว่า ทุกความคิดและการกระทำของพนักงาน อยู่ในที่โล่งแจ้งและถูกจับตาดูอยู่ตลอด ไม่ต่างจากในเรื่อง 1984 ที่รัฐเผด็จการมีสโลแกน “Big Brother is Watching You”

นอกจากนี้ ยังใช้โถงทางเดินยาว ๆ ทำให้เกิดอาการกลัวที่แคบ (Claustrophobia) และรู้สึกอึดอัดแทน กับอีกสิ่งที่แสดงถึงความผิดเพี้ยนและหลอกลวงทั้งตัวละครและคนดู คือการจัดโซนโต๊ะทำงาน ที่หากจัดเป็นบล็อก ๆ หรือ Compartment แบบในหนัง The Matrix จะให้ความรู้สึกที่อึดอัด อยู่ในกรอบ และรู้สึกว่าตัวเองอยู่ในระบบที่อาจก่อให้เกิดการต่อต้าน บริษัทจึงจัดโต๊ะแบบหันหน้าชนกัน และกั้นด้วยแผ่นกั้นแค่ 4 แผ่น แต่มีเพื้นที่ด้านหลังอีกเยอะและชะโงกหน้าคุยกันได้ ซึ่งหากมองดูดี ๆ นั่นไม่ต่างอะไรไปกับแบบ Compartment เลยสักนิดครับ เพียงแต่ทุกคนอยู่ในกรอบที่ใหญ่กว่าเท่านั้นเอง คือกรอบของจิตใจและการควบคุมจิตใจ > ร่างกาย (Mind Over Body)

ส่วนตัวโต๊ะทำงานและคอมพิวเตอร์ กับอุปกรณ์ทำงานเองก็ได้แรงบันดาลใจมาจากช่วงกลางศตวรรษครับ ยุค 50, 60, 70, 90 เป็นยุคที่คนจัดโต๊ะทำงานแบบคลาสสิก โลกยังไม่ไปไกลมาก และอุปกรณ์ยังน้อยชิ้นอยู่ การนำอะไรที่เรโทรแบบนี้มาออกแบบให้ดู Retro-future ให้ความรู้สึกเช่นกันว่าที่ทำงานนี้ส่งผลต่อ Space & Time ให้ตัวละคร Lost in Time ไม่รู้วันเวลา เดือน ปี และสนแต่ผลลัพธ์ที่ทำแบบวกวนไปเรื่อย ๆ แม้จะมีนาฬิกากับปฏิทินให้ดู และมันยังสร้างความรู้สึกโล่งอย่างอึดอัดได้ดีอีกด้วยครับ เพราะไม่มีอะไรน่ากลัวไปกว่าคุกที่มองผนังไม่เห็น พันธนาการที่มองไม่เห็นโซ่ล่าม และคุกที่ผู้คุมขังรู้สึกว่ามัน ‘น่าอยู่’ อีกแล้วล่ะครับ มันคือการมองคุกแบบ “Cold, but comfortable and beautiful”

ไม่รู้ว่าสังเกตหรือไม่ แต่ผมจงใจใช้รูปที่อยู่ในออฟฟิศทั้งหมดเพื่อแสดงถึงความอึดอัดและมองเห็นชีวิตด้านเดียว เพื่อที่จะได้เข้าใจความรู้สึกของการถูก Severance หรือผ่าตัดแยกโลก และเพื่อให้เห็นถึง Work ที่ ไร้ Balance ในด้านนี้ และความบาลานซ์สร้างได้ ง่าย ๆ แค่ ‘เข้าห้องผ่าตัดสมอง แต่คำถามคือมันดีต่อใครกันแน่ พนักงาน บริษัท หรือผลประโยชน์ร่วมกันล่ะ แล้วถ้าทำได้จริง คุณจะทำไหม เป็นคำถามที่ซีรีส์ฝากไว้ให้คิด จากซีรีส์ที่ดูสนุก ๆ ก็ได้ อยู่เอาความ Mind-blowing กับจิตวิทยา และตลกร้ายเสียดสีทุนนิยม บริษัทยักษ์ใหญ่ และปรัชญาการดำเนินชีวิตสมัยใหม่ก็ดี เรื่องนี้ครับ

ใครอ่านถึงตรงนี้แล้วสนใจตามไปดู สามารถรับชม Severance ได้ทาง Apple TV+ ครับ มีทั้งหมด 9 Episode รับประกันความสนุกและพิศวงน่าติดตาม

ข้อมูลอ้างอิง

www.thrillist.com/entertainment/nation/severance-apple-tv-plus-set-design

www.nytimes.com/2022/04/26/arts/severance-apple-tv.html

https://variety.com/2022/artisans/production/apple-tv-plus-series-severance-lighting-1235225563/

www.nytimes.com/2022/04/26/arts/severance-apple-tv.html

Writer

โจนี่ วิวัฒนานนท์

แอดมินเพจ Watchman ลูกครึ่งกรุงเทพฯ-นนทบุเรี่ยน และมนุษย์ผู้มีคำว่าหนังและซีรีส์สลักอยู่บนดีเอ็นเอ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load