“แม่มดตัวจริงนับเป็นสิ่งมีชีวิตที่อันตรายที่สุดบนพิภพนี้ สิ่งที่ทำให้แม่มดมีพิษมีภัยคือความจริงที่ว่ารูปร่างหน้าตาของแม่มดดูไม่น่ากลัวเลย แม้เด็กจะรู้ความลับทุกข้อของแม่มดแล้ว ก็ยังไม่อาจบอกได้ว่า คนที่อยู่ต่อหน้าเขานั้นเป็นแม่มดหรือเป็นผู้หญิงใจดีกันแน่”

‘แม่มด’ หนังสือขายดีตลอดกาลของ โรอัลด์ ดาห์ล นักเขียนผู้เป็นตำนานแห่งสหราชอาณาจักร, The Witches

แอน แฮทธาเวย์ (Anne Hathaway) ผมทองสลวยในชุดราตรีสวยสง่า ฉีกยิ้มน่าสะพรึงกลัวอยู่บนโปสเตอร์ภาพยนตร์เรื่อง The Witches (2020) หนังที่สร้างจากวรรณกรรมเยาวชนชื่อเดียวกันของ โรอัลด์ ดาห์ล (Roald Dahl) เห็นเท่านี้จิตก็ประหวัดไปถึงวัย 8 ขวบที่ได้เห็นหนังสือปกแดงรูปแม่มดหัวล้านครั้งแรก

ในวาระที่บรรดาแม่มดออกมาโลดเต้นจองเวรเด็กๆ ในจอเงินครั้งใหม่ จนเด็กชายและคุณยายที่มาพักร้อนในเมืองตากอากาศ ต้องต่อสู้กับบรรดาอมนุษย์ในคราบสุภาพสตรี เรารีบรุดไปพบ ครูมกุฏ อรฤดี บรรณาธิการบริหารสำนักพิมพ์ผีเสื้อ สำนักพิมพ์เก่าแก่ที่แปล แม่มด และหนังสืออีกหลายเล่มของนักเขียนชาวอังกฤษผู้เป็นตำนานแห่งสหราชอาณาจักร

‘แม่มด’ หนังสือขายดีตลอดกาลของ โรอัลด์ ดาห์ล นักเขียนผู้เป็นตำนานแห่งสหราชอาณาจักร, The Witches

ไม่ว่าคุณดูหนังเรื่องนี้ เคยอ่านหนังสือเล่มนี้ตอนเด็ก หรือสนใจอยากทำความรู้จักวรรณกรรมของโรอัลด์ ดาห์ล มากขึ้นสักหน่อย นี่คือเรื่องสนุกที่เราได้รู้เมื่อพูดคุยกับเจ้าสำนักพิมพ์ผีเสื้อ

วรรณกรรมยอดเยี่ยมแห่งอังกฤษ 

เมื่อหนังสือเรื่องนี้ตีพิมพ์ใน ค.ศ. 1983 แม่มด ได้รับรางวัล Whitbread (ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น Costa Book Awards) ซึ่งจัดเพื่อนักเขียนในสหราชอาณาจักร โดยได้รับการคัดเลือกว่าเป็นหนังสือเด็กยอดเยี่ยม และเป็นหนังสือแห่งปีที่แนะนำให้ทุกคนอ่าน นอกจากนี้ใน ค.ศ. 2019 บีบีซียังจัดอันดับหนังสือเล่มนี้ว่าเป็นหนึ่งในวรรณกรรม 100 เล่มที่ทรงอิทธิพลมากที่สุด

“แม่มดเป็นเล่มแรกกระมังที่ทำให้ดาห์ลติดอยู่ในทำเนียบนักเขียนเรื่องเด็ก เพราะว่ารางวัล Whitbread เป็นรางวัลใหญ่ของสมาคมผู้จัดจำหน่ายหนังสือของประเทศอังกฤษ จากหนังสือนับพันเล่มในประเภทต่างๆ ท้ายที่สุดเลือกประเภทละหนึ่งเล่ม แล้วกรรมการจะเลือกผู้ชนะหนังสือแห่งปีเป็นรางวัลสุดท้าย สมัยนั้นได้สองหมื่นปอนด์ นับว่าเยอะมาก”

ราว 10 กว่าปีต่อมา สำนักพิมพ์ผีเสื้อเริ่มตีพิมพ์หนังสือเด็กของโรอัลด์ ดาห์ล ใน ค.ศ. 1995 (พ.ศ. 2538) โดย แม่มด เป็นหนังสือชุดแรกที่ปรากฏตัวบนแผงหนังสือภาษาไทย ครูมกุฏหยิบหนังสือเก่าๆ และภาพวาดหน้าปก แม่มด ซึ่งตีความหลากหลายมาให้ดู หนึ่งในความภูมิใจของสำนักพิมพ์คือ แม่มด เป็นหนังสือแปลเล่มแรกของไทยที่ได้เข้าไปอยู่ในพิพิธภัณฑ์โรอัลด์ ดาห์ล ที่ประเทศอังกฤษ 

‘แม่มด’ หนังสือขายดีตลอดกาลของ โรอัลด์ ดาห์ล นักเขียนผู้เป็นตำนานแห่งสหราชอาณาจักร, The Witches

ความรักของยายและหลานชาย*

(ส่วนนี้บอกเนื้อหาหลักในหนังสือและภาพยนตร์)

แม่มด คือเรื่องราวของเด็กชายชาวอังกฤษที่กำพร้าพ่อแม่ ซึ่งยายชาวนอร์เวย์รับไปเลี้ยงดู ทั้งคู่ไปตากอากาศที่ Bournemouth เมืองริมทะเลทางตอนใต้ของอังกฤษ จึงได้เจอกับสมาคมแม่มดอังกฤษที่มาชุมนุมกันเพื่อวางแผนกำจัดเด็กๆ ราชินีแม่มดมาพร้อมยาตัวใหม่ที่มีสรรพคุณเปลี่ยนเด็กให้กลายเป็นหนู เด็กชายและยายผู้รู้เรื่องแม่มดเป็นอย่างดีจึงต้องร่วมมือกันสกัดแผนชั่วร้ายของแม่มดเหล่านี้ 

“คาดไม่ถึงว่าผู้กำกับจงใจเลือกคนผิวสีมาเล่นเป็นตัวเอก ทั้งยายทั้งหลาน และเปลี่ยนฉากมาเป็นอเมริกา ก็เลยดูแปลกไปจากหนังสือมาก เขาคงคิดแล้วว่าอยากให้เรื่องคนผิวสีมาเกี่ยวข้อง ซึ่งก็ดีนะ เรื่องของโรอัลด์ ดาห์ล เป็นสากลอยู่แล้ว” ครูมกุฏออกความเห็นถึงภาพยนตร์ 

‘แม่มด’ หนังสือขายดีตลอดกาลของ โรอัลด์ ดาห์ล นักเขียนผู้เป็นตำนานแห่งสหราชอาณาจักร, The Witches
‘แม่มด’ หนังสือขายดีตลอดกาลของ โรอัลด์ ดาห์ล นักเขียนผู้เป็นตำนานแห่งสหราชอาณาจักร, The Witches

“เรื่อง แม่มด สอนเด็กว่าคนหน้าตาดีก็เป็นคนเลวคนชั่วได้ เพราะฉะนั้น อย่าพิจารณาคนจากภายนอก แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดในเรื่อง คือความสัมพันธ์ระหว่างหลานกับยาย เด็กชายซึ่งพ่อแม่ตายด้วยรถชน โรอัลด์ ดาห์ล ชอบเขียนให้พ่อแม่เด็กตายหมดเลยนะ หนังสือปูพื้นไว้ดีมากว่าเด็กที่ไม่มีพ่อแม่จะอยู่กับคนอื่นได้ดีอย่างไร เด็กกับยายผูกพันกัน สนทนากันมาก การดำเนินเรื่องเป็นไปอย่างอ่อนหวานนุ่มนวล ฉายให้เห็นว่าความรักระหว่างสองคนนี้ก่อขึ้นแล้วก็ดูแลกันอย่างแน่นแฟ้น พยายามทำอะไรต่อมิอะไรเพื่อให้ต่างฝ่ายต่างมีความสุข ยายก็เคยอยู่ลำพัง หลานก็อยู่ลำพัง แต่เมื่อคนเหงาเศร้าว้าเหว่สองคนมาอยู่ด้วยกันก็มีความสุขได้ หนังสือมีพลังเยอะมาก 

“ในหนังรายละเอียดน้อยลง เราแทบไม่เห็นการปูพื้นนี้ เราแทบไม่ได้เห็นการสนทนาของเด็กกับยาย ซึ่งเพาะความกล้าหาญ เพาะอะไรต่อมิอะไร ไปเน้นความตื่นเต้นผจญภัย ตอนไล่จับกัน ตอนเอายาไปใส่ให้แม่มด ดังนั้นแม้วิธีจบเหมือนกัน ความรู้สึกเลยต่างกับหนังสือ ซึ่งตอนท้ายเด็กได้เรียนรู้กับยายว่าการดำเนินชีวิตเป็นยังไง การต่อสู้ผจญภัยทำความดีให้แก่คนอื่นเป็นยังไง แม้สุดท้ายทุกชีวิตต้องตาย แต่ก็ได้ปราบความชั่ว”

นักเขียนเรื่องเด็ก ที่เคยเป็นเด็กมีปัญหา 

โรอัลด์ ดาห์ล เข้าใจเด็ก เพราะว่าเขาเคยเป็นเด็กมีปัญหา เป็นเด็กกำพร้า ต้องไปอยู่โรงเรียนประจำ ถูกครูลงโทษ ถูกเพื่อนแกล้ง ถูกกระทำทุกสิ่งทุกอย่าง เวลาต่อมาไปทำงานอยู่ในบริษัทน้ำมัน แล้วก็ไปทำสงคราม เครื่องบินตก ขาหัก คือเขาเผชิญอะไรต่างๆ มาเยอะ เขาเข้าใจชีวิตดีตั้งแต่เด็กจนกระทั่งโตเป็นหนุ่มและเป็นผู้ใหญ่”

บรรณาธิการวิเคราะห์เหตุผลเบื้องหลังความยิ่งใหญ่ของนักเขียนหนังสือเด็ก แม้เวลาผ่านมาหลายสิบปี หนังสือของเขายังติดอันดับขายดีตลอดกาล ต่อให้ยุคหลังมีนักเขียนหนังสือเด็กชั้นยอดเกิดขึ้นมากมาย งานของโรอัลด์ ดาห์ล ยังอยู่ในใจคนอ่านทั่วโลก ความสนุกจากตัวอักษรนักเขียนคนนี้เข้าถึงคนทุกชนชั้น ตั้งแต่รวยล้นฟ้าถึงยากจนเข็ญใจ

“อย่าลืมนะว่าโรอัลด์ ดาห์ล ไม่ได้เขียนหนังสือเด็กเมื่ออายุยังน้อย ดาห์ลเขียนเมื่ออายุสี่สิบกว่าแล้ว เขียนหนังสือผู้ใหญ่ก่อน แล้วก็ดูเหมือนจะเขียนใช้ได้ดี เขียนเรื่อง Gremlins เขียนบทหนัง Chitty Chitty Bang Bang แล้วก็ James Bond ตอนหนึ่งด้วย ความสามารถเยอะมาก ดาห์ลสบประมาทนักเขียนอื่นๆ อยู่สองเรื่อง คือการเขียนเรื่องผีกับเรื่องเด็ก เขาเขียนไว้ในคำนำ ชั่วโมงผี (Book of Ghost Stories) ว่าลองให้นักเขียนเก่งๆ ทั้งหลายลองเขียนเรื่องเด็กดูสิ ไปไม่รอดหรอก เพราะว่าไม่เข้าใจเด็ก 

‘แม่มด’ หนังสือขายดีตลอดกาลของ โรอัลด์ ดาห์ล นักเขียนผู้เป็นตำนานแห่งสหราชอาณาจักร, The Witches

“เมื่อโรอัลด์ ดาห์ล เขียนเรื่องเด็ก เขาใช้วิธีต่างๆ เพื่อให้เด็กเป็นพวกของตัวเอง ดาห์ลเอาชีวิตตัวเองมาเขียนเลย เขาตีแผ่ชีวิตเด็กว่าเจ็บปวดด้วยอะไรบ้าง มีความสุขด้วยอะไรบ้าง และผู้ใหญ่จะเข้าไปเป็นพวกเด็กได้ด้วยวิธีอะไรบ้าง อย่างเรื่อง แม่มด ก็เอาตัวเองเข้าไปเป็นตัวเอก สังเกตว่าผู้ใหญ่ในเรื่องของดาห์ลส่วนใหญ่ไม่ใช่คนดี อย่างเช่นเรื่อง พี้ชยักษ์ มีป้าที่กดขี่ข่มเหงเอาเปรียบทารุณเด็กต่างๆ คนที่ปลอบประโลมเด็กกลับไม่ใช่มนุษย์ เป็นสัตว์ทั้งหมด มีตั้งแต่ตะขาบ ตั๊กแตน แมงมุมเอยอะไรเอย ดาห์ลไม่กล้าเขียนให้คนเป็นตัวละครที่ดีเลิศวิเศษแก่เด็ก ไม่งั้นจะเสียพวก”

ปราบความชั่วด้วยความชั่ว

“โรอัลด์ ดาห์ล เข้าข้างเด็ก เพราะฉะนั้น ไม่ต้องแปลกใจว่าเด็กชอบอ่านหนังสือของโรอัลด์ ดาห์ล เขาหยิบเอาความไม่ดีของผู้ใหญ่มาตีแผ่ด้วยกลเม็ดของเขา แล้วยุให้เด็กทะเลาะกับผู้ใหญ่ด้วยวิธีต่างๆ ปฏิปักษ์ระหว่างผู้ใหญ่กับเด็กเนี่ยทำให้สนุกง่าย” หนวดขาวๆ ของครูกระตุกเพราะรอยยิ้มระหว่างเล่าเรื่อง 

“ตอนเปิดสอนวิชาตรวจแก้ต้นฉบับใหม่ๆ มีอาจารย์มหาวิทยาลัยคนหนึ่งบอกว่าไม่ชอบดาห์ลเลย เพราะแกมีลูกเล็กอายุเก้าขวบ แกถามว่ามีความจำเป็นอะไรที่ผีเสื้อจะต้องพิมพ์หนังสือของดาห์ล ดาห์ลสอนให้เด็กก้าวร้าว แล้วหนังสือก็มีแต่การรังแกกันทุกเรื่อง ก็เลยตอบแกว่าการที่เด็กเติบโตขึ้นมา เราต้องสอนให้เด็กรู้จักความก้าวร้าวรุนแรงด้วย ไม่ใช่ให้เด็กอยู่เย็นเป็นสุขอย่างเดียว ถ้าสอนให้รู้จักแต่ความสุข ความดี แต่ไม่รู้แง่ลบเลยจะมีชีวิตอยู่ได้อย่างไร

“ถ้าเรื่อง แม่มด แต่งแบบสำนวนไทย ตอนจบเด็กชายคงต้องกลับมาเป็นคน ยายต้องมีสูตรยาเยอะแยะที่แก้ไขได้ แต่โรอัลด์ ดาห์ล ยอมรับความจริงว่าเป็นหนูก็เป็นไปเถอะ เขาสอนให้เด็กเสียสละ ไม่ว่าเราจะเป็นยังไง ก็ยังทำอะไรเยอะแยะที่เป็นประโยชน์ได้ ไม่มีใครทำหน้าที่ต่อสู้แม่มดได้ดีกว่าหนู เพราะแม่มดกลัวหนู หนูเลยปราบแม่มดได้”

“สมัยก่อนวรรณกรรมเยาวชนไทยมักเขียนให้เด็กดีมีศีลธรรม มีความกตัญญูรู้คุณ สุภาพอ่อนโยน อะไรต่างๆ สมัยนั้นเนี่ยจึงเสี่ยงมากที่เราจะพิมพ์หนังสือของโรอัลด์ ดาห์ล เพราะถ้าเทียบกันแล้วเรื่องของโรอัลด์ ดาห์ล ต้องมีเรื่องผิดทำนองคลองธรรม เด็กยอดเก่ง (Danny, the Champion of the World) สองพ่อลูกไปขโมยไก่ฟ้า คุณจิ้งจอก (Fantastic Mr.Fox) หมาจิ้งจอกก็ไปขโมยเป็ดไก่ ขโมยเหล้า ขโมยทุกอย่าง แต่ทุกเรื่องตัวละครเจ้าของทรัพย์เลวหมด เลวอย่างชนิดที่ไม่ควรอภัย 

“สรุปว่าตัวเอกทุกเรื่องต่อต้านความอยุติธรรม แต่มันซ้อนกันอยู่หลายชั้น ไม่ใช่อยู่ดีๆ ไปเรียกร้องความยุติธรรมโต้งๆ ต้องมีความชั่วเกิดขึ้นก่อน แล้วค่อยมีคนไปทำความชั่วซ้อนความชั่วนั้นเพื่อให้เกิดความดีขึ้น ถามว่าความชั่วภายหลังเพื่อขจัดความชั่วแรก แล้วเอาความดีปรากฏขึ้นเนี่ยมันผิดหรือเปล่า นี่คือปรัชญาของโรอัลด์ ดาห์ล ทุกเรื่องมันเป็นอย่างงี้ แต่ถ้าเด็กคิดชั้นเดียว อ่านแล้วก็อาจคิดได้ว่าไม่ต้องกตัญญูต่อพ่อแม่ ไม่ต้องเคารพครู ไม่ต้องดีกับเจ้านาย การพิมพ์หนังสือหลายเรื่องของโรอัลด์ ดาห์ล เราจึงติดป้ายบอกว่าให้อ่านด้วยความระมัดระวัง ควรอ่านกับผู้ปกครอง หรือผู้ปกครองควรอ่านด้วย ให้รู้กันทั้งสองฝ่าย พ่อแม่ต้องรู้ว่าลูกตัวเองอ่านอะไร”

‘แม่มด’ หนังสือขายดีตลอดกาลของ โรอัลด์ ดาห์ล นักเขียนผู้เป็นตำนานแห่งสหราชอาณาจักร, The Witches
‘แม่มด’ หนังสือขายดีตลอดกาลของ โรอัลด์ ดาห์ล นักเขียนผู้เป็นตำนานแห่งสหราชอาณาจักร, The Witches
‘แม่มด’ หนังสือขายดีตลอดกาลของ โรอัลด์ ดาห์ล นักเขียนผู้เป็นตำนานแห่งสหราชอาณาจักร, The Witches

หนังสือของเด็กและผู้ใหญ่

“คนที่อ่านหนังสือดาห์ลแต่เด็กจะคิดหลายชั้นเป็น ไม่เหมือนกับเวลาอ่านหนังสือของนักเขียนคนอื่นๆ อ่านสนุกแล้วก็ผ่านไป เด็กที่อ่านหนังสือดาห์ลตอนแปดขวบ สิบขวบ พอโตขึ้นเรียนมหาวิทยาลัยก็ยังนึกถึง พอมีลูกก็ยังนึกถึง นักอ่านหลายคนมากบอกว่าหนังสือที่หนูซื้อตอนเด็กมันหายไปแล้ว ตอนนี้หนูมีลูก เลยซื้อเพิ่ม”

หนังสือเด็กของโรอัลด์ ดาห์ล เหมาะกับเด็กอายุ 7 – 14 ขวบ แต่เมื่อสำนักพิมพ์ผีเสื้อเริ่มตีพิมพ์ฉบับภาษาไทยครั้งแรกๆ นักอ่านส่วนใหญ่คือนักศึกษามหาวิทยาลัย เพราะตอนนั้นพ่อแม่ไม่ค่อยกล้าให้เด็กอ่าน เด็กอ่านเองก็ไม่ค่อยรู้เรื่อง ช่วงหลังแฟนนักอ่านยุคแรกกลายเป็นพ่อแม่ที่สนับสนุนให้ลูกๆ รักการอ่าน เด็กไทยอายุ 7 ขวบก็อ่านโรอัลด์ ดาห์ล อย่างเข้าใจและสนุก

บรรณาธิการสำนักพิมพ์ผีเสื้อเล่าว่า แฟนของโรอัลด์ ดาห์ล ในเมืองไทยขยับขยายมากขึ้น ทุกวันนี้หนังสือยังขายได้เรื่อยๆ แม้จะน้อยกว่าเดิมจนต้นทุนสูงขึ้น แต่สำนักพิมพ์ก็ตั้งใจพิมพ์หนังสือคุณภาพดี ราคาไม่แพงเกินไป เพื่อให้คนไทยได้เข้าถึงวรรณกรรมดีๆ อย่างที่ตั้งใจปฏิบัติตลอดมา

‘แม่มด’ หนังสือขายดีตลอดกาลของ โรอัลด์ ดาห์ล นักเขียนผู้เป็นตำนานแห่งสหราชอาณาจักร, The Witches

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

นานาเพลินจิต

รีวิวมหรสพชั้นดีที่แนะนำให้ตามไปเสพ

* บทความเปิดเผยเนื้อหาบางส่วนของภาพยนตร์ Petite Maman

Petite Maman มีความหมายตรงตัวว่า ‘Little Mama’ หรือคุณแม่ตัวน้อย ก่อนที่ผู้กำกับ เซลีน เซียมมา (Céline Sciamma) จะได้ฝากผลงานอันตราตรึงอย่าง Portrait of a Lady on Fire ไปเมื่อปี 2019 ไอเดียสร้างหนัง Petite Maman นั้นมีมาก่อนครับ มันว่าด้วยเรื่องราวของเด็กหญิง 2 คนที่ไม่รู้จักกันมาก่อน ช่วยกันสร้างกระท่อมเล็ก ๆ กลางป่า ก่อนที่ทั้งสองจะพบว่า คนหนึ่งเป็นแม่ และคนหนึ่งเป็นลูกของอีกคน

เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อยายของเด็กหญิง Nelly วัย 8 ขวบเสียชีวิต เธอและ Marion ผู้เป็นแม่กับพ่อของเธอต้องไปเคลียร์ข้าวของในบ้านที่แม่โตมา แต่แล้วหลังจากที่จู่ ๆ แม่ของเธอหายไปโดยไม่บอกไม่กล่าว กลับเกิดการบิดเบือนของ Time & Space ด้วยสาเหตุใดก็ไม่อาจทราบได้ ทำให้ Nelly ได้ย้อนเวลาไปพบกับ Marion ตอนอายุเท่ากัน เกิดเป็นสายใยของเด็กหญิง 2 คนที่กาลเวลาไม่อาจสั่นคลอนได้

Petite Maman เด็กหญิง 2 คน กระท่อมกลางป่า และความลับที่ว่าพวกเธอคือแม่ลูกกัน

หนังเรื่องนี้กับผลงานของผู้กำกับคนเดียวกันอย่าง Portrait of a Lady on Fire คล้ายกันในเรื่องการพูดถึงสายสัมพันธ์ของเพศหญิง แม้เรื่องหนึ่งจะเล่าเรื่องความรักเชิงสวาทของหญิง 2 คน ส่วนอีกเรื่องเล่าเกี่ยวกับความรักเชิงครอบครัว แต่หนังทั้งสองเรื่องเหมือนกันตรงที่ ‘รักโดยไม่มีเงื่อนไขและอยู่นอกกฎเกณฑ์ที่ตีกรอบ’ และความรักของเด็กหญิง Nelly และ Marion ใน Petite Maman ก็ดูจะเป็นเช่นนั้นครับ แต่เป็นกรอบเวลาสถานที่ที่ไม่ถูกตีเส้นและเขียนเองได้ด้วยสีเทียน ในขณะที่ Portrait of a Lady on Fire พูดถึงกรอบค่านิยม แนวคิด และจารีต ที่ถูกตีเส้นโดยสังคม

พอพูดแบบนี้แล้วหลายคนอาจเข้าใจว่า Céline Sciamma เป็นคนหัวขบถที่อยากท้าทายการถูกตีกรอบในอะไรบางอย่างเสมอ เมื่อดูจากทั้งสองเรื่องและผลงานที่เธอเคยเขียนบทอย่าง Tomboy แล้วก็คงต้องบอกว่า ค่อนข้างธรรมชาติในการท้าทายธรรมเนียมพอสมควรครับ แต่เป็นความท้าทายที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ หากจะเรียกให้ถูก ต้องเรียกว่าเป็น ‘ความปรารถนาภายใน’ อันไม่พึ่งพิงและไม่อ้างอิงต่อกรอบใด ๆ มากกว่า 

นี่คือข้อสรุปจากการสังเกตว่าตัวละครในหนังของผู้กำกับคนนี้ ไม่ได้เป็นตัวละครที่ต้องการเอาชนะหรือโค่นล้มระบบ เป็นเพียงคนธรรมดาที่ต้องการใช้ชีวิตด้วยสัญชาตญาณและเชื่อในความรู้สึกตัวเอง เท่านั้นเองครับ

ทำให้เดาว่านี่แหละมั้งครับ ที่ทำให้ผมถึงแม้จะเป็นมนุษย์เพศชาย แต่ด้วยการนำเสนอความต้องการของตัวละครที่แค่อยากเป็น ‘คนธรรมดาที่มีความสุข’ ผ่านการเรียงร้อยด้วยการเล่าเรื่องอย่างค่อยเป็นค่อยไป การถ่ายทอดด้วยการเขียนและกำกับที่กำลังดี ไม่ขาด ไม่เกิน ผ่านไดอะล็อกและฉากที่เรียบง่าย และการให้ความสำคัญกับการแคสต์นักแสดง ทำให้รู้สึกเชื่อมโยงกับตัวละครที่เป็นแม่กับลูกสาวคู่นี้ได้มาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อหนังพูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างมีชีวิตอยู่ และการที่มันถูกสะบั้นลงด้วยความตาย ซึ่งเราทุกคนต่างก็ต้องเผชิญด้วยแล้ว

Petite Maman เด็กหญิง 2 คน กระท่อมกลางป่า และความลับที่ว่าพวกเธอคือแม่ลูกกัน

หลังจากดูจบไปส่องหาข้อมูลมา พบว่ามีการระบุว่าหนังเรื่องนี้เป็นหนังดราม่า-แฟนตาซี แต่ผมกลับมองว่า มันเป็นหนังไซไฟที่ใช้เรื่องกาลเวลาและสถานที่มาบอกเล่าประเด็นความสัมพันธ์ของสองแม่ลูก ราวกับต้องการจะบ่งบอกว่าสิ่งนี้อยู่เหนือกาลเวลาและเงื่อนไข หรือเป็นประโยคที่เราเคยได้ยินกันมานักต่อนักแล้วอย่าง ‘รักเหนือกาลเวลา’ ด้วยฟิลเตอร์หน้าเลนส์ที่เป็นเด็กหญิงสุดน่ารัก 2 คน น่ารักเสียจนดูไปเผลอยิ้มไปโดยไม่รู้ตัว ซึ่งดูเผิน ๆ เหมือนหนังจะเกี่ยวกับอดีตของอีกคนและอนาคตของอีกคน แต่ที่จริงแล้ว ทั้งหมดคือปัจจุบันที่ส่งผลถึงกันและกัน เป็นเพียงช่วงเวลาหนึ่ง โมเมนต์หนึ่งที่ได้เผชิญ

ก่อนที่อีกไม่ช้ามันก็จะผ่านไป

Petite Maman จึงเป็นการบอกเล่ากรณีที่ไม่สามารถเกิดขึ้นได้จริง ทั้งสายสัมพันธ์ 2 ทาง หรือ ‘ความสัมพันธ์ประเภทแม่-ลูก’ โดยจับทั้งคู่มาอยู่ในสถานะที่เท่ากัน เหลือแต่ความรู้สึกที่มีให้กันแบบบริสุทธิ์แบบที่เด็ก ๆ มีให้กัน กับความสัมพันธ์ 3 ทาง คือ ‘แม่-ลูก-ยาย’ ที่ทั้งสองเป็นเพื่อนกัน และยายผู้ล่วงลับที่ยังมีชีวิตอยู่ (ในขณะนั้นมีสถานะเป็นแม่) โดยพูดถึงการกอบโกยช่วงเวลาที่มี เพื่อคิด เพื่อทำ เพื่อรู้สึก ก่อนจะไม่มีโอกาสได้สัมผัสสิ่งเหล่านี้อีก เพื่อให้ช่วงเวลาที่กำลังจะกลายเป็นอดีตนี้ เป็นช่วงเวลาที่มีค่า มีความหมาย และไม่ได้เป็นช่วงเวลาปัจจุบันของทั้งคู่ที่แค่ผ่านมาและผ่านไป

ซึ่งนั่นทำให้ความสงสัยในเงื่อนไขของการมาเจอกันอันผิดธรรมชาตินี้ เป็นสิ่งที่ถูกรองไว้ด้านล่างและจางหายไปโดยปริยาย เพราะหนังค่อนข้างชัดเจนมาก ๆ ครับว่า ต้องการให้ความสำคัญกับเรื่องใดมากที่สุด

Petite Maman เด็กหญิง 2 คน กระท่อมกลางป่า และความลับที่ว่าพวกเธอคือแม่ลูกกัน

แม้หนังจะยาวเพียง 1 ชั่วโมง 12 นาที แบบที่เรียกได้ว่าสั้นกว่าซีรีส์บางเรื่องในสมัยนี้เสียอีก แต่ก็ใช้เวลาได้คุ้มค่าและสื่อเนื้อหาสำคัญอย่างครบถ้วนแบบไม่อืดไม่ยืด หรือจริง ๆ คงต้องพูดว่า Run Time เท่านี้ของหนัง หมายความว่า ผู้กำกับรู้ว่าตัวเองต้องการจะเล่าอะไร เมื่อเนื้อหามีเท่านี้ ใช้เวลาเท่านี้ก็พูดได้ครบแล้ว Petite Maman จึงเป็นหนังที่กินแล้วอิ่มท้องแบบกำลังดี ไม่มากไม่น้อยจนเกินไป ไม่จุกหรือไม่รู้สึกหิวจนต้องหาขนมขบเคี้ยวมาเสริมพื้นที่ว่างของกระเพาะอีก

นอกจากนี้ สิ่งที่น่าประทับใจคือความน่ารักของสองฝาแฝด Identical Twins คือน้อง Joséphine Sanz ที่รับบทเป็น Nelly และ Gabrielle Sanz ที่รับบทเป็น Marion ทั้งสองคนเลือกมาจากการที่ Céline Sciamma ตั้งโจทย์ไว้อย่างหนักแน่นว่า ทั้งสองตัวละครต้องรับบทโดยนักแสดงที่เป็นพี่น้องกันเท่านั้น เพราะสายใยพี่น้องจากนอกจอหรือชีวิตจริง หรือเคมีของผู้ข้องเกี่ยวกันทางสายเลือดของเด็กหญิงทั้งสอง จะแปรเปลี่ยนมาเป็นเคมีแม่ลูกที่น่าเชื่อถือบนหน้าจอได้

ภาพยนต์ เจ้าหญิงน้อย หนังอบอุ่นหัวใจ ความสัมพันธ์ข้ามเวลาของเด็กหญิงวัย 8 ขวบ 2 คน ในกระท่อมกลางป่า

นอกจากนี้แล้ว ความน่าสนใจที่สุดของ Petite Maman คือการที่เรามองหนังได้ 2 แบบครับ

แบบแรกคือมองทุกอย่างอย่างที่มันเป็น คือเด็กหญิง Nelly หลุดเข้าไปในป่า เจอแม่ตัวเอง และเกิดเป็นสายสัมพันธ์แม่-ลูก ที่กลายเป็นเพื่อนกัน โดยมีรายละเอียดที่ผมอยากให้ผู้อ่านไปสัมผัสความอบอุ่นหัวใจกันเอง แต่อีกแบบคือแบบที่ผมมองว่าน่าสนใจไปอีกทาง นั่นคือมองแบบสัญลักษณ์ ว่าทั้งหมดเป็นการเดินทางภายในจิตใจ เป็นการ Revisit Good Old Memories และที่เราเห็นคือภาพจำลองสายสัมพันธ์ของการที่ ‘แม่ลูกเปิดอกคุยกันถึงอดีต สนิทกันมากขึ้น หลังความตายของยาย’ เท่านั้นเอง

หากมองแบบที่ 2 จะกลายเป็นว่า การที่สองแม่ลูกเดินทางไประลึกความหลังในบ้านที่ Marion (แม่) เติบโตมา คือการที่แม่เริ่มเผยรายละเอียดเกี่ยวกับวัยเด็กของเธอ จากการนึกถึงช่วงเวลาที่ได้ใช้กับแม่ตัวเอง (ยาย) และเล่าให้ลูกฟัง จนก่อร่างสร้างตัวในหัวของเด็กน้อยอย่างชัดเจนว่า ที่บ้านแม่ตรงนี้เป็นแบบนี้ ยายตอนยังมีชีวิตอยู่เป็นแบบนี้ สมุดการบ้านแม่เป็นแบบนี้ และกลายเป็นว่าคนแม่ไม่เคยจากไปไหนเลยตลอดทั้งเรื่อง เพียงแต่พอเล่าย้อนกลับไป เธอเหมือนได้กลับไปเป็นเด็กตอนวัยเท่า Nelly (คนลูก) อีกครั้ง

ทั้งหมดนี้จะทำให้สำหรับ Marion แล้ว ตัวละครพ่อที่ไปด้วยและพบเจอ Nelly คือการวาดภาพสามีและลูกในอนาคตของ Marion เอง ว่าอยากมีลูกตอนอายุเท่านี้ สามีหน้าตาประมาณนี้ และได้ลูกสาววัยเท่านี้ ในขณะเดียวกัน ฝั่งของ Nelly มีการเปิดอกนำไปสู่การสนิทกันมากขึ้นของสองแม่ลูก จนทั้งคู่สนิทกันเหมือน ‘เพื่อน’

ภาพยนต์ เจ้าหญิงน้อย หนังอบอุ่นหัวใจ ความสัมพันธ์ข้ามเวลาของเด็กหญิงวัย 8 ขวบ 2 คน ในกระท่อมกลางป่า

สิ่งที่ทำให้คิดเช่นนั้น เพราะในเรื่องจะมีฉากหนึ่งที่ Marion บอก Nelly ว่า “หากต้องการเห็นอะไรในความมืด ปิดไฟ จากนั้นรอสายตาปรับตัวก่อน เราจึงจะเห็นเสือดำที่ปลายเตียง” อาจฟังดูย้อนแย้งที่มืดแล้วเห็น แต่เพราะความมืดช่วงแรกมีแต่ความมืดที่มืดสนิท แต่พอสายตาปรับตัว แม้ยังมืดอยู่ เราก็จะสามารถ ‘จินตนาการ’ และคิดเป็นตุเป็นตะได้มากขึ้น การสูญเสียยายเองก็คงไม่ต่างอะไรกับการเผชิญกับความมืด และสายตาที่ค่อย ๆ ปรับตัวได้

ภาพยนต์ เจ้าหญิงน้อย หนังอบอุ่นหัวใจ ความสัมพันธ์ข้ามเวลาของเด็กหญิงวัย 8 ขวบ 2 คน ในกระท่อมกลางป่า

เมื่อมองแบบนี้แล้ว อาจตอบคำถามได้ว่า ทำไมแทนที่จะเป็น ‘ไซไฟ’ หนังกลับถูกระบุว่าเป็น ‘แฟนตาซี’ ที่บ่อยครั้งมักจะเป็นคำนิยามหนังที่เกี่ยวกับจินตนาการ สิ่งที่เกิดขึ้นในเรื่องตีความเป็นการเดินทางภายในหัวของเด็กคนหนึ่ง โดยสะท้อนถึงความคิด ความตั้งใจ ความกลัว และความปรารถนาเบื้องลึก อย่างหนังเรื่อง Bridge to Terabithia (2007) หรือ Where the Wild Things Are (2009)

การมองว่าเป็นหนังแฟนตาซี จินตนาการยังชวนคิดเชิงสัญลักษณ์ในรูปแบบนี้ได้เช่นกันครับว่า บ้านหลังนั้นคือบ้านจริง ๆ ที่ไปขนของ แต่เรื่องที่เกิดขึ้นในป่ากับบ้านในช่วงเวลาอดีต คือสัญลักษณ์ของความจริงและความทรงจำตามลำดับ โดยมีสถานที่ตรงกลางคือกระท่อมกลางป่าที่เด็กหญิงทั้งสองช่วยกันสร้างขึ้นให้เป็นเรื่องราว ที่เป็นช่วงเวลาที่ทั้งคู่ได้ทำความรู้จักจนสนิทสนมกันมากขึ้น หรือมองว่ากระท่อมคือบ้านขนาดเล็ก ที่แสดงถึงความบริสุทธิ์ของเด็กก็ได้เหมือนกัน

เมื่อมีผู้จากไป การเคลียร์ข้าวของคือสิ่งที่ต้องเกิดขึ้น สิ่งที่สำคัญที่สุดไม่ใช่เรื่องที่ว่า เราต้องใช้แรงและเวลาขนาดไหนในการทำสิ่งนี้ แต่มันคือเรื่องที่ว่าในระหว่างทาง ข้าวของพวกนั้นมีความหมายแค่ไหนและทำให้เราระลึกถึงอดีตได้มากน้อยเพียงใด การกลับไปหาสิ่งเหล่านี้อีกครั้งและการจัดบ้าน กระตุ้นให้เรานึกถึงและพูดถึงว่า กาลเวลากับตัวเราที่ไหลผ่านรอบ ๆ มันไม่ต่างอะไรกับการย้อนอดีตด้วยจิตใจ ที่ภาษาอังกฤษใช้คำว่า ‘Mental Time Travel’

สุดท้ายแล้วไม่ว่าจะมองหนังเป็นแบบไหน ผมมองว่าหนังเรื่องนี้ให้คุณค่าแบบ Double Cheese Burger ครับ คือกัดไป 1 คำ ได้กินเนื้อและชีสทั้งสองชั้นพร้อมกัน (น่าจะมีคนคิดว่าผมเป็นสายหิวแน่ ๆ เพราะเปรียบเทียบด้วยการกินตั้ง 2 ครั้ง แต่แบบนี้จะเห็นภาพที่สุด) โดยเบอร์เกอร์มีชื่อเมนูว่า ‘Petite Maman’ ที่รังสรรค์โดย Céline Sciamma เชฟเมืองน้ำหอม และมีความอร่อยที่ Juicy กำลังดีด้วยเนื้อ ผักและซอสที่มีชื่อว่า ‘บท ไดอะล็อก และการกำกับ’ และเมื่อนำชื่อเมนูมาแปลและแยกเป็น 2 คำ จะได้เป็น Little หรือ เจ้าหนู Nelly กับ Mama หรือเจ้าหนู Marionดูจบแล้ว เป็น 1 ชั่วโมงกว่าที่ทำให้อมยิ้มและอิ่มเอมมาก ๆ ครับ สำหรับผมแล้ว Petite Maman ไม่ใช่หนังดราม่าเลย แต่คือหนัง Coming of Age ของคำว่าแม่-ลูก ที่ต้องเติบโตขึ้นทั้งในอดีตและปัจจุบัน เพื่อจะมูฟออนและใช้ชีวิตต่อไปในอนาคต

Writer

โจนี่ วิวัฒนานนท์

แอดมินเพจ Watchman ลูกครึ่งกรุงเทพฯ-นนทบุเรี่ยน และมนุษย์ผู้มีคำว่าหนังและซีรีส์สลักอยู่บนดีเอ็นเอ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load