สงขลาเปรียบเสมือน Melting Pot แดนใต้ หลอมรวมวัฒนธรรมไทย จีน และมลายู ไว้อย่างลงตัว ผู้คนทั้งสามกลุ่มสามารถใช้ชีวิตอย่างกลมเกลียว ในขณะที่เชิดชูอัตลักษณ์และวิถีชีวิตวัฒนธรรมของตนเองได้อย่างภาคภูมิ พหุวัฒนธรรมสะท้อนออกมาผ่านศาสนสถาน สถาปัตกรรม และวัฒนธรรมอาหาร ทำให้สงขลามีเอกลักษณ์น่าค้นหา โดยเฉพาะในย่านเมืองเก่าซึ่งรุ่มรวยด้วยประวัติศาสตร์

แต่เสน่ห์เหล่านี้จะไม่ถูกค้นพบหรือถูกหยิบยกมาทำให้เกิดคุณค่า หากคนในชุมชนไม่ออกมาสำรวจเมือง

ทางภาครัฐและคนในพื้นที่มองเห็นปัญหานี้ จึงต้องการเชิญชวนให้ผู้คนออกมาทำความรู้จักกับชุมชนของตน เป็นเหตุผลให้ในปีที่ผ่าน ๆ มามีการจัดโครงการสร้างสรรค์ต่าง ๆ ที่จะช่วยสร้างความผูกพันระหว่างคนและย่านเก่าเมืองสงขลา

ทว่า เมืองสงขลายามค่ำคืนยังขาดชีวิตชีวาอยู่ เมื่อเทียบกับกลางวัน 

เพราะไม่อยากให้อาทิตย์ตกเป็นอุปสรรคในการค้นพบเสน่ห์ของเมือง โครงการในปีนี้จึงเลือกจัดนิทรรศการแสดงแสงไฟ ‘The Wall at Songkhla 2022’ ขึ้น

การแสดงแสงไฟตามสถานที่ท่องเที่ยวที่คุ้นเคย มักเป็นการเล่นกับเทคนิคแสง สี เสียงที่ฉูดฉาด เป็นการชวนคนให้ออกมา ‘ชมแสง’ แต่การจัดแสดงแสงไฟที่ The Wall at Songkhla 2022 แตกต่างออกไปเพราะเป็นการตีความเรื่องราวของสงขลาผ่านดวงไฟ ซึ่งทำให้ย่านเมืองเก่ายามสิ้นแสงตะวันทั้งปลอดภัยและงดงาม เป็นการชวนให้คนออกมา ‘ชมเมือง’

The Wall at Songkhla 2022 นิทรรศการแสงไฟในสงขลา ชวนคนออกมาชมเมืองเก่ายามค่ำคืน

เปิดสวิตช์

นิทรรศการแสดงแสงไฟที่ย่านเมืองเก่าสงขลาในครั้งนี้ ถือเป็นโปรเจกต์ร่วมระหว่าง Creative Economy Agency (CEA) เทศบาลนครสงขลา คนในชุมชน และทีม Lighting Designers Thailand (LDT) โดยความร่วมมือเริ่มต้นขึ้นจากการที่ CEA ต้องการเข้ามาทำกิจกรรมซึ่งจะช่วยพัฒนาชุมชนสงขลาได้ การรับฟังและทำความเข้าใจความต้องการที่แท้จริงของคนในพื้นที่เป็นสิ่งสำคัญมากต่อการสร้างโครงการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน จึงมีการระดมสมองขอความคิดเห็นจากคนในชุมชนถึงประเด็นที่พวกเขาต้องการพัฒนาหรืออยากเห็นเกิดขึ้นในเมืองสงขลา สุดท้ายจึงได้คำตอบว่า ความเปลี่ยนแปลงที่พวกเขาอยากเห็น คือ 

หนึ่ง อยากให้เมืองปลอดภัย สัญจรสะดวก 

สอง อยากให้เมืองไม่เงียบเหงาในยามดึก 

สาม อยากให้มีการอนุรักษ์ทรัพย์สินทางวัฒนธรรม 

และ สี่ อยากให้เมืองของพวกเขาสวยงาม

หลังจากนำปัญหาเหล่านี้มาวิเคราะห์เพื่อหาสาเหตุและหนทางแก้ปัญหา ก็พบว่า ‘แสงไฟ’ อาจตอบโจทย์เหล่านี้ได้ 

ด้วยเหตุนี้ CEA จึงจับมือกับ LDT กลุ่มนักออกแบบแสงไฟ Urban Lighting มืออาชีพที่มีแนวคิดว่าแสงไฟทำได้มากกว่าให้แสงสว่าง แต่เป็นเครื่องมือพัฒนาเมืองได้ โดยสิ่งแรกและสิ่งสำคัญที่สุดที่ต้องคำนึงถึงในการติดตั้งไฟคือบริบทแวดล้อมของเมืองและวิถีชีวิตของชุมชน เพราะหากไม่ทำความเข้าใจเรื่องนี้ แสงไฟที่ติดตั้งจะไปกลบเสน่ห์ของเมือง แทนที่จะส่องความน่าสนใจให้โดดเด่นขึ้น 

จากความร่วมมือของ 3 ฝ่ายที่มีเป้าหนึ่งเดียว คือ พัฒนาเมืองสงขลา จึงเกิดเป็น The Wall at Songkhla 2022 นิทรรศการทดลองใช้แสงไฟเปลี่ยนชุมขน 

The Wall at Songkhla 2022 นิทรรศการแสงไฟในสงขลา ชวนคนออกมาชมเมืองเก่ายามค่ำคืน

เล่าเรื่องด้วยแสง 

นิทรรศการจัดแสดงแสงไฟด้วยกัน 3 จุด 

The Wall 1 : The Prime Light (An-nur อันนูร) จัดแสดงที่มัสยิดอุสาสนอิสลามหรือมัสยิดบ้านบน มัสยิดที่อยู่คู่เมืองมายาวนาน และเป็นสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นที่สมผสานระหว่างสถาปัตยกรรมไทยกับอิสลามได้อย่างลงตัว 

The Wall 2 : Moonlight Serenade หรือ ‘ลำนำแสงจันทร์’ จัดแสดงในซอยดอกพวงคราม ข้างห้างหุ้นส่วนจำกัดกรุงทองภาคใต้ เป็นซอยที่คนนิยมมาเชยชมดอกพวกครามและวิวทะเลสาบในตอนกลางวัน 

The Wall 3 : Tale of the Sea หรือ ‘นิทานแห่งท้องทะเล’ จัดแสดงในตรอกข้างร้าน The Apothecary of Singora (Apo Store) เป็นทางเท้าที่เชื่อมระหว่างนครในและนครนอก 

เหตุผลที่เลือก 3 จุดนี้ เพราะทุกจุดคือตำแหน่งที่เชื่อมต่อเมืองได้ เดินเท้าถึงกันได้ทั้งหมด และทุกจุดมีเรื่องราวที่น่าสนใจแตกต่างกันไป ทำให้การจัดแสดงแสงไฟในแต่ละจุดมีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง 

สำหรับ The Wall 1 : The Prime Light (An-nur อันนูร) มีการหยิบยกบทโองการในคัมภีร์อัลกุรอานบทหนึ่งชื่อ อันนูร ซึ่งพูดถึงพระองค์อัลเลาะห์ผู้มีรัศมีเจิดจรัสมาเป็นคอนเซ็ปต์จัดแสดงแสงไฟ 

The Wall at Songkhla 2022 นิทรรศการแสงไฟในสงขลา ชวนคนออกมาชมเมืองเก่ายามค่ำคืน

หลังจากทดลองติดตั้งไฟไปหลายแห่ง สุดท้ายมีการติดไฟหลักบริเวณหออาซาน โดมมัสยิด และบ่อน้ำหน้าต้นไม้ใหญ่ เพราะเป็นตำแหน่งที่ทำให้โครงสร้างของตึกชัดเจนขึ้นยามกลางคืน เป็นที่สังเกตเห็นในระยะไกลขึ้น และสื่อสารถึงความสว่างไสวของพระอัลเลาะห์ได้อย่างเหมาะสม 

การติดตั้งแสงไฟทุกจุดเลือกใช้วิธีที่สร้างผลกระทบกับสถาปัตยกรรมเก่าแก่ให้น้อยที่สุด และทำให้แสงไฟกลืนไปกับตัวอาคารมากที่สุด 

แมร์-ดนัย โต๊ะเจ ผู้ประกอบการซึ่งสนใจศึกษาประวัติศาสตร์สงขลา เล่าให้ฟังถึงความประทับใจเมื่อเห็นไฟที่ติดตั้ง 

“ลักษณะเด่นอย่างหนึ่งของเมืองสงขลาคือความเป็นพหุวัฒนธรรม มีคน 3 กลุ่มอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขมาช้านาน ในเขตเมืองเก่ามีศาสนสถานของทั้ง 3 ศาสนาอยู่กลางเมือง ซึ่งมีไม่กี่ที่ที่จะมีลักษณะแบบนี้ ฉะนั้นสิ่งนี้ควรเป็นสิ่งที่เราเชิดชูให้เป็นสิ่งที่โดดเด่นของเมือง

“ตอนย้ายมาอยู่สงขลาใหม่ ๆ บ้านผมอยู่ตรงกลางเมืองพอดี ตื่นเช้ามาเห็นไฟส่องเจดีย์วัดสวยงาม แต่พอหันมาทางมัสยิด มืดจัง มองไม่เห็นความสวยงามเลย ทั้ง ๆ ที่เราพยายามเชิดชูทั้ง 3 ศาสนา 

“ผมเลยดีใจมากที่ทาง CEA และ LDT ให้ความสำคัญกับมัสยิด การติดตั้งไฟในครั้งนี้เป็นการเติมเต็มให้กับคนในชุมชน และเป็นการยกระดับความโดดเด่นให้กับคนทั้ง 3 ศาสนาได้อย่างน่าภาคภูมิใจ เหมือนฝันเลยครับ” 

The Wall at Songkhla 2022 นิทรรศการแสงไฟในสงขลา ชวนคนออกมาชมเมืองเก่ายามค่ำคืน

เดินต่อไปจากมัสยิดไม่กี่นาที ก็มีเสียงดนตรีแจ๊สที่ดังมาจาก The Wall 2 : Moonlight Serenade ‘ลำนำแสงจันทร์’ วิวทะเลสาบและดอกพวกครามเป็นภาพความฝันในตอนกลางวันภายในซอยที่จะสลายลงเมื่อสิ้นแสงสุดท้าย การติดตั้งไฟในจุดนี้จึงตั้งใจบันดาลให้ทั้งต้นพวกคราม ทะเลสาบ และตัวอาคารกลายเป็นดินแดนแห่งความฝันใต้แสงจันทร์ในตอนกลางคืนด้วย 

The Wall at Songkhla 2022 นิทรรศการแสงไฟในสงขลา ชวนคนออกมาชมเมืองเก่ายามค่ำคืน

“เราเห็นอาคารต่าง ๆ ดูธรรมดา ไม่มีอะไร แต่พอเอาไฟส่อง มันสวยขึ้นมาโดยไม่ต้องมีลวดลายหวือหวาเลย” แมร์ชวนมองความงดงามชวนฝันของ ‘กำแพง’ ที่ใช้จัดแสดง ซึ่งตอนกลางวันเป็นบ้านและร้านอาหารธรรมดา 

นอกจากนี้ยังมีวงดนตรีทรีโอของนักศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัยมาบรรเลงดนตรีสด ตั้งแต่แนวสวิง จนถึงเพลงรองเง็งพื้นเมืองภาคใต้คลอไปกับแสงไฟ เป็นที่มาของเสียงเพลงที่มาก่อนแสงในตอนต้น 

“เห็นว่าดอกไม้กับพระจันทร์สวยดี เลยอยากเพิ่มความสดชื่นขึ้นไปอีกด้วยเสียงเพลง ก็เลยชวนน้อง ๆ เขามาเล่น” ดร.เจร สุวรรณชาต อาจารย์คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มทร.ศรีวิชัย ผู้ขับเคลื่อนเมืองสร้างสรรค์และผู้ที่ชวนนักดนตรีมาในคราวนี้กล่าว 

“ที่สำคัญคืออยากโชว์คนสงขลาด้วยว่า มีวงเล็ก ๆ น่ารัก ๆ อย่างนี้ในเมืองของเราด้วย” 

เดินถัดไปอีกไม่ไกล เราก็มาถึง Wall ที่ 3 : Tale of the Sea ‘นิทานแห่งท้องทะเล’ ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากนิทานพื้นบ้านเรื่อง เกาะหนูเกาะแมว ว่ากำเนิดจากแมว หนู และสุนัขที่แย่งลูกแก้วกัน จุดนี้ใช้ความสวยงามของไฟเชิญชวนให้คนเดินผ่านทางเท้าที่เชื่อมนครในและนครนอกได้อย่างแยบยล เพราะหลายคนลองเปลี่ยนเส้นทางสัญจรปกติของตน แล้วเดินผ่านตรอกนี้เพื่อถ่ายรูป ระหว่างเดินดูเรื่องราวของสัตว์ทั้ง 3 ที่กำลังไล่จับลูกแก้วในยามค่ำคืน 

The Wall at Songkhla 2022 นิทรรศการแสงไฟในสงขลา ชวนคนออกมาชมเมืองเก่ายามค่ำคืน

ปั้น-พิมพรรณ สังข์กรณ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนากลยุทธ์พื้นที่สร้างสรรค์จาก CEA ทิ้งท้ายว่า ความสวยงามทั้งหมดจะไม่เกิดขึ้น หากคนในชุมชนไม่ให้ความร่วมมือ 

“จริง ๆ โดยลำพัง CEA และ LDT เข้ามาก็แปลกแยก แต่คนในพื้นที่ให้ความร่วมมือดีมากตั้งแต่เริ่มติดตั้งแสงไฟ ช่วยหาอุปกรณ์บ้าง ทางมัสยิดเลี้ยงข้าวบ้าง แล้วก็แบ่งปันพื้นที่ให้จัดแสดงแสงไฟด้วย” 

การทำงานร่วมกันยังทำให้คนในพื้นที่รู้สึกมีส่วนร่วมกับโครงการ และรู้สึกว่าแสงไฟเป็นของพวกเขาอย่างแท้จริง

The Wall at Songkhla 2022 นิทรรศการแสงไฟในสงขลา ชวนคนออกมาชมเมืองเก่ายามค่ำคืน

ก้าวต่อไปเพื่อแสงไฟของชุมชน 

นิทรรศการแสดงแสงไฟในครั้งนี้ถือเป็นการทดลองทำโปรเจกต์ใหม่ในเมืองเก่าสงขลา เป็นการเตรียมให้ชุมชนพร้อมสำหรับการพัฒนาในขั้นต่อไป และเป็นการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง 

อย่างไรก็ตาม หากอยากให้ความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นจริง การทำโครงการในอนาคตจะต้องคำนึงถึงการขยายสเกลงานให้ครอบคลุมพื้นที่มากขึ้น 

“เห็นไหมครับว่าถนนทั้งเส้นนี้ยังมืดอยู่ เราหวังว่าจะมีการติดตั้งไฟที่ไม่รบกวนสายตา ทั้งสว่าง และสวยให้กับถนนหลายเส้นในอนาคต” นี่คือสิ่งที่แมร์ต้องการจะเห็น เขาเข้าใจดีว่าการติดตั้งไฟเป็นงานละเอียดอ่อนและต้องใช้เวลา แต่ “เราก็ค่อย ๆ ทำไป ไม่จำเป็นต้องเสร็จวันนี้พรุ่งนี้ก็ได้ ผมคิดว่าถ้าเริ่มทำก็ มีหลายคนที่ยินดีจะช่วย” 

อีกประการหนึ่งคือ หลังจากวันที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2565 แสงไฟที่ใช้แสดงจะถูกถอดออกทั้งหมด เหลือไว้เพียงบางจุดบริเวณมัสยิดเท่านั้นที่จะอยู่ต่อถาวร หากจะให้แสงไฟกลายเป็นของชุมชนจริง ๆ ในอนาคต ต้องคำนึงถึงวิธีการยืดระยะเวลาติดตั้งให้ยาวนานขึ้น ถ้าถาวรได้ยิ่งดี 

“ระยะที่ไฟติดตั้งมันสั้นเหลือเกิน เราอยากให้เกิดขึ้นในระยะยาว เป็นแสงไฟที่ทั้งให้ความสว่างและสีสันกับเมืองจริง ๆ” เอ๋-ปกรณ์ รุจิระวิไล ผู้ก่อตั้ง a.e.y. Space พูดในฐานะคนสงขลาคนหนึ่ง 

“จากการที่ได้พูดคุยและขอความคิดเห็นจากชุมชน พบว่าคนสงขลาไม่ได้ต้องการสิ่งที่หวือหวา แต่ต้องการอะไรที่อยู่ได้นาน ใช้ได้จริงแล้วก็สวยงาม” 

ขณะนี้ข้อจำกัดหลักคือ ไฟที่นำมาติดตั้งใช้งบประมาณค่อนข้างสูง หมายความว่าหากอยากให้ไฟอยู่ต่อ ต้องระดมทุนสนับสนุนจากหลายภาคส่วน แต่ข่าวดีคือ เมื่อไม่นานมานี้มีโครงการหนึ่งแสดงให้เห็นว่า การทำให้แสงไฟให้เป็นของชุมชนอย่างแท้จริงเป็นไปได้

วัดศิริวรรณาวาส นิทรรศการแสงไฟในย่านเมืองเก่าสงขลา ที่ไม่ได้แค่ทำให้เมืองสวยปลอดภัยยามค่ำ แต่ยังช่วยให้เข้าใจวัฒนธรรมสงขลามากขึ้น

 ทาง LDT ได้ไปออกแบบแสงไฟให้กับ วัดศิริวรรณาวาส วัดเก่าแก่ที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์และสถาปัตยกรรมของจังหวัดสงขลา สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ด้วยรูปแบบสถาปัตยกรรมผสมระหว่างไทย-จีน-โปรตุเกส และตั้งอยู่ใกล้ชิดชุมชนมุสลิม 

วัดศิริวรรณาวาส จึงถือเป็นสถานที่แรก นอกเหนือจาก The Wall ทั้งสาม ที่ LDT ออกแบบแสงไฟให้ โดยไฟทุกดวงถวายให้วัดติดตั้งถาวร 

วัดศิริวรรณาวาส นิทรรศการแสงไฟในย่านเมืองเก่าสงขลา ที่ไม่ได้แค่ทำให้เมืองสวยปลอดภัยยามค่ำ แต่ยังช่วยให้เข้าใจวัฒนธรรมสงขลามากขึ้น

ปู-เชนทร์ บุญญโส ผู้ร่วมบูรณะและดูแลวัดบอกว่า ตัวเขาและชาวบ้านดีใจมากที่มีการนำดวงไฟ ซึ่งออกแบบมาอย่างเข้าใจการใช้งานและเข้าใจประวัติศาสตร์ของวัดมาติดตั้ง เพราะช่วยดึงดูดผู้คนให้มาเยี่ยมชมมากขึ้น แสงไฟที่นำมาจัดวางทำให้ตัวอาคารดูสวยขึ้นกล้องกว่าแต่ก่อน คนที่มาก็จะได้รูปสวย ๆ ไปแชร์ต่อ ทำให้วัดเป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้น สำคัญที่สุด แสงไฟทำให้วัดที่เขารักดูงดงาม และช่วยเสริมให้บรรยากาศศักดิ์สิทธิ์มากขึ้น ส่องสว่างให้ผู้มาเยี่ยมชมเห็นคุณค่าของวัดศิริวรรณาวาสในแง่มุมต่าง ๆ อย่างที่เขามองเห็น

โปรเจกต์แสงไฟเล็ก ๆ ในสงขลาเหล่านี้ดูเรียบง่าย แต่ก็ฉายให้เห็นความตั้งใจของหลายภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน และชุมชน ในการพัฒนาเมืองเก่าอย่างยั่งยืน โดยเคารพประวัติศาสตร์ความเป็นมาของเมือง รับฟังความต้องการของชุมชน เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่และนักสร้างสรรค์เข้ามาเสริมการเปลี่ยนแปลงในเชิงบวก เพื่อทะนุถนอมเมืองเก่าที่รักให้สวยงามน่าอยู่สำหรับทุกคน

วัดศิริวรรณาวาส นิทรรศการแสงไฟในย่านเมืองเก่าสงขลา ที่ไม่ได้แค่ทำให้เมืองสวยปลอดภัยยามค่ำ แต่ยังช่วยให้เข้าใจวัฒนธรรมสงขลามากขึ้น

 

Writer

จันท์จุฑา ลดาวัลย์ ณ อยุธยา

ตอนเป็นเด็กหญิงคิดว่าถ้ามีพลังวิเศษไม่ได้ก็ขอเขียน ถ้าเขียนไม่ได้ก็ขอร้องเพลง ปัจจุบันเป็นนางสาวนักฝึกฝนตนเองให้ไวต่อความจริงใจ เพราะดันไปแอบชอบพลังวิเศษชนิดนี้ในตัวคน

Photographer

ไลลา ตาเฮ

อดีตนักเรียนออกแบบที่สนิทกับกล้องถ่ายรูปมากกว่าเมาส์ปากกา สบายใจกับการเดิน 10 กิโลมากกว่าการวิ่ง 100 เมตร และเป็นคู่ต่อสู้ที่สมน้ำสมเนื้อกับการอากาศร้อน

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

พระราชพิธีพระบรมศพ สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 เปี่ยมไปด้วยความหมายทุกขั้นตอน ในงานถ่ายทอดสดทั่วโลก เราต่างได้เห็นว่าเหนือหีบพระบรมศพกษัตริย์ผู้ครองราชย์ยาวนานที่สุดของสหราชอาณาจักร ประกอบไปด้วยสิ่งต่าง ๆ ที่บอกเล่าความนัยพิเศษ

ธงรอยัล สแตนดาร์ด กับเครื่องราชกกุธภัณฑ์สหราชอาณาจักร 3 ชิ้น คือ พระมหามงกุฎอิมพีเรียล สเตต (The Imperial State Crown) พระลูกโลก (The Orb) และพระคทา (The Sceptre) บ่งบอกสถานะความเป็นกษัตริย์

การ์ดสีขาวลายพระหัตถ์สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 “In loving and devoted memory, Charles R.” บ่งบอกความเชื่อมโยงระหว่างประมุขผู้ล่วงลับ กับประมุขพระองค์ถัดไปผู้เป็นพระราชโอรส

แล้วพวงหรีดดอกไม้ที่ชูช่อสดสวยอยู่ใต้การ์ดสื่อถึงอะไร วัฒนธรรมดอกไม้ในราชสำนักวินด์เซอร์เป็นอย่างไรกัน ลองมาทำความรู้จักกันเสียหน่อย

ช่อดอกไม้เหนือหีบพระบรมศพ เหล้าจิน น้ำผึ้ง น้ำหอม ผลผลิตจากสวนพระราชฐานราชวงศ์อังกฤษ
ภาพ : Peter Byrne – PA IMAGES//GETTY IMAGES

ดอกไม้ช่อสุดท้ายบนหีบนี้ออกแบบตามพระราชประสงค์ของคิงชาร์ลส์ คือใช้ดอกไม้และใบพฤกษาจากพระราชวังบักกิงแฮม กับพระตำหนักแคลเรนซ์ ในลอนดอน และพระตำหนักไฮโกรฟ มณฑลกลอสเตอร์เชียร์ เป็นที่รู้กันดีว่าคิงชาร์ลส์ทรงคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมมาแต่ไหนแต่ไร และโปรดการจัดสวนตั้งแต่ดำรงพระอิสริยยศเป็นเจ้าชายแห่งเวลส์ ดังนั้นช่อดอกไม้สดนี้จึงได้รับการออกแบบให้ย่อยสลายได้ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยช่อดอกไม้ประกอบด้วยดอกเมอร์เทิล (Myrtle) โรสแมรี่ และกิ่งโอ๊ก

เมอร์เทิลเป็นดอกไม้สีขาวที่อยู่ในช่อดอกไม้เจ้าสาวราชวงศ์อังกฤษตั้งแต่ปี 1858 ในพระราชพิธีสมรสของเจ้าหญิงวิกตอเรีย พระราชธิดาองค์โตของสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย และพระราชพิธีสมรสของเจ้าหญิงพระองค์อื่น ๆ ดอกเมอร์เทิลกลายเป็นธรรมเนียมของราชสำนักที่เจ้าหญิงและสะใภ้หลวงจะทรงถือ เพื่อสื่อถึงความรัก ความหวัง โชคลาภ ความอุดมสมบูรณ์ และความสุขในชีวิตคู่ ในพระราชพิธีสมรสของเจ้าชายวิลเลียม เจ้าชายแห่งเวลส์ และเจ้าชายแฮร์รี ดยุกแห่งซัสเซกซ์ ทั้งแคเธอรีน มิดเดิลตัน และเมแกน มาร์เคิล ล้วนถือช่อดอกไม้ที่มีดอกเมอร์เทิลจากตำหนักออสบอร์น อดีตที่ประทับของราชวงศ์อังกฤษ

เมอร์เทิลที่ใช้ในพระราชพิธีพระบรมศพนี้ ตัดมาจากต้นเมอร์เทิลที่เติบโตจากกิ่งเมอร์เทิลในช่อดอกไม้งานพระราชพิธีสมรสของควีนเอลิซาเบธ กับเจ้าชายฟิลิป ดยุกแห่งเอดินบะระ ในปี 1947 การใช้ดอกไม้ชนิดนี้จึงสื่อถึงความผูกพันต่อพระราชสวามีผู้ล่วงลับในปีที่แล้ว 

ช่อดอกไม้เหนือหีบพระบรมศพ เหล้าจิน น้ำผึ้ง น้ำหอม ผลผลิตจากสวนพระราชฐานราชวงศ์อังกฤษ
ภาพ : Forest & Kim Starr
ช่อดอกไม้เหนือหีบพระบรมศพ เหล้าจิน น้ำผึ้ง น้ำหอม ผลผลิตจากสวนพระราชฐานราชวงศ์อังกฤษ
ภาพ : Jane6592

ส่วนโรสแมรี่ พันธุ์ไม้ศักดิ์สิทธิ์ตั้งแต่ยุคอียิปต์และกรีก-โรมันโบราณ เป็นสัญลักษณ์ของการจดจำตามธรรมเนียมยุโรป ในงานอนุสรณ์สงครามหรืองานศพ ผู้ไว้อาลัยจะโยนโรสแมรี่ลงไปในหลุมศพ บทละครของเชกสเปียร์หลายเรื่องก็ใช้โรสแมรี่ในงานพิธีศพหรือกล่าวถึงผู้เสียชีวิต

“There’s rosemary, that’s for remembrance. Pray you, love, remember.”

โอฟีเลีย นางเอกแห่ง Hamlet เอ่ยถึงพ่อของเธอ 

ช่อดอกไม้เหนือหีบพระบรมศพ เหล้าจิน น้ำผึ้ง น้ำหอม ผลผลิตจากสวนพระราชฐานราชวงศ์อังกฤษ
ภาพ : Snowmanradio

ถัดมาคือกิ่งโอ๊กอังกฤษ สัญลักษณ์แห่งความแข็งแกร่งทนทาน ความอดทน และภูมิปัญญา โอ๊กเป็นไม้ท้องถิ่นขนาดยักษ์ที่สูงใหญ่ พบได้ทั่วประเทศ และมีอายุยืนยาวหลายร้อยปี ไม้เนื้อแข็งทนทานชนิดที่ว่าฟ้าฝ่ายังยืนต้นอยู่ได้ ใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย ตั้งแต่สร้างบ้าน ทำเฟอร์นิเจอร์ ไปจนถึงต่อเรือ โอ๊กเป็นไม้สำคัญทั้งในประวัติศาสตร์และตำนานของอังกฤษ และได้รับสมญานามว่าเป็น The Wooden Walls of Old England 

นอกจากนี้ หรีดดอกไม้นี้ยังประกอบด้วยดอกเพลาร์โกเนียม กุหลาบ ไฮเดรนเยีย ซีดัม ดาเลีย และสกาบิโอซา ซึ่งล้วนมาจากสวนของราชสำนัก

ช่อดอกไม้เหนือหีบพระบรมศพ เหล้าจิน น้ำผึ้ง น้ำหอม ผลผลิตจากสวนพระราชฐานราชวงศ์อังกฤษ
ภาพ : Christopher Furlong //GETTY IMAGES

ส่วนหรีดบนหีบพระบรมศพสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ในงานพระราชพิธีก่อนหน้าที่มหาวิหารเวสต์มินสเตอร์ ประกอบด้วยกุหลาบขาว ดาเลียขาว ประดับด้วยกิ่งสนจากพระราชวังบัลมอรัล พิตโตสปอรัม ลาเวนเดอร์ และโรสแมรี่จากพระราชวังวินด์เซอร์ 

ดอกไม้ขาวเป็นที่นิยมในงานศพ กุหลาบและดาเลียขาวเป็นสัญลักษณ์ของความบริสุทธิ์ ความสงบ และกุหลาบขาวก็มักอยู่ในช่อดอกไม้ของเจ้าสาวด้วยเช่นกัน ช่อดอกไม้ในพระราชพิธีพิเษกสมรสของควีนวิกตอเรียมีกุหลาบขาว ซึ่งสื่อถึงความผุดผ่อง ความไร้เดียงสา และความซื่อสัตย์ต่อกัน

ช่อดอกไม้เหนือหีบพระบรมศพ เหล้าจิน น้ำผึ้ง น้ำหอม ผลผลิตจากสวนพระราชฐานราชวงศ์อังกฤษ
ภาพ : Alkis Konstantinidis //GETTY IMAGES

นอกจากนี้ยังมีพวงดอกไม้บนหีบพระบรมศพ เมื่อเคลื่อนย้ายพระบรมศพจากพระราชวังบัลมอรัลไปที่พระราชวังฮอลีรูด ประกอบด้วยดอกดาเลีย ดอกฟล็อกซ์ ดอกฮีเธอร์สีขาว กิ่งสน และดอกสวีทพี ซึ่งสวีทพีใช้ประดับหีบพระบรมศพเจ้าชายฟิลลิปเช่นกัน พืชพรรณเหล่านี้นำมาจากบัลมอรัล 

ฮีเธอร์สีขาวเป็นสัญลักษณ์ของความโชคดีของชาวสกอตแลนด์ หายากกว่าฮีเธอร์สีม่วง มีหลายตำนานที่เกี่ยวข้องกับเจ้าดอกไม้มงคลนี้ ตำนานหนึ่งที่จับใจคนที่สุด คือโศกนาฏกรรมของคู่รักชื่อมัลวิน่ากับออสการ์ ซึ่งกำลังจะแต่งงานกัน แต่ออสการ์เสียชีวิตในการสู้รบก่อนวันแต่งงาน ผู้นำข่าวร้ายมาแจ้งแก่ว่าที่เจ้าสาว ด้วยการนำกิ่งฮีเธอร์สีม่วงมามอบให้เธอ เพื่อสื่อถึงความรักของออสการ์อันเป็นนิรันดร์ เมื่อน้ำตาของมัลวิน่าหยดลงบนกลีบดอกไม้ ฮีเธอร์สีม่วงก็แปรเปลี่ยนเป็นสีขาว 

แม้จะเศร้าโศกมาก แต่มัลวิน่าไม่ได้อยากให้ใครต้องพบความเจ็บปวดเช่นเธออีก จึงอธิษฐานให้ฮีเธอร์สีขาวนำโชคดีมาสู่ผู้พบเห็น จึงกลายเป็นธรรมเนียมว่าช่อดอกไม้เจ้าสาวมักมีฮีเธอร์สีขาว เพื่อสื่อถึงสิริมงคลแห่งชีวิตคู่ 

ส่วนสวีทพี ดอกไม้งามแสนหอมแห่งเดือนเมษายน เป็นสัญลักษณ์ของความสุข การบอกลา การขอบคุณ ความซื่อสัตย์ ซึ่งเป็นที่นิยมในอังกฤษตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 19 และเป็นดอกไม้ประจำยุคเอ็ดวาร์เดียน มักใช้จัดตกแต่งในพิธีวิวาห์หรืองานเลี้ยงอาหารค่ำ มีสมญานามว่า Queen of Annuals คำว่า สวีทพี ยังเป็นคำใช้เรียกคนรัก เด็ก หรือสัตว์น่ารัก ๆ ด้วยความเอ็นดู 

นอกจากความอ่อนหวานของภาษาดอกไม้ สิ่งที่น่าประทับใจคือการนำพรรณพฤกษาจากสวนในเขตพระราชฐานมาใช้ สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 โปรดธรรมชาติและการจัดสวน พระราชโอรสของพระองค์ก็เช่นกัน การใช้ดอกไม้จากที่ประทับต่าง ๆ ในการอำลาครั้งสุดท้าย จึงสื่อความหมายที่กินใจมาก

แถมท้ายอีกเล็กน้อยเรื่อง Royal Garden สวนอังกฤษของราชวงศ์วินด์เซอร์ลือชื่อเรื่องความงาม มีหนังสือออกมาหลายเล่ม เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชม หรือใช้จัดกิจกรรมต่าง ๆ อยู่เสมอ และผลผลิตจากสวนก็เคยนำมาสร้างโปรดักต์หลายครั้ง 

ช่อดอกไม้เหนือหีบพระบรมศพ เหล้าจิน น้ำผึ้ง น้ำหอม ผลผลิตจากสวนพระราชฐานราชวงศ์อังกฤษ
ช่อดอกไม้เหนือหีบพระบรมศพ เหล้าจิน น้ำผึ้ง น้ำหอม ผลผลิตจากสวนพระราชฐานราชวงศ์อังกฤษ
ภาพ : www.royalcollectionshop.co.uk

ช่วงโควิดที่ผ่านมา พระราชวังบักกิงแฮมก็ผลิต Buckingham Palace Dry Gin ออกมาจำหน่าย ผู้เขียนจำได้ว่าเป็นข่าวฮือฮาและจำหน่ายหมดอย่างรวดเร็วจนต้องสั่งจอง ด้วยคำโฆษณาว่าใช้วัตถุดิบ 12 ชนิด เช่น เลมอน เวอร์บีนา ฮอว์ธอร์น ใบมัลเบอร์รี่ ที่เก็บมาจากสวนในพระราชวังบักกิงแฮมอันกว้างใหญ่ไพศาลถึง 16 เฮกเตอร์ เป็นบ้านของนก 30 สายพันธุ์ และดอกไม้ป่ามากกว่า 250 ชนิด

หลังจากนั้นเลยมีผลิตภัณฑ์อีกตัวตามมา คือ Buckingham Palace Sloe Gin คือใส่ลูกสโล หน้าตาคล้าย ๆ บลูเบอร์รีลงไปหมักใน Buckingham Palace Dry Gin ให้ได้รสชาติผลไม้ จินจะออกสีแดง ๆ 

ถ้าไม่ใช่สายดื่ม ยังมีผลิตภัณฑ์น้ำผึ้งดอกฮีเธอร์พระราชวังฮอลีรูด พระราชฐานในสกอตแลนด์ แต่เว็บไซต์บอกว่าน้ำผึ้งเก็บมาจากสวนรอบ ๆ พระราชวังบัลมอรัล ซึ่งเต็มไปด้วยดอกฮีเธอร์ อันนี้ก็แปลกใจว่าทำไมตั้งชื่อที่หนึ่ง แต่เก็บน้ำผึ้งมาจากอีกที่ แต่ทั้งสองพระราชวังอยู่ในสกอตแลนด์เหมือนกัน ทั้งสามผลิตภัณฑ์สั่งจองได้ที่ royalcollectionshop.co.uk แต่ไม่มีบริการส่งถึงเมืองไทยนะ 

ช่อดอกไม้เหนือหีบพระบรมศพ เหล้าจิน น้ำผึ้ง น้ำหอม ผลผลิตจากสวนพระราชฐานราชวงศ์อังกฤษ
ภาพ : www.royalcollectionshop.co.uk

ปี 2022 นี้ คิงชาร์ลส์ก็เพิ่งออกโปรดักต์ร่วมกับแบรนด์น้ำหอม Penhaligon หมาด ๆ เป็นน้ำหอม ‘Highgrove Bouquet’ ที่ได้แรงบันดาลใจจากสวนพระตำหนักไฮโกรฟในช่วงฤดูร้อน ซึ่งเป็นที่ประทับส่วนพระองค์ของคิงชาร์ลส์มาตลอดหลายสิบปี น้ำหอมประกอบด้วยกลิ่นดอกเจอเรเนียม ลาเวนเดอร์ ไฮยาซินธ์ ซิลเวอร์ไลม์ มิโมซา ทูเบอโรส ซีดาร์ รากไอริส และมัสก์ ซึ่งเน้นเรื่องแพ็กเกจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และ 10 เปอร์เซ็นต์ของรายได้จากการขายเข้ามูลนิธิการกุศลของคิงชาร์ลส์ด้วย 

ช่อดอกไม้เหนือหีบพระบรมศพ เหล้าจิน น้ำผึ้ง น้ำหอม ผลผลิตจากสวนพระราชฐานราชวงศ์อังกฤษ
ช่อดอกไม้เหนือหีบพระบรมศพ เหล้าจิน น้ำผึ้ง น้ำหอม ผลผลิตจากสวนพระราชฐานราชวงศ์อังกฤษ
ภาพ : www.penhaligons.com/uk/en/highgrove-bouquet

ในการผลัดเปลี่ยนรัชสมัยของสหราชอาณาจักร เราอาจจะได้เห็นความเปลี่ยนแปลงใหม่ต่าง ๆ เกี่ยวกับสวนในวัง ประเทศแห่งการจัดสวนนี้ดูจะมีอะไรให้ติดตามอยู่เสมอ

ข้อมูลจาก

www.theguardian.com/uk-news/2022/sep/19/a-handwritten-note-a-crown-and-a-wreath-items-on-queens-coffin-and-what-they-signify

www.townandcountrymag.com/society/tradition/a41277503/flowers-queen-elizabeths-coffin-meaning/

inews.co.uk/news/wreath-queen-coffin-what-mean-symbolism-funeral-flower-display-explained-1865652

www.theluxurytravelgroup.com/blog/drink-like-the-queen-with-the-first-official-buckingham-palace-gin

www.delicious.com.au/drinks/spirits-cocktails/article/queen-launches-sloe-gin-made-buckingham-palace-botanicals/zc28kuoh

en.wikipedia.org/wiki/Rosemary 

tree2mydoor.com/pages/information-trees-celtic-tree-calendar-oak-tree-symbolism

www.historic-uk.com/CultureUK/The-English-Oak/ 

darachcroft.com/news/the-symbolism-of-white-heather-in-scotland

kathleenkarlsen.com/sweet-pea-flower-meaning 

www.royalcollectionshop.co.uk/ 

www.penhaligons.com/uk/en/highgrove-bouquet 

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load