29 สิงหาคม 2565
14 K

เมื่อปี 2012 คนไทยได้รู้จักและติดหนับกับ The Voice Thailand รายการประกวดร้องเพลงที่แหวกวงล้อมรายการประกวดและเกมโชว์ที่มีอยู่แล้วมากมายในวงการโทรทัศน์ไทย 

เพียงซีซั่นแรก The Voice Thailand ก็ดังเป็นพลุแตก ทำให้ 6 โมงเย็นวันอาทิตย์กลายมาเป็นเวลาที่หลายครอบครัวมานั่งดูทีวีร่วมกัน สร้างปรากฏการณ์ให้วงการโทรทัศน์ไทยที่เคยมีแต่เวลาหลังข่าวเป็นไพรม์ไทม์ (เวลาที่คนดูโทรทัศน์มากที่สุดและเป็นเวลาที่ผู้ลงโฆษณาเชื่อมั่นมากที่สุด – ผู้เขียน) 

The Voice Thailand สร้างศิลปินนามสกุล The Voice ออกมาในตลาดมากมาย รวมไปถึงโค้ชทั้ง 4 ที่กลายเป็นพระเอก-นางเอกของรายการที่ตรึงคนดูเอาไว้กับโซฟาที่บ้าน เป็นอรรถรสของวันพักผ่อนที่กลมกล่อมและอบอุ่น

ความสำเร็จนี้ ทำให้ The Voice Thailand มีซีซั่นใหม่รายปี แล้วก็ยังมี Sub Brand เป็น The Voice Kids และ The Voice Senior ออกมาเพื่อขยายฐานคนดูซึ่งก็ได้รับความนิยมไปไม่แพ้กัน

วันเวลาที่รุ่งเรืองที่สุดของ The Voice คือซีซั่น 3 เป็นซีซั่นที่เรตติ้งพุ่งทะยานไปถึง 12 เป็นเรตติ้งที่สูงที่สุดของ The Voice Thailand สูงพอ ๆ กับเรตติ้งละครหลังข่าวตอนอวสาน 

มีแบรนด์สินค้าหลายแบรนด์ยอมควักเงินสูงถึง 20 ล้านบาทเพื่อเข้าร่วมสนับสนุนรายการ และก็ยังมีผู้สนใจยอมต่อแถวยาวเหยียด เพื่อเข้าร่วมการออดิชั่นทั่วประเทศจนกลายเป็นกระแสในทุกที่ที่ทีม The Voice ไป

หากแต่คืนวันดี ๆ ไม่อาจคงอยู่ตลอดไปได้ 

กระแสความดังของ The Voice ค่อย ๆ หายไปตามกาลเวลาตั้งแต่ซีซั่นที่ 4 

ซีซั่น 7 The Voice ย้ายบ้านจากช่อง 3 ไปที่ PPTV HD 36 และหยุดผลิตไปหลังจากจบซีซั่นที่ 8

ปี 2022 นี้ The Voice Thailand กลับมาใหม่ในรูปแบบ The Voice All Stars ทางช่อง one31

การกลับมาทวงบัลลังก์ 6 โมงเย็นวันอาทิตย์รอบนี้ถูกตั้งคำถามด้วยความห่วงใยจากหลาย ๆ คน กลัวว่าจะเป็นการหาทำ เพราะเป็นที่รู้กันว่าฉากทัศน์ของสื่อที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้เงินสนับสนุนจากสปอนเซอร์ถูกกระจายไปในหลายสื่อมากขึ้น แล้วก็ยังเป็นเม็ดเงินที่น้อยลงด้วย จากพิษเศรษฐกิจที่รุมเร้าทั้งสถานการณ์โลก และโรคระบาด เรียกได้ว่าไม่ใช่ยุคที่น่าดึงดูดใจให้กลับมาทำรายการทีวีที่ต้องลงทุนสูงแบบนี้นัก

แต่กระแสและการตอบรับที่เราได้เห็นในรอบ Blind Audition ที่ผ่านมาจนถึงรอบ Battle ที่เพิ่งผ่านไป ก็ทำให้เห็นว่ามนต์เสน่ห์ของ The Voice ยังมีอยู่ แม้เรตติ้งและสปอนเซอร์จะไม่ครึกครื้นเหมือนซีซั่นแรก ๆ แต่ก็เป็นรายการที่เต็มไปด้วยความอบอุ่น มิตรภาพ และความรู้สึกขอบคุณของผู้เข้าแข่งขันและโค้ชที่เวียนกลับมาร่วมรายการกันอีกครั้ง

โอ๋-พัฒนี จรียะธนา Executive Producer และผู้ถือลิขสิทธิ์ The Voice Thailand

The Cloud ถือโอกาสนี้ ชวน โอ๋-พัฒนี จรียะธนา Executive Producer และผู้ถือลิขสิทธิ์ The Voice Thailand ตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้ มาเล่าให้เราฟังถึงการเดินทางตั้งแต่วันเริ่มต้น วันที่พุ่ง วันที่แผ่ว และวันที่ตัดสินใจกลับมาทำใหม่อีกครั้ง ท่ามกลางการผันผวนของวงการสื่อที่กระทบไปทุกภาคส่วน

นอกจาก โอ๋ พัฒนี หรือที่ทีมงานเรียกว่า ‘พี่โอ๋เล็ก’ แล้ว ยังมี โอ๋-อาจกิจ สุนทรวัฒน์ หรือ ‘พี่โอ๋ใหญ่’ ผู้ไม่สะดวกมาร่วมกับเราในวันนี้ เป็นอีกหนึ่งกุนซือผู้เสนอไอเดียการซื้อลิขสิทธ์จากบริษัทแม่ในเนเธอร์แลนด์มาทำในประเทศไทยหลังจากได้ดูการออกอากาศที่สหรัฐอเมริกา และก็ทำหน้าที่เป็นฝ่ายกลยุทธ์ด้านการผลิตรายการ เป็นเบื้องหลังความสำเร็จของมาตลอด 8 ซีซั่นอีกคนที่จะเราจะลืมไม่ได้

รายการประกวดร้องเพลงที่ไม่เหมือนใคร

รูปแบบรายการที่คัดเลือกผู้เข้ารอบจากเสียงเพียงอย่างเดียว มีโค้ชที่เป็นตัวจริงในแนวเพลงต่าง ๆ และกติกาที่ทำให้ลุ้นทุกนาที จะการันตีความสนุกอยู่แล้ว 

แต่การหากลยุทธ์เข้ามาเสริมเพื่อให้เข้ากับตลาดผู้ชมประเทศไทยก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้รายการใหม่เอี่ยมอ่อง ในช่วงเวลาที่ไม่เคยเป็นที่นิยมมาก่อนประสบความสำเร็จได้ตั้งแต่ซีซั่นแรก

“กระดุมเม็ดแรกที่เราติดถูกคือการเลือกโค้ช” โอ๋เล่าย้อนถึงจุดเริ่มต้น 

“เราเลือกโค้ชโดยอ้างอิงคาแรกเตอร์โค้ชใน The Voice USA ที่ต้องมีแรปเปอร์ ดีว่า ร็อก และนักร้องเพลงป๊อปรุ่นใหม่ ซึ่ง โจอี้บอย, เจนนิเฟอร์ คิ้ม, ก้อง สหรัถ, และ แสตมป์ อภิวัชร์ เป็นศิลปินที่เหมาะกับหน้าที่นี้มาก ทั้งในแง่ความเป็นตัวจริงด้านการร้องเพลง ความสนุกที่จะช่วยสร้างสีสันให้รายการ และความเป็นที่รู้จักในระดับที่เหมาะกับรายการทีวี”

กระดุมเม็ดต่อมาที่ทำให้ The Voice Thailand แตกต่างจากรายการประกวดร้องเพลงรายการอื่นคือการทุ่มทุนด้านการผลิต

โอ๋บอกว่า “เราไม่ได้ทำ The Voice เหมือนรายการทีวีปกติ แต่เราทำคอนเสิร์ตในรายการทีวี”

ด้วยความเป็นคนในวงการดนตรีมายาวนาน และมีประสบการณ์ในสายการพัฒนาศิลปิน ทำให้โอ๋จัดเต็มกับการทำโชว์ให้ผู้เข้าแข่งขันแต่ละคน เพื่อให้ไม่ว่าโค้ชจะกดหันเก้าอี้มาหรือไม่ โชว์ในวันนั้นจะต้องเป็นโชว์ที่ดีที่สุดสำหรับผู้เข้าแข่งขันและผู้ชม

โอ๋-พัฒนี จรียะธนา Executive Producer และผู้ถือลิขสิทธิ์ The Voice Thailand

“ไม่รู้ว่าจะเชื่อกันไหม รายการเราไม่มีการเซ็ตหรือล็อกว่าโค้ชจะต้องกดหรือไม่กดให้ใคร ทุกอย่างเป็นไปตามความจริง เพราะเราเชื่อว่าการเช็ตจะทำให้รายการสนุกอยู่ได้ไม่นาน แล้วเราใช้งานโปรดักชันเข้ามาช่วย

“ทุกโชว์ตั้งแต่รอบ Blind Audition จะมีการออกแบบเวที เลือกเพลง เรียบเรียง วางกิมมิก เอฟเฟกต์ มุมกล้อง เหมือนกับผู้เข้าแข่งขันทุกคนเป็นศิลปินที่เราจัดคอนเสิร์ตให้” 

อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้รายการเป็นที่รักของคนดู โอ๋เชื่อว่าเป็นเพราะทีมงานที่เปรียบประหนึ่งทีม Avengers ที่รวมตัวกันมาจากหลากหลายวงการ

“ทีมงานที่เราชวนมาทำไม่ใช่การตั้งงบแล้วหาบริษัทใดบริษัทหนึ่งมาเหมาไป แต่เราไปชวนคนที่เป็นตัวจริงในแต่ละวงการมาทำด้วยกัน แล้วก็มีบางตำแหน่งที่เพิ่มขึ้นมาจากการรายการทีวีปกติ ไม่ว่าจะเป็นมิวสิกไดเรกเตอร์ โชว์ไดเรกเตอร์ มีหน้าที่ทำเรื่องเพลงและการแสดงโดยเฉพาะ เสริมจากผู้กำกับที่ดูภาพรวมของรายการ ทีมเวที ทีมฉาก ซึ่งเป็นทีมที่ทำคอนเสิร์ตมาก่อน ทีมกล้องที่มี 13 ตัวเพื่อความละเอียดในการจับเหตุการณ์ อารมณ์ และบรรยากาศ รวมทั้งทีมคัดเลือกผู้เข้าประกวดซึ่งใช้งบประมาณไปเยอะมาก” 

เราอดถามไม่ได้ว่าต้นทุนการผลิตอยู่ที่ซีซั่นละเท่าไหร่ 

“ซีซั่นแรก ๆ ต้นทุนประมาณ 150 ล้าน” โอ๋กล่าว

โอ๋-พัฒนี จรียะธนา Executive Producer และผู้ถือลิขสิทธิ์ The Voice Thailand

วงจรที่แยกไม่ขาดของคุณภาพ เรตติ้ง และเงินโฆษณา

ต้นทุนที่สูงทำให้ได้รายการที่มีคุณภาพโดดเด่นกว่ารายการอื่นในตลาด 

แต่ช่วงเวลาและช่องที่ออกอากาศก็เป็นปัจจัยสำคัญที่จะนำคุณภาพนั้นให้ไปถึงสายตาผู้ชม ซึ่งเป็นกลยุทธ์ชิ้นเด็ดอีกชิ้นที่ทำให้ The Voice Thailand เข้าตาผู้ชมตั้งแต่ซีซั่นแรก

เวลา 6 โมงเย็น วันอาทิตย์ ทางช่อง 3 เป็นการวางแผนที่ถูกต้องเป๊ะ เพราะเป็นเวลาครอบครัวที่สถานีโทรทัศน์อื่นไม่ได้เอารายการสไตล์วาไรตี้ซึ่งดูได้ทุกวัยแบบนี้มาลง ทำให้มีคู่แข่งไม่มาก

และช่อง 3 ก็ได้รับความนิยมในหมู่คนเมืองซึ่งเข้ากันได้ดีกับรูปแบบรายการที่มาจากต่างประเทศแบบนี้

The Voice จึงเรียกเรตติ้งมาประดับรายการได้อย่างสวยงาม อันนำไปสู่การถาโถมของเงินจากสปอนเซอร์ 

แต่ความไก่กับไข่ก็คือ กว่าสปอนเซอร์จะควักเงินก็หลังจากมั่นใจกับเรตติ้งที่รายการได้รับมา ซึ่งก็เป็นผลมาจากเงินลงทุนที่จะได้มาเพื่อคุณภาพ

โอ๋จึงต้องเลือกยอมขาดทุนในซีซั่นแรก เพื่อแลกกับคุณภาพที่จะสร้างทั้งเรตติ้งและความมั่นใจ 

“เราลงทุนเต็มที่ตั้งแต่การออดิชัน ซึ่งใช้งบประมาณเยอะมากกับการหาทีมที่เชี่ยวชาญด้านการหาศิลปิน 7 – 8 ทีม ไปลงพื้นที่ทั่วประเทศ ชวนให้คนมาออดิชันด้วยรถแห่ จนมาถึงการออกแบบโชว์ที่ถึงขั้นสร้างฝนตกในสตูดิโอเพื่อให้โชว์ได้อรรถรสสูงสุด”

ผลก็คือ The Voice ดังเป็นพลุแตก และกลายมาเป็นรายการที่นักวางแผนสื่ออยากช่วงชิงมาใส่ไว้ในแผนเพื่อขายลูกค้ามากที่สุดอย่างแทบไม่เกี่ยงราคาในซีซั่นถัด ๆ มา

“ตอนนั้นเราขายสปอนเซอร์เจ้าละ 20 ล้าน ก็มีคนแย่งกันซื้อ” โอ๋เล่า 

พอเงินมา บวกกับความสามารถของทีมงาน ซีซั่นที่ 3 ก็เป็นซีซั่นที่ประสบความสำเร็จที่สุดของ The Voice Thailand ทั้งเรื่องรายได้และเรตติ้ง

เรตติ้งที่สูงที่สุดของ The Voice คือช่วงซีซั่น 3 ที่เรตติ้งพุ่งไปแตะเลข 12 – 13

ถ้านึกไม่ออกว่ามันเยอะแค่ไหน เราขอเทียบกับคอนเทนต์ที่เป็นตำนานเรตติ้งของช่อง 3

ละคร บุพเพสันนิวาส ออกอากาศช่วงไพรม์ไทม์ เคยได้เรตติ้งสูงที่สุด 18.6

รายการ โหนกระแส ออกอากาศช่วงเที่ยง และกลายมาเป็นรายการที่สร้างช่วงเวลาเรตติ้งสูงใหม่ ๆ เหมือนกัน เคยได้เรตติ้งสูงที่สุด 2.98 

พอรายการคุณภาพดี เรตติ้งก็มา เงินจากสปอนเซอร์ก็เพิ่มพูน แล้วก็วนกลับมาเป็นงบในการทำรายการที่คุณภาพดี ให้ได้เรตติ้งดี สปอนเซอร์เพิ่มเงิน วนลูปไปอย่างนี้จนยิ้มแก้มปริกันไปอย่างมีความสุข

หากแต่เส้นทางก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ The Voice Thailand และวงการโทรทัศน์บ้านเราต้องมาเผชิญความท้าทายก้อนใหญ่ ในช่วงการเปลี่ยนการออกอากาศโทรทัศน์มาเป็นระบบดิจิทัล และการหยิบชิ้นปลามันในช่วงการเปลี่ยนผ่านไปโดยสื่อออนไลน์

บทเรียน 10 ปี The Voice Thailand และการกลับมาในวันที่วงการทีวีไม่เหมือนเดิม

ยุคท้าทายของวงการทีวี

บทเรียน 10 ปี The Voice Thailand และการกลับมาในวันที่วงการทีวีไม่เหมือนเดิม

ตั้งแต่ปี 2014 – 2016 เป็นช่วงที่วงการโทรทัศน์ไทยปั่นป่วนที่สุดเท่าที่เคยมีมา

จากที่เคยมีฟรีทีวีให้ชมเพียง 5 ช่องมาหลายทศวรรษ ก็กลายมาเป็นฟรีทีวี 28 ช่อง ไม่ใช่แค่ผู้ผลิตจะลำบากเพราะคู่แข่งเพิ่มขึ้น แต่ผู้ชมก็ลำบากเพราะต้องมีอุปกรณ์เสริมในการรับชมและช่องที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล ทำให้บางบ้านถึงกับต้องจดเลขช่องโปรดแปะเอาไว้หน้าทีวี

ซ้ำเติมด้วยการรัฐประหารที่เข้ามาควบคุมการออกอากาศวิทยุ-โทรทัศน์ทุกช่องทาง 

และปิดท้ายด้วยช่วงไว้อาลัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ที่มีการงดรายการปกติไปหลายช่วง 

ในช่วงที่วงการโทรทัศน์เผชิญความยากลำบากนั้น อุปกรณ์ที่รองรับการใช้แพลตฟอร์มออนไลน์อย่างสมาร์ทโฟน สมาร์ททีวี ก็มีราคาถูกลงมาก แพลตฟอร์มออนไลน์เลยได้โอกาสเข้าถึงผู้คนมากขึ้น พร้อมนำเสนอเนื้อหาที่มีอิสระมากกว่า ผู้ชมทั้งหลายเลยปันใจไปหาช่องทางออนไลน์กันแบบกู่ไม่กลับ

ในช่วงปีนั้นคนในวงการโทรทัศน์ต่างรู้กันว่า หลังจากนี้วงการทีวีไทยจะไม่กลับไปเป็นเหมือนเดิมอีกแล้ว 

หลังจาก ซีซั่น 4 ซึ่งเป็นช่วงปี 2015 ที่ช่อง Digital TV เริ่มมีรายการใหม่ ๆ ซึ่งเป็นวาไรตี้เหมือนกัน กลุ่มผู้ชมกลุ่มเดียวกัน และออกอากาศช่วงเวลาเดียวกันมาแย่งความนิยม เรตติ้งและกระแสของ The Voice Thailand ก็ตกลงเรื่อย ๆ 

โอ๋ยอมรับว่าไม่ใช่แค่ปัจจัยภายนอกเท่านั้น แต่ด้วยการต้องเปลี่ยนโค้ช และรูปแบบรายการที่ไม่ได้มีอะไรใหม่แบบก้าวกระโดด การหาผู้เข้าแข่งขันที่จะทำให้คนดูตื่นเต้นได้เหมือนซีซั่นแรก ๆ ก็ยากขึ้น จึงทำให้ความนิยมไม่มากมายเหมือนเก่า พอเรตติ้งตก เงินโฆษณาก็ลดลง จนจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่

“ตอนซีซั่นที่ 7 ปี 2018 เราตัดสินใจลดต้นทุนด้วยการย้ายจากช่อง 3 ไป PPTV HD 36 เนื่องจากเขาเสนอจะร่วมลงทุนด้วย แต่เวลาที่ได้จะไม่ได้เป็นวันอาทิตย์ 6 โมงเย็นเหมือนเดิม เนื่องจากมีรายการกีฬาซึ่งเป็นรายการหลักออนแอร์ช่วงนั้นพอดี

“เวลาที่เราคิดว่าดีที่สุดตอนนั้นจึงเป็นตอน 2 ทุ่มวันจันทร์ แม้จะเป็นวันธรรมดาแต่ก็เป็นไพรม์ไทม์ และเป็นวันที่คนน่าจะอยู่บ้านมากที่สุด” โอ๋เล่าถึงการตัดสินใจที่จำเป็นต้องเลือกตัวเลือกที่แม้ไม่ดีที่สุด แต่ก็มีข้อเสียน้อยที่สุด

การเปลี่ยนแปลงนั้นส่งผลมากกว่าที่คิด เรตติ้งเฉลี่ยในซีซั่นที่ 7 ของ The Voice Thailand ลดลงไปอยู่ที่ 0.7 แม้จะเป็นเรตติ้งที่สูงสำหรับช่อง PPTV HD 36 แต่ก็เป็นตัววัดว่ารายการไม่สามารถแทรกตัวเข้าไปเป็นตัวเลือกแข่งกับเนื้อหาช่วงไพรม์ไทม์ของช่องอื่น ๆ ได้ 

แต่โอ๋ก็บอกว่า “ยังโชคดีที่กลุ่มคนดูเป็นกลุ่มคนในเมือง ซึ่งเป็นกลุ่มที่ย้ายไปดูสื่อออนไลน์ และยังตามดูเราในออนไลน์ เราก็เลยยังพอจะมีตัวเลขเอาไปคุยกับผู้ลงโฆษณาได้บ้าง”

“คนย้ายไปดูออนไลน์ ก็ไปทำรายการในออนไลน์อย่างเดียวสิ”

แม้เรตติ้งทางทีวีจะลด แต่ยอดวิวใน YouTube ของ The Voice Thailand กลับสูงมากถึง 400 – 500 ล้านวิวต่อซีซั่น หลายคนจึงสงสัยว่าในเมื่อกลุ่มคนดูย้ายไปดูในออนไลน์แล้ว ทำไมถึงไม่ไปทำเป็นรายการออนไลน์เสียเลย

เรื่องนี้โอ๋อธิบายว่า “เงินโฆษณาที่ได้จากออนไลน์มันน้อยมาก ไม่พอจะเอามาผลิตรายการในรูปแบบนี้ ทั้งค่าลิขสิทธ์ ค่าผลิต ค่าทีมงาน แม้ในซีซั่นหลัง ๆ เราจะพยายามลดต้นทุนด้านต่าง ๆ ก็ยังต้องมีไม่น้อยกว่า 90 ล้านอยู่ดี” 

โอ๋เล่าว่าในขณะที่มีผู้ยินดีสนับสนุนรายการทางทีวี 20 ล้านบาท แต่ในออนไลน์ผู้ลงโฆษณายินดีจ่ายเพียง 2 – 3 แสนบาทเท่านั้น (เนื่องจากระดับราคาของสื่อออนไลน์ถูกกว่าทีวีมาก และมีตัวเลือกในการลงโฆษณาเพื่อให้ถึงกลุ่มเป้าหมายเดียวกันเยอะมาก – ผู้เขียน) แม้จะรับได้หลายเจ้ามากขึ้น แต่ใน 1 ซีซั่นค่าโฆษณาทางออนไลน์ก็รวบรวมมาได้ไม่ถึง 10 ล้าน 

หลังจากจบซีซั่น 8 ในปี 2019 โอ๋ตัดสินใจเลิกทำด้วยทั้งปัจจัยด้านความนิยม และข้อจำกัดด้านการถ่ายทำในช่วงโควิด-19 ทำให้รายการห่างหายไป 2 ปี

โอ๋บอกว่า “คิดว่าเลิกแล้วแน่ ๆ ถึงขนาดกำจัดอุปกรณ์ พร็อพ สัญลักษณ์รายการไปหลายอย่างแล้ว เหลือแต่เก้าอี้โค้ชที่ยังเก็บไว้”

การเดินทางของ The Voice Thailand ภาพสะท้อนรายการโทรทัศน์ในยุคที่อำนาจอยู่ในมือผู้บริโภค ทั้งรีโมต มือถือ แทบเล็ต
การเดินทางของ The Voice Thailand ภาพสะท้อนรายการโทรทัศน์ในยุคที่อำนาจอยู่ในมือผู้บริโภค ทั้งรีโมต มือถือ แทบเล็ต

การกลับมาในเวลาที่ใช่ 

เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา The Voice Thailand ก็ได้กลับสู่หน้าจอโทรทัศน์อีกครั้ง

การกลับมาของรอบนี้ เกิดจากการกระตุกต่อมความรักความคิดถึงรายการที่ปลุกปั้นมากับมือ 

โอ๋เล่าว่า บอย-ถกลเกียรติ วีรวรรณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มของบริษัท เดอะ วัน เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน) และผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์ช่อง one31 เป็นผู้ชวนให้กลับมาทำรายการด้วยการให้สิ่งที่อยากได้มากที่สุด

“เขาบอกว่า ผมมีเวลา 6 โมงเย็นวันอาทิตย์ให้ได้นะ” โอ๋เล่าถึงประโยคที่ทำให้ตั้งใจกลับมาสู้อีกสักตั้ง

“คิดว่ามันเป็นโอกาสที่จะปล่อยไปไม่ได้ เราได้เวลาที่มั่นใจที่สุดกลับมา มันเป็นเวลาของเรา ประกอบกับ The Voice ปล่อยรูปแบบใหม่เป็นการเอาผู้เข้าร่วมแข่งขันจากซีซั่นก่อน ๆ มารวมกันแข่งใหม่เป็น The Voice All Stars ซึ่งเหมาะกับการกลับมาทำใหม่รอบนี้มาก”

การทำ The Voice ท่ามกลางยุคสมัยที่เปลี่ยนไปนี้ มีหลายกลยุทธ์ที่โอ๋และทีมงานต้องปรับตาม

สิ่งแรกคือ ต้องลดต้นทุน

The Voice All Stars นี่เราลดต้นทุนจากทุกส่วน ตั้งแต่การลดขอบเขตลิขสิทธ์เพื่อให้เจ้าของลิขสิทธ์ลดราคาให้ ลดต้นทุนเรื่องโปรดักชัน โชคดีที่ค่าอุปกรณ์และเทคโนโลยียุคนี้ถูกลงมาก ทีมงานหลายคนก็ยอมรับค่าตัวในราคาเป็นมิตร เพราะเขาอยากกลับมาทำรายการด้วยกันอีกครั้ง” โอ๋เล่า

“แต่รวม ๆ แล้วก็ยังเป็นต้นทุนการทำรายการทีวีที่สูงมาก คือ 50 ล้านบาท”

การกลับมาทำ The Voice ครั้งนี้ โอ๋ทำในนามบริษัท Exit365 ซึ่งเธอเป็นเจ้าของเอง และหาทุนด้วยการหานายทุนมาร่วมลงทุน ซึ่งก็เป็นเรื่องไม่ง่ายสำหรับรายการที่คนจำไปแล้วว่าเป็นรายการที่ ‘เคยดัง’ 

“ตอนแรกมีคนตกลงร่วมทุนแล้ว คุณบอยก็แถลงข่าวแล้วว่าจะมี The Voice ฉายทางช่อง one31 แต่นักลงทุนเจ้านั้นก็มาถอนตัวตอนนาทีสุดท้าย

“ตอนนั้นเครียดมาก ถึงกับเดินน้ำตาตก เพราะเราแบกต้นทุนคนเดียวไม่ไหว และเวลาก็งวดเข้ามาแล้ว จะต้องตัดสินใจว่าจะทำต่อหรือพอแค่นี้” โอ๋เล่าถึงความเครียดที่ทำให้เธอรู้ว่าการไหว้พระขอพรที่จำเป็นที่สุดคือการไหว้ขอให้มีสติ

“ตอนนั้นคิดว่า ถ้าเลิกปัญหามันก็จะหมดไปแหละ แต่ความน่าเชื่อถือทั้งหมดที่สะสมมาในชีวิตการทำงานก็คงจะเสียหาย ช่อง one31 จะหาอะไรมาออนแอร์แทนได้ในเวลากระชั้นแบบนี้ แล้วก็ยังมีผู้ชมที่รอคอยการกลับมาของ The Voice อีก เลยตัดสินใจเดินหน้าหานายทุนต่อ โชคดีที่ได้บริษัท PlanB เข้ามาร่วมลงทุน”

บริษัท PlanB เป็นบริษัทเจ้าของสื่อนอกบ้าน ซึ่งอยู่นอกเกมการแข่งขันสื่อออนแอร์ (โทรทัศน์) และ ออนไลน์ (อินเทอร์เน็ต) เพราะยังไงคนก็ยังคงใช้ชีวิตตามท้องถนนอยู่

การมีบริษัท PlanB มาร่วมหุ้นก็เป็นช่องทางใหม่ ๆ ให้ The Voice เข้าถึงกลุ่มผู้ชมที่เป็นคนเมืองที่ทุกวันนี้ดูโทรทัศน์น้อยลง ซึ่งเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ที่โอ๋เลือกมาใช้ให้เข้ากับยุคสมัย

“ซีซั่นนี้เราคิดใหม่ทำใหม่กับการโปรโมตเยอะ ใช้ทั้งสื่อนอกบ้านและสื่อออนไลน์มาช่วย แล้วก็ทำเนื้อหาโปรโมตให้เข้ากับคนดูยุคนี้ ที่ไม่ชอบรอลุ้น แต่อยากรู้เลยว่าจะได้ดูอะไร เราก็หยิบเนื้อหาในรายการมาโปรโมต บอกเลยว่าใครจะมาให้เขาคอยรอดู”

ใครไถ TikTok แล้วเจอคอนเทนต์จาก The Voice All Stars Official แล้วหยุดดูทุกครั้งเหมือนเราบ้าง ยกมือขึ้น

All the Love for The Voice All Star

การรวมดาวชาว The Voice ในรอบนี้มีความหมายมากกว่าการกลับมาของรายการที่คนดูชื่นชอบ แต่ยังเป็นเหมือนงานคืนสู่เหย้าของผู้เข้าแข่งขัน ทีมงาน และโค้ช ที่แยกย้ายกับไปเติบโต

‘ที่ผ่านมาไปทำอะไรมาบ้าง’ เป็นหนึ่งในเนื้อหาที่รายการพยายามเล่าถึงผู้เข้าแข่งขันที่กลับมาร่วมงานกัน ทำให้รู้ว่านามสกุล The Voice สร้างฝันของหลายคนให้เป็นจริง ให้โอกาสหลายคนได้ลืมตาอ้าปาก และสร้างศิลปินมากความสามารถประดับวงการบันเทิงไทยมากมาย

ในช่วงสถานการณ์โรคระบาดอาชีพศิลปินก็ได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก การกลับมาของ The Voice All Stars ก็ถือว่าได้เห็นอีกหนึ่งช่องทางให้ศิษย์เก่าทั้งหลายกลับมาอยู่ในสปอตไลต์อีกครั้ง

“ทีมงานที่อยู่กับเรามาตั้งแต่ซีซั่นแรกอย่างทีมมิวสิกไดเรกเตอร์ ที่ออกแบบโชว์และเพลงให้ผู้เข้าแข่งขันทุกคนตั้งแต่รอบออดิชัน ไปจนถึงคนส่งไมค์ให้ศิลปินก่อนขึ้นเวทีก็มาทำกับเราในซีซั่นนี้ด้วย เวลาได้เห็นพวกเขาได้กลับมาเจอกัน ทักทายกัน เรารู้สึกว่ามันเป็นความพิเศษของรายการที่ทำให้ทุกคนผูกพันกันแบบนี้” โอ๋เล่าบรรยากาศการถ่ายทำที่แม้จะเหนื่อยเพราะต้องถ่ายจำนวนมาก ๆ ในเวลาจำกัดเพื่อลดต้นทุน แต่ก็อบอวลไปด้วยความอบอุ่นจากทีมงานและผู้เข้าแข่งขัน

แล้วก็ยังบอกด้วยว่า “เรตติ้งก็ค่อย ๆ กลับมา เริ่มมีกระแสคนพูดถึง เริ่มมียอดผู้ชมในออนไลน์มากขึ้นเรื่อย กำลังใจก็กลับมา สปอนเซอร์ก็เริ่มมาสนับสนุน”

การแข่งขันที่รวมผู้ผ่านรอบ Blind Audition จากทั้ง 8 ซีซั่นรวมทั้ง The Voice Kids นั้นเหมือนการรวมเอายอดฝีมือมาแข่งกันเอง ซึ่งเป็นทั้งโอกาสสำหรับคนที่ไม่ได้มีชื่อเสียงมาก และความเสี่ยงสำหรับคนที่กลายเป็นศิลปินชื่อดังแล้ว แต่โอ๋ยืนยันว่าทุกคนยินดีและมีความสุขที่ได้กลับมา

การกลับมาครั้งนี้นอกจากกลยุทธ์ในการลดต้นทุนและคิดใหม่ทำใหม่เรื่องการโปรโมตแล้ว โอ๋ยังบอกว่าเธอได้เรียนรู้เรื่องการสร้างสมดุลของการจัดเต็มกับโปรดักชันกับสิ่งที่คนดูต้องการด้วย 

เธอบอกว่า “คนดูทีวีไม่ได้ต้องการดูโปรดักชันที่อลังการมากเหมือนดูคอนเสิร์ต แต่ต้องการความตลก ความบันเทิง อะไรที่ดูง่าย ๆ ไม่เครียด คราวนี้เราเลยลดความอลังการของแสงสีเสียง และมีการเชิญ โค้ชโจ๊ก โซคูล กับ โค้ชซานิ จาก The Voice Kids มาสร้างสีสัน” 

และเราก็รู้สึกว่าหลังจากร่วมงานกันมาหลายปี โค้ชทั้ง 3 ก็มีลีลาแพรวพราวมากขึ้นมาก ยิ่งพอมี โค้ช ป๊อบ ปองกูล มาร่วม ก็ทำให้รายการตลก สนุกมากขึ้น โดยยังคงแก่นความเป็นตัวจริงเสียงจริงอยู่

หลังจากรอบ Battle เทปแรก ความสนุกของ The Voice ก็ยิ่งงวดขึ้นเรื่อย ๆ โอ๋แอบบอกว่าการรวมดาวครั้งนี้จะมีอะไรสนุก ๆ มากขึ้นอีกมาก 

“คนเคยคิดว่าเมื่อจบรอบ Blind Audition แล้ว The Voice ก็ไม่มีอะไรให้ลุ้น เรายืนยันว่าจะไม่เกิดสิ่งนั้นใน The Voice All Stars” โอ๋ป้ายยาเอาไว้ทิ้งท้าย

การเดินทางของ The Voice Thailand ภาพสะท้อนรายการโทรทัศน์ในยุคที่อำนาจอยู่ในมือผู้บริโภค ทั้งรีโมต มือถือ แทบเล็ต

Writer

Avatar

พิชญา อุทัยเจริญพงษ์

อดีตนักโฆษณาที่เปลี่ยนอาชีพมาเป็นนักเล่าเรื่องบนก้อนเมฆ เป็นนักดองหนังสือ ชอบดื่มกาแฟ และตั้งใจใช้ชีวิตวัยผู้ใหญ่ไปกับการสร้างสังคมที่ดีขึ้น

Photographer

Avatar

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

“หนังสือเล่มนี้ไม่ได้จะมาเล่าเรื่องราวของกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ แต่ตั้งใจบอกเล่าเรื่องราวของนักฝันคนหนึ่งที่มองไปยังเส้นทางในอนาคตด้วยวิสัยทัศน์ที่น่าอัศจรรย์”

ข้อความขึ้นต้นในพ็อกเก็ตบุ๊ก ‘The Visionary’ ถอดรหัสกษัตริย์ผู้มองเห็นอนาคต พอจะทำให้เห็นภาพการเล่าเรื่องในหลวงรัชกาลที่ 9 ในมุมมองใหม่ การกลั่นกรองข้อมูลมหาศาลเป็นหนังสืออ่านง่ายขนาดถนัดมือ เป็นความตั้งใจของทีมงาน ‘สานต่อที่พ่อทำ’ ที่อยากถ่ายทอดแนวคิดการทรงงานของพระราชาให้เรียบง่ายที่สุด ไม่ใช่เพียงเพื่อชื่นชมพระองค์ในฐานะกษัตริย์ แต่มองเห็นหลักการทำงานและใช้ชีวิตของคนทำงานคนหนึ่ง ซึ่งผู้อ่านสามารถแกะรอยและลงมือปฏิบัติตามได้จริงทันที

เราได้มีโอกาสพูดคุยกับทีมงานสานต่อที่พ่อทำ จึงได้รู้ว่าไอเดียเบื้องหลังการทำหนังสือเล่มนี้ไม่ธรรมดา ที่สำคัญคือ ‘The Visionary’ ไม่มีวางแผงขาย เพราะกำลังเปิดให้จอง และจะแจกให้คนไทยที่สนใจฟรีๆ ในเดือนกันยายนที่กำลังมาถึง

ก่อนลงมือสั่งจองหนังสือ มาทำความรู้จักที่มาที่ไปของหนังสือในหลวงที่แปลกที่สุดเล่มหนึ่ง และเหตุผลที่ควรอ่านหนังสือเล่มนี้ให้จบรวดเดียวกันดีกว่า

´The Visionary’ ถอดรหัสกษัตริย์ผู้มองเห็นอนาคตเป็นหนังสือสำหรับคนไทย

1. เล่าเรื่องที่ใครๆ ไม่เคยรู้

เบื้องหลังโครงการ ‘สานต่อที่พ่อทำ’ คือกลุ่มคนที่ทำงานด้านสื่อสารมวลชน นักคิด นักเขียน ครีเอทีฟ ผู้กำกับหนังโฆษณา ซึ่งรวมตัวกันกลางปี 2559 เพื่อทำงานบอกเล่าเรื่องราวพ่อของแผ่นดิน ในวาระที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ครองราชย์ครบ 70 ปี และจะมีพระชนมพรรษา 90 พรรษาในปี 2560 แม้เหตุการณ์ไม่คาดฝันในเดือนตุลาคมปีที่แล้วทำให้โครงการชะงัก แต่สุดท้ายทีมงานทั้งหมดก็ตัดสินใจเดินหน้าทำงานกันต่อ เกิดเป็นหนังโฆษณาชุดสานต่อที่พ่อทำ 9 เรื่อง, ทริป ‘เดินทางพ่อ’, การ์ตูนเด็ก, และเพจ Facebook สานต่อที่พ่อทำ โดยทีมงานกลุ่มสุดท้ายสนใจถ่ายทอด untold story ของในหลวง ไม่ใช่เรื่องโด่งดังอย่างโครงการในพระราชดำริต่างๆ แต่เป็นอีกแง่มุมที่หลายคนอาจไม่เคยรู้มาก่อน

“พวกเราเป็นเจนวายรุ่นแรกๆ ที่ตอนเด็กยังทันเห็นพระองค์ทรงงานหนัก เสด็จฯ ไปตามพื้นที่ต่างๆ ทั่วไทย แต่ว่าเด็กรุ่นหลังพวกเราไม่กี่ปีไม่ทันเห็นเรื่องเหล่านี้แล้ว ได้แต่ฟังเรื่องราวที่ดูห่างไกล เข้าไม่ถึง เราเลยอยากเล่าเรื่องราวที่จับต้องได้ ไม่อยากเก็บเรื่องของในหลวงไว้บนหิ้ง เพราะสิ่งที่พระองค์ทรงทำมีหลักฐาน เลยตั้งใจสื่อสารกับคนรุ่นใหม่ว่าลองเปิดใจแล้วมารู้จักในหลวงกัน โดยการหาหีบห่อในการเล่าที่ไม่เหมือนเดิม โจทย์ในการหาข้อมูลคือเลือกเรื่องที่ไม่ได้พูดถึงกันทั่วไป ไม่ใช่เรื่องแก้มลิง คุณยายถือดอกบัว แต่เป็นข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์คนที่ทำงานกับพระองค์จริงๆ เป็นเรื่องดีๆ ที่คนไม่เคยรู้ แล้วเราอยากบอกให้คนอื่นรู้”

´The Visionary’ ถอดรหัสกษัตริย์ผู้มองเห็นอนาคตเป็นหนังสือสำหรับคนไทย ´The Visionary’ ถอดรหัสกษัตริย์ผู้มองเห็นอนาคตเป็นหนังสือสำหรับคนไทย ´The Visionary’ ถอดรหัสกษัตริย์ผู้มองเห็นอนาคตเป็นหนังสือสำหรับคนไทย

2. กลั่นกรองข้อมูลมหาศาล

“ปัญหาของการหาข้อมูลคือข้อมูลกระจัดกระจาย พระองค์ทรงงานหนักหลายด้านเป็นระยะเวลายาวนานมากๆ แหล่งข้อมูลมีเรื่องในหลวงในมุมเดียว เหลี่ยมเดียว หรือช่วงเวลาเดียว มีเรื่องน้ำ เรื่องดิน เรื่องป่าไม้ เรื่องเศรษฐกิจพอเพียง แต่ไม่มีการรวมรวมข้อมูลเป็นชุดเดียวกัน ข้อมูลที่คนไทยรับรู้เลยโดดไปโดดมา เราเห็นพระบรมฉายาลักษณ์ในหลวงเต็มไปหมด แต่นึกไม่ออกเลยว่านั่นคือช่วงเวลาไหน หรือพระองค์ทรงงานด้านไหนอยู่

“ระหว่างที่เราค้นคว้าข้อมูล เราก็รู้จักในหลวงมากขึ้นเรื่อยๆ นี่เป็น magic ที่ทำให้ทีมทำงานต่อไปไม่หยุด พอได้ข้อมูลแต่ละที่มาเราก็มาต่อจิ๊กซอว์จนเห็นภาพพระองค์ชัดขึ้น จนเรื่องร้อยกันเป็นหนึ่งเดียว”  

ทีมงานเพจสานต่อที่พ่อทำตัดสินใจใช้เวลา 1 ปีเล่าพระราชประวัติในหลวงรัชกาลที่ 9 บนโลกออนไลน์ ย่อยข้อมูลตลอดระยะเวลา 70 ปีให้อยู่ในปีเดียว โดยแบ่งข้อมูลเป็น 12 หมวด สำหรับ 12 เดือน การวางไทม์ไลน์ยาวๆ ทำให้พวกเขาเข้าใจวิธีและพัฒนาการการทำงาน จากการทดลองอ่างเก็บน้ำราคา 60,000 บาท จนถึงเขื่อนระดับหมื่นล้าน การจัดการข้อมูลมหาศาลเพื่อถ่ายทอดให้สนุก เข้าใจง่าย ทำให้พวกเขามองเห็นภาพพระราชาในมุมที่ต่างออกไป

“ช่วงเวลาที่เข้มข้นสุดๆ คือช่วงที่พระองค์มีพระชนมพรรษาสามสิบกว่าพรรษาถึงหกสิบกว่าพรรษา ทรงมีวังในทุกภาคของประเทศไทย พอภาคเหนือหนาวก็เสด็จฯ ขึ้นเหนือ พอภาคใต้น้ำท่วมก็เสด็จฯ ลงใต้ พออีสานแล้งก็เสด็จฯ ไป แล้วก็กลับมากรุงเทพฯ กับหัวหิน วนเป็นวงจรแบบนี้อยู่หลายสิบปี โครงการต่างๆ ถึงเกิดขึ้นทั่วประเทศและดำเนินไปได้พร้อมกัน งานแต่ละภาคก็ไม่เหมือนกัน ภาคเหนือมีเรื่องฝิ่น ภาคใต้เรื่องป่าพรุ ภาคอีสานมีเรื่องขาดแคลนน้ำ แล้วยังมีศูนย์ทดลองในภาคกลางอีก เราเลยจัดกลุ่มเรื่องพวกนี้เป็นก้อนๆ เรียงตามไทม์ไลน์ และกลั่นกรองเป็นปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งเราได้ยินกันจนเบื่อ รู้สึกว่ามันจับต้องไม่ได้ ทั้งที่จริงๆ แล้วมันเรียบง่าย สมเหตุสมผล และดีมาก”

การกลั่นกรองเนื้อหาทำให้ทีมงานตกตะกอนข้อมูลชุดใหม่ขึ้นมาเป็นแนวคิดเบื้องหลังการทรงงาน เมื่อสิ่งที่อยากจะเล่ามีมากเกินกว่าจะถ่ายทอดบนพื้นที่ออนไลน์เพียงอย่างเดียว พวกเขาตัดสินใจแปลงข้อมูลเป็นหนังสือชื่อ ‘The Visionary’

´The Visionary’ ถอดรหัสกษัตริย์ผู้มองเห็นอนาคตเป็นหนังสือสำหรับคนไทย ´The Visionary’ ถอดรหัสกษัตริย์ผู้มองเห็นอนาคตเป็นหนังสือสำหรับคนไทย ´The Visionary’ ถอดรหัสกษัตริย์ผู้มองเห็นอนาคตเป็นหนังสือสำหรับคนไทย

3. วิสัยทัศน์สำหรับสวมใส่

“เราทำงานโฆษณามา รู้ว่าต้องทำสิ่งที่คนดูอยากดู ไม่ใช่สิ่งที่เราอยากทำ และเราไม่ได้อยากทำหนังสือประวัติศาสตร์ แต่นึกถึงหนังสือวิเคราะห์การทำงานของ Steve Jobs, Elon Musk หรือ Jack Ma ที่คนสมัยนี้ชอบอ่าน คนรุ่นใหม่ต้องการผู้นำทางความคิด ไอดอลด้านการทำงาน”

ทีมงานสานต่อที่พ่อทำเล่าว่า ตอนแรกหนังสือเล่มนี้จะชื่อ ‘จักรวาลงานของพ่อ’ โดยเน้นเล่าเรื่องงานต่างๆ ผ่านอุปกรณ์ของในหลวงรัชกาลที่ 9 แต่เพจ Facebook ทำให้พวกเขาเรียนรู้ว่าเรื่องของพระองค์มีมากกว่าการเล่าผ่านสิ่งของ

vision ของพระองค์ต่างหากที่พิเศษกว่าเรื่องอื่นใด ดังนั้นผู้อ่านควรได้รู้จักพระองค์ในฐานะ ‘คนทำงาน’

พวกเขาทำสิ่งที่ไม่มีใครทำมาก่อน คือเอาข้อมูลมาแบแล้วเล่นแร่แปรธาตุ ลบไทม์ไลน์เวลาออก แล้วจัดกลุ่มข้อมูลใหม่เป็น 9 บท แต่ละบทถ่ายทอดแนวพระราชดำริการทรงงานที่ในหลวงทรงใช้ตลอดรัชสมัย โดยดีไซน์เส้นทางการอ่านให้ชัดเจน ตรรกะเรียบง่าย ใช้คำราชาศัพท์เพียงเท่าที่จำเป็น ทำให้วิธีคิดในทุกบทนำมาใช้ร่วมกันได้ มีการสรุปใจความเป็น Key of Success ก่อนพลิกไปบทถัดไป

“เราเริ่มเล่าเรื่องจากบทที่ 1 การใช้วิทยุสื่อสาร แก่นคือการสื่อสารเป็นการเชื่อมต่อกับประชาชน บทที่ 2 การใช้อุปกรณ์หรือแผนที่ จริงๆ หมายถึงการปรับเปลี่ยนอุปกรณ์ให้ใช้ทำงานได้หลายอย่าง จนจบที่ปรัชญาการทำงานที่คนรู้จักในชื่อเศรษฐกิจพอเพียง จะเห็นเส้นทางการทำงานจากจุดเล็กๆ คิดแก้ปัญหาจนกลายเป็นปรัชญา”

นอกจากเป็นหนังสือแนวคิดการทำงานยุคใหม่ สิ่งที่ทำให้หนังสือเล่มนี้แปลกไปจากหนังสือในหลวงเล่มอื่นๆ คือไม่มีพระบรมฉายาลักษณ์ของรัชกาลที่ 9 ในตัวเล่มเลย

“เราทำหนังสือในหลวงที่ไม่มีพระบรมฉายาลักษณ์ในหลวง เพราะอยากให้มองเห็นสารที่จะสื่อมากกว่า สิ่งที่พระองค์ทรงทำน่าสนใจและดีมาก เลยอยากให้คนเสพเนื้อหาจริงๆ ไม่ใช่ติดภาพว่าเป็นพระราชกรณียกิจของในหลวง เรามีแค่รูปฉลองพระเนตรเป็นสัญลักษณ์ เหมือนเราเอาฉลองพระเนตรหรือ vision ของในหลวงมาให้คุณลองใส่ และอีกแง่นึง คือได้มองย้อนกลับไปว่าเบื้องหลังฉลองพระเนตรของพระองค์ ในหลวงทรงมีพระราชดำริอย่างไร”

´The Visionary’ ถอดรหัสกษัตริย์ผู้มองเห็นอนาคตเป็นหนังสือสำหรับคนไทย ´The Visionary’ ถอดรหัสกษัตริย์ผู้มองเห็นอนาคตเป็นหนังสือสำหรับคนไทย ´The Visionary’ ถอดรหัสกษัตริย์ผู้มองเห็นอนาคตเป็นหนังสือสำหรับคนไทย

4. ของขวัญสำหรับทุกคน

“หนังสือเล่มนี้เป็นสิ่งสุดท้ายในโครงการสานต่อที่พ่อทำ ถ้าสิ่งที่เราทำทั้งหมดเป็นหม้อต้มยา นี่คือเคี่ยวจนได้จอกสุดท้าย กินเข้าไปแล้วนำไปใช้ได้เลย”

ทีมงานสานต่อที่พ่อทำกล่าวตบท้าย

‘The Visionary’ ถอดรหัสกษัตริย์ผู้มองเห็นอนาคต จะแจกฟรีทั่วประเทศสำหรับผู้ที่สนใจคนละ 1 เล่ม เข้าไปสั่งจองและดูรายละเอียดการรับหนังสือได้ใน Facebook Page สานต่อที่พ่อทำ หรือ www.zipeventapp.com/e/The-Visionary ตั้งแต่วันนี้ – 12 กันยายน 2560 นอกจากนี้ยังมีหนังสือเสียงที่ศิลปิน 9 คน มาอ่านเนื้อหาแต่ละบท คือ บอย โกสิยพงษ์, แต้ว ณฐพร, หมาก ปริญ, ตูน บอดี้แสลม, มาโนช พุฒตาล, ต่อ ธนญชัย, อาย กมลเนตร, ปุ๊ อัญชลี และ ลีโอ พุฒ โดยหนังสือเสียงนี้จะกระจายตามห้องสมุดเสียงและเผยแพร่ทางออนไลน์ พร้อมๆ กับหนังสือเล่ม ตั้งแต่วันที่ 13 กันยายน 2560

ขอปิดท้ายเบื้องหลังการถอดรหัสกษัตริย์ผู้มองเห็นอนาคต ด้วยข้อความในหนังสือที่ทีมงานสานต่อที่พ่อทำฝากไว้

“เราเชื่อว่าการสานต่อสิ่งที่ในหลวงทำ คือการนำวิธีคิดที่เปี่ยมด้วยคุณค่าของพระองค์มาใช้เพื่อชีวิตที่ดีขึ้น และเมื่อใดที่เรามีชีวิตที่ดีขึ้น คนรอบตัวก็ดีขึ้น และสุดท้ายสังคมนี้ก็จะดีขึ้น นั่นต่างหากถึงจะสมประสงค์กับสิ่งที่ในหลวงทรงทุ่มเทกระทำมาตลอดอายุขัยของท่าน”

´The Visionary’ ถอดรหัสกษัตริย์ผู้มองเห็นอนาคตเป็นหนังสือสำหรับคนไทย

FB: สานต่อที่พ่อทำ

Writer

Avatar

The Cloud

นิตยสารออนไลน์ที่เล่า 3 เรื่องหลักอย่าง Local, Creative Culture และ Better Living ส่งเนื้อหารายวัน แต่เสิร์ฟความประณีตแบบนิตยสารรายเดือน

Photographer

Avatar

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load