29 สิงหาคม 2565
14 K

เมื่อปี 2012 คนไทยได้รู้จักและติดหนับกับ The Voice Thailand รายการประกวดร้องเพลงที่แหวกวงล้อมรายการประกวดและเกมโชว์ที่มีอยู่แล้วมากมายในวงการโทรทัศน์ไทย 

เพียงซีซั่นแรก The Voice Thailand ก็ดังเป็นพลุแตก ทำให้ 6 โมงเย็นวันอาทิตย์กลายมาเป็นเวลาที่หลายครอบครัวมานั่งดูทีวีร่วมกัน สร้างปรากฏการณ์ให้วงการโทรทัศน์ไทยที่เคยมีแต่เวลาหลังข่าวเป็นไพรม์ไทม์ (เวลาที่คนดูโทรทัศน์มากที่สุดและเป็นเวลาที่ผู้ลงโฆษณาเชื่อมั่นมากที่สุด – ผู้เขียน) 

The Voice Thailand สร้างศิลปินนามสกุล The Voice ออกมาในตลาดมากมาย รวมไปถึงโค้ชทั้ง 4 ที่กลายเป็นพระเอก-นางเอกของรายการที่ตรึงคนดูเอาไว้กับโซฟาที่บ้าน เป็นอรรถรสของวันพักผ่อนที่กลมกล่อมและอบอุ่น

ความสำเร็จนี้ ทำให้ The Voice Thailand มีซีซั่นใหม่รายปี แล้วก็ยังมี Sub Brand เป็น The Voice Kids และ The Voice Senior ออกมาเพื่อขยายฐานคนดูซึ่งก็ได้รับความนิยมไปไม่แพ้กัน

วันเวลาที่รุ่งเรืองที่สุดของ The Voice คือซีซั่น 3 เป็นซีซั่นที่เรตติ้งพุ่งทะยานไปถึง 12 เป็นเรตติ้งที่สูงที่สุดของ The Voice Thailand สูงพอ ๆ กับเรตติ้งละครหลังข่าวตอนอวสาน 

มีแบรนด์สินค้าหลายแบรนด์ยอมควักเงินสูงถึง 20 ล้านบาทเพื่อเข้าร่วมสนับสนุนรายการ และก็ยังมีผู้สนใจยอมต่อแถวยาวเหยียด เพื่อเข้าร่วมการออดิชั่นทั่วประเทศจนกลายเป็นกระแสในทุกที่ที่ทีม The Voice ไป

หากแต่คืนวันดี ๆ ไม่อาจคงอยู่ตลอดไปได้ 

กระแสความดังของ The Voice ค่อย ๆ หายไปตามกาลเวลาตั้งแต่ซีซั่นที่ 4 

ซีซั่น 7 The Voice ย้ายบ้านจากช่อง 3 ไปที่ PPTV HD 36 และหยุดผลิตไปหลังจากจบซีซั่นที่ 8

ปี 2022 นี้ The Voice Thailand กลับมาใหม่ในรูปแบบ The Voice All Stars ทางช่อง one31

การกลับมาทวงบัลลังก์ 6 โมงเย็นวันอาทิตย์รอบนี้ถูกตั้งคำถามด้วยความห่วงใยจากหลาย ๆ คน กลัวว่าจะเป็นการหาทำ เพราะเป็นที่รู้กันว่าฉากทัศน์ของสื่อที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้เงินสนับสนุนจากสปอนเซอร์ถูกกระจายไปในหลายสื่อมากขึ้น แล้วก็ยังเป็นเม็ดเงินที่น้อยลงด้วย จากพิษเศรษฐกิจที่รุมเร้าทั้งสถานการณ์โลก และโรคระบาด เรียกได้ว่าไม่ใช่ยุคที่น่าดึงดูดใจให้กลับมาทำรายการทีวีที่ต้องลงทุนสูงแบบนี้นัก

แต่กระแสและการตอบรับที่เราได้เห็นในรอบ Blind Audition ที่ผ่านมาจนถึงรอบ Battle ที่เพิ่งผ่านไป ก็ทำให้เห็นว่ามนต์เสน่ห์ของ The Voice ยังมีอยู่ แม้เรตติ้งและสปอนเซอร์จะไม่ครึกครื้นเหมือนซีซั่นแรก ๆ แต่ก็เป็นรายการที่เต็มไปด้วยความอบอุ่น มิตรภาพ และความรู้สึกขอบคุณของผู้เข้าแข่งขันและโค้ชที่เวียนกลับมาร่วมรายการกันอีกครั้ง

โอ๋-พัฒนี จรียะธนา Executive Producer และผู้ถือลิขสิทธิ์ The Voice Thailand

The Cloud ถือโอกาสนี้ ชวน โอ๋-พัฒนี จรียะธนา Executive Producer และผู้ถือลิขสิทธิ์ The Voice Thailand ตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้ มาเล่าให้เราฟังถึงการเดินทางตั้งแต่วันเริ่มต้น วันที่พุ่ง วันที่แผ่ว และวันที่ตัดสินใจกลับมาทำใหม่อีกครั้ง ท่ามกลางการผันผวนของวงการสื่อที่กระทบไปทุกภาคส่วน

นอกจาก โอ๋ พัฒนี หรือที่ทีมงานเรียกว่า ‘พี่โอ๋เล็ก’ แล้ว ยังมี โอ๋-อาจกิจ สุนทรวัฒน์ หรือ ‘พี่โอ๋ใหญ่’ ผู้ไม่สะดวกมาร่วมกับเราในวันนี้ เป็นอีกหนึ่งกุนซือผู้เสนอไอเดียการซื้อลิขสิทธ์จากบริษัทแม่ในเนเธอร์แลนด์มาทำในประเทศไทยหลังจากได้ดูการออกอากาศที่สหรัฐอเมริกา และก็ทำหน้าที่เป็นฝ่ายกลยุทธ์ด้านการผลิตรายการ เป็นเบื้องหลังความสำเร็จของมาตลอด 8 ซีซั่นอีกคนที่จะเราจะลืมไม่ได้

รายการประกวดร้องเพลงที่ไม่เหมือนใคร

รูปแบบรายการที่คัดเลือกผู้เข้ารอบจากเสียงเพียงอย่างเดียว มีโค้ชที่เป็นตัวจริงในแนวเพลงต่าง ๆ และกติกาที่ทำให้ลุ้นทุกนาที จะการันตีความสนุกอยู่แล้ว 

แต่การหากลยุทธ์เข้ามาเสริมเพื่อให้เข้ากับตลาดผู้ชมประเทศไทยก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้รายการใหม่เอี่ยมอ่อง ในช่วงเวลาที่ไม่เคยเป็นที่นิยมมาก่อนประสบความสำเร็จได้ตั้งแต่ซีซั่นแรก

“กระดุมเม็ดแรกที่เราติดถูกคือการเลือกโค้ช” โอ๋เล่าย้อนถึงจุดเริ่มต้น 

“เราเลือกโค้ชโดยอ้างอิงคาแรกเตอร์โค้ชใน The Voice USA ที่ต้องมีแรปเปอร์ ดีว่า ร็อก และนักร้องเพลงป๊อปรุ่นใหม่ ซึ่ง โจอี้บอย, เจนนิเฟอร์ คิ้ม, ก้อง สหรัถ, และ แสตมป์ อภิวัชร์ เป็นศิลปินที่เหมาะกับหน้าที่นี้มาก ทั้งในแง่ความเป็นตัวจริงด้านการร้องเพลง ความสนุกที่จะช่วยสร้างสีสันให้รายการ และความเป็นที่รู้จักในระดับที่เหมาะกับรายการทีวี”

กระดุมเม็ดต่อมาที่ทำให้ The Voice Thailand แตกต่างจากรายการประกวดร้องเพลงรายการอื่นคือการทุ่มทุนด้านการผลิต

โอ๋บอกว่า “เราไม่ได้ทำ The Voice เหมือนรายการทีวีปกติ แต่เราทำคอนเสิร์ตในรายการทีวี”

ด้วยความเป็นคนในวงการดนตรีมายาวนาน และมีประสบการณ์ในสายการพัฒนาศิลปิน ทำให้โอ๋จัดเต็มกับการทำโชว์ให้ผู้เข้าแข่งขันแต่ละคน เพื่อให้ไม่ว่าโค้ชจะกดหันเก้าอี้มาหรือไม่ โชว์ในวันนั้นจะต้องเป็นโชว์ที่ดีที่สุดสำหรับผู้เข้าแข่งขันและผู้ชม

โอ๋-พัฒนี จรียะธนา Executive Producer และผู้ถือลิขสิทธิ์ The Voice Thailand

“ไม่รู้ว่าจะเชื่อกันไหม รายการเราไม่มีการเซ็ตหรือล็อกว่าโค้ชจะต้องกดหรือไม่กดให้ใคร ทุกอย่างเป็นไปตามความจริง เพราะเราเชื่อว่าการเช็ตจะทำให้รายการสนุกอยู่ได้ไม่นาน แล้วเราใช้งานโปรดักชันเข้ามาช่วย

“ทุกโชว์ตั้งแต่รอบ Blind Audition จะมีการออกแบบเวที เลือกเพลง เรียบเรียง วางกิมมิก เอฟเฟกต์ มุมกล้อง เหมือนกับผู้เข้าแข่งขันทุกคนเป็นศิลปินที่เราจัดคอนเสิร์ตให้” 

อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้รายการเป็นที่รักของคนดู โอ๋เชื่อว่าเป็นเพราะทีมงานที่เปรียบประหนึ่งทีม Avengers ที่รวมตัวกันมาจากหลากหลายวงการ

“ทีมงานที่เราชวนมาทำไม่ใช่การตั้งงบแล้วหาบริษัทใดบริษัทหนึ่งมาเหมาไป แต่เราไปชวนคนที่เป็นตัวจริงในแต่ละวงการมาทำด้วยกัน แล้วก็มีบางตำแหน่งที่เพิ่มขึ้นมาจากการรายการทีวีปกติ ไม่ว่าจะเป็นมิวสิกไดเรกเตอร์ โชว์ไดเรกเตอร์ มีหน้าที่ทำเรื่องเพลงและการแสดงโดยเฉพาะ เสริมจากผู้กำกับที่ดูภาพรวมของรายการ ทีมเวที ทีมฉาก ซึ่งเป็นทีมที่ทำคอนเสิร์ตมาก่อน ทีมกล้องที่มี 13 ตัวเพื่อความละเอียดในการจับเหตุการณ์ อารมณ์ และบรรยากาศ รวมทั้งทีมคัดเลือกผู้เข้าประกวดซึ่งใช้งบประมาณไปเยอะมาก” 

เราอดถามไม่ได้ว่าต้นทุนการผลิตอยู่ที่ซีซั่นละเท่าไหร่ 

“ซีซั่นแรก ๆ ต้นทุนประมาณ 150 ล้าน” โอ๋กล่าว

โอ๋-พัฒนี จรียะธนา Executive Producer และผู้ถือลิขสิทธิ์ The Voice Thailand

วงจรที่แยกไม่ขาดของคุณภาพ เรตติ้ง และเงินโฆษณา

ต้นทุนที่สูงทำให้ได้รายการที่มีคุณภาพโดดเด่นกว่ารายการอื่นในตลาด 

แต่ช่วงเวลาและช่องที่ออกอากาศก็เป็นปัจจัยสำคัญที่จะนำคุณภาพนั้นให้ไปถึงสายตาผู้ชม ซึ่งเป็นกลยุทธ์ชิ้นเด็ดอีกชิ้นที่ทำให้ The Voice Thailand เข้าตาผู้ชมตั้งแต่ซีซั่นแรก

เวลา 6 โมงเย็น วันอาทิตย์ ทางช่อง 3 เป็นการวางแผนที่ถูกต้องเป๊ะ เพราะเป็นเวลาครอบครัวที่สถานีโทรทัศน์อื่นไม่ได้เอารายการสไตล์วาไรตี้ซึ่งดูได้ทุกวัยแบบนี้มาลง ทำให้มีคู่แข่งไม่มาก

และช่อง 3 ก็ได้รับความนิยมในหมู่คนเมืองซึ่งเข้ากันได้ดีกับรูปแบบรายการที่มาจากต่างประเทศแบบนี้

The Voice จึงเรียกเรตติ้งมาประดับรายการได้อย่างสวยงาม อันนำไปสู่การถาโถมของเงินจากสปอนเซอร์ 

แต่ความไก่กับไข่ก็คือ กว่าสปอนเซอร์จะควักเงินก็หลังจากมั่นใจกับเรตติ้งที่รายการได้รับมา ซึ่งก็เป็นผลมาจากเงินลงทุนที่จะได้มาเพื่อคุณภาพ

โอ๋จึงต้องเลือกยอมขาดทุนในซีซั่นแรก เพื่อแลกกับคุณภาพที่จะสร้างทั้งเรตติ้งและความมั่นใจ 

“เราลงทุนเต็มที่ตั้งแต่การออดิชัน ซึ่งใช้งบประมาณเยอะมากกับการหาทีมที่เชี่ยวชาญด้านการหาศิลปิน 7 – 8 ทีม ไปลงพื้นที่ทั่วประเทศ ชวนให้คนมาออดิชันด้วยรถแห่ จนมาถึงการออกแบบโชว์ที่ถึงขั้นสร้างฝนตกในสตูดิโอเพื่อให้โชว์ได้อรรถรสสูงสุด”

ผลก็คือ The Voice ดังเป็นพลุแตก และกลายมาเป็นรายการที่นักวางแผนสื่ออยากช่วงชิงมาใส่ไว้ในแผนเพื่อขายลูกค้ามากที่สุดอย่างแทบไม่เกี่ยงราคาในซีซั่นถัด ๆ มา

“ตอนนั้นเราขายสปอนเซอร์เจ้าละ 20 ล้าน ก็มีคนแย่งกันซื้อ” โอ๋เล่า 

พอเงินมา บวกกับความสามารถของทีมงาน ซีซั่นที่ 3 ก็เป็นซีซั่นที่ประสบความสำเร็จที่สุดของ The Voice Thailand ทั้งเรื่องรายได้และเรตติ้ง

เรตติ้งที่สูงที่สุดของ The Voice คือช่วงซีซั่น 3 ที่เรตติ้งพุ่งไปแตะเลข 12 – 13

ถ้านึกไม่ออกว่ามันเยอะแค่ไหน เราขอเทียบกับคอนเทนต์ที่เป็นตำนานเรตติ้งของช่อง 3

ละคร บุพเพสันนิวาส ออกอากาศช่วงไพรม์ไทม์ เคยได้เรตติ้งสูงที่สุด 18.6

รายการ โหนกระแส ออกอากาศช่วงเที่ยง และกลายมาเป็นรายการที่สร้างช่วงเวลาเรตติ้งสูงใหม่ ๆ เหมือนกัน เคยได้เรตติ้งสูงที่สุด 2.98 

พอรายการคุณภาพดี เรตติ้งก็มา เงินจากสปอนเซอร์ก็เพิ่มพูน แล้วก็วนกลับมาเป็นงบในการทำรายการที่คุณภาพดี ให้ได้เรตติ้งดี สปอนเซอร์เพิ่มเงิน วนลูปไปอย่างนี้จนยิ้มแก้มปริกันไปอย่างมีความสุข

หากแต่เส้นทางก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ The Voice Thailand และวงการโทรทัศน์บ้านเราต้องมาเผชิญความท้าทายก้อนใหญ่ ในช่วงการเปลี่ยนการออกอากาศโทรทัศน์มาเป็นระบบดิจิทัล และการหยิบชิ้นปลามันในช่วงการเปลี่ยนผ่านไปโดยสื่อออนไลน์

บทเรียน 10 ปี The Voice Thailand และการกลับมาในวันที่วงการทีวีไม่เหมือนเดิม

ยุคท้าทายของวงการทีวี

บทเรียน 10 ปี The Voice Thailand และการกลับมาในวันที่วงการทีวีไม่เหมือนเดิม

ตั้งแต่ปี 2014 – 2016 เป็นช่วงที่วงการโทรทัศน์ไทยปั่นป่วนที่สุดเท่าที่เคยมีมา

จากที่เคยมีฟรีทีวีให้ชมเพียง 5 ช่องมาหลายทศวรรษ ก็กลายมาเป็นฟรีทีวี 28 ช่อง ไม่ใช่แค่ผู้ผลิตจะลำบากเพราะคู่แข่งเพิ่มขึ้น แต่ผู้ชมก็ลำบากเพราะต้องมีอุปกรณ์เสริมในการรับชมและช่องที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล ทำให้บางบ้านถึงกับต้องจดเลขช่องโปรดแปะเอาไว้หน้าทีวี

ซ้ำเติมด้วยการรัฐประหารที่เข้ามาควบคุมการออกอากาศวิทยุ-โทรทัศน์ทุกช่องทาง 

และปิดท้ายด้วยช่วงไว้อาลัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ที่มีการงดรายการปกติไปหลายช่วง 

ในช่วงที่วงการโทรทัศน์เผชิญความยากลำบากนั้น อุปกรณ์ที่รองรับการใช้แพลตฟอร์มออนไลน์อย่างสมาร์ทโฟน สมาร์ททีวี ก็มีราคาถูกลงมาก แพลตฟอร์มออนไลน์เลยได้โอกาสเข้าถึงผู้คนมากขึ้น พร้อมนำเสนอเนื้อหาที่มีอิสระมากกว่า ผู้ชมทั้งหลายเลยปันใจไปหาช่องทางออนไลน์กันแบบกู่ไม่กลับ

ในช่วงปีนั้นคนในวงการโทรทัศน์ต่างรู้กันว่า หลังจากนี้วงการทีวีไทยจะไม่กลับไปเป็นเหมือนเดิมอีกแล้ว 

หลังจาก ซีซั่น 4 ซึ่งเป็นช่วงปี 2015 ที่ช่อง Digital TV เริ่มมีรายการใหม่ ๆ ซึ่งเป็นวาไรตี้เหมือนกัน กลุ่มผู้ชมกลุ่มเดียวกัน และออกอากาศช่วงเวลาเดียวกันมาแย่งความนิยม เรตติ้งและกระแสของ The Voice Thailand ก็ตกลงเรื่อย ๆ 

โอ๋ยอมรับว่าไม่ใช่แค่ปัจจัยภายนอกเท่านั้น แต่ด้วยการต้องเปลี่ยนโค้ช และรูปแบบรายการที่ไม่ได้มีอะไรใหม่แบบก้าวกระโดด การหาผู้เข้าแข่งขันที่จะทำให้คนดูตื่นเต้นได้เหมือนซีซั่นแรก ๆ ก็ยากขึ้น จึงทำให้ความนิยมไม่มากมายเหมือนเก่า พอเรตติ้งตก เงินโฆษณาก็ลดลง จนจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่

“ตอนซีซั่นที่ 7 ปี 2018 เราตัดสินใจลดต้นทุนด้วยการย้ายจากช่อง 3 ไป PPTV HD 36 เนื่องจากเขาเสนอจะร่วมลงทุนด้วย แต่เวลาที่ได้จะไม่ได้เป็นวันอาทิตย์ 6 โมงเย็นเหมือนเดิม เนื่องจากมีรายการกีฬาซึ่งเป็นรายการหลักออนแอร์ช่วงนั้นพอดี

“เวลาที่เราคิดว่าดีที่สุดตอนนั้นจึงเป็นตอน 2 ทุ่มวันจันทร์ แม้จะเป็นวันธรรมดาแต่ก็เป็นไพรม์ไทม์ และเป็นวันที่คนน่าจะอยู่บ้านมากที่สุด” โอ๋เล่าถึงการตัดสินใจที่จำเป็นต้องเลือกตัวเลือกที่แม้ไม่ดีที่สุด แต่ก็มีข้อเสียน้อยที่สุด

การเปลี่ยนแปลงนั้นส่งผลมากกว่าที่คิด เรตติ้งเฉลี่ยในซีซั่นที่ 7 ของ The Voice Thailand ลดลงไปอยู่ที่ 0.7 แม้จะเป็นเรตติ้งที่สูงสำหรับช่อง PPTV HD 36 แต่ก็เป็นตัววัดว่ารายการไม่สามารถแทรกตัวเข้าไปเป็นตัวเลือกแข่งกับเนื้อหาช่วงไพรม์ไทม์ของช่องอื่น ๆ ได้ 

แต่โอ๋ก็บอกว่า “ยังโชคดีที่กลุ่มคนดูเป็นกลุ่มคนในเมือง ซึ่งเป็นกลุ่มที่ย้ายไปดูสื่อออนไลน์ และยังตามดูเราในออนไลน์ เราก็เลยยังพอจะมีตัวเลขเอาไปคุยกับผู้ลงโฆษณาได้บ้าง”

“คนย้ายไปดูออนไลน์ ก็ไปทำรายการในออนไลน์อย่างเดียวสิ”

แม้เรตติ้งทางทีวีจะลด แต่ยอดวิวใน YouTube ของ The Voice Thailand กลับสูงมากถึง 400 – 500 ล้านวิวต่อซีซั่น หลายคนจึงสงสัยว่าในเมื่อกลุ่มคนดูย้ายไปดูในออนไลน์แล้ว ทำไมถึงไม่ไปทำเป็นรายการออนไลน์เสียเลย

เรื่องนี้โอ๋อธิบายว่า “เงินโฆษณาที่ได้จากออนไลน์มันน้อยมาก ไม่พอจะเอามาผลิตรายการในรูปแบบนี้ ทั้งค่าลิขสิทธ์ ค่าผลิต ค่าทีมงาน แม้ในซีซั่นหลัง ๆ เราจะพยายามลดต้นทุนด้านต่าง ๆ ก็ยังต้องมีไม่น้อยกว่า 90 ล้านอยู่ดี” 

โอ๋เล่าว่าในขณะที่มีผู้ยินดีสนับสนุนรายการทางทีวี 20 ล้านบาท แต่ในออนไลน์ผู้ลงโฆษณายินดีจ่ายเพียง 2 – 3 แสนบาทเท่านั้น (เนื่องจากระดับราคาของสื่อออนไลน์ถูกกว่าทีวีมาก และมีตัวเลือกในการลงโฆษณาเพื่อให้ถึงกลุ่มเป้าหมายเดียวกันเยอะมาก – ผู้เขียน) แม้จะรับได้หลายเจ้ามากขึ้น แต่ใน 1 ซีซั่นค่าโฆษณาทางออนไลน์ก็รวบรวมมาได้ไม่ถึง 10 ล้าน 

หลังจากจบซีซั่น 8 ในปี 2019 โอ๋ตัดสินใจเลิกทำด้วยทั้งปัจจัยด้านความนิยม และข้อจำกัดด้านการถ่ายทำในช่วงโควิด-19 ทำให้รายการห่างหายไป 2 ปี

โอ๋บอกว่า “คิดว่าเลิกแล้วแน่ ๆ ถึงขนาดกำจัดอุปกรณ์ พร็อพ สัญลักษณ์รายการไปหลายอย่างแล้ว เหลือแต่เก้าอี้โค้ชที่ยังเก็บไว้”

การเดินทางของ The Voice Thailand ภาพสะท้อนรายการโทรทัศน์ในยุคที่อำนาจอยู่ในมือผู้บริโภค ทั้งรีโมต มือถือ แทบเล็ต
การเดินทางของ The Voice Thailand ภาพสะท้อนรายการโทรทัศน์ในยุคที่อำนาจอยู่ในมือผู้บริโภค ทั้งรีโมต มือถือ แทบเล็ต

การกลับมาในเวลาที่ใช่ 

เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา The Voice Thailand ก็ได้กลับสู่หน้าจอโทรทัศน์อีกครั้ง

การกลับมาของรอบนี้ เกิดจากการกระตุกต่อมความรักความคิดถึงรายการที่ปลุกปั้นมากับมือ 

โอ๋เล่าว่า บอย-ถกลเกียรติ วีรวรรณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มของบริษัท เดอะ วัน เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน) และผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์ช่อง one31 เป็นผู้ชวนให้กลับมาทำรายการด้วยการให้สิ่งที่อยากได้มากที่สุด

“เขาบอกว่า ผมมีเวลา 6 โมงเย็นวันอาทิตย์ให้ได้นะ” โอ๋เล่าถึงประโยคที่ทำให้ตั้งใจกลับมาสู้อีกสักตั้ง

“คิดว่ามันเป็นโอกาสที่จะปล่อยไปไม่ได้ เราได้เวลาที่มั่นใจที่สุดกลับมา มันเป็นเวลาของเรา ประกอบกับ The Voice ปล่อยรูปแบบใหม่เป็นการเอาผู้เข้าร่วมแข่งขันจากซีซั่นก่อน ๆ มารวมกันแข่งใหม่เป็น The Voice All Stars ซึ่งเหมาะกับการกลับมาทำใหม่รอบนี้มาก”

การทำ The Voice ท่ามกลางยุคสมัยที่เปลี่ยนไปนี้ มีหลายกลยุทธ์ที่โอ๋และทีมงานต้องปรับตาม

สิ่งแรกคือ ต้องลดต้นทุน

The Voice All Stars นี่เราลดต้นทุนจากทุกส่วน ตั้งแต่การลดขอบเขตลิขสิทธ์เพื่อให้เจ้าของลิขสิทธ์ลดราคาให้ ลดต้นทุนเรื่องโปรดักชัน โชคดีที่ค่าอุปกรณ์และเทคโนโลยียุคนี้ถูกลงมาก ทีมงานหลายคนก็ยอมรับค่าตัวในราคาเป็นมิตร เพราะเขาอยากกลับมาทำรายการด้วยกันอีกครั้ง” โอ๋เล่า

“แต่รวม ๆ แล้วก็ยังเป็นต้นทุนการทำรายการทีวีที่สูงมาก คือ 50 ล้านบาท”

การกลับมาทำ The Voice ครั้งนี้ โอ๋ทำในนามบริษัท Exit365 ซึ่งเธอเป็นเจ้าของเอง และหาทุนด้วยการหานายทุนมาร่วมลงทุน ซึ่งก็เป็นเรื่องไม่ง่ายสำหรับรายการที่คนจำไปแล้วว่าเป็นรายการที่ ‘เคยดัง’ 

“ตอนแรกมีคนตกลงร่วมทุนแล้ว คุณบอยก็แถลงข่าวแล้วว่าจะมี The Voice ฉายทางช่อง one31 แต่นักลงทุนเจ้านั้นก็มาถอนตัวตอนนาทีสุดท้าย

“ตอนนั้นเครียดมาก ถึงกับเดินน้ำตาตก เพราะเราแบกต้นทุนคนเดียวไม่ไหว และเวลาก็งวดเข้ามาแล้ว จะต้องตัดสินใจว่าจะทำต่อหรือพอแค่นี้” โอ๋เล่าถึงความเครียดที่ทำให้เธอรู้ว่าการไหว้พระขอพรที่จำเป็นที่สุดคือการไหว้ขอให้มีสติ

“ตอนนั้นคิดว่า ถ้าเลิกปัญหามันก็จะหมดไปแหละ แต่ความน่าเชื่อถือทั้งหมดที่สะสมมาในชีวิตการทำงานก็คงจะเสียหาย ช่อง one31 จะหาอะไรมาออนแอร์แทนได้ในเวลากระชั้นแบบนี้ แล้วก็ยังมีผู้ชมที่รอคอยการกลับมาของ The Voice อีก เลยตัดสินใจเดินหน้าหานายทุนต่อ โชคดีที่ได้บริษัท PlanB เข้ามาร่วมลงทุน”

บริษัท PlanB เป็นบริษัทเจ้าของสื่อนอกบ้าน ซึ่งอยู่นอกเกมการแข่งขันสื่อออนแอร์ (โทรทัศน์) และ ออนไลน์ (อินเทอร์เน็ต) เพราะยังไงคนก็ยังคงใช้ชีวิตตามท้องถนนอยู่

การมีบริษัท PlanB มาร่วมหุ้นก็เป็นช่องทางใหม่ ๆ ให้ The Voice เข้าถึงกลุ่มผู้ชมที่เป็นคนเมืองที่ทุกวันนี้ดูโทรทัศน์น้อยลง ซึ่งเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ที่โอ๋เลือกมาใช้ให้เข้ากับยุคสมัย

“ซีซั่นนี้เราคิดใหม่ทำใหม่กับการโปรโมตเยอะ ใช้ทั้งสื่อนอกบ้านและสื่อออนไลน์มาช่วย แล้วก็ทำเนื้อหาโปรโมตให้เข้ากับคนดูยุคนี้ ที่ไม่ชอบรอลุ้น แต่อยากรู้เลยว่าจะได้ดูอะไร เราก็หยิบเนื้อหาในรายการมาโปรโมต บอกเลยว่าใครจะมาให้เขาคอยรอดู”

ใครไถ TikTok แล้วเจอคอนเทนต์จาก The Voice All Stars Official แล้วหยุดดูทุกครั้งเหมือนเราบ้าง ยกมือขึ้น

All the Love for The Voice All Star

การรวมดาวชาว The Voice ในรอบนี้มีความหมายมากกว่าการกลับมาของรายการที่คนดูชื่นชอบ แต่ยังเป็นเหมือนงานคืนสู่เหย้าของผู้เข้าแข่งขัน ทีมงาน และโค้ช ที่แยกย้ายกับไปเติบโต

‘ที่ผ่านมาไปทำอะไรมาบ้าง’ เป็นหนึ่งในเนื้อหาที่รายการพยายามเล่าถึงผู้เข้าแข่งขันที่กลับมาร่วมงานกัน ทำให้รู้ว่านามสกุล The Voice สร้างฝันของหลายคนให้เป็นจริง ให้โอกาสหลายคนได้ลืมตาอ้าปาก และสร้างศิลปินมากความสามารถประดับวงการบันเทิงไทยมากมาย

ในช่วงสถานการณ์โรคระบาดอาชีพศิลปินก็ได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก การกลับมาของ The Voice All Stars ก็ถือว่าได้เห็นอีกหนึ่งช่องทางให้ศิษย์เก่าทั้งหลายกลับมาอยู่ในสปอตไลต์อีกครั้ง

“ทีมงานที่อยู่กับเรามาตั้งแต่ซีซั่นแรกอย่างทีมมิวสิกไดเรกเตอร์ ที่ออกแบบโชว์และเพลงให้ผู้เข้าแข่งขันทุกคนตั้งแต่รอบออดิชัน ไปจนถึงคนส่งไมค์ให้ศิลปินก่อนขึ้นเวทีก็มาทำกับเราในซีซั่นนี้ด้วย เวลาได้เห็นพวกเขาได้กลับมาเจอกัน ทักทายกัน เรารู้สึกว่ามันเป็นความพิเศษของรายการที่ทำให้ทุกคนผูกพันกันแบบนี้” โอ๋เล่าบรรยากาศการถ่ายทำที่แม้จะเหนื่อยเพราะต้องถ่ายจำนวนมาก ๆ ในเวลาจำกัดเพื่อลดต้นทุน แต่ก็อบอวลไปด้วยความอบอุ่นจากทีมงานและผู้เข้าแข่งขัน

แล้วก็ยังบอกด้วยว่า “เรตติ้งก็ค่อย ๆ กลับมา เริ่มมีกระแสคนพูดถึง เริ่มมียอดผู้ชมในออนไลน์มากขึ้นเรื่อย กำลังใจก็กลับมา สปอนเซอร์ก็เริ่มมาสนับสนุน”

การแข่งขันที่รวมผู้ผ่านรอบ Blind Audition จากทั้ง 8 ซีซั่นรวมทั้ง The Voice Kids นั้นเหมือนการรวมเอายอดฝีมือมาแข่งกันเอง ซึ่งเป็นทั้งโอกาสสำหรับคนที่ไม่ได้มีชื่อเสียงมาก และความเสี่ยงสำหรับคนที่กลายเป็นศิลปินชื่อดังแล้ว แต่โอ๋ยืนยันว่าทุกคนยินดีและมีความสุขที่ได้กลับมา

การกลับมาครั้งนี้นอกจากกลยุทธ์ในการลดต้นทุนและคิดใหม่ทำใหม่เรื่องการโปรโมตแล้ว โอ๋ยังบอกว่าเธอได้เรียนรู้เรื่องการสร้างสมดุลของการจัดเต็มกับโปรดักชันกับสิ่งที่คนดูต้องการด้วย 

เธอบอกว่า “คนดูทีวีไม่ได้ต้องการดูโปรดักชันที่อลังการมากเหมือนดูคอนเสิร์ต แต่ต้องการความตลก ความบันเทิง อะไรที่ดูง่าย ๆ ไม่เครียด คราวนี้เราเลยลดความอลังการของแสงสีเสียง และมีการเชิญ โค้ชโจ๊ก โซคูล กับ โค้ชซานิ จาก The Voice Kids มาสร้างสีสัน” 

และเราก็รู้สึกว่าหลังจากร่วมงานกันมาหลายปี โค้ชทั้ง 3 ก็มีลีลาแพรวพราวมากขึ้นมาก ยิ่งพอมี โค้ช ป๊อบ ปองกูล มาร่วม ก็ทำให้รายการตลก สนุกมากขึ้น โดยยังคงแก่นความเป็นตัวจริงเสียงจริงอยู่

หลังจากรอบ Battle เทปแรก ความสนุกของ The Voice ก็ยิ่งงวดขึ้นเรื่อย ๆ โอ๋แอบบอกว่าการรวมดาวครั้งนี้จะมีอะไรสนุก ๆ มากขึ้นอีกมาก 

“คนเคยคิดว่าเมื่อจบรอบ Blind Audition แล้ว The Voice ก็ไม่มีอะไรให้ลุ้น เรายืนยันว่าจะไม่เกิดสิ่งนั้นใน The Voice All Stars” โอ๋ป้ายยาเอาไว้ทิ้งท้าย

การเดินทางของ The Voice Thailand ภาพสะท้อนรายการโทรทัศน์ในยุคที่อำนาจอยู่ในมือผู้บริโภค ทั้งรีโมต มือถือ แทบเล็ต

Writer

Avatar

พิชญา อุทัยเจริญพงษ์

อดีตนักโฆษณาที่เปลี่ยนอาชีพมาเป็นนักเล่าเรื่องบนก้อนเมฆ เป็นนักดองหนังสือ ชอบดื่มกาแฟ และตั้งใจใช้ชีวิตวัยผู้ใหญ่ไปกับการสร้างสังคมที่ดีขึ้น

Photographer

Avatar

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

For English Version,  Click Here

ในฐานะผู้สอนคนหนึ่ง ที่มีโอกาสได้พาผู้เรียนผ่านประสบการณ์การเรียนรู้มาบ้าง เราเชื่อเหลือเกินว่าหลักฐานความสำเร็จที่สำคัญที่สุดของการจัดการการศึกษา ต้องตรวจวัดจากการสะท้อนของผู้เรียน

หากแต่การศึกษาไทยในปัจจุบันนี้กลับมีการรับฟังเสียงของผู้เรียนน้อยเหลือเกิน และหลายครั้งที่แม้จะมีเสียงสะท้อนกลับมา เราที่เรียกตัวเองว่าเป็น ‘ผู้ใหญ่’ กลับไม่ใส่ใจกับความคิดเห็นของพวกเขาเท่าที่ควร ทั้งที่เราทุกคนต้องเคยได้ยินวลีติดหูที่ว่า เด็กคืออนาคตของชาติ

นั่นคือสาเหตุที่วงสนทนาวันนี้กับ King’s College International School Bangkok (King’s Bangkok) ถึงการจัดงาน King’s Bangkok Education Forum 2022  เวทีที่เชิญผู้นำทางความคิดจากหลากหลายวงการ มาส่งต่อประสบการณ์ของพวกเขาให้กับผู้ฟังที่เป็นนักเรียน ภายใต้ธีม Career. Life. Social Values. (อาชีพ ชีวิต และคุณค่าสู่สังคม) มีทั้ง ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.สาคร สุขศรีวงศ์ ผู้บริหารและผู้ก่อตั้งโรงเรียนนานาชาติแห่งนี้ ร่วมด้วย คุณเบน-วิทวัส พันธ์พานิช ตัวแทนทีมงานของโรงเรียน รวมถึงนักเรียน Year 11 อย่าง น้องมาร์ตี้-ยศพัทธ์ ศรีธนสกุลชัย และ น้องแจ๊ปเปอร์-ชนุดม อิ้มพัฒน์ ที่นั่งล้อมวงลงข้างกันเพื่อบอกเล่าสิ่งที่พวกเขาได้เรียนรู้

ถอดบทเรียน King’s Bangkok Education Forum ที่จัดโดยนักเรียน เพื่อตั้งใจส่งต่อโอกาสการศึกษาให้กับนักเรียนอีกกลุ่มในสังคม
King’s Bangkok Education Forum เวทีเสวนาเรื่องอาชีพและอนาคต จัดโดยนักเรียนเพื่อนักเรียน

นักเรียนทั้งสองที่มาร่วมวงกับเรานั้นไม่ได้มาในฐานะผู้ฟัง แต่เป็นหนึ่งในผู้จัดงานที่มีส่วนร่วมอย่างเข้มข้นตั้งแต่ต้นจนจบ ฟอรัมการศึกษานี้จึงเป็นงานที่จัดโดยนักเรียน เพื่อผู้ฟังที่เป็นนักเรียน และตั้งใจส่งต่อโอกาสทางการศึกษาให้กับนักเรียน ซึ่งเป็นทัศนะที่น่าสนใจไม่ใช่น้อย เพราะตั้งแต่แนวคิด กระบวนการจัดงาน ไปจนถึงการคัดเลือกคนมาสื่อสารเกี่ยวกับงานนั้น สะท้อนให้เห็นถึงการรับฟังเสียงของเด็กมาโดยตลอดทาง

ขอชวนมาฟังไปพร้อมกันกับเรา ว่าผู้บริหารและสตาฟของ King’s Bangkok หว่านเมล็ดพันธุ์แบบใดให้เติบโตในใจผู้เรียนของพวกเขาไปแล้วบ้างในการจัดงานครั้งนี้

King’s Bangkok Education Forum เวทีเสวนาเรื่องอาชีพและอนาคต จัดโดยนักเรียนเพื่อนักเรียน

Career

King’s Bangkok Education Forum เวทีเสวนาเรื่องอาชีพและอนาคต จัดโดยนักเรียนเพื่อนักเรียน

นิยามความสำเร็จแรก ๆ ในชีวิตของหลายคน คงหนีไม่พ้นความสำเร็จในหน้าที่การงาน

หากพิจารณาผลงานตลอดระยะเวลาการทำงานกว่า 30 ปีในวงการการศึกษาของ ศ.(พิเศษ) ดร.สาคร ก็น่าจะเรียกได้ว่าประสบความสำเร็จไปแล้วอย่างไม่ต้องสงสัย แต่ในใจของคนเป็นครู มีช่องว่างหนึ่งที่เขาอยากจะถมให้เต็ม

“ประเทศไทยเรามีบุคลากร หรือผู้นำทางความคิดที่มีศักยภาพอยู่มากมาย ทั้งในแง่วิชาการ การศึกษา หรือสายอาชีพ บางท่านทำงานอยู่ในองค์กรข้ามชาติ หลายท่านเป็นนักพูดที่สื่อสารกับสังคมอยู่แล้ว แต่กลับมีแค่คนที่เรียนจบมหาวิทยาลัย หรือทำงานแล้วเท่านั้นจึงจะมีโอกาสได้ฟังคนที่ประสบความสำเร็จพูด กลุ่มผู้ฟังที่เป็นนักเรียนกลับเข้าไม่ถึงโอกาสที่จะได้ฟัง นี่จึงเป็นเรื่องที่ผมอยากผลักดันตลอดมา” ศ.(พิเศษ) ดร.สาครรับหน้าที่เปิดบทสนทนาให้เราได้มองเห็นภาพรวม และที่มาของฟอรั่มการศึกษาในครั้งนี้

“การที่ผมได้สอนหนังสืออยู่ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผมได้มีโอกาสทำ Mentoring Program เชื่อมคนที่ประสบความสำเร็จมาแบ่งปันความคิดกับผู้เรียนระดับอุดมศึกษาเป็นครั้งแรก จนได้รับรางวัล Innovation of the Year จาก Association to Advance Collegiate Schools of Business (AASCB) ประเทศสหรัฐอเมริกา นั่นทำให้ผมเริ่มคิดว่า ทำไมนักเรียนจะมีโอกาสแบบนั้นบ้างไม่ได้”

และเมื่อจังหวะเวลาลงตัว อาจารย์กับทีมงานของ King’s Bangkok จึงไม่รอช้า ได้ชักชวนตัวแทนนักเรียนอย่างมาร์ตี้และกลุ่มเพื่อนมาจัดตั้งคณะกรรมการนักเรียนชุดเฉพาะกิจ เพื่อจัดฟอรั่มการศึกษาร่วมกัน และรายได้ทั้งหมดจากการจำหน่ายตั๋ว โดยไม่หักค่าใช้จ่ายจะมอบให้กับนักเรียนมัธยมปลายที่ขาดแคลนทุนทรัพย์เพื่อเป็นทุนการศึกษา โดยมีข้อแม้ว่าเด็กๆ ของ King’s Bangkok จะต้องมีส่วนร่วมในกระบวนการจัดงานอย่างเต็มที่ตั้งแต่ต้นจนจบ

“งานอีเวนต์แบบนี้ไม่ได้ยากเกินความสามารถของสตาฟโรงเรียนที่จะจัดเองหรอกครับ” ผู้บริหารของโรงเรียนเล่า พลางยิ้มอย่างสบาย ๆ “แต่โรงเรียนของเราให้ความสำคัญกับปรัชญา 3 ข้อ ซึ่งยึดเป็นคุณค่าของโรงเรียนเลย นั่นก็คือ มารยาทที่งดงาม ความเมตตา และความใฝ่รู้สู่ปัญญา อีเวนต์นี้มีวัตถุประสงค์หลักคือเตรียมพร้อมนักเรียนมัธยมปลายที่สนใจเป็นการแนะแนวเส้นทางอาชีพ การทำงาน และการใช้ชีวิตในอนาคต และเปิดโอกาสให้นักเรียนได้ทำงานเรียนรู้การจัดงานไปพร้อมๆ กัน

“แต่ที่มากไปกว่านั้นคือโอกาสในการเรียนรู้คุณค่าเรื่องการมีเมตตา เราอยากสอนให้เด็ก ๆ ของเรามีเมตตาต่อตนเอง และต่อผู้อื่นในสังคมด้วย”

“แต่เรื่องแบบนี้เราสอนกันด้วยปาก ให้ท่องจำกันอย่างเดียวไม่ได้ใช่ไหมครับ” อาจารย์ถามกลับ “เด็ก ๆ ต้องซึมซับความรู้สึกนั้นด้วยใจ และสะท้อนความคิดให้ได้ด้วยตัวเองนั่นคือเหตุผลที่ฟอรั่มการศึกษาในครั้งนี้ถูกสร้างให้เป็นเหมือนสนามทดลอง ให้พวกเขาได้สัมผัสความเมตตาด้วยใจของตัวเอง”

“และที่สำคัญ เนื้อหาที่วิทยากรได้ถ่ายทอด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอิคิไก หรือการใช้ชีวิตให้มีคุณค่าตามปรัชญาแบบญี่ปุ่น เรื่องการสร้างคุณค่าให้ชีวิตผ่านวัฒนธรรม เรื่องวิถีผู้นำในองค์กรระดับโลก ตลอดจนการเสวนาเคล็ดลับการเรียน การทำงาน และการใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่า ได้ช่วยปูทางให้เด็กๆ ได้มีรากฐานที่สำคัญก่อนออกก้าวเดินในชีวิตการทำงานต่อไป”

มาร์ตี้นั้นถูกชวนเข้ามาเป็นคนแรก ก่อนที่เขาจะรับหน้าที่ออกตามหาเพื่อน ๆ ผู้ร่วมอุดมการณ์ จนได้ทีมงานทั้งหมด 21 คน หนึ่งในนั้นคือแจ๊ปเปอร์ ผู้ร่วมวงสนทนาอีกคนในวันนี้ ที่รับบทเป็นพิธีกรร่วมบทเวที ที่มีสปีกเกอร์มากประสบการณ์ให้รับมือพร้อมถึง 4 คน

โลกของเด็กนักเรียนYear 11 กำลังจะเปลี่ยนไป ผ่านกระบวนการทำงานแบบผู้ใหญ่ครั้งแรกในชีวิต

King’s Bangkok Education Forum เวทีเสวนาเรื่องอาชีพและอนาคต จัดโดยนักเรียนเพื่อนักเรียน
King’s Bangkok Education Forum เวทีเสวนาเรื่องอาชีพและอนาคต จัดโดยนักเรียนเพื่อนักเรียน

Life

“ตอนแรกผมแค่คิดว่าโอกาสที่จะได้ฟังบุคคลที่ผ่านการศึกษาระดับโลก อาทิ มหาวิทยาลัยฮาวาร์ด สแตนฟอร์ด ชิคาโก้ เยลล์ แล้วก็บุคคลที่ประสบความสำเร็จในเวทีระดับโลกจริง ๆ เป็นเรื่องยากมากสำหรับผมและเพื่อน ๆ ผมเลยคิดว่าอยากจะลองมามีส่วนร่วมดู จึงชวนเพื่อน ๆ มาด้วยกัน แต่ไม่เคยคิดว่าจะได้รับผิดชอบและเรียนรู้มากขนาดนี้ครับ” มาร์ตี้กล่าวย้อนความรู้สึกแรกที่ได้ทราบว่าทางโรงเรียนจะมีโครงการนี้ 

“ในการประชุมครั้งแรก พวกเขานั่งกันตาแป๋วมากครับ” คุณเบน มหาบัณฑิตจากเคมบริดจ์และเป็น หนึ่งในทีมการตลาดของ King’s Bangkok ผู้รับหน้าที่ประสานงานกับคณะกรรมการนักเรียน เล่าติดตลก “สตาฟก็พยายามอธิบายให้เด็ก ๆ ฟังว่า การจัดอีเวนต์ในครั้งนี้มีประโยชน์อย่างไรกับตัวพวกเขาเองบ้าง แต่สิ่งที่จุดประกายไฟในตาของเด็ก ๆ มากที่สุดกลับเป็นตอนที่ผมอธิบายว่า สิ่งนี้จะมีประโยชน์กับคนอื่นอย่างไรบ้าง”

“เราพยายามจะวางแผนกันอย่างดี แล้วก็มีดร.สาครกับทีมการตลาดคอยสนับสนุนด้วย ผมก็เลยรู้สึกมั่นใจ” มาร์ตี้เล่าถึงความรู้สึกหลังจากเขาและเพื่อน ๆ เห็นประโยชน์ของการจัดงานครั้งนี้เมื่อได้รู้ว่าจะได้จัดงานอีเวนต์ใหญ่ “แต่แจ๊ปเปอร์นี่ตื่นเต้นมาก”

“แน่นอนสิ” แจ๊ปเปอร์โต้กลับอย่างออกรสชาติ “ผมจะได้เป็นพิธีกรบนเวทีเลยนะ ใครจะไม่ตื่นเต้นไหว แต่นี่เป็นโอกาสที่ดีมากสำหรับผมเลย แล้วนักเรียนทุกคนที่ได้เข้ามาเป็นทีมงานก็กลายเป็นต้นแบบให้กับรุ่นน้อง ๆ ไปด้วยเลยครับ อีเวนต์นี้มันมีพลังมาก”

การเข้ามามีส่วนร่วมกับการจัดงาน นั่นหมายถึงการตั้งเป้าหมายในการระดมทุน สร้างกลยุทธ์ในการขายบัตร การโปรโมทงาน ไปจนถึงการรันคิวงานในวันจริงด้วยตัวเอง

สำหรับผู้ใหญ่อย่างเราแล้ว อาจฟังดูเป็นเรื่องธรรมดา แต่ลองนั่งไทม์แมชชีนย้อนกลับไปในครั้งแรกที่เราต้องจัดการงานที่มีคนจำนวนมากเข้ามาเกี่ยว อย่างงานกีฬาสี งานเลี้ยงรุ่น แล้วจินตนาการดูสิว่า นี่คือประสบการณ์ที่ใหญ่ขนาดไหนสำหรับเด็กมัธยมปลาย

“มันยากตั้งแต่เริ่มหาทีมงานแล้วครับ” มาร์ตี้เกริ่น “เราเริ่มกันที่การออกแบบโลโก้ งานอาร์ตต่าง ๆ ร่วมกับทีมการตลาดของโรงเรียน แต่การจะหาเวลามาทำงานด้วยกันก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะพวกผมมีเวลาว่างเฉพาะช่วงพักเที่ยงและหลังเลิกเรียน เราก็เลยมักประชุมกันระหว่างช่วงพักและทานข้าวเที่ยงกันไปด้วย”

“ผมชอบการประชุมช่วงพักเที่ยงนะ เวลาที่เราได้มานั่งล้อมวง ทานอาหารอร่อย ๆ และคุยงานไปด้วย สำหรับผมมันดีกว่าประชุมออนไลน์เยอะครับ เพราะมีอาหารอร่อยไง” แจ๊ปเปอร์เล่าต่อจากเพื่อนอย่างร่าเริง

“การขายบัตรก็ท้าทาย เราโพสต์คอนเทนต์ออนไลน์ด้วยเหมือนกันครับ วิทยากรที่เชิญมาก็ช่วยโปรโมตด้วย แต่ส่วนใหญ่ก็คุณพ่อคุณแม่เรานี่แหละครับที่ช่วยกันโปรโมต ทั้งที่เราตั้งเป้าหมายในการระดมทุนกันเอง ว่าเราอยากสนับสนุนทุนการศึกษาให้กับนักเรียนได้ถึง 7 คน ตอนแรกเราก็เลือกกันเพราะเลขสวยดี แต่เราทุกคนก็ดีใจมากที่เราทำได้เกินเป้าหมาย” 

แน่นอนว่าความยากไม่ได้จบแต่ช่วงวางแผน เมื่อถึงวันงานเอง ทั้งคนหน้าฉากอย่างแจ๊ปเปอร์ และคนหลังฉากอย่างมาร์ตี้ต่างก็ต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้ากันจนหัวหมุน

 “ภารกิจหลักของวันนี้คือการดูแลวิทยากรครับ” มาร์ตี้อธิบาย “แต่ในขณะที่ดูแลวิทยากรที่ให้เกียรติมาแชร์เรื่องราวกับเรา ผมก็ต้องดูแลทีมงานไปด้วยพร้อมกัน เพื่อให้มั่นใจว่าแต่ละคนทำหน้าที่ของตัวเอง และให้งานดำเนินไปอย่างราบรื่น”

แม้ว่างานนี้ไม่ใช่งานง่าย ใช้พลังตั้งแต่ต้นจนปลาย แต่พวกเขากลับพูดตรงกันว่า นี่แหละคือรสชาติของชีวิต

เพราะนอกเหนือจากเนื้อหาวิชาชีวิตที่วิทยากรทุกท่านมาแชร์ให้นักเรียนได้ฟังกันเป็นเรื่องที่เหมาะกับผู้ฟังที่เป็นนักเรียนโดยเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็นประเด็นการค้นหาความหมายของชีวิตด้วยหลักการอิคิไก การทำความเข้าใจชีวิตผ่านการเข้าใจความหลากหลายของวัฒนธรรม ไปจนถึงประสบการณ์จริงจากรุ่นพี่ที่ประสบความสำเร็จ ว่าแล้วเขาเหล่านั้นผ่านช่วงเวลาการเตรียมตัวเข้ามหาวิทยาลัยมาอย่างไร ค้นหาตัวเองเจอได้อย่างไร ไปจนถึงหางานที่ใช่ได้อย่างไร นักเรียนอย่างพวกเขาก็ได้ฝึกออกแรงเปิดประตูบานแรกสู่ชีวิตผู้ใหญ่ ด้วยกระบวนการเบื้องหลังการจัดงานนั่นเอง

“การจัดอีเวนต์ครั้งนี้ทำให้เราได้ลิ้มรสชาติชีวิตผู้ใหญ่ครับ” แจ๊ปเปอร์ให้ความเห็นหลังจากนิ่งและตกผลึกความคิดได้ “เหมือนที่วิทยากรท่านหนึ่งของเราพูดบนเวทีว่า กำแพงที่กั้นระหว่างเขากับชีวิตจริงได้พังทลายลงในช่วงจังหวะที่เขาเพิ่งได้ไปเรียนมหาวิทยาลัยที่ต่างประเทศเป็นครั้งแรก นั่นเป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกว่าต้องเผชิญหน้ากับความจริง อารมณ์ประมาณนั้นเลย แต่เวทีนี้ก็ช่วยให้เรากลัวชีวิตจริงน้อยลงด้วยเหมือนกัน”

“เมื่อมองเผิน ๆ เราอาจเห็นว่าเป็ดลอยน้ำได้อย่างสบาย ๆ แต่ใต้น้ำเป็ดต้องออกแรง เตะเท้าอย่างหนักเพื่อให้ลอยบนน้ำได้” มาร์ตี้พูดถึงสิ่งที่วิทยากรท่านหนึ่งได้กล่าวเอาไว้ “สำหรับผม มันเหมือนกับว่าวิทยากรที่มาบรรยายทุกคนในวันนี้เป็นเป็ดตามนิยามนี้เลย เพราะภายใต้ความสำเร็จของทุกคนล้วนเป็นเรื่องราวของความมุ่งมั่น การทำงานหนัก และความไม่ยอมแพ้”

“ที่น่าสนใจอีกอย่างคือ เราได้เห็นทีมการตลาดของเราทำงานจริงอย่างใกล้ชิดด้วยครับ” แจ๊ปเปอร์เสริม “ตอนแรกผมก็สงสัยนะว่าพวกผู้ใหญ่ทำงานกันเยอะขนาดนี้ได้ยังไง แต่ตอนนี้เข้าใจแล้ว”

“เราจะหาโอกาสได้ทำงานจริงแบบนี้ได้จากที่ไหนอีก ถ้าไม่ใช่โรงเรียนมอบให้ละครับ” มาร์ตี้พยักหน้าเห็นด้วย “ผมว่าทีมงานหลายคนเติบโตขึ้นจากกระบวนการทำงานนี้ ตอนแรกพวกเขาก็เก่งอยู่แล้ว แต่ก็พัฒนาขึ้นไปอีกได้”

“ถึงนายจะบ่นอยู่ตลอดว่าวิ่งทั้งงานจนขาพังไปหมดแล้วน่ะหรอ” แจ๊ปเปอร์แซวขึ้นมาได้จังหวะ เล่นเอาทั้งวงหัวเราะกันท้องแข็ง

Social Values

แม้ช่วงเวลาในการฟังมาร์ตี้และแจ๊ปเปอร์เล่าประสบการณ์เปลี่ยนชีวิตของพวกเขานั้นจะแสนสั้น แต่เราก็ได้เห็นภาพสะท้อนการเติบโตทางความคิดของนักเรียนทั้ง 2 คนที่ขยับเข้าใกล้ความเป็นคนของสังคมมากขึ้นอีกนิด

การเติบโตที่เกิดขึ้นผ่านกระบวนการการเรียนรู้ด้วยการลงมือทำ และห้อมล้อมไปด้วยการสนับสนุนของบุคลากรทางการศึกษาที่เฝ้ารอดูพวกเขาผลิดอกออกผล

และ ดร.สาครยังสะท้อนให้เรามองเห็นภาพใหญ่ต่อไป การจัดงานสำหรับคนกลุ่มเล็ก ๆ ในครั้งนี้มีบทบาทอย่างไรต่อระบบการศึกษาและภาพรวมของประเทศว่า

“หากเราถอยออกมามองภาพกว้าง เด็กกลุ่มนี้ของเราเป็นเด็กที่เรียกได้ว่าโชคดี เขามีศักยภาพที่จะทำอะไรมากมาย เราจึงต้องหว่านเมล็ดพันธุ์ทางความคิดในการสร้างคุณค่าให้กับสังคมให้เขามีโอกาสได้คิดเรื่องนี้ และวิทยากรที่มาพูดให้กับฟอรั่มนี้ต่างเป็นข้อพิสูจน์ที่มีชีวิตว่า เมื่อเรามอบอะไรให้ผู้อื่น เราก็จะได้สิ่งนั้นกลับมา”

เพราะการศึกษาไม่ใช่แค่เรื่องการเสริมพลังทางปัญญาเท่านั้น การเติมเต็มความเป็นมนุษย์ ให้ตระหนักถึงบทบาทของตนเองต่อสังคมคือเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กัน

“เราพยายามที่จะสร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลงรุ่นใหม่ด้วยกระบวนการเรียนรู้ เพื่อสร้างคนที่มองเห็นเป้าหมายที่ถูกต้อง ยึดถือคุณค่าที่เหมาะสม และนั่นคือสิ่งที่การศึกษาไทยควรจะมอบให้กับผู้เรียน ไม่ใช่แค่ความเป็นเลิศทางวิชาการ

“ปรัชญาการศึกษาของประเทศอังกฤษ ซึ่งเป็นต้นแบบของโรงเรียน King’s Bangkok บอกกับเราว่านอกจากความเป็นเลิศทางวิชาการแล้วยังมีส่วนผสมอีก 2 อย่างที่สำคัญในการปั้นทรัพยากรมนุษย์ที่สร้างความเป็นคนอย่างสมบูรณ์ นั่นคือ ความใส่ใจอย่างครบถ้วนรอบด้านและหลักสูตรร่วมผสมอย่างดนตรี ศิลปะ กีฬา และอื่น ๆ ในขณะที่กิจกรรมเสริมจะช่วยสร้างสังคมและความชื่นชอบเฉพาะบุคคลให้ชัดเจน การการใส่ใจอย่างครบถ้วนรอบด้านจะประคองให้เด็กเติบโตเป็นผู้ใหญ่ได้อย่างมีความสุข และเรียนรู้ที่จะก้าวข้ามอุปสรรค” อาจารย์นักบริหารกล่าวสรุปปิดท้าย

แต่แจ๊ปเปอร์ผู้พลังงานล้นก็อดไม่ได้ที่จะเติมต่อว่า

“ผมว่าเด็กหลายคนไม่รู้หรอกว่าคุณค่าทางสังคมสำคัญยังไง แต่หลังจากที่ได้ฟังประสบการณ์ของวิทยากรทุกท่านบนเวที ผมเข้าใจแล้วว่า ความสำเร็จไม่ใช่แค่เรื่องของการมีคนนับหน้าถือตา แต่เป็นเรื่องของการมอบบางอย่างคืนสู่ผู้อื่นด้วยเหมือนกัน”

บทสรุปจากปากของแจ๊ปเปอร์ทำให้เรารู้สึกว่า การเรียนแบบไม่เน้นจำ แต่ให้ลงมือทำ ได้ไปสะกิดใจใครบางคนให้เติบโตไปในทิศทางที่งดงามได้จริง ๆ

และการให้โอกาสเด็ก ๆ ได้พูด ทำ ส่งเสียง อย่างที่คุณครูและบุคลากรของ King’s Bangkok ได้ทดลองและมาแชร์ผลลัพธ์ให้เราเห็นผ่านบทสัมภาษณ์นี้ ก็น่าจะเป็นตัวอย่างที่ดีไม่น้อยสำหรับผู้ใหญ่หรือแม้แต่ครูในประเทศ ที่จะเปิดใจรับฟัง และเปิดโอกาสให้ผู้เรียนของตนเองได้ลงมือ ล้มลุก และเรียนรู้จากความผิดพลาด

เพราะแม้ผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร การเรียนรู้จากการลงมือทำที่เกิดขึ้นตลอดกระบวนการก็เป็นพื้นฐานที่สำคัญในการเตรียมความพร้อมให้เด็ก ๆ ขยับเข้าใกล้มหาวิทยาลัยในฝัน ชีวิตที่มีเป้าหมาย และความสำเร็จที่ไม่ใช่แค่การ ‘ได้’ แต่เป็นการ ‘ให้’ ด้วยเช่นกัน

Writer

Avatar

เกวลิน ศักดิ์สยามกุล

นักออกแบบ-สื่อสารเพื่อความยั่งยืน ที่อยากเล่าเรื่องสิ่งแวดล้อมผ่านชีวิต บทสนทนา และแบรนด์ยาสีฟันเม็ดเล็กๆ ของตัวเอง

Photographer

Avatar

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load