กระดานไวท์บอร์ดในห้องเรียนสี่เหลี่ยม อาคารชั้นเรียนแบ่งเป็นห้อง ๆ พร้อมป้ายกำกับเลขห้องแขวนอยู่เหนือประตู น่าจะเป็นภาพจำในวัยเรียนของใครหลาย ๆ คน

ต่อมาเมื่อชีวิตก้าวเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย ห้องเหล่านั้นอาจขยายใหญ่ขึ้น กลายเป็นห้องเลกเชอร์ที่มีโปรเจกเตอร์และเตาปิ้งแผ่นสไลด์ (เครื่องฉายภาพข้ามศีรษะ) แขวนอยู่จุดกึ่งกลางหน้าห้อง ในทางกลับกัน ห้องเรียนของใครอีกหลาย ๆ คนอาจไม่ได้มีผนังปูนกั้นแบ่ง ไม่ได้มีคาบเรียน แต่เป็นพื้นที่โล่งกว้างกลางแจ้งพร้อมผนังล่องหน ล้อมรอบด้วยรั้วต้นไม้ และมีเพดานเป็นท้องฟ้าขนาดใหญ่สุดลูกหูลูกตา

ภาพยนตร์ มหา’ลัย เหมืองแร่ แหวกกฎคำจำกัดความของรูปแบบสถาปัตยกรรมสถานศึกษาที่ไม่จำเป็นต้องยึดโยงกับห้องสี่เหลี่ยม การสำเร็จการศึกษาไม่ได้ตีตราด้วยปริญญาบัตร การแสวงหาความรู้ไม่ได้อยู่เพียงในตำรา และการก้าวไปสู่พื้นฐานที่จะอยู่ร่วมกับธรรมชาติ

สถาปัตยกรรมใน มหา'ลัย เหมืองแร่ ห้องเรียนที่กว้างใหญ่เกินกว่าผนังสี่เหลี่ยม

ภาพยนตร์เรื่องนี้เข้าฉายครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2548 กำกับโดย จิระ มะลิกุล ผู้กำกับที่มักถ่ายทอดแนวคิดผ่าน วัฒนธรรม ประเพณี วลี และประโยคเด็ดไว้ในผลงาน เช่น “เชื่อในสิ่งที่เฮ็ด เฮ็ดในสิ่งที่เชื่อ” จากภาพยนตร์เรื่อง 15 ค่ำ เดือน 11 ใน พ.ศ. 2545

มหา’ลัย เหมืองแร่ คือหนังเรื่องถัดมาของเขา เนื้อเรื่องดัดแปลงมาจากซีรีส์รวมเรื่องสั้น ‘เหมืองแร่’ จำนวน 142 ตอน ของศิลปินแห่งชาติ อาจินต์ ปัญจพรรค์ ถ่ายทอดเรื่องราวและความทรงจำที่เขาหวงแหนจากประสบการณ์ชีวิต หลังพ้นจากสถานะนิสิต เพราะรีไทร์ออกจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ตอนปี 2

หลังจากนั้น ตามความตั้งใจของบิดา อาจินต์ในวัย 22 ปีลงทะเบียนเข้าไปทำงานกับบริษัท เหมืองกระโสม ทิน เดรดยิง (Krasom Tin Dredging) อำเภอตะกั่วทุ่ง ตำบลกระโสม จังหวัดพังงา ระหว่าง พ.ศ. 2492 – 2496 เป็นเวลารวมเกือบ 4 ปีที่เขาอยู่ในห้องเรียนชีวิตแห่งนี้ 

Coming of Age ในวัย 22 ปีของคุณอาจินต์นั้นพลิกผันเป็นที่สุด จากชีวิตนิสิตที่ได้เที่ยวเตร่ในกรุงเทพฯ สู่มหาลัยในชนบท ทำงานกับบริษัทเหมืองแร่ ออกสำรวจพื้นที่ สอบปลายภาคได้เลื่อนขั้นไปทำงานบนเรือขุดแร่ดีบุก การทำงานแบบที่ไม่ใช่นั่งรถเมล์ไปเช้าเย็นกลับหรือในออฟฟิศติดแอร์ แต่คือการไปเข้าค่ายตากแดดตากฝนกับเพื่อนร่วมงาน ซึ่งในวันแรกต่างเป็นเพียงคนแปลกหน้า ‘ที่ฟังนิทานตอนเด็กกันมาคนละเรื่อง’ แต่หลังจากนั้นกลับค่อย ๆ กลายเปลี่ยนเป็นเพื่อนที่รู้ใจประหนึ่งคนในครอบครัว

สถาปัตยกรรมใน มหา'ลัย เหมืองแร่ ห้องเรียนที่กว้างใหญ่เกินกว่าผนังสี่เหลี่ยม

ภาพยนตร์ไม่ได้ถ่ายทำที่เหมืองกระโสม ซึ่งเป็นสถานที่จริงตามเนื้อเรื่องในหนังสือ เนื่องจากกาลเวลาผ่านมาหลายสิบปี ตัวเหมืองปิดกิจการลง เรือขุด เครื่องจักร ถูกรื้อถอนแยกชิ้นส่วนขายเป็นเศษเหล็กไปหมดแล้ว หรือแม้แต่สภาพแวดล้อมภูมิประเทศรอบ ๆ ก็เปลี่ยนตามกาลเวลา ทีมงานโปรดักชันนำโดย เอก เอี่ยมชื่น ไล่หาโลเคชันที่เหมาะสมตั้งแต่ภูเก็ตขึ้นมาถึงพังงา จนสรุปสุดท้ายได้ปักหลักที่อำเภอคุระบุรี จังหวัดพังงา

โจทย์ใหญ่ของทีมงานคือ ต้องสร้างฉากห้องเรียนขนาดใหญ่ของเหมืองกระโสมแห่งนี้ ไม่ว่าจะเป็นฉากออฟฟิศของนายฝรั่งและพนักงานเสมียน บ้านพักของกรรมกรเหมือง กระท่อมเพิงพัก ร้านค้า ร้านกาแฟ และหัวใจสำคัญของเรื่องนี้ คือเรือขุดดีบุกจำลอง ซึ่งความยากอีกอย่างหนึ่งคือ การถ่ายทอดจิตวิญญาณตัวอักษรในงานเขียนของคุณอาจินต์ออกมาผ่านฉากและถอดมิติที่มองไม่เห็น ไม่ว่าจะกลิ่นความเลอะเทอะของดินโคลน ความดิบชื้นของป่า ความสดชื่นของสายฝน ความร้อนอบอ้าว ความเหนียวเหนอะหนะของเหงื่อไคล ความแข็งแกร่งใหญ่โตของเรือขุด เป็นต้น

สถาปัตยกรรมใน มหา'ลัย เหมืองแร่ ห้องเรียนที่กว้างใหญ่เกินกว่าผนังสี่เหลี่ยม

1
เปิดเทอม

ฉากโลเคชันของเหมืองกระโสมและเรือขุดดีบุกในภาพยนตร์ ถ่ายทอดเสียงเครื่องจักรกึกก้องออกไปหลายกิโลเมตร ราวกับกำลังแข่งกับความเงียบของเสียงนกและสายน้ำในหุบเขาแห่งนี้ ฉากเผยให้เห็นถึงความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ กำแพงภูเขาที่ทอดยาวออกไปปกคลุมด้วยความทึบรก สีเขียวขจีของป่าไม้ ความหนักอึ้งของหินและแร่ธาตุใต้พื้นดิน ความชื้นและสายฝน ท้องถนนดินโคลน

เป็นที่รู้กันดีว่า ฝนปักษ์ใต้ตกติดต่อกันเป็นสิบ ๆ วัน ตกจน “ภูเขาเปียกจนละลาย ใบไม้โงหัวไม่ขึ้น” กลายเป็นหนึ่งบทเรียนในหนังที่สอนให้เราทำตัวเป็น “ลูกน้องของธรรมชาติ… เป็นคนของป่า เป็นลูกอ่อนของความหนาว และเป็นเพื่อนกับฝน”

นอกจากการอยู่ร่วมกับธรรมชาติ บทท่อนหนึ่งในภาพยนตร์ได้สร้างคำจำกัดความของคำว่า ‘บ้าน’ ที่กว้างและลึกซึ้งอย่างมาก แต่ละห้องของบ้านขยายใหญ่และกระจายออกไปในละแวกชุมชน มากไปกว่านั้น ห้องเหล่านี้ยังปรับเปลี่ยนฟังก์ชันตามเข็มนาฬิกาที่เคลื่อนไป เป็นความสวยงามของบทที่สะท้อนการอยู่อาศัยในเหมืองแร่ได้เป็นอย่างดี

สถาปัตยกรรมใน มหา'ลัย เหมืองแร่ ห้องเรียนที่กว้างใหญ่เกินกว่าผนังสี่เหลี่ยม
สถาปัตยกรรมใน มหา'ลัย เหมืองแร่ ห้องเรียนที่กว้างใหญ่เกินกว่าผนังสี่เหลี่ยม

“บ้านพักของเราเป็นเพียงที่นอนสำหรับหลบฝน ห้องส้วมของเราก็อยู่ในพุ่มไม้ ห้องกินข้าวอยู่ที่หาบขนมจีน และห้องรับแขกนั้น เราก็จัดกันขึ้นอย่างฉลาด ในร้านกาแฟ มันคือสโมสร… มันคือโรงมหรสพ มันเหมือนกรมประชาสัมพันธ์… แล้วตอนนี้โรงกาแฟกำลังจะกลายเป็นศาลตัดสินคดี… ที่สำคัญ โรงกาแฟยังแปรสภาพกลายเป็นบ่อนการพนันได้ด้วย… และโรงกาแฟก็คือโรงพยาบาลรักษาประสาทอันเสื่อมโทรมด้วยโรคคิดถึงบ้านของผมแต่เพียงผู้เดียว”

ตามข้อความข้างต้นนี้ เราจะเห็นว่าจุดรวมของคนในชุมชนคือโรงกาแฟ ร้านค้าของโกต้อง ที่ผู้คนต่างมาซื้อของ บ้างสังสรรค์กินเหล้าสร้างความสุขหลังเลิกงาน บ้างมาเพื่อปรับทุกข์และย้อมใจ ร้านกาแฟกลายเป็นห้องนั่งเล่นของครอบครัวเหมืองแร่ ส่วนบ้านพักเป็นเพียงพื้นที่ส่วนตัวที่ใช้นอนหลับพักผ่อน

บ้านพักของอาจินต์เป็นเรือนไม้ชั้นเดียวหลังคาจั่ว มีบานหน้าต่างรอบตัวบ้าน หน้าทางเข้ามีชานระเบียง ส่วนห้องครัวแบบก่อเตาฟืนอยู่ด้านนอก ภายในห้องพักมีเฟอร์นิเจอร์น้อยชิ้น หลัก ๆ มีเพียงเตียง หมอน มุ้ง และโคมไฟที่ไฟฟ้าจะตัดในเวลา 5 ทุ่ม

สถาปัตยกรรมใน มหา'ลัย เหมืองแร่ ห้องเรียนที่กว้างใหญ่เกินกว่าผนังสี่เหลี่ยม

2
ปลายภาค

เรือขุดดีบุกเป็นห้องเรียนที่โหดที่สุดของคนเหมืองแร่ เคลื่อนตัวไปตามแหล่งแร่ดีบุกจากข้อมูลในแผนที่สำรวจ เป็นบททดสอบความอดทนและความแข็งแกร่งของคนงาน พวกเขาต้องอยู่บนเรือขุดแห่งนี้หลายชั่วโมง เพื่อขับเคลื่อนเครื่องจักร เติมฟืนไฟให้หม้อไอน้ำเพื่อผลิตไฟฟ้า จนเรือขุดกลายเป็นสถานที่ที่ชาวเหมืองใช้ชีวิตอยู่มากกว่าที่อื่น ๆ

ในภาพยนตร์ เราจะเห็นฉากของเรือขุดในทุก ๆ ช่วงเวลาของวัน ตั้งแต่ช่วงเช้า กลางวัน เย็น ไปจนถึงกลางคืน ซึ่งนั่นก็เป็นนัยว่า การทำงานบนเรือขุดกลายเป็นชีวิตของคนเหมืองแร่อย่างแท้จริง

ฉากเรือขุดแร่ออกแบบและสร้างขึ้นจากการปะติดปะต่อภาพถ่ายเก่า ๆ ในสมัยนั้น รวบรวมจากบริษัทเหมืองทั้งในจังหวัดภูเก็ตและพังงา เนื่องจากค้นหาแปลนต้นแบบของเรือขุดไม่ได้ นอกจากนี้ ภาพความทรงจำของคุณอาจินต์ที่ช่วยให้คำปรึกษากับทีมผู้สร้างภาพยนตร์ ก็เป็นตัวช่วยสำคัญในการออกแบบบรรยากาศการทำงานบนเรือขุดลำนี้ออกมา

จากอินเทอร์เน็ต ภาพเรือขุดสีขาวดำ ไม่ว่าจะเป็นของบริษัท ทุ่งคาฮาเบอร์ ทิน เดรดยิง ลิมิเต็ด หรือ บริษัท เรือขุดแร่จุติ จำกัด และภาพเรือขุดในพังงา พ.ศ. 2479 โดยช่างภาพชาวอเมริกัน Robert Larimore Pendleton ช่วยสะท้อนให้เห็นถึงองค์ประกอบหลาย ๆ ส่วน ซึ่งนำมาใช้อ้างอิงในฉากภาพยนตร์ได้เป็นอย่างดี

สถาปัตยกรรมใน มหา'ลัย เหมืองแร่ ห้องเรียนที่กว้างใหญ่เกินกว่าผนังสี่เหลี่ยม
ภาพเรือขุดแร่ (Mining Dredger) จ.พังงา ใน พ.ศ. 2479
ภาพ : Robert L. Pendleton Collection

นิยามของสถาปัตยกรรมแบบ Modernism แบบดิบ ๆ หรือที่เรียกว่า ‘Brutalism’ น่าจะเป็นคำจำกัดความที่เหมาะสมสำหรับเรือขุดแร่ เมื่อฟังก์ชันการใช้งานเป็นตัวนำที่สำคัญกว่าหน้าตาและลักษณะภายนอก ความสมดุลของโครงสร้าง ขนาด น้ำหนัก และหน้าที่ของเครื่องจักร ไม่ว่าจะเป็นเครนของถังสายพานลำเลียงและเครื่องบอยเลอร์ เป็นตัวแปรหลักที่กำหนดแปลนเรือและตำแหน่งการทำงานของคนงานอีกด้วย ส่วนรูปทรงของช่องเปิด ปล่องควัน รูปทรงหลังคาและผนังสังกะสี ต่างเป็นสิ่งที่เข้ามาสนับสนุนการใช้งาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน และบำรุงรักษาเครื่องจักรเหล่านี้ เช่น การป้องกันฝนและการระบายความร้อน 

สถาปัตยกรรมใน มหา'ลัย เหมืองแร่ ห้องเรียนที่กว้างใหญ่เกินกว่าผนังสี่เหลี่ยม
สถาปัตยกรรมใน มหา'ลัย เหมืองแร่ ห้องเรียนที่กว้างใหญ่เกินกว่าผนังสี่เหลี่ยม

ฉากการทำงานบนเรือขุดแร่ เผยให้เห็นกลิ่นอายในยุคที่อุตสาหกรรมบานสะพรั่ง การทำงานเป็นระบบของมนุษย์และเครื่องจักร เครื่องยนต์ หัวเรือขุด ถังสายพาน และเครื่องบอยเลอร์ผลิตไฟฟ้า ซึ่งขับเคลื่อนด้วยแรงงานและหยาดเหงื่อของเหล่ากรรมกรเหมือง แต่ละคนมีหน้าที่และตำแหน่งประจำ ไล่เรียงตั้งแต่นายฝรั่งเป็นผู้บริหาร เสมียนคุมออฟฟิศ วิศวกรควบคุมเครื่องกล ช่างเครื่องจักร คนคุมคนงาน คนเติมฟืนเชื้อเพลิง คนงานขนแร่ คนตัดไม้ คนสั่งวัสดุ กระทั่งช่างสำรวจแร่ ทุกคนต่างเป็นเหมือนสายพานชีวิตที่ทำงานต่อกันเป็นทอด ๆ ราวกับฟันเฟืองของเครื่องจักรอย่างไรอย่างนั้น

ในขณะเดียวกัน เครื่องจักรก็ทำงานของมันไป เสียงครืดคราดดังไปทั่วบริเวณ ความร้อนจากหม้อไอน้ำแผ่กระจายออกมา ควันโขมงพวยพุ่งขึ้นไปตามปล่องไฟ พร้อมกับเศษของขี้เถ้าที่ตกลงมาตามสายฝน ลำเลียงแร่ที่ขุดมาได้ผ่านถังสายพาน คัดแยกและส่งออกไปทางท้ายเรือ ส่วนแร่ที่ขุดหามาได้ก็กลายมาเป็นเงินค่าแรงที่เลี้ยงปากท้องของเหล่าคนงานเหมืองต่อไป เมื่อเรือขุดค่อย ๆ จมลง เป็นสัญญาณบอกว่าการย้ายตำแหน่งขุดหาแร่ใหม่ใกล้เข้ามาแล้ว

3
จบการศึกษา

ภาพยนตร์ มหา’ลัย เหมืองแร่ ย้ำเตือนให้เราเข้าใจว่า การศึกษาหาความรู้และประสบการณ์ในการใช้ชีวิตไม่ได้จบหลังจากได้รับปริญญาบัตร เพราะแท้จริงแล้วมันเพิ่งเริ่มต้น ในทางกลับกัน ปริญญาชีวิตมาจากการสั่งสมประสบการณ์ทำงาน ได้เจอเจ้านายที่ดี มีเพื่อนร่วมงานที่รู้ใจ เป็นสิ่งที่ถ่ายทอดให้กันโดยตรงไม่ได้ ถ้าจะทำได้ก็เพียงบอกเล่าให้ฟังถึงความทรงจำดี ๆ เท่านั้น 

อย่างไรก็ตาม เราคงจะบังคับหรือปรับเปลี่ยนความคิดของผู้อื่นไม่ได้โดยง่าย เพราะแต่ละคนย่อมมีประสบการณ์ชีวิตที่หวงแหนแตกต่างกันออกไป

ห้องเรียนของอาจินต์ในเหมืองจาก ‘มหา'ลัย เหมืองแร่’ กับสถาปัตยกรรมที่กว้างใหญ่เกินกว่าห้องสี่เหลี่ยมในตึก

อีกสิ่งหนึ่งที่ภาพยนตร์เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นคือ รูปแบบทางสถาปัตยกรรมของสถานศึกษาที่ไม่จำเป็นต้องจำกัดไว้ในห้องสี่เหลี่ยม คำถามคือ การออกแบบอาคารห้องเรียน การวางแปลนอาคาร การจัดวางเฟอร์นิเจอร์ โต๊ะ เก้าอี้ มีส่วนช่วยส่งเสริมหรือปรับเปลี่ยนการเรียนการสอนในมุมที่กว้างขึ้นได้หรือไม่ การทุบผนังปูนทึบของห้องพักครู แล้วแทนที่ด้วยกระจกใส จะช่วยลดช่องว่างในการเข้าถึงอาจารย์ผู้สอนและลูกศิษย์ได้หรือไม่

สำหรับผมเอง การเดินทางมาศึกษาและทำงานในประเทศเนเธอร์แลนด์ตลอดระยะเวลากว่า 7 ปี เป็นประสบการณ์ที่ยังไม่สิ้นสุดลง แต่ก็เผลอคิดไม่ได้ว่า เมื่อวันที่ต้องออกเดินทางมาถึงอีกครั้ง เราจะคิดถึงประสบการณ์ชีวิตครั้งนี้มากแค่ไหน เราจะพูดอะไรในวันสุดท้ายของการทำงาน เราจะพูดประโยคไหนเพื่อบอกลาเพื่อนร่วมงานและหัวหน้าที่ให้โอกาสมาตลอด คงสรุปเป็นประโยคสั้น ๆ เหมือนในหนังที่ว่า “เอาผมไปฆ่าให้ตาย ผมก็รักคุณ”

Citation and Image References :

จิระ มะลิกุล (ผู้กำกับ). พ.ศ. 2548 . มหา’ลัย เหมืองแร่ (ภาพยนตร์). GTH

ภาพเรือขุดจาก collections.lib.uwm.edu

TK Reading Club ตอน เหมืองแร่

Raremeat Blog, มหา’ลัย เหมืองแร่

The standard.co, 14 ปี มหา’ลัย เหมืองแร่ “อาจินต์ เอาผมไปฆ่าให้ตาย ผมก็รักคุณ”

ลงดาบ, 16 ปี มหา’ลัยเหมืองแร่

Writer & Photographer

วีรสุ แซ่แต้

เนิร์ดสถาปนิกสัญชาติไทยที่จบการศึกษาและทำงานอยู่ที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ หลงใหลในสถาปัตยกรรมและแสวงหาความหมายของสถาปัตยกรรมที่มีจิตวิญญาณ

Set Design

ทฤษฎีสถาปัตยกรรมในภาพยนตร์ที่เล่าเรื่องสังคม ความเชื่อ และยุคสมัย

ฉากการ์ตูนสีลูกกวาดในเมืองที่เต็มไปด้วยสีสันสดใส เด็กผู้หญิงวัย 5 ขวบ 3 คนในชุดซูเปอร์ฮีโร่โทนสีฟ้า แดง และเขียว พร้อมกับเสียงพากย์ประโยคเกริ่นนำสุดคุ้นหูที่ใครหลายคนก็ท่องตามได้ว่า

“น้ำตาล เครื่องเทศ สารพัดของกุ๊กกิ๊ก ทั้งหมดคือเครื่องปรุงที่เลือกสรรเพื่อสร้างสาวน้อยสมบูรณ์แบบ แต่ศาสตราจารย์ยูโทเนียม เติมสารพิเศษอีกอย่างลงไปในส่วนผสมโดยไม่ตั้งใจ ‘สารเคมี X’… จึงเกิดเป็น Powerpuff Girls ด้วยพลังเหนือมนุษย์ที่มีอยู่ในตัว บลอสซัม! บับเบิลส์! บัตเตอร์คัพ! จึงอุทิศชีวิตให้การต่อสู้อาชญากรรม และพลังอำนาจแห่งความชั่วร้าย!”

นี่คือมนตร์เสน่ห์ที่เป็นอมตะของ ‘The Powerpuff Girls’ การ์ตูนซีรีส์ในวัยเยาว์ของเด็ก ๆ ที่โตมากับช่อง Cartoon Network และกล่องรับสัญญาณภาพยูบีซี ในช่วงปี 2000 

ตามที่ได้บรรยายไว้ในประโยคเปิดทุกตอนของรายการ Powerpuff Girls คือซูเปอร์ฮีโร่ที่ถือกำเนิดขึ้นจากการทดลองที่ผิดพลาดของศาสตราจารย์ยูโทเนียม (Professor Utonium) ชายตัวสูงโปร่ง สวมเสื้อโค้ทห้องแล็บสีขาวแทบตลอดเวลา ต้นแบบของคุณพ่อสุดคลาสสิกที่คอยดูแลเอาใจใส่เด็กหญิงหัวโต ตากลม ไม่มีจมูกและนิ้วมือทั้งสามคน ซึ่งแต่ละคนนั้นก็มีลักษณะทางกายภาพ สีดวงตา อุปนิสัย และพลังที่โดดเด่นแตกต่างกันไป

บลอสซัม (Blossom) เด็กหญิงผมยาวสีส้ม ใส่ชุดสีชมพู ผูกโบว์สีแดง เธอมีบุคลิกเป็นผู้นำ จึงเปรียบเหมือนพี่สาวคนโตของบ้าน

บับเบิลส์ (Bubbles) มีผมสีทองมัดแกละสองข้าง ใส่ชุดสีฟ้า มีนิสัยร่าเริงและเป็นเสียงหัวเราะของบ้าน 

และนักสู้ที่แข็งแกร่งที่สุด บัตเตอร์คัพ (Buttercup) เด็กหญิงผมบ๊อบสีดำ ใส่ชุดสีเขียว มีนิสัยห้าวหาญและขี้โมโห ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบแล้ว ฮีโร่ทั้งสามสะท้อนให้เห็นถึงองค์ประกอบของคนหนึ่งคนที่ประกอบด้วยศักยภาพทางความคิด จิตใจ และร่างกาย

บ้านยูโทเนียมใน The Powerpuff Girls ที่สะท้อนความเป็นนักวิทย์และพลังของสามสาว

นอกจากความน่ารักของตัวละครที่เป็นเอกลักษณ์แล้ว บ้านยูโทเนียมของศาสตราจารย์และเหล่าพาวเวอร์พัฟฟ์เกิลส์นั้น ก็มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวของตัวละคร ช่วงอายุ อาชีพ อุปนิสัย บุคลิก และสีประจำตัว ถ่ายทอดผ่านฉากและองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรม การตกแต่งภายในแต่ละห้อง ความแตกต่างระหว่างพื้นที่ของศาสตราจารย์กับสามสาว

นอกจากนี้ เมื่อรายการดำเนินไป ฉากของบ้านก็ถูกปรับเปลี่ยนไปเช่นกัน เราจะสังเกตได้ถึงแนวคิดที่เปลี่ยนไปของตัวบ้าน ระหว่างเวอร์ชันคลาสสิกในช่วงปี 1998 – 2004 และเวอร์ชันรีบูตในช่วงปี 2016 – 2018 ที่ถ่ายทอดผ่านการออกแบบและคอนเซ็ปต์อาร์ต

บ้านยูโทเนียมใน The Powerpuff Girls ที่สะท้อนความเป็นนักวิทย์และพลังของสามสาว

ผ่านมาแล้วเกือบ 3 ทศวรรษที่ เครก แมคแครกเคน (Craig McCracken) ซึ่งเป็นทั้งผู้สร้างตัวละคร ผู้อำนวยการผลิต และผู้กำกับ The Powerpuff Girls ที่ออกอากาศครั้งแรกในปี 1998 ด้วยเอกลักษณ์ของลายเส้น กราฟิก และเรื่องราวที่ถ่ายทอดบุคลิกตัวละคร ทัศนคติ ด้านดีและด้านไม่ดีที่แตกต่างไปจากการ์ตูนเรื่องอื่น ๆ ในสมัยนั้น ดำเนินเรื่องโดยมีผู้ดำเนินรายการคอยสอดแทรกและตัดบทต่าง ๆ ทำให้ผู้ชมเหมือนกำลังอ่านหนังสือการ์ตูนหรือฟังนิทานก่อนนอนอย่างไรอย่างนั้น

โครงเรื่องโดยรวมบอกเล่าปัญหาในการใช้ชีวิตประจำวันของเด็ก ๆ การทะเลาะกันของพี่น้องและเพื่อนฝูง รวมถึงการผจญภัยและต่อกรกับเหล่าวายร้าย อย่างแก๊งอะมีบา เชื้อโรคที่โง่เขลา ลิงชิมแปนซีอัจฉริยะ Mojo Jojo ซาตานก้ามปูตัวสีแดงที่ใส่รองเท้าส้นสูง วัยรุ่นอันธพาลแก๊งขี้ไคล และอีกหลากหลาย โดยแมคแครกเคน ผู้ออกแบบตัวละครเผยว่า เขาออกแบบวายร้ายเหล่านี้โดยเรียงลำดับจากความซื่อบื้อที่ค่อย ๆ ไต่ขึ้นไปตามความชั่วร้ายที่เพิ่มขึ้น

บ้านยูโทเนียมใน The Powerpuff Girls ที่สะท้อนความเป็นนักวิทย์และพลังของสามสาว

01
บ้านยูโทเนียม

เหตุการณ์ต่าง ๆ เกิดขึ้นในเมืองทาวน์วิลล์ (Townsville) อันแสนสงบสุข เต็มไปด้วยต้นไม้ อากาศบริสุทธิ์ แต่มักจะถูกโจมตีโดยสัตว์ประหลาดยักษ์และอาชญากรรม เป็นเมืองสมมติที่มีกลิ่นอายและเค้าโครงจากนิวยอร์กในสหรัฐอเมริกา 

ภาพรวมเมืองนี้แบ่งออกเป็น 2 โซนหลัก ๆ

โซนแรกคือย่านดาวทาวน์ ตัวเมืองที่เต็มไปด้วยตึกสูงระฟ้า มีประชากรหนาแน่นและสวนสาธารณะขนาดใหญ่ใจกลางเมือง

ต่อมาคือโซนย่านชานเมือง Pokey Oaks ประกอบด้วยบ้านเดี่ยวพร้อมที่ดิน และเป็นที่ตั้งของบ้านยูโทเนียมของสาว ๆ พาวเวอร์พัฟฟ์เกิลส์และศาสตราจารย์

บ้านเลขที่ 107 คือที่ตั้งของบ้านยูโทเนียม หัวใจของการ์ตูนเรื่องนี้ บ้านเดี่ยวสองชั้นจากการประกอบเข้าด้วยกันของกล่องสี่เหลี่ยมสีขาว 3 กล่อง ด้านหน้าบ้านมีประตูทางเข้าสีแดงและหน้าต่างวงกลม 3 บานบนชั้นสอง บ้านหลังนี้สร้างตามรูปแบบสถาปัตยกรรม ‘ยุคโมเดิร์น’ เน้นการออกแบบด้วยรูปทรงเรขาคณิตที่ตรงไปตรงมาตามประโยชน์ใช้สอยของพื้นที่ภายในอาคาร โดยมักจะลดทอนเครื่องประดับและการตกแต่งที่ไม่จำเป็น และไม่ได้เชื่อมโยงกับพื้นที่ภายใน

บ้านยูโทเนียมใน The Powerpuff Girls ที่สะท้อนความเป็นนักวิทย์และพลังของสามสาว

เมื่อสังเกตจากบริบทละแวกบ้าน เราจะพบเพียงบ้านยูโทเนียมที่สร้างด้วยรูปแบบสถาปัตยกรรมในลักษณะนี้ ขณะที่หลังอื่น ๆ นั้นยังคงไว้ซึ่งสถาปัตยกรรมแบบดั้งเดิม ที่เป็นหลังคาจั่วสไตล์อเมริกันคันทรี่

ในนัยหนึ่ง การใช้รูปแบบสถาปัตยกรรมแตกต่างจากบริบทรอบ ๆ ก็เหมือนบอกกลาย ๆ ถึงความแตกต่าง เป็นการสร้างทั้งความโดดเด่นและขัดแย้งในเวลาเดียวกัน 

จุดนี้อาจสะท้อนให้เห็นถึงไลฟ์สไตล์และรูปแบบการใช้ชีวิตของผู้อยู่อาศัย อย่างบริบทของศาสตราจารย์ยูโทเนียมที่เป็นทั้งนักวิทยาศาสตร์และนักประดิษฐ์ ก็ใช้หลักวิทยาศาสตร์แบบ Objective Driven ออกแบบบ้านด้วยรูปทรงตามสัดส่วนทางกายภาพของมนุษย์ วางผังแปลนบ้าน วางประตู หน้าต่างที่คำนึงถึงทิศทางแสงและลม กำหนดพื้นที่ส่วนตัว พื้นที่ส่วนรวม และพื้นที่ก้ำกึ่ง สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นกระบวนทัศน์ทางความคิด และตรรกะในการใช้ชีวิตของผู้อยู่อาศัย 

ตัวบ้านประกอบด้วย 2 ห้องน้ำ 2 ห้องนอน 1 ห้องครัว ห้องนั่งเล่น ห้องแล็บ ห้องฝึกซ้อม และห้องออกกำลังกาย ในเวอร์ชันต้นฉบับจากปี 1998 ไปจนถึงปี 2004 จะพบว่าการตกแต่งภายในในตัวบ้านแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ

หนึ่ง คือการตกแต่งสไตล์โมเดิร์น สีคุมโทน เป็นห้องเรียบ ๆ ที่มีเพียงเฟอร์นิเจอร์เพียงไม่กี่ชิ้นที่บ่งบอกถึงตัวศาสตราจารย์ ไม่ว่าจะเป็นห้องครัวที่ครบเครื่องไปด้วยอุปกรณ์อัตโนมัติ ทันสมัย และเครื่องใช้สเตนเลส ห้องน้ำสีขาวที่สะท้อนให้เห็นถึงความสะอาดและสุขอนามัย ซึ่งเป็นหนึ่งในแก่นหรือความหมกมุ่นของการขับเคลื่อนสถาปัตยกรรมยุคโมเดิร์น ห้องนั่งเล่นที่มีความยืดหยุ่นในการปรับประโยชน์ใช้สอยตามโอกาส เป็นต้น

บ้านยูโทเนียมใน The Powerpuff Girls ที่สะท้อนความเป็นนักวิทย์และพลังของสามสาว

สอง คือการตกแต่งด้วยสีชมพูและของใช้ตามสีสันประจำตัวของเหล่าพาวเวอร์พัฟฟ์เกิลส์ ซึ่งทำหน้าที่กำหนดขอบเขตพื้นที่ของเด็ก ๆ ไปในตัว เราจะพบเพียงห้องนอนของสาว ๆ ทั้งสามที่ตกแต่งในโทนสีชมพู ตั้งแต่พรมปูพื้น ผนังห้อง ประตู ขอบกระจก เฟอร์นิเจอร์ รวมไปถึงตุ๊กตา ข้าวของเครื่องใช้ต่าง ไปจนถึงเตียงและผ้าห่มนวมสีประจำตัวของแต่ละคน

เมื่อวิเคราะห์ดูแล้ว จะพบว่าการแบ่งพื้นที่และห้องส่วนใหญ่นำเสนอในมุมมองของศาสตราจารย์ ในสถานะผู้ใหญ่เจ้าของบ้าน และสามฮีโร่ในสถานะผู้ร่วมอยู่อาศัย

02
ต้นฉบับบ้านยูโทเนียม

หลายองค์ประกอบของการ์ตูนเรื่องนี้อ้างอิงมาจากทั้งสถานที่จริง หนังเก่า และอนิเมะญี่ปุ่นคลาสสิก

บ้านยูโทเนียมหลังนี้ก็เช่นกัน

แทบจะเรียกได้ว่าเป็นแบบจำลองหรือต่อเติมจากบ้านต้นฉบับ Villa Arpel ในภาพยนตร์เรื่อง Mon Oncle (หรือ My Uncle ในภาษาอังกฤษ จากปี 1958 ของผู้กำกับและนักแสดงตลกชาวฝรั่งเศส Jacques Tati) ภาพยนตร์ตลกเสียดสีสถาปัตยกรรมยุคโมเดิร์น ที่เข้ามาเปลี่ยนวิถีชีวิตของคนในครอบครัว Arpel

ฉากบ้านครอบครัวนี้ออกแบบโดยนักเขียนบท (ควบตำแหน่งโปรดักชันดีไซเนอร์คู่ใจ) ฌัก ลากร็องฌ์ (Jacques Lagrange) ได้แรงบันดาลใจและอิทธิพลอย่างมากจาก Villa La Roche สร้างขึ้นในช่วงปี 1923 – 1925 ของ เลอกอร์บูซีเย (Le Corbusier) สถาปนิกยุคโมเดิร์นในตำนานที่เหล่าสถาปนิกไม่มีใครไม่รู้จัก 

โดยเอกลักษณ์ที่ Lagrange นำมาใส่ในฉากของ Villa Arpel คือหน้าต่างวงกลมที่เป็นตัวดวงตาสองข้าง ใน Mon Oncle เราจะเห็นสองสามีภรรยาใช้สอดส่องเพื่อนบ้าน โดยพวกเขาใช้หน้าต่างคนละบานกัน ซึ่งฉากของบ้านยูโทเนียมใน The Powerpuff Girls ก็นำหน้าต่างทรงกลมมาใช้เช่นกัน และเพราะพวกเธอบินได้ บลอสซัม บับเบิลส์ และบัตเตอร์คัพ จึงใช้หน้าต่างคนละบานในการบินเข้าออกตัวบ้าน

บ้านยูโทเนียมใน The Powerpuff Girls ที่สะท้อนความเป็นนักวิทย์และพลังของสามสาว

หนึ่งในเอกลักษณ์เฉพาะตัวของ Tati คือการใช้ฉากสร้างความตลกที่ซ้อนเร้นควบคู่ไปกับตัวบทและเนื้อเรื่อง ใน Mon Oncle มีฉากหนึ่งที่แขกผู้มาเยือนและคุณ Arpel กำลังเดินไปตามทางเดินคดเคี้ยวก่อนเข้าถึงตัวบ้าน ทั้งสองคนถูกควบคุมโดยทางเท้าที่จัดวางไว้ จนใบหน้าของทั้งสองหันออกจากกันแม้ว่าจะกำลังสนทนากันอยู่ จุดนี้ก็เป็นมุกตลกสไตล์ Tati ที่กำลังจิกกัดสถาปัตยกรรมยุคโมเดิร์นอยู่นั่นเอง

ความคล้ายคลึงกันอีกอย่างระหว่างบ้านยูโทเนียมและวิลล่า Arpel คือการจัดวางเฟอร์นิเจอร์น้อยชิ้น การวางของตกแต่งเฉพาะจุดในแต่ละห้อง ราวกับเป็นบ้านตัวอย่างที่กำลังจัดแสดงเพื่อต้อนรับแขก แทนที่จะเป็นบ้านอยู่อาศัยตามลักษณะการใช้ชีวิตประจำวัน ซึ่งอาจทำให้ห้องนั่งเล่นกลายเป็นโซนที่ห้ามทำรก ต้องคอยจัดเก็บหรือปัดฝุ่นอยู่ตลอดเวลา

เปิดแปลนบ้านของศาสตราจารย์ยูโทเนียมและสามสาว Powerpuff Girls ที่ได้แรงบันดาลใจจากบ้านในหนังฝรั่งเศส

การปรับเปลี่ยนการตกแต่งภายในมีผลต่อบรรยากาศในบ้านอย่างสิ้นเชิง เหมือนกันกับใน The Powerpuff Girls ในเวอร์ชันรีบูต ช่วงปี 2016 – 2018 ที่รายละเอียดของเมืองและบ้านยูโทเนียมถูกปรับโฉมในสถานะที่สามสาวคือเจ้าของบ้านร่วมกับศาสตราจารย์ เมื่อพรมสีชมพูและสิ่งของหลากสีเริ่มแพร่กระจายไปรอบบ้าน การตกแต่งภายในของยุคโมเดิร์นที่แข็ง ดิบ และไร้บุคลิก ถูกแทนที่ด้วยความน่ารักและตัวตนของเหล่าพาวเวอร์พัฟฟ์ เกิลส์ ซึ่งในทางกลับกันก็อาจถ่ายทอดความรู้สึกที่จริงใจต่อแขกผู้มาเยี่ยมเยียนก็เป็นได้

แน่นอนว่าการตกแต่งสถาปัตยกรรมภายในแสดงออกถึงบุคลิกของเจ้าของบ้านได้อย่างมาก บางครั้งเราอาจลองใช้เวลาสังเกตสภาพแวดล้อมในบ้าน แล้วลองถามตัวเองเล่น ๆ ว่า นี่คือสภาพแวดล้อมที่คุณสร้างขึ้น เพื่อตอบสนองความต้องการของตัวเองหรือไหม หรือสร้างขึ้นเพื่อตอบสนองผู้อื่น หรือบางครั้งก็แค่ตกแต่งตามภาพห้องตัวอย่างในแคตตาล็อก ที่กำลังบอกคุณว่าหน้าตาห้องนั่งเล่นต้องเป็นอย่างไร ต้องมีเฟอร์นิเจอร์ตามที่เขาว่ากันไหม ควรมีหรือไม่มีอุปกรณ์เสริมแต่งอื่นใดอีกหรือเปล่า

จะเป็นไปได้ไหม หากห้องนั่งเล่นของคุณจะกลายเป็นห้องที่เต็มไปด้วยลูกบอลเหมือนบ้านบอล พื้นห้องนั่งเล่นปูด้วยวัสดุที่เด้งดึ๋ง ทำพื้นทั้งหมดให้กลายเป็นโซฟาไปเลย หรือจะเป็นไปได้ไหมที่ฝักบัวในห้องน้ำติดตั้งสูงขึ้นสัก 2 – 3 เมตร ให้เหมือนว่าคุณกำลังอาบน้ำจากน้ำตกธรรมชาติ

ข้อมูลอ้างอิงและภาพประกอบ 

McCracken, Craig. The Powerpuff Girls. Hanna-Barbera Cartoons (1998–2002) and Cartoon Network Studios (2001–2005)

The Powerpuff Girls Classic, Lou Romano Art Work

The Powerpuff Girls Reboot, Eusong Art work

Utonium Floorplan, Yucky on the inside blog

Utonium Residence, Fandom

Villa Arpel Photo,intjournal

Writer

วีรสุ แซ่แต้

เนิร์ดสถาปนิกสัญชาติไทยที่จบการศึกษาและทำงานอยู่ที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ หลงใหลในสถาปัตยกรรมและแสวงหาความหมายของสถาปัตยกรรมที่มีจิตวิญญาณ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load