กระดานไวท์บอร์ดในห้องเรียนสี่เหลี่ยม อาคารชั้นเรียนแบ่งเป็นห้อง ๆ พร้อมป้ายกำกับเลขห้องแขวนอยู่เหนือประตู น่าจะเป็นภาพจำในวัยเรียนของใครหลาย ๆ คน

ต่อมาเมื่อชีวิตก้าวเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย ห้องเหล่านั้นอาจขยายใหญ่ขึ้น กลายเป็นห้องเลกเชอร์ที่มีโปรเจกเตอร์และเตาปิ้งแผ่นสไลด์ (เครื่องฉายภาพข้ามศีรษะ) แขวนอยู่จุดกึ่งกลางหน้าห้อง ในทางกลับกัน ห้องเรียนของใครอีกหลาย ๆ คนอาจไม่ได้มีผนังปูนกั้นแบ่ง ไม่ได้มีคาบเรียน แต่เป็นพื้นที่โล่งกว้างกลางแจ้งพร้อมผนังล่องหน ล้อมรอบด้วยรั้วต้นไม้ และมีเพดานเป็นท้องฟ้าขนาดใหญ่สุดลูกหูลูกตา

ภาพยนตร์ มหา’ลัย เหมืองแร่ แหวกกฎคำจำกัดความของรูปแบบสถาปัตยกรรมสถานศึกษาที่ไม่จำเป็นต้องยึดโยงกับห้องสี่เหลี่ยม การสำเร็จการศึกษาไม่ได้ตีตราด้วยปริญญาบัตร การแสวงหาความรู้ไม่ได้อยู่เพียงในตำรา และการก้าวไปสู่พื้นฐานที่จะอยู่ร่วมกับธรรมชาติ

สถาปัตยกรรมใน มหา'ลัย เหมืองแร่ ห้องเรียนที่กว้างใหญ่เกินกว่าผนังสี่เหลี่ยม

ภาพยนตร์เรื่องนี้เข้าฉายครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2548 กำกับโดย จิระ มะลิกุล ผู้กำกับที่มักถ่ายทอดแนวคิดผ่าน วัฒนธรรม ประเพณี วลี และประโยคเด็ดไว้ในผลงาน เช่น “เชื่อในสิ่งที่เฮ็ด เฮ็ดในสิ่งที่เชื่อ” จากภาพยนตร์เรื่อง 15 ค่ำ เดือน 11 ใน พ.ศ. 2545

มหา’ลัย เหมืองแร่ คือหนังเรื่องถัดมาของเขา เนื้อเรื่องดัดแปลงมาจากซีรีส์รวมเรื่องสั้น ‘เหมืองแร่’ จำนวน 142 ตอน ของศิลปินแห่งชาติ อาจินต์ ปัญจพรรค์ ถ่ายทอดเรื่องราวและความทรงจำที่เขาหวงแหนจากประสบการณ์ชีวิต หลังพ้นจากสถานะนิสิต เพราะรีไทร์ออกจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ตอนปี 2

หลังจากนั้น ตามความตั้งใจของบิดา อาจินต์ในวัย 22 ปีลงทะเบียนเข้าไปทำงานกับบริษัท เหมืองกระโสม ทิน เดรดยิง (Krasom Tin Dredging) อำเภอตะกั่วทุ่ง ตำบลกระโสม จังหวัดพังงา ระหว่าง พ.ศ. 2492 – 2496 เป็นเวลารวมเกือบ 4 ปีที่เขาอยู่ในห้องเรียนชีวิตแห่งนี้ 

Coming of Age ในวัย 22 ปีของคุณอาจินต์นั้นพลิกผันเป็นที่สุด จากชีวิตนิสิตที่ได้เที่ยวเตร่ในกรุงเทพฯ สู่มหาลัยในชนบท ทำงานกับบริษัทเหมืองแร่ ออกสำรวจพื้นที่ สอบปลายภาคได้เลื่อนขั้นไปทำงานบนเรือขุดแร่ดีบุก การทำงานแบบที่ไม่ใช่นั่งรถเมล์ไปเช้าเย็นกลับหรือในออฟฟิศติดแอร์ แต่คือการไปเข้าค่ายตากแดดตากฝนกับเพื่อนร่วมงาน ซึ่งในวันแรกต่างเป็นเพียงคนแปลกหน้า ‘ที่ฟังนิทานตอนเด็กกันมาคนละเรื่อง’ แต่หลังจากนั้นกลับค่อย ๆ กลายเปลี่ยนเป็นเพื่อนที่รู้ใจประหนึ่งคนในครอบครัว

สถาปัตยกรรมใน มหา'ลัย เหมืองแร่ ห้องเรียนที่กว้างใหญ่เกินกว่าผนังสี่เหลี่ยม

ภาพยนตร์ไม่ได้ถ่ายทำที่เหมืองกระโสม ซึ่งเป็นสถานที่จริงตามเนื้อเรื่องในหนังสือ เนื่องจากกาลเวลาผ่านมาหลายสิบปี ตัวเหมืองปิดกิจการลง เรือขุด เครื่องจักร ถูกรื้อถอนแยกชิ้นส่วนขายเป็นเศษเหล็กไปหมดแล้ว หรือแม้แต่สภาพแวดล้อมภูมิประเทศรอบ ๆ ก็เปลี่ยนตามกาลเวลา ทีมงานโปรดักชันนำโดย เอก เอี่ยมชื่น ไล่หาโลเคชันที่เหมาะสมตั้งแต่ภูเก็ตขึ้นมาถึงพังงา จนสรุปสุดท้ายได้ปักหลักที่อำเภอคุระบุรี จังหวัดพังงา

โจทย์ใหญ่ของทีมงานคือ ต้องสร้างฉากห้องเรียนขนาดใหญ่ของเหมืองกระโสมแห่งนี้ ไม่ว่าจะเป็นฉากออฟฟิศของนายฝรั่งและพนักงานเสมียน บ้านพักของกรรมกรเหมือง กระท่อมเพิงพัก ร้านค้า ร้านกาแฟ และหัวใจสำคัญของเรื่องนี้ คือเรือขุดดีบุกจำลอง ซึ่งความยากอีกอย่างหนึ่งคือ การถ่ายทอดจิตวิญญาณตัวอักษรในงานเขียนของคุณอาจินต์ออกมาผ่านฉากและถอดมิติที่มองไม่เห็น ไม่ว่าจะกลิ่นความเลอะเทอะของดินโคลน ความดิบชื้นของป่า ความสดชื่นของสายฝน ความร้อนอบอ้าว ความเหนียวเหนอะหนะของเหงื่อไคล ความแข็งแกร่งใหญ่โตของเรือขุด เป็นต้น

สถาปัตยกรรมใน มหา'ลัย เหมืองแร่ ห้องเรียนที่กว้างใหญ่เกินกว่าผนังสี่เหลี่ยม

1
เปิดเทอม

ฉากโลเคชันของเหมืองกระโสมและเรือขุดดีบุกในภาพยนตร์ ถ่ายทอดเสียงเครื่องจักรกึกก้องออกไปหลายกิโลเมตร ราวกับกำลังแข่งกับความเงียบของเสียงนกและสายน้ำในหุบเขาแห่งนี้ ฉากเผยให้เห็นถึงความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ กำแพงภูเขาที่ทอดยาวออกไปปกคลุมด้วยความทึบรก สีเขียวขจีของป่าไม้ ความหนักอึ้งของหินและแร่ธาตุใต้พื้นดิน ความชื้นและสายฝน ท้องถนนดินโคลน

เป็นที่รู้กันดีว่า ฝนปักษ์ใต้ตกติดต่อกันเป็นสิบ ๆ วัน ตกจน “ภูเขาเปียกจนละลาย ใบไม้โงหัวไม่ขึ้น” กลายเป็นหนึ่งบทเรียนในหนังที่สอนให้เราทำตัวเป็น “ลูกน้องของธรรมชาติ… เป็นคนของป่า เป็นลูกอ่อนของความหนาว และเป็นเพื่อนกับฝน”

นอกจากการอยู่ร่วมกับธรรมชาติ บทท่อนหนึ่งในภาพยนตร์ได้สร้างคำจำกัดความของคำว่า ‘บ้าน’ ที่กว้างและลึกซึ้งอย่างมาก แต่ละห้องของบ้านขยายใหญ่และกระจายออกไปในละแวกชุมชน มากไปกว่านั้น ห้องเหล่านี้ยังปรับเปลี่ยนฟังก์ชันตามเข็มนาฬิกาที่เคลื่อนไป เป็นความสวยงามของบทที่สะท้อนการอยู่อาศัยในเหมืองแร่ได้เป็นอย่างดี

สถาปัตยกรรมใน มหา'ลัย เหมืองแร่ ห้องเรียนที่กว้างใหญ่เกินกว่าผนังสี่เหลี่ยม
สถาปัตยกรรมใน มหา'ลัย เหมืองแร่ ห้องเรียนที่กว้างใหญ่เกินกว่าผนังสี่เหลี่ยม

“บ้านพักของเราเป็นเพียงที่นอนสำหรับหลบฝน ห้องส้วมของเราก็อยู่ในพุ่มไม้ ห้องกินข้าวอยู่ที่หาบขนมจีน และห้องรับแขกนั้น เราก็จัดกันขึ้นอย่างฉลาด ในร้านกาแฟ มันคือสโมสร… มันคือโรงมหรสพ มันเหมือนกรมประชาสัมพันธ์… แล้วตอนนี้โรงกาแฟกำลังจะกลายเป็นศาลตัดสินคดี… ที่สำคัญ โรงกาแฟยังแปรสภาพกลายเป็นบ่อนการพนันได้ด้วย… และโรงกาแฟก็คือโรงพยาบาลรักษาประสาทอันเสื่อมโทรมด้วยโรคคิดถึงบ้านของผมแต่เพียงผู้เดียว”

ตามข้อความข้างต้นนี้ เราจะเห็นว่าจุดรวมของคนในชุมชนคือโรงกาแฟ ร้านค้าของโกต้อง ที่ผู้คนต่างมาซื้อของ บ้างสังสรรค์กินเหล้าสร้างความสุขหลังเลิกงาน บ้างมาเพื่อปรับทุกข์และย้อมใจ ร้านกาแฟกลายเป็นห้องนั่งเล่นของครอบครัวเหมืองแร่ ส่วนบ้านพักเป็นเพียงพื้นที่ส่วนตัวที่ใช้นอนหลับพักผ่อน

บ้านพักของอาจินต์เป็นเรือนไม้ชั้นเดียวหลังคาจั่ว มีบานหน้าต่างรอบตัวบ้าน หน้าทางเข้ามีชานระเบียง ส่วนห้องครัวแบบก่อเตาฟืนอยู่ด้านนอก ภายในห้องพักมีเฟอร์นิเจอร์น้อยชิ้น หลัก ๆ มีเพียงเตียง หมอน มุ้ง และโคมไฟที่ไฟฟ้าจะตัดในเวลา 5 ทุ่ม

สถาปัตยกรรมใน มหา'ลัย เหมืองแร่ ห้องเรียนที่กว้างใหญ่เกินกว่าผนังสี่เหลี่ยม

2
ปลายภาค

เรือขุดดีบุกเป็นห้องเรียนที่โหดที่สุดของคนเหมืองแร่ เคลื่อนตัวไปตามแหล่งแร่ดีบุกจากข้อมูลในแผนที่สำรวจ เป็นบททดสอบความอดทนและความแข็งแกร่งของคนงาน พวกเขาต้องอยู่บนเรือขุดแห่งนี้หลายชั่วโมง เพื่อขับเคลื่อนเครื่องจักร เติมฟืนไฟให้หม้อไอน้ำเพื่อผลิตไฟฟ้า จนเรือขุดกลายเป็นสถานที่ที่ชาวเหมืองใช้ชีวิตอยู่มากกว่าที่อื่น ๆ

ในภาพยนตร์ เราจะเห็นฉากของเรือขุดในทุก ๆ ช่วงเวลาของวัน ตั้งแต่ช่วงเช้า กลางวัน เย็น ไปจนถึงกลางคืน ซึ่งนั่นก็เป็นนัยว่า การทำงานบนเรือขุดกลายเป็นชีวิตของคนเหมืองแร่อย่างแท้จริง

ฉากเรือขุดแร่ออกแบบและสร้างขึ้นจากการปะติดปะต่อภาพถ่ายเก่า ๆ ในสมัยนั้น รวบรวมจากบริษัทเหมืองทั้งในจังหวัดภูเก็ตและพังงา เนื่องจากค้นหาแปลนต้นแบบของเรือขุดไม่ได้ นอกจากนี้ ภาพความทรงจำของคุณอาจินต์ที่ช่วยให้คำปรึกษากับทีมผู้สร้างภาพยนตร์ ก็เป็นตัวช่วยสำคัญในการออกแบบบรรยากาศการทำงานบนเรือขุดลำนี้ออกมา

จากอินเทอร์เน็ต ภาพเรือขุดสีขาวดำ ไม่ว่าจะเป็นของบริษัท ทุ่งคาฮาเบอร์ ทิน เดรดยิง ลิมิเต็ด หรือ บริษัท เรือขุดแร่จุติ จำกัด และภาพเรือขุดในพังงา พ.ศ. 2479 โดยช่างภาพชาวอเมริกัน Robert Larimore Pendleton ช่วยสะท้อนให้เห็นถึงองค์ประกอบหลาย ๆ ส่วน ซึ่งนำมาใช้อ้างอิงในฉากภาพยนตร์ได้เป็นอย่างดี

สถาปัตยกรรมใน มหา'ลัย เหมืองแร่ ห้องเรียนที่กว้างใหญ่เกินกว่าผนังสี่เหลี่ยม
ภาพเรือขุดแร่ (Mining Dredger) จ.พังงา ใน พ.ศ. 2479
ภาพ : Robert L. Pendleton Collection

นิยามของสถาปัตยกรรมแบบ Modernism แบบดิบ ๆ หรือที่เรียกว่า ‘Brutalism’ น่าจะเป็นคำจำกัดความที่เหมาะสมสำหรับเรือขุดแร่ เมื่อฟังก์ชันการใช้งานเป็นตัวนำที่สำคัญกว่าหน้าตาและลักษณะภายนอก ความสมดุลของโครงสร้าง ขนาด น้ำหนัก และหน้าที่ของเครื่องจักร ไม่ว่าจะเป็นเครนของถังสายพานลำเลียงและเครื่องบอยเลอร์ เป็นตัวแปรหลักที่กำหนดแปลนเรือและตำแหน่งการทำงานของคนงานอีกด้วย ส่วนรูปทรงของช่องเปิด ปล่องควัน รูปทรงหลังคาและผนังสังกะสี ต่างเป็นสิ่งที่เข้ามาสนับสนุนการใช้งาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน และบำรุงรักษาเครื่องจักรเหล่านี้ เช่น การป้องกันฝนและการระบายความร้อน 

สถาปัตยกรรมใน มหา'ลัย เหมืองแร่ ห้องเรียนที่กว้างใหญ่เกินกว่าผนังสี่เหลี่ยม
สถาปัตยกรรมใน มหา'ลัย เหมืองแร่ ห้องเรียนที่กว้างใหญ่เกินกว่าผนังสี่เหลี่ยม

ฉากการทำงานบนเรือขุดแร่ เผยให้เห็นกลิ่นอายในยุคที่อุตสาหกรรมบานสะพรั่ง การทำงานเป็นระบบของมนุษย์และเครื่องจักร เครื่องยนต์ หัวเรือขุด ถังสายพาน และเครื่องบอยเลอร์ผลิตไฟฟ้า ซึ่งขับเคลื่อนด้วยแรงงานและหยาดเหงื่อของเหล่ากรรมกรเหมือง แต่ละคนมีหน้าที่และตำแหน่งประจำ ไล่เรียงตั้งแต่นายฝรั่งเป็นผู้บริหาร เสมียนคุมออฟฟิศ วิศวกรควบคุมเครื่องกล ช่างเครื่องจักร คนคุมคนงาน คนเติมฟืนเชื้อเพลิง คนงานขนแร่ คนตัดไม้ คนสั่งวัสดุ กระทั่งช่างสำรวจแร่ ทุกคนต่างเป็นเหมือนสายพานชีวิตที่ทำงานต่อกันเป็นทอด ๆ ราวกับฟันเฟืองของเครื่องจักรอย่างไรอย่างนั้น

ในขณะเดียวกัน เครื่องจักรก็ทำงานของมันไป เสียงครืดคราดดังไปทั่วบริเวณ ความร้อนจากหม้อไอน้ำแผ่กระจายออกมา ควันโขมงพวยพุ่งขึ้นไปตามปล่องไฟ พร้อมกับเศษของขี้เถ้าที่ตกลงมาตามสายฝน ลำเลียงแร่ที่ขุดมาได้ผ่านถังสายพาน คัดแยกและส่งออกไปทางท้ายเรือ ส่วนแร่ที่ขุดหามาได้ก็กลายมาเป็นเงินค่าแรงที่เลี้ยงปากท้องของเหล่าคนงานเหมืองต่อไป เมื่อเรือขุดค่อย ๆ จมลง เป็นสัญญาณบอกว่าการย้ายตำแหน่งขุดหาแร่ใหม่ใกล้เข้ามาแล้ว

3
จบการศึกษา

ภาพยนตร์ มหา’ลัย เหมืองแร่ ย้ำเตือนให้เราเข้าใจว่า การศึกษาหาความรู้และประสบการณ์ในการใช้ชีวิตไม่ได้จบหลังจากได้รับปริญญาบัตร เพราะแท้จริงแล้วมันเพิ่งเริ่มต้น ในทางกลับกัน ปริญญาชีวิตมาจากการสั่งสมประสบการณ์ทำงาน ได้เจอเจ้านายที่ดี มีเพื่อนร่วมงานที่รู้ใจ เป็นสิ่งที่ถ่ายทอดให้กันโดยตรงไม่ได้ ถ้าจะทำได้ก็เพียงบอกเล่าให้ฟังถึงความทรงจำดี ๆ เท่านั้น 

อย่างไรก็ตาม เราคงจะบังคับหรือปรับเปลี่ยนความคิดของผู้อื่นไม่ได้โดยง่าย เพราะแต่ละคนย่อมมีประสบการณ์ชีวิตที่หวงแหนแตกต่างกันออกไป

ห้องเรียนของอาจินต์ในเหมืองจาก ‘มหา'ลัย เหมืองแร่’ กับสถาปัตยกรรมที่กว้างใหญ่เกินกว่าห้องสี่เหลี่ยมในตึก

อีกสิ่งหนึ่งที่ภาพยนตร์เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นคือ รูปแบบทางสถาปัตยกรรมของสถานศึกษาที่ไม่จำเป็นต้องจำกัดไว้ในห้องสี่เหลี่ยม คำถามคือ การออกแบบอาคารห้องเรียน การวางแปลนอาคาร การจัดวางเฟอร์นิเจอร์ โต๊ะ เก้าอี้ มีส่วนช่วยส่งเสริมหรือปรับเปลี่ยนการเรียนการสอนในมุมที่กว้างขึ้นได้หรือไม่ การทุบผนังปูนทึบของห้องพักครู แล้วแทนที่ด้วยกระจกใส จะช่วยลดช่องว่างในการเข้าถึงอาจารย์ผู้สอนและลูกศิษย์ได้หรือไม่

สำหรับผมเอง การเดินทางมาศึกษาและทำงานในประเทศเนเธอร์แลนด์ตลอดระยะเวลากว่า 7 ปี เป็นประสบการณ์ที่ยังไม่สิ้นสุดลง แต่ก็เผลอคิดไม่ได้ว่า เมื่อวันที่ต้องออกเดินทางมาถึงอีกครั้ง เราจะคิดถึงประสบการณ์ชีวิตครั้งนี้มากแค่ไหน เราจะพูดอะไรในวันสุดท้ายของการทำงาน เราจะพูดประโยคไหนเพื่อบอกลาเพื่อนร่วมงานและหัวหน้าที่ให้โอกาสมาตลอด คงสรุปเป็นประโยคสั้น ๆ เหมือนในหนังที่ว่า “เอาผมไปฆ่าให้ตาย ผมก็รักคุณ”

Citation and Image References :

จิระ มะลิกุล (ผู้กำกับ). พ.ศ. 2548 . มหา’ลัย เหมืองแร่ (ภาพยนตร์). GTH

ภาพเรือขุดจาก collections.lib.uwm.edu

TK Reading Club ตอน เหมืองแร่

Raremeat Blog, มหา’ลัย เหมืองแร่

The standard.co, 14 ปี มหา’ลัย เหมืองแร่ “อาจินต์ เอาผมไปฆ่าให้ตาย ผมก็รักคุณ”

ลงดาบ, 16 ปี มหา’ลัยเหมืองแร่

Writer & Photographer

วีรสุ แซ่แต้

เนิร์ดสถาปนิกสัญชาติไทยที่จบการศึกษาและทำงานอยู่ที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ หลงใหลในสถาปัตยกรรมและแสวงหาความหมายของสถาปัตยกรรมที่มีจิตวิญญาณ

Set Design

ทฤษฎีสถาปัตยกรรมในภาพยนตร์ที่เล่าเรื่องสังคม ความเชื่อ และยุคสมัย

22 พฤศจิกายน 2565
3 K

การผสมผสานระหว่างสภาพแวดล้อม ตัวละคร และสถาปัตยกรรม ทำหน้าที่ถ่ายทอดอัตลักษณ์ของสถานที่ สร้างบริบท กำหนดยุคสมัยและช่วงเวลาในภาพยนตร์ ฉากหลังในแต่ละซีนช่วยเราประติดประต่อจุดเชื่อมโยง จากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง จากโลกแห่งความเป็นจริงสู่โลกแฟนตาซีนแบบ Hyperreality โลกที่อะไร ๆ ก็เป็นไปได้ ไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัว กว้างใหญ่ตราบเท่าที่ขอบเขตความคิดสร้างสรรค์ของคนคนหนึ่งจะนำไป 

ทุกวันนี้พวกเราคุ้นชินกับโลกแฟนตาซี พลังเหนือธรรมชาติ และเทคโนโลยีวิทยาศาสตร์สุดล้ำในวงการภาพยนตร์ โดยเฉพาะในหนังไซไฟและอนิเมะ ความเหนือจริงของฉากในหนังแนวนี้มักริเริ่มสร้างบริบททางสถาปัตยกรรมที่แตกต่างสุดล้ำ ซึ่งในบางครั้งเฟรมหนึ่งเฟรมก็สร้างประวัติศาสตร์ให้กับวงการภาพยนตร์ ถ่ายทอดเรื่องราวและแนวคิดใหม่ ๆ ทางสถาปัตยกรรมได้

อุโมงค์ ถนน โรงอาบน้ำ สถาปัตยกรรมใน Spirited Away มิติวิญญาณที่ออกแบบให้เล่าเรื่องดีที่สุด

ฮะยะโอะ มิยะซะกิ (Hayao Miyazaki) เป็นหนึ่งในผู้กำกับภาพยนตร์แอนิเมชัน นักเขียน นักวาดการ์ตูน ระดับตำนานของญี่ปุ่น และผู้ร่วมก่อตั้ง Studio Ghibli ใน ค.ศ. 1985 บริษัทนี้เป็นรู้จักดีที่สุดจากผลงานภาพยนตร์แอนิเมชัน ด้วยลายเส้นกราฟิกวาดมือที่อบอุ่น การวางองค์ประกอบภาพสุขุม สีสันของต้นไม้ใบหญ้าที่ชักชวนพวกเราให้ออกไปสำรวจความงดงามของธรรมชาติ ความใส่ใจอย่างละเอียดถี่ถ้วนในรายละเอียดที่เล็กที่สุดของฉากสถาปัตยกรรมอย่างฝุ่นบนเสาและคานนั้น ทำให้ผู้ชมสัมผัสได้ถึงความเก่า 

มากไปกว่านั้น ภาพยนตร์ที่กำกับโดย Miyazaki มักถ่ายทอดวิวัฒนาการของสังคมญี่ปุ่น ระหว่างวิถีชีวิตของมนุษย์ในเมืองและธรรมชาติที่กว้างใหญ่ไพศาล โลกสมัยใหม่ที่ขับเคลื่อนจากเทคโนโลยีขั้นสูง รวมถึงการปลีกตัวออกจากระบบนิเวศและสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ 

อุโมงค์ ถนน โรงอาบน้ำ สถาปัตยกรรมใน Spirited Away มิติวิญญาณที่ออกแบบให้เล่าเรื่องดีที่สุด

‘Spirited Away’ ผลงานภาพยนตร์ใน ค.ศ. 2001 ของเขาก็เช่นกัน เรื่องราวของ ชิฮิโระ (Chihiro) เด็กหญิงวัย 10 ขวบและพ่อแม่ของเธอที่หลงเข้าไปในมิติวิญญาณมหัศจรรย์ระหว่างเดินทางย้ายบ้านใหม่ การก้าวผ่านวัยของชิฮิโระในช่วงเปลี่ยนผ่านของชีวิต การจากลา และการเติบโตจากทำงานที่โรงอาบน้ำของเหล่าทวยเทพในโลกวิญญาณ ระหว่างที่เธอกำลังหาหนทางช่วยพ่อแม่ที่ถูกสาปให้กลายเป็นหมู หลังจากไปกินอาหารของเหล่าทวยเทพและหาทางกลับสู่โลกของมนุษย์

Miyazaki ถ่ายทอดฉากเมืองในมิติวิญญาณแห่งนี้ตามรากฐานความเชื่อของศาสนาชินโต (Shinto / 神道) ซึ่งอาจถือได้ว่าเป็นแก่นรากฐานของวิถีความเป็นญี่ปุ่น คำว่าชินโต แปลว่า วิถีแห่งจิตวิญญาณ (Way of the Spirits) โดยมีความเชื่อในการบูชาเทพเจ้าและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ตำนานความเชื่อในพลังของธรรมชาติที่มีทั้งด้านสว่างและด้านมืด สิ่งต่าง ๆ ที่มีความบริสุทธิ์ล้วนเป็นที่สถิตของเทพเจ้าได้ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นภูเขา ทะเล แม่น้ำ ลำธาร สายลม บ้านเรือน สิ่งปลูกสร้าง หรือสรรพสิ่งต่าง ๆ 

ในนัยยะหนึ่ง การหลงเข้าไปในโลกวิญญาณในภาพยนตร์เรื่องนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่ขาดการเชื่อมต่อกันระหว่างธรรมชาติกับมนุษย์ ซึ่งครั้งหนึ่งพวกเราดำรงอยู่ด้วยกันอย่างสมดุลและปรองดอง

1
มิติวิญญาณมหัศจรรย์

อุโมงค์ ถนน โรงอาบน้ำ สถาปัตยกรรมใน Spirited Away มิติวิญญาณที่ออกแบบให้เล่าเรื่องดีที่สุด

ครอบครัวชิฮิโระทะลุไปในโลกแห่ง Spirited Away ผ่านอุโมงค์ซุ้มประตูสีแดงที่ดูคล้ายป้อมปราการร้าง ปกคลุมไปด้วยต้นไม้ในโลกของความเป็นจริง แม้ภายนอกจะมีเค้าโครงสถาปัตยกรรมญี่ปุ่น ภายในอุโมงค์กลับเผยให้เห็นถึงโครงสร้างซุ้มเสาโค้งแบบโบสถ์สไตล์ยุโรป ลานภายในมีม้านั่งเก้าอี้จัดวางเรียงรายตามผนังและพื้นที่ระหว่างเสา เมื่อเดินมาถึงทางออกของอีกฝั่งหนึ่ง จะพบหอนาฬิกาขนาดใหญ่ตั้งอยู่บนป้อมปราการ บ่งบอกถึงรูปแบบทางสถาปัตยกรรมของสถานีรถไฟ ซึ่งนำมาใช้เป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างโลกทั้งสอง 

นอกจากนี้ เรายังสังเกตได้ถึงจุดเชื่อมต่อเชิงสัญลักษณ์ ในขณะพวกเขากำลังขับรถผ่านซุ้มประตูโทริอิ (Torii) กั้นอาณาเขตของเทพเจ้า และรูปปั้นโดโซจิง (Dōsojin) เทพารักษ์ประจำถนนหนทางที่คอยปกป้องและอวยพรเหล่านักเดินทาง 

การสิ้นสุดลงของทางถนนลาดยาง ตัดเข้าทางถนนลูกรัง ก็สะท้อนสภาพของสังคมที่เปลี่ยนแปลงตนเองอยู่ตลอดเวลาได้อย่างมีนัยยะ สถาปัตยกรรมเป็นส่วนสำคัญของหนังเรื่องนี้ ในขณะที่ภาพยนตร์ของสตูดิโอจิบลิได้รับอิทธิพลจากตะวันตกมากขึ้นเรื่อย ๆ ความท้าทายคือการรักษาและตีความแนวคิดดั้งเดิมของญี่ปุ่นในรูปแบบใหม่ ซึ่งยังคงเอกลักษณ์ประจำชาติไว้

พื้นที่ส่วนใหญ่ในดินแดนวิญญาณปกคลุมด้วยน้ำปริมาณมหาศาล เหล่าภูตและวิญญาณเดินทางจากที่หนึ่งไปอีกที่ได้ด้วยการขึ้นรถไฟทะเล (เที่ยวเดียว) ซึ่งรถไฟจะหยุดพักเมื่อวิ่งไปได้ 6 สถานี อีกวิธีหนึ่งคือการนั่งเรือโดยสารข้ามฟาก ใจกลางเมืองมีย่านร้านอาหารสุดประหลาดตั้งอยู่ ขนาดและสัดส่วนของอาหารใหญ่กว่าในโลกความเป็นจริง เมืองจะคึกคักมากในช่วงเวลากลางคืน ราวกับมีงานมหรสพจัดขึ้นทุกคืน ในทางกลับกัน ผู้คนจะพักผ่อนในตอนกลางวัน ทำให้เมืองเงียบสนิท เหมือนไม่มีใครอยู่เลยสักคน

อุโมงค์ ถนน โรงอาบน้ำ สถาปัตยกรรมใน Spirited Away มิติวิญญาณที่ออกแบบให้เล่าเรื่องดีที่สุด

2
โรงอาบน้ำ Aburaya (油屋)

โรงอาบน้ำ Aburaya (油屋) ฉากสำคัญของภาพยนตร์เรื่องนี้ เป็นสถานที่ชำระความเหนื่อยล้าของเหล่าเทพเจ้า ดูแลและควบคุมโดยแม่มดมนุษย์แม่ Yubaba ตั้งสูงเด่นตระหง่านอยู่ถัดออกมาจากย่านร้านอาหารในตัวเมือง ตัวอาคารสร้างลอยสูงอยู่เหนือบึงน้ำที่แห้งเหือด มองไปเบื้องล่างจะมีรางรถไฟวิ่งตัดเข้าในอุโมงค์ใต้โรงอาบน้ำเพื่อขนส่งถ่านหิน ส่งเสียงคำรามกึกก้องสั่นไหวไปทั่วพื้นที่ขณะวิ่งเข้าออก สะพานสีแดงชาดเชื่อมตัวอาคารกับพื้นดิน เป็นทางเข้าทางออกหลักของโรงอาบน้ำแห่งนี้ ด้านหน้าโรงอาบน้ำมีน้ำตกอยู่ทางด้านขวา ด้านซ้ายมีปล่องควันขนาดใหญ่สูงเท่าตัวอาคาร เชื่อมมาจากห้องหม้อไอน้ำที่ปล่อยควันดำโขม่งไปทั่วบริเวณ

โรงอาบน้ำสูงประมาณตึก 5 – 7 ชั้น ภายนอกออกแบบด้วยองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมสไตล์ญี่ปุ่นอันงดงาม แต่แฝงไปด้วยวิธีก่อสร้างและโครงสร้างแบบชาวตะวันตก ไม่ว่าจะเป็นฐานคอนกรีตของตัวอาคาร หรือโครงสร้างเหล็กของสะพานทางเชื่อม ซึ่งเป็นสิ่งผู้กำกับ Miyazaki เรียกว่า ‘Pseudo-Western Architecture’ หรือ อาคารญี่ปุ่นปลอม เขามักเน้นย้ำถึงความสำคัญในการอนุรักษ์ความเป็นญี่ปุ่นแบบดั้งเดิมในผลงานของเขา

อุโมงค์ ถนน โรงอาบน้ำ สถาปัตยกรรมใน Spirited Away มิติวิญญาณที่ออกแบบให้เล่าเรื่องดีที่สุด

ตัวสถาปัตยกรรมและฟังก์ชันของอาคารออกแบบของตามลำดับชั้นของอาคาร หมายเลขและตัวอักษรกำกับตามระดับความสูง ชั้นบนสุดคือ 天 แปลว่า สวรรค์ และ ชั้นล่างคือ 地 แปลว่า พื้นดิน การแบ่งพื้นที่และการตกแต่งเปลี่ยนไปตามลำดับความสำคัญของผู้ใช้ นับเป็นกระจกเงาที่สะท้อนสภาพการทำงานในสังคมที่ปลาใหญ่กินปลาเล็ก

อุโมงค์ ถนน โรงอาบน้ำ สถาปัตยกรรมใน Spirited Away มิติวิญญาณที่ออกแบบให้เล่าเรื่องดีที่สุด
อุโมงค์ ถนน โรงอาบน้ำ สถาปัตยกรรมใน Spirited Away มิติวิญญาณที่ออกแบบให้เล่าเรื่องดีที่สุด

พื้นที่ทั้งหมดของโรงอาบน้ำแบ่งเป็น 3 ส่วนหลัก ๆ หนึ่ง คือพื้นที่หน้าบ้านที่เป็นโถงรับแขก ห้องอาบน้ำออนเซ็น จากชั้น 1 – 4 เชื่อมต่อด้วยโถงรับแขก ระเบียงบันได และลิฟต์แบบสับคันโยก เมื่อข้ามสะพานเข้ามาในอาคารก็พบกับโถงรับแขกที่นำไปสู่ห้องอาบน้ำแบบเปิดของเหล่าเทพเจ้า อยู่บนพื้นยกระดับกลางโถงกลาง

และหากมองขึ้นไปในส่วน 二天 ของสวรรค์ชั้น 2 ซึ่งนั่นก็คือชั้น 3 และ 4 ของอาคาร จะพบกับโถงทางเดินยาวพร้อมกับห้องรับประทานอาหาร ห้องพักของแขกปูด้วยเสื่อทาทามิ และกั้นห้องด้วยประตูไม้กระดาษสาแบบดั้งเดิม เรียงตัวไปตามรูปทรงของโถงอาคาร ล้อมไปด้วยชานระเบียง 

ในฉากที่ปีศาจไร้หน้า (Kaonashi) แฝงตัวเข้ามาก่อความวุ่นวายในโรงอาบน้ำและห้องอาหาร เราได้เห็นภายในห้องที่ตกแต่งด้วยรูปวาดของเทพเจ้าหลากสีสัน และในเวลาเดียวกัน เราก็ได้รับรู้ถึงจำนวนอาหารเหลือทิ้งมากมายที่กองเรียงรายอยู่ ผีไร้หน้าคือผีเร่ร่อนบนสะพานแดง ความหมายแฝงของตัวละครที่เตือนสติเราไม่ให้หลงไปกับสภาพสังคมที่ชักจูง การไม่มีบุคลิกของตัวเอง การปรับเปลี่ยนตนเองเพียงเพื่อตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อมโดยรอบ การเสกสิ่งที่คนอื่นต้องการเพื่อเอาใจเขา แต่แท้ที่จริงแล้วเรากลับไม่รู้ว่าจริง ๆ ตัวเองต้องการอะไร

อุโมงค์ ถนน โรงอาบน้ำ สถาปัตยกรรมใน Spirited Away มิติวิญญาณที่ออกแบบให้เล่าเรื่องดีที่สุด
สถาปัตยกรรมใน Spirited Away รายละเอียดของอุโมงค์ ถนน โรงอาบน้ำ ที่ออกแบบเพื่อเล่าเรื่องราวให้ดีที่สุด

ตามความเชื่อของชาวญี่ปุ่น ออนเซนเป็นสิ่งที่เชื่อมโยงระหว่างคนกับธรรมชาติ น้ำร้อนที่มาจากภูเขาไฟเต็มไปด้วยแร่ธาตุ มีพลังในการชำระล้างและผ่อนคลายความเครียด และแม้แต่เหล่าเทพเจ้ายังต้องมาใช้บริการโรงอาบน้ำแห่งนี้ 

ในฉากหนึ่ง เทพเจ้าแม่น้ำเข้ามาใช้บริการด้วยเนื้อตัวสกปรกโสโครก ส่งกลิ่นเหม็นคละคลุ้งไปทั่วโรงอาบน้ำ หลังจากที่ชำระล้างเสร็จ ขยะจำนวนมากทะลักออกมาจากตัวเทพเจ้า ก่อนจะกลายเป็นมังกรบินออกไปจากโรงอาบน้ำ ข้อคิดที่สอดแทรกอยู่นั้นคือการที่มนุษย์เบียดเบียนธรรมชาติ ก่อมลพิษ และทิ้งขยะจำนวนมากลงแม่น้ำ หรือในกรณีของฮาคุ (Haku) ผู้ที่ช่วยเหลือชิฮิโระในโลกแห่งวิญญาณก็เช่นกัน แม้ว่าเขาจะเป็นหนึ่งในเทพแห่งแม่น้ำโคฮาคุ แต่ต่อมาเมื่อแม่น้ำถูกถมเพื่อสร้างอะพาร์ตเมนต์ ทำให้เขากลายเป็นเทพเจ้าไร้บ้าน จนในที่สุดมาอาศัยอยู่ดินแดนวิญญาณรับใช้ยูบาบา

สถาปัตยกรรมใน Spirited Away รายละเอียดของอุโมงค์ ถนน โรงอาบน้ำ ที่ออกแบบเพื่อเล่าเรื่องราวให้ดีที่สุด
สถาปัตยกรรมใน Spirited Away รายละเอียดของอุโมงค์ ถนน โรงอาบน้ำ ที่ออกแบบเพื่อเล่าเรื่องราวให้ดีที่สุด

อีกส่วนหนึ่งคือพื้นที่หลังบ้าน ซึ่งเป็นเสมือนกับกลไกและฟันเฟืองที่ขับเคลื่อนโรงอาบน้ำแห่งนี้ คือห้องหม้อไอน้ำสมุนไพรของ Kamajī ผู้ที่ทำงานและพักผ่อนบนแท่นควบคุมของเขาโดยไม่ขยับเขยื้อนไปไหน ซึ่งอยู่ในส่วนล่างสุดของฐานอาคาร ผนังภายในห้องบุด้วยลิ้นชักใส่สมุนไพรสูงขึ้นไปจนติดเพดาน ความร้อนจากเครื่องต้มไอน้ำแผ่กระจายไปทั่วห้อง ถัดออกไปยังมีห้องเก็บเสบียงและห้องครัว เผยให้เราเห็นไส้ในของตัวอาคาร 

พื้นที่ส่วนหลังของโรงอาบน้ำคือที่พักผ่อนของคนงาน โดยแบ่งชั้นกันระหว่างห้องพักชายและหญิง พื้นที่ใช้สอยค่อนข้างคับแคบและจำกัด เมื่อเปรียบเทียบกับจำนวนคนและพื้นที่ของบ้านพักและห้องทำงานของยูบาบาที่อยู่ชั้นบน โดยเหล่าคนงานนอนแออัดกันในห้องเสื่อทาทามิที่ฟูกนอนนั้นปูติดกันจนไม่มีทางเดิน อาจจะเป็นไปได้ว่าเมื่อตำแหน่งหน้าที่การงานสูงขึ้น ก็จะมีห้องพักส่วนตัวเป็นของตนเอง

สถาปัตยกรรมใน Spirited Away รายละเอียดของอุโมงค์ ถนน โรงอาบน้ำ ที่ออกแบบเพื่อเล่าเรื่องราวให้ดีที่สุด
สถาปัตยกรรมใน Spirited Away รายละเอียดของอุโมงค์ ถนน โรงอาบน้ำ ที่ออกแบบเพื่อเล่าเรื่องราวให้ดีที่สุด

ตั้งแต่ชั้น 5 เป็นต้นไปของโรงอาบน้ำ คือเพนต์เฮาส์และห้องทำงานของยูบาบา แต่ละห้องตกแต่งอย่างหรูหราโอ่อ่าดังสรวงสวรรค์ เรียงรายไปด้วยของสะสม แจกันเซรามิกยักษ์ โคมไฟระย้า พื้นหินอ่อนไล่สีและลวดลาย เตาผิง และเครื่องเรือนมากมาย ห้องทั้งหมดตกแต่งในรูปแบบผสมระหว่างตะวันตกกับตะวันออก แม้ว่ายูบาบาจะดูเป็นคนที่โลภมากและโมโหร้าย แต่เธอก็รักลูกของเธอมาก ๆ เธอสร้างห้องเด็กเล่นขนาดใหญ่ ภายในห้องนั้นเต็มไปด้วยหมอนและของเล่นจำนวนมาก พื้น ขอบเสา และผนังทั้งหมดในห้องหุ้มด้วยวัสดุนุ่มนิ่มเหมือนเบาะของเก้าอี้ เพื่อปกป้องลูกสุดที่รักของเธอประหนึ่งไข่ในหิน 

ฉากสถาปัตยกรรมในผลงานของ Miyazaki มีส่วนสำคัญอย่างมากในการถ่ายทอดวัฒนธรรมและบรรยากาศช่วงหนึ่งของสังคมญี่ปุ่น รายละเอียดที่เขาใส่ในผลงานมีนัยยะในการขับเคลื่อนวงการแอนิเมชันญี่ปุ่น ด้วยการสร้างเอกลักษณ์ที่ทำให้ผู้ชมสัมผัสได้ถึงความคิดของตัวละคร บริบทสภาพสังคม ประเพณีความเชื่อ และในขณะเดียวกันผู้ชมก็ได้เติบโตไปพร้อม ๆ กับตัวละครด้วย

ฉากในโลกของ Spirited Away บางส่วนได้รับแรงบันดาลใจมาจากสถานที่จริง ซึ่งทางทีมผู้สร้างได้เคยไปพักผ่อนที่ Dogo Onsen ซึ่งเป็นโรงอาบน้ำเก่าแก่มากกว่าร้อยปี ตั้งอยู่ในเมือง Matsuyama บนเกาะ Shikoku และอีกหนึ่งสถานที่ที่เป็นต้นแบบให้กับย่านร้านอาหารและห้องหม้อต้มไอน้ำ คือพิพิธภัณฑ์สถาปัตยกรรมกลางแจ้ง Edo-Tokyo ซึ่งอยู่ห่างจากสถานีชินจูกุเพียง 45 นาที และในขณะนั้นยังอยู่ใกล้ที่ทำงานของ Studio Ghibli

แต่หากยังดื่มด่ำไม่พอ ทุกคนไปเยี่ยมชมมนต์คลั่งจากโลกวิญญาณได้ที่สวนสนุก Ghibli Park ที่เพิ่งเปิดบริการเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2022 ที่ผ่านมาในจังหวัด Nagoya ห่างออกจากเมือง Tokyo ไป 3 ชั่วโมง ที่นั่น เหล่าแฟน ๆ จะได้เข้าไปในห้องทำงานของยูบาบา นั่งรถไฟทะเลกับผีไร้หน้า มากไปกว่านั้น ยังมีฉากอีกมากมายที่สร้างจากผลงานภาพยนตร์ของ Studio Ghibli เรื่องอื่น ๆ

ข้อมูลอ้างอิง  

Miyazaki, Hayao, director. Spirited Away. Studio Ghibli, 2001

Sutajio Jiburi. (2001). The art of spirited away

www.archdaily.com

https://note.com/otaking/n/n7d92ff6f0951

https://blog.govoyagin.com/spirited-away-bathhouse/

Writer

วีรสุ แซ่แต้

เนิร์ดสถาปนิกสัญชาติไทยที่จบการศึกษาและทำงานอยู่ที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ หลงใหลในสถาปัตยกรรมและแสวงหาความหมายของสถาปัตยกรรมที่มีจิตวิญญาณ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load