Genre : Documentaries

Country : Sweden

Director : Erik Gandini

Duration : 90 Minutes

*บทความนี้เปิดเผยเนื้อหาบางส่วนของภาพยนตร์*

เรารู้อะไรบ้างเกี่ยวกับสวีเดน

ก่อนหน้าจะไปเรียนต่อปริญญาโทที่สวีเดน เรารู้เรื่องเกี่ยวกับประเทศนี้น้อยมาก เป็นเรื่องผิวๆ อย่างอากาศหนาว พระอาทิตย์เที่ยงคืน กวางเรนเดียร์ คุณภาพชีวิตที่ดี และงานวิจัยหลายฉบับก็ระบุว่าชาวสวีเดนมีความสุขในระดับท็อปทรีของโลก แต่ความรู้ของเราเกี่ยวกับวิถีชีวิตของชาวสวีเดนเกือบจะเป็นศูนย์ รวมถึงไม่เคยคิดเลยว่า 

คนสวีเดนเขารักกันยังไง

The Swedish Theory of Love สารคดีสวีเดนที่เล่าถึงความสัมพันธ์ที่แปรผกผันกับการพัฒนาประเทศ เพื่อหาคำตอบว่าความรักยังจำเป็นอยู่ไหม

The Swedish Theory of Love เป็นภาพยนตร์สารคดีที่ชวนผู้ชมไปเยี่ยมเยือนพื้นที่ตกสำรวจในประเด็นเกี่ยวกับความรัก ความสัมพันธ์ ความสุข และการให้คุณค่าของประชาชนชาวไวกิ้ง ผ่านมุมมองและการตั้งคำถามของ อีริก แกนดินี (Erik Gandini) ผู้กำกับลูกครึ่งสวีเดน-อิตาลี ที่เคยให้สัมภาษณ์เอาไว้ว่า สถานะความเป็นลูกผสมสองประเทศที่อยู่ในยุโรปเหมือนกันก็จริง แต่กลับมีวัฒนธรรมต่างกันสุดขั้ว ช่วยให้เขามองวิถีชีวิตของผู้คนทั้งสองประเทศในฐานะคนนอกได้ และความรู้สึกของเขาที่มีต่อค่านิยมด้านความสัมพันธ์ของชาวสวีเดนก็คือ เป็นความรู้สึกทั้งชังทั้งชอบ ที่ไม่รู้จะอธิบายยังไง

เราถูกหนังเรื่องนี้ดึงดูดเข้าอย่างจัง

The Swedish Theory of Love สารคดีสวีเดนที่เล่าถึงความสัมพันธ์ที่แปรผกผันกับการพัฒนาประเทศ เพื่อหาคำตอบว่าความรักยังจำเป็นอยู่ไหม

ปัจเจกชน คือ คนที่ (ไม่) ต้องการความรัก

หนังเปิดเรื่องมาด้วยการเล่าถึงพฤติกรรมการสร้างครอบครัวคนเดียวของผู้หญิงสวีเดนที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้บริษัทจำหน่ายสเปิร์มแบบเดลิเวอรี่เติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดดในระยะ 10 ปีที่ผ่านมา (ภาพยนตร์ถ่ายทำและฉายในช่วง ค.ศ. 2015 – 2016) หญิงสาวที่ให้สัมภาษณ์ในหนังกล่าวว่า พวกเธอไม่เห็นว่าการมีความสัมพันธ์ในแบบคู่รักหรือสามีภรรยาจำเป็นต่อการสร้างครอบครัว พวกเธอมีการศึกษาที่ดี มีหน้าที่การงาน ฐานะทางการเงินที่มั่นคง พร้อมที่จะเลี้ยงลูกด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องมีผู้ชายมาเป็นภาระทางใจ ฟังดูแล้วมันก็เท่ไม่หยอก อย่างไรก็ตามค่านิยมนี้ไม่ได้เติบโตขึ้นมาท่ามกลางสังคมเองเหมือนเห็ดป่า อันที่จริงแล้วมันเป็นผลพวงจากวาระแห่งชาติ 

The Swedish Theory of Love สารคดีสวีเดนที่เล่าถึงความสัมพันธ์ที่แปรผกผันกับการพัฒนาประเทศ เพื่อหาคำตอบว่าความรักยังจำเป็นอยู่ไหม

หนังเล่าว่า เมื่อ ค.ศ. 1972 รัฐบาลสวีเดนประกาศนโยบาย The Family of the Future หรือครอบครัวแห่งอนาคต หลักใหญ่ใจความอยู่ที่การสร้างตาข่ายทางสังคมมารองรับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน เช่น มาตรการรักษาพยาบาลฟรี หรือการประกันรายได้เมื่อตกงาน เพื่อให้พลเมืองแต่ละคนสามารถเป็นอิสระจากภาระทางการเงิน โดยรัฐเชื่อว่าจะนำไปสู่โมเดลครอบครัวในอนาคต ที่ปัจเจกชนจะมารวมตัวกันสร้างครอบครัวเพราะความรัก ไม่ใช่เพราะต้องการพึ่งพากันในทางเศรษฐกิจหรือการแบ่งปันทรัพยากร

The Swedish Theory of Love สารคดีสวีเดนที่เล่าถึงความสัมพันธ์ที่แปรผกผันกับการพัฒนาประเทศ เพื่อหาคำตอบว่าความรักยังจำเป็นอยู่ไหม

เราดูหนังมาจนถึงตรงนี้แล้วก็ขมวดคิ้วนิดๆ พร้อมกับข้อสังเกตที่ก่อตัวขึ้นมาในหัวว่า “นโยบายนี้ดูเหมือนจะได้ผลในทางตรงกันข้ามเสียมากกว่า” เพราะนอกจากสาวๆ สวีเดนจะหันมาซื้อสเปิร์มออนไลน์เพื่อใช้ผสมเทียม แทนที่จะออกไปตามหาชายในฝันแล้ว ดูเหมือนว่าชาวสวีเดนจะเลือกอยู่อย่างลำพังมากกว่าพยายามสร้างครอบครัว เห็นได้จากสถิติประชาชนที่ใช้ชีวิตคนเดียวที่สูงถึง 50 เปอร์เซ็นต์ของคนทั้งหมดในประเทศ อัตราการหย่าร้างที่สูงที่สุดในยุโรป รวมถึงการที่รัฐบาลตั้งสำนักงานขึ้นมา เพื่อดูแลกรณีผู้เสียชีวิตอยู่คนเดียวในบ้านพัก และไม่สามารถหาตัวทายาท เพื่อน หรือครอบครัว หลักฐานเหมือนจะชี้ไปในทางเดียวกันว่า ชาวสวีเดนส่วนใหญ่ได้กลายสภาพเป็นปัจเจกชนที่ไม่ต้องการความรักเสียแล้ว

กบฏที่บดขยี้ค่านิยมการอยู่ตามลำพัง

เพื่อนคนหนึ่งเล่าให้ฟังว่า ธรรมเนียมของชาวไวกิ้งซึ่งเป็นบรรพบุรุษของชาวสวีเดน คือการฝากชีวิตไว้กับตัวแทนหมู่บ้านที่ออกไปล่าสัตว์ หรือเดินทางไปต่างถิ่นเพื่อค้าขายแลกเปลี่ยนทรัพยากรกลับมา และถูกแปลงมาเป็นความเชื่อมั่นในตัวแทน อย่างเราที่เลือกตั้งให้นักการเมืองเข้าไปทำหน้าที่รัฐบาลหรือฝ่ายค้านตามระบอบประชาธิปไตยในปัจจุบัน เรื่องเล่านี้สอดคล้องกับที่หนังสื่อออกมาว่า ชาวสวีเดนตอบรับแนวคิด ‘ปัจเจกนิยม’ ที่รัฐบาลนำเสนอเป็นอย่างดี 

The Swedish Theory of Love สารคดีสวีเดนที่เล่าถึงความสัมพันธ์ที่แปรผกผันกับการพัฒนาประเทศ เพื่อหาคำตอบว่าความรักยังจำเป็นอยู่ไหม

แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีกบฏที่ต่อต้านแนวทางนั้นเสียทีเดียว ตัวหนังได้นำเสนอเรื่องราวของกลุ่มคนที่ไม่พอใจต่อแนวคิดชีวิตคนเดียว จึงรวมตัวกันเป็นครั้งคราวในป่า เพื่อตามหาสายสัมพันธ์กับผู้คนที่คิดเหมือนกัน พวกเขาจะมาใช้เวลาร่วมกันทำกิจกรรมร้องเล่นเต้นระบำ ฝึกโยคะ นั่งสมาธิร่วมกัน รวมถึงสัมผัสกันและกันในแบบที่พวกเขาไม่สามารถทำกับผู้คนที่พบเจอในชีวิตประจำวัน ซึ่งภาพที่ถูกนำเสนอออกมาในหนังนั้น ทำให้เราเห็นว่ากลุ่มคนเหล่านี้โหยหาการเชื่อมโยงทางผัสสะกับมนุษย์คนอื่นอย่างมาก มากเสียจนผู้ชมอย่างเราอดรู้สึกงุนงงปนสงสัยไม่ได้ว่า หรือนี่จะเป็นผลข้างเคียงจากการขาดความรักเป็นระยะเวลานานกันนะ

The Swedish Theory of Love สารคดีสวีเดนที่เล่าถึงความสัมพันธ์ที่แปรผกผันกับการพัฒนาประเทศ เพื่อหาคำตอบว่าความรักยังจำเป็นอยู่ไหม

การลี้ภัยไปสู่โลกที่ขาดแคลนทรัพย์แต่ร่ำรวยความรู้สึก

นอกจากเหล่ากบฏผู้อดไม่ได้ที่จะแอบมาสัมผัสกันและกันแล้ว ยังมีชาวสวีเดนลี้ภัยจากสภาวะขาดรักไปไกลถึงประเทศเอธิโอเปีย ถ้าว่ากันตามทฤษฎีการให้คุณค่าของมนุษย์ที่หนังอ้างอิงถึงอยู่ตลอดแล้ว เอธิโอเปียเป็นประเทศที่ตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิงกับสวีเดน พวกเขาให้ความสัมพันธ์อย่างมากกับครอบครัว เพื่อน ศาสนา และความเป็นกลุ่มเป็นก้อนอันอบอุ่น ซึ่งเป็นสิ่งที่ดึงดูดคุณหมอชาวสวีเดนให้บินหนีบ้านเกิดมาแสนไกล และมาใช้ชีวิตเพื่อตามหาความหมายที่ต่างออกไปของคำว่าความสุข 

The Swedish Theory of Love สารคดีสวีเดนที่เล่าถึงความสัมพันธ์ที่แปรผกผันกับการพัฒนาประเทศ เพื่อหาคำตอบว่าความรักยังจำเป็นอยู่ไหม
The Swedish Theory of Love สารคดีสวีเดนที่เล่าถึงความสัมพันธ์ที่แปรผกผันกับการพัฒนาประเทศ เพื่อหาคำตอบว่าความรักยังจำเป็นอยู่ไหม

หนังได้เล่าถึงประสบการณ์ที่คุณหมอผ่าตัดช่วยเหลือเด็กหญิงพื้นเมืองที่ป่วยด้วยโรคเนื้องอกที่ลิ้นจนหายสนิท ในวันที่เด็กหญิงกลับมาแสดงความขอบคุณด้วยอ้อมกอดนั้น เป็นวันที่คุณหมอเล่าว่า เขารู้สึกว่าได้รับรางวัลอย่างเอ่อล้นจนไม่ต้องหาอย่างอื่นมาเทียบในชีวิต เหตุการณ์นี้ชวนให้เราคิดขึ้นมาได้ว่า ในพื้นที่ห่างไกลที่ไร้ทรัพยากร เงินทอง หรือความสะดวกสบายนี้ต่างหาก ที่ความสัมพันธ์อันอบอุ่นใจถูกปลูกขึ้นมาได้จนงอกงาม

The Swedish Theory of Love สารคดีสวีเดนที่เล่าถึงความสัมพันธ์ที่แปรผกผันกับการพัฒนาประเทศ เพื่อหาคำตอบว่าความรักยังจำเป็นอยู่ไหม

การตีความการพัฒนา ความรัก และความสุขโดยรัฐ

หลังจากที่หนังสารคดีเรื่องนี้เข้าฉายในประเทศสวีเดนและประเทศอื่นๆ ในยุโรป ก็ได้รับคำวิจารณ์ทั้งชังทั้งชอบเช่นเดียวกันกับความรู้สึกของผู้กำกับที่มีต่อประเด็นที่ต้องการสื่อสารในหนัง แต่ที่น่าสนใจก็คือ ตัวหนังเองได้รับการสนับสนุนโดย Swedish Film Institute ซึ่งดูเหมือนจะไม่ได้ค้างคาใจกับความจริงที่ว่า หนังกำลังวิจารณ์สังคมของตัวเองอยู่

ช่างประชาธิปไตยไปถึงแก่นเสียจริงๆ

บริบทที่รายล้อมตัวหนังอยู่อดทำให้เราคิดไม่ได้ว่า สภาวะขาดความสัมพันธ์ของสังคมสวีเดนนี้มีรากมาจากการตีความหมายของความสุขโดยรัฐบาลหรือไม่ เมื่อรัฐบาลตีความว่าความสุขที่แท้จริงเกิดจากการมีอิสระของปัจเจกบุคคล อิสรภาพทางการเงิน ปลอดจากความกังวลในทางวัตถุ นั่นทำให้รัฐเองพยายามออกแบบนโยบายต่างๆ มารองรับวิสัยทัศน์นั้น โดยมองข้ามความจริงที่ว่า มนุษย์เราเป็นสิ่งมีชีวิตที่ถูกออกแบบมาให้พึ่งพาอาศัยกันโดยธรรมชาติ การรู้จักแบ่งปัน ลดพื้นที่ของตนเองลง เพื่อยอมให้คนอื่นเข้ามามีบทบาทนั้น เป็นความสามารถพิเศษที่สิ่งมีชีวิตน้อยชนิดนั้นจะทำได้ 

The Swedish Theory of Love สารคดีสวีเดนที่เล่าถึงความสัมพันธ์ที่แปรผกผันกับการพัฒนาประเทศ เพื่อหาคำตอบว่าความรักยังจำเป็นอยู่ไหม

สิ่งที่เราได้ตกผลึกจากหนังเรื่องนี้ก็คือ ความรักและความสุขอาจเป็นเรื่องอัตนัย ที่ไม่สามารถตีความให้ครอบคลุมทุกรูปแบบด้วยโลกทัศน์ของคนเพียงกลุ่มเดียว แม้คนกลุ่มนั้นจะเป็นตัวแทนอันชอบธรรมที่ถูกเลือกเข้าไปอยู่ในรัฐสภาก็ตาม จากการเฝ้ามองความพยายามในการนิยามความรักและความสุขเพื่อสังคมอันสมบูรณ์แบบผ่านกรณีตัวอย่างของสวีเดน เราไม่รู้ว่ามนุษย์จะบรรลุคำจำกัดความของสิ่งเหล่านั้นได้อย่างไร รวมถึงตอบไม่ได้เลยว่ามันมีอยู่จริงหรือไม่

หรืออันที่จริงความรักและความสุขคือสิ่งที่ไม่ควรต้องนิยาม

รับชมภาพยนตร์สารคดีเรื่อง The Swedish Theory of Love ได้ที่นี่

Writer

Avatar

เกวลิน ศักดิ์สยามกุล

นักออกแบบ-สื่อสารเพื่อความยั่งยืน ที่อยากเล่าเรื่องสิ่งแวดล้อมผ่านชีวิต บทสนทนา และแบรนด์ยาสีฟันเม็ดเล็กๆ ของตัวเอง

นานาเพลินจิต

รีวิวมหรสพชั้นดีที่แนะนำให้ตามไปเสพ

ประเภท: ภาพยนตร์
ช่องทางการดู: Netflix
ความเสียหาย: 2 ชั่วโมงถ้วน
หมายเหตุ: บทความนี้ไม่มีการเปิดเผยส่วนสำคัญของภาพยนตร์

ก่อนที่จะพูดถึงเรื่องตัวหนัง สิ่งสำคัญสุดที่เราควรรู้ก่อนสิ่งอื่นใดเพื่อไม่ให้เกิดความอัปยศเหมือนกับผู้เขียนนั่นคือ ชื่อหนังและชื่อตัวเอกของหนังเรื่องนี้มันออกเสียงว่า โอคจา

ไม่ใช่โอเคจ้า…(ผมเรียกแบบนี้อยู่พักใหญ่ทีเดียว)

okja เป็นหนังจากผู้ให้บริการดูหนังออนไลน์อย่าง Netflix ซึ่งหนังเรื่องนี้มันดังขึ้นมาตั้งแต่ยังไม่ทันได้ปล่อยฉาย เพราะมันเกิดกรณีดราม่ากันขึ้นจากที่หนังเรื่องนี้ได้รับเลือกให้เข้าร่วมประกวดในเทศกาลหนังอันดับหนึ่งของโลกอย่างเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์ ประจำปี 2017 บรรดาค่ายหนังสตูดิโอค่ายอื่นๆ ก็เลยตั้งคำถามขึ้นมาว่า หนังที่ไม่ได้ถูกฉายในโรงภาพยนตร์จะยังมีสิทธิ์ได้เข้าร่วมการประกวดภาพยนตร์อยู่รึเปล่า

okja : การผจญภัยจากโซลสู่นิวยอร์กเพื่อช่วยชีวิตหมูยักษ์!

ซึ่งที่จริงแล้วก็มีหนังอีกเรื่องหนึ่งถูกเสนอชื่อในเทศกาลปีนี้เช่นเดียวกัน นั่นคือ The Meyerowitz Stories และการที่หนังซึ่งไม่ได้ฉายในโรงนั้นถูกเสนอชื่อในเทศกาลหนังก็ไม่ใช่สิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นเป็นครั้งแรก เพราะก่อนหน้านี้หนังสารคดีอย่าง The White Helmets (2017, Orlando von Einsiedel) ที่เกี่ยวกับกลุ่มอาสาสมัครกู้ภัยในซีเรีย ก็ได้รางวัลออสการ์สาขาสารคดีสั้น เพื่อป้องกันการดราม่าขึ้นอีกในอนาคต ทำให้เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์ได้ประกาศกติกาใหม่ที่มีผลบังคับใช้ในปีหน้า นั่นคือ ภาพยนตร์ที่จัดฉายในโรงของฝรั่งเศสเท่านั้นที่จะได้รับคัดเลือกเข้าประกวด

okja ว่าด้วยเรื่องของบริษัทขนาดใหญ่ยักษ์อย่าง Mirando Corporation ที่อยู่ภายใต้การบริการจัดการของประธานบริษัทคนใหม่ Lucy Mirando (รับบทโดย ทิลด้า สวินตัน) บริษัทได้คิดค้นนวัตกรรมขึ้นเพื่อแก้ปัญหาอาหารหมดโลก เนื่องจากโลกมีประชากรโลกแตะจำนวน 800 ล้านคนแล้ว ซึ่งนวัตกรรมที่ว่ามานี้ก็คือหมูพันธุ์ใหม่ ที่อ้างว่าได้ถูกค้นพบในประเทศชิลี ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาอาหารไม่พอกินให้กับคนทั้งโลกได้ ซึ่งทางบริษัท Mirando Company ได้ทำการเพาะพันธุ์หมูที่ว่านี่มา 26 ตัวและส่งมอบให้กับเกษตรกรทั่วโลก และในอีก 10 ปีจะมีเทศกาลประกวดซูเปอร์หมูจากหมู 26 ตัวที่ถูกส่งไปนี้ ผ่านการไปตรวจสอบและคัดเลือกถึงที่ของ Dr Johnny Wilcox (รับบทโดย เจค จิลเลนฮาล)

okja : การผจญภัยจากโซลสู่นิวยอร์กเพื่อช่วยชีวิตหมูยักษ์!
okja : การผจญภัยจากโซลสู่นิวยอร์กเพื่อช่วยชีวิตหมูยักษ์!

ตัดภาพมาอีก 10 ปี ในชนบทไกลโพ้นที่มีธรรมชาติที่สวยงามของเกาหลีใต้ Okja หรือหมูที่ได้รับมาจาก Mirando Corporation สาขาเกาหลีในวันนั้นได้กลายมาเป็นซูเปอร์หมูที่ตัวเท่าช้างขึ้นมาจริงๆ ในวันนี้ ด้วยการเลี้ยงดูและโตมาด้วยกันของเด็กสาว Mija (รับบทโดย อัน ซอ ฮยอน) ซึ่งทุกอย่างก็ดำเนินมาด้วยดีจนกระทั่งการมาถึงของเวลาการประกวดซูเปอร์หมูที่นิวยอร์ก จึงทำให้โอคจาถูกพาตัวไปและมีจาก็ออกเดินทางไปตามหาและช่วยเหลือหมูยักษ์ตัวนี้ให้กลับมายังบ้านของเธอ โดยการช่วยเหลือของเหล่าองค์กรพิทักษ์สัตว์ที่นำโดย Jay (รับบทโดย พอล ดาโน) พล็อตหนังหลักๆ ก็มีเท่านี้ หลังจากนี้ก็เป็นการผจญภัยของนางเอกเพื่อนำหมูยักษ์กลับคืนมายังบ้าน ดูผ่านๆ ก็เหมือนกับหนังครอบครัวแนวดิสนีย์ที่เราต่างก็รู้ตอนจบกันหมด แต่เนื่องจากการเดินทางครั้งนี้ไปพร้อมกับหมูยักษ์ ซึ่งด้วยขนาดของมันก็ทำให้ทุกจุดเต็มไปด้วยอุปสรรคอยู่ตลอด พอรวมเข้ากับบรรดามุกตลกที่ตั้งใจเสียดสีและประชดสังคมโลกปี 2017 ซึ่งมีอยู่เต็มไปหมดทั้งเรื่อง ก็ทำให้เราปฏิเสธไม่ได้เลยว่า นี่คือหนังที่สนุกและบันเทิงมากๆ เรื่องหนึ่งของปีเลยทีเดียว

okja : การผจญภัยจากโซลสู่นิวยอร์กเพื่อช่วยชีวิตหมูยักษ์!
okja : การผจญภัยจากโซลสู่นิวยอร์กเพื่อช่วยชีวิตหมูยักษ์!
okja : การผจญภัยจากโซลสู่นิวยอร์กเพื่อช่วยชีวิตหมูยักษ์!

นอกจากความบันเทิงใจ เรื่องที่ผู้เขียนคิดว่าน่าสนใจในหนังคือประเด็นเรื่องบริษัทด้านเกษตรกรรมยักษ์ใหญ่ ซึ่งอยู่ในโลกที่อาหารลดน้อยลงเพราะสภาพแวดล้อมที่แปรปรวน พื้นที่ทำกินก็ลดลง ทำให้ค่าครองชีพแพงขึ้นเรื่อยๆ อาหารราคาถูกก็ดูจะเป็นสิ่งหายากขึ้นทุกที การเพาะพันธู์หมูยักษ์แบบนี้หรือแม้แต่เกษตรอุตสาหกรรมอื่นที่ผลิตสินค้าเกษตรได้จำนวนมหาศาลภายใต้ต้นทุนต่ำ ก็เลยเหมือนได้รับการยินยอมพร้อมยอมรับจากทุกๆ คนไปโดยปริยาย (แหม ก็ลองไปดูหน้าร้านสะดวกซื้อช่วงบ่ายๆ หรือเย็นๆ สิครับ แทบทุกคนก็กินผลิตภัณฑ์หมูแปรรูปกันทั้งนั้นน่ะแหละ)

ถ้ายังพอจำข่าวลือใน forward mail เมื่อนานมาแล้วกันได้ เค้าลือกันว่าไก่ที่ขายในร้านไก่ทอดชื่อดังนั้นถูกตัดต่อพันธุกรรมให้ 1 ตัวมี 8 ปีก 4 น่อง ซึ่งเรื่องพิสดารแบบนั้นไม่ได้มีอยู่จริงๆ แต่ชีวิตของไก่ในฟาร์มก็พิสดารไม่แพ้ข่าวลือสักเท่าไหร่ การตื่นอยู่แทบจะทั้งวันทั้งคืนจากหลอดไฟสว่างจ้า ได้กินอาหารตลอดเวลาเพื่อให้น้ำหนักสูงเร็วๆ และจะได้ถูกส่งขายเร็วๆ

okja : การผจญภัยจากโซลสู่นิวยอร์กเพื่อช่วยชีวิตหมูยักษ์!

การเดินทางไปช่วยเหลือโอคจานี้ ไม่ว่าจะช่วยสำเร็จหรือไม่ก็เป็นแค่การช่วยเหลือหมูยักษ์ตัวเดียวเท่านั้นเอง หมูยักษ์ตัวอื่นๆ ทั่วทั้งโลกนั้นก็ยังคงอยู่ในชะตากรรมรีบกิน รีบโต รีบกลายมาเป็นอาหารในร้านใกล้บ้านให้เรา โดยที่เราก็รู้อยู่แก่ใจ

แต่ก็ไม่รู้จะช่วยเหลือมันยังไงอยู่ดี

ปกติเวลาหนังลงโรงฉาย จะมีการฉายรอบสื่อฯ เพื่อให้บรรดาสื่อฯ เข้ามาดูและเขียนถึงหนังก่อนฉายจริงอยู่เสมอ แต่พอเป็นค่ายหนังสตรีมมิ่ง การฉายรอบสื่อฯ ก็เลยเป็นการเปิดให้สตรีมมิ่งดูกันที่บ้านหรือที่ทำงานเอาเองแทน

หนังจะเปิดให้ชมกันได้ในวันที่ 28 มิถุนายน 2560 นี้นะครับ

Writer

Avatar

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load