Genre : Documentaries

Country : Sweden

Director : Erik Gandini

Duration : 90 Minutes

*บทความนี้เปิดเผยเนื้อหาบางส่วนของภาพยนตร์*

เรารู้อะไรบ้างเกี่ยวกับสวีเดน

ก่อนหน้าจะไปเรียนต่อปริญญาโทที่สวีเดน เรารู้เรื่องเกี่ยวกับประเทศนี้น้อยมาก เป็นเรื่องผิวๆ อย่างอากาศหนาว พระอาทิตย์เที่ยงคืน กวางเรนเดียร์ คุณภาพชีวิตที่ดี และงานวิจัยหลายฉบับก็ระบุว่าชาวสวีเดนมีความสุขในระดับท็อปทรีของโลก แต่ความรู้ของเราเกี่ยวกับวิถีชีวิตของชาวสวีเดนเกือบจะเป็นศูนย์ รวมถึงไม่เคยคิดเลยว่า 

คนสวีเดนเขารักกันยังไง

The Swedish Theory of Love สารคดีสวีเดนที่เล่าถึงความสัมพันธ์ที่แปรผกผันกับการพัฒนาประเทศ เพื่อหาคำตอบว่าความรักยังจำเป็นอยู่ไหม

The Swedish Theory of Love เป็นภาพยนตร์สารคดีที่ชวนผู้ชมไปเยี่ยมเยือนพื้นที่ตกสำรวจในประเด็นเกี่ยวกับความรัก ความสัมพันธ์ ความสุข และการให้คุณค่าของประชาชนชาวไวกิ้ง ผ่านมุมมองและการตั้งคำถามของ อีริก แกนดินี (Erik Gandini) ผู้กำกับลูกครึ่งสวีเดน-อิตาลี ที่เคยให้สัมภาษณ์เอาไว้ว่า สถานะความเป็นลูกผสมสองประเทศที่อยู่ในยุโรปเหมือนกันก็จริง แต่กลับมีวัฒนธรรมต่างกันสุดขั้ว ช่วยให้เขามองวิถีชีวิตของผู้คนทั้งสองประเทศในฐานะคนนอกได้ และความรู้สึกของเขาที่มีต่อค่านิยมด้านความสัมพันธ์ของชาวสวีเดนก็คือ เป็นความรู้สึกทั้งชังทั้งชอบ ที่ไม่รู้จะอธิบายยังไง

เราถูกหนังเรื่องนี้ดึงดูดเข้าอย่างจัง

The Swedish Theory of Love สารคดีสวีเดนที่เล่าถึงความสัมพันธ์ที่แปรผกผันกับการพัฒนาประเทศ เพื่อหาคำตอบว่าความรักยังจำเป็นอยู่ไหม

ปัจเจกชน คือ คนที่ (ไม่) ต้องการความรัก

หนังเปิดเรื่องมาด้วยการเล่าถึงพฤติกรรมการสร้างครอบครัวคนเดียวของผู้หญิงสวีเดนที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้บริษัทจำหน่ายสเปิร์มแบบเดลิเวอรี่เติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดดในระยะ 10 ปีที่ผ่านมา (ภาพยนตร์ถ่ายทำและฉายในช่วง ค.ศ. 2015 – 2016) หญิงสาวที่ให้สัมภาษณ์ในหนังกล่าวว่า พวกเธอไม่เห็นว่าการมีความสัมพันธ์ในแบบคู่รักหรือสามีภรรยาจำเป็นต่อการสร้างครอบครัว พวกเธอมีการศึกษาที่ดี มีหน้าที่การงาน ฐานะทางการเงินที่มั่นคง พร้อมที่จะเลี้ยงลูกด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องมีผู้ชายมาเป็นภาระทางใจ ฟังดูแล้วมันก็เท่ไม่หยอก อย่างไรก็ตามค่านิยมนี้ไม่ได้เติบโตขึ้นมาท่ามกลางสังคมเองเหมือนเห็ดป่า อันที่จริงแล้วมันเป็นผลพวงจากวาระแห่งชาติ 

The Swedish Theory of Love สารคดีสวีเดนที่เล่าถึงความสัมพันธ์ที่แปรผกผันกับการพัฒนาประเทศ เพื่อหาคำตอบว่าความรักยังจำเป็นอยู่ไหม

หนังเล่าว่า เมื่อ ค.ศ. 1972 รัฐบาลสวีเดนประกาศนโยบาย The Family of the Future หรือครอบครัวแห่งอนาคต หลักใหญ่ใจความอยู่ที่การสร้างตาข่ายทางสังคมมารองรับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน เช่น มาตรการรักษาพยาบาลฟรี หรือการประกันรายได้เมื่อตกงาน เพื่อให้พลเมืองแต่ละคนสามารถเป็นอิสระจากภาระทางการเงิน โดยรัฐเชื่อว่าจะนำไปสู่โมเดลครอบครัวในอนาคต ที่ปัจเจกชนจะมารวมตัวกันสร้างครอบครัวเพราะความรัก ไม่ใช่เพราะต้องการพึ่งพากันในทางเศรษฐกิจหรือการแบ่งปันทรัพยากร

The Swedish Theory of Love สารคดีสวีเดนที่เล่าถึงความสัมพันธ์ที่แปรผกผันกับการพัฒนาประเทศ เพื่อหาคำตอบว่าความรักยังจำเป็นอยู่ไหม

เราดูหนังมาจนถึงตรงนี้แล้วก็ขมวดคิ้วนิดๆ พร้อมกับข้อสังเกตที่ก่อตัวขึ้นมาในหัวว่า “นโยบายนี้ดูเหมือนจะได้ผลในทางตรงกันข้ามเสียมากกว่า” เพราะนอกจากสาวๆ สวีเดนจะหันมาซื้อสเปิร์มออนไลน์เพื่อใช้ผสมเทียม แทนที่จะออกไปตามหาชายในฝันแล้ว ดูเหมือนว่าชาวสวีเดนจะเลือกอยู่อย่างลำพังมากกว่าพยายามสร้างครอบครัว เห็นได้จากสถิติประชาชนที่ใช้ชีวิตคนเดียวที่สูงถึง 50 เปอร์เซ็นต์ของคนทั้งหมดในประเทศ อัตราการหย่าร้างที่สูงที่สุดในยุโรป รวมถึงการที่รัฐบาลตั้งสำนักงานขึ้นมา เพื่อดูแลกรณีผู้เสียชีวิตอยู่คนเดียวในบ้านพัก และไม่สามารถหาตัวทายาท เพื่อน หรือครอบครัว หลักฐานเหมือนจะชี้ไปในทางเดียวกันว่า ชาวสวีเดนส่วนใหญ่ได้กลายสภาพเป็นปัจเจกชนที่ไม่ต้องการความรักเสียแล้ว

กบฏที่บดขยี้ค่านิยมการอยู่ตามลำพัง

เพื่อนคนหนึ่งเล่าให้ฟังว่า ธรรมเนียมของชาวไวกิ้งซึ่งเป็นบรรพบุรุษของชาวสวีเดน คือการฝากชีวิตไว้กับตัวแทนหมู่บ้านที่ออกไปล่าสัตว์ หรือเดินทางไปต่างถิ่นเพื่อค้าขายแลกเปลี่ยนทรัพยากรกลับมา และถูกแปลงมาเป็นความเชื่อมั่นในตัวแทน อย่างเราที่เลือกตั้งให้นักการเมืองเข้าไปทำหน้าที่รัฐบาลหรือฝ่ายค้านตามระบอบประชาธิปไตยในปัจจุบัน เรื่องเล่านี้สอดคล้องกับที่หนังสื่อออกมาว่า ชาวสวีเดนตอบรับแนวคิด ‘ปัจเจกนิยม’ ที่รัฐบาลนำเสนอเป็นอย่างดี 

The Swedish Theory of Love สารคดีสวีเดนที่เล่าถึงความสัมพันธ์ที่แปรผกผันกับการพัฒนาประเทศ เพื่อหาคำตอบว่าความรักยังจำเป็นอยู่ไหม

แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีกบฏที่ต่อต้านแนวทางนั้นเสียทีเดียว ตัวหนังได้นำเสนอเรื่องราวของกลุ่มคนที่ไม่พอใจต่อแนวคิดชีวิตคนเดียว จึงรวมตัวกันเป็นครั้งคราวในป่า เพื่อตามหาสายสัมพันธ์กับผู้คนที่คิดเหมือนกัน พวกเขาจะมาใช้เวลาร่วมกันทำกิจกรรมร้องเล่นเต้นระบำ ฝึกโยคะ นั่งสมาธิร่วมกัน รวมถึงสัมผัสกันและกันในแบบที่พวกเขาไม่สามารถทำกับผู้คนที่พบเจอในชีวิตประจำวัน ซึ่งภาพที่ถูกนำเสนอออกมาในหนังนั้น ทำให้เราเห็นว่ากลุ่มคนเหล่านี้โหยหาการเชื่อมโยงทางผัสสะกับมนุษย์คนอื่นอย่างมาก มากเสียจนผู้ชมอย่างเราอดรู้สึกงุนงงปนสงสัยไม่ได้ว่า หรือนี่จะเป็นผลข้างเคียงจากการขาดความรักเป็นระยะเวลานานกันนะ

The Swedish Theory of Love สารคดีสวีเดนที่เล่าถึงความสัมพันธ์ที่แปรผกผันกับการพัฒนาประเทศ เพื่อหาคำตอบว่าความรักยังจำเป็นอยู่ไหม

การลี้ภัยไปสู่โลกที่ขาดแคลนทรัพย์แต่ร่ำรวยความรู้สึก

นอกจากเหล่ากบฏผู้อดไม่ได้ที่จะแอบมาสัมผัสกันและกันแล้ว ยังมีชาวสวีเดนลี้ภัยจากสภาวะขาดรักไปไกลถึงประเทศเอธิโอเปีย ถ้าว่ากันตามทฤษฎีการให้คุณค่าของมนุษย์ที่หนังอ้างอิงถึงอยู่ตลอดแล้ว เอธิโอเปียเป็นประเทศที่ตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิงกับสวีเดน พวกเขาให้ความสัมพันธ์อย่างมากกับครอบครัว เพื่อน ศาสนา และความเป็นกลุ่มเป็นก้อนอันอบอุ่น ซึ่งเป็นสิ่งที่ดึงดูดคุณหมอชาวสวีเดนให้บินหนีบ้านเกิดมาแสนไกล และมาใช้ชีวิตเพื่อตามหาความหมายที่ต่างออกไปของคำว่าความสุข 

The Swedish Theory of Love สารคดีสวีเดนที่เล่าถึงความสัมพันธ์ที่แปรผกผันกับการพัฒนาประเทศ เพื่อหาคำตอบว่าความรักยังจำเป็นอยู่ไหม
The Swedish Theory of Love สารคดีสวีเดนที่เล่าถึงความสัมพันธ์ที่แปรผกผันกับการพัฒนาประเทศ เพื่อหาคำตอบว่าความรักยังจำเป็นอยู่ไหม

หนังได้เล่าถึงประสบการณ์ที่คุณหมอผ่าตัดช่วยเหลือเด็กหญิงพื้นเมืองที่ป่วยด้วยโรคเนื้องอกที่ลิ้นจนหายสนิท ในวันที่เด็กหญิงกลับมาแสดงความขอบคุณด้วยอ้อมกอดนั้น เป็นวันที่คุณหมอเล่าว่า เขารู้สึกว่าได้รับรางวัลอย่างเอ่อล้นจนไม่ต้องหาอย่างอื่นมาเทียบในชีวิต เหตุการณ์นี้ชวนให้เราคิดขึ้นมาได้ว่า ในพื้นที่ห่างไกลที่ไร้ทรัพยากร เงินทอง หรือความสะดวกสบายนี้ต่างหาก ที่ความสัมพันธ์อันอบอุ่นใจถูกปลูกขึ้นมาได้จนงอกงาม

The Swedish Theory of Love สารคดีสวีเดนที่เล่าถึงความสัมพันธ์ที่แปรผกผันกับการพัฒนาประเทศ เพื่อหาคำตอบว่าความรักยังจำเป็นอยู่ไหม

การตีความการพัฒนา ความรัก และความสุขโดยรัฐ

หลังจากที่หนังสารคดีเรื่องนี้เข้าฉายในประเทศสวีเดนและประเทศอื่นๆ ในยุโรป ก็ได้รับคำวิจารณ์ทั้งชังทั้งชอบเช่นเดียวกันกับความรู้สึกของผู้กำกับที่มีต่อประเด็นที่ต้องการสื่อสารในหนัง แต่ที่น่าสนใจก็คือ ตัวหนังเองได้รับการสนับสนุนโดย Swedish Film Institute ซึ่งดูเหมือนจะไม่ได้ค้างคาใจกับความจริงที่ว่า หนังกำลังวิจารณ์สังคมของตัวเองอยู่

ช่างประชาธิปไตยไปถึงแก่นเสียจริงๆ

บริบทที่รายล้อมตัวหนังอยู่อดทำให้เราคิดไม่ได้ว่า สภาวะขาดความสัมพันธ์ของสังคมสวีเดนนี้มีรากมาจากการตีความหมายของความสุขโดยรัฐบาลหรือไม่ เมื่อรัฐบาลตีความว่าความสุขที่แท้จริงเกิดจากการมีอิสระของปัจเจกบุคคล อิสรภาพทางการเงิน ปลอดจากความกังวลในทางวัตถุ นั่นทำให้รัฐเองพยายามออกแบบนโยบายต่างๆ มารองรับวิสัยทัศน์นั้น โดยมองข้ามความจริงที่ว่า มนุษย์เราเป็นสิ่งมีชีวิตที่ถูกออกแบบมาให้พึ่งพาอาศัยกันโดยธรรมชาติ การรู้จักแบ่งปัน ลดพื้นที่ของตนเองลง เพื่อยอมให้คนอื่นเข้ามามีบทบาทนั้น เป็นความสามารถพิเศษที่สิ่งมีชีวิตน้อยชนิดนั้นจะทำได้ 

The Swedish Theory of Love สารคดีสวีเดนที่เล่าถึงความสัมพันธ์ที่แปรผกผันกับการพัฒนาประเทศ เพื่อหาคำตอบว่าความรักยังจำเป็นอยู่ไหม

สิ่งที่เราได้ตกผลึกจากหนังเรื่องนี้ก็คือ ความรักและความสุขอาจเป็นเรื่องอัตนัย ที่ไม่สามารถตีความให้ครอบคลุมทุกรูปแบบด้วยโลกทัศน์ของคนเพียงกลุ่มเดียว แม้คนกลุ่มนั้นจะเป็นตัวแทนอันชอบธรรมที่ถูกเลือกเข้าไปอยู่ในรัฐสภาก็ตาม จากการเฝ้ามองความพยายามในการนิยามความรักและความสุขเพื่อสังคมอันสมบูรณ์แบบผ่านกรณีตัวอย่างของสวีเดน เราไม่รู้ว่ามนุษย์จะบรรลุคำจำกัดความของสิ่งเหล่านั้นได้อย่างไร รวมถึงตอบไม่ได้เลยว่ามันมีอยู่จริงหรือไม่

หรืออันที่จริงความรักและความสุขคือสิ่งที่ไม่ควรต้องนิยาม

รับชมภาพยนตร์สารคดีเรื่อง The Swedish Theory of Love ได้ที่นี่

Writer

เกวลิน ศักดิ์สยามกุล

นักออกแบบ-สื่อสารเพื่อความยั่งยืน ที่อยากเล่าเรื่องสิ่งแวดล้อมผ่านชีวิต บทสนทนา และแบรนด์ยาสีฟันเม็ดเล็กๆ ของตัวเอง

นานาเพลินจิต

รีวิวมหรสพชั้นดีที่แนะนำให้ตามไปเสพ

2046: The Greater Exodus

ประเภท : Immersive Theater Dining

Creative Director : STUDIO11206 

Director : Throw BKK

สถานที่ : Na-Oh Bangkok, ช่างชุ่ย Creative Park

ความยาว : ประมาณ 3 ชั่วโมง 

*บทความนี้เปิดเผยเนื้อหาบางส่วนของการแสดง

ประสบการณ์นี้ค่อนข้างเซอร์เรียล ผู้เขียนไม่แน่ใจว่าตนเองลงเครื่องบินมาหรือยัง เพราะทันทีที่นั่งเครื่องบินกลับมากรุงเทพฯ จู่ ๆ ก็ได้ตีตั๋วขึ้นยาน Naoh ไปดินแดนยูโทเปียทันที และเที่ยวบินนี้แฟนตาซีเหมือนฝันไป

2046: The Greater Exodus เป็นประสบการณ์ Immersive Theater Dining คือมื้ออาหารผนวกการแสดงที่ให้ผู้ชมมีส่วนร่วมกับเนื้อเรื่อง โดย STUDIO11206 ร่วมกับ Throw BKK และ ช่างชุ่ย Creative Park เพื่อออกค้นหา ‘โลกอุดมคติ’ ก่อนที่มวลมนุษยชาติและโลกจะล่มสลาย เนื้อเรื่องย่อคือปี 2046 ภัยพิบัติ โรคระบาด มลพิษ มีมากจนสิ่งมีชีวิตแทบอาศัยอยู่บนโลกไม่ได้ จึงต้องออกเดินทางไปหาดาวเคราะห์ดวงใหม่ ภัตตาคารบนเครื่องบิน Na-Oh Bangkok กลายเป็นฉากยานอวกาศ และผู้ชมคือผู้โดยสารที่จะเดินทางไปพร้อมคณะผู้นำของยาน

2046: The Greater Exodus มื้ออาหารผสมละครเวที Immersive Theater Dining ที่ช่างชุ่ย

ปูเรื่องมาขนาดนี้ คงจินตนาการได้ว่าฉากมีความ Sci-fi แฟนตาซีไม่น้อย แต่ก็ไม่ได้ห่างไกลจนจับต้องไม่ได้ อันที่จริงโชว์ที่ผู้ชมดื่มกินไป ชมละครไป มีมานานแล้ว อย่างน้อย ๆ ก็ตั้งแต่ พ.ศ. 2528 เมื่อแรกเปิดมณเฑียรทองเธียเตอร์ในโรงแรมมณเฑียร ผู้ชมก็จิบเครื่องดื่มระหว่างชมละครได้ หรือละครโรงเล็กประเภท Site-Specific ตามร้านอาหาร-คาเฟ่ในปัจจุบัน ที่ให้ผู้ชมกินขนมไป ชมการแสดงไปก็มีเหมือนกัน แต่ไม่ค่อยจะทำลายกำแพงที่ 4 กล่าวคือคนเล่นก็เล่นไป ผู้ชมก็ดูไป ต่างฝ่ายไม่ทะลุบทบาทออกมายุ่งเกี่ยวกัน 

แต่ Immersive Theater Dining ในที่นี่ มื้ออาหารที่กินเป็นคอร์สดินเนอร์จริงจัง อีกทั้งเส้นแบ่งระหว่างเวทีและผู้ชมมลายหายไป ทั้งอากาศยานคือเวทีที่นักแสดงจะเคลื่อนที่ไปเล่นตรงไหนก็ได้ โดยผู้ชมแบ่งออกเป็น 3 คลาส ได้แก่ Alpha, Beta, Gamma ตามคอร์สอาหารที่เลือกมาว่า 8 จาน 6 จาน หรือ 4 จาน ไอเดียคล้าย ๆ การเลือกที่นั่งเที่ยวบิน ผู้โดยสารชั้นหนึ่งอย่างพวกอัลฟ่านั่งด้านหน้าสุด เบต้าอยู่ตรงกลาง และแกมม่านั่งท้ายลำ แต่ละโซนมีนักแสดงหลักประจำการ คอยปฏิสัมพันธ์กับผู้ชมตลอดมื้ออาหาร ประสบการณ์ของผู้ชมแต่ละคน แต่ละโซน จึงไม่เหมือนกันเสียทีเดียว 

2046: The Greater Exodus มื้ออาหารผสมละครเวที Immersive Theater Dining ที่ช่างชุ่ย
2046: The Greater Exodus มื้ออาหารผสมละครเวที Immersive Theater Dining ที่ช่างชุ่ย

การแบ่งคลาสนี้ชวนให้นึกถึงชนชั้นในหนังและซีรีส์ไซ-ไฟอย่าง Snowpiercer ซึ่งเข้าใจได้ว่าสอดคล้องกับประเด็นของเรื่อง และแก้ปัญหาพื้นที่แคบยาวที่ผู้ชมต้องนั่งเว้นระยะห่างกัน การแสดงต้องกระจายเล่นตามจุดต่าง ๆ ซึ่งในฐานะผู้ชมชั้นแกมม่า ก็ไม่ได้ชวนน้อยเนื้อต่ำใจ เพราะนักแสดงก็หมุนวนมาแสดงให้ชมครบถ้วน ฉากใหญ่สำคัญต่าง ๆ ก็จัดวางให้ได้รับชมทั่วถึง จะลุกจากโต๊ะมาเดินชมบ้างก็ไม่ผิดกติกา อย่างไรก็ดี ที่เห็นว่าเกินความจำเป็นคือการกำหนด Dress Code ผู้ชมให้แต่งตัวสีต่างกันตามคลาส ใครตั้งใจมาชมละคร-กินดินเนอร์หรู คงแต่งตัวสวยงามอยู่แล้ว ลำพัง Dress Code หลักว่า Futuristic Glam ก็ชวนสนุกเพียงพอ ไม่ต้อง Label กัน

กลับมาที่เรื่องละคร การแสดงนี้ได้แรงบันดาลใจจากหนังสือ Utopia โดย Thomas More งานศิลปะจากศิลปินเซอร์เรียลลิสต์ Hieronymus Bosch หนังสือสูตรอาหารของ Salvador Dali ไปจนถึงตำนานและความเชื่อต่าง ๆ ทั้งปรากฏการณ์โมเสสแหวกทะเลแดง (Exodus) เรือโนอาห์และวันสิ้นโลก Adam และ Eve ไปจนถึงบาป 7 ประการ ซึ่งเราเห็นการเรียงร้อยคอลลาจสิ่งเหล่านี้ตลอดเรื่องราวและมื้ออาหาร

2046: The Greater Exodus มื้ออาหารผสมละครเวที Immersive Theater Dining ที่ช่างชุ่ย
2046: The Greater Exodus มื้ออาหารผสมละครเวที Immersive Theater Dining ที่ช่างชุ่ย

เมื่ออาหารเริ่มเสิร์ฟ มีการบอกกล่าวว่านี่คือมื้ออาหารพิเศษจากแล็บของยาน และการเดินทางครั้งนี้ ผู้ชมต่างเป็นผู้โชคดีที่ถูกคัดเลือกให้เดินทางไปด้วยกัน บนยานที่มี Tree of Life ต้นไม้แห่งชีวิตติดมาด้วย ตัวละครต่าง ๆ ที่ผลัดกันมาแนะนำตัว และขอให้เราเอาใจช่วยเขา หรือโหวตเลือกพวกเขาในการเลือกตั้งตัดสินใจในยาน ซึ่งนำไปสู่ความขัดแย้งและปมประเด็นถัด ๆ มา

รายชื่อนักแสดงและนักดนตรีรวมกันมีถึง 20 ชีวิต ด้วยองค์ประกอบศิลป์อลังการดาวล้านดวง ฉากยิ่งใหญ่ ไฟตระการยิ่งจาก DuckUnit และหน้าผมคอสตูมจากทีม Fly Now ก็ชวนปรบมือให้ความสร้างสรรค์งามเก๋ ช่วยทำให้ตัวละครแตกต่างกันและจดจำได้ง่าย Cast นี้รวมตัวนักแสดงละครเวที-ภาพยนตร์ มืออาชีพไว้แยะ มีทั้งนักแสดงละครพูด ละครใบ้ ละครฟิสิคัล ฯลฯ  มีฉากที่ดีหลายจุด โดยเฉพาะการดึงฉาก Macbeth มาเล่นโดย ศุภสวัสดิ์ บุรณเวช ผู้รับบท ดร.ลิ้ม และ วรรณศักดิ์ ศิริหล้า ที่รับบท มาดามเค ก็เป็นการปล่อยของที่น่าประทับใจ นักร้องนำอย่าง ใจแจ่ม วรรณพัฒน์ ก็ร้องเพลงดีมาก ๆ 

2046: The Greater Exodus มื้ออาหารผสมละครเวที Immersive Theater Dining ที่ช่างชุ่ย
2046: The Greater Exodus มื้ออาหารผสมละครเวที Immersive Theater Dining ที่ช่างชุ่ย

ความมากมายของทั้งทีมงาน นักแสดง และองค์ประกอบทุกอย่าง เป็นทั้งข้อดีและข้อเสียในตัว ผัสสะผู้ชมได้เปิดกว้าง ทั้งได้ชิมอาหารไฟน์ไดนิ่ง รับชม รับฟัง ไปจนถึงตอบโต้กับตัวละครต่าง ๆ อย่างเพลิดเพลินตลอดเวลาหลายชั่วโมง ขณะเดียวกัน ไอเดียที่พรั่งพรูมากล้นก็ทำให้ทุกสิ่งวูบวาบผ่านไปอย่างรวดเร็ว จนยากจะโฟกัสกับห้วงขณะใดขณะหนึ่งอย่างเต็มที่ เป็นโจทย์ที่ท้าทายของการทำประสบการณ์ Immersive Theater Dining ซึ่งน่าจะขัดเกลา หาสมดุลระหว่างศาสตร์และศิลป์ของการแสดงกับมื้ออาหารให้ลงตัวยิ่งขึ้นได้ 

น่าจับตามองว่า Experience Design Studio อย่าง STUDIO11206 และคณะละครใหม่อย่าง Throw BKK จะเล่นกับประสบการณ์ Immersive ของผู้ชมอย่างไรต่อ ทั้งในงานนี้และงานถัด ๆ ไป

นั่งยาน Na-Oh เดินทางไปยูโทเปีย กับประสบการณ์ Immersive Theater Dining ที่ช่างชุ่ย

ภาพ : ช่างชุ่ย Creative Park

2046: The Greater Exodus

วันที่ 4 – 26 มิถุนายน 2565 รวมทั้งสิ้น 12 รอบ

รายละเอียดเพิ่มเติม

https://www.facebook.com/2046TheGreaterExodus

จองบัตร

http://go.eventpop.me/2046thegreaterexodus 

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load