Genre : Documentaries

Country : Sweden

Director : Erik Gandini

Duration : 90 Minutes

*บทความนี้เปิดเผยเนื้อหาบางส่วนของภาพยนตร์*

เรารู้อะไรบ้างเกี่ยวกับสวีเดน

ก่อนหน้าจะไปเรียนต่อปริญญาโทที่สวีเดน เรารู้เรื่องเกี่ยวกับประเทศนี้น้อยมาก เป็นเรื่องผิวๆ อย่างอากาศหนาว พระอาทิตย์เที่ยงคืน กวางเรนเดียร์ คุณภาพชีวิตที่ดี และงานวิจัยหลายฉบับก็ระบุว่าชาวสวีเดนมีความสุขในระดับท็อปทรีของโลก แต่ความรู้ของเราเกี่ยวกับวิถีชีวิตของชาวสวีเดนเกือบจะเป็นศูนย์ รวมถึงไม่เคยคิดเลยว่า 

คนสวีเดนเขารักกันยังไง

The Swedish Theory of Love สารคดีสวีเดนที่เล่าถึงความสัมพันธ์ที่แปรผกผันกับการพัฒนาประเทศ เพื่อหาคำตอบว่าความรักยังจำเป็นอยู่ไหม

The Swedish Theory of Love เป็นภาพยนตร์สารคดีที่ชวนผู้ชมไปเยี่ยมเยือนพื้นที่ตกสำรวจในประเด็นเกี่ยวกับความรัก ความสัมพันธ์ ความสุข และการให้คุณค่าของประชาชนชาวไวกิ้ง ผ่านมุมมองและการตั้งคำถามของ อีริก แกนดินี (Erik Gandini) ผู้กำกับลูกครึ่งสวีเดน-อิตาลี ที่เคยให้สัมภาษณ์เอาไว้ว่า สถานะความเป็นลูกผสมสองประเทศที่อยู่ในยุโรปเหมือนกันก็จริง แต่กลับมีวัฒนธรรมต่างกันสุดขั้ว ช่วยให้เขามองวิถีชีวิตของผู้คนทั้งสองประเทศในฐานะคนนอกได้ และความรู้สึกของเขาที่มีต่อค่านิยมด้านความสัมพันธ์ของชาวสวีเดนก็คือ เป็นความรู้สึกทั้งชังทั้งชอบ ที่ไม่รู้จะอธิบายยังไง

เราถูกหนังเรื่องนี้ดึงดูดเข้าอย่างจัง

The Swedish Theory of Love สารคดีสวีเดนที่เล่าถึงความสัมพันธ์ที่แปรผกผันกับการพัฒนาประเทศ เพื่อหาคำตอบว่าความรักยังจำเป็นอยู่ไหม

ปัจเจกชน คือ คนที่ (ไม่) ต้องการความรัก

หนังเปิดเรื่องมาด้วยการเล่าถึงพฤติกรรมการสร้างครอบครัวคนเดียวของผู้หญิงสวีเดนที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้บริษัทจำหน่ายสเปิร์มแบบเดลิเวอรี่เติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดดในระยะ 10 ปีที่ผ่านมา (ภาพยนตร์ถ่ายทำและฉายในช่วง ค.ศ. 2015 – 2016) หญิงสาวที่ให้สัมภาษณ์ในหนังกล่าวว่า พวกเธอไม่เห็นว่าการมีความสัมพันธ์ในแบบคู่รักหรือสามีภรรยาจำเป็นต่อการสร้างครอบครัว พวกเธอมีการศึกษาที่ดี มีหน้าที่การงาน ฐานะทางการเงินที่มั่นคง พร้อมที่จะเลี้ยงลูกด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องมีผู้ชายมาเป็นภาระทางใจ ฟังดูแล้วมันก็เท่ไม่หยอก อย่างไรก็ตามค่านิยมนี้ไม่ได้เติบโตขึ้นมาท่ามกลางสังคมเองเหมือนเห็ดป่า อันที่จริงแล้วมันเป็นผลพวงจากวาระแห่งชาติ 

The Swedish Theory of Love สารคดีสวีเดนที่เล่าถึงความสัมพันธ์ที่แปรผกผันกับการพัฒนาประเทศ เพื่อหาคำตอบว่าความรักยังจำเป็นอยู่ไหม

หนังเล่าว่า เมื่อ ค.ศ. 1972 รัฐบาลสวีเดนประกาศนโยบาย The Family of the Future หรือครอบครัวแห่งอนาคต หลักใหญ่ใจความอยู่ที่การสร้างตาข่ายทางสังคมมารองรับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน เช่น มาตรการรักษาพยาบาลฟรี หรือการประกันรายได้เมื่อตกงาน เพื่อให้พลเมืองแต่ละคนสามารถเป็นอิสระจากภาระทางการเงิน โดยรัฐเชื่อว่าจะนำไปสู่โมเดลครอบครัวในอนาคต ที่ปัจเจกชนจะมารวมตัวกันสร้างครอบครัวเพราะความรัก ไม่ใช่เพราะต้องการพึ่งพากันในทางเศรษฐกิจหรือการแบ่งปันทรัพยากร

The Swedish Theory of Love สารคดีสวีเดนที่เล่าถึงความสัมพันธ์ที่แปรผกผันกับการพัฒนาประเทศ เพื่อหาคำตอบว่าความรักยังจำเป็นอยู่ไหม

เราดูหนังมาจนถึงตรงนี้แล้วก็ขมวดคิ้วนิดๆ พร้อมกับข้อสังเกตที่ก่อตัวขึ้นมาในหัวว่า “นโยบายนี้ดูเหมือนจะได้ผลในทางตรงกันข้ามเสียมากกว่า” เพราะนอกจากสาวๆ สวีเดนจะหันมาซื้อสเปิร์มออนไลน์เพื่อใช้ผสมเทียม แทนที่จะออกไปตามหาชายในฝันแล้ว ดูเหมือนว่าชาวสวีเดนจะเลือกอยู่อย่างลำพังมากกว่าพยายามสร้างครอบครัว เห็นได้จากสถิติประชาชนที่ใช้ชีวิตคนเดียวที่สูงถึง 50 เปอร์เซ็นต์ของคนทั้งหมดในประเทศ อัตราการหย่าร้างที่สูงที่สุดในยุโรป รวมถึงการที่รัฐบาลตั้งสำนักงานขึ้นมา เพื่อดูแลกรณีผู้เสียชีวิตอยู่คนเดียวในบ้านพัก และไม่สามารถหาตัวทายาท เพื่อน หรือครอบครัว หลักฐานเหมือนจะชี้ไปในทางเดียวกันว่า ชาวสวีเดนส่วนใหญ่ได้กลายสภาพเป็นปัจเจกชนที่ไม่ต้องการความรักเสียแล้ว

กบฏที่บดขยี้ค่านิยมการอยู่ตามลำพัง

เพื่อนคนหนึ่งเล่าให้ฟังว่า ธรรมเนียมของชาวไวกิ้งซึ่งเป็นบรรพบุรุษของชาวสวีเดน คือการฝากชีวิตไว้กับตัวแทนหมู่บ้านที่ออกไปล่าสัตว์ หรือเดินทางไปต่างถิ่นเพื่อค้าขายแลกเปลี่ยนทรัพยากรกลับมา และถูกแปลงมาเป็นความเชื่อมั่นในตัวแทน อย่างเราที่เลือกตั้งให้นักการเมืองเข้าไปทำหน้าที่รัฐบาลหรือฝ่ายค้านตามระบอบประชาธิปไตยในปัจจุบัน เรื่องเล่านี้สอดคล้องกับที่หนังสื่อออกมาว่า ชาวสวีเดนตอบรับแนวคิด ‘ปัจเจกนิยม’ ที่รัฐบาลนำเสนอเป็นอย่างดี 

The Swedish Theory of Love สารคดีสวีเดนที่เล่าถึงความสัมพันธ์ที่แปรผกผันกับการพัฒนาประเทศ เพื่อหาคำตอบว่าความรักยังจำเป็นอยู่ไหม

แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีกบฏที่ต่อต้านแนวทางนั้นเสียทีเดียว ตัวหนังได้นำเสนอเรื่องราวของกลุ่มคนที่ไม่พอใจต่อแนวคิดชีวิตคนเดียว จึงรวมตัวกันเป็นครั้งคราวในป่า เพื่อตามหาสายสัมพันธ์กับผู้คนที่คิดเหมือนกัน พวกเขาจะมาใช้เวลาร่วมกันทำกิจกรรมร้องเล่นเต้นระบำ ฝึกโยคะ นั่งสมาธิร่วมกัน รวมถึงสัมผัสกันและกันในแบบที่พวกเขาไม่สามารถทำกับผู้คนที่พบเจอในชีวิตประจำวัน ซึ่งภาพที่ถูกนำเสนอออกมาในหนังนั้น ทำให้เราเห็นว่ากลุ่มคนเหล่านี้โหยหาการเชื่อมโยงทางผัสสะกับมนุษย์คนอื่นอย่างมาก มากเสียจนผู้ชมอย่างเราอดรู้สึกงุนงงปนสงสัยไม่ได้ว่า หรือนี่จะเป็นผลข้างเคียงจากการขาดความรักเป็นระยะเวลานานกันนะ

The Swedish Theory of Love สารคดีสวีเดนที่เล่าถึงความสัมพันธ์ที่แปรผกผันกับการพัฒนาประเทศ เพื่อหาคำตอบว่าความรักยังจำเป็นอยู่ไหม

การลี้ภัยไปสู่โลกที่ขาดแคลนทรัพย์แต่ร่ำรวยความรู้สึก

นอกจากเหล่ากบฏผู้อดไม่ได้ที่จะแอบมาสัมผัสกันและกันแล้ว ยังมีชาวสวีเดนลี้ภัยจากสภาวะขาดรักไปไกลถึงประเทศเอธิโอเปีย ถ้าว่ากันตามทฤษฎีการให้คุณค่าของมนุษย์ที่หนังอ้างอิงถึงอยู่ตลอดแล้ว เอธิโอเปียเป็นประเทศที่ตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิงกับสวีเดน พวกเขาให้ความสัมพันธ์อย่างมากกับครอบครัว เพื่อน ศาสนา และความเป็นกลุ่มเป็นก้อนอันอบอุ่น ซึ่งเป็นสิ่งที่ดึงดูดคุณหมอชาวสวีเดนให้บินหนีบ้านเกิดมาแสนไกล และมาใช้ชีวิตเพื่อตามหาความหมายที่ต่างออกไปของคำว่าความสุข 

The Swedish Theory of Love สารคดีสวีเดนที่เล่าถึงความสัมพันธ์ที่แปรผกผันกับการพัฒนาประเทศ เพื่อหาคำตอบว่าความรักยังจำเป็นอยู่ไหม
The Swedish Theory of Love สารคดีสวีเดนที่เล่าถึงความสัมพันธ์ที่แปรผกผันกับการพัฒนาประเทศ เพื่อหาคำตอบว่าความรักยังจำเป็นอยู่ไหม

หนังได้เล่าถึงประสบการณ์ที่คุณหมอผ่าตัดช่วยเหลือเด็กหญิงพื้นเมืองที่ป่วยด้วยโรคเนื้องอกที่ลิ้นจนหายสนิท ในวันที่เด็กหญิงกลับมาแสดงความขอบคุณด้วยอ้อมกอดนั้น เป็นวันที่คุณหมอเล่าว่า เขารู้สึกว่าได้รับรางวัลอย่างเอ่อล้นจนไม่ต้องหาอย่างอื่นมาเทียบในชีวิต เหตุการณ์นี้ชวนให้เราคิดขึ้นมาได้ว่า ในพื้นที่ห่างไกลที่ไร้ทรัพยากร เงินทอง หรือความสะดวกสบายนี้ต่างหาก ที่ความสัมพันธ์อันอบอุ่นใจถูกปลูกขึ้นมาได้จนงอกงาม

The Swedish Theory of Love สารคดีสวีเดนที่เล่าถึงความสัมพันธ์ที่แปรผกผันกับการพัฒนาประเทศ เพื่อหาคำตอบว่าความรักยังจำเป็นอยู่ไหม

การตีความการพัฒนา ความรัก และความสุขโดยรัฐ

หลังจากที่หนังสารคดีเรื่องนี้เข้าฉายในประเทศสวีเดนและประเทศอื่นๆ ในยุโรป ก็ได้รับคำวิจารณ์ทั้งชังทั้งชอบเช่นเดียวกันกับความรู้สึกของผู้กำกับที่มีต่อประเด็นที่ต้องการสื่อสารในหนัง แต่ที่น่าสนใจก็คือ ตัวหนังเองได้รับการสนับสนุนโดย Swedish Film Institute ซึ่งดูเหมือนจะไม่ได้ค้างคาใจกับความจริงที่ว่า หนังกำลังวิจารณ์สังคมของตัวเองอยู่

ช่างประชาธิปไตยไปถึงแก่นเสียจริงๆ

บริบทที่รายล้อมตัวหนังอยู่อดทำให้เราคิดไม่ได้ว่า สภาวะขาดความสัมพันธ์ของสังคมสวีเดนนี้มีรากมาจากการตีความหมายของความสุขโดยรัฐบาลหรือไม่ เมื่อรัฐบาลตีความว่าความสุขที่แท้จริงเกิดจากการมีอิสระของปัจเจกบุคคล อิสรภาพทางการเงิน ปลอดจากความกังวลในทางวัตถุ นั่นทำให้รัฐเองพยายามออกแบบนโยบายต่างๆ มารองรับวิสัยทัศน์นั้น โดยมองข้ามความจริงที่ว่า มนุษย์เราเป็นสิ่งมีชีวิตที่ถูกออกแบบมาให้พึ่งพาอาศัยกันโดยธรรมชาติ การรู้จักแบ่งปัน ลดพื้นที่ของตนเองลง เพื่อยอมให้คนอื่นเข้ามามีบทบาทนั้น เป็นความสามารถพิเศษที่สิ่งมีชีวิตน้อยชนิดนั้นจะทำได้ 

The Swedish Theory of Love สารคดีสวีเดนที่เล่าถึงความสัมพันธ์ที่แปรผกผันกับการพัฒนาประเทศ เพื่อหาคำตอบว่าความรักยังจำเป็นอยู่ไหม

สิ่งที่เราได้ตกผลึกจากหนังเรื่องนี้ก็คือ ความรักและความสุขอาจเป็นเรื่องอัตนัย ที่ไม่สามารถตีความให้ครอบคลุมทุกรูปแบบด้วยโลกทัศน์ของคนเพียงกลุ่มเดียว แม้คนกลุ่มนั้นจะเป็นตัวแทนอันชอบธรรมที่ถูกเลือกเข้าไปอยู่ในรัฐสภาก็ตาม จากการเฝ้ามองความพยายามในการนิยามความรักและความสุขเพื่อสังคมอันสมบูรณ์แบบผ่านกรณีตัวอย่างของสวีเดน เราไม่รู้ว่ามนุษย์จะบรรลุคำจำกัดความของสิ่งเหล่านั้นได้อย่างไร รวมถึงตอบไม่ได้เลยว่ามันมีอยู่จริงหรือไม่

หรืออันที่จริงความรักและความสุขคือสิ่งที่ไม่ควรต้องนิยาม

รับชมภาพยนตร์สารคดีเรื่อง The Swedish Theory of Love ได้ที่นี่

Writer

เกวลิน ศักดิ์สยามกุล

นักออกแบบ-สื่อสารเพื่อความยั่งยืน ที่อยากเล่าเรื่องสิ่งแวดล้อมผ่านชีวิต บทสนทนา และแบรนด์ยาสีฟันเม็ดเล็กๆ ของตัวเอง

นานาเพลินจิต

รีวิวมหรสพชั้นดีที่แนะนำให้ตามไปเสพ

The Cloud x สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa)

Dear My Friends (2016) 

Genre : ชีวิต ดราม่า ครอบครัว ความรัก บันเทิงเริงรมย์ 

Original Network : tvN เกาหลีใต้

Licensed Thai Subtitle : Netflix (ชื่อไทย แก๊งคุณยายกับชีวิตอลหม่าน)

Screenwriter : โนฮีคยอง เจ้าของผลงาน Our Blues (2022), Live (2018), The Most Beautiful Goodbye (2017), It’s Okay, That’s Love (2014), That Winter, The Wind Blows (2013)

Director : ฮงจงชาน เจ้าของผลงาน Juvenile Justice (2022), Her Private Life (2019), Life (2018), The Most Beautiful Goodbye (2017), Live Up to Your Name (2017), My Secret Hotel (2014), Doctor Stranger (2014)

Cast : บทนำ – โกฮยอนจอง คิมฮเยจา นามุนฮี โกดูชิม พัควอนซอก ยุนยอจอง จูฮยอน คิมยองอ๊ก ชินกู

บทสมทบ – โจอินซอง อีกวางซู ซองดงอิล จางฮยอนซอง ยอมฮเยรัน ชินซองอู นัมนึงมี คิมจองฮวาน (ลูกชายแท้ ๆ ของโกดูชิม) โกโบกยอล บยอนอูซอก และ แดเนียล เฮนนี่

Length : 16 ตอน

Awards : รางวัลละครยอดเยี่ยมและบทละครยอดเยี่ยม 53rd Baeksang Arts Awards และรางวัลบทละครยอดเยี่ยม 9th Korea Drama Awards 

***บทความนี้เปิดเผยเนื้อหาสำคัญบางส่วน***

เปิดปก Dear My Friends อันเรียบง่ายแต่เต็มไปด้วยชีวิตชีวาของชาวแก๊งอาวุโส รวมวัยครึ่งค่อนพันปี ยิ้มแฉ่งแข่งดอกไม้บานแย้ม ส่งกลิ่นอายพลังบวก++ ให้ชวนพิสูจน์ว่า ละครน้ำดีการันตีรางวัลเรื่องนี้ ทำไมจึงได้ขึ้นหิ้งในดวงใจใครมากมาย

คอนเซ็ปต์ของซีรีส์เรื่องนี้หยิบยืมเอาเคล็ดลับคำว่า ‘Flower Boys’ หนุ่มใส ๆ วัยจิ้มลิ้ม มาล้อเอ็นดูเป็น ‘Flower Elders’ รุ่นดึกคึกคักน่ารัก พาเราปลื้มปริ่มยิ้มทั้งน้ำตาไปกับเรื่องราวสมจริงของแก๊งเพื่อน สว. (สูงวัย) ซึ่งชีวิตผ่านร้อนผ่านหนาวเข้าฤดูดอกไม้บาน ต่างสีสันสายพันธุ์ แต่ล้วนงดงามในตัว สะท้อนคาแรกเตอร์สนุก ๆ ของแต่ละตัวละคร แตกต่างไปตามสีเช่นนี้เลย 

สีแดง คือความมุ่งมั่น เป็นผู้นำ เปี่ยมรัก สีเหลือง คือความหวัง เบิกบานสร้างสรรค์ สีส้ม คือจิตวิญญาณและกำลังใจ สีชมพู คือความอ่อนโยน ชวนทะนุถนอมและเสน่หา สีม่วง คือความอวดดี ถือตัว มีอิทธิพล 

Dear My Friends : การเดินทางของพลพรรคดอกไม้บาน ครบรสทั้งสุขสันต์ หลงทาง และสูญเสีย

สิ่งสำคัญกับความจริงที่ว่า แม้วันหนึ่งดอกไม้จะต้องโรยราไปตามกาลเวลาก็ไม่น่าเสียดายหรือเสียใจ ถ้าวันนี้ได้เบ่งบานเต็มที่กับชีวิตซึ่งเดินทางผ่านโลกมา คือความทรงจำมากคุณค่าต่อคนข้างหลัง รวมถึงเรา ๆ ผู้ชมพลอยได้คิดและฟีลกู๊ดตามไปด้วย

ผู้เดินเรื่องเล่ามหกรรมอลเวงบันเทิงของชาวพลพรรคดอกไม้กลุ่มนี้ คือนักเขียนที่ชื่อว่า พัควาน (รับบทโดย โกฮยอนจอง) เป็นลูกสาวคนเดียวของแม่เลี้ยงเดี่ยว ชางนันฮี (รับบทโดย โกดูชิม) เธอแค่ต้องการระยะห่าง หลุดพ้นจากความหมกมุ่นและชี้นำของแม่มาตลอด 40 ปี ถึงเวลาที่แม่ควรปล่อยเธอและไปใช้ชีวิตสร้างสุขของตัวเองบ้าง 

Dear My Friends : การเดินทางของพลพรรคดอกไม้บาน ครบรสทั้งสุขสันต์ หลงทาง และสูญเสีย

‘คำขอ’ 2 ข้อของแม่ที่โถมความหนักอึ้งลงบนใจที่ซ่อนความบอบช้ำอยู่ และกลายเป็นจุดกำเนิดของเรื่องราวในซีรีส์นี้ คือ หนึ่ง ช่วยเขียนหนังสือเล่าชีวิตของแม่กับแก๊งเพื่อนซี้ สอง ให้เลือกคนรักดี ๆ กาดอกจันนะว่า ‘โสดและไม่พิการ’ ซึ่งเป็นกลไกลบปมด้อยในใจของชางนันฮี 

แม้พัควานจะรู้จักกับเหล่าเพื่อน ๆ แม่มาตั้งแต่เล็ก แต่ก็มีมุมอคติในความเรื่องเยอะชวนยุ่ง อึกทึกชวนปวดหัว (ที่มักชวนขำสำหรับคนดู) ทำให้เธอไม่เต็มใจนักทุกครั้งที่ถูกลากเข้าไปเอี่ยว ประหนึ่งเหมารวมเป็นสมาชิกแก๊ง แต่ไป ๆ มา ๆ ความจำยอมจนได้ประสบการณ์ร่วมมากมาย ก็ส่งผลให้พัควานเริ่มเห็นมุมงดงามในชีวิต Bittersweet ของพวกเขาที่ควรค่าร้อยเรียงไว้เป็นแรงใจ พลังมิตรภาพที่ฮีลใจกันอย่างน่าทึ่ง พ่วงถึงการได้คลี่คลายปมความสัมพันธ์ของตนเองกับแม่ และแก้โจทย์ความรักของตัวเองได้ในที่สุด 

นั่นแปลว่านอกจากลุงป้าน้าอาและแม่ ที่บรรเลงบทเด่นประหนึ่งทุกคนต่างเป็นพระนางของชีวิตตัวเองแล้ว ยังมีสีสันพระนางฉบับหนุ่มสาวของพัควานกับ ยอนฮา (รับบทโดย โจอินซอง) เสิร์ฟให้เชียร์สลับไขว้ไปตลอดเรื่องด้วย แบบว่า Bittersweet มิได้หย่อนไปกว่ากันนัก แต่จะมีสิ่งชูใจเป็นโบนัสว้าว ๆ จากโจอินซอง คือความหล่อละมุนกลิ่นหอมสะอาดฟุ้งทะลุจอ คุ้มค่าแอร์ไทม์การเป็นนักแสดงรับเชิญแบบยาวโลดพิเศษ ฟีลคนหล่อที่เข้ากั๊นเข้ากันกับวิวโรแมนติกของประเทศสโลวีเนีย ละลายใจสายฟินได้ชัวร์

‘ชีวิตคือสงคราม’ เป็นคำกล่าวหนึ่งในละครที่สะดุดหู ชวนหยิบยกคู่รบที่เชียร์สนุกมาเรียกน้ำย่อย นั่นคือ ลุงซอกกยุน (รับบทโดย ชินกู) กับ ป้าจองอา (รับบทโดย นามุนฮี) เพื่อนเรียนที่เปลี่ยนสถานะเป็นคู่ชีวิต ตัวแทนครอบครัวรุ่นดั้งเดิมที่ชูเพศชายเป็นใหญ่เป็นสำคัญ 

Dear My Friends : การเดินทางของพลพรรคดอกไม้บาน ครบรสทั้งสุขสันต์ หลงทาง และสูญเสีย

แม้นอกบ้านลุงซอกกยุนจะทำงานเป็นแค่ รปภ. ที่ถูกจิกใช้บ่อย ๆ แต่ในบ้าน ลุงยึดอำนาจตั้งตัวเป็นนาย เมียเป็นบ่าวที่ต้องเสิร์ฟข้าว เสิร์ฟน้ำถึงมือ แถมนิสัยขี้งก วอนเดียวไม่มีกระเด็นให้เมีย แต่กลับทุ่มเทอุ้มชูครอบครัวน้อง ๆ ของตัวเองในฐานะเป็นพี่ใหญ่ ความขี้บ่น เห็นแก่ตัว ปากเสีย ได้กร่อนเซาะจิตใจป้าจองอาอย่างเงียบ ๆ มาตลอด แต่ก็ใช่ว่าลึก ๆ ลุงไม่รักลูกรักเมียนะ เป็นเพราะนิสัยไม่ยอมแสดงออก และค่านิยมรากเหง้าสังคมที่สร้างศักดิ์ศรีค้ำคอ เลยอาจมีบางคราวที่ลุงแอบไปแสดงลับหลังแบบปิดทองหลังพระบ้างโดยไม่มีใครรู้ซะงั้น (แต่โอย… ผู้ชมประณามลุงไปอ่วมซะก่อนแล้ว)

Dear My Friends : การเดินทางของพลพรรคดอกไม้บาน ครบรสทั้งสุขสันต์ หลงทาง และสูญเสีย

ข้างฝ่ายป้าจองอาผู้รักอิสระ เคยวาดหวังท่องเที่ยวตั้งแต่ทริปฮันนีมูน แต่รอจนแก่หง่อมก็ยังไม่ได้ไปไหนสักครั้ง ป้าเป็นคนอึดแกร่ง ถึงไหนถึงกัน รักครอบครัว ยึดมั่นหน้าที่แม่บ้านให้สามีให้ลูก ๆ เสมอต้นเสมอปลาย ความอดทนยาวนานจนสามีเข้าใจว่าเป็นคนหัวอ่อน…

 ใครจะนึกว่าวันหนึ่งป้าจะลุกมาปลดแอกตัวเอง เป็นไทโดยฉับพลัน เหมือนได้ปล่อยฮุกสวนสามีแบบไม่ให้ทันตั้งตัว เป็นหมัดเด็ดที่จะทำให้ลุงซอกกยุนต้องทบทวนตัวเองครั้งใหญ่ในชีวิต 

ซีรีส์เกาหลีเล่าเรื่องสังคมสูงวัย ชวนให้คนทุกวัยตั้งคำถามถึงการเดินทางของชีวิตที่ครบรสทั้งสุขสันต์ หลงทาง สูญเสีย
ซีรีส์เกาหลีเล่าเรื่องสังคมสูงวัย ชวนให้คนทุกวัยตั้งคำถามถึงการเดินทางของชีวิตที่ครบรสทั้งสุขสันต์ หลงทาง สูญเสีย

นอกจากคู่นี้ แล้วก็ยังมีอีกหลาย ๆ คู่ที่ไฟต์สู้กับชีวิต ให้เราได้เก็บเกี่ยวนานาข้อคิดสนุกไม่แพ้กัน ไม่ว่าจะเป็นคู่แม่ลูกมีปมของชางนันฮีกับพัควาน คู่เพื่อนรักเพื่อนแค้นของชางนันฮีกับ น้ายองวอน (รับบทโดย พัควอนซอก) คู่ซี้สุดป่วน Therma and Louis ของป้าจองอากับป้า 4D ฮีจา (รับบทโดย คิมฮเยจา) ปัญญาชนเพื่อนกินของ ป้าชุงนัม (รับบทโดย ยุนยอจอง) กับ อาจารย์พัค (รับบทโดย ซองดงอิล) คู่กรรมสุดฮาวัยดึ๊กดึกของ ยายซังบุน (รับบทโดย คิมยองอ๊ก) กับคุณตา คู่แม่ลูกตัวห่างใจใกล้ของป้าฮีจากับ มินโฮ (รับบทโดย อีกวางซู) คู่เพื่อนเก่ารักเราผลิใหม่ของป้าฮีจากับ ลุงซองแจ (รับบทโดย จูฮยอน) การันตีว่าสลับฉากไปที่ใครก็สนุกเพลินแน่นอน 

ซีรีส์เกาหลีเล่าเรื่องสังคมสูงวัย ชวนให้คนทุกวัยตั้งคำถามถึงการเดินทางของชีวิตที่ครบรสทั้งสุขสันต์ หลงทาง สูญเสีย

หรืออีกนัยหนึ่งที่ว่า ‘ชีวิตคือการเดินทาง’ แปลความโดยตรง ๆ ก็เป็นทริปเที่ยวที่ป้าจองอาปรารถนาอยากใช้ช่วงเวลาดี ๆ กับเพื่อน ๆ ไปปล่อยวางเรื่องหนัก ๆ แต่ในความหมายแฝงที่ลึกไปกว่านั้น คือการสั่งสมประสบการณ์ เรียนรู้การอยู่กับชีวิต เพื่อนฝูง ครอบครัว การงาน ความรัก หรือแม้กระทั่งสังขารที่มิอาจเลี่ยงได้ จึงเป็นการเดินทางที่สุขบ้าง พลาดหลงบ้าง ติดขัดบ้าง และทางก็เหลือน้อยสั้นลงไปเรื่อย ๆ แต่ก็ไม่เป็นไร เพราะพวกเขาทุกคนพร้อมจะเดินจับมือกันไปจนสุดทาง

ซีรีส์เกาหลีเล่าเรื่องสังคมสูงวัย ชวนให้คนทุกวัยตั้งคำถามถึงการเดินทางของชีวิตที่ครบรสทั้งสุขสันต์ หลงทาง สูญเสีย

รางวัล ‘บทละครยอดเยี่ยม’และ ‘ละครยอดเยี่ยม’ จากเวทีใหญ่ในวงการอุตสาหกรรมบันเทิงประเทศเกาหลีใต้ ที่มอบให้กับซีรีส์ Dear My Friends คือรางวัลสะท้อนเสน่ห์ลีลาเฉพาะตัวของนักเขียนโนฮีคยอง ซึ่งเจนจัดการรังสรรค์บทที่ขับเคลื่อนด้วยคาแรกเตอร์ตัวละครแนวสมจริงเข้าถึงเสี้ยวชีวิต (Slice of Life) ยิ่งได้ฝีไม้ลายมือโปรแบบเป็นธรรมชาติของเหล่านักแสดงอาวุโส ผู้ไม่ได้ถูกเรียกขานว่ารุ่นพี่ แต่เป็นถึง ‘อาจารย์’ มารองรับ ผนวกเนื้อหามุมมอง ‘ชีวิต’ ที่เป็นกระจกส่องสะท้อนผู้คนและสังคมจริง ร้อยเรียงอย่างเพลิดเพลินครบรสด้วยแล้ว นี่คือบทสรุปความดีงามบริบูรณ์ของ Dear My Friends เลยค่ะ

บันเทิงน้ำดีที่ไม่อยากให้มองข้ามเพียงเพราะไม่ใช่สูตรนิยมที่คุ้นเคย แต่ลองมองไปรอบ ๆ ตัวที่มีญาติมิตรผู้ใหญ่ดูสิ เรื่องนี้จะทำให้เรารักและเข้าใจพวกเขามากขึ้น สังคมสูงวัยกลายเป็นเรื่องใกล้ตัวของคนทั้งโลกแล้ววันนี้ และวันหนึ่งข้างหน้า ตัวเราเองนี่แหละก็จะเดินทางไปอยู่จุดนั้น 

ว่าแต่… มีสมาชิก เพื่อนกันวัยดึก’ พร้อมยิ้มบานแฉ่งไปด้วยกันแล้วหรือยังคะ 😊

The Cloud Golden Week คือแคมเปญสนุก ๆ ที่ทีมงานก้อนเมฆขอประกาศลาพักร้อน 1 สัปดาห์ เนื่องในโอกาสฉลอง The Cloud ครบ 5 ปี เราเลยเปิดรับวัยอิสระ อายุ 50 ปีขึ้นไป ทั้งนักเขียน ช่างภาพ และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ เข้ามาประจำการแทนใน The Cloud Golden Week ขอเรียกว่าเป็นการรวมพลังวัยอิสระมา ‘เล่าเรื่อง’ ในฉบับของตนเองผ่านสื่อดิจิทัลบนก้อนเมฆ เพราะเราเชื่อว่า ‘ประสบการณ์’ ของวัยอิสระคือเรื่องราวอันมีค่า เราเชื่อในศักยภาพของมนุษย์ อายุที่เพิ่มขึ้นเป็นเพียงตัวเลข ไม่ใช่ข้อจำกัดของการเรียนรู้

แคมเปญนี้เราร่วมกับ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) เพื่อส่งต่อแรงบันดาลใจให้วัยอิสระกล้ากระโจนเข้าหาประสบการณ์ใหม่ ๆ ออกมาพูดคุยกับเพื่อนวัยเดียวกัน พร้อมแบ่งปันเรื่องราวอันเปี่ยมด้วยคุณค่า เพื่อเติมฟืนไฟให้กาย-ใจสดใสร่าเริง

นี่เป็นครั้งแรกที่ทีมงาน The Cloud มีสมาชิกอายุรวมกันมากกว่า 1,300 ปี!

Writer

WARUMANU

นักเขียนสมัครเล่นในวัยที่ไม่ได้เล่น ๆ แล้ว เก็บตกผลพลอยได้จากวิถีเสพสุขเล็ก ๆ หลังเกษียณ มูฟวนบันเทิงแดนกิมจิ สู่การดูไปรีวิวไป ได้เติมสุขสนุกคลุกเคล้าคุณค่าเกินคำว่า Leisure อันยองทักทายกันได้ที่เพจมูฟวีข้ามวันซีรีส์ข้ามคืนนะคะ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load