สมัยเรียนมหาวิทยาลัย เคยมีชายแก่ปริศนาเดินเข้ามาทัก ป๋อง-กพล ทองพลับ ซึ่งกำลังเตะบอลโกลรูหนูกับเพื่อนว่า ต่อไปเขาจะต้องเกี่ยวข้องกับโลกของวิญญาณ

วันนั้นป๋องได้แต่หัวเราะ คิดว่าเป็นไปไม่ได้ เพราะเขาเป็นคนกลัวผีที่สุดในโลก

ใครจะเชื่อว่าไม่กี่ปีต่อมา คำทำนายนี้กลับเป็นจริง

ป๋อง-กพล ทองพลับ

ชื่อของเขากลายเป็นสิ่งแรกที่ทุกคนนึกถึงเมื่อพูดถึงเรื่องผี โดยเฉพาะ The Shock รายการวิทยุเล็กๆ ที่เขาบุกเบิกขึ้นตั้งแต่ 26 ปีก่อน ยังคงยืนหนึ่งในใจแฟนๆ ไม่เปลี่ยนแปลง แต่ละคืนมีผู้ฟังทางบ้านหลายสิบคนโทรศัพท์เข้ามาถ่ายทอดเรื่องเล่าสยองขวัญอย่างต่อเนื่อง บางเรื่องอย่างผีช่องแอร์ หรือยายสปีด ยังถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์อีกด้วย

เช่นเดียวกับกิจกรรมเดินสายสำรวจสถานที่สุดหลอนที่ขึ้นชื่อเรื่องความเฮี้ยน ทั้งบ้านร้าง โรงงานเก่า สุสาน ป่าช้า ซึ่งเขาเป็นคนจุดประกาย ก็กลายเป็นกระแสโด่งดังในหมู่วัยรุ่นใจกล้าที่ต้องการท้าความกลัว

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา ขอพาทุกคนไปพูดคุยกับกูรูเรื่องผีแห่งยุค ผู้ทำให้โลกลี้ลับใกล้ตัวเรากว่าที่คิด

ป๋อง-กพล ทองพลับ

01

ย้อนตำนาน..เส้นทางผี

…ข้าอยากได้เลือด เลือดดดด เลื้อดดดดด…”

เสียงร้องหวยโหยในเพลง ปอบผีฟ้า คือสัญญาณการเริ่มต้นช่วงเวลาแห่งความสยองขวัญ คนนอนดึกทั่วกรุง ต่างคลุมโปงเปิด FM96 Smile Radio 1 รอฟังประสบการณ์หลอนจากทางบ้านด้วยใจระทึก

ย้อนกลับไปเมื่อ พ.ศ. 2536 ดีเจช่วงไพรม์ไทม์อย่าง ป๋อง กพล ได้รับโจทย์จากผู้จัดการคลื่นวิทยุให้คิดรูปแบบรายการที่เหมาะกับเวลาเที่ยงคืนถึงตี 3 ครั้งแรกเขาคิดถึงเรื่องทะลึ่งตึงตัง แต่เรื่องพวกนี้เป็นของแสลงของวงการวิทยุ โดยเฉพาะยุคที่ กบว. ยังเข้มงวดมากๆ จึงเบนเข็มไปยังเรื่องผีสางและสิ่งเร้นลับแทน

ป๋อง-กพล ทองพลับ

ป๋องรู้ดีว่าคนไทยกับเรื่องผีเป็นของคู่กัน ต่อให้น่ากลัวแค่ไหนก็ยังชอบเสพชอบฟัง หนึ่งในนั้นคือตัวเขาเอง ซึ่งกลัวผีมาตั้งแต่จำความได้ แต่กลับไม่เคยพลาดชมละครเขย่าขวัญอย่าง กระสือ หรือ ปอบผีฟ้า เลยสักครั้ง หรือเวลาเพื่อนๆ ล้อมวงเล่าเรื่องผี ก็มักเห็นป๋องแทรกตัวเข้าไปเป็นหนึ่งในสมาชิกอยู่เสมอ

“ผมเชื่อเรื่องผีมาตั้งแต่เด็ก แต่เราไม่ได้เชื่อแบบซ้ายสุดหรือขวาสุด เชื่อแบบอยู่ตรงกลาง เพราะเราเติบโตมากับครอบครัวคนไทยร้อยเปอร์เซ็นต์ พ่อแม่เป็นคนต่างจังหวัด เวลาปิดเทอมก็จะถูกส่งไปอยู่กับปู่ย่าตายาย จึงซึมซับวิถีชีวิตของชาวบ้านซึ่งมีความเชื่อเรื่องเหล่านี้อยู่แล้ว และส่วนตัวก็สัมผัสกับเรื่องลี้ลับมาตลอด คือไม่ได้เจอแบบมานั่งคุยหรือนั่งแหกอกนะ แต่เรารู้สึกได้ว่าเหตุการณ์ ณ วันนั้นมันไม่ปกติ ไม่ใช่สิ่งที่คิดไปเอง”

อีกเหตุผลหนึ่งก็เพราะช่วงนั้นบนหน้าปัดวิทยุแทบไม่หลงเหลือรายการเล่าเรื่องผีเลย หลังหมดยุค ดึกๆ หมึกสีม่วง ของ อ๊อด-จักรกฤษ ศิลปชัย จึงถือเป็นโอกาสเหมาะที่จะสร้างรายการผีตามสไตล์ตัวเอง

The Shock ออนแอร์ครั้งแรกในชื่อ Smile Shock รูปแบบเหมือนรายการเพลงทั่วไป ยกเว้นชั่วโมงที่ 2 มีการเปิดสายให้ทางบ้านเข้ามาถ่ายทอดประสบการณ์หลอน โดยทุกครั้งก่อนเริ่มรายการ เขาจะเล่นเพลง ปอบผีฟ้า เวอร์ชัน ประภาศรี ศรีคำภา นำร่อง รวมทั้งใช้ซาวนด์ฝนตก ฟ้าร้อง หมาหอนสร้างบรรยากาศ และเชิญชวนให้ผู้ฟังดับไฟ หรือจุดเทียน 1 เล่มเพื่อเพิ่มอรรถรสการฟังให้น่ากลัวยิ่งขึ้น

เรื่องที่เล่าจะเน้นไปที่ประสบการณ์ของแต่ละคนเป็นหลัก โดยป๋องพยายามสร้างอารมณ์ให้เหมือนมานั่งคุยกัน ไม่มีการจับผิด หรือแสดงอาการว่าไม่เชื่อ แต่จะพยายามเสริมและคอยสรุปเป็นระยะ เพื่อให้ผู้เล่ามีสมาธิ ควบคุมทิศทางของเรื่องได้ รวมทั้งยังช่วยทำให้ผู้ฟังทางบ้านเห็นภาพตามไปด้วย

The Shock จากรายการวิทยุเล็กๆ สู่รายการกูรูเรื่องผีแห่งยุคที่ทำให้คนนอนดึกทั่วกรุงคลุมโปงรอฟัง

“ส่วนตัวแล้วเป็นคนเปิดใจ พอมีคนโทรเข้ามา ใจเราเชื่อไปแล้วครึ่งหนึ่ง เพราะถ้าไม่เชื่อเราจะมีกำแพง แล้วฟังไม่สนุกเลย ผมไม่เคยสนใจด้วยซ้ำว่าเรื่องที่เล่านั้นจริงหรือไม่ ก็เหมือนเราเข้าไปดูหนังผีในโรง แต่นี่คือคุณนั่งฟังเรื่องผีอยู่ที่บ้าน เราจึงสนุกไปกับจินตนาการ สนุกไปกับเรื่องเล่า แต่ถ้าเรื่องไหนสวิงสวายหรืออัศจรรย์พันลึกมากๆ ก็ไม่เป็นไร เพราะถ้าสนุกก็โอเค เหมือนดูหนังที่มันโอเวอร์แอคติ้งมากๆ เท่านั้นเอง

“แน่นอนว่าคนที่โทรศัพท์เข้ามามีทั้งเล่าดีบ้าง เล่าไม่รู้เรื่องบ้าง คละกันไป แต่เราก็ต้องพยายามคอนโทรลให้อยู่บนเส้นทางของเราให้ได้ เพราะความจริงแล้วเราทำหน้าที่เหมือนเป็นเทรนเนอร์มากกว่า เป็นเทรนเนอร์ที่บอกให้คนเล่าเรื่อง สู้นะ ลุยซิ เพื่อให้เขาวิ่งเข้าเส้นชัยไปพร้อมกับเรา

“แต่ยุคนั้นก็ไม่ได้มีแค่เรื่องน่ากลัวเท่านั้น เพราะแต่ก่อนดีเจไม่มีผู้ช่วย ต้องทำเองทุกอย่าง การสกรีนเรื่องก็ไม่มี เลยเจอเรื่องแปลกๆ อย่างผีแกงกะหรี่ไก่ ผีปลาช่อน ผีหมาดำ ผีโดราเอมอน ผีหมาดำคือโทรมาเล่าว่า ขับรถไปตอนกลางคืนแล้วมีผีหมาดำวิ่งตัดหน้า แล้วก็วางหูไปเลย ผีแกงกะหรี่ไก่คือพ่อแม่ไปงานศพ กลัวลูกจะหิวก็เลยแขวนแกงกะหรี่ไก่ไว้หน้าบ้าน เคาะเรียกลูกแล้วถุงตกลงมาแตก แกงกะหรี่ไก่ไหลเข้าบ้าน ลูกนึกว่าน้ำเหลือง เปิดมาเป็นแกงกะหรี่ไก่”

หลังออกอากาศได้ไม่นาน Smile Shock ก็กลายเป็นรายการยอดนิยมของคลื่น มีแฟนประจำเหนียวแน่น โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่น แต่ละคืนมีสายโทรศัพท์เข้ามาเล่าเรื่องไม่ขาดสาย บางคนเขียนจดหมายถ่ายทอดประสบการณ์ ส่งภาพถ่ายปริศนาที่ต้องสงสัยว่าอาจถ่ายติดวิญญาณ 

แต่สิ่งที่ทำให้รายการฉีกแนวและโดดเด่นกว่าใคร คือการเดินสายสำรวจบ้านผี

ช่วงแรกเขาใช้วิธีดึงเพื่อนดีเจไปร่วมทดสอบความกล้าตามสถานที่ต่างๆ ที่คนว่าเฮี้ยน เช่น สุสานวัดดอน บ้านร้างซอยรามคำแหง หรือหมู่บ้านอาถรรพ์ย่านวัชรพล แล้วก็โทรศัพท์กลับมารายงานความคืบหน้า มาตอนหลังที่เพื่อนๆ เริ่มไม่ว่าง จึงดึงตัวช่างประจำสถานีนาม โก้พริ้ว-วิวัฒน์ บุญญาภรณ์พิทยา เข้ามาเสริม ทำให้การรายงานมีสีสันและน่าติดตามมากขึ้น ซึ่งต่อมาโก้พริ้วผู้นี้ก็กลายมาเป็นบัดดี้ประจำตัวป๋องและ The Shock ถึงปัจจุบัน

“ถ้าให้ผมไปเอง ผมไม่ไปหรอก น่ากลัวจะตาย อยู่สถานีดีกว่า แล้วตอนนั้นเราเห็นโก้พริ้วมันเดินผ่านไปผ่านมา ก็รู้สึกว่าไอ้นี่ดูลูกทุ่งดี เวลาคุยแล้วดูจริงใจ เราเองก็อยากได้รายงานที่ดูจริงใจ เพราะทำรายการแบบนี้ เรารู้สึกว่าเสียงที่มันออกไปต้องทำให้คนฟังรู้สึกได้ว่ามันรู้สึกจริงว่ามันกลัวจริง ซึ่งโก้พริ้วมีตรงนี้อยู่ เลยทำให้คนฟังรู้สึกสนุกไปด้วยกัน

The Shock จากรายการวิทยุเล็กๆ สู่รายการกูรูเรื่องผีแห่งยุคที่ทำให้คนนอนดึกทั่วกรุงคลุมโปงรอฟัง

“พอทำไปสักระยะ เราก็รู้สึกว่าถ้าไปกันเองคนฟังจะหาว่าไปไม่จริง ก็เลยมานั่งคิดว่าชวนคนฟังไปด้วยดีกว่า พอประกาศก็มีคนสมัครเข้ามาเป็นพัน แต่เรารับได้แค่สี่ถึงห้าคน เพราะรถตู้คันหนึ่งนั่งได้แค่สิบคน จะขนรถบัสไปก็ไม่ไหว ไม่อยากสร้างความเดือดร้อนให้ใคร เลยเอาเฉพาะคนที่เป็นตัวแทน แต่ก็มีบางคนที่สมัครไม่ได้แล้วไปกันเอง ซึ่งเราไม่ส่งเสริมนะ เพราะหลายที่ค่อนข้างอันตราย อาจมีมิจฉาชีพแฝงอยู่ และปกติถ้าไปกับเราเราประสานกับเจ้าหน้าที่ตลอด หากเกิดเหตุอะไรขึ้นจะได้รู้ว่าอยู่ตรงไหน”

หลังออกอากาศได้ราว 2 ปีกว่าก็เกิดความเปลี่ยนแปลงภายใน Smile Radio ป๋องจึงโยกย้ายรายการไปออกอากาศทาง Boom Radio ในเครือ Media of Medias ที่คลื่น FM 90 แทน พร้อมเปลี่ยนชื่อรายการเป็น Nighty Shock

ยุค Boom Radio ถือเป็นยุคทองของรายการผีอย่างแท้จริง

“ยุคนู้นใครจะฟัง Nighty Shock บางทีต้องรวมตัวเป็นทีม เพราะสมัยก่อนไม่มีฟังแห้ง ถ้าจะฟังย้อนหลังต้องใช้วิธีอัดเทป คือถ้าคนแรกจะฟัง คนอื่นก็จะไปนอนก่อน ถ้าง่วงก็จะไปปลุกคนที่เหลือให้มาอัดต่อ”

หากถามว่าอะไรเป็นปัจจัยที่ทำให้รายการนี้ดังขึ้น ส่วนหนึ่งอาจเพราะกระแสความนิยมรายการผีเริ่มกลับมามากขึ้น ผ่านรายการโทรทัศน์ เช่น ชมรมขนหัวลุก เขย่าขวัญวันพุธ แต่อีกส่วนก็คงเป็นเพราะเรื่องที่เล่าในรายการน่ากลัวขึ้น อย่างสาวชุดดำ เรื่องเล่าคลาสสิกของสาวสองพี่น้องที่โบกเรียกแท็กซี่จากหน้าสถานบันเทิงให้ไปส่งหน้าวัดดังแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ และก่อนวกรถกลับ พบพวกเธอในสภาพตัวขาดครึ่งเนื่องจากรถไฟทับ ก็เกิดขึ้นที่นี่

ในยุค Nighty Shock ก่อนออกอากาศจะมีทีมงานเข้ามาช่วยคัดกรองเรื่องคร่าวๆ ก่อน จึงมั่นใจได้ว่าสายที่เข้าหน้าไมค์จะเล่าเรื่องผีแน่นอน และเรื่องนั้นไม่เกี่ยวข้องกับสถาบันหลักของชาติ ซึ่งเป็นประเด็นที่ป๋องให้ความสำคัญสูงสุด ที่สำคัญ วิธีนี้ยังช่วยละลายพฤติกรรมและลดความประหม่าของผู้ถ่ายทอด เวลาเล่าจริงๆ ได้อีกด้วย

นอกจากนี้ เขายังเสริมความน่าสนใจของรายการ ด้วยการจัดฉายภาพยนตร์รอบเที่ยงคืน หรือเปิดพื้นที่ส่วนหนึ่งของสถานีจัดแสดงภาพผี รวมถึงปั๊มเทปผีรวมเรื่องสยองขวัญ จัดพิมพ์พ็อกเก็ตบุ๊ก 90 Shock โดยสำนักพิมพ์หมึกจีน ผลิตรายการ Night Shock ออกอากาศทาง ททบ.5 และร่วมแสดงในภาพยนตร์ ไนน์ตี้ช็อคเตลิดเปิดโลง เมื่อ พ.ศ. 2540 ซึ่งทั้งหมดล้วนแต่ได้รับเสียงตอบรับอย่างล้นหลาม

“สิ่งที่เราทำเป็นเรื่องที่ย้อนแย้งมาก เพราะแทนที่จะเป็นรายการส่งให้คุณเข้านอน กลับเป็นรายการที่ไม่อยากให้คุณนอน จำได้ว่าเราจัดรายการกันที่ลาดพร้าว 101 ทุกคืนจะมีคนแห่มาดูเราจัดรายการคืนหนึ่งเป็นพัน แล้วตอนนั้นที่สถานีเป็นตัวอาคารสองชั้น ข้างล่างเป็นสตูดิโอ ข้างบนเป็นห้องจัดรายการ ข้างบนเราก็เอาภาพผีซึ่งยุคนั้นยังเป็นฟิล์มมาใส่กรอบแล้วให้แฟนรายการที่สนใจหรือไม่ได้ไปเดินสายได้ชม

“เช่นเดียวกับการฉายหนังรอบดึก เราก็เป็นเจ้าแรกที่ทำ เพราะมันสุ่มเสี่ยงต่อการที่จะไม่มีคนมาดูมาก แต่ด้วยความที่รายการเราพีคมาก ปรากฏว่าคนมากันแบบมืดฟ้ามัวดินจนเต็มโรง ต้องลงไปกราบขอโทษ เพราะไม่รู้จริงๆ ว่าจะมากันเยอะขนาดนี้ เลยไม่ได้ใช้วิธีสำรองที่นั่งไว้ก่อน” ป๋องสรุปความนิยมของรายการยุคนั้น

02

พลังผีคุ้มครอง

แต่ถึงรายการจะยอดฮิตมีแฟนคลับเหนียวแน่น ทว่าเส้นทางของ The Shock กลับไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ

ป๋องเปรียบตัวเองเหมือนนักฟุตบอลพเนจรที่ย้ายสโมสรตลอด เพราะหลังอยู่ Boom Radio ได้ 2 ปีกว่าคลื่นก็ปิดตัว ต้องย้ายมาวิทยุโจรสลัด Pirate Rock Radio แต่อยู่ไม่นานก็เกิดวิกฤตเศรษฐกิจจนต้องยุบคลื่น จนในที่สุดก็ลงเอยกับ Magic 98 Amazing Wave ในเครือ RS

แต่แล้วใน พ.ศ. 2542 ชีวิตของผู้ชายคนนี้ก็ถึงคราวพลิกผันครั้งใหญ่ เมื่อต้องออกจากงานกะทันหัน หลังเคว้งคว้างอยู่พักใหญ่ ต้อง-วีระเชษฐ์ ผ่องพรรณ ดีเจรุ่นพี่ ซึ่งเช่าเวลาวันเสาร์-อาทิตย์ตอนเที่ยงคืนอยู่ที่วิทยุ ททบ.5 FM94 ก็ชวนให้มาทำงานด้วย และที่นี่เองซึ่งกลายเป็นจุดเปลี่ยนของ The Shock ตลอดกาล

“ระหว่างคิดว่าจะไปสังกัดที่ไหนดี พี่ต้องก็มาชวนไปอยู่ด้วย ก็ไม่ได้มีรายได้หรือเงินเดือนหรอก อาศัยว่าขายโฆษณาได้ก็มาแบ่งกัน พอทำได้สักระยะหนึ่ง พี่ต้องจะไปเล่นการเมืองท้องถิ่น ก่อนไปก็บอกว่า ยังเหลือสัญญาอีกหนึ่งถึงสองเดือน ทำไปก่อนเถอะ ส่วนจะเอาต่อหรือเปล่าก็คุยกับทางสถานีแล้วกัน โดยตอนนั้นเราเปลี่ยนมาใช้ชื่อรายการเป็น The Shock แล้ว เพราะ พี่บอล (กิตติพัฒน์ ลิมพะสุต) จากรายการ ถามมาซิจ๊ะ…โดน บอกว่า เดี๋ยวไอ้นั่น Shock เดี๋ยวไอ้นี่ Shock มันหลาย Shock เหลือเกิน เลือกมาสักชื่อให้ชัดเจนไปเลยดีกว่า แล้วแกก็ตั้งชื่อ The Shock ให้

The Shock จากรายการวิทยุเล็กๆ สู่รายการกูรูเรื่องผีแห่งยุคที่ทำให้คนนอนดึกทั่วกรุงคลุมโปงรอฟัง

“จำได้ว่า วันที่ใกล้หมดสัญญา เราตัดสินใจพูดกับคนฟังตรงๆ ว่า รายการนี้จะหมดภายในสิ้นเดือน ถ้าใครอยากให้เราอยู่ต่อ หากมีสตางค์แล้วพร้อมสนับสนุนก็ยินดี คือมาถึงโค้งสุดท้ายแล้ว ไม่รู้อะไรจะเกิดขึ้นต่อไป โชคดีที่มีแฟนรายการที่เป็นเจ้าของธุรกิจยื่นมือมาช่วย ไม่ว่าจะเป็นแม่อ้อยจากโรงภาพยนตร์ SF บุญทวีสังฆภัณฑ์ หรือร้านอาหารญี่ปุ่นโคโซซูชิ ช่วยกันมาคนละนิดคนละหน่อย จนเราพอมีเงินไปจ่ายค่าเช่าเวลาเองได้”

การสนับสนุนของผู้ฟังในช่วงวิกฤตที่สุดทำให้ป๋องมีกำลังใจลุกขึ้นต่อสู้ โดยเขามาได้ห้องว่างบริเวณตลาด อตก. ราคาไม่แพงนัก เปิดร้านอาหารเล็กๆ ชื่อ ‘ข้าวต้มผี The Shock’ พร้อมนำคอนเซปต์รายการมาแปลงเป็นชื่อเมนูแปลกๆ อย่างหม้อไฟบรรลัยกัลป์ ออร์เดิร์ฟท่านยม หม้อดินแวมไพร์ โดยคิดว่าจะนำรายได้ไปช่วยจุนเจือรายการให้อยู่รอด

“วิธีคิดของเราตอนนั้นก็ใช้วิธีบวกลบคูณหารง่ายๆ เลย เช่นถ้าเราต้องจ่ายค่าเช่าเวลาหนึ่งร้อยบาท ค่าเบ็ดเตล็ดหนึ่งร้อยบาท ก็ต้องหาเงินให้เกินสองร้อยบาท ส่วนที่เหลือคือกำไร ถ้าไม่ถึงแสดงว่าเราขาดทุน ซึ่งถ้าเดือนไหนหาไม่ได้ เราก็เอาเงินจากกระเป๋าซ้าย คือเงินที่ทำร้านมาใส่กระเป๋าขวา

“ช่วงนั้นชีวิตเราเปลี่ยนมาก จากสมัยที่อยู่สังกัด พอสิ้นเดือนก็ได้เงินเลย ไม่ต้องสนใจหรือรับผิดชอบอะไร แต่พอทำเองต้องแบกทุกอย่าง ต้องคิดเยอะขึ้น ทำยังไงให้ได้เงินซึ่งยากมาก เราเองก็ต้องปรับตัว จากที่เป็นคนที่มีโลกส่วนตัวสูง ก็ต้องออกไปพบปะผู้คน เดชะบุญที่หลายคนโตมากับรายการนี้ก็ยื่นมือช่วยเหลือ”

ด้วยพลังผีคุ้มครอง บวกกับความพยายามแบบไม่ลดละ ในที่สุด The Shock ก็ประคองตัวได้ ท่ามกลางสมรภูมิวิทยุที่หนักหน่วง เนื่องจากบริษัทยักษ์ใหญ่ต่างพยายามยึดครองคลื่น จนรายการเล็กๆ แทบไม่เหลือ

The Shock จากรายการวิทยุเล็กๆ สู่รายการกูรูเรื่องผีแห่งยุคที่ทำให้คนนอนดึกทั่วกรุงคลุมโปงรอฟัง

ป๋องพยายามเสริมช่วงต่างๆ เข้าไปในรายการ นอกเหนือจากการเปิดสายเล่าเรื่องผี อาทิ The Shock ย้อนรอย ดาราพาสยอง เปิดแฟ้มตำนาน Shock และบันทึกเรื่องแปลก เพื่อเพิ่มความหลากหลาย เช่นเดียวกับช่วงเดินสายที่มีการนำกิจกรรมแปลกๆ ท้าทายความกลัวเข้ามาผสม เช่น เล่นผีถ้วยแก้ว ใส่เสื้อกลับตะเข็บ หรือตะโกนท้าทายดวงวิญญาณ รวมทั้งนำอุปกรณ์ตรวจจับพลังงานที่นำเข้าจากต่างประเทศ

แต่จุดที่ทำให้ป๋องเป็นที่รู้จักในวงกว้างที่สุด คือการได้รับเชิญไปเป็นพิธีกรภาคสนามช่วงลองของในรายการ มิติลี้ลับ ทางช่อง 7 สีร่วมกับ กิ๊ก-มยุริญ ผ่องผุดพันธ์ เมื่อ พ.ศ. 2543 โดยเขานำประสบการณ์และข้อมูลจากการทำ The Shock มาประยุกต์ จน มิติลี้ลับ กลายเป็นรายการผีที่โด่งดัง และยังช่วยขยายฐานผู้ฟังทางวิทยุอีกทางหนึ่งด้วย

มิติลี้ลับ เป็นรายการที่เล่นกับเวลาจริง ไม่ถ่ายหัวค่ำ เพราะกติกาที่วางไว้คือ ถ้าอยากให้ทำก็ต้องถ่ายดึก ถ่ายหัวค่ำไม่ได้ความรู้สึก ต้องเที่ยงคืนแล้วเลิกเช้าจริงๆ เทปแรกนี่ ผมปิดรายการตอนเช้าสว่างเลย ลองนึกภาพดูบ้านมืดๆ แต่เราก็ได้เห็นอะไรก็ไม่รู้ที่ดำความมืด เป็นรูปร่างคน แล้วตอนที่ปิดรายการก็มีคนเห็นใครไม่รู้อยู่ตรงหน้าต่าง ทั้งที่ข้างบนไม่มีใครเลย คือเราเจอมาทุกรูปแบบแล้ว”

และนี่คือเส้นทางแสนวิบากที่ผลักดันให้ป๋องพารายการวิทยุเล็กๆ หยัดยืนมาได้จนทุกวันนี้

03

เกิดมาเป็นดีเจ

“ผมเป็นผู้ชายที่ทำอะไรเป็นน้อยมาก ภาษาอังกฤษก็พูดไม่เป็น จบกรุงเทพคริสเตียนฯ แต่กลัวฝรั่ง มอเตอร์ไซค์ก็ขี่ไม่เป็น ว่ายน้ำก็ไม่เป็น ทำได้อย่างเดียวก็คือจัดรายการวิทยุ ซึ่งเป็นสิ่งที่รักและชอบมากที่สุด”

ป๋องเกิดและเติบโตในสลัมย่านสุทธิสาร ครอบครัวไม่ได้มีฐานะมากนัก พ่อเป็นฝ่ายทะเบียนของสถาบัน AIT ส่วนแม่ก็เป็นแม่บ้านธรรมดา ทั้งคู่จึงคาดหวังให้ลูกชายคนโตรับราชการเป็นปลัดอำเภอ เพื่อชีวิตภายภาคหน้าจะได้สุขสบาย แต่เด็กหนุ่มกลับเป็นคนเรียนไม่เก่งเลย ทุกวันจะขลุกตัวอยู่ชั้นบน โดยบอกพ่อแม่ว่าอ่านหนังสือเรียน แต่ความจริงคื อ่านหนังสือบอล หนังสือโป๊ เล่นเกมทอยลูกเต๋าที่ประดิษฐ์ขึ้นเอง และฟังรายการวิทยุ

“เราถูกหล่อเลี้ยงมากับสิ่งนี้ตลอด ทุกคืนจะต้องเปิดวิทยุฟัง พอได้ยินเสียงดีเจ เราจะรู้สึกว่าเขามีความสุขจังเลย ได้พูดได้เปิดเพลง มันเป็นแรงบันดาลให้รู้สึกอยากเป็นแบบนี้บ้าง ที่สำคัญ ผมรู้ตัวดีว่าเป็นคนหน้าตาไม่ดี ฟันก็เหยิน ตัวก็เตี้ย แต่เสียงที่ออกจากวิทยุ ไม่จำเป็นต้องใช้หน้าตา ใช้แค่เสียงก็พอ ก็ยิ่งตอกย้ำว่าอาชีพนี้เหมาะกับเรา

“จำได้ว่าสมัยเด็กบ้ามาก จัดรายการให้เพื่อนฟังอยู่หลังห้อง ‘สวัสดีครับ วันนี้อยากฟังเพลงอะไรเป็นพิเศษ’ เพื่อนก็จะบอกชื่อเพลง เราก็ได้ครับ เดี๋ยวจัดให้หนึ่งบทเพลง เจ้าสาวที่กลัวฝน แล้วก็ร้องเอง กีตาร์ก็เล่นไม่เป็น แต่เราอยากเล่น”

ป๋อง-กพล ทองพลับ

ป๋องเรียนรู้เทคนิคการจัดรายการวิทยุแบบครูพักลักจำ ประโยคไหนเด็ดก็จดไว้ ด้วยความหวังว่าต่อไปจะมีโอกาสได้พูดแบบนี้ได้บ้าง

แต่ทุกอย่างไม่ใช่เรื่องง่าย หลังจบมัธยมศึกษา เขาเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพ แต่แทนที่จะเลือกนิเทศศาสตร์ กลับไปเข้าคณะบริหารธุรกิจ ซึ่งมีแต่วิชาที่ไม่ถนัด ไม่ทันไรก็ถูกคัดชื่อออก ต้องย้ายมาที่มหาวิทยาลัยรามคำแหงแทน แต่เรียนได้ 2 ปีเศษ คุณพ่อก็ป่วยเป็นโรคไตวาย ทำงานต่อไม่ได้ ภาระทั้งหมดจึงตกอยู่ที่ป๋อง

เขาตัดสินใจหยุดเรียนและหางานทำ โดยเริ่มจากเป็นฝ่ายโปรดักชันคอยแบกกล้องแบกสายวิ่งตาม จากนั้นก็ขยับมาเป็นผู้ช่วยเขียนสคริปต์ ครีเอทีฟคิดสปอตโฆษณา และฝ่ายหาจัดหาสถานที่ถ่ายทำมิวสิกวิดีโอของ RS

แต่ฝันหนึ่งที่ไม่เคยทิ้งเลยคือ การเป็นดีเจวิทยุ

สมัยนั้นคนที่เป็นผู้จัดรายการวิทยุได้ต้องมีใบผู้ประกาศ ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างคณะนิเทศศาสตร์หรือคณะวารสารศาสตร์ก็จะส่งรายชื่อบัณฑิตที่เรียนจบไปสอบที่กรมประชาสัมพันธ์ แต่เนื่องจากไม่ได้เรียนมาสายนี้โดยตรง วิธีเดียวที่ป๋องทำได้ คือพาตัวเองไปเป็นสมาชิกชมรมนักจัดรายการวิทยุโทรทัศน์

“ตอนนั้นรอเรียกอยู่ปีกว่า ในที่สุดก็ถึงคิว แต่ด้วยความงี่เง่าของตัวเอง พอมีโอกาสแล้วไม่ยอมทำให้ดีตั้งแต่แรก ครั้งแรกเมาไปสอบ เพราะมีบอลจตุรมิตร เราก็เชียร์เสียงดังแหกปาก กินเหล้า ไปนอนบ้านเพื่อน พอสะดุ้งตื่นมาเหมือนในหนังเลย วันนี้สอบ น้ำไม่ได้อาบก็ไปเลย ปรากฏว่าโดนเรียกคนแรกเพราะเขาเรียงชื่อตามตัวอักษร ตอนสอบก็สะมะกึกสะมะกัก เสียงแหบเสียงแห้ง ร เรือ ล ลิง ไม่ได้เลย ก็ไม่ผ่าน ครั้งนั้นไม่ได้โทษใครเลย บอกตัวเองว่า กูผิดเอง กูไม่ดี กูทำไม่ได้

“แต่คงเพราะเป็นนักกีฬามาตั้งแต่เด็ก ชีวิตคือการแข่งขัน ต้องเอาตัวรอดให้ได้ พอนัดรอบสองก็บอกตัวเองว่าต้องคว้าให้ได้ เลยตัดสินใจออกวิ่ง ช่วงนั้น Rocky กำลังดัง Eye Of The Tiger ฟังแล้วคึกมาก วิ่งรอบหมู่บ้าน ใส่ฮู้ดเหมือน Rocky เลย อ่านหนังสือดังๆ ไม่สูบบุหรี่ ไม่ดื่มเหล้า คราวนี้สอบได้ ผ่านหมด ได้คนแรกเลย รุ่นนั้นมีได้สองคน ซึ่งพอได้ใบผู้ประกาศก็เหมือนเราได้อาชีพเพิ่ม จัดรายการวิทยุหรือเป็นดีเจได้แล้ว”

The Shock จากรายการวิทยุเล็กๆ สู่รายการกูรูเรื่องผีแห่งยุคที่ทำให้คนนอนดึกทั่วกรุงคลุมโปงรอฟัง

ป๋องเริ่มต้นชีวิตดีเจในฐานะลูกน้อง หน่อย-นงเยาว์ โอภาส ที่สตูดิโอไนท์ จากนั้นก็มาช่วย อ๊อด-จักรกฤษ ศิลปชัย ทำรายการ ดึกๆ หมึกสีม่วง ก่อนมาประจำการที่ Smile Radio และสร้างตำนาน The Shock เช่นทุกวันนี้

ตลอดการเป็นดีเจ ป๋องเจอแรงปะทะมานับครั้งไม่ถ้วน หลายคนมองว่ารายการที่ทำนั้นไร้สาระ บางคนโจมตีว่าเป็นพวกหากินกับผี แน่นอนว่าเขารู้สึกไม่พอใจ แต่เมื่อมองย้อนกลับไปจึงตระหนักว่าเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องเผชิญ

“เราต้องเข้าใจก่อนว่าไม่มีทางที่คนตรงหน้าทุกคนจะรักเราหมด อาจมีสักแปดสิบคนที่รักเรา กับยี่สิบคนที่ไม่ชอบเราเลย เพราะฉะนั้น ผมจึงไม่ซีเรียส ถึงใครจะว่าเราก็ตาม เพราะสิ่งที่เราทำไม่ใช่เรื่องเลวร้าย บางมุมอาจมองว่าไร้สาระ แต่วันก่อนเพิ่งคุยกับพ่อว่าเรื่องผีมีไว้เถอะ อย่างน้อยก็ช่วยเบรกคน ก่อนที่จะทำชั่ว ทำเลว ให้ฉุกคิดสักนิด

“ความรู้สึกนี้มีมาตั้งแต่เริ่มทำรายการ เราอยากเป็นตัวเบรกให้คนที่คิดจะทำไม่ดี รู้ว่ามีบาป มีกรรม มีนรก มีขึ้นสวรรค์ สิ่งเหล่านี้มันแฝงอยู่ในเรื่องเล่า เพียงแต่เราจะเลือกเสพมุมไหน แรกๆ ก็รู้สึกเหมือนกันว่าด่ากันจังว่ารายการไร้สาระ คำว่าสาระหรือไร้สาระวัดกันตรงไหน มีไม้บรรทัดวัดเหรอ มันใช้ความรู้สึกวัดใช่ไหม เมื่อใช้ความรู้สึกวัด ถ้าเปิดใจรับกับสิ่งต่างๆ ที่เข้ามา คุณจะรู้ว่าเรื่องเหล่านี้มีสาระอยู่ ในความที่ไม่มีสาระนั่นแหละ”

The Shock จากรายการวิทยุเล็กๆ สู่รายการกูรูเรื่องผีแห่งยุคที่ทำให้คนนอนดึกทั่วกรุงคลุมโปงรอฟัง

เกือบ 3 ทศวรรษของการทำหน้าที่ตรงนี้ ป๋องไม่เคยปันใจจากการเป็นดีเจเลย เขายังคงสนุกและมีไฟในการทำงานเสมอ แม้ทุกวันนี้งานบนหน้าจอโทรทัศน์จะมากขึ้นเรื่อยๆ หรือกระแสความนิยมของสื่อวิทยุจะซบเซาลงไปก็ตาม

“ในวัยห้าสิบสาม เอาจริงๆ ผมไม่ต้องทำก็ได้ แต่เรารู้สึกว่านี่เป็นสิ่งที่ชอบ สิ่งที่รัก เป็นภารกิจที่ต้องรับผิดชอบ เราโตมากับวิทยุ กรีดเลือดมาออกมาก็เป็นคนวิทยุ ครั้งหนึ่งเคยนั่งเปรียบเทียบสื่อทั้งหมด วิทยุเงินน้อยสุด จัดมาเกือบสามสิบปี ค่าจัดนี่ชั่วโมงยังไม่ถึงพันเลย ทำอย่างอื่นได้เงินเยอะกว่า เหนื่อยก็เหนื่อย เพลียก็เพลีย แต่เรามีความสุข บางทีถ่ายรายการ คนอวดผี เสร็จสี่ทุ่ม ถ้าเป็นคนอื่นเข้าบ้านเลยนะ แต่เรายอมขับรถมาจัดรายการเพื่อสตางค์ไม่กี่ร้อย”

เพราะสำหรับเขาแล้ว วิทยุก็คือตัวตนและชีวิตของผู้ชายที่ชื่อ กพล ทองพลับ นั่นเอง

04

The Shock’ Never Die

คงไม่ผิดหากจะบอกว่า The Shock คือหนึ่งในสัญลักษณ์ความสำเร็จของสื่อวิทยุที่มีบทบาทและอิทธิพลทางความคิดของผู้คนมากมายหลากช่วงวัย และยังคงส่งต่อความสุขผ่านเรื่องราวน่าสะพรึงกลัวเป็นประจำทุกคืนทางสถานีวิทยุ FM 101 RR One

“แฟนของ The Shock เปลี่ยนไปเรื่อยๆ คนยุคโน้นที่ฟังเราก็แก่เฒ่าหมดแล้ว บางคนเป็นพ่อแม่ มีลูกมีเต้าหมดแล้ว เด็กรุ่นใหม่ที่โตขึ้นมาก็มาฟังบ้างเหมือนกัน เราเองก็พยายามปรับตัวให้ทันยุคทันสมัย อย่างตอนนี้ก็มีรายการใหม่ๆ เกิดขึ้นเต็มไปหมด แต่เราถือว่าไม่ได้แข่งกับใคร เราแข่งกับตัวเอง และยังสนุกกับมันเหมือนเดิมเท่าที่มีเรี่ยวแรงทำ”

ป๋องบอกว่า ความหวังเดียวของเขาที่มีต่อ The Shock คือทำให้รายการยังอยู่บนหน้าปัดได้นานที่สุด แม้ว่าวันนี้ค่าใช้จ่ายต่างๆ ค่อนข้างสูง โดยเฉพาะค่าเช่าสถานี สวนทางกับผู้ฟังทางวิทยุที่นับวันมีแต่น้อยลง เพราะหลายคนก็ฟังออนไลน์ผ่านทางช่องยูทูบ The Shock 13 หรือก็ฟังย้อนหลังไปเลย

ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะเขายังยึดติดกับสื่อวิทยุ แต่อีกมุมที่สำคัญไม่แพ้กันคือ การรักษาพื้นที่ตรงนี้ไว้ก็ไม่ต่างจากการตอบแทนบุญคุณผู้ฟังที่ให้เกียรติและสนับสนุนรายการเล็กๆ นี้มานานเกือบ 30 ปี

ป๋อง-กพล ทองพลับ

“เราน่าจะเป็นรายการหนึ่งที่อยู่นานที่สุดแล้วล่ะ แต่หากถามว่าคิดจะเติบโตไหม ก็ตอบได้เลยว่าไม่คิด เพราะรายการแบบนี้ไม่ได้เป็นรายการที่มีสาระ ไม่มีทางจะได้รางวัลหรอก เราแค่คิดว่าทำยังไงให้อยู่กับเรานานเท่านานได้ ซึ่งคนสำคัญที่อยากขอบคุณที่สุดก็คือคนฟัง ต่อให้เขาจะเล่าสนุกไม่สนุก เล่ารู้เรื่องไม่รู้เรื่อง สำหรับผมไม่ใช่ปัญหาเลย แค่เขาโทรเข้ามาก็ถือว่าให้เกียรติแล้ว นับเป็นเรื่องน่าปีติ”

ด้วยเหตุนี้ป๋องจึงพยายามผลักดันน้องรุ่นใหม่ๆ ให้เข้ามาแสดงบทบาทหน้าไมค์ เสริมทัพของ The Shock ให้แข็งแกร่งขึ้น สมาชิกหลายคนอยู่กับเขามานับสิบปี ทั้ง โก้พริ้ว, เก่ง-ยิ่งยศ สวัสดิ์วงศ์ชัย หรือ ขวัญ-ไพโรจน์ ดำมินเศก

สิ่งหนึ่งที่เขามักย้ำกับทีมงานเสมอ คือต้องจริงใจกับผู้ฟัง เนื่องจากวิทยุเป็นศาสตร์ที่ว่าด้วยเสียง เพียงแค่ได้พูดออกไป คนฟังก็สัมผัสได้ทันทีว่าดีเจคนนี้เป็นอย่างไร และที่สำคัญ ต้องไม่ลืมหน้าที่ของดีเจที่ต้องทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด ต่อให้เหลือคนฟังแค่เพียงคนเดียวก็ตาม

ตลอด 26 ปีของ The Shock ไม่มีใครรู้ว่าปลายทางของตำนานบทนี้จะเป็นเช่นไร แต่สำหรับป๋องแล้ว สิ่งที่ได้รับกลับมา ไม่ว่าจะชื่อเสียง เงินทอง ความรัก ความผูกพันที่แฟนๆ มอบให้ก็นับเป็นชีวิตที่เกินคุ้มแล้ว และเขาก็ขอยืนยันที่จะทำหน้าที่ต่อไป ตราบใดที่ยังมีแรงใจและแรงกายเช่นนี้

“เวลามองกระจก ผมมักคุยกับตัวเองว่า ‘มึงโชคดีนะไอ้ป๋องที่มาถึงตรงนี้’ แล้วจริงๆ ชีวิตเราจะอยู่ได้สักกี่ปี เต็มที่ให้ไม่เกินหกสิบห้าก็ไปแล้ว แต่ผมก็มีความสุข เพราะถือว่าทำเต็มที่แล้ว ผมเคยบอกน้องๆ ว่า ถ้าวันหนึ่งกูตายไป หากมึงจะหยุดหรือทำต่อก็ได้นะ แต่พี่คงไม่หยุด เพราะนี่คือสิ่งที่เรารัก และทำให้เรามีวันนี้ได้” ป๋องทิ้งท้ายพร้อมเสียงหัวเราะ

สถานที่ถ่ายทำ : ร้านข้าวต้มผี The Shock

ขอบคุณ : คุณวิวัฒน์ บุญญาภรณ์พิทยา 


ข้อมูลประกอบการเรียบเรียง

สัมภาษณ์คุณกพล ทองพลับ วันที่ 22 ตุลาคม 2562

หนังสือธุรกิจศพ : เจาะลึกเรื่องจริงในธุรกิจความตาย โดยศราวุธ เอี่ยมเซียม เวิร์คพอยท์สำนักพิมพ์

วิทยานิพนธ์ เรื่องลี้ลับในรายการวิทยุ โทรทัศน์และโทรศัพท์ โดย สุทธิรักษ์ วินิจสร คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย- นิตยสารมุงหลังคา ปีที่ 1 ฉบับที่ 1 กุมภาพันธ์ 2554

Writer & Photographer

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา

เพจเล่าเรื่องที่เชื่อว่าคนธรรมดาทุกคนต่างมีความเป็นยอดมนุษย์อยู่ในตัว

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา

เรื่องของผู้อยู่เบื้องหลังงานดีๆ ที่กลายเป็นปรากฏการณ์ในสังคมไทย

“…ไม่เข้าตามตรอก ไม่ออกตามประตู…”

กว่า 16 ปีแล้วที่คนไทยคุ้นเคยกับประโยคนี้ของรายการวาไรตี้ยอดนิยม ‘ตีท้ายครัว’

และแน่นอน สิ่งที่หลายคนนึกตามทันที ก็คือความสนุกสนานของเหล่าบรรดาพิธีกร หนุ่ม-โอ๋-อาร์ต-มดดำ ที่ต่างยิงมุกใส่กันแบบไม่ยั้ง ถึงขั้นที่หลายคนบอกว่า แค่ดูพิธีกรอย่างเดียวก็เกินคุ้มแล้ว

ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่รายการโทรทัศน์รายการหนึ่งจะกุมหัวใจผู้ชมได้ยาวนานเช่นนี้ จนกลายเป็นกิจวัตรของหลาย ๆ บ้านที่พอถึงวันอาทิตย์ เวลาบ่าย 2 โมง 15 นาที ก็ต้องเปิดช่อง 3HD พร้อมรอชมว่า แก๊งพิธีกรจะพาผู้ชมไปลัดเลาะเยี่ยมบ้านคนดังคนไหน

เพื่อค้นหาว่าอะไรคือสาเหตุที่ทำให้ ตีท้ายครัว กลายเป็นตำนาน ยอดมนุษย์..คนธรรมดา จึงชักชวน จ๋า-ยศสินี ณ นคร หนึ่งในทีมผู้จัด มาร่วมเปิดบ้าน ‘เงาะถอดรูป’ กันแบบทุกซอกทุกมุม แล้วคุณจะรู้จัก ตีท้ายครัว มากกว่าที่คิด

16 ปี ‘ตีท้ายครัว’ รายการเยี่ยมบ้านนอกกรอบที่ไม่เข้าตามตรอก ไม่ออกตามประตู
01

ปฏิบัติการเงาะถอดรูป

ย้อนกลับไปเมื่อ พ.ศ. 2548 เป็นยุคที่วงการโทรทัศน์ไทยเฟื่องฟูและแข่งขันกันอย่างดุเดือด เกิดผู้ผลิตรายใหม่ ๆ เต็มไปหมด

หนึ่งในนั้นคือ บริษัท เงาะถอดรูป จำกัด ซึ่งมีที่มาจากกลุ่มผู้ผลิตละครของไทยทีวีสีช่อง 3 จำนวน 7 คน คือ ต้น-ณฐนนท์ ชลลัมพี, นก-จริยา จริยา แอนโฟเน, ดุ๊ก-ภาณุเดช วัฒนสุชาติ, จ๋า-ยศสินี ณ นคร, แอ๊น-ทิพย์ธิดา ศรัทธาทิพย์ ฯลฯ โดยได้รับเวลาจากทางสถานีทุกวันอาทิตย์ เวลา 14.45 น.

เดิมทีเวลานี้เคยเป็นของรายการ ทไวไลท์โชว์ มาก่อน แต่ต่อมารายการโยกย้ายไปออกอากาศทาง ITV ช่อง 3 จึงพยายามหารายการใหม่มาทดแทน ทว่าก็ยังไม่มีรายการที่ลงตัวสักที

16 ปี ‘ตีท้ายครัว’ รายการเยี่ยมบ้านนอกกรอบที่ไม่เข้าตามตรอก ไม่ออกตามประตู

ประวิทย์ มาลีนนท์ นายใหญ่ของช่อง 3 เวลานั้น อยากให้โอกาสคนในช่องได้เติบโตบ้าง จึงเกิดการชักชวนต่อ ๆ กันในกลุ่มผู้จัดละคร เริ่มตั้งแต่ ต้น ซึ่งเป็นผู้จัดละครของค่ายชลลัมพี ซึ่งชักชวน ดุ๊ก ที่คุ้นเคยกันมานาน เพราะนอกจากเป็นนักแสดงแล้ว ในขณะนั้นดุ๊กยังทำงานเบื้องหลังเป็นโค้ชการแสดงและดูแลโปรดักชันให้กับค่ายชลลัมพี

ต่อมาต้นก็เริ่มชวนแอ๊น ซึ่งนักเขียนบทมือเก๋านามปากกา ‘ปราณประมูล’ และร่วมงานกับชลลัมพีมาเป็นสิบปี ส่วนดุ๊กก็ชวน จ๋า ซึ่งเป็นลูกสาวของ มยุรฉัตร เหมือนประสิทธิเวช จ๋าเพิ่งกลับมาเมืองไทย และช่วยคุณแม่ดูแลเรื่องการผลิตละคร จากนั้นก็มีการชวนกันไปมาจนกระทั่งได้ทีมที่สมบูรณ์

“จ๋ากับพี่ดุ๊กสนิทกันตั้งแต่สมัยจ๋าเรียนแล้ว ตอนอยู่ที่อเมริกา พี่ดุ๊กก็มาเยี่ยมตลอด แล้วพี่ดุ๊กก็สนิทกับพี่ต้นซึ่งเป็นผู้จัดละครอยู่ช่อง 3 เหมือนกัน แต่ตอนนั้นจ๋ากับพี่ต้นยังไม่รู้จักกัน พอกลับมาจากอเมริกา พี่ดุ๊กก็มาชวนบอกว่า จ๋า พี่ต้นเขาชวนพี่ทำรายการ อยากชวนจ๋ามาทำด้วยกัน”

ครั้งนั้นสิ่งที่พวกเขาสนใจอยากทำคือ รายการประเภท Makeover หรือรายการแปลงโฉมสิ่งต่าง ๆ ทั้งคน อาหาร สถานที่ ซึ่งเป็นรูปแบบรายการที่กำลังเติบโตในเมืองนอกอย่างมาก แต่ในเมืองไทยยังไม่มีใครเคยทำมาก่อน จึงนำไอเดียนี้มาผลิตจนเกิดเป็น ‘เงาะถอดรูป’ รายการที่เปรียบเสมือนเจ้าเงาะที่ถอดรูปออกมาเป็นสังข์ทองรูปงาม

“ตอนนั้นคิดเยอะมากเลยว่าอยากทำรายการอะไร คุณประวิทย์นั่นแหละที่บอกว่า ถ้าจ๋าบอกผมว่า อยากทำรายการอะไร แล้วพูดชื่อรายการที่มีอยู่แล้ว 5 รายการได้ จ๋าไม่ต้องทำ เพราะคุณจะไม่ได้เป็น Top 5 พอดีตอนนั้นจ๋าจบด้านอาหารก็อยากทำรายการด้านนี้ ส่วนพี่ดุ๊กอยากทำรายการ Makeover เราก็เลยนำคอนเซ็ปต์มารวมกัน โดยนำเสนอการ Makeover 3 อย่าง โดยจ๋าดูแลเรื่องอาหาร พี่ดุ๊กดูแลเรื่องตกแต่งบ้าน และพี่นกดูแลเรื่องเสื้อผ้าหน้าผมต่าง ๆ ให้แขกรับเชิญ”

16 ปี ‘ตีท้ายครัว’ รายการเยี่ยมบ้านนอกกรอบที่ไม่เข้าตามตรอก ไม่ออกตามประตู

เงาะถอดรูป ออกอากาศครั้งแรกเมื่อวันอาทิตย์ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2548 โดยพวกเขาได้ไปช่วยแปลงโฉม ป้าทองร้อย สุภาลี แม่ค้าขายส้มตำข้างเวทีมวยลุมพินี พร้อมทำเซอร์ไพรส์ให้ ลุงสังวาล สามีพาไปดินเนอร์ร้านดัง

แม้จะคร่ำหวอดในวงการละครมานาน แต่สำหรับรายการทีวีนั้นถือเป็นเรื่องใหม่ของทีมงาน จ๋าจำได้ดีว่า เทปแรกพวกเขาใช้ฟุตเทจถึง 21 ม้วนเทป เพราะไม่รู้ว่าควรถ่ายมามากน้อยเพียงใด ถึงจะพอดีกับระยะเวลาการออกอากาศครึ่งชั่วโมง

“เราต้องแบ่งทีมเป็น 3 ทีม ตามพี่ดุ๊กทีมหนึ่ง ตามพี่นกทีมหนึ่ง ตามจ๋าอีกหนึ่ง ซึ่งของเราจะใช้เวลาประมาณ 2 วันถึงถ่ายเสร็จ เพราะอาหารนั้นไม่ได้ยุ่งยากมาก หรือพี่นกก็ทำได้ภายใน 1 วัน แต่อย่างพี่ดุ๊กเนี่ยเราต้องใช้ดำเนินงานเต็มที่ 7 วันเลย เพราะต้องลงพื้นที่ไปปรับปรุงสถานที่จริง ๆ”

แต่ถึงจะเหนื่อยเพียงใด สิ่งที่ได้รับกลับมากลับเปี่ยมไปด้วยคุณค่า โดยเฉพาะคำขอบคุณจากผู้คนที่พวกเขาช่วยเหลือ เนื่องจากแต่ละสัปดาห์จะมีจดหมายจากทางบ้านหลั่งไหลเข้ามาขอความช่วยเหลือ 

กรณีหนึ่งที่โด่งดังมากในโลกออนไลน์ คือ ตอนที่พวกเขาช่วยปรับปรุงร้านหอยทอดเจ้าเด็ดที่อุดมสุข ซึ่งสภาพร้านทรุดโทรมอย่างมาก พวกเขาจึงเข้าไปช่วยยกเครื่องร้านใหม่หมด ตั้งแต่ทาสีโต๊ะ ขัดตู้เย็น ทาสีผนัง ติดแชนเดอเลียร์ ไปจนถึงทำป้ายร้าน จนกลายเป็นร้านที่สวยงาม และมีลูกค้าเข้ามารับประทานเต็มไปหมด หรืออย่างบางบ้านที่มีลูกป่วยติดเตียง อยากให้ทีมงานช่วยตกแต่งบ้านให้ใหม่ พวกเขาก็ต้องประสานไปยังโรงพยาบาลให้ช่วยรับตัวผู้ป่วยชั่วคราว ก่อนจะเข้าไปจัดการแปลงโฉมบ้าน

สำหรับทีมผู้จัดงานแล้ว เงาะถอดรูป คือห้องเรียนที่ทำให้พวกเขาเข้าใจการทำรายการวาไรตี้อย่างถ่องแท้ และกลายเป็นพื้นฐานสำคัญในการผลิตรายการต่อ ๆ ไป

“ตอนนั้นเรามีคนรับผิดชอบทุกอย่างเลย ยกเว้นฝ่ายขาย ซึ่งถือเป็นจุดอ่อน เราก็ต้องเรียนรู้วิธีไปคุยกับเอเจนซี่ ต้องมีสติ พูดชื่อสินค้าให้ถูก”

16 ปี ‘ตีท้ายครัว’ รายการเยี่ยมบ้านนอกกรอบที่ไม่เข้าตามตรอก ไม่ออกตามประตู

แต่ไม่มีงานเลี้ยงใดที่ไม่เลิกรา หลังทำมาได้เกือบปี นายใหญ่ของช่อง 3 ในเวลานั้นก็อดถามทีมงานด้วยความเป็นห่วงไม่ได้ว่า ยังทำกันไหวหรือเปล่า

“คุณประวิทย์ถามว่ากำไรเท่าไหร่ ถ้าไม่ถึง 200,000 บาท คุณมาเอาจากผม เอาเวลาคืนมา แล้วคุณไปทำอย่างอื่นเพราะมันไม่คุ้ม แล้วมันก็ถึงจุดที่เรามองหน้ากันว่า เราทำแบบนี้ได้จริง ๆ เหรอ เพราะทุกคนก็มีภาระอื่นหมดเลย คือเราต้องฝึกทำงานที่ไม่ต้องหนักมาก แต่เลี้ยงตัวเราได้บ้าง อีกอย่างคือ รายการแบบนี้มันมีจุดอิ่มตัว เราจะ Makeover กันไปได้สักแค่ไหน”

หลังออกอากาศมาได้ 40 กว่าเทป พวกเขาทั้ง 7 คนก็ตัดสินใจปิดฉาก เงาะถอดรูป โดยหุ้นส่วนบางคนขอถอนตัวออกไป จนเหลือเพียง 3 คน คือ ดุ๊ก ต้น และจ๋า ที่ยังคงจับมือทำรายการด้วยกันต่อไป

02

เปิดบ้านตีท้ายครัว

เมื่อ เงาะถอดรูป ต้องปิดตัว แต่ ดุ๊ก ต้น และจ๋า ยังมีไฟอยากผลิตรายการโทรทัศน์อยู่ พวกเขาจึงต้องพยายามหาโจทย์ใหม่ ๆ ที่ทำได้ไม่ยาก แต่ฉีกแนวจากรายการทั้งหมดที่มีอยู่ในท้องตลาด

พอดีช่วงนั้นกระแสปาปารัสซีกำลังเติบโตสุดขีด นิตยสารแอบถ่าย ขายข่าวฉาวดาราวางแผงกันเกลื่อน ในฐานะที่คลุกคลีกับคนในวงการมายามานาน ทั้งสามรู้สึกว่าควรทำรายการที่เผยให้เห็นมุมน่ารัก หรือเรื่องดี ๆ ของเพื่อนร่วมอาชีพบ้าง และหากมีข่าวไม่ดีเกิดขึ้น ก็มาใช้พื้นที่รายการแก้ข่าวได้

ระหว่างที่ปรึกษากำลังหารืออยู่นั้น ก็มีคนเสนอไอเดียว่า น่าจะทำรายการเยี่ยมบ้าน โดยแทนที่พาไปดูว่าบ้านหลังนี้มีอะไรบ้าง ก็เปลี่ยนมานำเสนอบรรยากาศสบาย ๆ เหมือนเพื่อนฝูงมาเจอกัน และเน้นความเป็นกันเองให้มากที่สุด ซึ่งปรากฏว่าที่ประชุมเห็นตรงกัน

นั่นเองที่กลายเป็นจุดเริ่มต้นของ ‘ตีท้ายครัว’ รายการที่มาพร้อมกับสโลแกนสุดแหวก ‘ไม่เข้าตามตรอก ไม่ออกตามประตู’ 

“สมัยนั้นรายการแบบ ตีท้ายครัว ไม่ค่อยมี ส่วนใหญ่จะมาแนวจริงจังแบบ สวัสดีครับ นี่เป็นบ้านของคุณคนนี้นะครับ นี่คือห้องรับแขก คือเหมือนแขกไปเยี่ยมบ้าน แล้วทุกอย่างเป็นทางการหมดเลย แต่ของเราไม่ทำอย่างนั้น เราถือว่านี่คือเพื่อน เราต้องการไปใช้ชีวิตกับคุณ ไปดูว่าคุณกินอยู่หลับนอนอย่างไร แล้วเราไม่ต้องการให้รายการมีแบบแผนอะไรทั้งนั้น อะไรที่เป็นกฎเกณฑ์ เราพร้อมฉีกได้หมด”

16 ปี ‘ตีท้ายครัว’ รายการเยี่ยมบ้านนอกกรอบที่ไม่เข้าตามตรอก ไม่ออกตามประตู

เนื้อหาของรายการแบ่งออกเป็น 4 ช่วงคือ ‘ลัดเลาะรอบบ้าน’ เป็นการเกริ่นนำสถานที่และแขกรับเชิญ ‘ย่องเบาเข้าไปบ้าน’ เป็นช่วงที่แขกรับเชิญพาสำรวจรอบบ้าน ‘ตีท้ายครัว’ นำเสนอเรื่องราวความสัมพันธ์ในครอบครัว บางทีก็มีการทำอาหารร่วมกัน และ ‘แอบแทงข้างหลัง’ เป็นการเชิญบุคคลใกล้ชิดมาเซอร์ไพรส์แขกรับเชิญ และพูดคุยเรื่องส่วนตัวที่คนอาจไม่เคยรู้มาก่อน แต่ถึงอย่างนั้นทุกอย่างก็ปรับเปลี่ยนเพิ่มเติมได้ตลอดตามความเหมาะสม

เมื่อได้รูปแบบรายการคร่าว ๆ ก็มาถึงโจทย์ใหญ่อย่างพิธีกร ซึ่งพวกเขาอยากได้คนที่สนุกสนาน เฮฮา อารมณ์ดี และน่าจะสร้างบรรยากาศที่ผ่อนคลายให้แขกรับเชิญได้ โดยคู่แรกที่นำเสนอขึ้นมาก่อนคือ หนุ่ม-กรรชัย กำเนิดพลอย และ โอ๋-ภัคจีรา วรรณสุทธิ์ ซึ่งเวลานั้นทั้งคู่กำลังโด่งดังสุดขีดในฐานะคู่สองของละครเรื่อง อุ้มรัก รองจาก เคน-ธีรเดช วงศ์พัวพันธ์ และ แอน ทองประสม การได้ทั้งคู่มาร่วมงาน จึงเท่ากับช่วยต่อยอดกระแสนิยมให้ช่องโดยปริยาย

จากนั้นก็มีการเสนอ กอล์ฟ-เบญจพล เชยอรุณ นักแสดงอารมณ์ดี และ อาร์ต-พลังธรรม กล่อมทองสุข ซึ่งความจริงแล้วเป็นนักแสดงที่สนุกสนาน เพียงแต่คนทั่วไปอาจจะไม่เคยสัมผัสด้านนี้มาก่อน

16 ปี ‘ตีท้ายครัว’ รายการเยี่ยมบ้านนอกกรอบที่ไม่เข้าตามตรอก ไม่ออกตามประตู

“ชื่อพี่กอล์ฟมาจากการที่พี่ต้นอยากให้มีคนที่สนุกสนาน ตลก พูดเก่ง ๆ มาช่วยห่อหุ้มรายการ เพราะโอ๋เคยเป็นแต่พิธีกรรายการสคริปต์ ส่วนพี่หนุ่มก็เหมือนกัน แต่นี่มันคือพิธีกรสนามเลยจริง ๆ คือไปแบบต้องใช้สกิลล์พิธีกรเยอะ เราก็รู้สึกว่าพี่กอล์ฟจะช่วยได้เยอะ ขณะที่พี่อาร์ตก็จะเป็นคนคอยตบ และหากต้องมีการแสดง พี่อาร์ตจะเป็นคนทำ เพราะพี่อาร์ตร้องเพลงได้ เต้นได้ เล่นลิเกได้ รวมถึงพูดสปอนเซอร์ต่าง ๆ ได้อย่างน่าเชื่อถือ” 

หลังนำเสนอรูปแบบรายการต่อสถานี ตีท้ายครัว ก็ได้รับการอนุมัติทันที โดยเทปแรกออกอากาศ ในวันอาทิตย์ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2549 ด้วยการพาไปพูดคุยกับคู่รักนักแสดง นก-ฉัตรชัย และ นก-สินจัย เปล่งพานิช ซึ่งแทบไม่เคยเปิดบ้านให้รายการไหนมาก่อน

แน่นอนการที่ผู้คนในวงการบันเทิงจะยินยอมเปิดบ้านของตัวเอง ไม่ใช่เรื่องที่ใคร ๆ ก็ทำได้ หากต้องมาจากความไว้วางใจและความรู้สึกสบายใจเป็นสำคัญ ซึ่งต้องยอมรับว่าผู้จัดรายการทั้งสามมีข้อได้เปรียบ เพราะคลุกคลีและคุ้นเคยกับเหล่านักแสดงมายาวนาน

“เวลาติดต่อแขกเราก็ติดต่อเองนะ เพราะพอเป็นเราโทรเอง คุยเอง แขกจะรู้สึกสบายใจกว่า พี่ หนูอยากรบกวนหน่อย ตีท้ายครัวบ้านได้ไหม ถามตรง ๆ เลยแต่เราก็จะแบบ ถ้ายังไม่พร้อม เขาก็จะบอก แต่ถ้าเขาโอเค แต่มีข้อจำกัด เช่น ไม่ถ่ายห้องนอนได้ไหม ขอแค่ตรงนี้แล้วกัน ก็ไม่เป็นไร เราเข้าใจข้อจำกัดของทุกคน อีกอย่างคือด้วยความที่เราเป็นผู้จัดละคร แขกรับเชิญจึงค่อนข้างมั่นใจว่า เราจะไม่นำเสนอเรื่องไม่ดีของเขาแน่นอน เพราะเรามีหน้าที่ดูแลนักแสดงอยู่แล้ว”

หากสิ่งสำคัญยิ่งกว่าที่ช่วยให้รายการมีสีสันและเสน่ห์ คือบรรยากาศที่ดูสนุกและเป็นกันเอง

16 ปี ‘ตีท้ายครัว’ รายการเยี่ยมบ้านนอกกรอบที่ไม่เข้าตามตรอก ไม่ออกตามประตู

สังเกตได้ตั้งแต่การเปิดรายการ ซึ่งไม่ได้เข้าตามตามตรอกออกตามประตูจริง ๆ เช่น บางทีบ้านนี้ห้องน้ำสวย รายการก็เปิดที่ห้องน้ำ หรือบ้านนี้ตู้เสื้อผ้าดี พิธีกรก็ออกมาจากตู้เสื้อผ้า อย่างเทปแรก พวกเขาเปิดรายการโดยให้เหล่าพิธีกรทำตัวเหมือนปีนรั้วเข้ามาในบ้าน แล้วไปทักทาย นก สินจัย กับลูกชายที่กำลังช่วยกันทำสวนอยู่ด้านหน้า

 แน่นอน เบื้องหลังนั้นมาจากการทำการบ้านอย่างหนักของทีมผู้จัดและทีมงานโปรดักชัน อย่าง ที-เรค เอ็นเตอร์เทนเมนท์ จำกัด ซึ่งแต่ละสัปดาห์จะต้องมานั่งประชุมกันเพื่อวางแผน วางโครงสร้างสคริปต์คร่าว ๆ ว่า พิธีกรควรดำเนินรายการไปในทิศทางไหน นำข้อมูลอะไรมาตัวชูโรงได้บ้าง และแขกเซอร์ไพรส์ควรเป็นใคร จะเข้ามาเติมความสนุกของการพูดคุยได้อย่างไร

“เราไม่ได้เขียนคำถามชัดเจน แต่เราจะบอกว่า ช่วงนี้อยากฟังเรื่องนี้จากคนนี้ จากนั้นก็อาศัยความลื่นไหลของพิธีกรกับบรรยากาศหน้างานเป็นหลัก ซึ่งข้อดีคือนักแสดงส่วนใหญ่มักจะสนิทกับพิธีกรสักคน 1 ใน 4 คนนี่ล่ะ ทำให้ดูเป็นธรรมชาติ หากวิเคราะห์ดูรายการเรามีความเรียล มีความเป็นออนไลน์ตั้งแต่ไหนแต่ไร เราไม่ใช่รายการเปิดบ้านแบบ Traditional แต่เป็นวาไรตี้ที่แปลก ณ วันนั้น อย่างพิธีกรบางทีก็หลับ จำได้ช่วงที่ไปบ้าน พี่เอ-อนันต์ บุนนาค กับ อ้น-ศรีพรรณ ชื่นชมบูรณ์ พี่หนุ่มนั่งหลับ พี่เอต้องบอกว่า หนุ่มฟังกูหน่อย หรือบางทีคนนี้มาช้า ก็ไม่เป็นไร ถ่ายกันไปก่อน จนแขกรับเชิญงง เข้ามาตอนไหน

16 ปี ‘ตีท้ายครัว’ รายการเยี่ยมบ้านนอกกรอบที่ไม่เข้าตามตรอก ไม่ออกตามประตู

“แต่ถึงอย่างนั้น เราก็จะวางบทบาทของพิธีกรแต่ละคนไว้ประมาณหนึ่ง เช่น พี่กอล์ฟกับโอ๋มีหน้าที่คุยกับแขกรับเชิญเป็นหลัก พี่อาร์ตเป็นคนคอยตบ ส่วนพี่หนุ่มก็จะไปรื้อบ้าน ไปวุ่นวายกับบ้านเขา เปิดลิ้นชัก ค้นนั่นค้นนี่ เพราะพี่หนุ่มเขาเป็นคนมีนะดี อย่างเวลาทำอะไร ถามอะไรคนไม่ค่อยโกรธ แต่แน่นอนทั้งหมดนี้เราต้องบรีฟกับแขกรับเชิญด้วย เพื่อให้เขาสะดวกใจที่สุด”

แต่ใช่ว่าทุกอย่างจะง่ายดายไปเสียหมด หลายครั้งทีมผู้จัดต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ไม่เป็นใจ ตั้งแต่เรื่องคิวการถ่ายทำ ซึ่งปีแรก ๆ นั้นต้องหมุนไปตามความสะดวกของแขกรับเชิญ หรือในช่วงต้น ๆ ที่พิธีกรบางคนยังไม่คุ้นเคยกัน จึงต้องอาศัยระยะเวลาเรียนรู้และปรับเปลี่ยน จนกว่าเคมีต่าง ๆ จะเริ่มลงตัว

16 ปี ‘ตีท้ายครัว’ รายการเยี่ยมบ้านนอกกรอบที่ไม่เข้าตามตรอก ไม่ออกตามประตู
16 ปี ‘ตีท้ายครัว’ รายการเยี่ยมบ้านนอกกรอบที่ไม่เข้าตามตรอก ไม่ออกตามประตู

“ถึงพิธีกรบางคนจะสนิทกันมาก่อน เช่นพี่หนุ่มกับพี่กอล์ฟ แต่ช่วงแรก ๆ ก็ช็อตเหมือนกัน แล้วไม่ใช่แค่พิธีกรนะ รายการเองก็ช็อตเงินด้วย คือเราไม่สามารถจ่ายเงินให้พิธีกรไปด้วยกันทั้ง 4 คนได้ เพราะฉะนั้นเทปแรก ๆ ก็ต้องใช้วิธีสลับกันไป ซึ่งบางทีก็มีปัญหาเหมือนกัน เช่นเทปพี่กอล์ฟกับพี่อาร์ต เพราะพี่กอล์ฟจะไม่ปล่อยให้มีช่วง Dead Air เลย พี่อาร์ตก็พูดไม่ทัน หรือเทปที่โอ๋ไปกับพี่อาร์ตไปด้วยกันก็จะเงียบ ๆ หน่อย เพราะวันนั้นทั้งคู่ประสบการณ์ยังไม่เชี่ยวมาก ก็ต้องอาศัยการปรับตัว หรือบางทีพิธีกรก็งอแง อยากไปด้วยกัน 4 คนสนุกกว่า ซึ่งก็ต้องใช้เวลาอีกสักพักเลย กว่าจะมีตังค์ให้ไปครบได้”

ที่สำคัญ นอกจากไปเยี่ยมบ้านดาราแล้ว ตีท้ายครัว ยังสรรหาความแปลกใหม่มานำเสนออยู่เสมอ

บางทีพวกเขาก็ตามกองถ่ายละครไปต่างประเทศ หรือเมื่อครั้งที่ช่อง 3 ทำโครงการ The Album อยากบอกต้องออกเทป นำผู้ประกาศและนักแสดงในสังกัดมาฝึกร้องเพลงออกอัลบั้ม ก็ไปเฝ้าติดตามบรรยากาศการทำงานอย่างใกล้ชิด หรือแม้แต่บุคคลที่ในเวลานั้นไม่ได้เป็นนักแสดงเต็มตัว แต่น่าสนใจ และพอเป็นที่รู้จักของสาธารณชน เช่น อ.ยิ่งศักดิ์ จงเลิศเจษฎาวงศ์ พวกเขาก็ยังบุกไปเยี่ยมบ้าน ซึ่งนอกจากความสนุกแล้ว ผู้ชมได้เห็นแง่มุมส่วนตัวที่ไม่เคยเปิดเผยที่ไหนมาก่อนของกูรูอาหารผู้นี้อีกด้วย

ด้วยความพยายามเรียนรู้และเข้าใจรสนิยมผู้ชมอยู่ตลอด จึงไม่แปลกเลยว่า ทำไมรายการที่ดูไม่ซับซ้อนแบบ ตีท้ายครัว จึงโดดเด่นและขึ้นเป็นแถวหน้าของรายการวาไรตี้ที่ครองใจผู้ชมได้อย่างรวดเร็ว

03

ไม่หวั่นแม้วันมามาก

ความเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องธรรมชาติ แต่สิ่งสำคัญคือการรับมือกับความเปลี่ยนอย่างไรต่างหาก

หลังออกอากาศไปได้ 3 ปี กอล์ฟตัดสินใจขอลาออกจากการเป็นพิธีกร เนื่องจากคิวว่างที่ไม่ตรงกัน บวกกับเวลานั้นต้องการทุ่มเทเวลาให้กับการทำเพลงในโปรเจกต์ Be My Guest

ถึงจะเข้าใจดีถึงความจำเป็น แต่สำหรับทีมผู้จัดยอมรับว่า เรื่องนี้กระทบใจพอสมควร เพราะทุกคนอยู่กันเหมือนเป็นครอบครัว ระหว่างนั้นเอง หนุ่มจึงเสนอได้เสนอพิธีกรคนใหม่ที่จะมาแทน นั่นคือ มดดำ-คชาภา ตันเจริญ ซึ่งเวลานั้นกำลังโด่งดังจากรายการวิทยุที่ชื่อ ‘แฉแต่เช้า’

16 ปี ‘ตีท้ายครัว’ รายการเยี่ยมบ้านนอกกรอบที่ไม่เข้าตามตรอก ไม่ออกตามประตู
เคาะประตู ‘เงาะถอดรูป’ พูดคุยกับ ‘จ๋า-ยศสินี ณ นคร’ ถึง ‘ตีท้ายครัว’ รายการเยี่ยมบ้านที่ไม่เคยหยุดพัฒนาตัวเองตลอด 16 ปี

แม้ทีมผู้จัดทั้ง 3 คนไม่เคยรู้จักมดดำมาก่อน แถมดุ๊กยังเคยบอกว่า ช่วงแรกรู้สึกกลัวมดดำด้วยซ้ำไป เพราะดูเป็นคนแรง ๆ แต่เมื่อได้พูดคุยและลองทำงานด้วยก็สัมผัสได้ว่า มดดำเป็นคนให้เกียรติ ตั้งใจทำงาน และมักจะถามทีมผู้จัดอยู่เสมอว่า ทำดีพอแล้วหรือยัง

“มดดำเขาไม่ใช่คนช่อง 3 แบบโอ๋ พี่อาร์ต หรือพี่หนุ่ม ซึ่งมีกรอบบางอย่างว่า เราซนได้ประมาณหนึ่ง นำเสนอหรือด่ากันได้ประมาณ แต่มดดำมาจาก GMM ซึ่งเป็นช่องที่เด็กกว่าเรา เขาจะมีความเปิดบางอย่างมากกว่า อีกอย่างคือมดดำเป็นคนตรงไปตรงมา ผัวะๆๆ เลย ซึ่งช่วงแรกเราก็กังวลเหมือนกันว่า จะเข้ากันได้ไหม แต่สุดท้ายกลายเป็นว่าความต่างบางอย่างมันเต็มเติมเข้ามาในงาน พอเริ่มคุ้นเคยก็กลายเป็นพอดี โดยเฉพาะมดดำกับพี่หนุ่ม คือต่อให้วันนั้นแขกรับเชิญไม่สนุก แต่คนเปิดมา ดูพิธีกรตีกันก่อนก็สนุกแล้ว และถ้าแขกรับเชิญเกิดถูกใจ ก็ถือเป็นกำไรไป”

เคาะประตู ‘เงาะถอดรูป’ พูดคุยกับ ‘จ๋า-ยศสินี ณ นคร’ ถึง ‘ตีท้ายครัว’ รายการเยี่ยมบ้านที่ไม่เคยหยุดพัฒนาตัวเองตลอด 16 ปี

จากความลงตัวนี่เอง ส่งผลให้พิธีกร 4 คน หนุ่ม-โอ๋-อาร์ต-มดดำ กลายเป็นภาพจำที่อยู่คู่กับ ตีท้ายครัว มาถึงปัจจุบัน หลายคนสนุกกับการได้เห็น พวกเขามาเถียงกัน ตีกัน ด่ากันบ้าง ต่อให้บางครั้ง จะคุยกันเสียงดัง ดูเหมือนไม่ฟังกัน ก็ไม่เป็นไร เพราะสิ่งที่โอบล้อมรายการอยู่นั้นคือ ความบันเทิง

“มันเป็นอารมณ์ที่เราอยากได้ ความสด ความ Reality นั่นคือความตั้งใจ จะว่าไปแล้วสมัยนี้พวกโซเชียลต่าง ๆ ที่คนนิยมก็เพราะว่าความจริง ความ Reality เราว่าเราน่าจะทำก่อน เพียงแต่ว่าเราทำกับทีวี เพราะฉะนั้น อะไรที่จริงแล้วเราก็ตัดออกอากาศ คุณอยากจะโทรศัพท์เราก็ตัดให้เห็น ถามว่ามันผิดไหม เราว่ามันไปบ้านเพื่อน เรารู้สึกอย่างนั้น” ดุ๊กเคยกล่าวว่าในรายการ ตีท้ายครัว

แต่ถึงอย่างนั้น ก็ใช่ว่าทีมผู้จัดจะละเลยเสียงวิพากษ์วิจารณ์ที่เข้ามา เพราะหลายอย่างก็เป็นเรื่องที่ควรปรับปรุงให้ดีขึ้นจริง ๆ เช่น บางเทปที่แย่งกันพูดจนน่าเวียนหัว หรือแขกรับเชิญยังไม่ทันตอบคำถาม ก็ไปเรื่องอื่นแล้ว ซึ่งบางครั้งก็ต้องแก้ปัญหาโดยใช้เทคนิคการตัดต่อ หรือหรี่เสียงไมโครโฟน แต่หากไม่ไหวจริง ๆ ผู้จัดก็ต้องเป็นฝ่ายออกโรงมาควบคุมพิธีกรถึงหน้ากล้องเลย

ที่สำคัญ ทุกอย่างปรับเปลี่ยนได้หมด แม้จะอยู่หน้างานแล้วก็ตาม อย่างเช่นเทปที่รายการไปตีท้ายครัว รศ.ดร.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร

เคาะประตู ‘เงาะถอดรูป’ พูดคุยกับ ‘จ๋า-ยศสินี ณ นคร’ ถึง ‘ตีท้ายครัว’ รายการเยี่ยมบ้านที่ไม่เคยหยุดพัฒนาตัวเองตลอด 16 ปี
เคาะประตู ‘เงาะถอดรูป’ พูดคุยกับ ‘จ๋า-ยศสินี ณ นคร’ ถึง ‘ตีท้ายครัว’ รายการเยี่ยมบ้านที่ไม่เคยหยุดพัฒนาตัวเองตลอด 16 ปี

ครั้งแรกเลยอาจารย์ชัชชาติยินดีไปร่วมรายการ แต่ไม่สะดวกให้ถ่ายทำที่บ้าน ทีมงานจึงต้องลองหาไอเดียที่แตกต่าง เช่น ไปถ่ายที่ศาลาว่าการกรุงเทพฯ สนามหลวง หรือตลาดรถไฟดีไหม เพราะทุกที่ในกรุงเทพฯ ก็เหมือนบ้านของผู้ว่าฯ จนกระทั่งตอนหลังก็เลยขอถ่ายสนามหน้าบ้าน จากนั้นถึงค่อยย้ายไปถ่ายที่ร้านพี่สาวของอาจารย์ชัชชาติแทน ซึ่งทีมงานได้รับอนุญาต

จนกระทั่งในวันถ่ายทำ ก็ได้พบกับคุณแม่ของอาจารย์ชัชชาติ ซึ่งเป็นตัวแปรที่สำคัญสุด เพราะ หลังจากทีมงานเข้าไปสวัสดีพูดคุย ปรากฏว่าทางคุณแม่อนุญาตให้ถ่ายทำในบ้านได้ ทีมงานจึงเปลี่ยนแผนกะทันหัน ซึ่งต่อมาเทปนี้ก็กลายเป็นตอนยอดนิยมที่มีผู้ชมใน YouTube ถึง 2 ล้านครั้งเลยทีเดียว

ประสบการณ์ในการทำรายการมายาวนาน ทำให้ทีมผู้จัดได้เรียนรู้ และเข้าใจวิธีการทำงานที่เป็นมืออาชีพยิ่งหาก หากเกิดปัญหาใด ๆ การสื่อสารแบบตรงไปตรงมาคือทางออกที่ดีที่สุด

อย่างเมื่อ พ.ศ. 2559 ทีมผู้จัดเริ่มรู้สึกว่า รายการ ตีท้ายครัว กำลังตกร่องเดิม ไม่ว่าจะเป็นทีมผู้จัด ทีมโปรดักชัน หรือแม้แต่พิธีกร ทุกอย่างย่ำอยู่กับที่ ตั้งแต่การเลือกแขกรับเชิญ วิธีเล่าเรื่อง การตั้งคำถาม วิธีตัดต่อ วิธีทำกราฟิก แถมเรตติ้งรายการก็เริ่มลดลงเรื่อย ๆ

เพื่อแก้ปัญหานี้ ทีมผู้จัดจึงตัดสินใจหาทีมโปรดักชัน คือ เต็มถัง สตูดิโอ เข้ามาเสริม ทำให้ ตีท้ายครัว กลายเป็นรายการที่มีทีมผู้ผลิต 2 ทีมสลับกัน ซึ่งข้อดีคือ มีการเปรียบเทียบกันเองอยู่ตลอด เพื่อให้รายการมีสีสันและเกิดไอเดียใหม่ ๆ ตลอดเวลา

“สิ่งสำคัญคือต้องรู้ตัวให้เร็วแล้วก็ยอมรับ จำได้ว่าตอนนั้นเราจับเข่าคุยกัน บอกว่ารายการเราอยู่มานานขนาดนี้ ยอมรับมาเถอะว่า มันเป็นหม้อข้าวหม้อน้ำของทุกคน ทุกคนได้ประโยชน์จากสิ่งนี้ ตราบใดที่รายการยังอยู่ พวกเราก็อยู่ด้วย แต่ถ้าเราเอาแค่อีโก้ แล้วปล่อยรายการค่อย ๆ ไหลตาย เราก็ตายไปด้วย

“สิ่งที่เราทำได้คือ ลดอีโก้แล้วทำอะไรก็ได้ เพื่อให้เกิดสิ่งที่ดีที่สุด ซึ่งต้องขอบคุณทีมงานที่เปิดใจ แล้วยอมทำไปด้วยกัน เพราโจทย์ที่เราหยดลงไปมันไม่ง่าย ขอทีมงาน 2 ทีม ใครจะยอม เขาไม่เดินออกไปก็บุญหัวแค่ไหนแล้ว แต่เขายอมทำงานด้วยกัน 2 ทีมจนถึงทุกวันนี้ เพื่อให้รายการยังไปต่อได้”

เคาะประตู ‘เงาะถอดรูป’ พูดคุยกับ ‘จ๋า-ยศสินี ณ นคร’ ถึง ‘ตีท้ายครัว’ รายการเยี่ยมบ้านที่ไม่เคยหยุดพัฒนาตัวเองตลอด 16 ปี
เคาะประตู ‘เงาะถอดรูป’ พูดคุยกับ ‘จ๋า-ยศสินี ณ นคร’ ถึง ‘ตีท้ายครัว’ รายการเยี่ยมบ้านที่ไม่เคยหยุดพัฒนาตัวเองตลอด 16 ปี

สำหรับทีมผู้จัดทั้ง 3 คนแล้ว พวกเขาคิดเสมอว่าทุกวิกฤตคือโอกาสของการเรียนรู้สิ่งใหม่ และเราต้องอยู่ให้ได้ ต่อให้เกิดปัญหาใด ๆ เข้ามา อย่างช่วงที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 สวรรคต รายการบันเทิงทุกรายการต้องงดออกอากาศ แต่ ตีท้ายครัว เป็นรายการเพียงไม่กี่รายการที่ออกอากาศอย่างต่อเนื่อง

“เราน่าจะเป็นไม่กี่รายการที่ออกอากาศปกติ ตอนนั้นเราก็ปรับทุกอย่าง ทั้งโทนสี พิธีกร แขกรับเชิญ หรือเรื่องที่นำเสนอให้เข้ากับสถานการณ์ แล้วตอนนั้นไม่มีสปอนเซอร์ด้วย เราก็คุยกับทีมงานว่าจะทำไหม ถ้าทำต้องลดค่าผลิตให้พี่ได้หรือเปล่า แล้วถ้าทุกอย่างกลับมาเป็นปกติ เราค่อยกลับไปเหมือนเดิม ซึ่งทีมงานก็ยินดี เพราะไม่มีใครอยากให้ตีท้ายครัวหายไปจากหน้าจอ”

เช่นเดียวกับ ในช่วงที่หนุ่มตัดสินใจเข้ามาปรึกษาทีมงานตรง ๆ ว่าขอพัก เพราะเริ่มไม่เห็นตัวเองในรายการบันเทิง หลังจากเปลี่ยนไปทางสายข่าว ซึ่งทีมผู้จัดก็เข้าใจดี

“สิบกว่าปีนี้ถือเป็นการเดินทางในช่วงชีวิตที่ยาวนานมาก เป้าหมายชีวิตของแต่ละคนย่อมเปลี่ยนไป อย่างพี่หนุ่มเป็นคนที่เคยไม่ออกจากบ้านเลยปีหนึ่ง แล้วออกมาเล่นละคร แล้วเขาก็พุ่งกับการเล่นละคร แล้วเขาก็ไปเป็นพิธีกร เขาก็เริ่มเบาละครเพื่อไปเป็นพิธีกร แล้ววันหนึ่งเมื่อเขาเริ่มเป็นคนข่าว เขาพุ่งเป้าทีละอย่าง เราเข้าใจธรรมชาติพี่หนุ่ม โอเคพี่หนุ่มไม่เป็นไร ถ้าวันนี้พี่หนุ่มไม่เห็นตัวเองตรงนี้ พี่หนุ่มไปเลย ยังไงเราอยู่ด้วยกัน เราเป็นเพื่อนกัน แล้วถ้าวันไหนว่าง นึกอยากกลับมาวันไหนก็กลับได้

“คนอื่นก็เหมือนกัน อย่างโอ๋ในช่วงลูกเล็ก ลูกไปโรงเรียน ก็มีการพูดคุยเหมือนกันว่าจะทำต่อได้ไหม ซึ่งเราก็พยายามคุยกันในทุกมิติ เอาแค่ได้หรือเปล่า สัปดาหนึ่งขอแค่ 2 ชั่วโมงไหม พยายามตกลงในทุกจุด เพื่อให้ได้ทางออกที่ดีที่สุด จนทุกวันนี้ทุกคนรู้สึกเหมือนไม่ได้มาทำงาน แต่มาหาเพื่อน เพื่อนเป็น Safe Zone ที่รู้สึกสบายใจ หลังจากที่เจออะไรเครียด ๆ มาเยอะ”

โดยในระหว่างที่หนุ่มขอพักอยู่นั้น ทีมเงาะถอดรูปก็ใช้โอกาสนี้ ทดลองอะไรใหม่ ๆ อย่างเช่นการปรับวัยของรายการ ด้วยการเชิญพิธีกรที่เด็กมากขึ้นมาร่วมงาน มาคอยทำหน้าที่บางอย่างที่พิธีกรหลักทำไม่ได้ เช่น ค้นข้าวของ เล่นมุก แซวแขกรับเชิญ เพื่อคืนความสดใสวัยรุ่นให้กลับมาสู่รายการ หรือแขกรับเชิญบางคนที่ทีมผู้จัดพิจารณาแล้วว่า น่าจะรู้สึกสบายใจมากกว่า หากได้คุยกับคนที่คุ้นเคย ก็เชิญคนนั้นมาเป็นพิธีกร เช่นตอนของ มาดามแป้ง-นวลพรรณ ล่ำซ่ำ และ ใหม่-ดาวิกา โฮร์เน่ ก็ได้ ป๋อมแป๋ม-นิติ ชัยชิตาทร มารับหน้าที่ดำเนินรายการอีกคนหนึ่ง

หากแต่ช่วงที่ท้าทายมากที่สุด คงหนีไม่พ้นตอนที่โควิด-19 เริ่มระบาด เพราะจากเดิมที่เคยวางคิวงานยาวเหยียดกลายเป็นเหลือศูนย์ เพราะไม่มีใครสะดวกให้ไปเยี่ยมบ้าน เวลานั้นหลายรายการต้องหยุดออกอากาศหรือเปลี่ยนมาเป็นรีรันแทน แต่ ตีท้ายครัว ไม่หยุด และพยายามหาวิธีการทำงานใหม่ ๆ

ในเวลานั้น จ๋าได้เห็นตัวอย่างของรายการเกาหลีที่ใช้วิธีส่งกล้องไปให้ดาราถึงที่บ้าน แล้วให้เขาถ่ายกลับมา ซึ่งวิธีนี้น่าจะนำมาทดลองใช้กับตีท้ายครัวได้ โดยให้ดารานำกล่องไปถ่ายบรรยากาศในบ้าน ถ่ายกิจวัตรของตัวเอง ให้พิธีกรนั่งดูและสัมภาษณ์ทางออนไลน์ ซึ่งส่วนใหญ่คนที่มามักเป็นนักแสดงรุ่นใหม่ที่เข้าใจการทำงานแบบนี้ เช่น กองทัพ พีค, อิน-สาริน รณเกียรติ, มีน-พีรวิชญ์ อรรถชิตสถาพร รวมไปถึง เคน-ธีรเดช วงศ์พัวพันธ์ ซึ่งแม้เรตติ้งอาจจะเทียบไม่ได้กับช่วงปกติ แต่ก็ยังสะท้อนให้เห็นว่ารายการไม่ได้หายไปไหน

เคาะประตู ‘เงาะถอดรูป’ พูดคุยกับ ‘จ๋า-ยศสินี ณ นคร’ ถึง ‘ตีท้ายครัว’ รายการเยี่ยมบ้านที่ไม่เคยหยุดพัฒนาตัวเองตลอด 16 ปี

“คำหนึ่งที่มักจะผุดขึ้นในที่ประชุมตลอดคือ เราต้องการการเล่าเรื่องแบบใหม่ ซึ่งเราจะปรับหรือเปลี่ยนรายการดี แต่จ๋ามองว่ากว่าที่เราจะขึ้นรายการมาเป็นตำนานไม่ใช่เรื่องง่าย ขึ้นรายการใหม่ไม่ยากหรอก แต่จะทำยังไงให้ขึ้นมาเป็นที่จดจำแบบ ตีท้ายครัว เพราะฉะนั้น ทำไมเราต้องไปเกิดใหม่ เราแค่เปลี่ยนข้างใน ทำให้มันสนุกอยู่ตลอด

“พอมาถึงจุดที่เกิดโควิด เราก็บอกทุกคนเลยว่า ใครอยากเปลี่ยนอะไร เปลี่ยนแบบไหน เปลี่ยนเลย ขอฟอร์แมตใหม่ ๆ ให้พี่หน่อย พี่มีความคิดนี้ พวกคุณทำได้ไหม ซึ่งพอเปลี่ยนแล้วเวิร์กไม่เวิร์กไม่รู้ แต่เราได้ลงมือทำ ถ้าพลาดหรือล้ม เราก็ไม่เจ็บมาก ถ้าเวิร์กเราก็ต่อยอดได้ แต่ถ้าไม่เราก็เปลี่ยนกลับมา แล้วจะได้รู้ว่าสิ่งที่มีอยู่นั้นมันมีคุณค่ามากเพียงใด”

04

เติบโตไปด้วยกัน

ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่รายการโทรทัศน์รายการหนึ่งจะหยัดยืนคู่วงการมานานถึงปีที่ 17

สำหรับทีมผู้จัดแล้ว พวกเขาไม่เคยอิ่มตัวหรืออยากเลิกทำรายการเลย ทั้งหมดยังคงสนุกที่ได้ท้าทายทำสิ่งใหม่ ๆ อยู่ตลอดเวลา หากแต่การอยู่มานานไม่ได้เป็นหลักประกันว่า ตีท้ายครัว จะอยู่ได้เสมอไป เพราะฉะนั้น คนทำงานจะต้องไม่ตกร่องความสำเร็จ และก้าวให้ทันความเปลี่ยนแปลงของสังคม

“เราต้องเปิด ต้องฟัง ฟังให้เยอะว่าสังคมเปลี่ยนไปถึงไหน อะไรที่สมัยก่อนเล่นได้ แต่ตอนนี้เล่นไม่ได้ อย่างตลกสังขาร อ้วน ดำ แบบนี้เล่นไม่ได้ คือเราต้องตามสังคมให้ทันว่าเขาพูดอะไรกัน เรื่องไหนที่พูดไม่ได้ แค่รู้ว่าพูดไม่ได้อย่างเดียวไม่พอ แต่ต้องเข้าใจด้วยว่าทำไมถึงไม่พูด เพราะการที่รายการของเราอยู่มานาน เวลาพูดอะไรอย่างหนึ่ง เสียงเราดัง เราจึงต้องระมัดระวังให้มากที่สุด”

ขณะเดียวกัน การสร้างสีสันใหม่ ๆ ให้กับรายการก็เป็นเรื่องสำคัญ โดยหลังจากใช้พิธีกรรับเชิญมานานร่วมปี ในเดือนกันยายน พ.ศ. 2565 ก็ได้ฤกษ์เปิดตัวพิธีกรใหม่ 2 คน นั่นคือ วิลลี่ แมคอินทอช และ ป๋อ-ณัฐวุฒิ สกิดใจ

เคาะประตู ‘เงาะถอดรูป’ พูดคุยกับ ‘จ๋า-ยศสินี ณ นคร’ ถึง ‘ตีท้ายครัว’ รายการเยี่ยมบ้านที่ไม่เคยหยุดพัฒนาตัวเองตลอด 16 ปี

“เราแอบรอพี่หนุ่มเผื่ออยากกลับมา จนสุดทางจริง ๆ ที่เรารู้สึกว่า ภาพของรายการควรกลับมาชัดเจนได้แล้ว และระหว่างที่เราเปลี่ยนพิธีกรมาเรื่อย ๆ ก็มีพี่ป๋อกับพี่วิลลี่เข้ามาด้วย ซึ่งพอทุกครั้งที่ 2 คนนี้มา มันเกิดความสบายใจของทั้งพิธีกรและทีมงาน เมื่อถึงเวลาที่ต้องเลือกใครดี เราก็รู้สึกว่าทำไมต้องเลือก เราก็สลับพี่วิลลี่กับพี่ป๋อนี่แหละ เพราะเขาคงมาให้เราทุกอาทิตย์ไม่ได้หรอก แล้วพี่วิลลี่กับพี่ป๋อก็เป็นคนละรสชาติ แล้วก็เป็นพิธีกรมืออาชีพอีกด้วย จึงน่าจะมาเติมเต็มรายการได้ดี รวมถึงดึงพลังงานบางอย่างจากพิธีกรที่เหลือด้วย ซึ่งพอเราลองติดต่อไป ทั้งคู่กับแฮปปี้”

เคาะประตู ‘เงาะถอดรูป’ พูดคุยกับ ‘จ๋า-ยศสินี ณ นคร’ ถึง ‘ตีท้ายครัว’ รายการเยี่ยมบ้านที่ไม่เคยหยุดพัฒนาตัวเองตลอด 16 ปี
เคาะประตู ‘เงาะถอดรูป’ พูดคุยกับ ‘จ๋า-ยศสินี ณ นคร’ ถึง ‘ตีท้ายครัว’ รายการเยี่ยมบ้านที่ไม่เคยหยุดพัฒนาตัวเองตลอด 16 ปี

ไม่เพียงแค่นั้น ตีท้ายครัว ยังเริ่มต้นรุกไปยังผู้ชมกลุ่มวัยรุ่น ด้วยการเปิดรายการใหม่คือ ‘ปะกินนะก๊ะ’ โดยมี จันจิ-จันจิรา จันทร์พิทักษ์ชัย เป็นพิธีกร ออกอากาศทาง Facebook ของ ตีท้ายครัว และ YouTube ของ เงาะ ทีวี Ngoa TV โดยเป็นรายการที่ไม่มีกรอบหรือรูปแบบตายตัวเหมือนกับตีท้ายครัว แต่แทนที่จะพาไปเยี่ยมบ้าน เปลี่ยนเป็นให้แขกรับเชิญพาไปไหนก็ได้ เช่น ตามติด แจ๊ค แฟนฉัน ไปสะพานเหล็กซื้อของเล่น หรือไปกินอาหารเกาหลีกับม้าม่วง ดาว TikTok ชื่อดัง

ปะกินนะก๊ะ ก็คือ ตีท้ายครัว เวอร์ชันที่เราพูดคุยกับเด็กให้มากขึ้น ซึ่งบางประเด็น เช่น การค้นหาว่าเขาต้องการเป็นเพศไหน ทางทีวีเราอาจจะพูดหรือแตะมากไม่ได้ แต่พอเป็นออนไลน์ เราพูดได้เต็มที่ ซึ่งหากถามว่าจุดร่วมของสองรายการคืออะไร จ๋าว่าคงเป็นความหวังดีกับแขกรับเชิญ อะไรที่จะให้โทษกับเรา เราจะไม่พูด เพราะเราต้องการเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้คนที่มาออกรายการ ซึ่งนี่เป็นจุดยืนที่ชัดเจนที่สุดของเราตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้”

เคาะประตู ‘เงาะถอดรูป’ พูดคุยกับ ‘จ๋า-ยศสินี ณ นคร’ ถึง ‘ตีท้ายครัว’ รายการเยี่ยมบ้านที่ไม่เคยหยุดพัฒนาตัวเองตลอด 16 ปี
เคาะประตู ‘เงาะถอดรูป’ พูดคุยกับ ‘จ๋า-ยศสินี ณ นคร’ ถึง ‘ตีท้ายครัว’ รายการเยี่ยมบ้านที่ไม่เคยหยุดพัฒนาตัวเองตลอด 16 ปี

ตลอด 16 ปีที่ออกอากาศ ตีท้ายครัว ไม่ได้เป็นรายการบันเทิงเท่านั้น หากยังเป็นเสมือนครอบครัว เพื่อนฝูง ที่เติบโตและสร้างรอยยิ้มกับผู้ชม แถมหลายครั้งยังแฝงไปด้วยสาระและเรื่องราวดี ๆ ของแขกรับเชิญอีกต่างหาก 

และทั้งหมดนี้เป็นเหตุผลว่า ทำไมรายการเล็ก ๆ อย่าง ตีท้ายครัว จึงเข้ามาอยู่ในใจของผู้ชม เป็นรายการคู่บ้านของทุกคนไม่เปลี่ยนแปลง

เคาะประตู ‘เงาะถอดรูป’ พูดคุยกับ ‘จ๋า-ยศสินี ณ นคร’ ถึง ‘ตีท้ายครัว’ รายการเยี่ยมบ้านที่ไม่เคยหยุดพัฒนาตัวเองตลอด 16 ปี
เคาะประตู ‘เงาะถอดรูป’ พูดคุยกับ ‘จ๋า-ยศสินี ณ นคร’ ถึง ‘ตีท้ายครัว’ รายการเยี่ยมบ้านที่ไม่เคยหยุดพัฒนาตัวเองตลอด 16 ปี

ภาพ : รายการตีท้ายครัว

Writer

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา

เพจเล่าเรื่องที่เชื่อว่าคนธรรมดาทุกคนต่างมีความเป็นยอดมนุษย์อยู่ในตัว

Photographer

นินทร์ นรินทรกุล ณ อยุธยา

นินทร์ชอบถ่ายรูปมาตั้งแต่เด็ก พ่อแม่ซื้อฟิล์มให้ไม่ยั้ง ตื่นเต้นกับเสียงชัตเตอร์เสมอต้นเสมอปลาย เพื่อนชอบชวนไปทะเล ไม่ใช่เพราะนินทร์น่าคบเพียงอย่างเดียวแน่นอน :)

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load