เรื่องเล่า 6 ประการของ ‘บ้าน’ ที่แปลว่าเท่าเทียม บ้านหลังนี้ชื่อว่า The Setara

The Setara เป็นภาษาอินโดนีเซีย ออกเสียงว่า เดอะเซอตารา

The Setara เป็นที่รวมความทรงจำและตัวตนของ ต้น-สิทธา เลิศไพบูลย์ศิริ เจ้าของบ้านผู้สนใจประวัติศาสตร์ มีแพสชันด้านการทำอาหาร และงานศิลปะสถาปัตยกรรมคณะราษฎร

The Setara เป็นบ้านพักผ่อนที่ผสมผสานความชอบ จากการทำงานค้นคว้าเรื่องราวสถาปัตยกรรมอาร์ตเดโคอย่างจริงจังของทั้งเจ้าของบ้าน สถาปนิกผู้สร้างต้นแบบ คือ ศาสตราจารย์ ดร.ชาตรี ประกิตนนทการ และบริษัท HUES development ของสองสถาปนิกหญิงผู้ลงมือพัฒนาลายเส้นสเก็ตช์ 5 – 6 แผ่นจากอาจารย์ชาตรี ให้กลายเป็นบ้านที่ตั้งอยู่ท่ามกลางธรรมชาติและขุนเขาในจังหวัดเชียงใหม่

และนี่คือเรื่องเล่าน่าประทับใจ 6 ประการของบ้านที่แปลว่าเท่าเทียมหลังนี้

The Setara บ้านของคนบ้าอาร์ตเดโค ที่ออกแบบจากโรงพยาบาลร้างและตึกมากมายในลพบุรี

ประการที่ 1
เป็นบ้านที่สะท้อนตัวตน ความทรงจำ และการเดินทาง

“ผมเกิดและโตในนิคมสร้างตนเองที่พระพุทธบาท สระบุรี เรียนที่อำเภอเมืองลพบุรี สองพื้นที่นี้สำหรับผมคือหนึ่งเดียวกัน ตั้งแต่ ป.1 ทุกวันผมต้องไปโรงเรียนที่ลพบุรี ตอนเย็นก็กลับมาบ้านที่สระบุรี

“อำเภอพระพุทธบาท สระบุรี กับอำเภอเมืองลพบุรี อยู่ติดกัน เป็นพื้นที่ร่วมของโครงการนำร่องในการพัฒนานิคมสร้างตนเองแห่งแรกของประเทศไทย เป็นคล้าย ๆ ความใฝ่ฝันของรัฐบาลใหม่ของ จอมพล ป. พิบูลสงคราม ที่สร้างเมืองรูปแบบใหม่ ทดลองสร้างรูปแบบอาคารราชการเป็นอาร์ตเดโค มีการจัดสรรที่ดินทำกิน เป็นนโยบายเพื่อให้ราษฎรมีที่ดินทำกิน เป็นจุดเริ่มต้นก่อนจะเกิดนิคมหลายแห่งทั่วประเทศ ที่สำคัญ จังหวัดลพบุรีเป็นเมืองใหม่ เมื่อ พ.ศ. 2483 มีการออกแบบอาคารต่าง ๆ มากมาย ในช่วงเวลานั้นลพบุรีเป็นเมืองที่ทันสมัย มีโรงหนัง มีโรงพยาบาลอานันทมหิดล มีอาคารสำคัญทางราชการ ผมได้เห็นอาคารเหล่านั้นมาตั้งแต่เด็ก”

คุณต้นเริ่มเล่าที่มาของความทรงจำที่เริ่มตั้งแต่วัยเยาว์ จากลพบุรีเข้าเรียนต่อที่โรงเรียนอัสสัมชัญธนบุรี และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จากนั้นไปเรียนต่อที่มาเลเซีย ทำวิจัยที่อินโดนีเซีย และทำงานด้านสิทธิมนุษยชน ก่อนจะย้ายมาลงหลักปักฐานทำงานที่จังหวัดเชียงใหม่อย่างในทุกวันนี้

“ผมสนใจประวัติศาสตร์การเมืองอินโดนีเซีย โดยเฉพาะจุดที่เป็นพื้นที่นอกเมืองหลวง เราชอบงานสถาปัตยกรรมอาร์ตเดโค สะสมมาตั้งแต่เด็ก ๆ ตึกต่าง ๆ ในลพบุรี วงเวียน หรือแม้กระทั่งกรงสัตว์ในสวนสัตว์ มันคืออาร์ตเดโคแทบทั้งหมด เมื่อผมได้ไปศึกษาต่อ ค้นคว้าเพิ่มเติมเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของอินโดนีเซีย ได้ไปรู้จักอาร์ตเดโคที่บันดุง ซึ่งทุกวันนี้บันดุงเป็นเมืองที่มีอาคารอาร์ตเดโคสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

The Setara บ้านของคนบ้าอาร์ตเดโค ที่ออกแบบจากโรงพยาบาลร้างและตึกมากมายในลพบุรี
The Setara บ้านของคนบ้าอาร์ตเดโค ที่ออกแบบจากโรงพยาบาลร้างและตึกมากมายในลพบุรี

“ผมศึกษาด้วยความชอบ ผู้เชี่ยวชาญคือเพื่อนผม อาจารย์ชาตรี ประกิตนนทการ ตอนผมกลับจากอินโดนีเซีย ได้ไปฟังอาจารย์ชาตรีนำเสนอเรื่องนี้ในเวทีไทศึกษา เมื่อ พ.ศ. 2551 ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ฟังแล้วตื่นเต้น สิ่งที่เขานำเสนอคือบ้านเรา ทำไมเราไม่เคยรู้รายละเอียด หรือเข้าใจว่าทำไมต้องเป็นอาร์ตเดโค ทำไมต้องมีเสา 6 ต้น ทำไมต้องมีหน้าต่าง 6 บาน ทำไมต้องมีลวดลายแบบนั้น หรือการถอดรหัสอื่น ๆ ฟังแล้วสนุก จากนั้นก็เข้าไปคุย แล้วก็เป็นเพื่อนกันครับ ผมเลยได้ไปดูอาคารเก่าหรือสิ่งที่คณะราษฎรทำไว้เป็นอาร์ตเดโคกับอาจารย์ชาตรี

“เมื่อไปอ่าน ศึกษา เก็บเอกสารจริง วัตถุทางประวัติศาสตร์จริง พอจะทำบ้าน ก็คิดว่าเวลาที่เราอยู่ในบ้าน เราอยากอยู่กับอะไรบ้าง เราอยากอยู่กับความทรงจำของเรา อยากอยู่กับของที่เราเก็บ อยากอยู่กับกิจกรรมที่เราชอบ ผมชอบทำกับข้าว มีของที่เรารัก มีสเปซ และมีรูปทรงที่เป็นความทรงจำหรือสิ่งที่ชอบ บ้านหลังนี้คือบ้านที่ตามใจคนอยากได้”

จากความทรงจำกลายเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา เมื่อคุณต้นทาบทามอาจารย์ชาตรีให้เป็นผู้ออกแบบบ้าน โดยตั้งใจให้เป็นอาคารอาร์ตเคโด อาจารย์ชาตรีเลือกตึกปฏิบัติการแพทย์ในโรงพยาบาลอานันทมหิดล จังหวัดลพบุรี ซึ่งคุณต้นคุ้นเคย เป็นต้นแบบหลัก ร่วมกับองค์ประกอบบางส่วนของอาคารศัลยกรรม ซึ่งอยู่ในโรงพยาบาลอานันทมหิดลเช่นเดียวกัน

“สำหรับผม ความน่าสนใจของตึกปฏิบัติการแพทย์คือความร้าง (คุณต้นชี้ให้ดูภาพถ่ายตึกปฏิบัติการแพทย์ที่ใส่กรอบแขวนประดับบ้านไว้ พร้อมอธิบายเพิ่มเติม) ภาพอาคารผมถ่ายไว้เยอะ หลายช่วง แต่ผมชอบภาพนี้ เพราะถ่ายในเดือนเมษายนซึ่งแล้งมาก พอถ่ายภาพออกมามันดูเหงา ตึกขนาดใหญ่ก็ดูเหงาอย่างนี้แหละ

“ผมชอบความร้างของตึก เพราะในปัจจุบันไม่มีการทำงานใด ๆ และไม่เคยถูกบูรณะจริง ๆ จึงให้ความรู้สึกดิบมาก ๆ รู้สึกได้ถึงการใช้งานวันแรกจนถึงวันที่ถูกปล่อยร้าง เด็กลพบุรีสมัยก่อนคุ้นเคยกับโรงพยาบาลอานันทมหิดล เวลาจะไปทำฟัน ประกวดฟัน หรือทำกิจกรรมที่โรงเรียนพาไป ก็จะเข้าออกโรงพยาบาลนี้ตลอด ตอนเด็ก ๆ ยังไม่รู้อะไรมาก แต่พอโตขึ้นก็เริ่มเห็นมิติอื่น ความชอบก็มากขึ้น

The Setara บ้านของคนบ้าอาร์ตเดโค ที่ออกแบบจากโรงพยาบาลร้างและตึกมากมายในลพบุรี

“ส่วนตึกศัลยกรรม เป็นตึกที่ตัวอาคารเหมือนเรือดำน้ำเลยครับ เราก็เอาหน้าต่างมาใช้กับบ้าน และไอเดียอีกอันหนึ่งที่นำมาใช้ คือส่วนของชั้นลอยที่เปิดให้มองลงมายังโถงด้านล่าง ในตึกศัลยกรรมนั้น นักเรียนจะขึ้นไปบนชั้นลอยเพื่อมองลงมายังชั้น 1 ซึ่งเป็นพื้นที่ผ่าอาจารย์ใหญ่

“พอจินตนาการว่าเราเป็นนักเรียนที่กำลังมองการผ่าตัดจากด้านบน ผมว่ามันเป็นการออกแบบที่เท่มากใน พ.ศ. 2481

“ในฐานะนักเรียนประวัติศาสตร์ ผมคิดว่า เวลาได้เห็นว่าเรามาจากไหน เราเกิดมายังไง เราถูกหล่อหลอมมาด้วยอะไร เราเชื่อมโยงกับอะไร มันทำให้รู้สึกว่า เออ ชีวิตมีความหมายมากขึ้น เหมือนกับเราได้เชื่อมต่อ เราเป็นองค์ประกอบหนึ่งของประวัติศาสตร์ที่ถูกเล่าให้ฟัง หลังจากนั้นเราก็จะเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่จะถูกเล่าต่อไปข้างหน้า ผมคิดว่าความเป็นตัวตนของเราก็คือ ยิ่งรู้ประวัติศาสตร์ว่าเรามายังไง จะรู้สึกว่าเราเป็นคนที่เล็กมาก เป็นส่วนหนึ่งที่ถูกกาลเวลาผ่านไป”

ประการที่ 2
เป็นบ้านอาร์ตเดโคที่ให้ความรู้สึกเหมือนเดินเข้าไปในแกลเลอรี่ และย้อนกลับเข้าไปในประวัติศาสตร์

การนำรูปแบบสถาปัตยกรรมอาร์ตเดโค ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพื้นที่สาธารณะ มาเป็นบ้านอยู่อาศัยหรือบ้านพักผ่อน เรียกว่าไม่ใช่เรื่องที่จะทำได้ง่าย ๆ เพียงลอกแบบสิ่งที่ตามองเห็น เพราะสเกลและฟังก์ชันการใช้งานแตกต่างกันมาก ดังนั้น ไม่เพียงหน้าตาของต้นแบบอาคารที่สำคัญสำหรับบ้านหลังนี้ แต่การเข้าใจความงามกับเนื้อหาความเป็นมาของสถาปัตยกรรมในยุคดังกล่าว รวมถึงเข้าใจรูปแบบการใช้ชีวิตของเจ้าของบ้าน เป็นสิ่งสำคัญที่สุดก็ว่าได้

คุณต้นบอกว่าในมุมมองของตนที่นับถือคริสต์ศาสนา การได้ทำงานร่วมกับทีมที่ดีนั้น คิดว่าเป็นเพราะพระเจ้าวางแผนไว้แล้ว “การทำบ้านอย่างนี้ ถ้าคนไม่เข้าใจ ก็คงไม่ได้ออกมาลงตัวแบบนี้ คือพูดได้ว่าบ้านหลังนี้มีส่วนประกอบ 3 ส่วน คือ ผม อาจารย์ชาตรี และ HUES development ซึ่งเป็นกลุ่มสถาปนิกที่สนใจอาคารอาร์ตเดโคในยุคราษฎร จึงเกิดเป็นส่วนผสมที่สำคัญของ The Setara ครับ”

คุณต้นกล่าวก่อนแนะนำ ออม-กุหลาบ เลิศมัลลิกาพร และ หมู-ณัฐชานันท์ โลห์ประเสริฐ สองสถาปนิกผู้ก่อตั้งบริษัท HUES development ซึ่งมาพัฒนาต้นแบบสเก็ตช์จากอาจารย์ชาตรีให้กลายเป็นบ้านหลังนี้

แรกทีเดียวคุณต้นมองหาคนมาวางผังแลนด์สเคปให้บ้าน เพราะในตอนนั้นมีวิศวกรช่วยถอดแบบสเก็ตช์ให้กลายเป็นแบบก่อสร้างอยู่แล้ว จึงได้นัดพบกับคุณออมที่ร้านกาแฟแห่งหนึ่ง

The Setara บ้านของคนบ้าอาร์ตเดโค ที่ออกแบบจากโรงพยาบาลร้างและตึกมากมายในลพบุรี

“พอได้ฟังเรื่องราวที่มาของบ้าน ออมตื่นเต้นมาก กลับไปเล่าให้คุณหมูฟัง เราทั้งคู่เห็นตรงกันว่าอยากทำ งานอื่น ๆ เราไม่เคยบอกลูกค้าว่าอยากทำนะคะ จะให้ลูกค้าตัดสินใจเอง แต่ตอนนั้นตั้งใจบอกคุณต้นว่าจะให้ทำตรงไหนก็ได้ แลนด์สเคปก็ได้ เราอยากมีส่วนร่วมในโปรเจกต์ อยากดูมันไปด้วยกัน ออมว่าโปรเจกต์นี้พิเศษมาก เราจึงต้องตรงไปตรงมากับความรู้สึกของเรา

“แบบสเก็ตช์ของอาจารย์ชาตรีมีประมาณ 5 – 6 แผ่น มีแปลนแล้วก็รูปบ้าน ถ้าไปเขียนโดยใช้ต้นแบบเป็นบ้านโมเดิร์นสมัยใหม่ จะดูแข็งมากหากไม่ลงรายละเอียด เราเลยตัดสินใจขอพัฒนาต่อ และอาจารย์ชาตรีก็เห็นด้วย ก่อนลงมือเราก็ขอคุณต้นว่า ถ้าทำแบบเสร็จแล้ว ขอไปให้อาจารย์ชาตรีตรวจนะ แล้วก็ได้คุยกันกับอาจารย์ชาตรี ส่วนรายละเอียดของบ้านที่เหลือเราก็คุยกับคุณต้น”

คุณหมูเล่าเสริมว่า “ด้วยความที่เราน่าจะคิดตรงกัน เพราะเราอินกับแบบร่างสเก็ตช์ของอาจารย์ชาตรี และเราว่าบ้านมันน่าจะไปได้ไกล ไปได้ดี คือตัวงานสถาปัตยกรรมเป็นงานในยุคก่อน ซึ่งโอกาสที่เราจะได้กลับไปทำงานสถาปัตยกรรมในยุคนั้นมันยากมาก” เธอหันไปมองหน้าคุณออม ก่อนที่คุณออมจะให้ข้อมูลเพิ่มว่า

“ใช่ค่ะ ส่วนใหญ่งานที่ได้ทำจะเป็นแนวสมัยใหม่ งานนี้จึงดึงดูดเราทั้งคู่เหมือนกัน ถ้าถามเหตุผลก็คือ หนึ่ง เราสนใจเนื้อหาของคณะราษฎร สนใจเรื่องประวัติศาสตร์สังคมอยู่แล้ว และสอง คือ ในตัวงานสถาปัตยกรรมมีเรื่องราวเกี่ยวข้องกันอยู่ในนั้น มีภาษา มีความหมาย มีอะไรบางอย่างที่เราอยากเรียนรู้อีกเยอะ

“พอดูงานอาร์ตเดโคเก่า ๆ หรือดู Reference ส่วนใหญ่เป็นอาคารสาธารณะ ตึกหรืออาคารขนาดค่อนข้างใหญ่ เมื่อต้องมาทำเป็นบ้าน สเกลต้องเล็กลงเยอะ ซึ่งถือเป็นเรื่องท้าทาย จะทำยังไงให้ดูอบอุ่น ดูเป็นบ้าน ไม่ใช่เข้าไปอยู่ในออฟฟิศ โรงพยาบาล หรือศาลากลาง นี่คือโจทย์ที่เราต้องคิดเยอะ ๆ

The Setara บ้านของคนบ้าอาร์ตเดโค ที่ออกแบบจากโรงพยาบาลร้างและตึกมากมายในลพบุรี

“ฟังก์ชันบ้านหลังนี้ไม่เหมือนบ้านทั่วไป ต้องมีพื้นที่รับแขกที่จะมานั่งตรงโน้น ตรงนี้ เดินไปข้างบน หรือเดินดูของสะสมของคุณต้น ที่นี่จึงคล้ายแกลเลอรี่นิดหนึ่ง เราก็ต้องออกแบบให้ไปด้วยกันได้ ทั้งในส่วนที่เจ้าของบ้านและครอบครัวอยู่ รวมทั้งส่วนที่เพื่อน ๆ จะเข้ามาใช้พื้นที่”

สถาปนิกทั้ง 2 ท่านอธิบายว่า ก่อนลงมือพัฒนาแบบ จำเป็นต้องศึกษาค้นคว้าข้อมูลให้มาก

“เพราะตัวต้นแบบมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ ศิลปะอาร์ตเดโคมีความหมายทั้งทางประวัติศาสตร์และมีความหมายต่อเจ้าของบ้าน มันมีอะไรหลาย ๆ อย่างอยู่ในนั้น เรากลัวว่าอาจจะหลุดคอนเซ็ปต์ได้ จึงต้องทำการบ้านเยอะ ค้นคว้าข้อมูลเยอะมากค่ะ

“นอกจากนั้นก็ต้องดูสเกลบ้านด้วย คือตึกสมัยนั้นจะเป็นสาธารณะใช่ไหมคะ เราก็ดูบ้านในยุคสมัยนั้นควบคู่ไปด้วย ศึกษาอินทีเรียบ้านในยุคนั้นเพิ่ม เอามาผสมกัน แล้วก็เก็บฟาซาดหรืออื่น ๆ ที่เป็นแรงบันดาลใจของคุณต้นเอาไว้ด้วย ที่สำคัญคือ การพัฒนาแบบต้องดูว่าจะเอาอะไรมาใช้ตรงไหนให้เหมาะสม ไม่ใช่ว่าดึงมาแล้วไม่เข้ากับตัวบ้าน

“ตอนที่เปลี่ยนฟังก์ชัน ก็ต้องมาออกแบบใหม่ว่าทำยังไงให้ได้มู้ดนั้น ต้องมองสเก็ตช์ของอาจารย์ชาตรีให้ออก ต้องดูให้เป็นอาร์ต ต้องเข้าใจมันก่อนให้ได้ ไม่ใช่แค่ก็อปปี้มา เพราะถ้าถอดแบบร่างมาแปลงเป็น 3 มิติเลย มันจะขาดความคิดบางอย่าง ดังนั้น ระหว่างทางจึงต้องเก็บรายละเอียดต่าง ๆ ของดีไซน์ ของพื้นที่ เพื่อให้ออกมาได้ใกล้เคียงสเก็ตช์ ซึ่งในที่นี้ไม่ใช่ใกล้เคียงแบบเหมือน แต่ใกล้เคียงในเชิงความหมาย

“อย่างแรกเราจึงต้องตีความก่อนว่า อะไรจะเป็นกิมมิก เป็นการบ่งบอกเรื่องราว เรามาตีความหมายใหม่ทั้งหมดเลยว่าอะไรอยู่ตรงไหน เช่น หน้าต่างเรือดำน้ำที่คุณต้นส่งมา จะอยู่เป็น Approach ของทางเข้าบ้าน ทีนี้ก็มาดูว่าจะเข้ากันไหม สเกลจะได้ไหม อะไรอย่างนี้ เพราะฉะนั้น เราต้องกลับมาคราฟต์ใหม่ คือ เอาไอเดียต่าง ๆ มาโยนแล้วกลับมาปั้นใหม่ให้มันออกมาจนโอเค เจ้าของบ้านและอาจารย์ชาตรีก็ต้องเห็นด้วย”

คุณออมกับคุณหมูช่วยกันเล่าย้อนถึงวันที่ทำงานอย่างหนัก ในช่วงพัฒนาแบบก่อนลงมือสร้างจริง ส่วนคุณต้นพาเดินชมบ้าน พร้อมพูดภาพรวมว่า

The Setara HUES development  บ้านอาร์ตเดโคที่มีเสา 6 ต้น ห่างกัน 6 เมตร สูง 6.6 เมตร สร้าง 6 เดือน เสร็จเดือน 6 ด้วยคนงานแค่ 6 คน
The Setara HUES development  บ้านอาร์ตเดโคที่มีเสา 6 ต้น ห่างกัน 6 เมตร สูง 6.6 เมตร สร้าง 6 เดือน เสร็จเดือน 6 ด้วยคนงานแค่ 6 คน

เราดึงเอากลิ่นของตึกปฏิบัติการมา อย่างตรงนี้เป็นพื้นที่ทำกับข้าว ส่วนห้องนอนอยู่ด้านล่าง แบ่งสัดส่วนไป เดิมทีมีบันไดขึ้นไปบนดาดฟ้า เพื่อให้เหมาะกับงบประมาณและใช้งานได้จริง แบบแรกที่อาจารย์ชาตรีเขียนร่างไว้ให้ ตรงบันไดทางขึ้นด้านบน เราทำเหมือนตึกปฏิบัติการเลย คือเป็นบันไดปูนโค้งขึ้นไปข้างกรอบหน้าต่าง ส่วนหน้าต่างตรงห้องอาหารที่เป็นผนังบ้านนี้ ออมกับหมูออกแบบเพื่อให้มองเห็นพระอาทิตย์ตกดินจากตรงนี้”

ไม่เพียงรูปทรงอาคารและฟังก์ชันที่เกิดจากการทำงานร่วมกันอย่างหนักของสถาปนิกและเจ้าของบ้าน เพื่อให้เกิดความลงตัวในรูปแบบของอาคารอาร์ตเดโค แต่ดีเทลการแต่งบ้านและการเลือกใช้สีกับอาคารหลังนี้ยังมีความพิเศษ รวมไปถึงรูปแบบหัวเสาที่รั้วของบ้าน

“การออกแบบรายละเอียดคือสิ่งสำคัญที่จะทำให้งานดูเป็นอาคารอาร์ตเดโค ต้องเลือกสรรวัสดุมากค่ะ เพราะเราย้อนกลับไปใช้เทคโนโลยีหรือวัสดุแบบยุคนั้นไม่ได้ แต่ละอย่างกว่าจะได้มาเลือดตาแทบกระเด็น (หัวเราะ) ทุกอย่างต้องไม่หลุดเลย อย่างกระเบื้องกรุเคาน์เตอร์ครัว จะไปซื้อกระเบื้องใหม่เลยก็ไม่ได้ เลยต้องหาโรงงานทำกระเบื้องแบบแฮนด์เมดได้ที่แม่ริมเซรามิก โปรเจกต์เราเล็กมาก ก็ต้องไปขอให้เขาทำให้เฉพาะ”

ส่วนการใช้สีของบ้านหลังนี้ คุณออมเขียนอธิบายไว้ในเว็บไซต์นำเสนองานของบริษัทว่า “เราออกแบบ Pantone Set ขึ้นมาใหม่สำหรับอาคารหลังนี้ โดยตั้งชื่อว่า The 2475 เซ็ตสีที่จัดทำขึ้น เราเลือกสีงานที่ปรากฏบ่อย ๆ ในงานสถาปัตยกรรมคณะราษฎร”

คุณต้นเล่าว่าหัวเสาของรั้วที่เห็นด้านหน้า มีต้นแบบมาจากประตูโรงงานน้ำตาลแห่งแรกของประเทศไทย ชื่อ โรงงานน้ำตาลไทยลำปาง อยู่ที่เกาะคา สร้างใน พ.ศ. 2481 โดยปรับเปลี่ยนดีไซน์ให้เหมาะกับพื้นที่

“รั้วของบ้านเอาแบบหัวเสา ซึ่งเป็นอาร์ตเดโคในโรงงานน้ำตาลแห่งแรกของประเทศไทย แต่ด้านบนของจริงตามแบบจะเป็นหัวลูกศรขึ้นไป เรามาปรับให้แบน และประตูจริงแคบมากครับ ผมก็มาปรับให้กว้างขึ้น ส่วนสีเขียวขี้ม้าเป็นสีของหัวเสาทุกวันนี้ ซึ่งเราไม่รู้ว่าเดิมเป็นเขียวแบบไหน”

เมื่อพูดถึงเนื้อหาความงามของอาคารอาร์ตเดโด คุณต้นเล่าอย่างมีชีวิตชีวาว่า

อย่างหนึ่งคือการกลับไปหารูปทรงที่เป็นเบสิกของลายเส้นสมมาตร ซึ่งออกแบบจัดวางเพื่อให้สอดคล้องกับการพัฒนาของยุคสมัยในการใช้คอนกรีตเสริมเหล็ก ถ้าเราย้อนกลับไป ผมว่ามันเท่โดยตัวเองอยู่แล้วในเชิงช่วงเวลา แต่การมาของงานศิลปะสถาปัตยกรรมยุคนั้น ซึ่งพูดเฉพาะส่วนที่ผมศึกษานะครับ ผมคิดว่ามันไม่ได้มาโดด ๆ เพราะอาคารจำนวนมากสร้างเพื่อประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ เป็น Public Space หรือ Public Use อาจารย์ชาตรีเรียกว่า PWA (Public Works Administration)

“ในทางประวัติศาสตร์ การเกิดขึ้นของอาคารพวกนี้ เป็นอาคารที่ภาครัฐทำเป็นส่วนใหญ่ แต่เมื่อมาอยู่ในพื้นที่ของเอกชน ผมว่ามันสนุก เพราะมันต่างกัน อย่างอาคารที่เป็นโรงหนังกับอาคารที่เป็นศาลาว่าการจังหวัด และอาคารที่เป็นบ้านส่วนตัว เราก็จะเห็นการเล่นกับรายละเอียดเพื่อทำให้เกิดสุนทรียะ หรือการทำให้เกิดความงามจากความแข็งทื่อ ที่ต้องดูขึงขังในแง่ของการเป็นอาคารรัฐ แต่พอบ้านส่วนตัว มันมีภาวะของการลดทอนให้มันสวย ผมชอบ

“มันต้องใช้การออกแบบหรือการเล่นกับสรีระที่เป็นรูปทรงเดียวกัน แต่ทำยังไงให้ดูสวยไม่เหมือนกัน มันคือการบิด เหมือนเราเอารูปทรงเรขาคณิตหรือเลโก้มาบิดให้สวยได้ไม่เหมือนกัน ผมว่าเท่ดี นอกเหนือไปจากประวัติศาสตร์ที่อยู่ข้างหลัง

“การกลับไปหาช่วงเวลานั้น คุณออมกับคุณหมูเขาทำงานเยอะในเรื่องการออกแบบ หาสี หากลิ่น หาแรงบันดาลใจ ผมว่ามันไม่ง่ายที่จะกลับไปวันนั้น แล้วเข้าใจอารมณ์การออกแบบที่เราจะเข้าถึง และฟื้นให้เป็น Revivalism ได้ ต้องทำการบ้านเยอะ นี่อาจเป็นชิ้นเดียว เป็นงานคราฟต์ ผมยังถามเขาเลยว่าจะได้ทำอีกไหมเนี่ย”

The Setara HUES development  บ้านอาร์ตเดโคที่มีเสา 6 ต้น ห่างกัน 6 เมตร สูง 6.6 เมตร สร้าง 6 เดือน เสร็จเดือน 6 ด้วยคนงานแค่ 6 คน

“คงไม่ได้ทำ คงไม่มีแล้วค่ะ มันไม่ได้เกิดขึ้นบ่อย ๆ แล้วก็คงไม่มีใครจ้างด้วย” คุณออมตอบพร้อมเสียงหัวเราะ

คุณต้นเล่าเชื่อมโยงถึงงานสถาปัตยกรรมอาร์ตเดโคในหลาย ๆ ประเทศ ซึ่งเกิดขึ้นร่วมสมัยใน พ.ศ. 2475 – 2490 อย่างสั้น ๆ ว่า

“บางครั้งประวัติศาสตร์ในช่วงเดียวกันของประเทศเรากับเพื่อนบ้านก็เชื่อมกันนะ พอมองย้อนกลับไป มีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในระนาบเดียวกัน อาร์ตเดโคเป็นสิ่งที่เข้ามาในช่วงเดียวกัน ที่ฟิลิปปินส์ก็มีอเมริกาเข้ามาวางรากฐาน จนถึงสงครามโลกครั้งที่ 2 เราเห็นตึกอาร์ตเดโคที่มาจากอเมริกาเต็มไปหมดเลย

“ส่วนในอินโดนีเซีย มีอาคารที่ดัตช์สร้างเป็นเมืองอาร์ตเดโคที่บันดุง ซึ่งเป็นเมืองสมัยใหม่ก่อนที่จะเป็นเอกราช อาคารอาร์ตเดโคที่เยอะที่สุดที่ยังหลงเหลืออยู่ใน Southeast Asia ก็อยู่ที่นั่น อาคารเหล่านี้เกิดขึ้นเพราะนโยบายสาธารณะของดัตช์ เขาต้องการลดความไม่พอใจของคนที่นั่น พยายามแก้ปัญหาในอินโดนีเซียที่เขาปกครอง สปิริตบางอย่างของคำนี้ มันคือความเท่าเทียม แล้วตัวอาร์ตเดโคก็มาพร้อมกับไอเดียการเป็นสถาปัตยกรรมของความเท่ากัน คือ การตีความของคนออกแบบ และการเปลี่ยนแปลงของสปิริตของหลัก 6 ประการ

“พอตีความออกมาเป็นรูปทรงของอาคารก็เป็นแบบที่ว่า ในบ้านเราที่เห็นหลายที่ เช่น ตึกไปรษณีย์กลางบางรัก อาคารในถนนราชดำเนิน ตึกสถาปัตย์ฯ ตึกเคมีฯ ที่จุฬาฯ ตึกในอุเทนถวาย สนามศุภชลาศัย เป็นต้น ก่อนหน้านี้คนอาจลืมไป ไม่ได้เชื่อมโยงว่ามันคืออาร์ตเดโค ส่วนตอนนี้คนเริ่มกลับมาสนใจ แต่จะกลับไปลึกขนาดไหนก็แล้วแต่ อาร์ตเดโคในโลกตะวันตกก็ยังคงมีการอนุรักษ์อยู่ มีกลุ่มในเฟซบุ๊ก มีในลาตินอเมริกา ในอเมริกา ทั่วโลกมีหมด นี่คือความเท่ที่มาจากความเรียบซึ่งเต็มไปด้วยความหมาย

“พอเราเห็นความเชื่อมโยงและเข้าใจว่าอาคารพวกนี้มีที่มาที่ไป ก็ยิ่งเกิดความสนใจ เรื่องเหล่านี้อยู่ในท้องถิ่น แต่ไม่ได้อยู่ในแบบเรียน บางท้องถิ่นก็เป็นเรื่องเล่า เป็นเรื่องปะติดปะต่อกันมา เกินจริงบ้าง แต่ก็มีมูลบางอย่างนะ

“เราก็เป็นส่วนหนึ่งของความเปลี่ยนแปลงในการออกแบบอาคารของโลกเหมือนกัน เพียงแต่ว่ากลุ่มอาคารชุดนี้ ถูกออกแบบและจัดการด้วยนโยบายสาธารณะของรัฐบาลหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง และมันอยู่ที่บ้านเรา นี่คือความพิเศษของที่ที่ผมจากมา”

The Setara HUES development  บ้านอาร์ตเดโคที่มีเสา 6 ต้น ห่างกัน 6 เมตร สูง 6.6 เมตร สร้าง 6 เดือน เสร็จเดือน 6 ด้วยคนงานแค่ 6 คน

ประการที่ 3
เป็นบ้านที่เกี่ยวเนื่องกับเลข 6 (ไม่เว้นแม้แต่เรื่องบังเอิญ)

เรื่องราวของเสา 6 ต้นใน The Setara ปรากฏในวิดีโอที่คุณต้นทำขึ้นเป็นการส่วนตัว เพื่อบันทึกที่มาและความทรงจำเกี่ยวกับบ้านหลังนี้ ช่วงหนึ่งคุณต้นบรรยายไว้ว่า

“รายละเอียดต่าง ๆ ทั้งอาจารย์ชาตรีและบริษัท HUES development ได้ร่วมกันสร้างขึ้น เพื่อจะธำรงไว้ซึ่งค่านิยมหลัก 6 ประการของคณะราษฎร ซึ่งทำให้บ้านหลังนี้พิเศษในเรื่องการนำค่านิยมหลัก 6 ประการมาอยู่ในตัวบ้าน”

ขณะที่ HUES development เขียนถึงรายละเอียดเกี่ยวกับเลข 6 ไว้ในเว็บไซต์ว่า

“บ้านหลังนี้ได้วางอยู่บนเสาทั้งหมดเพียง 6 ต้น และวางบนช่วงเสาที่มีระยะห่างเท่า ๆ กันทั้งหมดที่ระยะ 6 x 6 เมตร ความสูงอาคารรวม 6.6 เมตร ยกระดับพื้นสูงจากที่ดิน 0.6 เมตร สัดส่วนเส้นโค้งในบ้านใช้รัศมี 0.6 เมตร ทั้งหมดนี้เราได้แรงบันดาลใจจากสถาปัตยกรรมคณะราษฎรที่นิยมใช้เลข 6 จากหลัก 6 ประการของคณะราษฎรในงานสถาปัตยกรรมสมัยนั้น”

ในแง่การออกแบบบ้าน 1 หลัง แต่มีเสาเพียง 6 ต้นนั้น จะรองรับฟังก์ชันได้มากน้อยเพียงใด คุณออมอธิบายว่า

“ตอนพัฒนาแบบจากอาจารย์ชาตรี เราบอกไปว่าทำไม่ได้ทั้งหมดจากแบบร่างแรก ตอนนั้นก็ต้องคุยกับคุณต้นว่า อะไรที่เป็นของสำคัญสุดของคอนเซ็ปต์นี้และน่าเก็บไว้ อย่างเสา 6 ต้นเราต้องทำให้ได้ ถือเป็นเรื่องยากนะคะ เพราะมันน้อยมาก ลองนึกภาพเวลาทำห้อง มันจะมีเสามารับตรงจุดที่คิดว่าควรเพิ่ม แต่คอนเซ็ปต์ของบ้านหลังนี้ คือ เสา 6 ต้น และระยะห่างแต่ละเสาคือ 6 เมตร ทุกด้านเลย

“พอเริ่มพัฒนาแบบ เราจึงตั้งใจไว้เลยว่า อันไหนที่ใช้เลข 6 ได้ ก็จะพยายามใช้ อย่างความสูงของบ้านก็ 6.6 เมตร มันทำให้เราสนุกกับงานน่ะค่ะ ตั้งใจว่าต้องทำให้ได้ อันไหนยากก็ต้องคุยกับวิศวกรว่าจะทำยังไงได้บ้าง ถ้าเพิ่มเสาไม่ได้ก็ใช้การเพิ่มคาน หรือเสาอาจลึกหน่อย คือตรงไหนปรับได้ก็จะปรับ แต่ฐานความคิดเรื่อง 6 x 6 นี่คงไว้ตามแบบร่างแรก”

คุณหมูเสริมว่า “ความคิด 6 x 6 มันไม่ได้ยาก จุดที่ยากคือจะต้องจัดฟังก์ชันทั้งหมดให้อยู่ในพื้นที่แค่นี้ให้ได้”

เดินทางผ่านเรื่องราวเลข 6 ที่เป็นหัวใจของบ้านแล้ว ยังมีเลข 6 ที่เกี่ยวพันอย่างบังเอิญอีกหลายเหตุการณ์ เมื่อไล่ย้อนถึงช่วงเวลาพัฒนาแบบดีไซน์จนแล้วเสร็จพร้อมสร้าง คุณออมบอกว่าใช้เวลาราวครึ่งปี (6 เดือน) และเมื่อลงมือก่อสร้าง ทีมช่างที่เข้ามาทำบ้านของคุณต้นก็มีด้วยกัน 6 คน

“ผมว่าการทำงานบ้านหลังนี้ค่อนข้างราบรื่นในแง่การก่อสร้าง คนที่ทำ ช่างรับเหมาก็คุยกันรู้เรื่อง เขาเก่งนะผมว่า อ้อ! คนทำก็มี 6 คนด้วยความบังเอิญ เขามากัน 3 ครอบครัว มาอยู่ที่นี่ตลอดช่วงก่อสร้าง”

The Setara ใช้ระยะเวลาก่อสร้างทั้งหมด 6 เดือน (เริ่มต้นมกราคม เสร็จสิ้นมิถุนายน ซึ่งคือเดือน 6)

ประการที่ 4
เป็นบ้านที่สร้างมิตรภาพ

หากกล่าวว่าบ้านหลังนี้ที่เกิดจากความร่วมมือของเจ้าของบ้าน นักประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรม และทีมสถาปนิกที่เพิ่งรู้จัก จนได้กลายเป็นเพื่อนในท้ายที่สุด ดูจะไม่เกินเลยจริง ๆ เพราะจากบทสนทนาระหว่างกันที่พูดถึง The Setara นั้นเต็มไปด้วยความทรงจำและเสียงหัวเราะ

คุณต้นเล่าถึงตอนคุยกับสองสถาปนิกสาวว่า “ผมคิดว่าเขาต้องเป็นคนที่โอเคนะ แน่นอนว่าทุกคนคงอยากได้งาน แต่เราไม่ได้เป็นบ้านโปรเจกต์ 10 – 20 ล้าน ไม่ได้อลังการอะไร ตอนเริ่มต้นเราอาจจะคุยกันไป รู้จักกันไป ทีนี้พอเจอกันบ่อย ก็คุยกันง่ายขึ้น พื้นที่ช่องว่างระหว่างกันก็ลดลง เป็นเหมือนเพื่อนกันไป”

“ออมชอบการทำงานบ้านหลังนี้ค่ะ ชอบตรงที่มันทำให้เรามีเพื่อน”

“The Setara ทำให้สิ่งปกติที่เราเห็นในแง่ความสัมพันธ์ของเจ้าของบ้านกับสถาปนิก ซึ่งเป็นผู้ว่าจ้างกับผู้ถูกว่าจ้างในทางข้อสัญญา มีอะไรมากกว่านั้น ที่แน่ ๆ คือผมไม่เคยเจอคนที่ ‘ขอทำได้ไหมคะ’ อย่างนี้ (หัวเราะ)”

“พวกเราไม่เคยรู้จักอาจารย์เป็นการส่วนตัว มารู้จักตอนทำงานกับคุณต้นนี่แหละค่ะ แต่พอเจอกันครั้งแรกนี่คุยกันยาวถึงเที่ยงคืนเลย (หัวเราะ)”

“จากบ้านหลังนี้ ผมรู้สึกว่าคุณออมกับคุณหมูมี Ownership ในการออกแบบ ไม่ใช่แค่ทำผลงาน แต่เขาทำงานที่รัก และมันก็เป็นบ้านที่เรารักด้วย”

ประการที่ 5
เป็นบ้านที่เจ้าของบ้านชอบทำอาหาร และแบ่งปันมื้ออร่อยกับเพื่อน ๆ

“นอกจากเรื่องบ้าน ที่ชอบและสนุกอีกอันคือ การทำให้สูตรอาหารเก่ามีชีวิต” คุณต้นพูดขึ้นด้วยดวงตาเป็นประกาย

“โดยที่เราไม่รู้ว่ารสชาติต้นฉบับเป็นยังไงนะครับ เพราะคนเขียนสูตรอาหารสมัยก่อนเขาไม่ได้เขียนละเอียด ตัวอย่างเช่นหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ ตำราแม่ครัวทันสมัยนิยม มีแกงชนิดหนึ่งชื่อว่า แกงประชาธิปไตย ในสูตรให้ใส่น้ำตาลทราย ถ้าเรารู้จักประวัติศาสตร์อาหาร การใช้น้ำตาลทรายในตอนนั้นมันไม่ง่ายนะ แล้วทำไมถึงเกิดขึ้นล่ะ

“มันเกี่ยวกับโรงงานผลิตน้ำตาลทรายแห่งแรก เมื่อ พ.ศ. 2481 ซึ่งตอนนั้นกำลังการผลิตไม่เยอะหรอก แต่คนทำตำราเป็นส่วนหนึ่งในการประชาสัมพันธ์ของรัฐบาลสมัยนั้น เพื่อแนะนำให้คนใช้น้ำตาลทราย ตอนอ่านครั้งแรก ๆ ผมรู้สึกว่าการใช้น้ำตาลทรายสมัยนั้น ในปีนั้น มันแปลกมาก เลยลองทำดู พอทำออกมาปุ๊บ ซอสของเขาเหมือนกับซอสผัดไทยเลย ดังนั้น เซนส์ซอสผัดไทยของเรา Combination ของการเกิดน้ำมะขามกับน้ำตาล มันไม่ใช่ Combination ธรรมดา แต่มีที่มาที่ไป แกงประชาธิปไตยก็คล้าย ๆ กัน

The Setara HUES development  บ้านอาร์ตเดโคที่มีเสา 6 ต้น ห่างกัน 6 เมตร สูง 6.6 เมตร สร้าง 6 เดือน เสร็จเดือน 6 ด้วยคนงานแค่ 6 คน

“ที่ได้ชื่อว่าแกงประชาธิปไตย เพราะอาหารสูตรนี้เกิดขึ้นในปีที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยเกิดขึ้น เป็นช่วงเวลาที่เกิดสิ่งใหม่ ๆ ในประเทศ และผมก็ชอบชื่อนี้ ซึ่งเป็นชื่อเก่าของอาหารนี้เลย แต่ความหมายก็แล้วแต่ผู้คนจะมอง”

คุณต้นยังสะสมตำราอาหารจากหนังสือเก่าไว้มากมาย “ผมมีตำราจากหนังสือเก่า หนังสืองานศพคนนั้นคนนี้ในคณะราษฎร ที่มีเยอะ ๆ คือสูตรของ ท่านผู้หญิงละเอียด พิบูลสงคราม ซึ่งมีสูตรอาหารแปลก ๆ ใหม่ ๆ ให้ได้ลองทำ”

เมื่อถามถึงแรงบันดาลใจและแพสชันในการทำอาหาร คุณต้นย้อนความหลังสมัยเด็กว่า โตมาในครอบครัวที่เป็นร้านค้า แม่จึงยุ่งกับการทำงานแทบทั้งวัน ส่วนตนก็ต้องช่วยทำอาหาร

“ผมโตมาในยุคสมัยที่ไม่ได้ซื้อกินทุกวัน ที่บ้านเราต้องทำกับข้าวกินเอง ผมเป็นคนช่วยและทำเองบ้าง ไม่รู้หรอกว่าทำแล้วดีหรือไม่ดี แต่ตัวเองกินได้ ที่สำคัญคือสนุก และสนุกมากขึ้นเมื่อเข้าใจเทสต์กับโครงสร้างของมัน พอโตขึ้น เวลาทำอาหาร ยิ่งศึกษาเรื่องอาหารก็ยิ่งสนใจที่มาของเครื่องปรุง ประวัติศาสตร์การเดินทาง โปรตุเกส-มาเก๊า โปรตุเกส-โมซัมบิก โปรตุเกส-กัว เราก็เห็น อ้อ! พืชพรรณอาหารพวกนี้มากับการล่าอาณานิคม

“คนเรียนประวัติศาสตร์มักจะเนิร์ด ต้องรู้ ต้องแกะสิ่งที่อยู่ข้างหลังออกมา อย่างเนื้อตุ๋นวันนี้ เป็นโปรตุเกสผสมกับกวางตุ้ง เมนูเต้าหู้ที่จะทำ ทำให้เราย้อนไปถึงว่า เต้าหู้เป็นโปรตีนราคาถูกที่รัฐบาลยุคคณะราษฎรสนับสนุนให้กิน หลายอย่างผมก็ใส่ส่วนผสมที่เป็นของผมเข้าไปด้วย”

The Setara HUES development  บ้านอาร์ตเดโคที่มีเสา 6 ต้น ห่างกัน 6 เมตร สูง 6.6 เมตร สร้าง 6 เดือน เสร็จเดือน 6 ด้วยคนงานแค่ 6 คน
The Setara HUES development  บ้านอาร์ตเดโคที่มีเสา 6 ต้น ห่างกัน 6 เมตร สูง 6.6 เมตร สร้าง 6 เดือน เสร็จเดือน 6 ด้วยคนงานแค่ 6 คน

ประการที่ 6
บ้านที่เท่าเทียม… เป็นบ้านที่เท่ากัน

ช่วงหนึ่งของการสนทนา คุณออมพูดถึงความหมายของบ้านขึ้นมา แล้วอธิบายเชิงความงามตามมุมมองของสถาปนิกว่า “Setara แปลว่า ความเท่าเทียม ซึ่งแบบบ้านก็แบ่งเป็น 2 ด้านที่เท่ากัน เราจึงแบ่งบ้านออกเป็น 2 ส่วนเท่า ๆ กัน ผนังนี้เป็นแกนแบ่งครึ่ง เป็นสมมาตรของอาร์ตเดโค ซึ่งเป็น 2 ก้อนที่สมมาตร แต่เราออกแบบให้ 2 ฝั่งสูงไม่เท่ากันเพื่อความสวยงามค่ะ ถ้าสูงเท่ากัน จะดูเป็นก้อนและตันมาก”

“ผมคิดว่าบ้านต้องมีชื่อ ถ้าทำทั้งทีก็ทำให้มันมีประวัติศาสตร์ มีชีวิต เหมือนเราไปปลุกชีวิต ปลุกสปิริตบางอย่างขึ้นมา โดยนำความเป็นส่วนตัว ความทรงจำ และการเดินทางของเราที่ได้ไปเห็นอาร์ตเดโคในที่อื่น ๆ มาอยู่ในบ้าน

“ผมชอบคำนี้แต่ไม่สามารถคิดเป็นภาษาไทยได้ บางทีเราต้องการจะ Code และใครอยากรู้ก็ไป Decode เอา เหมือนกับสิ่งที่ถูก Code ไว้ในอาคารใช่ไหมครับ ที่ออมเล่าถึงเสา 6 ต้น สูง 6 เมตร และจากตรงกลางไปซ้าย 6 เมตร ตรงกลางมาขวา 6 เมตร สูงขึ้นไป 6 เมตร 60 เซนติเมตร และรัศมี 0.6 เมตร”

ระหว่างการพูดคุย มีเรื่องเล็ก ๆ เรื่องหนึ่งที่ไม่ได้ถูกยกขึ้นเฉพาะเจาะจงกับคำถามใด ๆ หากแต่เรื่องราวนั้นถูกเล่าขึ้นมาในจังหวะพอเหมาะพอดีและมีพลัง

“วันที่บ้านเสร็จ จำได้เลยว่าภาพแรกที่ผมถ่าย เป็นภาพช่างก่อสร้างที่ทำบ้านผมทั้ง 6 คนด้านหน้าบ้าน ตอนนั้นช่างทั้งหมดกำลังเก็บของเตรียมกลับบ้าน แสงก็สวยด้วย ผมเดาว่าเขาคงไม่เคยได้ถ่ายภาพกับบ้านที่สร้างมาก่อน เขาก็อายกันนะ แต่มีคนหนึ่งยืนด้วยความภูมิใจมาก

“คนแรกที่ควรจะได้ถ่ายภาพกับบ้านของผมต้องเป็นคนนี้สิ คือแรงงานที่ทำ พวกเขาควรเป็นคนที่ถูกบันทึกเป็นกลุ่มแรกกับบ้านของผม”

The Setara HUES development  บ้านอาร์ตเดโคที่มีเสา 6 ต้น ห่างกัน 6 เมตร สูง 6.6 เมตร สร้าง 6 เดือน เสร็จเดือน 6 ด้วยคนงานแค่ 6 คน
The Setara HUES development  บ้านอาร์ตเดโคที่มีเสา 6 ต้น ห่างกัน 6 เมตร สูง 6.6 เมตร สร้าง 6 เดือน เสร็จเดือน 6 ด้วยคนงานแค่ 6 คน

Writer

Avatar

สกุณี ณัฐพูลวัฒน์

จบเกษตร แล้วต่อด้านสิ่งแวดล้อม แต่เติบโตด้านการงานด้วยการเขียนหนังสือมาตลอด ชอบพูดคุยกับผู้คน ชอบต้นไม้ ชอบสวน ชอบอ่าน ชอบงานศิลปะและชอบหนังสือภาพ ทุกวันนี้จึงพาตัวเองคลุกคลีอยู่กับสิ่งที่ชอบที่ชอบ ด้วยการเขียนหนังสือ ทำงานศิลปะ เดินทาง และเปิดร้านหนังสือ(ภาพ)ออนไลน์ Of Books and Bar

Photographer

Avatar

กรินทร์ มงคลพันธ์

ช่างภาพอิสระชาวเชียงใหม่ ร่ำเรียนมาทางศิลปะจากคณะที่ได้ชื่อว่ามีวงดนตรีลูกทุ่งแสนบันเทิงของเมืองเหนือ มีความสุขกับการกดชัตเตอร์ในแสงเงาธรรมชาติ ชอบแมว หมา และบ้าจักรยานไม่แพ้กิจกรรมกลางแจ้งอื่น ๆ

อยากอยู่อย่างอยาก

คนและบ้านน่าสนใจในพื้นที่ที่เขาอยากอยู่

นั่งจิบชากลางอากาศ เข้าห้องน้ำที่ไม่มีประตูและผนังกั้น แผ่นสังกะสีที่กลายเป็นฝ้าเพดานสูงโปร่ง เฟรมไม้ขนาดใหญ่นับสิบเฟรมวางตั้ง ผนังที่ลอกลายไม่เสร็จ แผ่นทองบนพื้นปูน วีดิโอซึ่งรันวนไปมาด้วยเรื่องเดิมรอบแล้วรอบเล่า ถ้วยชาบนท่อนไม้เปลือยเปล่าหน้ากระจกเงา และหนังสือเล่มหนาที่ไม่มีตัวอักษร ฯลฯ 

เราจะนิยามสิ่งเหล่านี้ว่าอะไร

ศิลปะ?

คนที่จะบอกเล่า อธิบายทั้งหมดได้ดีที่สุด ไม่ใช่ใครนอกจาก คามิน เลิศชัยประเสริฐ ศิลปินผู้สร้างและวางคอนเซ็ปต์งานในอาคารไม้รูปทรงบ้าน ท่ามกลางหมู่ไม้ย่านวัดอุโมงค์ จังหวัดเชียงใหม่แห่งนี้  

ผู้สนใจงานศิลปะ ลูกศิษย์ลูกหา หรือศิลปินหลายคนอาจเคยรับรู้มาก่อนว่า อาคารหลังนี้เคยเป็นสตูดิโอทำงานของคามิน  ทว่าปีนี้เขาปรับเปลี่ยนและรีโนเวตที่ทำงานศิลปะของตัวเองให้กลายเป็นพื้นที่แสดงงานในโปรเจกต์ยาว 5 ปีที่มีชื่อว่า ‘Self Enquiry’ (สอบถามตนเอง) 

ที่นี่คือพิพิธภัณฑ์จิตวิญญาณร่วมสมัยแห่งศตวรรษที่ 31 (สำนักงาน) หรือ 31st Century Museum of Contemporary Spirit (office)  

พื้นที่แสดงงานศิลปะเพื่อเข้าถึงความจริงแห่งชีวิตของศิลปิน คามิน เลิศชัยประเสริฐ

เพราะปลวกกัดกินโครงไม้ให้หล่นร่วง โครงการศิลปะ ‘สอบถามตนเอง’ จึงเกิดขึ้น  

“มันมาจากความบังเอิญ คือผมนั่งทำงานอยู่ตรงนี้เนอะ (ชี้ตรงพื้นที่ว่างติดผนังหน้าจอโปรเจกเตอร์ที่กำลังฉายภาพยนตร์ The Bardos of Living and Dying หนึ่งในโปรเจกต์งานแสดงภายในพิพิธภัณฑ์ เดิมที่ตรงนี้คือมุมทำงานศิลปะของเขา) แล้วไม้มันก็ตกลงมา ผมสงสัยว่าอะไรเลยเงยหน้าขึ้นไปมองด้านบน ไม้ของโครงหลังคามันร่วง มันบิด มันผุเพราะปลวกกิน และทำท่าจะหล่นอีกหลายอันเลย ตอนนั้นรู้สึกว่าเราต้องแก้ไข ต้องรีโนเวตหลังคาแล้ว นั่นเป็นจุดเริ่มต้น แต่ยังไม่ได้คิดโปรเจกต์อย่างนี้ คือที่เห็นนี่ค่อย ๆ พัฒนาขึ้นมาเมื่อเราคิดกับมันมากขึ้น คิดว่าแทนที่จะแค่ซ่อมหลังคา เราทำเป็นงานของเราโดยหาความร่วมมือจากแกลเลอรีที่สนใจก็น่าจะดี มันเป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ใช่แค่ทางสุนทรียะอย่างเดียว แต่ยังมีเรื่องของฟังก์ชัน เศรษฐกิจ และทุกอย่าง” 

พื้นที่แสดงงานศิลปะเพื่อเข้าถึงความจริงแห่งชีวิตของศิลปิน คามิน เลิศชัยประเสริฐ
พื้นที่แสดงงานศิลปะเพื่อเข้าถึงความจริงแห่งชีวิตของศิลปิน คามิน เลิศชัยประเสริฐ

หากมองเฉพาะโครงสร้าง อาคารหลังนี้ดูไม่เปลี่ยนมากนัก แต่หากเข้ามาด้านในจะเห็นการปรับเปลี่ยนพื้นที่จนไม่เหลือเค้าเดิม เขารื้อห้องพักผ่อนชั้นบนและบันไดวนกลางอาคารออก ห้องน้ำที่เคยกั้นสัดส่วนถูกดีไซน์และตีความใหม่ และเมื่อเดินขึ้นบันไดไปชั้นบน จะพบห้องน้ำเปิดโล่ง ไม่มีผนังและประตูปิดกั้น ต่อด้วยทางเดินแคบที่นำไปสู่ห้องทำงาน ระหว่างทางเป็นมุมนั่งดื่มชาบนพื้นกระจกใสที่มองทะลุลงไปยังพื้นด้านล่างได้เต็มตา ขณะที่ตัวอาคารซึ่งเคยเป็นพื้นที่นั่งคิดงานและทำงานศิลปะของคามิน ยังคงเปิดสเปซให้โล่งโปร่ง ทว่าเนื้อหาด้านในตัวอาคารบรรจุงานแสดงมากมาย ซึ่งล้วนเต็มไปด้วยความหมายและสะท้อนความคิดของศิลปิน  

หลังคากระเบื้องโบราณเปลี่ยนวัสดุเป็นเมทัลชีท ใช้แผ่นสังกะสีให้เป็นฝ้าเพดานปิดฉนวนและยิปซั่มกันความร้อน ผนังกำแพงที่เคยทาสีดำถูกขัดออกแต่ยังคงร่องรอยบางส่วน นั่นกลายเป็นส่วนของงานแสดงด้วยเช่นกัน 

พื้นที่แสดงงานศิลปะเพื่อเข้าถึงความจริงแห่งชีวิตของศิลปิน คามิน เลิศชัยประเสริฐ
พื้นที่แสดงงานศิลปะเพื่อเข้าถึงความจริงแห่งชีวิตของศิลปิน คามิน เลิศชัยประเสริฐ

“โครงสร้างเหมือนเดิม เปลี่ยนแค่วัสดุ อย่างการใช้เหล็ก สังกะสี เมทัลชีท หรือกระจก ทางสถาปัตยกรรมอาจมองว่ามันแปลกแยกกับอาคารแบบนี้ ถ้าใช้ไม้ก็จะดูสวย ซอฟต์ และกลมกลืน แต่ผมอยากใช้วัสดุที่อยู่ในยุคของมัน 

“เหมือนเวลาทำงานศิลปะ ผมชอบทำอะไรกับของร่วมสมัย หลังคานี่ถ้าคุณดูดี ๆ เป็นโครงเหล็ก ผมก็ไม่พยายามปกปิดให้เหล็กเหมือนไม้หรือให้ดูเรียบร้อย แต่ให้มันแสดงความเป็นเหล็กไปเลย ผมได้ความคิดมาจากการซ่อมถ้วยใบนี้ (ชี้ถ้วยชาที่มีรอยแตกเคลือบด้วยแผ่นทอง งานอีกชิ้นหนึ่งที่จัดแสดง)  มันโชว์ความต่างของวัสดุ เพื่อให้เคารพความเป็นเนื้อแท้ของมัน”

คามินอธิบายเชื่อมโยงไปถึงงานแสดงถ้วยชาใบที่วางในกล่องใส และตั้งอย่างโดดเด่นเห็นได้ชัดบนท่อนไม้ด้านหน้ากระจก 

พื้นที่แสดงงานศิลปะเพื่อเข้าถึงความจริงแห่งชีวิตของศิลปิน คามิน เลิศชัยประเสริฐ

“ถ้าคุณเข้ามาปุ๊บ ไฟจะติดส่องสว่างที่ถ้วยตรงนี้ สำหรับผมแล้ว นี่คืองานที่คิดว่าจะเป็นบทสรุปความคิดของ Self Enquiry ทั้งหมด เหมือนการทำงานศิลปะของผมทั้งชีวิต ทำให้ผมเข้าใจว่าศิลปะคืออะไร อาจจะถูกหรือผิดก็ไม่รู้นะ แต่โดยส่วนตัวผม ผมชัดเจนขึ้น ถ้วยใบนี้ให้ความหมายกับผมมากที่สุดในการเป็นตัวแทนประสบการณ์ คือ ถ้าถ้วยแตก ผมก็ซ่อมโดยยังไม่ได้คิดอะไร แต่ต่อมาจึงรู้ว่าการซ่อมแบบนี้ เรียกว่า คินสึงิ (Kintsugi) แทนที่จะปกปิดรอยแตกด้วยการซ่อม แต่เราใช้แนวคิดปรัชญาคินสึงิที่พยายามโชว์ข้อบกพร่องแทนการปกปิด ตรงนี้เป็นความงามและการสร้างสรรค์อีกมุมหนึ่ง โดยเอาทองไปสร้างลวดลายใหม่ให้ตรงรักที่เราเชื่อมรอยแตก

 “เหมือนชีวิตที่มีความผิดพลาดหรือความไม่ดีในอดีต แล้วเราพยายามมองให้เป็นประสบการณ์ที่ดี มองให้เป็นแง่มุมที่สวยงาม เป็นบทเรียน ผมว่าอันนี้มันกระทบใจผมมาก พอเข้าใจความหมาย ก็รู้สึกได้เลยว่าศิลปะทั้งหมดที่เราทำหรือเรียนรู้มามันคือตัวนี้นี่เอง ทำให้เราเข้าใจชีวิต เข้าใจสังคม เข้าใจโลก เหมือนเราทำงาน อาจจะดูน่าเกลียด แสดงออกอะไรไม่เหมาะสม แต่จริง ๆ มันคือการสร้างสมดุลในชีวิตอันนี้คือความงามในแง่มุมของศิลปิน ซึ่งคนอื่นอาจคิดว่าไม่งามหรือรับไม่ได้ คล้ายกับรอยแตกของถ้วย 

พื้นที่แสดงงานศิลปะเพื่อเข้าถึงความจริงแห่งชีวิตของศิลปิน คามิน เลิศชัยประเสริฐ

“สำหรับผม นี่คือการทำความเข้าใจศิลปะ ผมเลยทำเป็นตัวติดตั้งถาวรในโปรเจกต์ 5 ปี ผมอธิบายแนวคิดนี้และวาบิซาบิให้ศิลปินรุ่นน้องที่ชื่อมนตรีฟัง แล้วเอาท่อนไม้ให้ เขาก็ทำฐานวางถ้วยใบนี้ให้ผม เป็นส่วนที่แสดงให้เห็นถึงความเป็นธรรมชาติ และการถูกเกลาเนื้อไม้จนเนี้ยบขึ้นถึงด้านบน นี่จึงเป็นความงามทั้งจาก Nature made และ Man made”

คามินเล่าว่าโปรเจกต์ตรวจสอบตัวเองนี้ เขาวางแผนทำหนังสือตลอดระยะเวลาแสดงงาน 5 ปี ซึ่งเขาจะมองย้อนไปวิเคราะห์งานแสดงที่ผ่านมาแล้วนำมาตีความใหม่ และทำงานร่วมกับศิลปินอื่น ๆ ที่เขาสนใจ อาทิ ภาพยนตร์เรื่อง บาร์โด ที่เขาร่วมงานกับศิลปิน Sonoko Prow และเป็นงานเปิดชิ้นแรกของพื้นที่นี้ หรืองานชิ้นต่อไปกับ ดุจดาว วัฒนปกรณ์ นักสร้างสรรค์ศิลปะแห่งการเคลื่อนไหวเพื่อการสื่อสารและบำบัดจิตใจ เป็นต้น 

พื้นที่แสดงงานศิลปะเพื่อเข้าถึงความจริงแห่งชีวิตของศิลปิน คามิน เลิศชัยประเสริฐ

“ผมจะเขียนหนังสือ 5 ปีเกี่ยวกับกลศาตร์สุนทรียะ (Aesthetic Mechanics) ว่าสุนทรียศาสตร์ทำงานกับมนุษย์ยังไง มีผลกับมนุษย์ยังไง หรือจริง ๆ แล้วมันคืออะไรในทรรศนะของผม ผ่านการวิเคราะห์การทำงานในอดีต อันนี้คือโชว์แรก ปีหนึ่งตั้งใจไว้ว่าจะมี 3 – 4 โชว์ เปลี่ยนไปในทุก ๆ 3 – 4 เดือน แต่มันจะค่อย ๆ เปลี่ยนค่อย ๆ มาเติม แต่ละโชว์ก็จะเป็นหนึ่งบทของหนังสือ”

พื้นที่แสดงงานศิลปะเพื่อเข้าถึงความจริงแห่งชีวิตของศิลปิน คามิน เลิศชัยประเสริฐ

ความว่างคือรูป รูปก็คือความว่าง 

บ้านคือความว่างและความว่างก็คือบ้าน 

หลังจากได้ฟังคำอธิบายที่มาที่ไปของงานศิลปะชุดหนึ่งในโครงการสอบถามตนเองของคามิน ชื่อของต้นฉบับเรื่องนี้ก็ปรากฏขึ้นทันที 

แนวคิดเรื่องการปรับเปลี่ยนพื้นที่ของเขาสอดคล้องร้อยรัดไปกับแนวคิดทางศิลปะอย่างแยกกันไม่ออก เนื้อหาบางส่วนที่คามินอธิบาย Self Enquiry มีว่า

“…ศิลปะคือกระบวนการทำความเข้าใจตนเอง สังคม และธรรมชาติ แม้ว่าผมเริ่มรู้จักมัน แต่ก็ไม่แน่ใจนัก”

“โครงการสอบถามตนเองจึงเกิดขึ้นเพื่อเรียนรู้และตรวจสอบอีกครั้ง เพื่อเป็นบทสรุปความเข้าใจให้ลึกซึ้ง ผ่านการวิเคราะห์เจาะลึกผลงานศิลปะของผมในอดีต คู่ขนานไปกับความรู้ทางประวัติศาสตร์

ในสาขาวิชาต่าง ๆ เช่น ปรัชญา ศาสนา วิทยาศาสตร์ จิตวิทยาเชิงวิเคราะห์ เป็นต้น โดยนำมาช่วย

ในการตีความใหม่ เพื่อสร้างสรรค์สภาวะการรับรู้ใหม่หรือภาษาใหม่ ในการสื่อสารและทำความเข้าใจ

ร่วมกันกับสังคม ด้วยการรื้อถอนโครงสร้างคุณค่าของศิลปะหรือสุนทรียะ ทำให้เราเข้าใจการสร้างสรรค์

(กลไกสุนทรียะ) และการทำงานของจิตใจ ในการรับรู้ความงามของชีวิตอย่างเป็นรูปธรรม”

เปิดบ้านและพิพิธภัณฑ์จิตวิญญาณร่วมสมัยฯ ของ คามิน เลิศชัยประเสริฐ พื้นที่แสดงงานเพื่อเข้าถึงความงาม-ความจริงแห่งชีวิต

นิทรรศการ ‘รูปคือความว่าง-ความว่างก็คือรูป’ เป็นสภาวะเชื่อมต่อ (Bardo) คือความว่างระหว่างความตาย (อดีต) กับการเกิดใหม่ (อนาคต) เป็นนิทรรศการสุดท้ายหรือนิทรรศการที่ 4 ของ การรับรู้ที่บริสุทธิ์ (Pure Perception) แต่เป็นนิทรรศการแรกเริ่มของโครงการสอบถามตนเอง ซึ่งเริ่มจัดแสดง ณ พิพิธภัณฑ์จิตวิญญาณร่วมสมัยแห่งศตวรรษที่ 31 (สำนักงาน) ตั้งแต่วันที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2565 ต่อเนื่องไปเป็นระยะเวลา 5 ปีโดยประมาณ

“จุดประสงค์หลักก็เพื่อทำความเข้าใจตนเองในส่วน ที่บางโอกาสอาจเป็นกระจกให้ผู้อื่นตระหนักถึงคุณค่าหรือสภาวะที่แท้ของชีวิต นั้นก็แล้วแต่ว่าโชคชะตาจะนำพาคุณประโยชน์ในการดำเนินชีวิตที่เหลืออยู่อย่างมีสติที่สุดแห่งจิตบริสุทธิ์และความจริงใจ ที่เกิดจากการค้นพบสัจจะภายในและปัญญาที่มีอยู่แล้วในตน” 

ความว่างที่เกิดขึ้นในพื้นที่ที่เราสัมผัสได้และแทบไม่ต้องใช้คำอธิบายใด ๆ ทว่ากลับชัดเจน คือ ‘รูปทรงของที่ว่าง’ หรือประติมากรรมหลังคา เพราะมีความว่างจึงมีรูปทรง ซึ่งคามินบอกว่า “เราไม่ได้ออกแบบรูปทรง แต่เราออกแบบพื้นที่ว่างที่จะใช้สอย” 

เปิดบ้านและพิพิธภัณฑ์จิตวิญญาณร่วมสมัยฯ ของ คามิน เลิศชัยประเสริฐ พื้นที่แสดงงานเพื่อเข้าถึงความงาม-ความจริงแห่งชีวิต

นั่งจิบชากลางอากาศ

คามินกับถ้วยชา การดื่มชา บทสนทนา และการทำงานศิลปะเพื่อเข้าใจตนเอง คือเรื่องที่แยกจากกันไม่ขาด ดังนั้น บ้าน ในนามของพิพิธภัณฑ์จิตวิญญาณร่วมสมัยฯ ของเขา ย่อมต้องมีมุมดื่มชาให้ได้เยี่ยมเยือน และนั่งลงจิบชาสนทนาเรื่องราวต่าง ๆ อย่างมีรสชาติไม่แพ้รสชาชั้นดี   

แต่การจิบชาในครั้งนี้ ดูราวกับการนั่งอยู่กลางอากาศ ด้วยว่าพื้นนั่งที่รองรับนั้นกรุกระจกใสมองทะลุถึงชั้นล่าง

เปิดบ้านและพิพิธภัณฑ์จิตวิญญาณร่วมสมัยฯ ของ คามิน เลิศชัยประเสริฐ พื้นที่แสดงงานเพื่อเข้าถึงความงาม-ความจริงแห่งชีวิต

“เดิมทีตรงนี้จะเป็นที่โล่งดับเบิ้ลสเปซจากชั้นล่างขึ้นมา แต่ในที่สุดผมบอกสถาปนิกว่า ขอเปลี่ยนดีไซน์มาเป็นที่ดื่มชาโดยเปิดพื้นที่ให้โล่ง ผมได้ไอเดียจากห้องดื่มชาหรือ Tea Ceremony ของริคิว (Sen no Rikyu) คือผมทำงานเรื่อง Tea House และถ้วยชามานาน ถ้าจำไม่ผิดราว 400 – 500 กว่าปีที่ริคิวออกแบบห้องดื่มชาให้มีแต่ผนัง ประตูทางเข้าเล็ก ๆ ดังนั้น ทุกคนไม่ว่าจะโชกุนหรือซามูไรก็ต้องก้มหัวและวางดาบก่อนเข้าไปด้านใน Tea House ซึ่งการก้มเข้าไปก็คือการทำให้อ่อนน้อมถ่อมตน เข้าไปอยู่ในห้องมืด ๆ เพราะไม่มีหน้าต่าง อาจจะมีรูปเขียนหรืออะไรเล็ก ๆ แล้วดื่มชากัน และไม่มีการพูดคุยกันในพิธีชงชา นั่นคือวิธีกลับไปหาความเป็นหนึ่งเดียวกับความสงบภายใน รวมถึงความเป็นธรรมดาของมนุษย์ 

เปิดบ้านและพิพิธภัณฑ์จิตวิญญาณร่วมสมัยฯ ของ คามิน เลิศชัยประเสริฐ พื้นที่แสดงงานเพื่อเข้าถึงความงาม-ความจริงแห่งชีวิต

“ผมเอาคอนเซ็ปต์นี้มา Deconstruction คือทำตรงข้ามทุกอย่าง ไม่มีประตู ไม่มีผนัง ไม่มีพื้น ผมคิดว่ามากกว่าครึ่งไม่กล้าเข้ามา เพราะกลัวที่มันไม่เห็นพื้น กลัวว่ากระจกจะแตก ทุกคนจะหวาดกลัวไม่อยากเข้ามานั่ง เพราะว่าภาพจำที่เรามีอยู่กับพื้นที่ว่างมันน่ากลัว ไม่มั่นคง และความรู้สึกอย่างนี้เป็นการจำลองสังคมปัจจุบันของเราที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัว แต่เราไม่รู้ตัวเพราะเคยชิน” 

เขาอธิบายเพิ่มเติมว่า เมื่อครั้งยังอยู่นิวยอร์ก ทุกอย่างทำให้เรียนรู้ว่าต้องระแวดระวังและหวาดกลัว เขาจึงเข้าใจได้ว่าความหวาดกลัวนั้นฝังลึก และหากไม่สังเกตจะไม่เข้าใจถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในจิตใจ 

“ผมเคยอยู่นิวยอร์กในยุค 90 ซึ่งมันเลวร้ายมาก เรากลัวโดนจี้ กลัวโดนทำร้าย ผมจึงเข้าใจสังคมปัจจุบันที่คนหวาดกลัว เพราะมีความรู้สึกไม่มั่นคง หวาดระแวงเมื่อต้องเข้ามานั่งในนี้ ซึ่งผมก็พยายามจัดให้รู้สึกรีแล็กซ์ที่สุดทุกอย่าง ตั้งแต่ดีไซน์เรื่องถ้วย ไม่อยากให้ถ้วยใหญ่ ต้องรีบกินรีบใช้ ผมลดสเกลทุกอย่างให้คนที่นั่งดื่มได้กลับมาอยู่กับปัจจุบัน ได้ใช้เวลาด้วยกัน ผมออกแบบพื้นที่ให้มีความเปิดเผย เมื่อนั่งไปเรื่อย ๆ ความกลัวหรือความเคยชินจะค่อย ๆ หายไป 

“ในขณะที่ Tea House ของริคิว คือกลับเข้าไปหาความสงบส่วนตัว ส่วนผมนั้นกลับกัน เริ่มสิ่งที่ตรงข้ามกับริคิว คือ เข้าไปหาจริงโดยใช้ความระแวงหวาดกลัว ความไม่มั่นคง ความเปิดเผย ไม่มีความลับ ผมคิดว่าความจริงมันอยู่บนยอดเขา เราขึ้นได้หลายทาง ดังนั้น ผมจะขึ้นอีกทางหนึ่ง เพราะทางนั้นมีคนอื่นทำมาแล้ว”

เปิดบ้านและพิพิธภัณฑ์จิตวิญญาณร่วมสมัยฯ ของ คามิน เลิศชัยประเสริฐ พื้นที่แสดงงานเพื่อเข้าถึงความงาม-ความจริงแห่งชีวิต

พิพิธภัณฑ์รูปทรงบ้านที่บรรจุงานศิลปะมากกว่า 7 ชิ้น

ผนังด้านหนึ่งของอาคารติดภาพและคำอธิบายแปลนการใช้พื้นที่ ซึ่งระบุถึงงานที่จัดแสดง 7 ชิ้น ภายใต้ชื่องานครั้งนี้ว่า ‘ความว่างคือรูป รูปก็คือความว่าง’  ได้แก่ 1. กลศาสตร์สุนทรียะ (หนังสือ) 2. ก่อนที่คุณยายเกิดหน้าตาคุณเป็นอย่างไร (ถ้วยชา, กระจกเงา) 3. การรับรู้ที่บริสุทธิ์ (จิตกรรม) 4. รูปทรงของเวลา (จิตรกรรมฝาผนัง) 5. รูปทรงของที่ว่าง (ประติมากรรมหลังคา) 6. กลุ่มดาว (พื้น) และ 7. บาร์โดของการมีชีวิตและการตาย (ฟิล์ม)

คามินบอกว่า แท้จริงแล้วในพื้นที่แห่งนี้มีงานศิลปะมากกว่า 7 ชิ้นที่ได้เขียนไว้ แต่จะเป็นอย่างไรนั้น อยากให้ผู้เข้าชมลองตีความหรือสัมผัสด้วยตนเอง หรือหากได้พบกับศิลปิน ก็อาจแลกเปลี่ยนหรือสอบถามได้โดยตรง เชื่อว่าจะเต็มไปด้วยแรงสั่นสะเทือนทางศิลปะ ซึ่งต้องนำไปขบคิดหรือทบทวนทั้งผลงานที่เห็นตรงหน้า และแนวคิดต่าง ๆ จะย้อนกลับมาพูดคุยกับตนเองหลังได้ดูงานของศิลปินท่านนี้ 

ยกตัวอย่างแนวคิดในการทำงานศิลปะที่ชื่อว่า กลุ่มดาว หรือ Galaxy ที่วงเล็บด้านหลังว่า ‘พื้น’ ที่มาของงานชิ้นนี้ เกิดจากรอยซ่อมพื้นที่ต้องทาด้วยปูนพิเศษ ทำให้เกิดสีดำแปลกแยกกับพื้นปูนขัดมัน ดังนั้น จึงนำทองมาแปะตามรอยซ่อม ซึ่งมาจากแนวคิดการซ่อมถ้วยชาในศิลปะแบบคินสึงิ 

เปิดบ้านและพิพิธภัณฑ์จิตวิญญาณร่วมสมัยฯ ของ คามิน เลิศชัยประเสริฐ พื้นที่แสดงงานเพื่อเข้าถึงความงาม-ความจริงแห่งชีวิต

หรืองานศิลปะบนฝาผนังในชื่องานว่า รูปทรงของเวลา คามินอธิบายงานว่าเดิมผนังนี้ทาด้วยสีดำ พอรีโนเวตอาคารจึงขัดสีดำออก ขณะที่ช่างกำลังลอกสีดำออก เขาก็มองเห็นความงามที่เกิดขึ้น 

“ผมเข้ามาดูการรีโนเวตทุกวัน วันนั้นขณะช่างทำงาน เราเห็นรูปทรงของเวลาที่เกิดขึ้นบนผนังนี้  เพราะเราเห็น ‘เวลา’ เป็นภาพไม่ได้ แต่เห็นผ่านร่องรอยของประสบการณ์ ส่วนผนังตรงข้ามผมก็ทำให้เรียบ ๆ เพื่อให้เกิดการสื่อสารกัน เหมือนหยิน-หยาง ถ้าไม่มีความเรียบก็ไม่เห็นความหยาบ และจริง ๆ แล้วกระบวนการทั้งหมดที่เกิดขึ้นก็คืองานอีกหนึ่งชิ้นด้วย 

“ส่วนหนังสือที่วางเอาไว้ข้างหน้าก็เป็นตัวแทนว่า อีก 5 ปีจะเป็นหนังสือที่พิมพ์ประสบการณ์แบบนี้ทั้งหมดไว้ด้านใน จริง ๆ มันมีมากกว่า 7 แต่ 7 ชิ้นเป็นสิ่งที่เราโฟกัสหรือสื่อสารกับคนดูได้ 

เปิดบ้านและพิพิธภัณฑ์จิตวิญญาณร่วมสมัยฯ ของ คามิน เลิศชัยประเสริฐ พื้นที่แสดงงานเพื่อเข้าถึงความงาม-ความจริงแห่งชีวิต

“งานปัจจุบันที่ผมโชว์ที่กรุงเทพฯ ชื่อ Pure Perception หรือการรับรู้ที่บริสุทธิ์ (จิตกรรม) ซึ่งผมแสดงไปแล้ว 3 ที่ ที่นำทองแกลลอรี ที่ ATTA Gallery และที่หอศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย และยังเหลือ 10 รูปผมมาแสดงที่นี่ ชิ้นงาน Pure Perception เป็นกระบวนการเรียนรู้ว่ามันคืออะไร พอทำไปรูปที่ 90  ผมรู้สึกว่าการแสดงออกแบบนี้เป็นปัจจัตตัง การถ่ายทอด การบอกกล่าว หรือการสื่อสาร ไม่เป็น Pure Perception ผมเลยหยุดเขียนรูป หมายถึงหยุดแสดงออกด้วยภาพ ดังนั้นจึงเป็นเฟรมเปล่า 10  อันแล้วเอามาตั้ง ที่คุณเห็นนี่เป็นงานที่เชื่อมต่อระหว่างงาน Pure Perception กับ Self Enquiry ตรงนี้คือตรงกลาง ซึ่งก็คือ บาร์โด เป็นช่วงที่เชื่อมต่อนั่นเอง” 

งานแต่ละชิ้นที่นำมาแสดงร่วมกันภายในพื้นที่อาคารแห่งนี้มีความหมายในตัวเองก็จริง แต่ทุกงานล้วนมีคอนเซปต์หลักเดียวกัน ซึ่งศิลปินอธิบายด้วยคำสั้น ๆ ว่า 

“คอนเซ็ปต์ใหญ่ก็คือ ความงามและการเข้าใจความงาม” 

“ต้องพูดอย่างนี้ก่อน ในอดีตความจริง / ความดี / ความงาม มันจะแยกกันอยู่ ความจริงจะถูกอธิบายผ่านวิทยาศาสตร์  ส่วนความดีจะถูกอธิบายผ่านศาสนา ปรัชญา และความงามทุกอธิบายผ่านศิลปะ ซึ่งจริง ๆ แต่เดิมเลย มันไปทางเดียวกัน แต่มันถูกแยกออกจากกัน  มาถึงตอนนี้ผมจะเอากลับไปที่เดิม ไปรวมกัน คือ สุนทรียศาสตร์ สำหรับผมความงามก็คือความจริงและความดี เมื่อไหร่ที่เราเข้าใจความงามจนถึงจุดที่เป็นแก่นแท้ของมัน มันจะรวมความดีกับความจริงอยู่ในนั้น ความงามที่ไม่รวมความจริงกับความดีมันเป็นสมมติบัญญัติ แต่ความงามที่เป็นสากลต้องมี 3 สิ่งนี้ด้วยกัน ผมกำลังพูดความจริงผ่านภาษาศิลปะ อธิบายความเข้าใจผ่านประสบการณ์   

“และถ้าเข้าใจสิ่งเหล่านี้ เราจะรู้ว่าคือทั้งหมด ทั้งหมดก็คือเรา และความงามมีอยู่ในทุกสิ่ง ทุกขณะ” 

เปิดบ้านและพิพิธภัณฑ์จิตวิญญาณร่วมสมัยฯ ของ คามิน เลิศชัยประเสริฐ พื้นที่แสดงงานเพื่อเข้าถึงความงาม-ความจริงแห่งชีวิต

31st Century Museum of Contemporary Spirit สามารถเข้าชมได้สัปดาห์ละ 4 วัน วันเสาร์- อังคาร เวลา 13.00 – 17.00 น.

Writer

Avatar

สกุณี ณัฐพูลวัฒน์

จบเกษตร แล้วต่อด้านสิ่งแวดล้อม แต่เติบโตด้านการงานด้วยการเขียนหนังสือมาตลอด ชอบพูดคุยกับผู้คน ชอบต้นไม้ ชอบสวน ชอบอ่าน ชอบงานศิลปะและชอบหนังสือภาพ ทุกวันนี้จึงพาตัวเองคลุกคลีอยู่กับสิ่งที่ชอบที่ชอบ ด้วยการเขียนหนังสือ ทำงานศิลปะ เดินทาง และเปิดร้านหนังสือ(ภาพ)ออนไลน์ Of Books and Bar

Photographer

Avatar

กรินทร์ มงคลพันธ์

ช่างภาพอิสระชาวเชียงใหม่ ร่ำเรียนมาทางศิลปะจากคณะที่ได้ชื่อว่ามีวงดนตรีลูกทุ่งแสนบันเทิงของเมืองเหนือ มีความสุขกับการกดชัตเตอร์ในแสงเงาธรรมชาติ ชอบแมว หมา และบ้าจักรยานไม่แพ้กิจกรรมกลางแจ้งอื่น ๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load