เรื่องเล่า 6 ประการของ ‘บ้าน’ ที่แปลว่าเท่าเทียม บ้านหลังนี้ชื่อว่า The Setara

The Setara เป็นภาษาอินโดนีเซีย ออกเสียงว่า เดอะเซอตารา

The Setara เป็นที่รวมความทรงจำและตัวตนของ ต้น-สิทธา เลิศไพบูลย์ศิริ เจ้าของบ้านผู้สนใจประวัติศาสตร์ มีแพสชันด้านการทำอาหาร และงานศิลปะสถาปัตยกรรมคณะราษฎร

The Setara เป็นบ้านพักผ่อนที่ผสมผสานความชอบ จากการทำงานค้นคว้าเรื่องราวสถาปัตยกรรมอาร์ตเดโคอย่างจริงจังของทั้งเจ้าของบ้าน สถาปนิกผู้สร้างต้นแบบ คือ ศาสตราจารย์ ดร.ชาตรี ประกิตนนทการ และบริษัท HUES development ของสองสถาปนิกหญิงผู้ลงมือพัฒนาลายเส้นสเก็ตช์ 5 – 6 แผ่นจากอาจารย์ชาตรี ให้กลายเป็นบ้านที่ตั้งอยู่ท่ามกลางธรรมชาติและขุนเขาในจังหวัดเชียงใหม่

และนี่คือเรื่องเล่าน่าประทับใจ 6 ประการของบ้านที่แปลว่าเท่าเทียมหลังนี้

The Setara บ้านของคนบ้าอาร์ตเดโค ที่ออกแบบจากโรงพยาบาลร้างและตึกมากมายในลพบุรี

ประการที่ 1
เป็นบ้านที่สะท้อนตัวตน ความทรงจำ และการเดินทาง

“ผมเกิดและโตในนิคมสร้างตนเองที่พระพุทธบาท สระบุรี เรียนที่อำเภอเมืองลพบุรี สองพื้นที่นี้สำหรับผมคือหนึ่งเดียวกัน ตั้งแต่ ป.1 ทุกวันผมต้องไปโรงเรียนที่ลพบุรี ตอนเย็นก็กลับมาบ้านที่สระบุรี

“อำเภอพระพุทธบาท สระบุรี กับอำเภอเมืองลพบุรี อยู่ติดกัน เป็นพื้นที่ร่วมของโครงการนำร่องในการพัฒนานิคมสร้างตนเองแห่งแรกของประเทศไทย เป็นคล้าย ๆ ความใฝ่ฝันของรัฐบาลใหม่ของ จอมพล ป. พิบูลสงคราม ที่สร้างเมืองรูปแบบใหม่ ทดลองสร้างรูปแบบอาคารราชการเป็นอาร์ตเดโค มีการจัดสรรที่ดินทำกิน เป็นนโยบายเพื่อให้ราษฎรมีที่ดินทำกิน เป็นจุดเริ่มต้นก่อนจะเกิดนิคมหลายแห่งทั่วประเทศ ที่สำคัญ จังหวัดลพบุรีเป็นเมืองใหม่ เมื่อ พ.ศ. 2483 มีการออกแบบอาคารต่าง ๆ มากมาย ในช่วงเวลานั้นลพบุรีเป็นเมืองที่ทันสมัย มีโรงหนัง มีโรงพยาบาลอานันทมหิดล มีอาคารสำคัญทางราชการ ผมได้เห็นอาคารเหล่านั้นมาตั้งแต่เด็ก”

คุณต้นเริ่มเล่าที่มาของความทรงจำที่เริ่มตั้งแต่วัยเยาว์ จากลพบุรีเข้าเรียนต่อที่โรงเรียนอัสสัมชัญธนบุรี และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จากนั้นไปเรียนต่อที่มาเลเซีย ทำวิจัยที่อินโดนีเซีย และทำงานด้านสิทธิมนุษยชน ก่อนจะย้ายมาลงหลักปักฐานทำงานที่จังหวัดเชียงใหม่อย่างในทุกวันนี้

“ผมสนใจประวัติศาสตร์การเมืองอินโดนีเซีย โดยเฉพาะจุดที่เป็นพื้นที่นอกเมืองหลวง เราชอบงานสถาปัตยกรรมอาร์ตเดโค สะสมมาตั้งแต่เด็ก ๆ ตึกต่าง ๆ ในลพบุรี วงเวียน หรือแม้กระทั่งกรงสัตว์ในสวนสัตว์ มันคืออาร์ตเดโคแทบทั้งหมด เมื่อผมได้ไปศึกษาต่อ ค้นคว้าเพิ่มเติมเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของอินโดนีเซีย ได้ไปรู้จักอาร์ตเดโคที่บันดุง ซึ่งทุกวันนี้บันดุงเป็นเมืองที่มีอาคารอาร์ตเดโคสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

The Setara บ้านของคนบ้าอาร์ตเดโค ที่ออกแบบจากโรงพยาบาลร้างและตึกมากมายในลพบุรี
The Setara บ้านของคนบ้าอาร์ตเดโค ที่ออกแบบจากโรงพยาบาลร้างและตึกมากมายในลพบุรี

“ผมศึกษาด้วยความชอบ ผู้เชี่ยวชาญคือเพื่อนผม อาจารย์ชาตรี ประกิตนนทการ ตอนผมกลับจากอินโดนีเซีย ได้ไปฟังอาจารย์ชาตรีนำเสนอเรื่องนี้ในเวทีไทศึกษา เมื่อ พ.ศ. 2551 ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ฟังแล้วตื่นเต้น สิ่งที่เขานำเสนอคือบ้านเรา ทำไมเราไม่เคยรู้รายละเอียด หรือเข้าใจว่าทำไมต้องเป็นอาร์ตเดโค ทำไมต้องมีเสา 6 ต้น ทำไมต้องมีหน้าต่าง 6 บาน ทำไมต้องมีลวดลายแบบนั้น หรือการถอดรหัสอื่น ๆ ฟังแล้วสนุก จากนั้นก็เข้าไปคุย แล้วก็เป็นเพื่อนกันครับ ผมเลยได้ไปดูอาคารเก่าหรือสิ่งที่คณะราษฎรทำไว้เป็นอาร์ตเดโคกับอาจารย์ชาตรี

“เมื่อไปอ่าน ศึกษา เก็บเอกสารจริง วัตถุทางประวัติศาสตร์จริง พอจะทำบ้าน ก็คิดว่าเวลาที่เราอยู่ในบ้าน เราอยากอยู่กับอะไรบ้าง เราอยากอยู่กับความทรงจำของเรา อยากอยู่กับของที่เราเก็บ อยากอยู่กับกิจกรรมที่เราชอบ ผมชอบทำกับข้าว มีของที่เรารัก มีสเปซ และมีรูปทรงที่เป็นความทรงจำหรือสิ่งที่ชอบ บ้านหลังนี้คือบ้านที่ตามใจคนอยากได้”

จากความทรงจำกลายเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา เมื่อคุณต้นทาบทามอาจารย์ชาตรีให้เป็นผู้ออกแบบบ้าน โดยตั้งใจให้เป็นอาคารอาร์ตเคโด อาจารย์ชาตรีเลือกตึกปฏิบัติการแพทย์ในโรงพยาบาลอานันทมหิดล จังหวัดลพบุรี ซึ่งคุณต้นคุ้นเคย เป็นต้นแบบหลัก ร่วมกับองค์ประกอบบางส่วนของอาคารศัลยกรรม ซึ่งอยู่ในโรงพยาบาลอานันทมหิดลเช่นเดียวกัน

“สำหรับผม ความน่าสนใจของตึกปฏิบัติการแพทย์คือความร้าง (คุณต้นชี้ให้ดูภาพถ่ายตึกปฏิบัติการแพทย์ที่ใส่กรอบแขวนประดับบ้านไว้ พร้อมอธิบายเพิ่มเติม) ภาพอาคารผมถ่ายไว้เยอะ หลายช่วง แต่ผมชอบภาพนี้ เพราะถ่ายในเดือนเมษายนซึ่งแล้งมาก พอถ่ายภาพออกมามันดูเหงา ตึกขนาดใหญ่ก็ดูเหงาอย่างนี้แหละ

“ผมชอบความร้างของตึก เพราะในปัจจุบันไม่มีการทำงานใด ๆ และไม่เคยถูกบูรณะจริง ๆ จึงให้ความรู้สึกดิบมาก ๆ รู้สึกได้ถึงการใช้งานวันแรกจนถึงวันที่ถูกปล่อยร้าง เด็กลพบุรีสมัยก่อนคุ้นเคยกับโรงพยาบาลอานันทมหิดล เวลาจะไปทำฟัน ประกวดฟัน หรือทำกิจกรรมที่โรงเรียนพาไป ก็จะเข้าออกโรงพยาบาลนี้ตลอด ตอนเด็ก ๆ ยังไม่รู้อะไรมาก แต่พอโตขึ้นก็เริ่มเห็นมิติอื่น ความชอบก็มากขึ้น

The Setara บ้านของคนบ้าอาร์ตเดโค ที่ออกแบบจากโรงพยาบาลร้างและตึกมากมายในลพบุรี

“ส่วนตึกศัลยกรรม เป็นตึกที่ตัวอาคารเหมือนเรือดำน้ำเลยครับ เราก็เอาหน้าต่างมาใช้กับบ้าน และไอเดียอีกอันหนึ่งที่นำมาใช้ คือส่วนของชั้นลอยที่เปิดให้มองลงมายังโถงด้านล่าง ในตึกศัลยกรรมนั้น นักเรียนจะขึ้นไปบนชั้นลอยเพื่อมองลงมายังชั้น 1 ซึ่งเป็นพื้นที่ผ่าอาจารย์ใหญ่

“พอจินตนาการว่าเราเป็นนักเรียนที่กำลังมองการผ่าตัดจากด้านบน ผมว่ามันเป็นการออกแบบที่เท่มากใน พ.ศ. 2481

“ในฐานะนักเรียนประวัติศาสตร์ ผมคิดว่า เวลาได้เห็นว่าเรามาจากไหน เราเกิดมายังไง เราถูกหล่อหลอมมาด้วยอะไร เราเชื่อมโยงกับอะไร มันทำให้รู้สึกว่า เออ ชีวิตมีความหมายมากขึ้น เหมือนกับเราได้เชื่อมต่อ เราเป็นองค์ประกอบหนึ่งของประวัติศาสตร์ที่ถูกเล่าให้ฟัง หลังจากนั้นเราก็จะเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่จะถูกเล่าต่อไปข้างหน้า ผมคิดว่าความเป็นตัวตนของเราก็คือ ยิ่งรู้ประวัติศาสตร์ว่าเรามายังไง จะรู้สึกว่าเราเป็นคนที่เล็กมาก เป็นส่วนหนึ่งที่ถูกกาลเวลาผ่านไป”

ประการที่ 2
เป็นบ้านอาร์ตเดโคที่ให้ความรู้สึกเหมือนเดินเข้าไปในแกลเลอรี่ และย้อนกลับเข้าไปในประวัติศาสตร์

การนำรูปแบบสถาปัตยกรรมอาร์ตเดโค ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพื้นที่สาธารณะ มาเป็นบ้านอยู่อาศัยหรือบ้านพักผ่อน เรียกว่าไม่ใช่เรื่องที่จะทำได้ง่าย ๆ เพียงลอกแบบสิ่งที่ตามองเห็น เพราะสเกลและฟังก์ชันการใช้งานแตกต่างกันมาก ดังนั้น ไม่เพียงหน้าตาของต้นแบบอาคารที่สำคัญสำหรับบ้านหลังนี้ แต่การเข้าใจความงามกับเนื้อหาความเป็นมาของสถาปัตยกรรมในยุคดังกล่าว รวมถึงเข้าใจรูปแบบการใช้ชีวิตของเจ้าของบ้าน เป็นสิ่งสำคัญที่สุดก็ว่าได้

คุณต้นบอกว่าในมุมมองของตนที่นับถือคริสต์ศาสนา การได้ทำงานร่วมกับทีมที่ดีนั้น คิดว่าเป็นเพราะพระเจ้าวางแผนไว้แล้ว “การทำบ้านอย่างนี้ ถ้าคนไม่เข้าใจ ก็คงไม่ได้ออกมาลงตัวแบบนี้ คือพูดได้ว่าบ้านหลังนี้มีส่วนประกอบ 3 ส่วน คือ ผม อาจารย์ชาตรี และ HUES development ซึ่งเป็นกลุ่มสถาปนิกที่สนใจอาคารอาร์ตเดโคในยุคราษฎร จึงเกิดเป็นส่วนผสมที่สำคัญของ The Setara ครับ”

คุณต้นกล่าวก่อนแนะนำ ออม-กุหลาบ เลิศมัลลิกาพร และ หมู-ณัฐชานันท์ โลห์ประเสริฐ สองสถาปนิกผู้ก่อตั้งบริษัท HUES development ซึ่งมาพัฒนาต้นแบบสเก็ตช์จากอาจารย์ชาตรีให้กลายเป็นบ้านหลังนี้

แรกทีเดียวคุณต้นมองหาคนมาวางผังแลนด์สเคปให้บ้าน เพราะในตอนนั้นมีวิศวกรช่วยถอดแบบสเก็ตช์ให้กลายเป็นแบบก่อสร้างอยู่แล้ว จึงได้นัดพบกับคุณออมที่ร้านกาแฟแห่งหนึ่ง

The Setara บ้านของคนบ้าอาร์ตเดโค ที่ออกแบบจากโรงพยาบาลร้างและตึกมากมายในลพบุรี

“พอได้ฟังเรื่องราวที่มาของบ้าน ออมตื่นเต้นมาก กลับไปเล่าให้คุณหมูฟัง เราทั้งคู่เห็นตรงกันว่าอยากทำ งานอื่น ๆ เราไม่เคยบอกลูกค้าว่าอยากทำนะคะ จะให้ลูกค้าตัดสินใจเอง แต่ตอนนั้นตั้งใจบอกคุณต้นว่าจะให้ทำตรงไหนก็ได้ แลนด์สเคปก็ได้ เราอยากมีส่วนร่วมในโปรเจกต์ อยากดูมันไปด้วยกัน ออมว่าโปรเจกต์นี้พิเศษมาก เราจึงต้องตรงไปตรงมากับความรู้สึกของเรา

“แบบสเก็ตช์ของอาจารย์ชาตรีมีประมาณ 5 – 6 แผ่น มีแปลนแล้วก็รูปบ้าน ถ้าไปเขียนโดยใช้ต้นแบบเป็นบ้านโมเดิร์นสมัยใหม่ จะดูแข็งมากหากไม่ลงรายละเอียด เราเลยตัดสินใจขอพัฒนาต่อ และอาจารย์ชาตรีก็เห็นด้วย ก่อนลงมือเราก็ขอคุณต้นว่า ถ้าทำแบบเสร็จแล้ว ขอไปให้อาจารย์ชาตรีตรวจนะ แล้วก็ได้คุยกันกับอาจารย์ชาตรี ส่วนรายละเอียดของบ้านที่เหลือเราก็คุยกับคุณต้น”

คุณหมูเล่าเสริมว่า “ด้วยความที่เราน่าจะคิดตรงกัน เพราะเราอินกับแบบร่างสเก็ตช์ของอาจารย์ชาตรี และเราว่าบ้านมันน่าจะไปได้ไกล ไปได้ดี คือตัวงานสถาปัตยกรรมเป็นงานในยุคก่อน ซึ่งโอกาสที่เราจะได้กลับไปทำงานสถาปัตยกรรมในยุคนั้นมันยากมาก” เธอหันไปมองหน้าคุณออม ก่อนที่คุณออมจะให้ข้อมูลเพิ่มว่า

“ใช่ค่ะ ส่วนใหญ่งานที่ได้ทำจะเป็นแนวสมัยใหม่ งานนี้จึงดึงดูดเราทั้งคู่เหมือนกัน ถ้าถามเหตุผลก็คือ หนึ่ง เราสนใจเนื้อหาของคณะราษฎร สนใจเรื่องประวัติศาสตร์สังคมอยู่แล้ว และสอง คือ ในตัวงานสถาปัตยกรรมมีเรื่องราวเกี่ยวข้องกันอยู่ในนั้น มีภาษา มีความหมาย มีอะไรบางอย่างที่เราอยากเรียนรู้อีกเยอะ

“พอดูงานอาร์ตเดโคเก่า ๆ หรือดู Reference ส่วนใหญ่เป็นอาคารสาธารณะ ตึกหรืออาคารขนาดค่อนข้างใหญ่ เมื่อต้องมาทำเป็นบ้าน สเกลต้องเล็กลงเยอะ ซึ่งถือเป็นเรื่องท้าทาย จะทำยังไงให้ดูอบอุ่น ดูเป็นบ้าน ไม่ใช่เข้าไปอยู่ในออฟฟิศ โรงพยาบาล หรือศาลากลาง นี่คือโจทย์ที่เราต้องคิดเยอะ ๆ

The Setara บ้านของคนบ้าอาร์ตเดโค ที่ออกแบบจากโรงพยาบาลร้างและตึกมากมายในลพบุรี

“ฟังก์ชันบ้านหลังนี้ไม่เหมือนบ้านทั่วไป ต้องมีพื้นที่รับแขกที่จะมานั่งตรงโน้น ตรงนี้ เดินไปข้างบน หรือเดินดูของสะสมของคุณต้น ที่นี่จึงคล้ายแกลเลอรี่นิดหนึ่ง เราก็ต้องออกแบบให้ไปด้วยกันได้ ทั้งในส่วนที่เจ้าของบ้านและครอบครัวอยู่ รวมทั้งส่วนที่เพื่อน ๆ จะเข้ามาใช้พื้นที่”

สถาปนิกทั้ง 2 ท่านอธิบายว่า ก่อนลงมือพัฒนาแบบ จำเป็นต้องศึกษาค้นคว้าข้อมูลให้มาก

“เพราะตัวต้นแบบมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ ศิลปะอาร์ตเดโคมีความหมายทั้งทางประวัติศาสตร์และมีความหมายต่อเจ้าของบ้าน มันมีอะไรหลาย ๆ อย่างอยู่ในนั้น เรากลัวว่าอาจจะหลุดคอนเซ็ปต์ได้ จึงต้องทำการบ้านเยอะ ค้นคว้าข้อมูลเยอะมากค่ะ

“นอกจากนั้นก็ต้องดูสเกลบ้านด้วย คือตึกสมัยนั้นจะเป็นสาธารณะใช่ไหมคะ เราก็ดูบ้านในยุคสมัยนั้นควบคู่ไปด้วย ศึกษาอินทีเรียบ้านในยุคนั้นเพิ่ม เอามาผสมกัน แล้วก็เก็บฟาซาดหรืออื่น ๆ ที่เป็นแรงบันดาลใจของคุณต้นเอาไว้ด้วย ที่สำคัญคือ การพัฒนาแบบต้องดูว่าจะเอาอะไรมาใช้ตรงไหนให้เหมาะสม ไม่ใช่ว่าดึงมาแล้วไม่เข้ากับตัวบ้าน

“ตอนที่เปลี่ยนฟังก์ชัน ก็ต้องมาออกแบบใหม่ว่าทำยังไงให้ได้มู้ดนั้น ต้องมองสเก็ตช์ของอาจารย์ชาตรีให้ออก ต้องดูให้เป็นอาร์ต ต้องเข้าใจมันก่อนให้ได้ ไม่ใช่แค่ก็อปปี้มา เพราะถ้าถอดแบบร่างมาแปลงเป็น 3 มิติเลย มันจะขาดความคิดบางอย่าง ดังนั้น ระหว่างทางจึงต้องเก็บรายละเอียดต่าง ๆ ของดีไซน์ ของพื้นที่ เพื่อให้ออกมาได้ใกล้เคียงสเก็ตช์ ซึ่งในที่นี้ไม่ใช่ใกล้เคียงแบบเหมือน แต่ใกล้เคียงในเชิงความหมาย

“อย่างแรกเราจึงต้องตีความก่อนว่า อะไรจะเป็นกิมมิก เป็นการบ่งบอกเรื่องราว เรามาตีความหมายใหม่ทั้งหมดเลยว่าอะไรอยู่ตรงไหน เช่น หน้าต่างเรือดำน้ำที่คุณต้นส่งมา จะอยู่เป็น Approach ของทางเข้าบ้าน ทีนี้ก็มาดูว่าจะเข้ากันไหม สเกลจะได้ไหม อะไรอย่างนี้ เพราะฉะนั้น เราต้องกลับมาคราฟต์ใหม่ คือ เอาไอเดียต่าง ๆ มาโยนแล้วกลับมาปั้นใหม่ให้มันออกมาจนโอเค เจ้าของบ้านและอาจารย์ชาตรีก็ต้องเห็นด้วย”

คุณออมกับคุณหมูช่วยกันเล่าย้อนถึงวันที่ทำงานอย่างหนัก ในช่วงพัฒนาแบบก่อนลงมือสร้างจริง ส่วนคุณต้นพาเดินชมบ้าน พร้อมพูดภาพรวมว่า

The Setara HUES development  บ้านอาร์ตเดโคที่มีเสา 6 ต้น ห่างกัน 6 เมตร สูง 6.6 เมตร สร้าง 6 เดือน เสร็จเดือน 6 ด้วยคนงานแค่ 6 คน
The Setara HUES development  บ้านอาร์ตเดโคที่มีเสา 6 ต้น ห่างกัน 6 เมตร สูง 6.6 เมตร สร้าง 6 เดือน เสร็จเดือน 6 ด้วยคนงานแค่ 6 คน

เราดึงเอากลิ่นของตึกปฏิบัติการมา อย่างตรงนี้เป็นพื้นที่ทำกับข้าว ส่วนห้องนอนอยู่ด้านล่าง แบ่งสัดส่วนไป เดิมทีมีบันไดขึ้นไปบนดาดฟ้า เพื่อให้เหมาะกับงบประมาณและใช้งานได้จริง แบบแรกที่อาจารย์ชาตรีเขียนร่างไว้ให้ ตรงบันไดทางขึ้นด้านบน เราทำเหมือนตึกปฏิบัติการเลย คือเป็นบันไดปูนโค้งขึ้นไปข้างกรอบหน้าต่าง ส่วนหน้าต่างตรงห้องอาหารที่เป็นผนังบ้านนี้ ออมกับหมูออกแบบเพื่อให้มองเห็นพระอาทิตย์ตกดินจากตรงนี้”

ไม่เพียงรูปทรงอาคารและฟังก์ชันที่เกิดจากการทำงานร่วมกันอย่างหนักของสถาปนิกและเจ้าของบ้าน เพื่อให้เกิดความลงตัวในรูปแบบของอาคารอาร์ตเดโค แต่ดีเทลการแต่งบ้านและการเลือกใช้สีกับอาคารหลังนี้ยังมีความพิเศษ รวมไปถึงรูปแบบหัวเสาที่รั้วของบ้าน

“การออกแบบรายละเอียดคือสิ่งสำคัญที่จะทำให้งานดูเป็นอาคารอาร์ตเดโค ต้องเลือกสรรวัสดุมากค่ะ เพราะเราย้อนกลับไปใช้เทคโนโลยีหรือวัสดุแบบยุคนั้นไม่ได้ แต่ละอย่างกว่าจะได้มาเลือดตาแทบกระเด็น (หัวเราะ) ทุกอย่างต้องไม่หลุดเลย อย่างกระเบื้องกรุเคาน์เตอร์ครัว จะไปซื้อกระเบื้องใหม่เลยก็ไม่ได้ เลยต้องหาโรงงานทำกระเบื้องแบบแฮนด์เมดได้ที่แม่ริมเซรามิก โปรเจกต์เราเล็กมาก ก็ต้องไปขอให้เขาทำให้เฉพาะ”

ส่วนการใช้สีของบ้านหลังนี้ คุณออมเขียนอธิบายไว้ในเว็บไซต์นำเสนองานของบริษัทว่า “เราออกแบบ Pantone Set ขึ้นมาใหม่สำหรับอาคารหลังนี้ โดยตั้งชื่อว่า The 2475 เซ็ตสีที่จัดทำขึ้น เราเลือกสีงานที่ปรากฏบ่อย ๆ ในงานสถาปัตยกรรมคณะราษฎร”

คุณต้นเล่าว่าหัวเสาของรั้วที่เห็นด้านหน้า มีต้นแบบมาจากประตูโรงงานน้ำตาลแห่งแรกของประเทศไทย ชื่อ โรงงานน้ำตาลไทยลำปาง อยู่ที่เกาะคา สร้างใน พ.ศ. 2481 โดยปรับเปลี่ยนดีไซน์ให้เหมาะกับพื้นที่

“รั้วของบ้านเอาแบบหัวเสา ซึ่งเป็นอาร์ตเดโคในโรงงานน้ำตาลแห่งแรกของประเทศไทย แต่ด้านบนของจริงตามแบบจะเป็นหัวลูกศรขึ้นไป เรามาปรับให้แบน และประตูจริงแคบมากครับ ผมก็มาปรับให้กว้างขึ้น ส่วนสีเขียวขี้ม้าเป็นสีของหัวเสาทุกวันนี้ ซึ่งเราไม่รู้ว่าเดิมเป็นเขียวแบบไหน”

เมื่อพูดถึงเนื้อหาความงามของอาคารอาร์ตเดโด คุณต้นเล่าอย่างมีชีวิตชีวาว่า

อย่างหนึ่งคือการกลับไปหารูปทรงที่เป็นเบสิกของลายเส้นสมมาตร ซึ่งออกแบบจัดวางเพื่อให้สอดคล้องกับการพัฒนาของยุคสมัยในการใช้คอนกรีตเสริมเหล็ก ถ้าเราย้อนกลับไป ผมว่ามันเท่โดยตัวเองอยู่แล้วในเชิงช่วงเวลา แต่การมาของงานศิลปะสถาปัตยกรรมยุคนั้น ซึ่งพูดเฉพาะส่วนที่ผมศึกษานะครับ ผมคิดว่ามันไม่ได้มาโดด ๆ เพราะอาคารจำนวนมากสร้างเพื่อประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ เป็น Public Space หรือ Public Use อาจารย์ชาตรีเรียกว่า PWA (Public Works Administration)

“ในทางประวัติศาสตร์ การเกิดขึ้นของอาคารพวกนี้ เป็นอาคารที่ภาครัฐทำเป็นส่วนใหญ่ แต่เมื่อมาอยู่ในพื้นที่ของเอกชน ผมว่ามันสนุก เพราะมันต่างกัน อย่างอาคารที่เป็นโรงหนังกับอาคารที่เป็นศาลาว่าการจังหวัด และอาคารที่เป็นบ้านส่วนตัว เราก็จะเห็นการเล่นกับรายละเอียดเพื่อทำให้เกิดสุนทรียะ หรือการทำให้เกิดความงามจากความแข็งทื่อ ที่ต้องดูขึงขังในแง่ของการเป็นอาคารรัฐ แต่พอบ้านส่วนตัว มันมีภาวะของการลดทอนให้มันสวย ผมชอบ

“มันต้องใช้การออกแบบหรือการเล่นกับสรีระที่เป็นรูปทรงเดียวกัน แต่ทำยังไงให้ดูสวยไม่เหมือนกัน มันคือการบิด เหมือนเราเอารูปทรงเรขาคณิตหรือเลโก้มาบิดให้สวยได้ไม่เหมือนกัน ผมว่าเท่ดี นอกเหนือไปจากประวัติศาสตร์ที่อยู่ข้างหลัง

“การกลับไปหาช่วงเวลานั้น คุณออมกับคุณหมูเขาทำงานเยอะในเรื่องการออกแบบ หาสี หากลิ่น หาแรงบันดาลใจ ผมว่ามันไม่ง่ายที่จะกลับไปวันนั้น แล้วเข้าใจอารมณ์การออกแบบที่เราจะเข้าถึง และฟื้นให้เป็น Revivalism ได้ ต้องทำการบ้านเยอะ นี่อาจเป็นชิ้นเดียว เป็นงานคราฟต์ ผมยังถามเขาเลยว่าจะได้ทำอีกไหมเนี่ย”

The Setara HUES development  บ้านอาร์ตเดโคที่มีเสา 6 ต้น ห่างกัน 6 เมตร สูง 6.6 เมตร สร้าง 6 เดือน เสร็จเดือน 6 ด้วยคนงานแค่ 6 คน

“คงไม่ได้ทำ คงไม่มีแล้วค่ะ มันไม่ได้เกิดขึ้นบ่อย ๆ แล้วก็คงไม่มีใครจ้างด้วย” คุณออมตอบพร้อมเสียงหัวเราะ

คุณต้นเล่าเชื่อมโยงถึงงานสถาปัตยกรรมอาร์ตเดโคในหลาย ๆ ประเทศ ซึ่งเกิดขึ้นร่วมสมัยใน พ.ศ. 2475 – 2490 อย่างสั้น ๆ ว่า

“บางครั้งประวัติศาสตร์ในช่วงเดียวกันของประเทศเรากับเพื่อนบ้านก็เชื่อมกันนะ พอมองย้อนกลับไป มีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในระนาบเดียวกัน อาร์ตเดโคเป็นสิ่งที่เข้ามาในช่วงเดียวกัน ที่ฟิลิปปินส์ก็มีอเมริกาเข้ามาวางรากฐาน จนถึงสงครามโลกครั้งที่ 2 เราเห็นตึกอาร์ตเดโคที่มาจากอเมริกาเต็มไปหมดเลย

“ส่วนในอินโดนีเซีย มีอาคารที่ดัตช์สร้างเป็นเมืองอาร์ตเดโคที่บันดุง ซึ่งเป็นเมืองสมัยใหม่ก่อนที่จะเป็นเอกราช อาคารอาร์ตเดโคที่เยอะที่สุดที่ยังหลงเหลืออยู่ใน Southeast Asia ก็อยู่ที่นั่น อาคารเหล่านี้เกิดขึ้นเพราะนโยบายสาธารณะของดัตช์ เขาต้องการลดความไม่พอใจของคนที่นั่น พยายามแก้ปัญหาในอินโดนีเซียที่เขาปกครอง สปิริตบางอย่างของคำนี้ มันคือความเท่าเทียม แล้วตัวอาร์ตเดโคก็มาพร้อมกับไอเดียการเป็นสถาปัตยกรรมของความเท่ากัน คือ การตีความของคนออกแบบ และการเปลี่ยนแปลงของสปิริตของหลัก 6 ประการ

“พอตีความออกมาเป็นรูปทรงของอาคารก็เป็นแบบที่ว่า ในบ้านเราที่เห็นหลายที่ เช่น ตึกไปรษณีย์กลางบางรัก อาคารในถนนราชดำเนิน ตึกสถาปัตย์ฯ ตึกเคมีฯ ที่จุฬาฯ ตึกในอุเทนถวาย สนามศุภชลาศัย เป็นต้น ก่อนหน้านี้คนอาจลืมไป ไม่ได้เชื่อมโยงว่ามันคืออาร์ตเดโค ส่วนตอนนี้คนเริ่มกลับมาสนใจ แต่จะกลับไปลึกขนาดไหนก็แล้วแต่ อาร์ตเดโคในโลกตะวันตกก็ยังคงมีการอนุรักษ์อยู่ มีกลุ่มในเฟซบุ๊ก มีในลาตินอเมริกา ในอเมริกา ทั่วโลกมีหมด นี่คือความเท่ที่มาจากความเรียบซึ่งเต็มไปด้วยความหมาย

“พอเราเห็นความเชื่อมโยงและเข้าใจว่าอาคารพวกนี้มีที่มาที่ไป ก็ยิ่งเกิดความสนใจ เรื่องเหล่านี้อยู่ในท้องถิ่น แต่ไม่ได้อยู่ในแบบเรียน บางท้องถิ่นก็เป็นเรื่องเล่า เป็นเรื่องปะติดปะต่อกันมา เกินจริงบ้าง แต่ก็มีมูลบางอย่างนะ

“เราก็เป็นส่วนหนึ่งของความเปลี่ยนแปลงในการออกแบบอาคารของโลกเหมือนกัน เพียงแต่ว่ากลุ่มอาคารชุดนี้ ถูกออกแบบและจัดการด้วยนโยบายสาธารณะของรัฐบาลหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง และมันอยู่ที่บ้านเรา นี่คือความพิเศษของที่ที่ผมจากมา”

The Setara HUES development  บ้านอาร์ตเดโคที่มีเสา 6 ต้น ห่างกัน 6 เมตร สูง 6.6 เมตร สร้าง 6 เดือน เสร็จเดือน 6 ด้วยคนงานแค่ 6 คน

ประการที่ 3
เป็นบ้านที่เกี่ยวเนื่องกับเลข 6 (ไม่เว้นแม้แต่เรื่องบังเอิญ)

เรื่องราวของเสา 6 ต้นใน The Setara ปรากฏในวิดีโอที่คุณต้นทำขึ้นเป็นการส่วนตัว เพื่อบันทึกที่มาและความทรงจำเกี่ยวกับบ้านหลังนี้ ช่วงหนึ่งคุณต้นบรรยายไว้ว่า

“รายละเอียดต่าง ๆ ทั้งอาจารย์ชาตรีและบริษัท HUES development ได้ร่วมกันสร้างขึ้น เพื่อจะธำรงไว้ซึ่งค่านิยมหลัก 6 ประการของคณะราษฎร ซึ่งทำให้บ้านหลังนี้พิเศษในเรื่องการนำค่านิยมหลัก 6 ประการมาอยู่ในตัวบ้าน”

ขณะที่ HUES development เขียนถึงรายละเอียดเกี่ยวกับเลข 6 ไว้ในเว็บไซต์ว่า

“บ้านหลังนี้ได้วางอยู่บนเสาทั้งหมดเพียง 6 ต้น และวางบนช่วงเสาที่มีระยะห่างเท่า ๆ กันทั้งหมดที่ระยะ 6 x 6 เมตร ความสูงอาคารรวม 6.6 เมตร ยกระดับพื้นสูงจากที่ดิน 0.6 เมตร สัดส่วนเส้นโค้งในบ้านใช้รัศมี 0.6 เมตร ทั้งหมดนี้เราได้แรงบันดาลใจจากสถาปัตยกรรมคณะราษฎรที่นิยมใช้เลข 6 จากหลัก 6 ประการของคณะราษฎรในงานสถาปัตยกรรมสมัยนั้น”

ในแง่การออกแบบบ้าน 1 หลัง แต่มีเสาเพียง 6 ต้นนั้น จะรองรับฟังก์ชันได้มากน้อยเพียงใด คุณออมอธิบายว่า

“ตอนพัฒนาแบบจากอาจารย์ชาตรี เราบอกไปว่าทำไม่ได้ทั้งหมดจากแบบร่างแรก ตอนนั้นก็ต้องคุยกับคุณต้นว่า อะไรที่เป็นของสำคัญสุดของคอนเซ็ปต์นี้และน่าเก็บไว้ อย่างเสา 6 ต้นเราต้องทำให้ได้ ถือเป็นเรื่องยากนะคะ เพราะมันน้อยมาก ลองนึกภาพเวลาทำห้อง มันจะมีเสามารับตรงจุดที่คิดว่าควรเพิ่ม แต่คอนเซ็ปต์ของบ้านหลังนี้ คือ เสา 6 ต้น และระยะห่างแต่ละเสาคือ 6 เมตร ทุกด้านเลย

“พอเริ่มพัฒนาแบบ เราจึงตั้งใจไว้เลยว่า อันไหนที่ใช้เลข 6 ได้ ก็จะพยายามใช้ อย่างความสูงของบ้านก็ 6.6 เมตร มันทำให้เราสนุกกับงานน่ะค่ะ ตั้งใจว่าต้องทำให้ได้ อันไหนยากก็ต้องคุยกับวิศวกรว่าจะทำยังไงได้บ้าง ถ้าเพิ่มเสาไม่ได้ก็ใช้การเพิ่มคาน หรือเสาอาจลึกหน่อย คือตรงไหนปรับได้ก็จะปรับ แต่ฐานความคิดเรื่อง 6 x 6 นี่คงไว้ตามแบบร่างแรก”

คุณหมูเสริมว่า “ความคิด 6 x 6 มันไม่ได้ยาก จุดที่ยากคือจะต้องจัดฟังก์ชันทั้งหมดให้อยู่ในพื้นที่แค่นี้ให้ได้”

เดินทางผ่านเรื่องราวเลข 6 ที่เป็นหัวใจของบ้านแล้ว ยังมีเลข 6 ที่เกี่ยวพันอย่างบังเอิญอีกหลายเหตุการณ์ เมื่อไล่ย้อนถึงช่วงเวลาพัฒนาแบบดีไซน์จนแล้วเสร็จพร้อมสร้าง คุณออมบอกว่าใช้เวลาราวครึ่งปี (6 เดือน) และเมื่อลงมือก่อสร้าง ทีมช่างที่เข้ามาทำบ้านของคุณต้นก็มีด้วยกัน 6 คน

“ผมว่าการทำงานบ้านหลังนี้ค่อนข้างราบรื่นในแง่การก่อสร้าง คนที่ทำ ช่างรับเหมาก็คุยกันรู้เรื่อง เขาเก่งนะผมว่า อ้อ! คนทำก็มี 6 คนด้วยความบังเอิญ เขามากัน 3 ครอบครัว มาอยู่ที่นี่ตลอดช่วงก่อสร้าง”

The Setara ใช้ระยะเวลาก่อสร้างทั้งหมด 6 เดือน (เริ่มต้นมกราคม เสร็จสิ้นมิถุนายน ซึ่งคือเดือน 6)

ประการที่ 4
เป็นบ้านที่สร้างมิตรภาพ

หากกล่าวว่าบ้านหลังนี้ที่เกิดจากความร่วมมือของเจ้าของบ้าน นักประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรม และทีมสถาปนิกที่เพิ่งรู้จัก จนได้กลายเป็นเพื่อนในท้ายที่สุด ดูจะไม่เกินเลยจริง ๆ เพราะจากบทสนทนาระหว่างกันที่พูดถึง The Setara นั้นเต็มไปด้วยความทรงจำและเสียงหัวเราะ

คุณต้นเล่าถึงตอนคุยกับสองสถาปนิกสาวว่า “ผมคิดว่าเขาต้องเป็นคนที่โอเคนะ แน่นอนว่าทุกคนคงอยากได้งาน แต่เราไม่ได้เป็นบ้านโปรเจกต์ 10 – 20 ล้าน ไม่ได้อลังการอะไร ตอนเริ่มต้นเราอาจจะคุยกันไป รู้จักกันไป ทีนี้พอเจอกันบ่อย ก็คุยกันง่ายขึ้น พื้นที่ช่องว่างระหว่างกันก็ลดลง เป็นเหมือนเพื่อนกันไป”

“ออมชอบการทำงานบ้านหลังนี้ค่ะ ชอบตรงที่มันทำให้เรามีเพื่อน”

“The Setara ทำให้สิ่งปกติที่เราเห็นในแง่ความสัมพันธ์ของเจ้าของบ้านกับสถาปนิก ซึ่งเป็นผู้ว่าจ้างกับผู้ถูกว่าจ้างในทางข้อสัญญา มีอะไรมากกว่านั้น ที่แน่ ๆ คือผมไม่เคยเจอคนที่ ‘ขอทำได้ไหมคะ’ อย่างนี้ (หัวเราะ)”

“พวกเราไม่เคยรู้จักอาจารย์เป็นการส่วนตัว มารู้จักตอนทำงานกับคุณต้นนี่แหละค่ะ แต่พอเจอกันครั้งแรกนี่คุยกันยาวถึงเที่ยงคืนเลย (หัวเราะ)”

“จากบ้านหลังนี้ ผมรู้สึกว่าคุณออมกับคุณหมูมี Ownership ในการออกแบบ ไม่ใช่แค่ทำผลงาน แต่เขาทำงานที่รัก และมันก็เป็นบ้านที่เรารักด้วย”

ประการที่ 5
เป็นบ้านที่เจ้าของบ้านชอบทำอาหาร และแบ่งปันมื้ออร่อยกับเพื่อน ๆ

“นอกจากเรื่องบ้าน ที่ชอบและสนุกอีกอันคือ การทำให้สูตรอาหารเก่ามีชีวิต” คุณต้นพูดขึ้นด้วยดวงตาเป็นประกาย

“โดยที่เราไม่รู้ว่ารสชาติต้นฉบับเป็นยังไงนะครับ เพราะคนเขียนสูตรอาหารสมัยก่อนเขาไม่ได้เขียนละเอียด ตัวอย่างเช่นหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ ตำราแม่ครัวทันสมัยนิยม มีแกงชนิดหนึ่งชื่อว่า แกงประชาธิปไตย ในสูตรให้ใส่น้ำตาลทราย ถ้าเรารู้จักประวัติศาสตร์อาหาร การใช้น้ำตาลทรายในตอนนั้นมันไม่ง่ายนะ แล้วทำไมถึงเกิดขึ้นล่ะ

“มันเกี่ยวกับโรงงานผลิตน้ำตาลทรายแห่งแรก เมื่อ พ.ศ. 2481 ซึ่งตอนนั้นกำลังการผลิตไม่เยอะหรอก แต่คนทำตำราเป็นส่วนหนึ่งในการประชาสัมพันธ์ของรัฐบาลสมัยนั้น เพื่อแนะนำให้คนใช้น้ำตาลทราย ตอนอ่านครั้งแรก ๆ ผมรู้สึกว่าการใช้น้ำตาลทรายสมัยนั้น ในปีนั้น มันแปลกมาก เลยลองทำดู พอทำออกมาปุ๊บ ซอสของเขาเหมือนกับซอสผัดไทยเลย ดังนั้น เซนส์ซอสผัดไทยของเรา Combination ของการเกิดน้ำมะขามกับน้ำตาล มันไม่ใช่ Combination ธรรมดา แต่มีที่มาที่ไป แกงประชาธิปไตยก็คล้าย ๆ กัน

The Setara HUES development  บ้านอาร์ตเดโคที่มีเสา 6 ต้น ห่างกัน 6 เมตร สูง 6.6 เมตร สร้าง 6 เดือน เสร็จเดือน 6 ด้วยคนงานแค่ 6 คน

“ที่ได้ชื่อว่าแกงประชาธิปไตย เพราะอาหารสูตรนี้เกิดขึ้นในปีที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยเกิดขึ้น เป็นช่วงเวลาที่เกิดสิ่งใหม่ ๆ ในประเทศ และผมก็ชอบชื่อนี้ ซึ่งเป็นชื่อเก่าของอาหารนี้เลย แต่ความหมายก็แล้วแต่ผู้คนจะมอง”

คุณต้นยังสะสมตำราอาหารจากหนังสือเก่าไว้มากมาย “ผมมีตำราจากหนังสือเก่า หนังสืองานศพคนนั้นคนนี้ในคณะราษฎร ที่มีเยอะ ๆ คือสูตรของ ท่านผู้หญิงละเอียด พิบูลสงคราม ซึ่งมีสูตรอาหารแปลก ๆ ใหม่ ๆ ให้ได้ลองทำ”

เมื่อถามถึงแรงบันดาลใจและแพสชันในการทำอาหาร คุณต้นย้อนความหลังสมัยเด็กว่า โตมาในครอบครัวที่เป็นร้านค้า แม่จึงยุ่งกับการทำงานแทบทั้งวัน ส่วนตนก็ต้องช่วยทำอาหาร

“ผมโตมาในยุคสมัยที่ไม่ได้ซื้อกินทุกวัน ที่บ้านเราต้องทำกับข้าวกินเอง ผมเป็นคนช่วยและทำเองบ้าง ไม่รู้หรอกว่าทำแล้วดีหรือไม่ดี แต่ตัวเองกินได้ ที่สำคัญคือสนุก และสนุกมากขึ้นเมื่อเข้าใจเทสต์กับโครงสร้างของมัน พอโตขึ้น เวลาทำอาหาร ยิ่งศึกษาเรื่องอาหารก็ยิ่งสนใจที่มาของเครื่องปรุง ประวัติศาสตร์การเดินทาง โปรตุเกส-มาเก๊า โปรตุเกส-โมซัมบิก โปรตุเกส-กัว เราก็เห็น อ้อ! พืชพรรณอาหารพวกนี้มากับการล่าอาณานิคม

“คนเรียนประวัติศาสตร์มักจะเนิร์ด ต้องรู้ ต้องแกะสิ่งที่อยู่ข้างหลังออกมา อย่างเนื้อตุ๋นวันนี้ เป็นโปรตุเกสผสมกับกวางตุ้ง เมนูเต้าหู้ที่จะทำ ทำให้เราย้อนไปถึงว่า เต้าหู้เป็นโปรตีนราคาถูกที่รัฐบาลยุคคณะราษฎรสนับสนุนให้กิน หลายอย่างผมก็ใส่ส่วนผสมที่เป็นของผมเข้าไปด้วย”

The Setara HUES development  บ้านอาร์ตเดโคที่มีเสา 6 ต้น ห่างกัน 6 เมตร สูง 6.6 เมตร สร้าง 6 เดือน เสร็จเดือน 6 ด้วยคนงานแค่ 6 คน
The Setara HUES development  บ้านอาร์ตเดโคที่มีเสา 6 ต้น ห่างกัน 6 เมตร สูง 6.6 เมตร สร้าง 6 เดือน เสร็จเดือน 6 ด้วยคนงานแค่ 6 คน

ประการที่ 6
บ้านที่เท่าเทียม… เป็นบ้านที่เท่ากัน

ช่วงหนึ่งของการสนทนา คุณออมพูดถึงความหมายของบ้านขึ้นมา แล้วอธิบายเชิงความงามตามมุมมองของสถาปนิกว่า “Setara แปลว่า ความเท่าเทียม ซึ่งแบบบ้านก็แบ่งเป็น 2 ด้านที่เท่ากัน เราจึงแบ่งบ้านออกเป็น 2 ส่วนเท่า ๆ กัน ผนังนี้เป็นแกนแบ่งครึ่ง เป็นสมมาตรของอาร์ตเดโค ซึ่งเป็น 2 ก้อนที่สมมาตร แต่เราออกแบบให้ 2 ฝั่งสูงไม่เท่ากันเพื่อความสวยงามค่ะ ถ้าสูงเท่ากัน จะดูเป็นก้อนและตันมาก”

“ผมคิดว่าบ้านต้องมีชื่อ ถ้าทำทั้งทีก็ทำให้มันมีประวัติศาสตร์ มีชีวิต เหมือนเราไปปลุกชีวิต ปลุกสปิริตบางอย่างขึ้นมา โดยนำความเป็นส่วนตัว ความทรงจำ และการเดินทางของเราที่ได้ไปเห็นอาร์ตเดโคในที่อื่น ๆ มาอยู่ในบ้าน

“ผมชอบคำนี้แต่ไม่สามารถคิดเป็นภาษาไทยได้ บางทีเราต้องการจะ Code และใครอยากรู้ก็ไป Decode เอา เหมือนกับสิ่งที่ถูก Code ไว้ในอาคารใช่ไหมครับ ที่ออมเล่าถึงเสา 6 ต้น สูง 6 เมตร และจากตรงกลางไปซ้าย 6 เมตร ตรงกลางมาขวา 6 เมตร สูงขึ้นไป 6 เมตร 60 เซนติเมตร และรัศมี 0.6 เมตร”

ระหว่างการพูดคุย มีเรื่องเล็ก ๆ เรื่องหนึ่งที่ไม่ได้ถูกยกขึ้นเฉพาะเจาะจงกับคำถามใด ๆ หากแต่เรื่องราวนั้นถูกเล่าขึ้นมาในจังหวะพอเหมาะพอดีและมีพลัง

“วันที่บ้านเสร็จ จำได้เลยว่าภาพแรกที่ผมถ่าย เป็นภาพช่างก่อสร้างที่ทำบ้านผมทั้ง 6 คนด้านหน้าบ้าน ตอนนั้นช่างทั้งหมดกำลังเก็บของเตรียมกลับบ้าน แสงก็สวยด้วย ผมเดาว่าเขาคงไม่เคยได้ถ่ายภาพกับบ้านที่สร้างมาก่อน เขาก็อายกันนะ แต่มีคนหนึ่งยืนด้วยความภูมิใจมาก

“คนแรกที่ควรจะได้ถ่ายภาพกับบ้านของผมต้องเป็นคนนี้สิ คือแรงงานที่ทำ พวกเขาควรเป็นคนที่ถูกบันทึกเป็นกลุ่มแรกกับบ้านของผม”

The Setara HUES development  บ้านอาร์ตเดโคที่มีเสา 6 ต้น ห่างกัน 6 เมตร สูง 6.6 เมตร สร้าง 6 เดือน เสร็จเดือน 6 ด้วยคนงานแค่ 6 คน
The Setara HUES development  บ้านอาร์ตเดโคที่มีเสา 6 ต้น ห่างกัน 6 เมตร สูง 6.6 เมตร สร้าง 6 เดือน เสร็จเดือน 6 ด้วยคนงานแค่ 6 คน

Writer

สกุณี ณัฐพูลวัฒน์

จบเกษตร แล้วต่อด้านสิ่งแวดล้อม แต่เติบโตด้านการงานด้วยการเขียนหนังสือมาตลอด ชอบพูดคุยกับผู้คน ชอบต้นไม้ ชอบสวน ชอบอ่าน ชอบงานศิลปะและชอบหนังสือภาพ ทุกวันนี้จึงพาตัวเองคลุกคลีอยู่กับสิ่งที่ชอบที่ชอบ ด้วยการเขียนหนังสือ ทำงานศิลปะ เดินทาง และเปิดร้านหนังสือ(ภาพ)ออนไลน์ Of Books and Bar

Photographer

กรินทร์ มงคลพันธ์

ช่างภาพอิสระชาวเชียงใหม่ ร่ำเรียนมาทางศิลปะจากคณะที่ได้ชื่อว่ามีวงดนตรีลูกทุ่งแสนบันเทิงของเมืองเหนือ มีความสุขกับการกดชัตเตอร์ในแสงเงาธรรมชาติ ชอบแมว หมา และบ้าจักรยานไม่แพ้กิจกรรมกลางแจ้งอื่น ๆ

อยากอยู่อย่างอยาก

คนและบ้านน่าสนใจในพื้นที่ที่เขาอยากอยู่

หลังจากค่อย ๆ ขยับรถเข้ามาในซอยแคบ ๆ สมกับเป็นฝั่งธนฯ เราก็มาถึงหน้า ‘บ้านลิเก’ บ้านสีขาว รั้วสีขาว อันเป็นเป้าหมายในวันนี้

“หน้าดูแดง ๆ จ้ำ ๆ นิดหนึ่งนะ วันนี้ไปเล่นบทคนแพ้กุ้งมา” เจ้าของบ้านออกตัวอย่างร่าเริง ก่อนหน้าที่จะถึงคิวมาต้อนรับเราในตอนบ่าย เธอมีนัดหมายเล่นละครตั้งแต่เช้า แถมบทที่ได้รับก็ใช่ว่าธรรมดา

พวกเราชาว The Cloud เดินตามหลังเธอกันเป็นพรวน ตอนที่ยืนมองอยู่หน้าบ้านก็เป็นโลกหนึ่ง เมื่อเดินเข้าไปในตัวบ้านก็เป็นอีกโลกหนึ่ง มิหนำซ้ำทางเข้ายังมีความซับซ้อน ทำให้เราต้องยืนหันรีหันขวาง สับสนไม่น้อยว่าต้องเลี้ยวซ้ายหรือเลี้ยวขวาจึงจะเข้าตัวบ้านไปได้จริง ๆ

ที่นี่น่าสนใจตั้งแต่เปิดประตูบ้านเลยทีเดียว

ชื่อ ‘บ้านลิเก’ มาจากที่เจ้าของบ้านอย่าง โอ๋-สุกัญญา สมไพบูลย์ หรือ ‘อาจารย์โอ๋’ แห่งนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นคนเล่นลิเกและรักในศาสตร์การแสดงนี้เต็มหัวใจ

อาจารย์โอ๋ กับ ณัน-วรณัน สุทธิโอภาส เพื่อนชีวิตผู้สนับสนุนเธออย่างดี จะมาเล่าให้เราฟังถึงเรื่องราวเบื้องลึกก่อนมาเป็นบ้านที่เรามาเยือนวันนี้

Likay House บ้านของคนเล่นลิเก รักลิเก และทำบ้านเป็นฉากชีวิตให้เล่นสนุกและอยู่สบาย

เด็กน้อยผู้อยากมีเพชรเต็มตัว

ก่อนที่จะเล่าถึงบ้านหลังนี้ได้ เราขออนุญาตเกริ่นให้รู้จักคุณเจ้าของบ้านกันสักหน่อย เพราะความคิด ชีวิต แพสชัน และความเป็นตัวตนของเธอมีผลกับที่อยู่อาศัยในปัจจุบันชนิดที่แยกขาดจากกันไม่ได้

โอ๋เรียนระดับปริญญาตรีที่คณะวารสารศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ต่อปริญญาโทที่คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ เมื่อจบมาสอนที่คณะนิเทศศาสตร์ ได้ 7 ปี ก็ได้ทุนไปเรียนปริญญาเอกต่อที่อังกฤษ แล้วกลับมาสอนภาควิชาวาทวิทยาและสื่อการแสดงที่คณะเดิมต่อ

นอกจากบทบาทของการเป็นอาจารย์ เธอยังเป็นทั้งนักร้อง นักแสดงละครทีวี ละครเวที เล่นลิเกกับกลุ่มละครมะขามป้อม กับคณะละครอนัตตา รวมถึงเป็นนักเขียนด้วย

“พี่เกิดที่นี่แหละ ซอยเพชรเกษม 46” อาจารย์โอ๋เริ่มเล่าประวัติวัยเด็กด้วยโลเคชันที่อยู่อาศัย “ความทรงจำที่จำได้คือประมาณ 3 – 4 ขวบ พ่อแม่ ลูก 2 คน เช่าห้องเล็ก ๆ อยู่ห้องหนึ่ง ในบ้านที่มี 4 ครอบครัว เช่าคนละห้อง

ที่บ้านนั้นทุกคนตั้งของถาวรไม่ได้ ตอนเช้าต้องม้วนเก็บที่นอน แล้วกลางคืนค่อยเอามาปูใหม่ เพราะเป็นสเปซสำหรับอย่างอื่น แต่ถึงอย่างนั้น เธอก็อยู่ที่นั่นอย่างมีความสุข

“พอสัก 9 ขวบ แม่ก็เริ่มเช่าบ้านของตัวเอง เป็นบ้านไม้ชั้นเดียวที่เพชรเกษมเหมือนเดิม ไว้ใช้อยู่ และให้แม่ใช้เย็บผ้า”

Likay House บ้านของคนเล่นลิเก รักลิเก และทำบ้านเป็นฉากชีวิตให้เล่นสนุกและอยู่สบาย

“ต้องจินตนาการถึงเด็กที่นั่งอยู่ในห้องที่ทุกคนต้องอยู่ด้วยกัน แล้วก็เอาตลับเทปมาต่อเป็นบ้าน มีห้องนอน เตียง โต๊ะรับแขก เอาตุ๊กตากระดาษมานั่ง เป็นความฝันมากที่จะมีบ้าน

“อ่านนิตยสาร ดาราภาพยนตร์ หรือ ขวัญเรือน ก็ดูมุม ‘บ้านดารา’ แล้วเอาหมอนมาพิงกำแพง แม่ถามว่านี่อะไร ก็ตอบว่ามุมนั่งเล่น” โอ๋หัวเราะดังเมื่อพูดถึงตัวเองในอดีต เธอกับครอบครัวอยู่ที่บ้านไม้หลังนั้นจนถึงมหาวิทยาลัยปี 2 แล้วแม่ก็ไปซื้อทาวน์เฮาส์หลังใหม่ในซอยเพชรเกษมดังเดิม โดยมีโอ๋ผู้เป็นนักศึกษารับหน้าที่ช่วยแม่ผ่อนบ้าน

อาชีพสายบันเทิงที่เห็นในตอนนี้ มีพื้นฐานมาตั้งแต่เธอเป็นเด็กน้อยก้นซอยเพชรเกษม พอได้ไปดูลิเกกับแม่แล้ว เธอก็อยากมีเพชรเต็มตัว อยากเต้นอยากร้องเพลงตั้งแต่ 4 ขวบ

“การดูลิเกทำให้พี่ชอบร้องเพลงลูกทุ่ง จนเริ่มประกวดก็เป็นนักร้องลูกทุ่ง” ความรู้ใหม่ที่เราเพิ่งทราบในวันนี้ คือแถวฝั่งธนบุรีมีลิเกเยอะ บางทีก็เล่นที่วัด บางทีก็เล่นที่ตลาด

Likay House บ้านของคนเล่นลิเก รักลิเก และทำบ้านเป็นฉากชีวิตให้เล่นสนุกและอยู่สบาย

“พอแฟนแต่งงานฉันเลยอกหัก หนีความช้ำหนักมาพักอยู่ลพบุรี โรงแรมชั้นสอง เข้าจองที่ห้องเบอร์สี่ หลับตานอนทอดถอนฤดี นอนที่นี่สองคืนแล้วเรา” จู่ ๆ อาจารย์โอ๋ก็ท่องเนื้อเพลง เกลียดห้องเบอร์ห้า ให้เราฟังแบบไร้ทำนอง แต่เต็มไปด้วยอินเนอร์ 

“ท่อน ปีนมองลอดช่องลมไป ตอนเด็ก ๆ สมัยที่ยังพูดไม่ชัด ในหัวเรา ลอดช่องคือขนม คำศัพท์เรายังไม่หลากพอจะรู้ว่าลอดช่องหมายถึงมองลอดไปตามช่อง แต่เรารู้จักขนมลอดช่อง นึกว่าตอนที่ปีนกลับมายังถือขนมอยู่” นักร้องลูกทุ่งหัวเราะร่า ที่ปูมานานก็เพื่อจะเล่าเรื่องนี้นี่เอง! 

“พี่ร้องเพลงตั้งแต่เด็กจริง ๆ มันเป็นทางได้เงินรางวัลง่ายด้วย แม่พาไปออกงานก็บอกให้ลูกร้องเพลง ผู้ใหญ่ก็เอ็นดู เพลงเดียวก็ได้ 2,000 บาท 40 ปีที่แล้วนะ

“เราเป็นเด็ก ไม่รู้จักคำว่าอาชีพ แต่รู้สึกว่าฉันจะไม่หยุดร้องเพลงเลย เพราะว่ามันได้เงิน”

Likay House บ้านของคนเล่นลิเก รักลิเก และทำบ้านเป็นฉากชีวิตให้เล่นสนุกและอยู่สบาย

โอ๋ร้องเพลงมาเรื่อย ๆ เธอดูและสนใจลิเกมาตลอด แต่ไม่ได้เฉียดเวทีลิเกไปกว่าการเป็นแม่ยก จนกระทั่งเมื่อเรียนปริญญาโท นิเทศศาสตร์ สาขาวาทวิทยา ซึ่งเกี่ยวข้องกับการสื่อสารของมนุษย์ เธอจึงตัดสินใจทำวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับลิเกที่ถอดองค์ความรู้เกี่ยวกับสัญลักษณ์ของการแสดง และได้ไปอยู่กับคณะลิเก 6 เดือน โดยขอให้ลิเกในคณะเอ็นดูและดุเธอเหมือนลูกศิษย์ ซึ่งเธอก็ได้วิชามาจากที่เขาสอนบ้าง จากที่ครูพักลักจำเองบ้าง จนเป็นลิเกจริง ๆ ได้เล่นตัวโจ๊ก ตัวกระแหร่ง

“พี่ถูกตั้งคำถามด้วยว่า ไปเรียนตั้งอังกฤษ ทำไมถึงทำดุษฎีนิพนธ์เกี่ยวกับลิเก” อาจารย์โอ๋เล่า “มันคือ Politics of Aesthetics แม้กระทั่งความงามของการแสดงมันยังมีระดับขั้น ก็เลยมีความรู้สึกว่า พี่จะทำทุกอย่างให้สิ่งที่เป็นของชุมชนพื้นบ้านไม่เป็น Guilty Pleasure ทุกคนชอบได้อย่างเต็มภาคภูมิ”

“สำหรับพี่ ศิลปะไม่มีสูงต่ำ เป็นคอนเซ็ปต์ว่าทำไมตั้งชื่อบ้านว่าบ้านลิเก เราตั้งเพื่อให้เกียรติศิลปะที่เรารักที่สุดอันหนึ่ง”

เอาล่ะ ได้เวลาอันสมควรแล้ว เราจะเล่าถึงบ้านลิเกให้ฟังต่อไปนี้

Likay House บ้านของคนเล่นลิเก รักลิเก และทำบ้านเป็นฉากชีวิตให้เล่นสนุกและอยู่สบาย

เปิดม่านลิเก

ทาวน์เฮาส์ที่อาจารย์โอ๋อยู่ก่อนหลังนี้ แม้จะไม่ได้ใหญ่นัก แต่ทุกคนก็ได้มีห้องส่วนตัว และด้วยความโชคดีที่อยู่ริมสุด จึงมีบริเวณให้ปลูกต้นไม้บ้าง แต่แล้วก็ถึงเวลาต้องขยับขยาย อาจารย์โอ๋จะต้องไปมีบ้านในฝันเป็นของตัวเอง ให้สมใจเด็กที่เสพคอนเทนต์บ้านดาราสักหน่อย

เธอกับณันเลือกอยู่ย่านเพชรเกษมเหมือนเดิม ห่างไปแค่ 300 เมตร เพื่อที่แม่ผู้ติดบ้านเดิมจะได้แวะเวียนมาหาลูกสาว มาส่งกับข้าวอร่อย ๆ ได้ทุกวัน

ที่ดินผืนแรกในซอยเพชรเกษมที่ตัดสินใจซื้อ มีลักษณะเหมือนเส้นก๋วยเตี๋ยว เพราะหน้ากว้างแค่ 6 เมตร แต่ยาวถึง 32 เมตร ซึ่งสถาปนิกจาก Site-Specific ก็มาพูดคุยเพื่อเก็บข้อมูลความต้องการของผู้อยู่ และออกแบบมาให้เรียบร้อย เป็นอาคารชิโน-ยูโรเปียน 2 หลัง มีอุโมงค์กระจกเชื่อมระหว่างกัน และมีคอร์ตยาร์ดเก๋ไก๋ในบ้าน แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่เกิดขึ้นจริง เพราะมีปัญหาเรื่องการก่อสร้างกับข้างบ้านเสียก่อน จนต้องไปหาที่ดินใหม่ใกล้ ๆ เดิม โดยนำแบบเดิมมาขยับใหม่ให้เป็นตัว C แทนที่จะยาวเหมือนเดิม ซึ่งที่ดินใหม่นี้กว้างขวาง สเปซบ้านดูเป็นมิตรขึ้น อยู่ง่ายขึ้น ใช้พื้นที่ต่าง ๆ ได้สะดวกขึ้นด้วย

Likay House บ้านของคนเล่นลิเก รักลิเก และทำบ้านเป็นฉากชีวิตให้เล่นสนุกและอยู่สบาย

“บ้านต้องบอกตัวตนของเรา มันอาจจะไม่ได้สวยในสายตาคนอื่น แต่เราต้องรู้สึกว่าเราชอบ ทุกพื้นที่ต้องมีเรื่องราวของเรา” ณันพูดถึงหลักแรกที่ยึดเมื่อจะทำบ้าน ก่อนที่โอ๋จะพูดต่อ “อยากให้บ้านมีคอนเซ็ปต์เหมือนลิเก”

บ้านลิเกแห่งนี้ หากไปยืนหน้าบ้าน จะเห็นได้ว่าผนังบ้านชั้น 2 มีลักษณะเหมือนม่านที่กำลังเปิด และส่วนทางเข้าบ้านก็ใช้โรงลิเกเป็นคอนเซ็ปต์ในการออกแบบ

“เวลาเรานั่งดูเราจะเห็นฉากท้องพระโรง แต่ไม่เห็นอะไรข้างหลังเลย จนเมื่อเราได้รับอนุญาตให้ขึ้นไปหลังเวที เราถึงจะเห็นชีวิตจริงที่สนุกสนาน นั่งแต่งหน้า ทำผม กินส้มตำกันอยู่หลังเวที” นั่นเป็นเหตุผลที่เราไม่เห็นอะไรเลย ถ้าเจ้าของบ้านยังไม่เปิดประตู ซ้ำยังมีความซับซ้อนตรงทางเข้า ยากที่จะเข้าไปในส่วนไพรเวตซึ่งเป็นอีกโลกหนึ่งได้

“พอเข้ามาก็จะเห็นสวน เห็นความเป็นส่วนตัวมากขึ้น ๆ” ณันเผย

มีหลังเวที แล้วมีเวทีไหม – เราถาม

“มีค่ะ ตรงที่เป็นประตูบานเฟี้ยมนั่นแหละค่ะ เหมือนคนดูนั่งตรงที่จอดรถ แล้วโซฟานั้นก็เป็นเหมือนเวที” อาจารย์โอ๋ตอบ ที่จอดรถก็ถูกนับเป็นส่วนหนึ่งของบ้านเหมือนกัน

Likay House บ้านของคนเล่นลิเก รักลิเก และทำบ้านเป็นฉากชีวิตให้เล่นสนุกและอยู่สบาย
เปิดบ้านย่านเพชรเกษมของ ‘อาจารย์โอ๋’ แห่งนิเทศ จุฬาฯ และ ‘ณัน’ เพื่อนชีวิต ฟังเบื้องหลังการสร้างบ้านจนถึงวิถีในบ้าน

“ส่วนห้องรับแขก ก็ Sunken ยุบลงไปเป็นที่นั่งดูทีวี สมมติว่าเราร้องเพลงอยู่ข้างบน ก็ให้คนนั่งดูข้างล่างได้ประมาณ 20 คน หรือจะเล่นข้างล่างแล้วข้างบนนั่งดูก็ได้ พี่สอน Public Speaking กับ Performing Arts บางโอกาสก็ได้ใช้พื้นที่ตรงนี้ซ้อมกัน” เธอชี้ให้เราดูว่า ในแอ่งนั้นนำฟูกมาปู แล้วให้ลูกศิษย์ใช้นอนค้างได้ด้วย ซึ่งโซฟาทั้งหมดเป็นงานคราฟต์ที่ใช้ผ้าไทยต่าง ๆ มาตัดให้พอดีกับพื้นที่ใช้งาน โดยมีคอนเซ็ปต์เป็นท้องน้ำสีน้ำเงิน

บ้านนี้มีสเปซที่น่ารัก สถาปนิกได้แยกส่วน Indoor เป็น 3 ก้อนหลัก ๆ แล้วส่วน Outdoor ที่เต็มไปด้วยต้นไม้นานาพันธุ์ ก็มีฟังก์ชันที่เชื่อมกันลื่นไหลกับ Indoor อย่างห้องรับแขกก็มีทั้งในและนอกบ้านให้เลือกใช้ ในฐานะผู้มาเยือน เรารู้สึกสนุกกับการเดินไปดูส่วนต่าง ๆ มาก

ก้อนแรกของบ้าน ชั้นล่างเป็นห้องรับแขก ส่วนชั้นบนเป็นห้องนอน

ก้อนที่สอง ชั้นล่างเป็นที่จอดรถ ชั้นบนเป็นห้องทำงาน 

ส่วนก้อนสุดท้าย ชั้นล่างเป็นห้องครัวที่เรานั่งคุยกันอยู่ ซึ่งมีทั้งส่วนรับประทานอาหาร ส่วนครัวฝรั่ง ครัวไทย และชั้นสองเป็นดาดฟ้าที่โอ๋-ณันมักขึ้นไปปลูกต้นไม้

“โครงบ้านสถาปนิกออกแบบและไกด์สีให้ ส่วนออกแบบภายใน เรามีอิสระที่จะออกแบบเอง”

ส่วนที่เราชอบที่สุดคือห้องทำงานอาจารย์โอ๋ที่มีโต๊ะไม้ตัวใหญ่เป็นหลักของห้อง ฉากหลังเป็นชั้นที่เต็มไปด้วยหนังสือหลากประเภท และมีไฮไลต์เป็นที่นั่งอ่านหนังสือซึ่งมองออกไปนอกระเบียงได้ นึกภาพว่าถ้ามีโอกาสได้ทำบ้านของตัวเองบ้าง ก็อยากจะมีพื้นที่ไว้ทอดอารมณ์แบบนี้เหมือนกัน

เปิดบ้านย่านเพชรเกษมของ ‘อาจารย์โอ๋’ แห่งนิเทศ จุฬาฯ และ ‘ณัน’ เพื่อนชีวิต ฟังเบื้องหลังการสร้างบ้านจนถึงวิถีในบ้าน
เปิดบ้านย่านเพชรเกษมของ ‘อาจารย์โอ๋’ แห่งนิเทศ จุฬาฯ และ ‘ณัน’ เพื่อนชีวิต ฟังเบื้องหลังการสร้างบ้านจนถึงวิถีในบ้าน

“เราต่อเติมห้องซักผ้าตากผ้าไว้ที่ชั้น 2 ด้วย” โอ๋กล่าว พวกเธอบอกว่าบ้านที่เห็นปัจจุบันไม่ค่อยเหมือนในแบบหลายจุด และดูเหมือนห้องนี้จะเป็นจุดที่เจ้าของบ้านภูมิใจนำเสนอมาก 

“ปกติเราต้องขนตะกร้าลงมาซักและตากผ้าชั้น 1 แล้วพอผ้าแห้งก็นำไปเก็บที่ตู้เสื้อผ้าชั้น 2 แต่ของพี่คือที่ห้องนอนมีประตูบานเฟี้ยมเปิดออกเป็นห้องซักผ้าและตากผ้าเลย

“โอ๋เขาขอห้องทำงาน ห้องครัว อะไรแบบนั้น พี่ขอห้องซักผ้าและห้องเก็บของ” ณันเล่าอย่างอารมณ์ดี “ข้างบนมีความเป็นคอนโดเล็ก ๆ พี่เคยอยู่คอนโดมาก่อน รู้สึกว่าแม้ว่าสเปซคอนโดจะแคบ แต่ฟังก์ชันมันตอบเรา เดิน 2 ก้าวถึงห้องน้ำ เดิน 3 ก้าวถึงห้องครัว เราก็หยิบข้อดีของความเป็นคอนโดมาสนองเรา”

ประสบการณ์อยู่อาศัยหลาย ๆ แบบ ทำให้มีไอเดียเมื่อต้องทำบ้านของตัวเองจริง ๆ เหมือนกัน เราเห็นหลายคนที่นำความกะทัดรัดของคอนโดมาปรับใช้กับบ้าน ถ้าเจ้าของบ้านรู้ความต้องการของตัวเองดีแบบนี้ สถาปนิกก็ยิ้มได้

เปิดบ้านย่านเพชรเกษมของ ‘อาจารย์โอ๋’ แห่งนิเทศ จุฬาฯ และ ‘ณัน’ เพื่อนชีวิต ฟังเบื้องหลังการสร้างบ้านจนถึงวิถีในบ้าน

อีกความพิเศษของบ้านลิเก คือ ‘ประตู’ ซึ่งเป็นบานไม้ทั้งหมด

ที่นี่มีประตูหลายแบบ บานเฟี้ยม บานเลื่อน บานผลัก ไปจนถึง Dutch Door ที่เปิดทีละครึ่งได้อยู่ตรงครัวไทย เพื่อให้สะดวกในการรับส่งอาหารให้กัน ขาดก็แต่ประตูลูกบิดแสนธรรมดาที่ไม่มีสักบาน

“พี่ชอบไม้ บ้านไม้มันให้ความรู้สึกโฮมมี่ ไม่เกี่ยวกับความเป็นไทยด้วยนะ บ้านในยุโรปที่เป็นไม้เราก็ชอบ” โอ๋พูด นอกจากประตู ทีมช่างก็ใช้ไม้เป็นวัสดุหลักในอีกหลายที่ “เราโชคดีที่ได้พาร์ตเนอร์ถนัดงานไม้”

เปิดบ้านย่านเพชรเกษมของ ‘อาจารย์โอ๋’ แห่งนิเทศ จุฬาฯ และ ‘ณัน’ เพื่อนชีวิต ฟังเบื้องหลังการสร้างบ้านจนถึงวิถีในบ้าน

ที่รัดแขนนางรำ แก้วสะสม และแรดขอพร

‘Beauty is in the eye of the beholder’ 

เพราะความสวยขึ้นอยู่กับสายตาคนมอง ความสวยของบ้านโอ๋-ณัน ก็เต็มไปด้วยของที่โอ๋-ณันเห็นว่าสวยและ ‘มีเรื่องราว’ อย่างมือจับประตูซึ่งเหมือนที่รัดแขนนางรำที่พวกเธอซื้อมาจากบางโพนั่นก็ใช่ จะอยู่ที่ไหนเหมาะเท่าอยู่บ้านนี้ล่ะ

“จริง ๆ แล้วพี่ดูภาพใหญ่อย่างเดียวนะคะ ความตะมุตะมิที่หนูเห็นเนี่ย พี่ณันทั้งนั้น” อาจารย์โอ๋โบ้ยไปทางณัน นอกจากจะรับหน้าที่ดูรายละเอียดของบ้าน ทั้งเลือกบานประตูให้เหมาะกับพื้นที่ ทั้งดูฟังก์ชันให้ใช้งานได้จริงและปลอดภัย ณันยังชอบเลือกซื้อของมาแต่งบ้านด้วย

เปิดบ้านย่านเพชรเกษมของ ‘อาจารย์โอ๋’ แห่งนิเทศ จุฬาฯ และ ‘ณัน’ เพื่อนชีวิต ฟังเบื้องหลังการสร้างบ้านจนถึงวิถีในบ้าน

“นี่คือแรดขอพร พูดกันสนุก ๆ กับเพื่อน ๆ ว่าเป็นองค์เทพของบ้าน ใครไม่มีแฟนมาบูชาองค์นี้ได้” โอ๋นำเสนอของจุกจิกในบ้านให้เราฟังอย่างมีอารมณ์ขัน “แล้วก็ยังมีฮิปโปตัวอ้วน สำหรับใครที่รู้สึกว่าอ้วนเกินไปแล้ว เห็นน้องฮิปโปก็จะเห็นว่าคุณมีความสุขแค่ไหนเมื่อคุณได้กิน

“แก้วสะสมใบนั้น ตะกร้าใส่ต้นไม้ใบนู้น ก็พี่ณันหมดเลยนะคะ”

ส่วนฝูงตุ๊กตาจระเข้ในห้องรับแขกที่เราสังเกตเห็นตั้งแต่เปิดประตูเข้าห้องนั้น มาจากที่อาจารย์โอ๋มีนามปากกาว่า ‘กาย่า กล้าทะเล’ โดยกาย่าในภาษามอแกน แปลว่า จระเข้

นอกจากของที่ทยอยซื้อเข้ามาด้วยกิเลสแล้ว บ้านนี้ยังเต็มไปด้วยของที่กัลยาณมิตรช่วยสรรหามาให้ ไม่ว่าจะเป็นม่านในห้องครัวที่เรากำลังคุยกัน ออกแบบและตัดเย็บโดยดีไซเนอร์ที่รู้จักกัน ซึ่งเป็นลูกศิษย์ของครูส้มโอที่ทำชุดให้มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ ภาพแขวนผนังจาก รองศาสตราจารย์ ดร.อนุชาติ พวงสําลี อดีตคณบดีวิทยาการเรียนรู้ศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ให้ อาจารย์ธนัญธร เปรมใจชื่น ไปรับมาจากศิลปินภาคใต้ที่ใช้เกรียงวาดสด ๆ ให้ ต้นไม้ที่ปลูกก็มี วิโรจน์ ปลอดสันเทียะ ซึ่งเป็นคนเข้าใจธรรมชาติของต้นไม้มาออกแบบให้ โดยนำเครื่องวัดแสงมาตั้ง 8 โมงเช้า ถึง 6 โมงเย็น แล้วนำไปวิเคราะห์ว่าตรงไหนควรปลูกอะไร ซึ่งต้นไม้หลายต้นที่บ้านก็มาจากพี่ ๆ เพื่อน ๆ ที่มอบให้ แม้แต่การแขวนรูปตัวเองที่ผนัง ก็มีลูกศิษย์ของอาจารย์โอ๋ที่เป็นภัณฑารักษ์ของพิพิธภัณฑ์ช่วยออกแบบให้ 

โอ๋-ณัน มีมิตรที่รักกันเยอะขนาดนั้น

“จริง ๆ มีรูปลิเกการ์ตูนที่น้องขวัญระพี คนทำการ์ตูนลิเกคนแรกของประเทศไทยทำให้ด้วยนะคะ” อาจารย์โอ๋เสริม เธอมีความสุขและตื้นตันกับทุกน้ำใจที่ได้รับมาก

ระหว่างพาเราเดินชมบ้าน ทั้งคู่ก็ชี้ชวนชมตรงนั้นตรงนี้ พร้อมเล่าเรื่องราวที่มาที่ไปของของแต่ละอย่างได้เป็นฉาก ๆ แม้แต่เดินขึ้นไปชั้น 2 ก็เล่าถึงช่องแสงกระจกเหนือบันไดที่ปล่อยน้ำลงมาเป็นน้ำตกสวยงามได้

ช่างเป็นบ้านที่เต็มไปด้วยความรื่นรมย์ของผู้อยู่อะไรอย่างนี้

เปิดบ้านย่านเพชรเกษมของ ‘อาจารย์โอ๋’ แห่งนิเทศ จุฬาฯ และ ‘ณัน’ เพื่อนชีวิต ฟังเบื้องหลังการสร้างบ้านจนถึงวิถีในบ้าน

พลังงานดี ๆ ของชีวิต

เช่นเดียวกับที่เจ้าของบ้านทั้งสองเพียรถามว่าเราอยากดื่มน้ำอะไร และเลี้ยงขนมจีนเราจนอิ่มหนำ บ้านลิเกต้อนรับผู้มาเยือนทุกคนอย่างดี ตั้งแต่ที่ยังก่อสร้างไม่เสร็จด้วยซ้ำไป

“ระหว่างสร้างบ้านปีครึ่ง ช่วงโควิดไม่มีใครไปไหนเลย กักตัวในนี้กันหมด” โอ๋พูดถึงเหล่าช่างที่เนรมิตรบ้านลิเกขึ้นมา

พอทั้งคู่ว่างจากงานก็จะมานั่งคุยกับช่าง บางทีก็จัดอาหารตามสั่ง ขนม เครื่องดื่มให้ บางทีก็เปิดเตาที่บ้านอบพิซซ่ากินกัน ระหว่างที่ทำงานก็เปิดแอร์ เปิดเพลงให้ช่างทำงานอย่างสบายกายและสบายอารมณ์ไปพร้อมกัน

เมื่อถึงวันศุกร์ วันเสาร์ ก็จะซื้ออาหาร-เครื่องดื่มมาจัดปาร์ตี้เล็ก ๆ เปิดคาราโอเกะรำวงกันทั้งช่างและเจ้าของบ้าน

“เราว่าใครก็ตามที่ช่วยสร้างและมาบ้านลิเกหลังนี้ เขาต้องมีความสุข ให้มันมีพลังงานดี ๆ เกิดขึ้นตลอดเวลาที่บ้านสร้างและมาเยือน”

เปิดบ้านย่านเพชรเกษมของ ‘อาจารย์โอ๋’ แห่งนิเทศ จุฬาฯ และ ‘ณัน’ เพื่อนชีวิต ฟังเบื้องหลังการสร้างบ้านจนถึงวิถีในบ้าน

พอบ้านสร้างเสร็จแล้ว ทุกวันนี้คุณอยู่บ้านกันวันละกี่ชั่วโมง

“เยอะค่ะ จะตื่นให้เช้าเพื่อที่จะดื่มกาแฟ รดน้ำต้นไม้ แล้วก็คุยกับต้นไม้ บางวันมีเวลามากหน่อยก็จะออกมานั่งฟังเพลงกับต้นไม้

“ต้นไม้ต้นไหนมันควรจะมีดอก ถ้าไม่มีพี่ก็จะพูด เธอรู้ใช่มั้ยจะเกิดอะไรขึ้นถ้าเธอไม่ออกดอก” เจ้าของบ้านลิเกเล่ากลั้วหัวเราะ มีการขู่ต้นไม้อีกต่างหาก “สรุป อีก 2 วันออกดอกเลย เขามีชีวิตจริง ๆ

“พี่มีความเชื่อว่า ไม่มีที่ไหนที่เราเป็นเจ้าของ ที่นี่เราแบ่งกันอยู่ทั้งสิ่งที่เรามองเห็นและมองไม่เห็น แม้แต่นก ยีสต์ รา ก็เป็นเจ้าของเหมือนกัน”

ที่นี่มีพืชพันธุ์กว่า 160 ชนิด โอ๋บอกว่าถ้าได้มาเห็นตอนหน้าร้อนจะรู้ว่าบ้านนี้ลิเกจริง ๆ เพราะมีทั้งแก้วพวงดวงใจ พุดพวงดวงใจ มธุรดา กุหลาบพวง เศรษฐีสยาม แก้วแคระ แก้วมุกดา ซึ่งโอ๋-ณันที่ไม่ค่อยมีพื้นฐานด้านการทำสวนจึงต้องฝึกตั้งแต่ขั้นปรุงดิน แต่ก็ดูแลต้นไม้เหล่านี้เป็นอย่างดี

ต้นไม้แต่ละต้นออกดอกไปตามช่วงตามฤดูกาล ผู้คนที่มาเยือนบ้านลิเกแห่งนี้ในเวลาต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นเพื่อน ๆ ลูกศิษย์ที่เข้ามาเรียน มาปรึกษาธีสิส หรือเด็ก ๆ แถวนี้ที่เข้ามาลอยกระทงที่คลองหลังบ้าน ก็จะได้ยลความงามที่แตกต่างกันออกไป

ทั้งคู่พูดเสียดายอยู่หลายรอบว่าพวกเรามาผิดจังหวะ เลยไม่ได้ทันเห็นดอกนั้นดอกนี้บานสะพรั่ง แต่สำหรับเรา เท่าที่เห็นบรรยากาศที่นี่ก็สดชื่นมาก ๆ แล้ว แค่ปราดตาดูก็ทราบได้ว่าเจ้าของบ้านทั้งสองใส่ใจดูแลต้นไม้มากแค่ไหน

เปิดบ้านย่านเพชรเกษมของ ‘อาจารย์โอ๋’ แห่งนิเทศ จุฬาฯ และ ‘ณัน’ เพื่อนชีวิต ฟังเบื้องหลังการสร้างบ้านจนถึงวิถีในบ้าน

“เรากำลังคิดถึงตอนแก่” อาจารย์โอ๋พูดขึ้นมา “ถ้าไม่ไปอยู่ศูนย์พักพิง เราก็อยากรวมตัวอาจารย์โสด ๆ มาอยู่ที่นี่กัน จะได้ดูแลกัน

“บ้านนี้ไล่ระดับเยอะ ไม่น่าเหมาะกับคนอายุ 80 แต่ในวัยกลางคนเราอยากได้แบบนี้ ถึงเวลาเราก็รีโนเวตได้”

“หลัง ๆ พี่คิดว่าตอนที่เราไม่อยู่แล้ว บ้านนี้อาจเป็นมิวเซียมได้เลย เราอยากส่งต่อสิ่งที่มีคุณค่า” ณันพูดบ้าง “อาจจะเป็นมิวเซียมลิเก หรือบ้านที่เก็บความทรงจำดี ๆ ก็ได้”

คิดว่าคาแรกเตอร์อาจารย์โอ๋ เหมือนกับคาแรกเตอร์บ้านนี้ไหม เขาเป็นคนอย่างที่เราเห็นบ้านนี้เป็นรึเปล่า – เราถามณัน เมื่ออาจารย์โอ๋ขอปลีกตัวไปประชุมออนไลน์

“ใช่นะ เขาเป็นคนมีสีสัน มีความสามารถหลากหลาย มีความรู้วิชาการและวิชาชีวิต แล้วก็เพื่อนเยอะ รักเพื่อน เข้าได้กับทุกคน โอ๋พูดเสมอว่าศิลปะไม่มีสูงต่ำ และมองเห็นคุณค่าของทุกงานศิลปะ บ้านลิเกก็เป็นอย่างนั้น”

เปิดบ้านย่านเพชรเกษมของ ‘อาจารย์โอ๋’ แห่งนิเทศ จุฬาฯ และ ‘ณัน’ เพื่อนชีวิต ฟังเบื้องหลังการสร้างบ้านจนถึงวิถีในบ้าน

Writer

พู่กัน เรืองเวส

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ สนใจใคร่รู้เรื่องผู้คนและรูปแบบการใช้ชีวิตอันหลากหลาย ชอบลองทำสิ่งแปลกใหม่ พอ ๆ กับที่ชอบนอนนิ่ง ๆ อยู่บ้าน

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load