10 พฤศจิกายน 2563
1 K

หากพูดถึงสูงวัย คงเห็นภาพคุณตาคุณยายไกวเปลเลี้ยงหลาน ฝ่ายหญิงสวมเสื้อคอกระเช้า ฝ่ายชายสวมเสื้อเชิ้ตสีตุ่น นุ่งกางเกงสแล็กทรงโคร่ง มาพร้อมกลิ่นแป้งตาบูหอมชื่นใจ และคน (เคย) หนุ่มสาวที่ก้าวเข้าวัยเกษียณล้วนมีอาการหมดไฟ และรู้สึกว่าคุณค่าของชีวิตบางส่วนหายไปกับกำลังวังชาและบทบาทที่ลดลงตามกาลเวลา

แต่ไฟแห่งชีวิตลุกโชนขึ้นอีกครั้ง เมื่อคนเฒ่า (คนเหนือเปิ้นฮ้องสูงวัยว่าคนเฒ่า) วัย 60 พลัส ถูกเติมฟืนไฟด้วยการกลับมามีตัวตนและเห็นความงามของตัวเองผ่านการปล่อยแสงแห่งความหวังด้วยกันที่ เกษียณมาร์เก็ต

เกษียณมาร์เก็ต ตลาดที่ให้ลุงป้า 60+ มาขายของและเติมไฟให้คนสูงวัยกลับมาคึกคักอีกครั้ง

เกษียณมาร์เก็ต ถูกนิยามว่าเป็นพื้นที่สร้างสุขของคนรุ่นใหญ่ ซึ่งคนรุ่นใหญ่ที่ว่าคือคนที่มีอายุ 60 ขึ้นไป

ถ้าพูดให้เข้าใจง่าย สถานที่แห่งนี้เป็นตลาดเช้าที่พ่อค้าแม่ขายวัยเกษียณมาสำแดงฤทธิ์และปล่อยของ

ตลาดจัดขึ้นที่ศูนย์วัฒนธรรมเชียงใหม่ หรือ โอลด์ เชียงใหม่ ที่ปีหน้าจะมีอายุครบรอบ 50 ปี และกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย หากเปรียบสถานที่ตรงหน้าเป็นมนุษย์ ก็เป็นมนุษย์คนหนึ่งที่กำลังปรับตัวให้ซู่ซ่าสดใสเกินวัย

ก่อนอื่นให้ลบภาพของย่อหน้าแรกทิ้ง แล้วตั้งต้นด้วยคำว่า ‘อายุเป็นเพียงตัวเลข’ เพราะศักยภาพของป้ออุ้ย แม่อุ้ยกว่าครึ่งร้อยที่รวมตัวกันทำเอาเด็กอย่างเราสะท้าน ทั้งฝีปากเก่งกล้าชวนซื้อของ สเต็ปเทพของนักดนตรีวัยเก๋า นักร้องเสียงแจ๋วมากประสบการณ์ ครูสอนเวิร์กช็อปสุดเก๋ ที่ยกขบวนความน่ารักชวนคนต่างวัยมาทำความรู้จัก

เกษียณมาร์เก็ต ตลาดที่ให้ลุงป้า 60+ มาขายของและเติมไฟให้คนสูงวัยกลับมาคึกคักอีกครั้ง

เราตีตั๋วเสมือนจริงบินไกลถึงเชียงใหม่ผ่านอินเทอร์เน็ตไร้สาย ห้อมวงคุยกับ มิโกะ-ไอลดา ฟองเกตุ คอนเทนต์ เมเนเจอร์ และ เล็ก-พรนภา แตงแก้ว ครีเอทีฟ สองตัวแทนจากเกษียณมาร์เก็ต ที่อาสารับหน้าที่แบ่งปันบทสนทนาและเรื่องราวการคืนชีวิตชีวาให้คนสูงวัยแห่งเมืองเชียงใหม่ได้กลับมาสดใสร่าเริงเกินวัย 60+ 

ถือตะกร้าคล้องแขนแล้วเดินกาด (ตลาด) จับจ่ายความสนุกจากพื้นที่สร้างสุขของคนรุ่นใหญ่กันเลย!

สวัสดีวันจันทร์

“เรื่องมันเริ่มจากชีวิตประจำวันของชาวออฟฟิศเราที่ชอบเม้ามอยคุณพ่อคุณแม่”

เพียงประโยคเปิดบทสนทนาของครีเอทีฟไดเรกเตอร์ของคณะเกษียณมาร์เก็ต ทำเราหูผึ่งอยากรู้ขึ้นมาทันทีว่า เรื่องของวัยเกษียณที่ถูกคนรุ่นลูกหยิบมาแบ่งปันความน่ารักผ่านวงสนทนามีอะไรบ้าง แค่คิดก็เดาว่าม่วนขนาด

“คุณแม่บอกเราว่าทำภาพกราฟิกสวัสดีวันจันทร์ให้หน่อย บางทีก็ให้ทำภาพแฮปปี้เบิร์ทเดย์วันเกิดเพื่อน เราเริ่มสงสัยว่าแม่รู้ได้ยังไงว่าต้องทำ หรือบางครั้งแค่คุณแม่กดแชร์ภาพถ่ายครอบครัวที่กินข้าวด้วยกันลงเฟซบุ๊ก มีคนกดไลก์เป็นร้อย เราก็คิดในใจว่า แม่เราก็พอๆ กับอินฟลูเอนเซอร์สมัยนี้เลยนะ กลับกันที่เขาเป็นคนวัยเกษียณ

“อย่างคุณพ่อเราบ้าซื้อเครื่องครัวมาก ซื้อ Le Creuset เลย เขาก็มาอวดว่ารู้หรือเปล่าเวลาล้างหม้อต้องใช้สก็อตไบรท์สีฟ้ายี่ห้อนี้เท่านั้น เราก็ เอ พ่อรู้มาจากไหน พ่อบอกว่าแอดเข้ากลุ่มเฟซบุ๊กแล้วแลกเปลี่ยนความรู้กัน

“เราว้าวมาก เพราะเวลาที่เราเห็นเขาอยู่เฉยๆ เขาไม่ได้อยู่เฉยๆ เขากำลังเรียนรู้ในแบบของเขา มีการปรับตัว และพัฒนาเพื่อรับข้อมูลบางอย่าง บางมุมก็ใหม่มาก ขนาดเราเป็นคนวัยนี้ยังรู้ไม่เท่าเขา” เล็กเล่าด้วยเสียงสนุก

เกษียณมาร์เก็ต ตลาดที่ให้ลุงป้า 60+ มาขายของและเติมไฟให้คนสูงวัยกลับมาคึกคักอีกครั้ง

จากเรื่องเล่ากลายเป็นเรื่องจริง เมื่อทีมงานรุ่นลูกสะสมเรื่องราวคล้ายกันของคนรุ่นใหญ่จนเต็มกล่อง จึงหย่อนบัตรลงความเห็นว่า สิ่งที่วัยเกษียณไม่มีเหมือนวัยรุ่นคือพื้นที่ พื้นที่ที่ให้เขาได้แสดงตัวตนที่แท้จริงออกมา

“นอกจากสังเกตพฤติกรรมและเริ่มมีความคิดอยากทำเกษียณมาร์เก็ต เราค้นคว้าเพิ่มอีกนิดว่า ประเทศไทยกำลังก้าวสู่สังคมสูงวัย และเชียงใหม่เป็นอันดับสองรองจากกรุงเทพฯ ที่มีคนสูงวัยเกือบยี่สิบเปอร์เซ็นต์ของประชากรทั้งหมด พอเห็นข้อมูล เราก็อยากดึงศักยภาพเขาออกมา อีกอย่างเขาเป็นวัยที่มีประสบการณ์เยอะมาก

“จุดประสงค์อีกข้อคือ เราอยากสร้างอาชีพ สร้างงานอดิเรกใหม่ เป็นพื้นที่ที่เขาได้มาพบปะเพื่อนฝูงและเชื่อมต่อกับคนทุกวัย และคนทุกวัยก็จะเห็นศักยภาพของคนสูงวัยจากพื้นที่ตลาดตรงนี้” คอนเทนต์ เมเนเจอร์เสริม

เกษียณมาร์เก็ต ตลาดที่ให้ลุงป้า 60+ มาขายของและเติมไฟให้คนสูงวัยกลับมาคึกคักอีกครั้ง

พื้นที่ที่วางแปลนเอาไว้กลายเป็นเกษียณมาร์เก็ต ตลาดที่มีผู้ขายอายุ 60 ขึ้นไป ซึ่งสินค้าที่นำมาขายมีทั้งอาหารสูตรเด็ดเคล็ดลับครอบครัว งานคราฟต์ฝีมือช่างท้องถิ่น เสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย ฯลฯ นับรวมราว 60 ร้านค้า มีกิจกรรมเวิร์กช็อปน่าสนุกจากพ่ออุ้ย แม่อุ้ย แถมด้วยวงดนตรีสดที่อายุสมาชิกบวกรวมกันเกินร้อยแน่นอน

ซึ่งตลาดนัดจะเปิดทำการเฉพาะวันเสาร์และวันอาทิตย์แรกของเดือน เปิดให้ช้อป 8 โมงเช้าถึงบ่าย 2

เราแซวสองสาวว่า เปิดตลาดตั้งแต่เช้าตรู่เพราะเป็นเวลาตื่นนอนของเหล่า สว. (สูงวัย) ด้วยหรือเปล่า

“เรามองว่าช่วงเวลานั้นเป็นเวลาที่ดีสำหรับครอบครัว แดดออก ลมเย็น เหมาะกับการทานอาหารเช้า ซึ่งในงานเราอยากให้ครอบครัวและคนหลายวัยมาคอนเนกกัน มาใช้พื้นที่ตรงนี้และมีความสุขด้วยกัน” มิโกะขยายความ

ดูเหมือนว่าพื้นที่สร้างสุขของคนรุ่นใหญ่แห่งแรกของเชียงใหม่กำลังส่งต่อความสุขให้คนนับร้อย นับพัน

จักรวาลไลน์กลุ่ม

ก่อนจะก่อร่างสร้างเป็นเกษียณมาร์เก็ตเมื่อเดือนกันยายน วิธีทำการบ้านของทีมงานรุ่นลูกก็สนุกมาก

เล็กบอกว่า ทีมงานต้องทำรีเสิร์ชก่อนว่าจะเข้าหาคนสูงวัยด้วยวิธีแบบไหน การทำงานร่วมกันต้องเป็นอย่างไร และวิธีการสื่อสารต้องใช้สื่อประเภทใด ซึ่งอันสุดท้ายนี่แหละเด็ดดวง เพราะโซเชียลมีเดียกับคนรุ่นเก๋าเป็นของคู่กัน

“ทุกครั้งที่รับสมัครร้านค้า เราบูสต์โพสต์นิดหน่อยพอให้ข้อมูลกระจายออกไป และทุกครั้งเราต้องกดหยุด เพราะยอด Reach พุ่งมาก เรารู้ว่าคนเกษียณเขาเป็นสายแชร์ แต่ไม่ได้แชร์เหมือนพวกเราทำนะ เขาจะเซฟภาพแล้วส่งต่อในไลน์กลุ่ม เราเคยเห็นว่าในกลุ่มมีประมาณร้อยคน เขาก็ส่งต่อกันเรื่อยๆ บางครั้งมีตัวละครลับโผล่มาจากต่างอำเภอ จากต่างจังหวัด ติดต่อมาหาเรา ซึ่งพลังแชร์ของวัยเกษียณยิ่งใหญ่มาก” มิโกะเล่าด้วยความตื่นเต้น

กลุ่มไลน์ที่เป็นเสมือนฐานทัพลับของคนสูงวัย จักรวาลของพวกเขามีเยอะเกินกว่าเราจะคาด เช่น ไลน์กลุ่มเพื่อนสมัยเรียน แบ่งเป็นเพื่อนประถม เพื่อนมัธยม เพื่อนมหาลัย ยังไม่นับรวมเวลาส่งสูงวัยไปทำกิจกรรมนอกบ้าน จะมีกลุ่มไลน์ทำงานฝีมือ กลุ่มไลน์วิสาหกิจชุมชน ฯลฯ ซึ่งโลกไร้สายเชื่อมต่อกันระดับตำบล อำเภอ และจังหวัด

เกษียณมาร์เก็ต ตลาดที่ให้ลุงป้า 60+ มาขายของและเติมไฟให้คนสูงวัยกลับมาคึกคักอีกครั้ง

วกกลับมาที่การทำคอนเทนต์ บรรดาทีมงานหยิบข้อมูลอินไซต์มาวิเคราะห์หาลู่ทางทำอาร์ตเวิร์ก มิโกะว่าในภาพกราฟิกเดียวต้องมีข้อมูลครบถ้วน ตัวอักษรต้องใหญ่สะดุดตาวัย 60 พลัส สีสันต้องฉูดฉาดดึงความสนใจ 

พลังแห่งการส่งต่อของสูงวัยทำให้ยอดจองร้านค้าในครั้งแรกเต็มด้วยเวลาอันรวดเร็ว ขอคารวะ!

อีกหนึ่งคอนเทนต์ที่เราขอยกนิ้วชื่นชมว่าเก่งขนาด คือการถ่ายทอดเรื่องราวของพ่อค้าแม่ขายวัยเก๋า

“ก่อนออกร้านเราสัมภาษณ์ก่อน แล้วเรื่องราวของเขาทำให้เราคันไม้คันมือคันปากอยากเล่าต่อ เลยเขียนเล่าสูตรเด็ดเคล็ดลับ เบื้องลึกเบื้องหลังของสินค้า เพื่อให้คนมางานเห็นภาพว่าเขาจะเจออะไร มันเป็นคอนเทนต์ที่เราตั้งใจทำเพื่อโชว์ผู้ขาย ซึ่งเป็นจุดเด่นของงาน ถ้าเราบอกว่าตลาดของเรามีอะไรขายบ้างมันคงไม่พอ” เล็กเล่า

เกษียณมาร์เก็ต ตลาดที่ให้ลุงป้า 60+ มาขายของและเติมไฟให้คนสูงวัยกลับมาคึกคักอีกครั้ง

สารภาพว่าโดนตกอย่างราบคราบด้วยเรื่องราวและภาพอุ้มกระบุงฝรั่งกิมจูปลอดสารของอากงกวงซิง วัย 81

หลังประโยคแสดงความโปรดปรานของเรา สองสาวก็ส่งเสียงกรี๊ดราวกับเป็นแฟนคลับของอากงด้วย

“ฝรั่งเขาอร่อยจริง เราเสียเงินทุกรอบ” เล็กยืนยันความดีงาม

“เราได้รับฟีดแบ็กจากลูกหลานอากง เขามีความสุขที่เห็นอากงได้ออกจากบ้าน เห็นอากงยิ้มแย้ม ได้คุยกับลูกค้า ได้พรีเซนต์ของที่ปลูกในสวนตัวเอง เวลาอยู่ในงานอากงจะยิ้มตลอด คนในงานเห็นก็น่ารัก ยิ่งได้ยินว่าเขาเตรียมของรอวันมาขายที่เกษียณมาร์เก็ตเราก็อุ่นใจ มันเลยกลายเป็นความสุขของเราด้วยเหมือนกัน” มิโกะเสริม

สองสาวเล่าเรื่องบอกว่าคนเกษียณจะมีอินไซต์อยู่อย่าง คือร้านค้าที่มาออกงานส่วนใหญ่จะมีแฟนคลับตามติดมาด้วย อย่างอากงกวงซิง จะมีเพื่อนมารออุดหนุนและพบปะพูดคุยถึงหน้าแผง คล้ายมาให้กำลังใจกัน 

กายเกษียณ แต่ใจเกินร้อย

เกษียณมาร์เก็ตเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างคนสองวัย มีการพัฒนาและต่อยอดไอเดียร่วมกัน

อย่างดนตรีสดที่สร้างชีวิตชีวาให้กับงาน ก็เกิดจากความบังเอิญที่คุณลุงท่านหนึ่งกริ๊งกร๊างต่อสายมาบอกว่า อยากสมัครร้องเพลง คนรุ่นลูกไม่รอช้าตอบรับคำทันที พร้อมเปิดเวทีให้ปล่อยความสามารถสุดพลัง บางคนเคยเล่นดนตรีมาก่อน บางคนมาพร้อมกีตาร์หนึ่งตัว บางคนเป็นนักร้องในบาร์เก่า บางคนก็ฟอร์มวงกันที่นี่เป็นที่แรก

ล้อมวงสนทนากับทีมก่อตั้งเกษียณมาร์เก็ต หนึ่งในโครงการ 60's playground ของโอลด์ เชียงใหม่ ที่เปิดพื้นที่ให้วัยเกษียณออกมาแสดงตัวตนและศักยภาพ ผ่านกาดเช้าที่ต้องฮ้องว่าน่ารักขนาด

“ป้าแต๋นเป็นตัวละครเกือบลับของเรา ป้าขายงานจักสานและต๋าแหลวหลวง” เล็กพูดขึ้นมา 

“มีครั้งหนึ่งป้าแต๋นขอโต๊ะเสริม เพราะเขาอยากสอนวิธีจักสานให้กับลูกค้า คนมาเดินก็อยากเรียนรู้ทักษะงานฝีมือด้วย จากที่เขาเสนอมาเราก็รับเรื่องและเปิดเป็นกิจกรรมเวิร์กช็อปขึ้นมา” มิโกะร้องอ๋อและเสริมทัพทันที

เธอทราบมาว่าป้าแต๋นเคยเป็นครูพิเศษสอนจักสานล้านนาให้โรงเรียนและมหาวิทยาลัยทั่วเชียงใหม่มาก่อน

ล้อมวงสนทนากับทีมก่อตั้งเกษียณมาร์เก็ต หนึ่งในโครงการ 60's playground ของโอลด์ เชียงใหม่ ที่เปิดพื้นที่ให้วัยเกษียณออกมาแสดงตัวตนและศักยภาพ ผ่านกาดเช้าที่ต้องฮ้องว่าน่ารักขนาด

นอกจากเวิร์กช็อปงานฝีมือ ยังมีเวิร์กช็อปอาหารที่เรื่องราวอร่อยไม่แพ้กัน ต้นเรื่องเกิดจากเกษียณมาร์เก็ตชวนป้าเล็ก เจ้าของร้านน้ำพริกฉาน ไทใหญ่ มาแลกเปลี่ยนความคิดจนเกิดเป็นเวิร์กช็อปน้ำพริก ‘ฉาน’ เอง ชวนคนทุกเพศทุกวัยมาทำน้ำพริกฉานในแบบของฉัน โดยป้าเล็กจะแยกส่วนประกอบของน้ำพริกออกมาให้ปรุงตามชอบ

ระหว่างปรุงน้ำพริกสูตรเฉพาะตัว ป้าเล็กจะอธิบายและเติมความรู้จนกลมกล่อม หลังจบคลาสคุณป้าใจดีมองถึงความอิ่มอร่อยและความคุ้มค่า เลยเตรียมเบนโตะที่มีข้าว ผักต้ม และไข่ต้มไว้ให้ทานคู่กับน้ำพริก ‘ฉาน’ เอง

ล้อมวงสนทนากับทีมก่อตั้งเกษียณมาร์เก็ต หนึ่งในโครงการ 60's playground ของโอลด์ เชียงใหม่ ที่เปิดพื้นที่ให้วัยเกษียณออกมาแสดงตัวตนและศักยภาพ ผ่านกาดเช้าที่ต้องฮ้องว่าน่ารักขนาด

การทำงานกับคนวัยเกษียณ ยิ่งทำให้เข้าใจคนเกษียณมากขึ้นหรือเปล่า เราถาม

“เพิ่มขึ้นเยอะเลย” เธอสองคนตอบรับพร้อมกัน

“First Impression แรกเราว้าว เพราะเคยตั้งแง่กับภาพของคนวัยเกษียณมาก่อน เราว้าวที่เขายังมีไฟ ยังมีของ พอเราจัดงานเกษียณมาร์เก็ตแล้วเขายินดีร่วมงานกับคนวัยเรา เรายิ่งยินดีที่จะพัฒนาต่อกับเขา” เล็กยิ้ม

“ภาพจำวัยเกษียณของเราเปลี่ยนไป บางครั้งได้ยินคำว่ามนุษย์ป้า มนุษย์ลุง จะต้องหัวแข็ง ขี้วีน หรือหกสิบ เจ็ดสิบต้องอยู่บ้านเลี้ยงหลาน พอเราได้เห็นอีกมุมหนึ่งมันทำให้รู้สึก เห้ย เขาก็แค่อายุเพิ่มขึ้น แต่เขาเปิดใจเพื่อจะพัฒนาตัวเอง เราว่ามันเป็นคุณสมบัติที่น่ารักและน่านับถือที่เขาพร้อมจะเรียนรู้ต่อ” มิโกะส่งความประทับใจ

โตมาด้วยกัน

สถานที่จัดเกษียณมาร์เก็ตคือพื้นที่เดียวกันกับ ‘ศูนย์วัฒนธรรมเชียงใหม่’ หรือ โอลด์ เชียงใหม่ ซึ่งก่อตั้งโดยอุณณ์ ชุติมา ที่ได้แรงบันดาลใจจากการเที่ยวฮาวายและมองการณ์ไกลว่าเชียงใหม่ยังไม่มีศูนย์แสดงวัฒนธรรม

เธอกลับมาเปิดศูนย์วัฒนธรรมแห่งนี้บริเวณตำบลหายยา โดยสร้างตำนานขันโตกดินเนอร์เป็นเจ้าแรกของเชียงใหม่ เพราะเชื่อว่าวัฒนธรรมอาหารเป็นหนึ่งเสน่ห์ของเมืองล้านนา จนช่วง COVID-19 นักท่องเที่ยวน้อยลง โอลด์ เชียงใหม่ เปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาสโดยด้วยเปิดพื้นที่ทำเกษียณมาร์เก็ต ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการ 60’s playground

ล้อมวงสนทนากับทีมก่อตั้งเกษียณมาร์เก็ต หนึ่งในโครงการ 60's playground ของโอลด์ เชียงใหม่ ที่เปิดพื้นที่ให้วัยเกษียณออกมาแสดงตัวตนและศักยภาพ ผ่านกาดเช้าที่ต้องฮ้องว่าน่ารักขนาด

“เรามองว่าพื้นที่ศูนย์วัฒนธรรมฯ มีคอนเนกชัน มีความผูกพันกับวัยเกษียณที่เป็นคนท้องถิ่นอยู่แล้ว คนเชียงใหม่บางคนโตมากับที่นี่ แล้วปีหน้าโอลด์ เชียงใหม่ จะอายุครบห้าสิบปี ซึ่งเป็นรุ่นน้องวัยเกษียณด้วยซ้ำ พวกเราเลยอยากให้โอลด์ เชียงใหม่ เป็นน้องที่คอยซัพพอร์ตรุ่นพี่วัยเกษียณด้วยเหมือนกัน” มิโกะเล่าสัมพันธ์พี่-น้อง

“สำหรับเรา เชียงใหม่ไม่ได้มีแค่วัฒนธรรมแบบที่ทุกคนเข้าใจ แต่ความเป็นเชียงใหม่วัฒนธรรมของมันก็คือผู้คนที่อยู่ข้างใน และผู้ขายในเกษียณมาร์เก็ตก็เป็นวัฒนธรรมหนึ่งของเชียงใหม่ที่เราอยากนำเสนอด้วย” เล็กเสริม

ล้อมวงสนทนากับทีมก่อตั้งเกษียณมาร์เก็ต หนึ่งในโครงการ 60's playground ของโอลด์ เชียงใหม่ ที่เปิดพื้นที่ให้วัยเกษียณออกมาแสดงตัวตนและศักยภาพ ผ่านกาดเช้าที่ต้องฮ้องว่าน่ารักขนาด

โอลด์ เชียงใหม่สัญญาว่าจะไม่หยุดอยู่แค่ตลาดค้าขาย แต่จะต่อยอดโปรเจกต์ต่อภายใต้ 60’s playground

เล็กเสิร์ฟน้ำจิ้มให้เราฟังว่า ครั้งหน้าเราจะเห็น เกษียณ On The Table คล้ายกับ Fine Dining ต่างที่ไม่มีเชฟดังมาปรุงอาหาร แต่เป็นแม่ครัวพ่อครัววัยเกษียณที่มีประสบการณ์มากกว่า 60 ปี มายืนยันว่ารสมือลำขนาดเจ้า

เมื่อคิดแล้วต้องคิดใหญ่ ทีมงานแง้มว่า เขาจะชวนช่างฝีมืองานคราฟต์รุ่นเก๋ามารังสรรค์ผลงานด้วยกัน เช่น ผ้าทอสำหรับปูโต๊ะ Fine Dining อุปกรณ์ตกแต่งโต๊ะอาหาร ฯลฯ และที่ขาดไม่ได้ คือเสียงดนตรีที่ขับกล่อมมื้ออร่อย

กระซิบว่าอาจจะมีเกษียณทริปตามรอยสถานที่สุดปังของแก๊งสูงวัยสลับกับคาเฟ่ฮอปปิ้งสไตล์วัยรุ่น

หกสิบยังแจ๋ว

“เกษียณมาร์เก็ตเกิดขึ้นเพื่อเป็นตัวแทนของคนเกษียณที่เรียกว่า Active Aging ที่ยังมีเรี่ยวแรง มีพลังซู่ซ่า นอกจากเราพาตัวละครเหล่านี้ออกมาแสดงตัวตนกับคนอื่นแล้ว ยังเป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้วัยเกษียณ ว่าเขาสามารถนำสิ่งที่เคยทำกลับมาทำใหม่ให้จริงจังมากขึ้น ผลพลอยได้คือมันสร้างแรงบันดาลใจให้คนวัยอื่นด้วย

“สิ่งเหล่านั้นมันขับเคลื่อนพวกเราในการทำเกษียณมาร์เก็ตด้วยเหมือนกันนะ เราได้เห็นไอเดียของคนอีกรุ่นหนึ่งที่นำพาคนวัยเกษียณให้ทำอะไรสักอย่าง เพื่อให้เขาได้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง” เล็กอธิบายถึงพื้นที่สร้างสุขของคนรุ่นใหญ่ที่มีส่วนช่วยลดปัญหาว่าด้วยความรู้สึกที่ถูกทอนบทบาทคุณค่าลงเมื่อสูงวัยก้าวเข้าสู่วัยเกษียณ

ล้อมวงสนทนากับทีมก่อตั้งเกษียณมาร์เก็ต หนึ่งในโครงการ 60's playground ของโอลด์ เชียงใหม่ ที่เปิดพื้นที่ให้วัยเกษียณออกมาแสดงตัวตนและศักยภาพ ผ่านกาดเช้าที่ต้องฮ้องว่าน่ารักขนาด

มากกว่าการตื่นเช้าตรู่มาลมแดดอ่อนและแวะเดินกาดคนสูงวัย คือการมองเห็นคุณค่าและศักยภาพที่ยิ่งใหญ่ของคนวัย 60 ที่หลายคนเคยมองข้าม ขณะเดียวกันการทำงานระหว่างคนสองรุ่นที่อายุต่างกันสุดขั้ว ก็เปรียบเสมือนห้องเรียนขนาดยักษ์ที่มีประสบการณ์ของคนหนุ่มสาวและ (เคย) หนุ่มสาวมาแบ่งปันแลกเปลี่ยนกันและกัน

ก่อนเครื่องบินทางไกลไร้สายจะบินกลับเชียงใหม่-กรุงเทพฯ เราชวนสองสาวคิดถึงอนาคตอันไกลว่า

พวกเธอมองภาพวัยเกษียณของตนเองเป็นแบบไหน

“เราเคยคิดกับทีมงานว่า ถ้าถึงเกษียณมาร์เก็ตครั้งที่ห้าร้อย พวกเราจะขายอะไรกันดี ใครจะมาดูแลงานแทนเรา เราก็เริ่มคิดแล้วนะว่าอนาคตเราจะเป็นยังไง จะทำอะไรดี คงต้องคิด ระวัง และเตรียมตัว” เล็กตอบด้วยรอยยิ้ม

ล้อมวงสนทนากับทีมก่อตั้งเกษียณมาร์เก็ต หนึ่งในโครงการ 60's playground ของโอลด์ เชียงใหม่ ที่เปิดพื้นที่ให้วัยเกษียณออกมาแสดงตัวตนและศักยภาพ ผ่านกาดเช้าที่ต้องฮ้องว่าน่ารักขนาด

“ก่อนหน้านี้ยอมรับว่าไม่เคยคิดถึงขั้นหกสิบแล้วจะทำอะไร พอถามแบบนี้เราว่าการวางแผนชีวิตวัยเกษียณควรเริ่มตั้งแต่ตอนนี้ คงต้องดึงศักยภาพของตัวเองออกมา อาจจะไม่ใช่สิ่งที่เรียน แต่เป็นประสบการณ์ที่สะสมไว้ ถ้าถึงตอนนั้นมีคนซัพพอร์ตเราแบบที่เราทำอยู่ตอนนี้ เราคงจะเป็นคนเกษียณที่มีความสุข” มิโกะจบบทสนทนา

จากเรื่องราวและบทสนทนาสนุก เราประทับใจที่เด็กอายุ 20 ปลายถึง 30 ต้นคอยเป็นคบเพลิงจุดประกายไฟให้คนวัยเกษียณ และพวกเขาก็รับเปลวไฟที่ลุกโชติช่วงต่อจากคุณลุง คุณป้า มาเป็นฟืนเติมไฟให้ตัวเองอีกครั้ง

Writer

สุทธิดา อุ่นจิต

สุทธิดา อุ่นจิต

กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ สู่ ลาดพร้าว - สุขุมวิท , พูดภาษาพม่าได้นิดหน่อย เป็นนักสะสมกระเป๋าผ้า ชอบหวานน้อยแต่มักได้หวานมาก

Photographer

Avatar

ชัยวัฒน์ ทาสุรินทร์

โด้เป็นช่างภาพดาวรุ่งจากสาขาศิลปะการถ่ายภาพ คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นที่รักของเพื่อนๆ และสาวๆ ถึงกับมีคนก่อตั้งเพจแฟนคลับให้เขา ชื่อว่า 'ไอ้โด้ FC'

Little Big People

เรื่องราวของเหล่าคนตัวเล็กผู้มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น

3 กุมภาพันธ์ 2566
1 K

“ผม / หนู อยากเป็น…” 

เสียงเจื้อยแจ้วของเด็ก ๆ วัยประถมตอนปลายดังลั่นห้องเรียนสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ 

บรรยากาศภายในห้องดูไม่คุ้นชิน เพราะนักเรียนไม่ได้นั่งบนโต๊ะเรียงแถวตอนลึกอย่างที่เคยเป็น แต่กลับนั่งเป็นกลุ่มบนพื้น ความตึงเครียดของนักเรียนที่พบได้ทั่วไปกลับกลายเป็นความกระตือรือร้นแย่งกันตอบคำถาม

ห้องเรียนที่ดูแปลกตาไป ณ ขณะนี้ได้รับการเนรมิตจาก ‘มูลนิธิโรงเรียนวันเสาร์’ หรือรู้จักกันในนาม ‘Saturday School’ โรงเรียนคอนเซปต์สุดแหวกแนว ขนขบวนวิชานอกห้องเรียนมาพร้อมคุณครูอาสาถึงที่ นำทีมโดย ยีราฟ-สรวิศ ไพบูลย์รัตนากร ผู้ก่อตั้ง 

ภาพชุลมุนของเด็กน้อยที่วิ่งออกมาแปะความฝันของตนบนกระดานพื้นสีขาวด้านข้างห้อง ทำให้ใบหน้าที่มีเมฆดำลอยอยู่บนหัวแปรผันเป็นใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มของนักเรียนทุกคน

“อย่าลืมความฝันของตัวเอง เมื่อใดที่เราไม่ลืม ทางเดินแห่งนั้นจะเปิดไปสู่ประตูแห่งความสำเร็จ” 

นี่คือข้อความเตือนใจที่ครูอาสากล่าวก่อนจะเริ่มการเรียนการสอน 

คุณครูไม่ได้สั่งให้นักเรียนเปิดหนังสือไปหน้าที่เท่าไร หรือให้คัดตามคำบอก แต่นำหุ่นยนต์มาแสดงจำลอง รวมถึงอธิบายกลไกการทำงานของมัน เสียงร้องดีใจของเด็ก ๆ ดังขึ้นทุกครั้งที่หุ่นยนต์เคลื่อนไหว เปรียบเสมือนกุญแจที่ไขไปสู่โลกใบใหม่ของพวกเขา

Saturday School โรงเรียนที่ตั้งจากคนตัวเล็ก ๆ และไม่บรรจุคำว่าเก่ง-ไม่เก่งในหลักสูตร

เสาเข็มต้นแรก

ทุกอย่างต้องมีจุดเริ่มต้น Saturday School ก็เช่นกัน 

“จริง ๆ แล้วผมเรียนจบคณะวิศวกรรมศาสตร์ ภาควิชาคอมพิวเตอร์ หลังเรียนจบก็ไปเป็นโปรแกรมเมอร์อยู่ประมาณ 1 ปี ช่วงนั้นในสังคมมีปัญหาหลายอย่าง ตัวเราคิดว่าไม่อยากอยู่ในสังคมที่มีปัญหาเยอะขนาดนี้ เลยมุ่งประเด็นไปที่การศึกษา เพราะว่าเป็นรากฐานสำคัญที่จะทำให้ปัญหาต่าง ๆ ดีขึ้น”

จากชีวิตโปรแกรมเมอร์ เลือกเบนเส้นทางเป็นคุณครูในโรงเรียนย่านบางนาถึง 2 ปี เพื่อจะได้เรียนรู้ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นในระบบการศึกษาไทยคืออะไร

“สิ่งหนึ่งที่ผมได้ลองทำที่โรงเรียน คือการศึกษาว่าจุดไหนสำคัญและเป็นจุดแข็งในการพัฒนาเด็ก จึงออกมาเป็นกิจกรรมที่ชวนเด็ก ๆ มาวันเสาร์ ชวนเพื่อน ๆ ที่สนใจการพัฒนาเด็ก ๆ มาสอนในสิ่งที่ตัวเองถนัด แล้วเด็กก็ได้เรียนในสิ่งที่ตัวเองสนใจซึ่งไม่ได้เรียนในห้องเรียนปกติ

“แต่ผมไม่เคยคิดอยากเป็นครูเลย เราไม่ได้ถนัด แต่มันทำให้รู้ว่าเราชอบการพัฒนาเด็ก เห็นเด็กเติบโตก็ดีใจ แต่การไปสอนเด็กทุกวันอาจจะไม่ใช่แนวทางของผม”

จากคุณครูประจำในโรงเรียน เริ่มทบทวนชีวิตว่าตัวเองสนใจการช่วยแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ในสังคมมากกว่า จึงเข้าสู่การก่อตั้งมูลนิธิอย่างเต็มตัว แต่การทำให้เด็กน้อยที่มีชื่อว่า Saturday School เดินอย่างเป็นสเตปจนเติบใหญ่ขนาดนี้กลับไม่ใช่เรื่องง่าย

“เริ่มที่ห้องเรียนเดียวก่อน พอเทอมถัดไปก็ชวนเด็กมามากขึ้น จาก 1 ห้องเรียน กลายเป็น 3 ห้องเรียนในโรงเรียนเดิม พอดีตอนนั้นเราเริ่มเปิดแฟนเพจ รับสมัครคุณครู มีคนสนใจจำนวนมากเพียงพอให้ขยายไปเป็นโรงเรียนแห่งที่ 2 ได้ เราเลยขยายไปอีกโรงเรียนหนึ่งในเทอมที่ 3 ก็คือปีที่ 2 ของมูลนิธิ ต่อมาจาก 2 โรงเรียนมาเป็น 7 และ 9 โรงเรียน

Saturday School โรงเรียนที่ตั้งจากคนตัวเล็ก ๆ และไม่บรรจุคำว่าเก่ง-ไม่เก่งในหลักสูตร

“เราพยายามรักษาจำนวนโรงเรียนนี้มาเรื่อย ๆ จนถึงจังหวะที่จดทะเบียนเป็นมูลนิธิ หลังจากนั้นก็เริ่มเป็นโครงสร้างองค์กรมากขึ้น เริ่มขยายงานและมีพาร์ตเนอร์ในการทำงานด้วยมากขึ้น”

การมีบริวารที่ดีเท่ากับมีชัยไปมากกว่าครึ่ง คำนี้คงใช้ได้ดีกับยีราฟ เพราะบรรดาคุณครูและผู้อำนวยการโรงเรียนย่านบางนาล้วนเปิดโอกาสให้เขาสอน พร้อมสนับสนุนกิจกรรมของเขาอีกแรง เป็นเหมือนเชื้อเพลิงที่ทำให้เครื่องจักรพุ่งทะยานไปได้ไกลกว่าที่เคย

จากเด็กที่ต้องคอยป้อนข้าวและต้องได้รับการดูแลเอาใจใส่ บัดนี้ Saturday School ยืนขึ้นด้วยลำแข้งของตัวเองแล้ว 

เด็กเมือง

Saturday School กระจายตัวอยู่ตามโรงเรียนในกรุงเทพฯ เยอะที่สุดก็จริง แต่จะพูดว่าเน้นเป็นหลักอาจไม่ได้ เนื่องจากมูลนิธิไม่ได้ตั้งใจจะโฟกัสเฉพาะในกรุงเทพฯ เพียงแต่เป็นพื้นที่ที่เข้าถึงง่ายที่สุด 

เริ่มแรกมูลนิธิเคยพยายามขยายไปยังต่างจังหวัด แต่ด้วยเรื่องการบริหารจัดการที่ต้องมีคนคอยจัดการประจำ ครูอาสาที่จังหวัดนั้น ๆ ต้องมาสอนทุกสัปดาห์ จึงอาจเป็นสิ่งเกินตัวยีราฟที่ยังดูแลได้ไม่เต็มที่ โครงการจึงต้องพับเก็บไปในที่สุด 

“ถ้ามองกันจริง ๆ ในกรุงเทพฯ มีเด็กที่ฐานะของครอบครัวไม่ได้ต่างจากเด็กที่อาศัยในชนบทมากนัก อาจเพราะในกรุงเทพฯ มีค่าครองชีพสูงกว่า เด็กอาจจะเครียดกว่า แต่ในด้านการเข้าถึงทรัพยากรต่าง ๆ เด็กกรุงเทพฯ อาจเข้าถึงได้ง่ายกว่า ทั้งเด็กเมืองและเด็กชนบทจึงมีความท้าทายที่ต่างกัน บอกไม่ได้ว่าใครดีหรือแย่กว่ากัน”

ปัจจุบันรากฐานของ Saturday School เริ่มแข็งแรง กำลังขยายไปอีกเกือบ 10 จังหวัด และจะขยายต่อไปเรื่อย ๆ

Saturday School โรงเรียนที่ตั้งจากคนตัวเล็ก ๆ และไม่บรรจุคำว่าเก่ง-ไม่เก่งในหลักสูตร

ห้องเรียนไม่ซ้ำแบบของโรงเรียนนอกเวลา

เมื่อห้องเรียนทั่วไปถูกออกแบบให้เด็ก ๆ ต้องพัฒนาทักษะหลายด้านโดยที่พวกเขาไม่ได้เลือก Saturday School จึงใช้ช่องว่างของระบบการศึกษา เนรมิตห้องเรียนฉบับตามใจหนู ๆ 

“เราพยายามไม่ยัดอะไรให้เด็ก แต่เรามองว่าเด็กจะเกิดการเรียนรู้ตลอดเวลาได้ยังไง ให้เขาได้เรียนในสิ่งที่ต้องการ ไม่ว่าจะเต้น ร้องเพลง ศิลปะ ดนตรี เมื่อเขาได้เรียนในสิ่งที่อยากเรียน เขาก็จะมั่นใจในตัวเองมากขึ้น เห็นคุณค่าในตัวเองมากขึ้น และอยากพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้น” 

ห้องเรียนฉบับ Saturday School สอนแบบเน้นผู้เรียนเป็นหลัก โดยยีราฟเล่าว่า อาสาสมัครของเขาใส่ใจกับเด็ก ๆ มาก พยายามสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้ทุกคนได้เติบโตและพัฒนาศักยภาพอย่างเต็มที่ โดยไร้ความกลัว การแบ่งแยก และการตัดสินว่าเก่งหรือไม่เก่ง

Saturday School โรงเรียนที่ตั้งจากคนตัวเล็ก ๆ และไม่บรรจุคำว่าเก่ง-ไม่เก่งในหลักสูตร

“สิ่งที่เราจัดเสมอคือวัน Big Day ในวันนั้นเด็กจากทุกโรงเรียนจะมารวมตัวกันแล้วแสดงผลงานหรือความสามารถที่ตนได้เรียนมาตลอดโครงการของเรา ไม่ว่าเขาจะทำได้ดีหรือไม่ดี ไม่สำคัญเท่ากับเขาได้โชว์ความสามารถของตัวเองออกมา แล้วได้รู้ว่ายังมีคนให้ความสำคัญกับความสามารถของเขา” 

เป้าหมายของ Saturday School ไม่ใช่การพัฒนาให้เด็กเต้นเก่งหรือวาดรูปเก่งเพียงอย่างเดียว การพัฒนาเด็กจากภายใน หรือ Soft Skills อันประกอบไปด้วย Growth Mindset (ความคิดแบบเติบโต) Self Awareness (การรู้จักตนเอง) Resilience (การล้มแล้วลุกขึ้นมาใหม่ได้) และ Prosocial (ลักษณะนิสัยที่เอื้อหรือแบ่งปันให้กับคนรอบข้าง) คือแก่นแท้ที่พวกเขามุ่งสร้างให้เกิดขึ้นกับเด็กทุกคน 

Saturday School โรงเรียนที่ตั้งจากคนตัวเล็ก ๆ และไม่บรรจุคำว่าเก่ง-ไม่เก่งในหลักสูตร

อาสาสมัครที่มากกว่าการเป็นครู

ตั้งต้นจากนักเรียน ออกแบบจากความตั้งใจของอาสา กว่าห้องเรียนวันเสาร์จะออกมาเป็นห้องที่เต็มไปด้วยร้อยยิ้ม เสียงหัวเราะ และบทเรียนสนุก ๆ ในแบบฉบับเข้าใจง่าย เบื้องหลังคือหยาดเหงื่อ ความทุ่มเท และความร่วมมือร่วมใจจากอาสาสมัครหลากความเชี่ยวชาญ ร่วมทำงานกันเป็นทีม ตั้งแต่ร่างเนื้อหาการสอน ไปจนถึงพาเด็ก ๆ ทำกิจกรรม

อาสาสมัครคือผู้ใกล้ชิดกับเด็กรองจากครู เมื่อผ่านการทำกิจกรรมร่วมกัน พวกเขาจะรับรู้ได้ทันทีว่าเด็ก ๆ มีพื้นฐานเป็นอย่างไร และควรปรับการสอนไปเป็นแบบไหน ด้วยเหตุนี้ การวางกิจกรรมและหลักสูตรให้เหมาะสมกับพื้นฐานของเด็กแต่ละคนจึงเป็นโจทย์ใหญ่

“ความถนัดของอาสาสมัครแต่ละคนไม่เท่ากัน คนที่สอนเต้นเขาก็จะเต้นเพลงไม่เหมือนกัน แต่สุดท้ายทุกคนต้องทำให้เด็กเชื่อว่า ทักษะความสามารถของพวกเขาพัฒนาได้ด้วยการเรียนรู้และฝึกฝน” 

Saturday School โรงเรียนที่เปิดทำการในวันเสาร์ สอนวิชานอกห้องเรียน และไม่บรรจุคำว่าเก่งหรือไม่เก่งในหลักสูตร

ยีราฟเชื่อว่าการออกแบบการเรียนรู้ไม่ได้ขึ้นอยู่ใครคนใดคนหนึ่ง เนื้อหาระหว่างทางและการออกแบบห้องเรียนเป็นสิ่งที่ยืดหยุ่นได้ อีกทั้งอาสาสมัครทุกคนที่ผ่านการคัดเลือกมาล้วนเต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์

เพียงแต่ข้อสำคัญของการออกแบบหลักสูตร คือต้องเป็นวิชาที่เด็ก ๆ อยากเรียน แม้แต่การตั้งโจทย์ก็ต้องเป็นวิชาที่เด็กสนใจ แม้จุดนี้จะทำให้หาอาสาสมัครมาเข้าร่วมโครงการยากสักหน่อย แต่อีกด้าน สิ่งนี้การันตีได้ว่าทุกครั้งที่เปิดสอนจะมีเด็ก ๆ เฝ้ารอเสมอ 

ยีราฟบอกกับเราอีกว่า เมื่อเด็ก ๆ เริ่มคุ้นเคยกับครูอาสาสมัคร พวกเขาจะเริ่มเล่าหลายอย่างให้ฟัง ทั้งปัญหาที่บ้าน ปัญหาในชุมชน ปัญหายาเสพติด ซึ่งบางปัญหาเป็นเรื่องที่โรงเรียนวันเสาร์เพียงองค์กรเดียวแก้ไขได้ยาก แต่พวกเขาก็คอยประสานงานเพื่อช่วยเหลืออย่างสุดกำลัง

Saturday School โรงเรียนที่เปิดทำการในวันเสาร์ สอนวิชานอกห้องเรียน และไม่บรรจุคำว่าเก่งหรือไม่เก่งในหลักสูตร

อนาคตการศึกษาไทย 

แม้คนไทยจะเข้าถึงการศึกษาขั้นพื้นฐานได้มากขึ้น แต่ในมุมคุณภาพของการศึกษากลับยังเป็นปัญหาที่ต้องทบทวนอย่างหนักว่าจะทำอย่างไรให้ดีขึ้น 

“เรื่องของคุณภาพการศึกษามันไม่ได้ปรับแค่จุดใดจุดหนึ่ง แต่ต้องปรับทั้งระบบ” ยีราฟว่า

“ทั้งระบบที่หมายถึงครอบคลุมตั้งแต่การพัฒนาครู การเปลี่ยนแปลงหลักสูตร จะทำยังไงให้คนเก่งมาเป็นครู เศรษฐกิจ การบริหาร ทุกอย่างขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ซึ่งทุกจุดพัฒนาได้ทั้งนั้น” 

แล้วใครบ้างที่จะทำให้การศึกษาไทยเปลี่ยนแปลง – เราถาม

“ผมว่าทุกคนมีส่วนร่วมได้หมดเลย คนมีอำนาจอาจจะช่วยได้มากหน่อย ส่วนคนทั่วไปก็ช่วยได้เช่นกัน” เขาตอบ

แม้การเปลี่ยนแปลงการศึกษาภาพใหญ่ทั้งระบบจะไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ Saturday School นับเป็นอีกหนึ่งเสาหลักที่เกิดจากการรวมตัวกันของคนตัวเล็ก เพื่อสนับสนุนในมิติที่พวกเขาทำได้ 

ยีราฟบอกกับเราว่า ตอนนี้เขากำลังพยายามขยายจำนวนห้องเรียนให้มากขึ้น ทั้งในเขตเมืองและในชนบท เพื่อสร้างโอกาสการเรียนรู้ให้กับเด็ก ๆ อย่างทั่วถึง ทั้งนี้ เขาตระหนักเป็นอย่างดีว่า ลำพังโรงเรียนวันเสาร์ไม่อาจเข้าถึงเด็กทุกคนในประเทศได้ การขับเคลื่อนระบบการศึกษาเชิงนโยบายในภาพใหญ่จึงเป็นสิ่งต่อไปที่เขากำลังสำรวจ

จงเติมคำในช่องว่างต่อไปนี้ 

สำหรับประเทศไทยในอุดมคติ ถ้าการศึกษาไทยดี… 

“ผมว่าคนจะใช้ชีวิตกันอย่างมีความสุขมากขึ้น และสังคมจะเต็มไปด้วยคนที่มีคุณภาพ” 

Saturday School โรงเรียนที่เปิดทำการในวันเสาร์ สอนวิชานอกห้องเรียน และไม่บรรจุคำว่าเก่งหรือไม่เก่งในหลักสูตร
Saturday School

Writers

เกษมณี ชาติมนตรี

เกษมณี ชาติมนตรี

นักเรียนฝึกเขียนที่เริ่มการเรียนใหม่ตั้งแต่ 0-10 ชอบของหวาน ชอบอ่านนิยาย ชอบสีสันสดใสของดอกไม้ ชอบเสียงเพลง

Avatar

ธนกร จตุรงค์ชัยสถิต

นัก(เรียน)วิทยาศาสตร์ ที่อยากเป็น นักวิจัยการเล่าเรื่อง แต่ตอนนี้เป็นเป็ดที่อยากบินให้สูงเหมือนนก อยากตัวใหญ่ให้เหมือนห่าน

Photographer

Avatar

วรินทร์ธร บุรธัชวัฒนสิริ

ชื่อเล่น มุกขลิน จบสถาปัตย์ลาดกระบัง สาขาถ่ายภาพ เป็นช่างภาพที่ร่าเริงสดใส รักในเสียงดนตรี แต่พูดไม่ค่อยรู้เรื่อง เอ๋อๆงงๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load